WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 16, 2009

ตลาดโทรศัพท์มือถือในจีนกำลังบูม

ที่มา Voice TV




ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในจีนมีจำนวนมากกว่า 600 ล้านคน แต่นักธุรกิจก็ยังเห็นศักยภาพของตลาดว่ายังสามารถเติบโตต่อไปได้

รับขวัญ "ลูกชาย" ช้างไทยในออสเตรเลีย

ที่มา Voice TV



พระสงฆ์ประกอบพิธีรับขวัญเจ้า"ลูกชาย"ช้างไทยเกิดใหม่ในสวนสัตว์ทารองก้า นครซิดนี่ย์ ออสซี่เห่อเข้าชมวันละ 12,000 คน


สวนสัตว์ทารองก้าในนครซิดนี่ย์ของออสเตรเลีย จัดพิธีรับขวัญสมาชิกใหม่ เป็นเจ้าช้างน้อยที่ชื่อ "ลูกชาย" ซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ จากแม่พังทองดี ช้างไทยที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ที่นั่น โดยสวนสัตว์ได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดรับขวัญ และพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองประเทศไทย

เจ้าลูกชายมีอายุ 6 สัปดาห์แล้ว โดยชื่อของมันมาจากการโครงการประกวดตั้งชื่อของทางสวนสัตว์ ซึ่งเจ้าลูกชายได้กลายเป็นขวัญใจของชาวออสซี่ไปแล้ว โดยสวนสัตว์ระบุว่ามีผู้เดินทางมาชมความน่ารักของมันไม่ต่ำกว่า 12,000 คนต่อวัน

พังทองดีแม่ของเจ้าลูกชายเป็นหนึ่งในช้างเอเชีย 8เชือกที่ถูกนำเข้าไปในออสเตรเลียในโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ซึ่งตามประวัติของมันระบุว่าเคยถูกใช้งานเดินเร่ขายของเลี้ยงช้างในกรุงเทพฯ

ภาพ: Reuters

Global Interest ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2552

ที่มา Voice TV



อดีตผู้นำญี่ปุ่นสักการะศาลสงคราม,ไทม์ สแควร์รำลึกรอยจูบลาสงคราม, เพนกวินขนโล้นในอังกฤษได้ชุดประดาน้ำ,เวมบลีย์แทบแตกเพราะU2

“เสนาะ” ชี้ รัฐบาลแก้เศรษฐกิจไม่ได้-เสื้อแดงยื่นฎีกาไม่ผิด

ที่มา Voice TV
มูลนิธิ 111 , นายเสนาะ เทียนทอง , พรรคประชาราช , ยื่นถวายฎีกา , กลุ่มคนเสื้อแดง

หัวหน้าพรรคประชาราช ยืนยันว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้
เมื่อเวลา 09.40 น. (15 ส.ค.) ที่มูลนิธิ 111 นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยถึงกรณีการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 17 ส.ค.ว่า ตนวิจารณ์เรื่องนี้มามากแล้ว ทั้งในสภาและนอกสภาว่า การได้มาซึ่งอำนาจของคนบางกลุ่มในขณะนี้มีความสง่างามหรือไม่ และไม่ต้องคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาความแตกแยกยังมีอยู่ ส่วนการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 นั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน และเมื่อเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ควรนำกฎหมายไปควบคุม เพราะเป็นเรื่องที่กลุ่มคนเห็นว่ามีการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อมีการอภิปรายในสภาฯก็ไม่ฟังกัน ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่รู้จะนำเรื่องไปร้องกับใคร ประชาชนส่วนใหญ่ในฐานะที่เขาผูกพันจึงต้องทำเช่นนี้ ทั้งนี้นายเสนาะ กล่าวอีกด้วยว่า เรื่องการถวายฎีกา ถือเป็นจารีตประเพณี ซึ่งอยู่เหนือกฎหมาย เป็นของดี ถึงได้นำมาผูกพันไว้กับกฎหมาย ฉะนั้นถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องนำเรื่องไปบอกพ่อ-แม่ ประเทศไทยมีสิ่งที่ทุกคนพร้อมจะสละชีพเพื่อชาติ เพื่อสถาบัน คนไทยมีพ่อ-แม่แห่งชาติ และเมื่อประชาชนยื่นเรื่องไป พระองค์จะเป็นผู้วินิจฉัย

'เหนาะ'ออกโรงสอน'มาร์ค'

ที่มา เดลินิวส์

ย้ำชัดไม่เห็นด้วยที่ตั้ง'รรท.ผบ.ตร.'ปชป.ป้องนายกฯ

"ป๋าเหนาะ"ออกโรง สอนมวย"อภิสิทธิ์"บริหารกองทัพสีกากี ย้ำไม่เห็นด้วยตั้งรักษาการแทน ผบ.ตร. ทั้งที่เจ้าของเก้าอี้ยังทำงานอยู่ในเมืองไทย ระบุโยกให้มาเข้ากรุประจำสำนักนายกฯ ยังดูดี กว่ามั่นใจเต็มร้อยการเมืองแทรกแซง แต่ยังไม่ กล้าฟันธงหลังจากนี้บ้านเมืองจะวุ่นวายหรือไม่ ขณะที่ “โฆษกปชป.” โดดป้องลูกพี่ทันควัน โต้แหลกไม่ได้ล้วงลูกตำรวจ อ้างหวังฟื้นระบบคุณธรรมกลับคืนมา ยันนายกฯ ไม่เคยคิดหนีการอภิปราย กล้าตอบทุกคำถามของฝ่ายค้าน ด้าน “พล.ต.ท.เหมราช” 1 ในอนุฯ กรรมการ สอบข้อเท็จจริงซื้อขายตำแหน่ง ระดับ “รอง ผบก.-สว.” ส่งเทียบเชิญ 5 ผบช.มาให้ข้อมูล จ่อเอกซเรย์ทุกบัญชีคลี่คลายความกระจ่าง จวกยับนักการเมือง กล่าวหา ตร.ซื้อเก้าอี้กันตั้งแต่จบรร.นรต.

สุดท้ายกลายเป็นเผือกร้อนอีกเรื่องของรัฐบาล เริ่มต้นจากคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วบานปลาย กลายเข้ามาเล่นงานวงการสีกากี จนมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้ามารักษาการแทน ผบ.ตร. ทั้งที่ ผบ.ตร.ยังปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองยังออกมาโจมตีว่ามีการซื้อขายตำแหน่งโยกย้ายตำรวจ ล่าสุดฝ่ายค้านรีบยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ว่ามีพฤติกรรมเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหรือไม่

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ นายกฯ มีคำสั่งให้ ผบ.ตร.ไปปฏิบัติภารกิจทางภาคใต้แล้วแต่งตั้งรักษาการแทนว่า เรื่องของตำรวจถือเป็นระบบราชการ ในฐานะที่ตนเคยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจ เมื่อครั้งที่กรมตำรวจยังอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาด ไทย และเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าตำรวจจะขึ้นตรงกับใครก็ไม่สำคัญ แต่ไม่ควรเล่นกันอย่างนี้หากจะทำก็ทำเลย สมัยตนก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จนต้องย้าย พล.ต.อ.พจน์ บุญยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ในปี 2542-2543 โดยขณะนั้น พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี

“ส่วนกรณีที่จะมีการแต่งตั้งผู้มารักษาการแทนอธิบดีหรือปลัดกระทรวงฯ มีขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว เนื่องจากหากมีภารกิจหรือเจ็บป่วยก็ต้องเป็นอำนาจที่สามารถตั้งคนมารักษาการแทน ไม่ใช่ออกคำสั่งโดยนายกฯ หรือใครก็ตาม ในเรื่องนี้ขั้นตอนการบริหารไม่ถูกต้อง ถ้าหากต้องการจะย้ายควรให้มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดีกว่า”

เมื่อถามว่า การที่มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ 3 จังหวัดภาคใต้และมีคำสั่งแต่งตั้งคนรักษาราชการแทนถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายเสนาะ ตอบว่า การปฏิบัติภารกิจภายในประเทศไม่มีความจำเป็นที่จะแต่งตั้งบุคคลมารักษาราชการแทน นอกจากตัว ผบ.ตร.ต้องการ เนื่องจาก ผบ.ตร. สามารถโทรศัพท์เข้ามาสั่งการได้ ผู้สื่อข่าวถาม ต่อว่าจะถือว่าการกระทำของนายกฯ เป็นการแทรกแซงและขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า “ตนคงไม่พูดตรงนั้น” ในส่วนการตั้งกรรมการขึ้นมา สอบเรื่องซื้อขายตำแหน่งของตำรวจนั้น คิดว่าเรื่องนี้จะไปกันใหญ่เพราะภาพที่ออกมาสร้างความเสียหายจะเล่นกันเอาเป็นเอาตายเลยหรือ ถ้าจะทำกันอย่างนี้ก็คิดว่าควรตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่และย้าย ผบ.ตร. ไปประจำสำนักนายกฯ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ทราบว่าหลังจากนี้จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นหรือไม่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุท รักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีเรื่องนายอภิสิทธิ์ นายกฯ เข้าไปแทรกแซงการโยกย้ายตำรวจนั้น ขอยืนยันว่านายกฯ ต้องการเข้าไปดำเนินการฟื้นระบบคุณธรรมให้กลับคืนมาในวงการตำรวจ การกล่าวหาว่าเตรียมโยกย้ายคนของตัวเองเข้าไปเพื่อให้คุณกับการเลือกตั้งในอนาคตที่จะมีขึ้นในอนาคตนั้นจึงไม่เป็นความจริง ไม่เคยคิดทำเหมือนในอดีตที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะยื่นกระทู้ถามนายกฯ ก็ไม่คิดที่จะหนีการอภิปรายแต่อย่างใด เพราะหากมีการตั้งกระทู้ถาม นายกฯ พร้อมที่จะตอบทุกครั้ง ไม่เหมือนรัฐบาลเก่าที่นายกฯ ไม่ยอมมาตอบกระทู้ถามด้วยตนเอง

ขณะเดียวกันกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาแฉว่าในโผการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สว.ลอตนี้ มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันจำนวนมาก จนต้องมีการตั้งกรรมการตรวจสอบนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ข้าราชการตำรวจในการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) จนถึงสารวัตรในวาระการปรับโครงสร้างใหม่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะอนุกรรมการได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการทั้งหมดในวันที่ 17 ส.ค. เวลา 13.30 น. ที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายสมศักดิ์ จะได้กำหนดประเด็นในการสืบสวนฯ

ทั้งนี้ที่วางกันไว้จะมองตั้งแต่ใครเกี่ยวข้องในการทำบัญชีแต่งตั้งบ้าง เริ่มตั้งแต่ที่ ผบ.ตร.สั่งให้ทุกกองบัญชาการ ทำบัญชีเสนอขึ้นมาให้ ตร. พิจารณา ซึ่งตรงนี้เองต้องไล่ตรวจสอบเทียบเคียงบัญชีกันว่า บัญชีแต่งตั้งที่แต่ละกองบัญชาการเสนอบัญชีมานั้น เสนอใครแต่งตั้ง โยกย้ายบ้าง และเมื่อมาถึงระดับ ตร.มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จุดใด เพราะเหตุใด ตรงนี้ต้องเอาบัญชีแต่งตั้งที่ทำไว้แล้วมาพิจารณากัน ดังนั้นในการประชุมวันที่ 17 ส.ค.จะเชิญ “ผบช.” จำนวน 5 ท่านในพื้นที่ใกล้ ๆ มาให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการ

พล.ต.ท.เหมราช กล่าวต่อว่า การพูดถึงการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งนั้น พูดกันมานานมาก แต่ก็เป็นเรื่องที่หาหลักฐานยากและไม่มีใครยอมรับ มีแต่พูดกัน วิจารณ์กันไป แต่ในฐานะคณะอนุกรรมการก็ไม่หนักใจในการทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยจะหาความจริงให้ได้ ต้องตรวจสอบทุกประเด็น ที่มีการกล่าวหา รวมทั้งเรื่องที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ระบุถึงการซื้อตำแหน่งกันในหลักหลายล้านบาท แต่กรอบการทำงานของคณะทำงานจะตรวจสอบเพียงการแต่งตั้ง “รอง ผบก.-สารวัตร” ครั้งนี้เท่านั้น ระดับนายพลที่ผ่านไปสมบูรณ์แล้วและไม่มีการวิจารณ์แต่อย่างใด

“เรื่องนี้คนที่ออกมาพูดมากล่าวหาเป็นฝ่ายการเมือง บางเรื่องก็พูดเกินความจริง อย่างเช่นที่ออกมากล่าวหาว่าตำรวจเริ่มซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อย ผมอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจมา 17 ปีต้องขอบอกว่าเรื่องที่กล่าวหามดเท็จทั้งสิ้น การออกมาพูดแบบนี้ไม่รับผิดชอบและไม่รู้จริง ความจริงนักเรียนนายร้อยตำรวจเมื่อจบออกมาจะเลือกที่ทำงานตามคะแนน ตามผลการเรียน คนที่ได้ลำดับต้น ๆ ก็มีสิทธิเลือกก่อน ไล่เลียงกันไป ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งอย่างที่กล่าวหา” พล.ต.ท.เหมราช กล่าวทิ้งท้าย.

แทงหวยแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

จะปล่อยไว้ก็ระแวงหอกข้างแคร่ จะหักกันเลยก็กลัวนั่งร้านพังทั้งยวง

มาถึงตรงนี้เกมลับ ลวง พราง ล่อกันเอง จนเฉลยกันแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครจ้องล่อใคร แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าอยู่ดี กับรายการชักเย่อเก้าอี้ ผบ.ตร. จะปลดก็ไม่ปลด แต่ใช้วิธีล็อกโปรแกรมให้ลาราชการ

เตะไปโน่น มาโผล่นี่ เตะไปนี่ ก็โผล่นั่น

ขนาดที่ว่าตัวจะอยู่ในประเทศไทย ก็ต้องส่งใบลาไปปฏิบัติราชการปักษ์ใต้ เพื่อเปิดทางให้ตั้งรักษาการ ผบ.ตร. กั๊กโผแต่งตั้งโยกย้าย

ไม่รู้ใครตัวจริง ใครตัวปลอม

มั่วกันไปทั้ง สตช.

และทำท่าจะไม่หยุดแค่นั้น โดยเกม "ล่อเป้า" ขุมข่ายอำนาจ "น้องพี่ตระกูล ป." จาก "ป.ป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กำลังจะถึงคิวของ "ป.ป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.

โดยรูปการณ์ที่ "ขาใหญ่" ม็อบพันธมิตรฯ ออกมาเขี่ยลูก ตั้งแท่นให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "หล่อใหญ่" ซัลโวตามน้ำ

โละพ้นเก้าอี้เบอร์หนึ่งกองทัพบก

โทษฐานไม่หือไม่อือ "ป.ป๊อก" ไม่เทก แอ็กชั่นกับคิวทัพเสื้อแดงถวายฎีกา

โดยอารมณ์เหมือนจะ "ย่ามใจ" ในเมื่อถล่ม "ป.ป๊อด" จนงอมแล้ว ก็ไม่มีอะไร ในกอไผ่ หยั่งเชิงแล้วไม่มีน้ำยา ก็ต้องรุกคืบใส่ "บิ๊กบราเธอร์" อย่าง "ป.ป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

กระทบชิ่งไปถึง "ป.เป็ด" เนวิน ชิดชอบ ที่คอยส่งซิก วางหมากการเมือง ลุ้นอยู่ข้างหลังขุมอำนาจสีเขียวแกมน้ำเงิน

ค่อยๆรื้อนั่งร้าน ไม่ให้กระเทือนตึก

แต่ลึกๆก็ใช่ว่าฐานจะแน่นซะที่ไหน ในประชาธิปัตย์เองก็ใช่ว่าจะปึ้กเป็นปึกแผ่น จากที่ล่อกันเองระหว่างก๊กทศวรรษใหม่ของผู้อาวุโส "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กับปีกของ "เทพเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ วันนี้เพิ่มมาอีก ก๊วน "วอลเปเปอร์"

นับไปนับมา ก็ 3 ก๊กแล้ว

ไอ้ที่มองกันว่าแยกบทกันเล่นตบตา ตามลีลาเซียนเขี้ยวลากดิน แต่นานวันเข้าชักจะเล่นกันสมบทสมบาท หักหน้า แทงหลัง

เหมือนจริงเหมือนจังเข้าไปทุกที

หลบสายตา มองหน้ากันไม่ติด กลายเป็นคนเคยสนิทใจไปแล้ว

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมจะมั่วยังไง โดยบทลอยตัวของคนต้นทุนสูงเห็นได้เลยว่า "หล่อใหญ่" อภิสิทธิ์ พยายามโชว์ศักยภาพ

หนีบทเด็กในโอวาทของ "ผู้มีอุปการคุณ" ไว้ก่อน

คิดเองทำเอง กระชับอำนาจอยู่ในมือ ให้รู้ไปเลยว่า ข้านี่แหละนายกรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริง

แต่ปัญหามันก็ติดตรงที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ห่างหายจากวงอำนาจเป็นฝ่ายดักดานมาเกือบ 10 ปี ทิ้งช่วงไปนาน การจะวางมือไม้ในวงข้าราชการ สั่งซ้ายหันขวาหัน แค่ช่วงข้าม 6 เดือน มันไม่ง่าย

โดยเป้าหมายแรกจึงพุ่งไปที่ตำรวจ อาวุธคู่กายถนัดของนักการเมืองที่เอาไว้ ซัดกับฝ่ายตรงข้าม

ต้องลุ้นกันกับชื่อของ ผบ.ตร.คนใหม่ที่จะทำคลอดออกมาก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

แต่วงในแทงหวยแล้ว พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

แน่นอน คงไม่ใช่แค่แรงบุญหนุนส่งที่นิมนต์พระครูสวดมนต์เสริมบารมีให้ในโบสถ์ วัดราชบพิธฯ หรือเครือข่าย "สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น"

แต่โดยความเป็นบุคคลผู้มีสถานะพิเศษ

ต้องไปถามคนชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์".

ตะวัน ทรงกลด

สำแดงพลัง รุกไล่ขยายผล

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26548

ดีเดย์ 17 สิงหาคม

เป็นวันระทึกของคนในสังคม

เพราะเป็นวันที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศระดมพลคนเสื้อแดงเรือนแสนเข้ากรุงเทพฯ

มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เพื่อยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ในกรณีที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก

โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดส่งตัวแทนตั้งขบวน เข้ายื่นถวายฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง

และในวันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น

โดยในคดีนี้ มีนักการเมืองคนสำคัญหลายคนตกเป็นจำเลยร่วม อาทิ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รมว.เกษตรฯ

รวมทั้ง นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ แกนนำคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย

งานนี้มีลุ้นเสียว เพราะถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ก็ถึงขั้นติดคุก ติดตะราง

แต่นายเนวินก็ออกมาประกาศชัดเจนว่า พร้อมที่จะไปฟังคำพิพากษาของศาล ถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิด ก็พร้อมที่จะรับโทษ ไม่หนีไปไหน

แน่นอน เมื่อนายเนวินไปฟังคำพิพากษา ย่อมต้องมีแนวร่วมกองเชียร์กลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน แห่ไปให้กำลังใจเนืองแน่น

สถานการณ์ตรงนี้ ทำให้หลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า อาจจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน

หวั่นเกิดเหตุปะทะ ลุกลามบานปลาย

แต่แกนนำทั้ง 2 ฝ่าย 2 สีเสื้อ ก็ออกมายืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงปะทะกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไปกันคนละภารกิจ ไม่เกี่ยวอะไรกัน

โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เน้นย้ำชัดเจนว่า เมื่อยื่นถวายฎีกาเสร็จแล้วก็จะยุติความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

ปล่อยให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม จากความเคลื่อนไหวในการเข้าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่อดีตนายกฯทักษิณ

ชัดเจนว่า มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย และกลุ่มคนที่คัดค้าน

มวลชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศที่ยังรักและชื่นชอบ "ทักษิณ" เข้าชื่อกันมาเป็นจำนวนมากโดยแกนนำ นปช.ออกมาประกาศว่า

มีผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งโต๊ะให้ประชาชนทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย ร่วมลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกาดังกล่าว

ขณะนี้ยอดทะลุ 6 ล้านคนแล้ว และตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนมาร่วมลงชื่อคัดค้านไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน

โดยฝ่ายที่สนับสนุนการยื่นถวายฎีกา มองว่าการยื่นเรื่องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เป็นเรื่องสามารถทำได้ ไม่ขัดกฎหมาย

ส่วนฝ่ายที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงก็มองว่า เป็นการกระทำที่ต่อขัดระเบียบกฎหมายไม่เหมาะสม ไม่บังควร

กลายเป็นความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ ที่ออกมาเคลื่อนไหวล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกา และตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา วุ่นวายไปหมด

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้สังคมหวั่นวิตกว่า จะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงในบ้านเมือง "เสื้อแดง" ปะทะ "เสื้อน้ำเงิน"

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในการล่ารายชื่อถวายฎีกา มาโดยตลอด เราขอย้ำว่า

เกมนี้ "ทักษิณ" และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง บรรลุผลในการขับเคลื่อนไปแล้ว เพราะได้แสดงให้เห็นว่า

มีพลังมวลชนกว่า 5 ล้านคน ให้การสนับสนุน เรียกร้องให้ "ทักษิณ" กลับประเทศ

และมีความพร้อมที่จะยกระดับการต่อสู้ เพิ่มแรงกดดันไปรอบด้าน ทุกทิศทาง ทั้งระดับล่างและระดับบน

ส่วนรูปแบบการชุมนุมเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเพื่อยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการในวันที่ 17 สิงหาคมนี้

ถือเป็นเพียงพิธีกรรม เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการเท่านั้น

ทั้งนี้ โดยเส้นทางของการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการแล้ว

ทางสำนักราชเลขาธิการก็จะต้องส่งฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการว่า นายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้นำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือจะส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบว่า

ฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นฎีกาลักษณะใด

เป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นักโทษคดีอาญา หรือเป็นฎีกาเรื่องความเดือดร้อนทั่วไปของประชาชน

หากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ไม่สามารถตัดสินชี้ชัดออกมาได้ ก็อาจต้องส่งไปให้องค์อื่นที่เกี่ยวข้องพิจารณาตีความอีกครั้ง

รวมทั้งอาจต้องมีการตรวจสอบรายชื่อของผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร

ถ้าผลตีความออกมาชี้ว่าเป็นเรื่องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็จะต้องส่งไปให้กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ พิจารณาว่าเข้าระเบียบหลักเกณฑ์หรือไม่

หรือถ้าเป็นฎีกาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน นายกฯก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการพร้อมเสนอความเห็นประกอบการวินิจฉัย

ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมาย เป็นเรื่องของพิธีการ

และแน่นอนว่า ในกระบวนการต่างๆก่อนผ่านไปถึงการนำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ก็จะต้องมีการพิจารณาในกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากเข้าชื่อคัดค้านเรื่องการยื่นถวายฎีกาด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น การที่ฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง จะผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆหรือไม่

เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ กฎหมายโดยเคร่งครัดและต้องใช้เวลา กว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา

ทั้งนี้ แม้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาประกาศชัดเจนว่า หลังจากยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการเรียบร้อยแล้วจะยุติการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ทันที

โดยให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย

แต่ในห้วงเวลาที่หน่วยงานต่างๆดำเนินการพิจารณาว่าฎีกาดังกล่าวเข้าเงื่อนไขระเบียบหลักเกณฑ์กฎหมายตามกระบวนการหรือไม่

ก็ยังไม่มีอะไรการันตีได้ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวสำแดงพลัง กดดันรุกไล่ขยายผลทางการเมืองหรือเปล่า

ตรงนี้คือเงื่อนปมสำคัญ ที่สังคมต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง เพื่อยื่นฎีกาต่อสำนักราช-เลขาธิการในวันที่ 17 สิงหาคมนี้

ซึ่งทำให้สังคมส่วนใหญ่หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เสื้อแดงปะทะเสื้อน้ำเงิน

ทีมของเราเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงลุกลาม

เพราะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชัดว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่ยืดเยื้อ เสร็จภารกิจแล้วแยกย้ายกันกลับ

ที่สำคัญ หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงโดยการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง เหมือนเหตุการณ์จลาจลเดือนเมษายน

แน่นอน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะจะเป็นการตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี ที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกขึ้นมาโจมตีอยู่แล้ว ให้หนักขึ้นไปอีก

ฉะนั้น แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องคุมเกมอย่างเต็มที่

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณในครั้งนี้

ก็อย่างที่ทีมของเราชี้ไว้แล้วว่า มาถึงวันนี้ "ทักษิณ" และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง บรรลุผลในยุทธศาสตร์การต่อสู้
ไปอีกระดับหนึ่งแล้ว

โดยแสดงให้เห็นว่า มีพลังมวลชนจำนวนมากหนุนอยู่

พร้อมที่จะยกระดับการต่อสู้ ต่อรอง กดดันทุกฝ่าย ทุกระดับ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความต้องการที่แท้จริงของ "ทักษิณ"

นั่นก็คือ ได้กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องรับโทษจำคุก และทวงคืนขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้

ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศต่อหน้ามวลชนคนเสื้อแดงผ่านการโฟนอินและวีดิโอลิงก์ เน้นย้ำหลายครั้งหลายหนว่า

ปัจจัยสำคัญที่จะพาเขากลับประเทศไทยได้ ก็คือ พลังของประชาชน และด้วยพระเมตตา

วันนี้ ด้วยยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนในการล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ "ทักษิณ" ทำให้เห็นแล้วว่า

เขามีพลังประชาชนคนเสื้อแดง เป็นกำลังหนุน

ส่วนสำหรับปัจจัยที่เหลือ

ย่อมต้องมีการขยายผล กดดันหนักหน่วงรอบด้าน.

"ทีมการเมือง"

แม้ว'โฟนอินทักคนอีสาน ขอให้อดทนจะอ้าปากได้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26652

"ทักษิณ" โฟนอินทักทายคนอีสาน ขอให้พี่น้องอดทนอีกนิด จะพากันลืมตาอ้าปากได้ ขณะที่เหล่าเสื้อแดงไม่สนฝยโปรยปรายตั้งหน้ารอฟังนับหมื่นคน ไร้ความรุนแรง ...

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 15 ส.ค. ที่บริเวณสนามหน้าโรงเรียนมุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต ต.มุกดาหาร อ.เมือง มีการรวมพลของกลุ่มคนเสื้อแดงมีหลายจังหวัดอาทิ จังหวัดนครพนม,ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ และกาฬสินธุ์ ทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าสนามโรงเรียน โดยภายในบริเวณสนามมีการกางเต็นท์และจัดตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ รอบบริเวณสนามมีการจำหน่ายเสื้อสีแดง และตั้งจอมอนิเตอร์ เพื่อรอรับการโฟนอิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทังนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีแกนนำของพรรคเพื่อไทยจากส่วนกลางหลายคนเดินทางมาร่วมปราศรัยมีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, นายสุภร อัตถาวงศ์(แรมโบ้อิสาน), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และเจ๋งดอกจิก (ดาราตลก) ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงรวมพลมารับฟังการปราศรัยประมาณ 3,000 คน โดยจะใช้เวลาในการปราศรัยโจมตีรัฐบาลไปจนถึงเวลาประมาณ 24.00 น. ทางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกการ ปราศรัยครั้งนี้

ต่อมา ในเวลา 20.30 น. อดีตนายกฯ ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยทักทายกับกลุ่มคนเสื้อแดง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ให้พี่น้องชาวไทยอดทนอีกนิดคงไม่นานเกินรอพวกเราก็คงจะพากันลืมตาอ้าปากได้ โดยอดีตนายกฯ ใช้เวลาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 45 นาที โดยการรวมพลของกลุ่มคนเสื้อแดง ครั้งนี้ มีประมาณ 10,000 คนบรรยากาศเป็นได้ด้วยความคึกคัก และเรียบร้อย

การเมืองร้อน ใครคือต้นเหตุ?

ที่มา ไทยรัฐ



หลังการแถลงผลงานรัฐบาล 6 เดือนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังกระเด้งฟื้นเหมือนรูปตัววี

ปรากฏมีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองหลายคนออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงไม่เห็นด้วย เนื่องจาก มีปัจจัยอีกหลายอย่างนอกเหนือจากตัวเลข จีดีพี และตัวเลขการส่งออก

ที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าฟื้นแล้ว

อย่างการแพร่ระบาดของโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่มีตายไปแล้วเกือบ 100 คน อันเกิดจากความชะล่าใจของรัฐบาลแต่แรก ส่งผลให้โรคหวัดสายพันธุ์ใหม่กลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยใช่เหตุ

หรืออย่างล่าสุดราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูดขึ้นมาซ้ำเติมวิกฤต เศรษฐกิจอีกระลอก

รัฐบาลก็พยายามเบี่ยงเบน สถานการณ์ด้วยการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในกลุ่มดีเซลลง แต่ขณะเดียว กันการปล่อยให้ราคาเบนซินทะยานขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับภาระเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ปัญหาในโครง การ "ชุมชนพอเพียง" ซึ่งมีคนของพรรคแกนนำรัฐบาล เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากล ยังส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจในโครงการใหญ่ๆ ในอนาคต ของรัฐบาล

ที่จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจนรัฐบาลไม่อาจผลักดันให้โครงการฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้น เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ใครต่อใครหลายคนสะท้อนออกมาตรงกันโดยมิได้นัดหมาย

นั่นก็คือวิกฤตการเมืองอันมีผลผูกพันโดยตรงไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วยังมีทีท่าว่าจะยุ่งเหยิงจนหาทางออกไม่ได้อีกด้วย

เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่าการไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนส่วนตัว กับอีกส่วนสำคัญคือการได้รับแรงอุดหนุนจากอำนาจหลายกลุ่มก้อนในฝ่ายตรงข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่ากองทัพ กลุ่มพันธมิตรฯ และบางพรรคการเมือง

ต้นทุนนายอภิสิทธิ์ ถูกนำไปใช้อย่างสิ้นเปลืองกับกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่นายอภิสิทธิ์พาตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบงำของแกนนำกลุ่มการเมืองนอกสภา และคนใกล้ชิดบางคน

ระยะหลังมานี้ขบวนการเขย่าเก้าอี้ผบ.ตร.ไม่ใช่เรื่องลับ-ลวง-พรางอีกต่อไป แต่เป็นการเปิดฉากซัดกันแบบซึ่งหน้าแบบไม่มีใครกลัวใคร

โดยมีบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเป็นเดิมพัน

ซึ่งผลปรากฏออกมาผ่านทางการสำรวจโพลบางสำนัก และจากการประเมินของนักวิเคราะห์การเมืองพบว่างานนี้นายอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายขาดทุนมากกว่ากำไร

เพราะนอกจากจะไม่สามารถปลดผบ.ตร.ได้แล้ว

ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ พรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ภายในพรรคประชาธิ ปัตย์เอง อยู่ในสภาวะอึมครึมและหมิ่นเหม่ต่อการเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ชนิดที่เซียนการเมืองอย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ นายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอดห่วงไม่ได้

โดยเฉพาะนายบรรหารที่ฝากข้อคิดแรงๆ ไปถึงนายกฯเกี่ยวกับการ "รื้อนั่งร้าน" และความพยายามที่จะ "บินเดี่ยว"

เพราะเบื้องหลังของพล.ต.อ.พัชรวาท ไม่ใช่ตะเกียง ที่ขาดน้ำมัน

แต่มีความผูกพันทางสายเลือดกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ตัวแทนอำนาจฝ่ายกองทัพขนานแท้ ทั้งยังได้รับการหนุนหลังจากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้จัดการรัฐบาลอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ

ซึ่งเป็นขุมกำลังที่นายกฯ ไม่ควรพาตัวเข้าไปเสี่ยง

มีการวิเคราะห์กันว่าอุณห ภูมิการเมืองนับจากวันที่ 17 ส.ค.เป็นต้นไป จะยกระดับความร้อนแรงมากขึ้น

ทั้งจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในการ"ถวายฎีกา" ที่รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยพยายามขัดขวางด้วยการเปิดสงครามล่ารายชื่อคัด ค้าน แบ่งแยกมวลชนเป็นสองฝ่ายเสียเอง

และจากปัญหาคดีความต่างๆ ที่ใกล้ถึงจุดได้-เสีย

อันดับแรกคือ "คดีกล้ายาง" ที่มีชื่อ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นจำเลยคนสำคัญ ถ้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองก็จะมีคำพิพากษาตัดสินวันจันทร์นี้

แต่ที่เป็นไฮไลต์จริงๆ น่าจะอยู่ที่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นางสดศรี สัตยธรรม ออกมาระบุ กกต.พร้อมลงมติชี้มูลภายในเดือนส.ค.

ว่าต้องส่งต่อให้ศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัย "ยุบพรรค" หรือไม่

ประกอบกับเรื่องราวอื่นที่ยังคาราคาซัง อย่างกรณีหุ้น 44 ส.ส. การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ 2-3 คน คดียิงนายสนธิ คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน คดีสลายม็อบ 7 ตุลาฯ เป็นต้น

และที่ต้องวกกลับมาคือการจัดทำโผโยกย้ายนายตำรวจ ที่ฝ่ายนายกฯและกลุ่มคนใกล้ชิดยังไม่ยอมปล่อยมือจากเกมยื้อแย่งอำนาจกับผบ.ตร. ตามคำเตือนของนายบรรหารและอีกหลายๆ คน

กับอันตรายเหนือสิ่งอื่นใดคือการปล่อยข่าวยั่วโทสะกองทัพ

ไม่ว่าการเปลี่ยนตัวรมว.กลาโหมแล้วดึงเอาอดีตบิ๊กคมช.บางคนเข้ามาเสียบแทน การยุยงให้รัฐบาลเด้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พ้นเก้าอี้ผบ.ทบ. โดยอ้างสาเหตุไม่ยอมปกป้องสถาบันเบื้องสูงจากการถวายฎีกาของกลุ่มเสื้อแดง

ต่อด้วยข่าวทหารกำลังวางแผนทำปฏิวัติ

สังคมกำลังจับตาว่านายอภิสิทธิ์จะหาทางออกจากสนามกับระเบิดเหล่านี้อย่างไร

ที่แน่ๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่เปลี่ยนโฆษกรัฐบาลเท่านั้น เพราะตัวปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่านั้นเยอะ แต่จะใหญ่เท่านายกฯหรือไม่

เชื่อว่านายอภิสิทธิ์รู้ดีที่สุด

หลากทัศนะ “เสื้อแดงจะไปทางไหน”: ยุทธศาสตร์และทิศทาง ก่อน-หลังถวายฎีกา

ที่มา ประชาไท

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการถวายฎีกา และคำถามถึงยุทธศาสตร์หลังจากนี้ ‘ประชาไท’ สอบถามทัศนะของหัวขบวนอีกหลายต่อหลายคนนอกเหนือจาก 3 ตัวละครหลักที่ปรากฏอยู่บนหน้าสื่อซึ่งเป็นผู้กำหนดประเด็นการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน บรรดาหัวขบวนกลุ่มย่อยๆ นี้มีบทบาทในรูปแบบ บุคลิก และปริมาณการนำที่แตกต่างกันไป บางคนเป็น นปช.รุ่น 2 อย่างเป็นการทางการ บางคนเป็นแนวรบด้านศิลปะวัฒนธรรม บางคนก็ทุ่มเทกับการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ฯ
พวกเขาเหล่านี้มีวิธีคิดเกี่ยวกับ Road Map ของขบวนประชาชนเสื้อแดงอย่างไร พวกเขาเห็นร่วมกันหรือไม่ในประเด็นการถวายฎีกา และให้น้ำหนักต่อรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงไหน
จรัล ดิษฐาอภิชัย
สำหรับยุทธศาสตร์ของเสื้อแดงนั้น จรัลบอกว่าพวกเขายังไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้ประชาธิปไตยเหมือนกับประวัติศาสตร์ที่แล้วมา แต่ครั้งนี้มีการระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มอำมาตย์เป็นปัญหา อุปสรรค ครอบงำการเมืองการปกครองไทยมายาวนาน จึงต้องต่อต้านโค่นล้มระบอบอำมาตย์
เขาบอกว่ายุทธวิธีมีหลายอย่าง ไม่ว่า 1.การขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรัฐบาลของกลุ่มอำมาตย์ ซึ่งคนเสื้อแดงชุมนุมและเรียกร้องประเด็นนี้มาหลายครั้งแต่ก็ยังไม่สำเร็จ 2.ต่อต้าน ขับไล่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะระบบยุติธรรมในปัจจุบันนี้ก็มีปัญหามาก แต่ในเรื่องนี้ดูเหมือนยังไม่มีใครคิดจริงจัง
“ยังไม่รู้จะทำอย่างไร ดีไม่ดีอาจถูกข้อหาหมิ่นศาลอีก”
เขาบอกว่ารูปแบบหลักของยุทธวิธีที่ผ่านมาคือ การชุมนุม ซึ่งทำมาแล้ว 4 ครั้งใหญ่ ต่อไปคนเสื้อแดงอาจต้องเริ่มคิดถึงรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเขามองว่า การถวายฎีกา ก็ถือเป็นรูปแบบใหม่อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมาคั่นระหว่างทางเดินไปสู่ยุทธศาสตร์หลัก หลังจากถวายฎีกาแล้วก็คงต้องประชุมกันต่อไปว่าจะทำอย่างไร
“การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เรามีทั้งจุดดีและจุดด้อย จุดดีคือการชุมนุมที่ผ่านมา คนมาร่วมมากแม้ว่าเราไม่ได้ลงแรงอะไรมากมายก็ตาม แค่ประกาศออกไปคนก็มากัน แต่จุดด้อยคือ รูปแบบการชุมนุมมันไม่มีพลัง เราจะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวเพื่อถวายฎีกามีพลังกว่า สามารถทิ่มแทงอีกฝ่ายจนต้องออกมากันเป็นแถว นั่งไม่ติด ทั้งขุน ทั้งเบี้ย อย่าง กลุ่มอธิการบดี บวรศักดิ์ อุวรรโณ ซึ่งในตอนชุมนุมวันที่ 8 เมษา คนมาสองสามแสนแต่พวกนี้อยู่เฉยๆ แสดงความการชุมนุมมันไม่มีพลังเท่าไหร่”
จรัลบอกอีกว่า นอกจากนี้การยื่นฎีกาครั้งนี้ยังมีความหมายทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชน 5 ล้านกว่าคนลงชื่อถวายฎีกา เป็นครั้งที่มากที่สุด และประเด็นสำคัญที่เขาชี้ให้เห็นคือ การได้มาซึ่งชื่อเหล่านั้น คนที่ทำงานมากที่สุดคือ คนเสื้อแดงทั่วๆ ไป ตามตรอกซอกซอย พวกเขารับแบบฟอร์มไปซีร็อกส์ กลับบ้านนอกไปรวบรวมรายชื่อมา
“มันเป็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะมวลชนทำจริง คึกคัก กว้างขวางทั่วประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต่อไปนี้เราคงต้องคิดหารูปแบบวิธีการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แต่การชุมนุมเท่านั้น”
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการต่อต้านสถาบัน จรัลบอกว่า “เรื่องนี้ถูกโจมตีมาตลอด เราไม่รู้จะทำยังไง คอยดูวันที่ 17 ส.ค.ฝ่ายตรงข้ามก็จะรวมศูนย์ด่าเรื่องนี้เรื่องเดียว พวกเขาด่าเราเรื่องนี้มานานแล้ว 2 ปีแล้ว และยิ่งด่าคนก็ยิ่งร่วมมากขึ้น ไม่เป็นผลอะไรเลย ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราเป็นอย่างที่เขาด่า แต่แปลว่าพวกเขาควรเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนวิธีการได้แล้ว การทำแบบนี้เปลืองน้ำลายเปล่าๆ พวกนี้โจมตีอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น ทำเพื่อทักษิณ ต่อต้านสถานบัน มันสะท้อนสติปัญญาของพวกเขา ถ้าจะทำลายคนเสื้อแดงต้องใช้ปัญญามากกว่านี้ เพราะพวกเขากำลังสู้อยู่กับขบวนการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย”
“จนถึงวันนี้ ไม่มีใครในประเทศนี้รู้หรอกว่าจะจบยังไง ผมก็ไม่รู้ แกนนำนปช.ก็ไม่รู้ พล.อ.เปรมก็ไม่รู้ สนธิก็ไม่รู้ อภิสิทธิ์ก็ไม่รู้ สถานการณ์มันจึงน่ากลัว ทุกฝ่ายจึงควรใช้สติปัญญาให้มากหน่อย”
ในเรื่องความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้านั้น โดยเฉพาะวันที่ 17 ส.ค. โดยส่วนตัวแล้วจรัลไม่เชื่อว่าจะเกิดอะไรแย่ๆ เพราะชนชั้นนำย่อมมีวิธีที่จะทำให้ฎีกาเป็นหมัน โดยไม่ต้องมีความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จรัลออกปากชมกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าไม่เคยนำมวลชนออกมาปะทะ เพียงแค่คอยด่าผ่านเอเอสทีวี หากเป็นประเทศอื่นๆ คงสูญเสียกันมากกว่านี้ นอกจากนี้เขามองว่าสังคมไทยไม่มีวัฒนธรรมเหี้ยมโหด ไม่มีวัฒนธรรมการสังหารผู้นำทางการเมือง อย่างกรณีสนธิ ลิ้มทองกุล นั้นถือเป็นกรณีพิเศษยังไม่กลายเป็นวัฒนธรรม
สำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคตนั้น จรัลบอกว่า ความจริงคนเสื้อแดงปักธงไว้ผืนหนึ่งคือ การกดดันในนายกฯ ยุบสภา ไปสู่การเลือกตั้งใหม่ พร้อมๆ กันกับการลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจุดยืนของคนเสื้อแดงชัดเจนว่าต้องการให้นำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ โดยปัจจุบันนี้มีร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ซึ่งก็คือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 40 ที่รวบรวมรายชื่อประชาชนจนครบและค้างอยู่ในสภามานานแล้ว
เรื่องต่อมาที่ต้องทำคือ การจัดตั้งคนเสื้อแดง เพราะปัจจุบันยังไม่มีความเป็นองค์การ หรือ organization แต่เป็นแค่ขบวนการ หรือ movement เขามองว่าการต่อสู้ใหญ่แบบนี้จะอาศัยเพียงขบวนการไม่ได้ ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันให้ทำเป็นองค์การกันมานานหลายเดือนแล้วด้วยความเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้ขบวนเข้มแข็งขึ้น เป็นเอกภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสร้างโครงสร้างที่ชัดเจนนั้นยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย ในประเทศไทยองค์กรทางการเมืองและสังคมที่ประสบความสำเร็จมีน้อยมาก ไม่นับองค์กรภาคธุรกิจ
“ตอนนี้กลุ่มต่างๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว และมีความเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ เช่น เมื่อก่อนศูนย์การนำมีหลายศูนย์ ไม่ว่าจะเป็น นปช. ความจริงวันนี้ และพวกแกนนำย่อยๆ อีก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เราพยายามทำให้เป็นเอกภาพ ให้วีระ มุสิกพงศ์ เป็นประธานไปเลย แล้วแบ่งฝ่ายการทำงาน เช่น ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ตามภาคต่างๆ ฝ่ายช่วยเหลือผู้ถูกคดีทางการเมืองและครอบครัว”
เขากล่าวอีกว่า สำหรับแกนนำต่างๆ ที่เคยมีหลากหลายนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเรามีความเห็นต่างกันบ้างในด้านยุทธวิธี ซึ่งความขัดแย้งแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การไม่ขยายความขัดแย้ง และอดทน ดูว่าแนวทางของคนอื่นนั้นเป็นจริงได้ไหม สำเร็จไหม เพราะความถูกผิดของยุทธวิธีนั้นไม่ได้อยู่ที่การใช้ตรรกะ เหตุผล แต่อยู่ที่การปฏิบัติจริง
ประเด็นสุดท้ายที่เขานำเสนอไว้คือ งานการศึกษา ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในระยะยาว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดควรจัดการศึกษาแก่แกนนำผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องทำไปพร้อมๆ กับงานด้านสื่อ ตอนนี้มีทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ซึ่งปรากฏการณ์หนังสือพิมพ์เสื้อแดงที่ผ่านมานั้นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แบบเป็นไปเอง ไม่ได้วางแผนกันมาก่อน อย่างไรก็ตาม คงต้องส่งเสริมเรื่องนี้ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน เพราะสามารถเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวาง รวดเร็ว
“งานทั้ง 3 ด้านนี้ ถ้าเราทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง ก็จะเป็นพลังสำหรับการต่อสู้กับเป้าสูงสุด คือการโค่นล้มระบอบอำมาตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก”
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สำหรับอดีตเอ็นจีโอด้านแรงงานอย่างสมยศ เขากำลังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำสื่อเสื้อแดง โดยเฉพาะนิตยสารรายปักษ์อย่าง Taksin Voice เขามองเรื่องยุทธศาสตร์ว่า คนเสื้อแดงมีสโลแกนที่ใหญ่โตมากว่า “คว่ำรัฐธรรมนูญ 50 ล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตย” ส่วนวิถีทางไปสู่เป้าหมายที่ว่า แต่ละกลุ่มแต่ละเครือข่ายในกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมีหลากหลายก็มีแนวทาง มีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป เช่น บางส่วนก็เน้นไปที่การทำสื่อเพื่อเปิดโปงระบอบอำมาตยาธิปไตย บางส่วนที่เป็นกลุ่มย่อยก็ยังจัดกิจกรรมของเขาในทุกสัปดาห์ ขณะที่แกนนำหลักก็มุ่งไปที่การถวายฎีกา ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นสเต็ปแรกของการเคลื่อนไหวรวมกลุ่มมวลชน แม้โดยส่วนตัวแล้วเขาจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ก็มองว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนจะทำได้
สมยศก็คล้ายกับสุรชัย (แซ่ด่าน) ที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ในช่วงแรกๆ แต่เขายืนยันว่าเป็นความไม่เห็นด้วยคนละระดับกับสุรชัย เขามองว่าหากจะถวายฎีกาก็ควรจะทำมากไปกว่าเรื่องอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ควรถวายฎีกาให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร 19 กันยา
สำหรับกิจกรรมเฉพาะหน้านั้น ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 89 ปี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี คนเสื้อแดงก็จะมีการจัดกิจกรรม “ดำทั้งแผ่นดิน” เพื่อบอกว่าระบอบอำมาตย์ควรจะยุติบทบาท หยุดแทรกแซงการเมือง และยังรวมไปถึงการรื้อถอนอุดมการณ์การเมืองแบบไพร่ฟ้าที่มองประชาชนแบบโง่เง่า
สำหรับเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น เขามองว่าเป็นที่น่ายินดีที่มีการเสนอการไขรัฐธรรมนูญ 50 ใน 6 ประเด็นจาก คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเขาเชื่อว่าข้อเสนอนี้จะช่วยคลี่คลายปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง ที่ว่าเพียงระดับหนึ่งนั้น เนื่องจากวิกฤตขณะนี้หัวใจสำคัญที่สุดคือวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนเห็นชัดเจนแล้วว่าไปไม่รอด ขณะที่วิกฤตทางด้านการเมืองนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เป็นวิกฤตความเป็นธรรม เรื่อง 2 มาตรฐานยังดำรงอยู่ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่นำมาใช้อย่างไม่เป็นธรรม เช่น กรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอร์ปิโด ที่ไม่ได้รับสิทธิสู้คดีในฐานะผู้ต้องหา
“เรื่องการนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้นั้นเป็นจุดยืนดั้งเดิมของคนเสื้อแดงอยู่แล้ว และเรารณรงค์กันมานานแล้ว มาถึงวันนี้การที่คณะกรรมการสมานฉันท์มีข้อเสนอเช่นนี้ ก็สอดคล้องกันในหลายส่วน แสดงว่าก็ยอมรับกันแล้วว่ารัฐธรรมนูญ 50 นั้นมีปัญหา และไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะกับเพื่อไทย แต่เป็นปัญหากับทุกพรรค ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคการเมืองนั้นเกี่ยวโยงกับประชาชน อย่างน้อยนักการเมืองก็มาจากการเลือกตั้ง ดีกว่ารัฐธรรมนูญ 50 ที่เป็นของอำมาตย์ล้วนๆ ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเพียงแต่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ครอบงำ และแทรกแซงการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ องคมนตรี หรือสถาบันตุลาการเอง”
เหวง โตจิราการ
ด้านแกนนำในสมาพันธ์ประชาธิปไตย ระบุว่า ทุกคนไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามในหมู่คนเสื้อแดงมีทิศทางใหญ่ร่วมกันคือ ต้องการระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเห็นว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องต่อสู้โค่นล้ม และสำหรับหมอเหวงแล้วสิ่งที่ยืนยันห้อยท้ายมาด้วยตลอดในการต่อสู้ก็คือ สันติวิธี
“เราจะยึดมั่นในสันติวิธี และวันที่ 17 นี้ นัดรวมตัวกันที่สนามหลวงเพื่อแสดงความจงรักภักดี เมื่อร้องเพลงสรรเสริญเสร็จแล้ว ทุกคนก็จะกลับบ้านทั้งหมด”
ส่วนวิธีการนั้นหมอเหวงบอกว่า แต่ละจังหวะก้าวต้องคุยกัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นหลังจากการถวายฎีการแล้ว จะต้องหยุดในประเด็นนี้ทันที เพราะถือเป็นพระราชอำนาจ พระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ประเด็นสำคัญๆ ต่อจากนี้ยังมีเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยก่อนหน้านี้หมอเหวงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการรวบรวมรายชื่อเพื่อนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. เขามองว่า ข้อเสนอ 6 ข้อของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นค่อนข้างตรงกับ คปพร.ที่เสนอไป แต่ที่ คปพร.โดดเด่นกว่าและคณะกรรมการสมานฉันทฯ ไม่มีคือ มาตรา 309 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหาร นับเป็นความอัปลักษณ์ เป็นรอยด่างสำคัญของรัฐธรรมนูญไทย เรียกได้ว่าฉบับนี้เป็นฉบับเดียวที่ให้ความชอบธรรมเรื่องนี้ ซึ่งขัดกับมาตรา 1 และมาตรา 3 แต่ก็เข้าใจได้ว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ อาจมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำเสนอเรื่องนี้ได้ ดังนั้น ต่อจากนี้คนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. เพราะเขาไม่เห็นด้วยที่จะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. 3 อีกแล้ว เนื่องจากเป็นการเสียเงิน เสียเวลา และพายเรือในอ่าง ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่จะมีการเคลื่อนไหวแน่ๆ คือ รัฐบาลนี้ไม่มีความชอบธรรมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และระหว่างประเทศ
สำหรับเรื่องการถวายฎีกา เขามองว่า มีเสียงคัดค้านกันมาก ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพและรับฟังเสียงคัดค้าน แต่ทิศทางใหญ่ของเสียงเหล่านั้นมาจากรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกลุ่มที่เคยรับใช้คณะรัฐประหาร สะท้อนให้เห็นรากเหง้าคทางความคิดที่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เสียงค้านนี้จึงไม่ใช่เสียงของคนส่วนใหญ่
เขากล่าวอีกว่า ข้อโต้แย้งทั้งหมดยังไม่มีความชอบธรรมอีกด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 19 ระบุไว้ว่า พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการอภัยโทษ โดยประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาโต้แย้งคือ ปวอ.มาตรา 259 เกี่ยวกับผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง (มาตรา 259 ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใด ๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้า ฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้) เขาเห็นว่าที่จริงแล้วประชาชนคือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่มีการรัฐประหาร และในฎีกาก็เขียนไว้ชัดเจนเช่นนั้น ส่วนมาตรา 260 ผู้ถวายเรื่องราวที่จำคุกอยู่ในเรือนจำ (มาตรา 260 ผู้ถวายเรื่องราวซึ่งต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยื่น เรื่องราวต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้ เมื่อได้รับเรื่องราวนั้นแล้ว ให้พัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นเรื่องราว แล้วให้ รีบส่งเรื่องราวนั้นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) คนเสื้อแดงไม่มีใครอยู่ในเรือนจำ ฉะนั้นใช้มาตรานี้กับคนเสื้อแดงไม่ได้ และคำว่ยื่นกับพัสดีก็ได้นั้น คำว่า “ก็ได้” แปลว่าไม่ได้บังคับ
เขากล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าเป็นเรื่องการเมืองนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองแต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั่วไป สมัยนักวิชาการ 99 คนถวายฎีกาช่วงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และสมัยที่มีการขอนายกพระราชทาน ตามมาตรา 7 ก็มีลักษณะกดดัน บีบบังคับสถาบันมากกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำ เพราะขณะนี้เป็นเพียงแค่ฎีการ้องทุกข์ซึ่งแล้วแต่พระบรมราชวินิจฉัย
สุรชัย (แซ่ด่าน) ด่านวัฒนานุสรณ์
อดีตนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังยาวนานคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่คัดค้านกับแนวทางการถวายฎีกาในตอนต้น ถึงตอนนี้เขาบอกว่า “ผมไม่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ขัดขวาง” พร้อมทั้งฝากถึงรัฐบาลในประเด็นที่ออกมาคัดค้านการถวายฎีกาว่า รัฐบาลกำลังสร้างปัญหายุ่งยากให้กับพระมหากษัตริย์ในอนาคต เพราะไม่เคยมีการคัดค้านการถวายฎีกามาก่อน ที่ผ่านมาถ้าฎีกาไม่ถูกก็จะไม่รับหรือตีกลับ หากสร้างบรรทัดฐานในการคัดค้านการถวายฎีกาเสียแล้ว อาจก่อความยุ่งยากในกรณีอื่นๆ เช่น การถวายฎีกาของนักโทษ อาจมีญาติผู้เสียหายออกมาคัดค้านได้ดังที่รัฐบาลทำเป็นตัวอย่าง
“บทบาทของรัฐบาลตอนนี้กำลังหน้ามืดตามัวด้วยอคติ สิ่งที่ต้องทำก็คือถ้ามันไม่ถูกก็ต้องอธิบายเขาให้ทำให้ถูก เหมือนนักโทษในเรือนจำถ้าเขาทำไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ก็ต้องอธิบาย”
เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า ในการเคลื่อนไหวช่วงนี้ไม่ได้เข้าประชุมร่วมกับใคร และขอสงวนสิทธิ์รอให้ผ่านช่วงฎีกาไปก่อน เพราะหากเข้าไปอาจเกิดการขัดแย้งกัน แล้วจะกลายเป็นภาพของการแตกคอกันในหมู่แกนนำ
“เราไม่ได้แตกกันแต่เรามีความเห็นและแนวทางบางอย่างที่ต่างเท่านั้นเอง”
“วันนี้มันกลายเป็นว่าแย่งกันจงรักภักดีเหลือเกิน เหลืองก็จงรักภักดี น้ำเงินก็จงรักภักดี แดงก็แย่งจงรักภักดีด้วย พระองค์เห็นแล้วอาจจะงงว่า จงรักภักดีกันหมดแล้วทะเลาะกันหาพระแสงอะไร หากจะอ้างว่าเพื่อการคุ้มกันฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าจะล้มล้างสถาบัน ถ้าอย่างนั้นง่ายนิดเดียว เคลื่อนไหวออะไรอย่าไปทำล่อแหลม รุนแรง หรือผิดกฎหมาย”
“ไม่ใช่ผมไม่จงรักภักดี แต่ผมไม่เห็นว่าต้องมาพูด การจงรักภักดีอยู่ที่การปฏิบัติ ถ้าเราไม่เป็นคนปลิ้นปล้อน ตอแหล เราก็จงรักภักดีแล้ว”
เมื่อย้อนถามถึงความเห็นต่างในเรื่องการถวายฎีกา เขาอธิบายว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องทักษิณคนเดียว แต่ต้องพูดในภาพรวม ซึ่งมีทักษิณ ดา ตอร์ปิโด จักรภพ และคนอื่นๆ อีกมากที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่รัฐประหาร
“จริงๆ เจตนาเขาไม่ได้จะช่วยคนๆ เดียว อยากช่วยประเทศโดยรวม แต่แบบนี้มันมีจุดอ่อนในการเขียน แล้วก็เลยโดนโจมตีอยู่ทุกวัน”
เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ เขาย้ำว่าเขาประเมินเอาเองว่าบรรดาองคมนตรีคงประชุมกันแล้วเรียกอภิสิทธิ์ไปพบบอกให้ลาออก แล้วให้ใครสักคนยึดอำนาจแบบเงียบๆ ถวายความเห็นให้มีนายกพระราชทาน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ นิรโทษกรรมทั้งหมด แล้วจึงให้มีการเลือกตั้ง
“มันเหมือน 6 ตุลา แต่ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้เกิดความรุนแรง เพราะมันเสี่ยง ถ้าคุมไม่อยู่มันจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว นี่น่าจะเป็นหนทางที่ฝ่ายอำมาตย์เลือก เพราะมันไม่มีทางออก ปล่อยให้อภิสิทธิ์อยู่ต่อไปตามยถากรรม ก็ต่างคนต่างเสื่อม ทางนี้เสื้อแดงก็ยอม เสื้อเหลืองก็ยอมเพราะเขาก็จะไม่มีชะนักติดหลัง มันไปต่อได้ อย่างน้อยมันยุติลงชั่วคราว ความขัดแย้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็ไปว่ากันใหม่”
สำหรับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีขั้นต่อไปของคนเสื้อแดง เขาเองก็ยอมรับว่า ต้องรอให้จบเรื่องฎีกาเสียก่อนคงได้ปรึกษาหารือกันในภายหลังว่าจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร เพราะต้องรอดูผลในครั้งนี้ก่อนด้วย เท่าที่รู้ทางแกนนำก็ยังไม่ได้คาดผลที่ได้รับ
“เอาเข้าจริง วันนี้เสื้อแดงยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเลย การชุมนุมก็เป็นแค่ระดับยุทธวิธี กับระดับการจัดกิจกรรมต่างๆ ชุมนุมกันอีกกี่ครั้งก็ไม่เป็นผล มันต้องชุมนุมแบบมีลุกขึ้นสู้ยึดอำนาจรัฐ เพราะมันไม่มีหนทางอื่นตราบเท่าที่ระบอบอำมาตย์ยังเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตย เลือกตั้ง 377 เสียงก็ยังโดนยึดอำนาจไป ต่อให้ได้ 500 เสียงก็โดนยึดไปอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับคนเสื้อแดง จากนักกิจกรรม ให้เป็นนักยุทธวิธี และให้เป็นนักยุทธศาสตร์ในที่สุด”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเงื่อนไขวันนี้ดียิ่ง แต่สำคัญที่ว่าคนเสื้อแดงหาเป้าเจอไหม ตอนนี้ในระดับแกนนำก็สับสน บ้างหันไปชูทักษิณ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อทักษิณ แต่ต้องเป็นทักษิณเพื่อประชาธิปไตย
“เราต้องยกระดับมวลชนให้ได้ แม้ว่ามวลชนส่วนใหญ่เขาเป็นกลุ่มคนรักทักษิณก็ตาม มันเป็นเรื่องเข้าใจได้ การต่อสู้ในทุกประเทศก็ต้องมีผู้นำ เหมือนดูหนังเขาก็ต้องดูพระเอก แต่ไม่ใช่ชูพระเอกเป็นวีรบุรุษ แต่ให้เป็นผู้นำในสถานการณ์ของประชาธิปไตยทุนนิยม ถ้าเป็นยุคสังคมนิยมเฟื่องฟู พระเอกก็ต้องเป็นอย่างลุงโฮฯ ยุคนี้ยุคทุนนิยม พระเอกก็ต้องเป็นนายทุน...ธรรมดา”
“ผมเรียกร้องปฏิวัติประชาธิปไตย โค่นระบอบอำมาตย์ ยุคของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะหมดลง คนเป็นรัฐบาลต้องคุมอำนาจรัฐได้ด้วย ไม่ใช่เป็นรัฐบาลแล้วคุมอะไรไม่ได้เลย” เขาสรุปโดยย่อว่ามันก็คือ การทำ 2475 ให้สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งเป็นการทำประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ โดยที่สถาบันกษัตริย์ก็ยังดำรงอยู่อย่างเนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น แต่ต้องมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ หมวด 1 เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งต้องศึกษาจากประเทศต่างๆ ที่มีสถาบันนี้ ไม่ให้กลุ่มบุคคลใดอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างที่ประเทศไทยเป็นอยู่
เขาระบุว่าเรื่องปฏิวัติประชาธิปไตย ต้องอาศัยพลังของมวลชนเสื้อแดง ซึ่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการปฏิวัติมักผ่านความรุนแรง ดังนั้น ต้องใช้ทฤษฎีเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ทฤษฎีโค่นล้ม เพราะเราต่างก็ได้รับบทเรียนในอดีตมาเยอะแล้วว่าทฤษฎีโค่นล้มสร้างแต่ความวิบัติ
“ค่อนชีวิตของผมอยู่กับการต่อสู้ 36 ปีไม่ใช่เวลาสั้นๆ ผมคงไม่คิดตื้นๆ อันนี้ไม่ได้ยืนยันว่าถูกทุกอย่าง แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนเราเยอะ แต่บรรดาแกนนำก็ไม่เคยหารือพูดคุยแลกเปลี่ยนกันลึกๆ เสียที ที่จริงมันต้องตั้งโรงเรียนแกนนำด้วยซ้ำ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกัน”
ไม้หนึ่ง ก.กุนที
สำหรับกวีการเมืองอย่างไม้หนึ่ง เขาเปรียบเปรยว่าฎีกาก็เหมือนต้นกล้วย ตัดมันมาเพื่อใช้ข้ามฝั่ง เมื่อได้ 5-6 ล้านชื่อ ก็เหมือนเราขึ้นฝั่งแล้ว แล้วอยู่ที่ว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไร
เขาย้ำชัดเจนว่าไม่เคยมองว่า “ฎีกา” เป็น “ฎีกา” แต่มองว่าเป็นการร่วมลงชื่อของประชาชนเพื่อปกป้องผู้แทนราษฎรของเขาคือ ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนทางตรงหรือทางอ้อมผ่านปาร์ตี้ลิสต์ การลงชื่อครั้งนี้เป็นเหมือนบริการหลังการเลือก (กาคะแนน) ซึ่งหมายความว่า หมดยุคแล้วที่ราษฎรจะมีอำนาจแค่ 4 วินาที ปรากฏการณ์นี้บอกชัดว่าพวกเขาเลือกผู้แทนที่สร้างคุณูปการให้เขา แล้วเขายังสามารถรวมตัวกันพิทักษ์ปกป้องผู้แทนของเขาที่ถูกกระทำโดยไม่ชอบธรรม
“ผมขอเรียกมันว่า การร่วมลงชื่อปกป้องผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทย แทนคำว่า ฎีกา”
ที่สำคัญกว่านั้น เขาเห็นว่า ตัวเลข 5-6 ล้านชื่อนี้เป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการต่อยอดเพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งสำหรับคนที่มีจุดยืนอยู่บนแนวรบด้านวัฒนธรรมอย่างเขา เขาเห็นว่า ควรยกระดับเพื่อสร้างวาทกรรม สร้างทัศนคติทางสังคมใหม่ เรื่องผู้แทนราษฎรที่ดี แทนวาทกรรมเดิมว่าผู้แทนเลวของฝ่ายอำมาตย์ที่กรอกหูประชาชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันผ่านทุกช่องทาง เมื่อให้ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เขาเสนอว่าปีนี้เป็นปีที่เตียง ศิริขันธ์ อายุครบ 100 ปี แม้แต่กระทู้ในอินเตอร์เน็ตเองที่พูดเรื่องนี้ก็พูดกันน้อยมากจนน่าใจหาย สำหรับเขาแล้ว “เตียง” ถือเป็นไอดอลของผู้แทนที่ดีที่ถูกฝ่ายอำมาตย์ทำลายล้าง ซึ่งเราสามารถยกระดับนามธรรมดังกล่าวเป็นวัตถุธรรมไปสู่การสร้างอนุเสาวรีย์ “เตียง ศิริขันธ์” ซึ่งเขาเห็นว่าเหมาะที่จะอยู่หน้ารัฐสภาไทย
“ต้องข้ามให้พ้นเรื่องฎีกาแล้ว แต่ฝ่ายการเมืองอยากทำอะไรก็ทำไป เรามีจุดร่วมใหญ่ร่วมกันอยู่ ซึ่งผมก็จะหาทางต่อยอดคำอธิบายหรือกิจกรรมนี้ให้ได้ การต่อสู้ทางการเมืองที่สุดคือ การยึดอำนาจรัฐ แต่ถ้าอำนาจรัฐมันแข็งแกร่งคุณต้องทำทางอื่นๆ ด้วย อาจเริ่มจากการเปลี่ยนวาทกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์กับภาคประชาชนผมมองว่าห้วงเวลานี้ถ้ารุกแนวรบทางศิลปะวัฒนธรรมได้ และเอาประวัติศาสตร์มาผลิตซ้ำได้อย่างลงตัว มันจะสร้างผลบวกในทางการเมืองด้วย”
“เราไม่รู้หรอกว่าฝ่ายต่างๆ จะเล่นอะไรแต่ถ้าไม่สามารถยกระดับ 5-6 ล้านชื่อนี้ หากมันมีความสูญเสียอะไรเกิดขึ้นมันก็ได้แค่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เราจะเสียเฉยๆ 5-6 ล้านชื่อถ้าไม่ทำอะไร แต่ถ้าเราสามารถนำมันไปสู่การเปลี่ยน ม็อตโต้หรือวาทกรรมได้ มันก็จะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาล ผู้แทนราษฎรจะเห็นค่าของประชาชนมากขึ้น ประชาชนจะเป็นผู้มีอำนาจแท้จริง”
เขายังระบุว่า เสื้อแดงค่อนข้างช้าไปด้วยซ้ำในการรวบรวมฐานข้อมูลเช่นนี้ แต่มีแนวโน้มที่ดีที่ขณะนี้ตามต่างจังหวัดเริ่มมีการรวบรวมรายชื่ออย่างเป็นระบบมากขึ้น และทำให้สามารถขายตรงอุดมการณ์ ขายตรงความรู้ได้มาก
เมื่อถามถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ เขาย้ำว่า “ผมเป็นนักลัทธิรัฐธรรมนูญ” และให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมามีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยสร้างวาทกรรมว่า รัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย มีกี่ฉบับๆ ก็ถูกทหารฉีกหมด ซึ่งถือเป็นคำอธิบายที่แย่มาก เพราะปัญหาอยู่ที่ทหาร ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญ
“การสร้างรัฐธรรมนูญที่เพอร์เฟ็คท์ยังเป็นเรื่องจำเป็นและต้องทำกันอย่างจริงจัง สำหรับผมเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เพียงพอ ต้องเอารัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ และปรับปรุงส่วนที่อ่อนด้อยคือ องค์กรอิสระ ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง”
เขาชี้แจงด้วยว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้นเคลื่อนเป็นแผงหน้ากระดาน ไม่ได้เคลื่อนแบบ 1 2 3 เรื่องรัฐธรรมนูญก็ต้องเคลื่อนด้วย เพียงแต่ว่าที่ทางที่กลุ่มต่างๆ จะสื่อสารกิจกรรมที่ตนเองรณรงค์นั้นมีน้อย มันจึงเหมือน การเคลื่อนไหวแบบดารา ฉูดฉาดได้ดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปหมด ดังนั้น จึงต้องอาศัยสติของสื่อที่ต้องเอาเสียงกระซิบแผ่วๆ ของกลุ่มต่างๆ ของผู้คนต่างๆ ออกมาให้สังคมรับรู้ด้วย