ที่มา Voice TV
ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในจีนมีจำนวนมากกว่า 600 ล้านคน แต่นักธุรกิจก็ยังเห็นศักยภาพของตลาดว่ายังสามารถเติบโตต่อไปได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, August 16, 2009
ตลาดโทรศัพท์มือถือในจีนกำลังบูม
รับขวัญ "ลูกชาย" ช้างไทยในออสเตรเลีย
ที่มา Voice TV
พระสงฆ์ประกอบพิธีรับขวัญเจ้า"ลูกชาย"ช้างไทยเกิดใหม่ในสวนสัตว์ทารองก้า นครซิดนี่ย์ ออสซี่เห่อเข้าชมวันละ 12,000 คน
สวนสัตว์ทารองก้าในนครซิดนี่ย์ของออสเตรเลีย จัดพิธีรับขวัญสมาชิกใหม่ เป็นเจ้าช้างน้อยที่ชื่อ "ลูกชาย" ซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ จากแม่พังทองดี ช้างไทยที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ที่นั่น โดยสวนสัตว์ได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดรับขวัญ และพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองประเทศไทย
เจ้าลูกชายมีอายุ 6 สัปดาห์แล้ว โดยชื่อของมันมาจากการโครงการประกวดตั้งชื่อของทางสวนสัตว์ ซึ่งเจ้าลูกชายได้กลายเป็นขวัญใจของชาวออสซี่ไปแล้ว โดยสวนสัตว์ระบุว่ามีผู้เดินทางมาชมความน่ารักของมันไม่ต่ำกว่า 12,000 คนต่อวัน
พังทองดีแม่ของเจ้าลูกชายเป็นหนึ่งในช้างเอเชีย 8เชือกที่ถูกนำเข้าไปในออสเตรเลียในโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ซึ่งตามประวัติของมันระบุว่าเคยถูกใช้งานเดินเร่ขายของเลี้ยงช้างในกรุงเทพฯ
ภาพ: Reuters
Global Interest ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2552
ที่มา Voice TV
อดีตผู้นำญี่ปุ่นสักการะศาลสงคราม,ไทม์ สแควร์รำลึกรอยจูบลาสงคราม, เพนกวินขนโล้นในอังกฤษได้ชุดประดาน้ำ,เวมบลีย์แทบแตกเพราะU2
“เสนาะ” ชี้ รัฐบาลแก้เศรษฐกิจไม่ได้-เสื้อแดงยื่นฎีกาไม่ผิด
ที่มา Voice TV
หัวหน้าพรรคประชาราช ยืนยันว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้
เมื่อเวลา 09.40 น. (15 ส.ค.) ที่มูลนิธิ 111 นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยถึงกรณีการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 17 ส.ค.ว่า ตนวิจารณ์เรื่องนี้มามากแล้ว ทั้งในสภาและนอกสภาว่า การได้มาซึ่งอำนาจของคนบางกลุ่มในขณะนี้มีความสง่างามหรือไม่ และไม่ต้องคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาความแตกแยกยังมีอยู่ ส่วนการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 นั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน และเมื่อเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ควรนำกฎหมายไปควบคุม เพราะเป็นเรื่องที่กลุ่มคนเห็นว่ามีการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อมีการอภิปรายในสภาฯก็ไม่ฟังกัน ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่รู้จะนำเรื่องไปร้องกับใคร ประชาชนส่วนใหญ่ในฐานะที่เขาผูกพันจึงต้องทำเช่นนี้ ทั้งนี้นายเสนาะ กล่าวอีกด้วยว่า เรื่องการถวายฎีกา ถือเป็นจารีตประเพณี ซึ่งอยู่เหนือกฎหมาย เป็นของดี ถึงได้นำมาผูกพันไว้กับกฎหมาย ฉะนั้นถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องนำเรื่องไปบอกพ่อ-แม่ ประเทศไทยมีสิ่งที่ทุกคนพร้อมจะสละชีพเพื่อชาติ เพื่อสถาบัน คนไทยมีพ่อ-แม่แห่งชาติ และเมื่อประชาชนยื่นเรื่องไป พระองค์จะเป็นผู้วินิจฉัย
'เหนาะ'ออกโรงสอน'มาร์ค'
ที่มา เดลินิวส์
ย้ำชัดไม่เห็นด้วยที่ตั้ง'รรท.ผบ.ตร.'ปชป.ป้องนายกฯ
"ป๋าเหนาะ"ออกโรง สอนมวย"อภิสิทธิ์"บริหารกองทัพสีกากี ย้ำไม่เห็นด้วยตั้งรักษาการแทน ผบ.ตร. ทั้งที่เจ้าของเก้าอี้ยังทำงานอยู่ในเมืองไทย ระบุโยกให้มาเข้ากรุประจำสำนักนายกฯ ยังดูดี กว่ามั่นใจเต็มร้อยการเมืองแทรกแซง แต่ยังไม่ กล้าฟันธงหลังจากนี้บ้านเมืองจะวุ่นวายหรือไม่ ขณะที่ “โฆษกปชป.” โดดป้องลูกพี่ทันควัน โต้แหลกไม่ได้ล้วงลูกตำรวจ อ้างหวังฟื้นระบบคุณธรรมกลับคืนมา ยันนายกฯ ไม่เคยคิดหนีการอภิปราย กล้าตอบทุกคำถามของฝ่ายค้าน ด้าน “พล.ต.ท.เหมราช” 1 ในอนุฯ กรรมการ สอบข้อเท็จจริงซื้อขายตำแหน่ง ระดับ “รอง ผบก.-สว.” ส่งเทียบเชิญ 5 ผบช.มาให้ข้อมูล จ่อเอกซเรย์ทุกบัญชีคลี่คลายความกระจ่าง จวกยับนักการเมือง กล่าวหา ตร.ซื้อเก้าอี้กันตั้งแต่จบรร.นรต.
สุดท้ายกลายเป็นเผือกร้อนอีกเรื่องของรัฐบาล เริ่มต้นจากคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วบานปลาย กลายเข้ามาเล่นงานวงการสีกากี จนมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้ามารักษาการแทน ผบ.ตร. ทั้งที่ ผบ.ตร.ยังปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองยังออกมาโจมตีว่ามีการซื้อขายตำแหน่งโยกย้ายตำรวจ ล่าสุดฝ่ายค้านรีบยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ว่ามีพฤติกรรมเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหรือไม่
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ นายกฯ มีคำสั่งให้ ผบ.ตร.ไปปฏิบัติภารกิจทางภาคใต้แล้วแต่งตั้งรักษาการแทนว่า เรื่องของตำรวจถือเป็นระบบราชการ ในฐานะที่ตนเคยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจ เมื่อครั้งที่กรมตำรวจยังอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาด ไทย และเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าตำรวจจะขึ้นตรงกับใครก็ไม่สำคัญ แต่ไม่ควรเล่นกันอย่างนี้หากจะทำก็ทำเลย สมัยตนก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จนต้องย้าย พล.ต.อ.พจน์ บุญยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ในปี 2542-2543 โดยขณะนั้น พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี
“ส่วนกรณีที่จะมีการแต่งตั้งผู้มารักษาการแทนอธิบดีหรือปลัดกระทรวงฯ มีขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว เนื่องจากหากมีภารกิจหรือเจ็บป่วยก็ต้องเป็นอำนาจที่สามารถตั้งคนมารักษาการแทน ไม่ใช่ออกคำสั่งโดยนายกฯ หรือใครก็ตาม ในเรื่องนี้ขั้นตอนการบริหารไม่ถูกต้อง ถ้าหากต้องการจะย้ายควรให้มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดีกว่า”
เมื่อถามว่า การที่มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ 3 จังหวัดภาคใต้และมีคำสั่งแต่งตั้งคนรักษาราชการแทนถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายเสนาะ ตอบว่า การปฏิบัติภารกิจภายในประเทศไม่มีความจำเป็นที่จะแต่งตั้งบุคคลมารักษาราชการแทน นอกจากตัว ผบ.ตร.ต้องการ เนื่องจาก ผบ.ตร. สามารถโทรศัพท์เข้ามาสั่งการได้ ผู้สื่อข่าวถาม ต่อว่าจะถือว่าการกระทำของนายกฯ เป็นการแทรกแซงและขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า “ตนคงไม่พูดตรงนั้น” ในส่วนการตั้งกรรมการขึ้นมา สอบเรื่องซื้อขายตำแหน่งของตำรวจนั้น คิดว่าเรื่องนี้จะไปกันใหญ่เพราะภาพที่ออกมาสร้างความเสียหายจะเล่นกันเอาเป็นเอาตายเลยหรือ ถ้าจะทำกันอย่างนี้ก็คิดว่าควรตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่และย้าย ผบ.ตร. ไปประจำสำนักนายกฯ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ทราบว่าหลังจากนี้จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นหรือไม่
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุท รักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีเรื่องนายอภิสิทธิ์ นายกฯ เข้าไปแทรกแซงการโยกย้ายตำรวจนั้น ขอยืนยันว่านายกฯ ต้องการเข้าไปดำเนินการฟื้นระบบคุณธรรมให้กลับคืนมาในวงการตำรวจ การกล่าวหาว่าเตรียมโยกย้ายคนของตัวเองเข้าไปเพื่อให้คุณกับการเลือกตั้งในอนาคตที่จะมีขึ้นในอนาคตนั้นจึงไม่เป็นความจริง ไม่เคยคิดทำเหมือนในอดีตที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะยื่นกระทู้ถามนายกฯ ก็ไม่คิดที่จะหนีการอภิปรายแต่อย่างใด เพราะหากมีการตั้งกระทู้ถาม นายกฯ พร้อมที่จะตอบทุกครั้ง ไม่เหมือนรัฐบาลเก่าที่นายกฯ ไม่ยอมมาตอบกระทู้ถามด้วยตนเอง
ขณะเดียวกันกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาแฉว่าในโผการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สว.ลอตนี้ มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันจำนวนมาก จนต้องมีการตั้งกรรมการตรวจสอบนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ข้าราชการตำรวจในการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) จนถึงสารวัตรในวาระการปรับโครงสร้างใหม่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะอนุกรรมการได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการทั้งหมดในวันที่ 17 ส.ค. เวลา 13.30 น. ที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายสมศักดิ์ จะได้กำหนดประเด็นในการสืบสวนฯ
ทั้งนี้ที่วางกันไว้จะมองตั้งแต่ใครเกี่ยวข้องในการทำบัญชีแต่งตั้งบ้าง เริ่มตั้งแต่ที่ ผบ.ตร.สั่งให้ทุกกองบัญชาการ ทำบัญชีเสนอขึ้นมาให้ ตร. พิจารณา ซึ่งตรงนี้เองต้องไล่ตรวจสอบเทียบเคียงบัญชีกันว่า บัญชีแต่งตั้งที่แต่ละกองบัญชาการเสนอบัญชีมานั้น เสนอใครแต่งตั้ง โยกย้ายบ้าง และเมื่อมาถึงระดับ ตร.มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จุดใด เพราะเหตุใด ตรงนี้ต้องเอาบัญชีแต่งตั้งที่ทำไว้แล้วมาพิจารณากัน ดังนั้นในการประชุมวันที่ 17 ส.ค.จะเชิญ “ผบช.” จำนวน 5 ท่านในพื้นที่ใกล้ ๆ มาให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ท.เหมราช กล่าวต่อว่า การพูดถึงการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งนั้น พูดกันมานานมาก แต่ก็เป็นเรื่องที่หาหลักฐานยากและไม่มีใครยอมรับ มีแต่พูดกัน วิจารณ์กันไป แต่ในฐานะคณะอนุกรรมการก็ไม่หนักใจในการทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยจะหาความจริงให้ได้ ต้องตรวจสอบทุกประเด็น ที่มีการกล่าวหา รวมทั้งเรื่องที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ระบุถึงการซื้อตำแหน่งกันในหลักหลายล้านบาท แต่กรอบการทำงานของคณะทำงานจะตรวจสอบเพียงการแต่งตั้ง “รอง ผบก.-สารวัตร” ครั้งนี้เท่านั้น ระดับนายพลที่ผ่านไปสมบูรณ์แล้วและไม่มีการวิจารณ์แต่อย่างใด
“เรื่องนี้คนที่ออกมาพูดมากล่าวหาเป็นฝ่ายการเมือง บางเรื่องก็พูดเกินความจริง อย่างเช่นที่ออกมากล่าวหาว่าตำรวจเริ่มซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อย ผมอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจมา 17 ปีต้องขอบอกว่าเรื่องที่กล่าวหามดเท็จทั้งสิ้น การออกมาพูดแบบนี้ไม่รับผิดชอบและไม่รู้จริง ความจริงนักเรียนนายร้อยตำรวจเมื่อจบออกมาจะเลือกที่ทำงานตามคะแนน ตามผลการเรียน คนที่ได้ลำดับต้น ๆ ก็มีสิทธิเลือกก่อน ไล่เลียงกันไป ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งอย่างที่กล่าวหา” พล.ต.ท.เหมราช กล่าวทิ้งท้าย.
แทงหวยแล้ว
จะปล่อยไว้ก็ระแวงหอกข้างแคร่ จะหักกันเลยก็กลัวนั่งร้านพังทั้งยวง
มาถึงตรงนี้เกมลับ ลวง พราง ล่อกันเอง จนเฉลยกันแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครจ้องล่อใคร แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าอยู่ดี กับรายการชักเย่อเก้าอี้ ผบ.ตร. จะปลดก็ไม่ปลด แต่ใช้วิธีล็อกโปรแกรมให้ลาราชการ
เตะไปโน่น มาโผล่นี่ เตะไปนี่ ก็โผล่นั่น
ขนาดที่ว่าตัวจะอยู่ในประเทศไทย ก็ต้องส่งใบลาไปปฏิบัติราชการปักษ์ใต้ เพื่อเปิดทางให้ตั้งรักษาการ ผบ.ตร. กั๊กโผแต่งตั้งโยกย้าย
ไม่รู้ใครตัวจริง ใครตัวปลอม
มั่วกันไปทั้ง สตช.
และทำท่าจะไม่หยุดแค่นั้น โดยเกม "ล่อเป้า" ขุมข่ายอำนาจ "น้องพี่ตระกูล ป." จาก "ป.ป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กำลังจะถึงคิวของ "ป.ป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
โดยรูปการณ์ที่ "ขาใหญ่" ม็อบพันธมิตรฯ ออกมาเขี่ยลูก ตั้งแท่นให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "หล่อใหญ่" ซัลโวตามน้ำ
โละพ้นเก้าอี้เบอร์หนึ่งกองทัพบก
โทษฐานไม่หือไม่อือ "ป.ป๊อก" ไม่เทก แอ็กชั่นกับคิวทัพเสื้อแดงถวายฎีกา
โดยอารมณ์เหมือนจะ "ย่ามใจ" ในเมื่อถล่ม "ป.ป๊อด" จนงอมแล้ว ก็ไม่มีอะไร ในกอไผ่ หยั่งเชิงแล้วไม่มีน้ำยา ก็ต้องรุกคืบใส่ "บิ๊กบราเธอร์" อย่าง "ป.ป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
กระทบชิ่งไปถึง "ป.เป็ด" เนวิน ชิดชอบ ที่คอยส่งซิก วางหมากการเมือง ลุ้นอยู่ข้างหลังขุมอำนาจสีเขียวแกมน้ำเงิน
ค่อยๆรื้อนั่งร้าน ไม่ให้กระเทือนตึก
แต่ลึกๆก็ใช่ว่าฐานจะแน่นซะที่ไหน ในประชาธิปัตย์เองก็ใช่ว่าจะปึ้กเป็นปึกแผ่น จากที่ล่อกันเองระหว่างก๊กทศวรรษใหม่ของผู้อาวุโส "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กับปีกของ "เทพเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ วันนี้เพิ่มมาอีก ก๊วน "วอลเปเปอร์"
นับไปนับมา ก็ 3 ก๊กแล้ว
ไอ้ที่มองกันว่าแยกบทกันเล่นตบตา ตามลีลาเซียนเขี้ยวลากดิน แต่นานวันเข้าชักจะเล่นกันสมบทสมบาท หักหน้า แทงหลัง
เหมือนจริงเหมือนจังเข้าไปทุกที
หลบสายตา มองหน้ากันไม่ติด กลายเป็นคนเคยสนิทใจไปแล้ว
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมจะมั่วยังไง โดยบทลอยตัวของคนต้นทุนสูงเห็นได้เลยว่า "หล่อใหญ่" อภิสิทธิ์ พยายามโชว์ศักยภาพ
หนีบทเด็กในโอวาทของ "ผู้มีอุปการคุณ" ไว้ก่อน
คิดเองทำเอง กระชับอำนาจอยู่ในมือ ให้รู้ไปเลยว่า ข้านี่แหละนายกรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริง
แต่ปัญหามันก็ติดตรงที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ห่างหายจากวงอำนาจเป็นฝ่ายดักดานมาเกือบ 10 ปี ทิ้งช่วงไปนาน การจะวางมือไม้ในวงข้าราชการ สั่งซ้ายหันขวาหัน แค่ช่วงข้าม 6 เดือน มันไม่ง่าย
โดยเป้าหมายแรกจึงพุ่งไปที่ตำรวจ อาวุธคู่กายถนัดของนักการเมืองที่เอาไว้ ซัดกับฝ่ายตรงข้าม
ต้องลุ้นกันกับชื่อของ ผบ.ตร.คนใหม่ที่จะทำคลอดออกมาก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
แต่วงในแทงหวยแล้ว พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.
แน่นอน คงไม่ใช่แค่แรงบุญหนุนส่งที่นิมนต์พระครูสวดมนต์เสริมบารมีให้ในโบสถ์ วัดราชบพิธฯ หรือเครือข่าย "สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น"
แต่โดยความเป็นบุคคลผู้มีสถานะพิเศษ
ต้องไปถามคนชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์".
ตะวัน ทรงกลด
สำแดงพลัง รุกไล่ขยายผล
ที่มา ไทยรัฐ
ดีเดย์ 17 สิงหาคม
เป็นวันระทึกของคนในสังคม
เพราะเป็นวันที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศระดมพลคนเสื้อแดงเรือนแสนเข้ากรุงเทพฯ
มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เพื่อยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในกรณีที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก
โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดส่งตัวแทนตั้งขบวน เข้ายื่นถวายฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง
และในวันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น
โดยในคดีนี้ มีนักการเมืองคนสำคัญหลายคนตกเป็นจำเลยร่วม อาทิ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รมว.เกษตรฯ
รวมทั้ง นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ แกนนำคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย
งานนี้มีลุ้นเสียว เพราะถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ก็ถึงขั้นติดคุก ติดตะราง
แต่นายเนวินก็ออกมาประกาศชัดเจนว่า พร้อมที่จะไปฟังคำพิพากษาของศาล ถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิด ก็พร้อมที่จะรับโทษ ไม่หนีไปไหน
แน่นอน เมื่อนายเนวินไปฟังคำพิพากษา ย่อมต้องมีแนวร่วมกองเชียร์กลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน แห่ไปให้กำลังใจเนืองแน่น
สถานการณ์ตรงนี้ ทำให้หลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า อาจจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน
หวั่นเกิดเหตุปะทะ ลุกลามบานปลาย
แต่แกนนำทั้ง 2 ฝ่าย 2 สีเสื้อ ก็ออกมายืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงปะทะกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไปกันคนละภารกิจ ไม่เกี่ยวอะไรกัน
โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เน้นย้ำชัดเจนว่า เมื่อยื่นถวายฎีกาเสร็จแล้วก็จะยุติความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้
ปล่อยให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม จากความเคลื่อนไหวในการเข้าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่อดีตนายกฯทักษิณ
ชัดเจนว่า มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย และกลุ่มคนที่คัดค้าน
มวลชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศที่ยังรักและชื่นชอบ "ทักษิณ" เข้าชื่อกันมาเป็นจำนวนมากโดยแกนนำ นปช.ออกมาประกาศว่า
มีผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านคน
ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งโต๊ะให้ประชาชนทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย ร่วมลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกาดังกล่าว
ขณะนี้ยอดทะลุ 6 ล้านคนแล้ว และตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนมาร่วมลงชื่อคัดค้านไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน
โดยฝ่ายที่สนับสนุนการยื่นถวายฎีกา มองว่าการยื่นเรื่องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เป็นเรื่องสามารถทำได้ ไม่ขัดกฎหมาย
ส่วนฝ่ายที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงก็มองว่า เป็นการกระทำที่ต่อขัดระเบียบกฎหมายไม่เหมาะสม ไม่บังควร
กลายเป็นความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ ที่ออกมาเคลื่อนไหวล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกา และตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา วุ่นวายไปหมด
ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้สังคมหวั่นวิตกว่า จะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงในบ้านเมือง "เสื้อแดง" ปะทะ "เสื้อน้ำเงิน"
"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในการล่ารายชื่อถวายฎีกา มาโดยตลอด เราขอย้ำว่า
เกมนี้ "ทักษิณ" และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง บรรลุผลในการขับเคลื่อนไปแล้ว เพราะได้แสดงให้เห็นว่า
มีพลังมวลชนกว่า 5 ล้านคน ให้การสนับสนุน เรียกร้องให้ "ทักษิณ" กลับประเทศ
และมีความพร้อมที่จะยกระดับการต่อสู้ เพิ่มแรงกดดันไปรอบด้าน ทุกทิศทาง ทั้งระดับล่างและระดับบน
ส่วนรูปแบบการชุมนุมเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเพื่อยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการในวันที่ 17 สิงหาคมนี้
ถือเป็นเพียงพิธีกรรม เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการเท่านั้น
ทั้งนี้ โดยเส้นทางของการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการแล้ว
ทางสำนักราชเลขาธิการก็จะต้องส่งฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการว่า นายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้นำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือจะส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบว่า
ฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นฎีกาลักษณะใด
เป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นักโทษคดีอาญา หรือเป็นฎีกาเรื่องความเดือดร้อนทั่วไปของประชาชน
หากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ไม่สามารถตัดสินชี้ชัดออกมาได้ ก็อาจต้องส่งไปให้องค์อื่นที่เกี่ยวข้องพิจารณาตีความอีกครั้ง
รวมทั้งอาจต้องมีการตรวจสอบรายชื่อของผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
ถ้าผลตีความออกมาชี้ว่าเป็นเรื่องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็จะต้องส่งไปให้กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ พิจารณาว่าเข้าระเบียบหลักเกณฑ์หรือไม่
หรือถ้าเป็นฎีกาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน นายกฯก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการพร้อมเสนอความเห็นประกอบการวินิจฉัย
ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมาย เป็นเรื่องของพิธีการ
และแน่นอนว่า ในกระบวนการต่างๆก่อนผ่านไปถึงการนำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ก็จะต้องมีการพิจารณาในกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากเข้าชื่อคัดค้านเรื่องการยื่นถวายฎีกาด้วยเช่นกัน
ฉะนั้น การที่ฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง จะผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆหรือไม่
เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ กฎหมายโดยเคร่งครัดและต้องใช้เวลา กว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา
ทั้งนี้ แม้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาประกาศชัดเจนว่า หลังจากยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการเรียบร้อยแล้วจะยุติการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ทันที
โดยให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย
แต่ในห้วงเวลาที่หน่วยงานต่างๆดำเนินการพิจารณาว่าฎีกาดังกล่าวเข้าเงื่อนไขระเบียบหลักเกณฑ์กฎหมายตามกระบวนการหรือไม่
ก็ยังไม่มีอะไรการันตีได้ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวสำแดงพลัง กดดันรุกไล่ขยายผลทางการเมืองหรือเปล่า
ตรงนี้คือเงื่อนปมสำคัญ ที่สังคมต้องติดตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง เพื่อยื่นฎีกาต่อสำนักราช-เลขาธิการในวันที่ 17 สิงหาคมนี้
ซึ่งทำให้สังคมส่วนใหญ่หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เสื้อแดงปะทะเสื้อน้ำเงิน
ทีมของเราเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงลุกลาม
เพราะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชัดว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่ยืดเยื้อ เสร็จภารกิจแล้วแยกย้ายกันกลับ
ที่สำคัญ หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงโดยการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง เหมือนเหตุการณ์จลาจลเดือนเมษายน
แน่นอน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
เพราะจะเป็นการตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี ที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกขึ้นมาโจมตีอยู่แล้ว ให้หนักขึ้นไปอีก
ฉะนั้น แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องคุมเกมอย่างเต็มที่
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง
เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณในครั้งนี้
ก็อย่างที่ทีมของเราชี้ไว้แล้วว่า มาถึงวันนี้ "ทักษิณ" และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง บรรลุผลในยุทธศาสตร์การต่อสู้
ไปอีกระดับหนึ่งแล้ว
โดยแสดงให้เห็นว่า มีพลังมวลชนจำนวนมากหนุนอยู่
พร้อมที่จะยกระดับการต่อสู้ ต่อรอง กดดันทุกฝ่าย ทุกระดับ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความต้องการที่แท้จริงของ "ทักษิณ"
นั่นก็คือ ได้กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องรับโทษจำคุก และทวงคืนขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้
ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศต่อหน้ามวลชนคนเสื้อแดงผ่านการโฟนอินและวีดิโอลิงก์ เน้นย้ำหลายครั้งหลายหนว่า
ปัจจัยสำคัญที่จะพาเขากลับประเทศไทยได้ ก็คือ พลังของประชาชน และด้วยพระเมตตา
วันนี้ ด้วยยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนในการล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ "ทักษิณ" ทำให้เห็นแล้วว่า
เขามีพลังประชาชนคนเสื้อแดง เป็นกำลังหนุน
ส่วนสำหรับปัจจัยที่เหลือ
ย่อมต้องมีการขยายผล กดดันหนักหน่วงรอบด้าน.
"ทีมการเมือง"
แม้ว'โฟนอินทักคนอีสาน ขอให้อดทนจะอ้าปากได้
"ทักษิณ" โฟนอินทักทายคนอีสาน ขอให้พี่น้องอดทนอีกนิด จะพากันลืมตาอ้าปากได้ ขณะที่เหล่าเสื้อแดงไม่สนฝยโปรยปรายตั้งหน้ารอฟังนับหมื่นคน ไร้ความรุนแรง ...
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 15 ส.ค. ที่บริเวณสนามหน้าโรงเรียนมุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต ต.มุกดาหาร อ.เมือง มีการรวมพลของกลุ่มคนเสื้อแดงมีหลายจังหวัดอาทิ จังหวัดนครพนม,ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ และกาฬสินธุ์ ทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าสนามโรงเรียน โดยภายในบริเวณสนามมีการกางเต็นท์และจัดตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ รอบบริเวณสนามมีการจำหน่ายเสื้อสีแดง และตั้งจอมอนิเตอร์ เพื่อรอรับการโฟนอิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทังนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีแกนนำของพรรคเพื่อไทยจากส่วนกลางหลายคนเดินทางมาร่วมปราศรัยมีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, นายสุภร อัตถาวงศ์(แรมโบ้อิสาน), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และเจ๋งดอกจิก (ดาราตลก) ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงรวมพลมารับฟังการปราศรัยประมาณ 3,000 คน โดยจะใช้เวลาในการปราศรัยโจมตีรัฐบาลไปจนถึงเวลาประมาณ 24.00 น. ทางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกการ ปราศรัยครั้งนี้
ต่อมา ในเวลา 20.30 น. อดีตนายกฯ ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยทักทายกับกลุ่มคนเสื้อแดง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ให้พี่น้องชาวไทยอดทนอีกนิดคงไม่นานเกินรอพวกเราก็คงจะพากันลืมตาอ้าปากได้ โดยอดีตนายกฯ ใช้เวลาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 45 นาที โดยการรวมพลของกลุ่มคนเสื้อแดง ครั้งนี้ มีประมาณ 10,000 คนบรรยากาศเป็นได้ด้วยความคึกคัก และเรียบร้อย
การเมืองร้อน ใครคือต้นเหตุ?
ที่มา ไทยรัฐ
ปรากฏมีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองหลายคนออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงไม่เห็นด้วย เนื่องจาก มีปัจจัยอีกหลายอย่างนอกเหนือจากตัวเลข จีดีพี และตัวเลขการส่งออก
ที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าฟื้นแล้ว
อย่างการแพร่ระบาดของโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่มีตายไปแล้วเกือบ 100 คน อันเกิดจากความชะล่าใจของรัฐบาลแต่แรก ส่งผลให้โรคหวัดสายพันธุ์ใหม่กลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยใช่เหตุ
หรืออย่างล่าสุดราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูดขึ้นมาซ้ำเติมวิกฤต เศรษฐกิจอีกระลอก
รัฐบาลก็พยายามเบี่ยงเบน สถานการณ์ด้วยการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในกลุ่มดีเซลลง แต่ขณะเดียว กันการปล่อยให้ราคาเบนซินทะยานขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับภาระเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ปัญหาในโครง การ "ชุมชนพอเพียง" ซึ่งมีคนของพรรคแกนนำรัฐบาล เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากล ยังส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจในโครงการใหญ่ๆ ในอนาคต ของรัฐบาล
ที่จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจนรัฐบาลไม่อาจผลักดันให้โครงการฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้น เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ใครต่อใครหลายคนสะท้อนออกมาตรงกันโดยมิได้นัดหมาย
นั่นก็คือวิกฤตการเมืองอันมีผลผูกพันโดยตรงไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วยังมีทีท่าว่าจะยุ่งเหยิงจนหาทางออกไม่ได้อีกด้วย
เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่าการไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนส่วนตัว กับอีกส่วนสำคัญคือการได้รับแรงอุดหนุนจากอำนาจหลายกลุ่มก้อนในฝ่ายตรงข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่ากองทัพ กลุ่มพันธมิตรฯ และบางพรรคการเมือง
ต้นทุนนายอภิสิทธิ์ ถูกนำไปใช้อย่างสิ้นเปลืองกับกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่นายอภิสิทธิ์พาตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบงำของแกนนำกลุ่มการเมืองนอกสภา และคนใกล้ชิดบางคน
ระยะหลังมานี้ขบวนการเขย่าเก้าอี้ผบ.ตร.ไม่ใช่เรื่องลับ-ลวง-พรางอีกต่อไป แต่เป็นการเปิดฉากซัดกันแบบซึ่งหน้าแบบไม่มีใครกลัวใคร
โดยมีบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเป็นเดิมพัน
ซึ่งผลปรากฏออกมาผ่านทางการสำรวจโพลบางสำนัก และจากการประเมินของนักวิเคราะห์การเมืองพบว่างานนี้นายอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายขาดทุนมากกว่ากำไร
เพราะนอกจากจะไม่สามารถปลดผบ.ตร.ได้แล้ว
ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ พรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ภายในพรรคประชาธิ ปัตย์เอง อยู่ในสภาวะอึมครึมและหมิ่นเหม่ต่อการเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง
ชนิดที่เซียนการเมืองอย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ นายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอดห่วงไม่ได้
โดยเฉพาะนายบรรหารที่ฝากข้อคิดแรงๆ ไปถึงนายกฯเกี่ยวกับการ "รื้อนั่งร้าน" และความพยายามที่จะ "บินเดี่ยว"
เพราะเบื้องหลังของพล.ต.อ.พัชรวาท ไม่ใช่ตะเกียง ที่ขาดน้ำมัน
แต่มีความผูกพันทางสายเลือดกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ตัวแทนอำนาจฝ่ายกองทัพขนานแท้ ทั้งยังได้รับการหนุนหลังจากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้จัดการรัฐบาลอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ
ซึ่งเป็นขุมกำลังที่นายกฯ ไม่ควรพาตัวเข้าไปเสี่ยง
มีการวิเคราะห์กันว่าอุณห ภูมิการเมืองนับจากวันที่ 17 ส.ค.เป็นต้นไป จะยกระดับความร้อนแรงมากขึ้น
ทั้งจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในการ"ถวายฎีกา" ที่รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยพยายามขัดขวางด้วยการเปิดสงครามล่ารายชื่อคัด ค้าน แบ่งแยกมวลชนเป็นสองฝ่ายเสียเอง
และจากปัญหาคดีความต่างๆ ที่ใกล้ถึงจุดได้-เสีย
อันดับแรกคือ "คดีกล้ายาง" ที่มีชื่อ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นจำเลยคนสำคัญ ถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองก็จะมีคำพิพากษาตัดสินวันจันทร์นี้
แต่ที่เป็นไฮไลต์จริงๆ น่าจะอยู่ที่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นางสดศรี สัตยธรรม ออกมาระบุ กกต.พร้อมลงมติชี้มูลภายในเดือนส.ค.
ว่าต้องส่งต่อให้ศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัย "ยุบพรรค" หรือไม่
ประกอบกับเรื่องราวอื่นที่ยังคาราคาซัง อย่างกรณีหุ้น 44 ส.ส. การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ 2-3 คน คดียิงนายสนธิ คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน คดีสลายม็อบ 7 ตุลาฯ เป็นต้น
และที่ต้องวกกลับมาคือการจัดทำโผโยกย้ายนายตำรวจ ที่ฝ่ายนายกฯและกลุ่มคนใกล้ชิดยังไม่ยอมปล่อยมือจากเกมยื้อแย่งอำนาจกับผบ.ตร. ตามคำเตือนของนายบรรหารและอีกหลายๆ คน
กับอันตรายเหนือสิ่งอื่นใดคือการปล่อยข่าวยั่วโทสะกองทัพ
ไม่ว่าการเปลี่ยนตัวรมว.กลาโหมแล้วดึงเอาอดีตบิ๊กคมช.บางคนเข้ามาเสียบแทน การยุยงให้รัฐบาลเด้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พ้นเก้าอี้ผบ.ทบ. โดยอ้างสาเหตุไม่ยอมปกป้องสถาบันเบื้องสูงจากการถวายฎีกาของกลุ่มเสื้อแดง
ต่อด้วยข่าวทหารกำลังวางแผนทำปฏิวัติ
สังคมกำลังจับตาว่านายอภิสิทธิ์จะหาทางออกจากสนามกับระเบิดเหล่านี้อย่างไร
ที่แน่ๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่เปลี่ยนโฆษกรัฐบาลเท่านั้น เพราะตัวปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่านั้นเยอะ แต่จะใหญ่เท่านายกฯหรือไม่
เชื่อว่านายอภิสิทธิ์รู้ดีที่สุด
หลากทัศนะ “เสื้อแดงจะไปทางไหน”: ยุทธศาสตร์และทิศทาง ก่อน-หลังถวายฎีกา
ที่มา ประชาไท