WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 18, 2009

รัฐบาลชงยธ. ตั้งกก.พิเศษ พิจารณาฎีกาแดง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27097
ปัดดึงเกมยื้อเวลา สุเทพ ไม่หวั่นเสื้อแดงต่อยอดจุดชนวนปลุกระดมรอบใหม่ ย้ำชัดจะทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ทุกตัวอักษรต้องให้ประชาชนได้อ่าน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าววันนี้ (18 ส.ค.) หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นถวายฎีกา ว่า เป็นไปตามวิธีการตามปกติ รัฐบาลมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง และเหตุผล กรณีที่มีผู้ยื่นฎีกา จะแยกเป็นสองส่วนคือ ฎีกาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเรื่องต่าง ๆ อีกประเภทคือ ผู้ที่ต้องโทษและขอพระราชทานอภัยโทษ คือ ติดคุก รับโทษในระยะหนึ่ง และเมื่อทำตัวดีสำนึกในความผิดที่ทำก็ทำเรื่องถวายฎีกาได้ โดยผ่านทางผู้บัญชาการเรือนจำ ทำเรื่องมาถึงกรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์จะมีกรรมการพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์ กติกา ที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ จากนั้นจึงจะส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรม เมื่อตรวจสอบแล้วก็จะส่งเรื่องมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี

ขั้นตอนสุดท้ายคือ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ก็จะทำหนังสือกราบบังคมทูล โดยสรุปเหตุผล ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงทุกอย่างทุกประการ ตั้งแต่ความเห็นของเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมและความเห็นรัฐบาลถวายขึ้นไป ซึ่งทั้งหมดคือวิธีปฏิบัติโดยทั่วไป นายสุเทพ กล่าว และว่า ในกรณีของกลุ่มเสื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้รับเรื่องจากสำนักราชเลขาธิการฯ ก็ต้องส่งกลับไปให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการ กระทรวงยุติธรรมก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด อาจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นพิเศษ เพราะเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน ต้องให้คนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องนี้จริง ๆ มาดำเนินการ จากนั้นต้องทำความเห็นเบื้องต้นมายังรัฐบาล ถึงตอนนั้นถ้าเรื่องมาถึงตนต้องพิจารณาไปตามขั้นตอน

ส่วนขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดจะใช้เวลานานเท่าไหร่ นายสุเทพ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ที่กระทรวงยุติธรรมจะแต่งตั้งขึ้นจะพิจารณาอย่างไร พร้อมยืนยันเรื่องนี้ไม่มีใครที่จะไปคิดกลั่นแกล้งหรือหาเรื่องใคร ตนจะดูแลหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ พูดความจริงกับประชาชนในทุกเรื่อง และแถลงข้อเท็จจริงทุกประการ ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส และประชาชนเจ้าของประเทศไทยจะได้ทราบไปพร้อม ๆ กัน

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะมีแนวทางพิจารณาฎีกานี้อย่างไร ในเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ลงชื่อด้วยและไม่เคยติดโทษ นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้ตนจะไม่พูดเรื่องนี้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างไร เพราะคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นให้ผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาไปตามขั้นตอน แต่เมื่อเรื่องมาถึงตนจึงจะให้ความเห็น

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะเร่งเรื่องนี้เร็วขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นที่สนใจของประชาชน นายสุเทพ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่มีบัญชามา ดังนั้นจึงต้องระมัดระวัง เพราะถ้าสื่อถามตนอย่าง แล้วไปถามนายกฯอีกอย่าง ก็จะเป็นปัญหา แต่สิ่งที่ตนตอบไปก่อนหน้านี้คือขั้นตอนไปตามปกติที่ปฏิบัติกันอยู่

ต่อข้อถามว่าจะมองหลักเกณฑ์จำนวนผู้เข้าชื่อหรือเนื้อหาในฎีกาเป็นหลัก นายสุเทพ กล่าวว่า เนื้อเรื่องสำคัญกว่า แต่ชื่อและจำนวนผู้ลงถือเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ตนไม่ทราบว่าในเนื้อหาของฎีกาเขียนไว้อย่างไร แต่เชื่อว่าคณะกรรมการที่กระทรวงแต่งตั้งขึ้นจะพิจารณาอย่างรอบคอบทุกแง่มุมให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี อะไรทำได้หรือไม่ได้ก็จะมีความเห็นประกอบมาหมด

เมื่อถามว่าคณะกรรมการที่ยุติธรรมตั้งขึ้นเป็นไปตามปกติหรือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นายสุเทพ กล่าวว่า มีคณะกรรมการตามปกติ ตั้งแต่ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ แต่ตนไม่แน่ใจว่า เมื่อเรื่องนี้ไปถึงกระทรวงยุติธรรมทางกระทรวงจะให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากเป็นคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว และมีโทษจำคุก

ส่วนเหตุใดรัฐบาลจึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ในเมื่อยืนยันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มเสื้อแดงไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย นายสุเทพ กล่าวว่า คนในรัฐบาลที่ให้ความเห็นอาจจะเป็น นายก. นาย ข. นาย ค. เมื่อสื่อมาถามตน ๆ ก็มีความเห็นของตน แต่เมื่อเรื่องมาถึงขณะนี้จะเอาความเห็นส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งมาตัดสินไม่ได้ ต้องใช้ของจริง และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้มาเป็นผู้พิจารณา ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่กับความเห็นของตนก็ได้

สำหรับรูปแบบของคณะกรรมการจะเป็นอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า รอให้มีการตั้งก่อน เพราะในระดับกรมก็เป็นอำนาจของกรม กระทรวงยุติธรรมก็เป็นระดับกระทรวงที่จะพิจารณาเข้ามา ต่อข้อถามว่า รัฐบาลจะทำให้สังคมเห็นความจริงใจในเรื่องนี้ได้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องทำด้วยความโปร่งใส ให้สังคมได้เห็น กรมราชทัณฑ์พิจารณาแล้วมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องเปิดเผย และเมื่อมาถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมมุติว่ามาถึงตนก็ต้องเปิดเผย ขอย้ำว่าทุกตัวอักษรต้องให้ประชาชนได้อ่าน

เมื่อถามว่ารัฐบาลเตรียมการอย่างไร หากถูกกล่าวหาว่ามีการตัดตอน นายสุเทพ กล่าวย้อนว่า ทำไมต้องคิดอะไรตามที่คนเสื้อแดงคิดไว้ก่อน เพราะในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เรื่องนี้อย่ากังวลใจ และต้องไม่ทำให้ประชาชนเกิดความกัวลใจเช่นเดียวกัน

และเมื่อถามว่าในที่ประชุม สมช.เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ประเมินหรือไม่ว่าหลังการยื่นถวายฎีกาแล้วสถานการณ์การเมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลง นายสุเทพ กล่าวว่า ที่ประชุม สมช.ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ส่วนที่มีข่าวว่ามีการรายงานสถานการณ์ก็เป็นการรายงานสถานการณ์บ้านเมืองตามปกติ

ต่อกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะตั้งโรงเรียนคนเสื้อแดงเพื่อให้ความรู้ประชาธิปไตย นายสุเทพ กล่าวว่า ประเทศเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ทุกคนสามารถทำอะไรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าตั้งโรงเรียนโดยถูกกฎหมายก็ทำได้แต่ถ้าตั้งแล้วผิดกฎหมายก็ทำไม่ได้ ถ้าตั้งโรงเรียนแล้วสอนให้คนทำดีก็ตั้งได้ แต่ถ้าตั้งแล้วเสนอให้คนทำร้ายประเทศไทยก็ตั้งไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าระหว่างการพิจารณา แต่กลุ่มเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน จะมีผลต่อการตัดสินใจพิจารณาขั้นตอนการยื่นถวายของรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องดูว่า ปลุกระดมอย่างไร ถ้าปลุกระดมเพื่อแบ่งแยกดินแดนก็เข้าข่าย แต่ถ้าปลุกโดยเข้าลักษณะกระทบกระเทือนต่อสถาบันเราก็ดำเนินคดี แต่ถ้าปลุกมาตากฝน ตากแดด ก็ไม่มีใครมาว่าอะไรได้

สำหรับกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่า หากฎีกาผ่านจะฉลองทั้งประเทศ ตรงกันข้ามหากถูกตีตกจะนำประชาชนออกมาเผชิญหน้า นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องที่คาดการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ เมื่อถามว่าในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า เตรียมตัวทุกอย่างอยู่ทุกวัน แต่เป็นไปในกรอบที่กฎหมายอนุญาต โดยมีเป้าหมายให้บ้านเมืองอยู่รอด ปลอดภัย สิ่งใดที่สามารถเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบได้ก็จะทำ

โปรดช่วยกันดูแล “คนดี”: จาก ‘คนดี’ แบบจารีตถึง ‘คนดี’ ในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

- 1 -
“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...” [1]
เราสามารถกล่าวได้ว่าข้างต้นเป็นหนึ่งในไม่กี่ข้อความการเมืองที่คนไทยรู้จักแพร่หลายที่สุด (อีกประโยคขึ้นต้นว่า “…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปฯ...”) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็คงต้องยอมรับความจริงข้อนี้ แล้วคนดีเป็นอย่างไร???
คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากพอๆ กับคำถามที่ว่า “อะไรคือความดี?” อันเป็นคำถามเชิงปรัชญาที่นักคิดนักปรัชญาพยายามครุ่นคิดหาคำตอบกันมาเนิ่นนาน แน่นอนว่าคนดีในสายตาของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละสำนักนั้น ย่อมแตกต่างกันออกไปตามทัศนะมุมมองที่อยู่เบื้องหลัง
ความต้องการของบทความชิ้นนี้ ใคร่อยากเชื้อเชิญให้ผู้อ่านช่วยแสดงความคิดเห็นถึง คนดี” ในทัศนะของเราท่าน อย่างน้อยๆ ก็เพื่อแสวงหา ‘จุดร่วม’ ของคนดีที่ควรเป็นในสังคมการเมืองไทย
- 2 -
“สองนัคราประชาธิปไตย” [2] เป็นชื่อของหนังสือเล็กๆ เล่มหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญและถูกอ้างถึงเสมอๆ โดยเฉพาะกับข้อเสนอที่ว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล” ได้แฝงถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เห็นว่ามาตรฐานคนดีระหว่างชนชั้นกลางในเมืองกับชาวชนบทแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะทั้ง 2 กลุ่มมองประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน ขณะที่คนกลุ่มแรกใช้มาตรฐานตะวันตก คือให้ความสำคัญกับนโยบาย อุดมการณ์ และคุณธรรมความสามารถของพรรคและนักการเมือง ถือว่าการลงคะแนนเสียงของประชาชนต้องกระทำในฐานะปัจเจกชนผู้ใช้วิจารณญาณทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความผูกพันหรือหนี้บุญคุณที่มีต่อผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่คำนึงถึงอามิสสินจ้างใดๆ
ขณะที่ชาวชนบทนั้น โดยทั่วไปเห็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องของผู้น้อยหรือลูกน้องที่ใช้การลงคะแนนเสียงเป็นการเลือกว่าจะเชื่อมโยงตนเองและชุมชนเข้ากับเจ้านายหรือสายอุปถัมภ์สายใด การที่ชาวนาชาวไร่จะสนับสนุนใครในทางการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับบุญคุณที่ผู้สมัคร (หรือเครือข่ายของเขา) มีต่อตนเองและครอบครัวหรือพวกพ้องในอดีตเป็นสำคัญ รวมทั้งขึ้นกับความคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือคุ้มครองในอนาคตจากผู้สมัครและบริวารอย่างไร เมื่อชาวชนบทหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น มักไม่เห็นตัวเองเป็นอิสระชนที่แยกการเมืองออกจากความผูกพันภักดีเป็นส่วนตัวกับใครคนใด ทั้งไม่มองว่าการลงคะแนนเสียงให้ผู้ที่ให้เงินทองแก่ตนเองหรือกลุ่มของตนในระหว่างการหาเสียงเป็นการรับอามิสสินจ้างแต่อย่างใด
ถึงแม้น อเนก เหล่าธรรมทัศน์ จะไม่บอกเล่าลักษณะคนดีในแบบของเขาว่าต้องเป็นอย่างไรตรงไปตรงมา แต่จากย่อหน้าที่กล่าวข้างต้น ก็เหมือนจะบอกกับเราโดยนัยอยู่แล้วว่า คนดีในสายตาอเนกอยู่ฟากฝั่งไหน ข้างเมืองหรือชนบท?
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดเมื่อต้องอธิบายให้เห็นรูปธรรมในกระบวนการทำงานของ “ความรู้” เพื่อมารับใช้อำนาจอย่างแนบเนียน ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวยังคงส่งอิทธิพลเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าพูดด้วยภาษาวิชาการยุคหลังสมัยใหม่ก็เรียกได้ว่าเป็น “วาทกรรม” เป็นพลังแห่งถ้อยคำที่ยังคงตอกย้ำให้เราเข้าใจอยู่เรื่อยว่า “คนจนซื้อได้” ในทุกๆ เรื่อง คำอธิบายนี้มักถูกผลิตซ้ำ และนำมาใช้เสมอหากเขาไม่เชื่อสายตาตัวเองในสิ่งที่กำลังได้เห็น (ไม่ว่าจะเป็นในการเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วง ลงประชามติ กระทั่งการเข้าชื่อถวายฎีกา) ซึ่งผลมักออกมาตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาอยากให้เป็น
- 3 –
“...แต่คนดีก็อยู่กับเราไม่นาน โดนแรงเสียดทานโถมจนพ่ายล้า
ใครโง่ไม่เป็นใครเด่นเกินไปต้องโดนคนว่า ทำถูกใจช้า ยังด่าทอ...
ใช้คนดีเปลืองฝืดเคืองคำชม โยนเรื่องทับถมถึงทนก็ท้อ
เมื่อทำดียากใครอยากจะทำดีต่อ ก่อนที่คนดีจะท้อจึงร้องขอแรงส่งมา...
และนั่นก็คือบางท่อนบางตอนจากบทเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่ง ซึ่งสำหรับหมู่คนเสื้อแดงแล้วย่อมคุ้นหูกับเพลงนี้เป็นอย่างดี เพราะถูกขอและเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อในคลื่นวิทยุชุมชนของกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ มาหลายปีแล้ว
เนื้อหาของบทเพลงได้สะท้อนลักษณะเฉพาะของสังคมการเมืองไทย ตลอดยุคสมัยที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” (อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่ใครดีใครเด่นไม่ได้ จะต้องมีอันเป็นไป (ในทางการเมือง) เสมอมา
เพลงนี้เป็นเพลงลำดับสุดท้ายในอัลบั้มถนนคนฝัน ของนักร้องสาวน้ำเสียงระดับปรากฏการณ์อย่าง ตั๊กแตน ชลดา ที่มีเพลงดังอย่าง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” อยู่ด้วย อัลบั้มนี้วางแผง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 ยิ่งไปกว่านั้น คือ เพลงนี้มี สลา คุณวุฒิ ครูเพลงระดับตำนาน เจ้าของผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยมมากมายเป็นผู้แต่งให้ เจ้าตัวเผยว่า เพลงนี้พูดถึงคนดีโดยรวมๆ และอดีตนายกฯ ทักษิณก็รวมอยู่ในนั้นเช่นกัน“ก็ไม่หมายถึงทักษิณคนเดียว ทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครของเพลงนี้... แต่จริงๆ ยังมีก่อนหน้านั้นอีก” [3]
อย่างไรก็ดี จากเนื้อเพลงคงพอสรุปได้ว่าคนดีในทัศนะของครูสลาประกอบด้วย 2 เงื่อนไขสำคัญด้วยกัน คือ หนึ่ง คนที่ยอมอุทิศตนเพื่อคนส่วนใหญ่ และ สอง เป็นคนเสียสละ เป็นคำอธิบายสั้นๆ เข้าใจง่าย แต่ก็ยังมีความเป็นนามธรรมอยู่มิใช่น้อยๆ
- 4 -
คงต้องยอมรับกันว่าความหมายของคนดีเป็นที่ถกเถียงกันตลอดมา ทั้งความหมายและขอบเขตของคำๆ นี้ก็แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อม ในยุคหนึ่งการกระทำบางอย่าง เฉกเช่นที่การสูบบุหรี่เคยเป็นองค์ประกอบของความเป็นพระเอก หรือของผู้ดีมีรสนิยมมาก่อน แต่ปัจจุบันการสูบบุหรี่ถือว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ และมิใช่เท่ห์อีกแล้ว จนถึงขนาดหลายๆ ประเทศต้องออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะออกมา คนที่สูบบุหรี่อาจกลายเป็นอาชญากรได้หากพลังเผลอไม่รู้ตัว
กล่าวในเชิงหลักการคำจำกัดความของคนดี ก็หลากหลายมากมายขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกมองจากมุมไหนเป็นหลัก
คนดีภายใต้ “ระบบศักดินา” ย่อมจำกัดเฉพาะ ผู้ดี มีชาติตระกูล พูดให้ชัดๆ ก็คือ การเป็นคนดีตามมาตรฐานนี้อิงอยู่กับสถานะทางชนชั้น ส่วนอะไรผิด อะไรถูก อะไรชั่ว อะไรดี ชนชั้นปกครองเท่านั้น เป็นผู้กำหนด
ตามแบบพุทธศาสนา คนดีก็ได้แก่ คนที่ถือศีล ทำบุญ ให้ทาน
ส่วน คนดีในสายตาเหล่าอำมาตย์ (เหล่าอภิชน ทหาร ตุลาการ สื่อมวลชน) นั้น อย่างน้อยๆ ขึ้นกับ 1. ตำแหน่งแห่งหน เช่น อธิการบดี ปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯ ฯลฯ และ 2. ความมีการศึกษาสูง โดยเชื่อมั่นว่า 2 สิ่งนี้เป็นที่มาของมาตรฐานทางจริยธรรมและศีลธรรมอันสูงส่งอยู่ในตัว
ทว่าเอาเข้าจริงๆ ในบริบทสังคมไทยแล้ว การที่จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดีนั้น เป็นเรื่องของ ความเป็นพวกเดียวกัน มากกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าท่านคิดแบบเดียวกับที่พวกอำมาตย์คิด หรือทำให้สิ่งที่พวกอำมาตย์อยากเห็น ท่านก็ถือเป็นคนดีตามแบบฉบับของเขาแล้ว
และหากมองจากตัวอย่างในชีวิตจริงใกล้ตัวเข้ามาจะพบว่าคนดียังมีคุณสมบัติที่หลากหลายกว่านั้นมาก เป็นต้นว่า
คนไม่ขายเสียง คือคนดีในแบบที่ กกต. รณรงค์ให้ประชาชนเป็น
คนซื่อสัตย์สุจริต ก็เป็นต้นแบบคนดีของ ปปช. พยายามพร่ำสอน
คนที่ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ก็ถือเป็นคนดีแบบ สสส. ประชาสัมพันธ์
เด็กที่ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำสั่งผู้หลักผู้ใหญ่ ก็คือคนดีของคุณครูหรือของพ่อแม่
หญิงที่รักนวลสงวนตัว และชายที่รักเดียวใจเดียว (ไม่มีกิ๊ก) ก็คือคนดีในมุมมองแบบคุณระเบียบรัตน์
หากคิดแบบว๊ากเกอร์ๆ รุ่นน้องที่ยกมือไหว้รุ่นพี่ ย่อมเป็นคนที่ดีแล้ว
ฯลฯ
กล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยระบุออกมาเป็นชื่อตัวบุคคล เช่น
คนดีในสายตากลุ่ม พันธมิตรฯ รวมถึงคนใต้ คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ อาจหมายถึงคนอย่าง น้องโบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้ต้องมาเสียชีวิตเพราะปกป้องสถาบัน หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ปัจจุบัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่คนดีในสายตากลุ่ม นปช. รวมถึงคนเหนือ คนอีสาน ส่วนใหญ่ อาจได้แก่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ผู้ยอมพลีชีพตนเพื่อตอกหน้าเผด็จการ หรือคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำซึ่งโดนยึดอำนาจไปในปี 49
ส่วนคนดีแบบ นักปรัชญาชายขอบ นั้น ย่อมหมายถึงคนอย่าง ปรีดี พนมยงค์, กุหลาบ สายประดิษฐ์, จิตร ภูมิศักดิ์, นายผี, ป๋วย อึ้งภากรณ์ และคนอื่นๆ ที่มีความเป็น ขบถ ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรมบนความเท่าเทียมของประชาชนเป็นหลัก [5]
หรือดังที่นักรัฐศาสตร์เช่น ธเนศวร์ เจริญเมือง พยายามถ่ายทอดออกมา นั่นก็คือ คนที่เป็นพลเมืองเข็มแข็ง เอาการเอางาน อย่างเช่น วิลเลี่ยม วอลลัส (William Wallace, 1272-1305) วีรบุรุษชาวสก๊อตแลนด์ เป็นสามัญชนที่ทำการก่อกบฏของชาวสก๊อตแลนด์ต่อสู้กับกองทัพอังกฤษที่เหนือกว่าทุกกระบวนอย่างองอาจกล้าหาญ จนในที่สุดก็ถูกจับได้และถูกประหารชีวิต, มหาตมา คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi, 1869-1948) ผู้นำในการคัดค้านนโยบายเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเอกราชของอินเดีย เสนอหลักการไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ และยึดมั่นในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ด้วยการอดอาหาร, เจน แอ๊ดดัมส์ (Jane Addams, 1860-1935) สตรีผู้ทำงานเพื่อช่วยเหลือคนยากจนจำนวนมากในชิคาโก้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และได้ริเริ่มระบบการศึกษาแบบใหม่ที่เน้นการสาธิต เพื่อเปรียบเทียบและเรียนรู้จากกัน อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดขบวนการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสังคมในระดับชาติ เช่น เรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกับชาย, วิลเลี่ยม แฮริส (William Harris, 1870-1962) คริสตชนชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ของล้านนา ท่านผู้นี้ได้อุทิศตนบริหารและพัฒนาสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คือ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลานานถึง 41 ปี, เฮนรี่ เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau, 1817-1862) นักเขียนอเมริกัน คนรักสันโดษ ผู้ต่อต้านระบบทาส เจ้าของหนังสือ ชื่อ วอลเดน ซึ่งแฝงแนวคิดกบฏต่อสิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างประนีประนอม และการใช้ชีวิตตามธรรมชาติอย่างสมถะ เป็นอาทิ [6]
ขณะที่นักเขียนอย่าง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เห็นว่านักการเมืองที่ดี จะต้องเป็น ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง เช่น เติ้งเสี่ยวผิง ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของจีน ผู้ริเริ่มใช้เศรษฐกิจแบบตลาดภายใต้ระบบสังคมนิยม นับเป็นผู้นำที่สานต่อนโยบายนำจีนให้เปิดกว้าง ปฏิรูป และก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญของโลกยุคใหม่, เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของออสเตรเลีย เขาคือนายกฯ คนแรกที่กล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อชนพื้นเมือง ซึ่งรัฐบาลในอดีตได้ใช้นโยบายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน ตลอดจน บารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของอเมริกา ผู้ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเขาจะนำพาอเมริกาก้าวข้ามความขัดแย้งแบ่งฝ่าย ทั้งทางแนวคิด เชื้อชาติ และพรรคการเมือง [7]
- 5 -
แต่หากกำหนดกรอบชัดเจนขึ้นให้จำกัดเฉพาะแต่คนดีในสังคม “ประชาธิปไตย” [8] แค่นั้น ก็คงจะอธิบายได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับคนดีในแง่ทางการเมือง (ตามทัศนะของผม) คุณจะเป็นใครก็ได้ ขอให้มี ‘ที่มา’ จากประชาชน และทำเพื่อ ‘ผลประโยชน์ส่วนรวม’ จริงๆ ส่วนถ้าเป็นคนดีในทางสังคม (กินปริมณฑลกว้างขวางกว่า) ต้องเป็น คนที่เสียสละและทำเพื่อคนส่วนใหญ่เฉกเช่นเดียวกับคนดีในเพลงของตั๊กแตนนั่นเอง
แน่นอนที่สุด ถ้าใช้คำอธิบายแรกมาจับ หากจะกล่าวว่าคนดียังคงเป็นของสงวนในบริบทการเมืองไทยปัจจุบันก็คงไม่เกินจริงกระมัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดให้มีตำแหน่งที่ปราศจากความเชื่อมโยงกับประชาชนอยู่เต็มไปหมด (รวมถึงในองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ) ขณะที่คนที่มาจากการเลือกตั้งกลับต้องเผชิญหน้ากับกติกาหยุมหยิมสารพัดส่งผลให้ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่มากนัก ยังมิพักเอ่ยถึงปัจจัยจากนอกระบบ (กองทัพ กลุ่มทุน พันธมิตรฯ ฯลฯ) ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขัน ส่งผลให้ประชาชน (ส่วนใหญ่) ต้องมาทีหลังไม่ใช่มาก่อนอย่างที่เคยโฆษณา
ความเลวร้ายประการหนึ่งของการรัฐประหาร 19 กันยา’49 นั่นคือ การทำให้ประชาชนทั่วๆ ไปมีทัศนะแง่ลบต่อ ‘การเมือง’ ทำนองว่า มันเป็นสิ่งชั่วร้ายไม่ควรข้องเกี่ยว / เป็นเรื่องของนักการเมืองเลวๆ คนดีๆ อย่ายุ่ง [9] ทั้งๆ ที่ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แท้ๆ แต่ยอมปล่อยให้คนดีแบบจารีตเข้ามาสัมผัสกับอำนาจนั้นๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน และพยายามผูกขาดเอาไว้ในมือของคนกลุ่มตนแต่เพียงเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับเป็นการบ่อนเซาะทำลายความชอบธรรมของการเมืองแบบเสียงคนส่วนใหญ่จนหมดความหมายลง โดยพยายามแก้ต่างว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนๆ ที่เป็นอยู่มา 6 เดือนนี้
ชวนให้นึกถึงประโยคที่เคยเห็นอยู่บ่อยๆ ตามกำแพงวัดหรือรั้วโรงเรียน ที่ว่า “คนเก่งนั้นมีมากที่หายากคือคนดีอีกครั้ง ซึ่งก็ช่างแตกต่างเหลือเกินจากที่ ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เพิ่งว่าไว้“…หลังวันนั้น (หมายถึงวันนี้) คนเสื้อแดงน่าจะได้ลองวางทักษิณลง เพราะไม่ว่าอย่างไร การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทักษิณก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของประชาธิปไตยอันใหญ่ยิ่ง คนเสื้อแดงได้ทักษิณคืนมาก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หากเราสร้างบ้านแปงเมืองเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสันติ เราจะมีคนเก่งและดีกว่าทักษิณอีกเต็มประเทศ...” [10]
แล้วคนดีในสังคมประชาธิปไตยของท่านล่ะเป็นอย่างไรกัน ???
อ้างอิง
[1] พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512
[2] เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนัคราประชาธิปไตย, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2539).
[3] “นักเพลงรากหญ้า สลา คุณวุฒิ โปรดช่วยกันดูแลคนดี,” D magazine ฉบับแนะนำตัว 24 มิถุนายน 2552, หน้า 85-88.
[4] นักปรัชญาชายขอบ, “อาการโหยหา ‘คนดี’ กับ ‘การปฏิวัติสังคมไทย’,’’ http://www.prachatai.com/journal/2009/05/23943
[5] ธเนศวร์ เจริญเมือง, พลเมืองเข้มแข็ง, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2551).
[6] ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่, (กรุงเทพฯ: Openbooks, 2551).
[7] โปรดดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “แน่ใจหรือว่า "ประชาธิปไตย" แบบ "อภิสิทธิ์" หมายถึง "ประชาธิปไตย" จริงๆ,’’ http://www.prachatai.com/journal/2009/03/20415
[8] สุรพร เสี้ยนสลาย, “วาทกรรมว่าด้วย “นักการเมืองเลว”,’’
[9] ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข, “ใต้เท้าขอรับ: หุ่นเชิดอำมาตย์,” http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25409

วิเคราะห์ข่าว โดย ตริวิกรมเสน ห้องราชดำเนินพันทิป

ที่มา thaifreenews

วิเคราะห์ข่าวโดย ตริวิกรมเสน


ที่มาห้องราชดำิเนินพันทิป
วิเคราะห์ข่าวโดย ตริวิกรมเสน
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8214771/P8214771.html

ขอบคุณช่อง 11 ที่ช่วยไฮไล้ท์ความขัดแย้งกรณีทักษิณ
ที่สุดคือต้องการกำจัดทักษิณด้วยข้อหาล้มล้างสถาบัน


อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าวันนี้คนเสื้อแดงไปยื่นฎีกา
และช่อง 11 ก็ทำเกินหน้าตรงที่ออกรายการให้ร้ายทักษิณแบบเนียน ๆ
ตามประสาสื่อเสี้ยมและด้วยอคติของผู้ดำเนินรายการที่เกลียดชังทักษิณ

วิธีการก็คือ การพูดพยายามพูดประมาณว่าคนเสื้อแดงมีเยอะนะ ตั้ง 42 กลุ่ม
และหนึ่งในจำนวนนั้นคือพวกที่ไม่เอาเจ้า เช่น อ.ใจ จักรภพ และลูกชาวนาไทย เป็นต้น

เทคนิคก็คือ การหยิบยกคำพูดแรง ๆ บางคำของคนเหล่านี้มาอ้าง
เพื่อสื่อเป็นนัยว่า ทักษิณ (ซึ่งจริง ๆ เป็นอีกคนหนึ่ง) คือพวกไม่เอาเจ้าไปด้วย

ทั้ง ๆ ที่มันขัดกับที่ทักษิณในวันนี้ หรือในวันก่อน ๆ
ประมาณว่า มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะตัวผมน่ะจงรักภักดีเสมอมา
และปัญหาของผมคือการถูกใส่ร้ายป้ายสีเรื่องสถาบัน

มันเป็นอะไรที่น่าเจ็บใจต่างหาก ไม่โดนเองก็คงไม่รู้

------------------------
ถ้าใครไม่เคยโดนคดี ไม่เคยต้องหลบลี้ภัย เป็นฟิวจิทีฟ
ไม่เคยตกเป็นคนที่ถูกสื่อกล่าวถึง คงยากที่จะเข้าใจว่า

ตัวเองนั้นโดดเดี่ยวเพียงใด ทุกข์ร้อนใจเพียงใด
ว่าทำอย่างไรคนถึงจะเข้าใจปัญหาหรือเรื่องราวของเรา

ยิ่งแวดวงขยายกว้าง จะให้คนเข้าใจปัญหาของเรายิ่งเป็นเรื่องยาก

แค่มีคนเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเรา ออกรับแทนเรา ถือว่าเป็นพระคุณมากแล้ว
ไม่ต้องมาเข้าใจปัญหาอะไรของเรามากมายก็ได้

สิ่งที่ปรากฏจึงได้แก่ คนพลอยด่าเราไปกับเขา ไม่รู้ว่าเรื่องจริงของเราคืออะไร
คนชงเรื่องให้ร้ายเรา ก็ฉลาดพอที่จะฉากหลบ ปิดทางไม่ให้ถึงตัวเองอยู่แล้ว

และคนที่เชียร์เรา เราเองก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง หรือทำไปเพราะอะไร
เราเองจะไปเที่ยวติดต่ออะไรใครก็ไม่ได้ เพราะมันเยอะไปหมดและไม่รู้ว่าเป็นใคร

ต่อให้คนเหล่านี้รักเราจริง หรือเป็นคนในครอบครัว
ถ้าแสดงออกอะไรมากเกินไปหรือออกมาตอบโต้แทนเราด้วยวิธีการผิด ๆ
จะไปห้ามปรามอะไรก็ยาก เพราะบางทีเขาก็แอบไปทำด้วยอารมณ์ เป็นต้น

-------------------------
ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอรายการล้วงลูกของช่อง 11 วันนี้
จึงเป็นการเอาข้อหาเดิม ๆ มาใส่ไฟให้กับทักษิณอีก ไม่มีอะไรใหม่

และทักษิณเองก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งก็คือทำเท่าที่ทำได้

กล่าวคือ เขาตกเป็นเหยื่อ เขาไม่มีทางไป เขาต้องการความเป็นธรรม
ใครก็ได้ที่รักเขา ช่วยเขา ออกรับแทนเขา เขาถือเป็นพวกด้วย

แต่คนพวกนั้นไม่ใช่เขา และเขาเองก็ทำอะไรพวกแอบอ้างชื่อเขาไม่ได้
เหมือนเขาตกเป็นตัวประกันของคนมีเจตนาแอบแฝงไปโดยปริยาย

---------------------------
ถึงตรงนี้ หากจะไม่พูดถึงคนมีเจตนาแอบแฝงก็ดูจะกระไรอยู่
อันที่จริง ถ้าทำได้ ทักษิณคงไม่ต้องการให้พวกนี้เข้ามาปลอมปนเป็นแน่

เพราะในขณะที่ทักษิณต้องการแค่กลับบ้าน แค่ความเป็นธรรม
และการคุ้มครองจากพวกที่เกลียดชังเขา

ยังมีพวกเกลียดเผด็จการและพวกซ้ายตกขอบ

พวกแรกยังไม่เท่าไหร่ เพราะยังไงปชต.ก็ต้องเดินหน้าต่อไป
มันเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้ ภายในกรอบของกฎหมายและกติกาสังคม

แต่พวกซ้ายตกขอบ พวกไม่ลืมความหลัง พวกที่คิดว่าตัวเองเป็นมาร์กซิส
พอพวกนี้เข้ามาแจม ทักษิณดูจะเสียไปเยอะ ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนี้

เพราะเจตนาและพฤติกรรมของคนพวกนี้ สอดคล้องกับที่ทักษิณโดนใส่ร้ายพอดี
เอวัง

---------------------------
เข้าใจว่าคนฉลาดและจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างทักษิณก็คงรุ้
แต่สถานการณ์มันพาไปมากกว่า

เพราะทักษิณโดยกลั่นแกล้งใส่ไคล้เสียจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ชาติตระกูลของเขาไม่ใช่จะไม่มี
และคุณงามความดีของเขาก็ไม่ใช่จะไม่มีคนมองเห็น

พอมีใครดาหน้ามาออกรับแทนเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำไมเขาจะปฏิเสธล่ะ

แต่ถ้าเราฟังเสียงเขาให้ดี จะเห็นว่า

วันนี้หรือวันก่อน ๆ ทุกสิ่งที่เขาพูดเขาคร่ำครวญมันก็เดิม ๆ
คือการพูดจากหัวใจของคนสิ้นหวังที่ยังมีลมหายใจอยุ่
แล้วจะให้เขายอมแพ้ได้อย่างไร เพราะมันเท่ากับการยอมรับข้อกล่าวหาว่าเป็นจริง

---------------------------
สรุปก็คือ ทางออกของกรณีทักษิณ
หากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องให้ความเป็นธรรมกับเขาสักนิด เรื่องมันก็จบ

เรื่องปชต. ยังไงก็เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อไปไม่รู้จบ
ส่วนใคร ถ้ายังจะบ้าลัทธิสังคมนิยมอะไร จะเอาเจ้าหรือไม่
ก็ให้พวกเขาฝันกันไปเถอะ ไม่ผิดตรงไหนที่จะคิด

หากจะเปรียบ ก็เหมือนกับการพรากฟืนออกจากไฟ
การให้ความเป็นธรรมกับทักษิณสักนิด ก็เหมือนกับการดับไฟที่ฟืน
(ที่ผ่านมา มีแต่ความพยายามในการเติมความร้อนแรงให้กับไฟมากกว่า โทษที)

สำหรับเศษไฟที่เหลือ หากมันจะลุกโชนต่อไป ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะไปพิสูจน์ตัวเอง
แต่ขอบอกว่าในสังคมไทย ยัวไอเดียน่ะ มันไม่เวิร์ค
และป่วยการที่สังคมจะให้ความสนใจ

หนก รัตน์วงศ์สถุลยุเลิกทำบุญพระฎีกาแดง เปลวไทยโพสต์ด่าท้านรกคุ้มเงินมาร์คทุ่มซื้อโฆษณา

ที่มา Thai E-News


สื่อเอี้ยแค้นแน่นอก-กนก รัตน์วงศ์สถุล กับคู่หูเนชั่วธีระ ธัญวงศ์ไพบูลย์ สับแหลกที่พระดร.มหาโชว์นำคณะสงฆ์เดินนำหน้าเสื้อแดงยื่นฎีกาวานนี้ เสียดสีว่ามีพระนำเหมือนแห่ศพ และชี้นำให้คนเลิกทำบุญใส่บาตรพระ ทั้งที่มหาเถรฯชี้ชัดไม่ผิดธรรมวินัยก็ตาม ส่วนเปลว ไถเงิน ด่าพระชนิดไม่กลัวนรกกินหัวคุ้มค่าราคาโฆษณาที่มาร์คจ่ายให้ทุกสลึง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา -The Washington Post และ ไทยโพสต์
แปลและเรียบเรียงโดย - chapter 11 เวบLiberal Thai
18 สิงหาคม 2552



ข่าวเสื้อแดงถวายฎีกาเป็นบทพิสูจน์ระหว่างสื่อมืออาชีพ กับคนมีอาชีพสื่ออีกวาระ ขณะที่สื่อต่างประเทศอย่างวอชิงตันโพสต์นำเสนออย่างรอบด้านครอบคลุม ทั้งเจาะลึกว่างานนี้ไม่ใช่แค่การออกมาช่วยทักษิณ แต่บ่งว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องการแสดงพลังถึงความไม่พอใจต่อการเมืองในประเทศที่ไม่เป็นธรรมด้วย แต่สื่อเลียตีนเผด็จการอย่างคู่หูนรกเนชั่นกนก-ธีระถือโอกาสสับเละพระนำหน้าเดินขบวนถวายฎีกา ทั้งที่มหาเถรสมาคมชี้ชัดไม่ผิดธรรมวินัย ยังยั่วยุให้คนเลิกทำบุญด้วย


กรุงเทพฯ - วอชิงตัน โพสต์รายงานข่าวว่า ผู้สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อื้อฉาว และกำลังอยู่ระหว่างการลี้ภัยในขณะนี้ ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้นำของเขาเมื่อวันจันทร์

การยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ซึ่งฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดรวบรวมขี้น และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ที่เกรงกันว่า จะเกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายสนับสนุนทักษิณจำนวน ๓๐,๐๐๐ คนที่ชุมนุมกันกลางกรุงเทพ แนวร่วม นปช. กล่าวว่ามีรายชื่อที่ร่วมยื่นถวายฎีกาถึง ๖ ล้านชื่อ

การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีนโยบายประชานิยมซึ่งถูกกองทัพทำรัฐประหารปล้นอำนาจในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ด้วยข้ออ้างว่าฉ้อราษฎร์ หลังจากนั้่น ทักษิณได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาไม่ไปปรากฎตัวต่อศาลจากคดีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อที่ดินของอดีตภรรยา ทักษิณได้หลบออกนอกประเทศก่อนการพิจารณาคดี ผลที่ตามมา เขาถูกศาลตัดสินจำคุกสองปี ขณะนี้เขากำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ถูกยึดพาสปอร์ตไทย และทรัพย์สินที่เขาสร้างตัวมาจากธุรกิจโทรคมนาคม ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทำการอายัดทรัพย์

นายฌอน บุญประคอง โฆษกของ นปช. กล่าวว่า "เรารู้สึกได้ถึงการนำกฎหมายมาใช้โดยวิธีเลือกปฎิบัติ ขั้นตอนทางกฎหมายได้พังไปหมดแล้ว"

ทักษิณยังคงมีอิทธิพลต่อการแบ่งขั้วของการเมืองไทยและทางสังคม การต่อสู้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนเขาซึ่งเป็นชาวชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและส่วนใหญ่แล้วยังยากจน ซึ่งได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากนโยบายประชานิยม กับฝ่ายศักดินาที่มีฐานในกรุงเทพฯ

การประกาศของฝ่ายสนันสนุนทักษิณที่ใช้เสื้อแดงเป็นสัญญลักษณ์แสดงความนิยมในตัวเขา ที่จะทำการรวมรวมรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กระตุ้นให้เกิดปฎิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐบาลและข้าราชการต่างๆ

พวกเขาออกแถลงการณ์ว่า การลงรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกานี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และสนับสนุนให้ข้าราชการลงชื่อคัดค้านการยื่นถวายฎีกา พวกเขายังกล่าวหาอีกว่า ผู้ร่วมลงชื่อนั้นถูกหลอก และได้ตั้งโต๊ะตามศาลากลางจังหวัดต่างๆให้ชาวบ้านมาถอนรายชื่อ

คริสต์ เบเกอร์ นักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยไว้หลายเล่มกล่าวว่า "
ผมไม่คิดว่า ปฎิกิริยาเช่นนี้ เพียงเพื่อตัวทักษิณและโอกาสที่จะให้ทักษิณกลับมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงพลังของจำนวนคนเสื้อแดงมากกว่า"


การเคลื่อนไหวของผู้สนับสนุนทักษิณจำนวนมหาศาลนี้ แสดงให้เห็นว่าการแตกแยกซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงเมื่อต้นปีนี้ ยังคงอยู่ ยังไม่ไปไหน และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามของรัฐบาลที่จะทำการสมานฉันท์นั้นยังไม่เพียงพอ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่แล้ว ได้กล่าวว่า เขาจะสร้างความปรองดองให้เกิดขี้นในประเทศ แต่ประเทศยังคงจมปลักอยู่กับการเมืองที่ไม่มีทางออก

คริสต์ เบเกอร์กล่าวว่า “"เรื่องที่น่ารำคาญจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มาจากการที่รัฐบาลยกเลิกความหวังที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ จากความคิดที่ว่า พวกเขาสามารถสร้างระบบการเมืองขี้นมาใหม่ เพื่อให้เหมาะกับพวกเขามากขี้น"

คู่หูนรกเนชั่วเอาอีกแล้วรังควานพระที่ถวายฎีกา

ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศได้รายงานข่าวอย่างรอบด้านลุ่มลึก สื่อที่เต็มไปด้วยอคติของไทยอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว ไถเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้


จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

จ้อนผิดคิวคุมDSIลุยจับต่างชาติกว้านซื้อที่นา ลืมตะครุบมาร์คซุ่มเซ็นสัญญาขายชาติอยู่ทำเนียบ

ที่มา Thai E-News


เรียกต่างกัน-นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้อนรับนายกรัฐมนตรีบาห์เรนที่เสด็จเยือนไทย และมีข้อตกลงคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง หรือให้ชาวนาไทยเป็นลูกไร่ ทำนาทำการเกษตรป้อนให้กับบาห์เรน หากทักษิณทำเรื่องเดียวกันนี้เรียกกันว่า"ขายชาติ"

โดย มร.อินไซเดอร์
ที่มา นิตยสารแนวร่วมRED รายสัปดาห์
18 สิงหาคม 2552

กลายเป็นเรื่องหัวร่อมิได้ ร้องไห้มิออก ได้แต่กลอกตาอีกแล้วครับท่าน ก็เรื่องรัฐบาลหุ่นเชิดจ้องเล่นงานคุณทักษิณ ชินวัตร หาว่าชักชวนแขกซาอุฯมากว้านซื้อที่นา พยายามสร้างเรื่องว่าทักษิณขายชาตินั่นแหละ เอาไปเอามานายกฯมาร์คแอบจับมือทำสัญญาขายชาติกับมหาเศรษฐีน้ำมันบาห์เรนไปซะงั้น...เวรของกรรม!

เรื่องนี้ที่มาที่ไปก็ตอนที่อดีตนายกฯทักษิณได้กลับประเทศไทยหนล่าสุดนั่นแหละครับ ก็มีใจอยากช่วยชาวนา ทำยังไงให้ปลูกข้าวแล้วขายได้ราคา ไม่ปล่อยตามยถากรรม

อาศัยความที่ว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับเศษฐีแขกขายน้ำมัน เลยพามหาเศรษฐีซาอุฯบินมาดูลู่ทางที่สุพรรณบุรี จะได้ทำสัญญารับซื้อข้าวล่วงหน้าให้ได้ขายเกวียนละแพงๆ ผลประโยชน์ตกทั้งสองฝ่าย คือทางชาวนาก็จะได้รู้ว่าปลูกข้าวแล้วจะมีตลาดส่งขายแน่ๆ ราคาก็ตกลงกันไว้ในราคาที่ชาวนาพึงพอใจ ส่วนเศรษฐีแขกซาอุฯก็รับประกันซ่อมฟรีว่ามีข้าวกินแน่ๆ

โอ้โห!เป็นเรื่องยกใหญ่ ทั้งนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ทั้งสื่อสารมวลชนสายโจร ทั้งผู้รักชาติจนตัวสั่นออกมาดิ้นเร่าๆว่าทักษิณทำแบบนี้มันเข้าข่ายขายชาตินี่หว่า

จากนั้นก็ออกข่าวใหญ่โตว่าตาสีตาสายายมาป้าเมี้ยนพากันขายที่นาให้ต่างชาติ หรือพวกเมียฝรั่งกลายเป็นนอมินีให้ฝรั่งอั้งม้อเข้ามากว้านซื้อที่นา ถึงขั้นต้องให้ตำรวจสืบสวนคดีพิเศษ(DSI)ลุยจับชาวนาล้างบาง กะจะกระทบชิ่งเอาให้ทักษิณงอมพระรามไปอีกเรื่อง

คนรับบทนี้ไม่มีใครถนัดไปเกิน”เสี่ยจ้อน”อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มือตามล่าทักษิณทั่วมุมโลก(แต่แห้วทุกที่เหมือนกัน...ฮา!)

ล่าสุดเสี่ยจ้อนข้ามกระทรวงมาสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสมาคมชาวนาไทยให้ลุยถั่วเรื่องนี้ โดยเพิ่งจัดประชุมกันไปเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมานี้ อ้างว่า หลังจากมีกระแสข่าวว่ามีชาวต่างชาติเข้ามากว้านซื้อและเช่าพื้นที่ทำนา ซึ่งถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฏหมายการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าวปี 2542 ที่กำหนดการทำนา เป็นอาชีพสงวน ให้สำหรับคนไทย โดยชาวต่างชาติไม่มีสิทธิที่จะเข้าทำนา

อย่างไรก็ตามในรายละเอียด เข้าตรวจสอบโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ต้องตรวจสอบงบดุลของนิติบุคคล จำนวน 5 แสนราย ซึ่งได้จัดแบ่งหมวดหมู่และกลั่นกรองการจดทะเบียนในลักษณะเช่าและซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ที่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่จำนวน 3 หมื่นราย และได้ดำเนินการคัดกรองเหลือ 300 ราย และได้ตรวจสอบแล้ว 200 ราย เหลือเพียงอีก 100 รายกำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่พบว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฏหมายต่างด้าว

รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ ดีเอสไอ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมชาวนาไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมที่ดินจะเริ่มเข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในเชิงลึก ซึ่งจะลงพื้นที่ตรวจสอบในภาคกลางและภาคเหนือตอนบนตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. เป็นต้นไป แต่ขณะนี้ยังไม่ถือว่าทุกจังหวัดเข้าข่ายกระทำผิดกฏหมาย เพียงแต่รับทราบข้อมูลในลักษณะเป็นการบอกเล่า แต่เมื่อดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบ และมีพฤติกรรมดังกล่าวจริง ก็จะโอนคดีเป็นคดีพิเศษ ซึ่งจะมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษลงตรวจสอบพื้นที่ คาดว่าจะตรวจสอบเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อโอนเป็นคดีพิเศษ ทางดีเอสไอจะลงตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากตรวจพบพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฏหมายไม่ว่าจะเป็นต่างด้าว หรือคนไทยรับเป็นนายหน้า ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 1แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท

ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าปฎิบัติงานเพื่อให้เกิดความกระจ่างด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ทั้งภาคกลางและภาคเหนือ ตามคำบอกเล่าจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน หากเห็นว่ามีมูลความจริง ก็จะดึงเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ น่าจะมีความชัดเจนบางส่วน แต่ยอมรับว่า จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวนา เพื่อให้ได้ข้อมูลมาวิเคราะห์ พฤติกรรมชาวต่างชาติ

ส่วนนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ทางกลุ่มได้รับการบอกเล่าว่ามีพฤติกรรม ชาวต่างชาติเข้ามากว้านซื้อ หรือเช่าที่ดินทำนาซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และพร้อมที่จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะหากไม่มีแนวทางการป้องกัน การทำนาในอนาคตจะเป็นของชาวต่างชาติหมดประเทศแน่นอน

เรื่องมันตลกบริโภคก็ตรงที่ว่าในวันเดียวกันนั้นเอง นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการหารือทวิภาคี ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับเชค คอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน

ผลการหารือนั้น ไทยและบาห์เรนตกลงที่จะเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความร่วมมือ เพื่อสร้างมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน พร้อมกับข้อตกลงที่จะให้มีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทย (TDC) หรือคลังสินค้าเกษตรที่บาห์เรน เพื่อสนองความต้องการของบาห์เรน ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เช่น ข้าว สินค้าเกษตร อาหารฮาลาล

นอกจากนี้ บาห์เรนมีความต้องการที่จะสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากไทยหลายรายการ โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ขณะที่ไทยเองมีความต้องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

ทั้งนี้ บาห์เรนได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเกษตร เช่น เรื่องข้าว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไทยไม่ขัดข้อง แต่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย ซึ่งความร่วมมือน่าจะเป็นลักษณะ การทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง หรือการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร

นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในบาห์เรนนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าไทยจะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยพิจารณาสินค้าที่บาห์เรนมีความต้องการและไทยมีรายการสินค้าใดตอบสนองได้ จากนั้นจึงค่อยมีพิจารณารูปแบบการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันบาห์เรนมีความต้องการสั่งซื้อสินค้าจากไทยหลายรายการ ทั้งอาหาร กุ้ง ไก่ สินค้าเกษตร และวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ โดยล่าสุดบาห์เรนมีความต้องการที่จะสั่งซื้อบ้านต้นทุนต่ำและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น แอร์ เครื่องทำน้ำร้อนและเฟอร์นิเจอร์ จากไทยเป็นจำนวน 2 หมื่นยูนิต ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าไทยจะหารือกับภาคเอกชนเพื่อรับออเดอร์เหล่านี้ไป ซึ่งการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทย-บาห์เรนได้หลายเท่าจากปัจจุบันไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อันว่า”คอนแทร็คฟาร์มมิ่ง”นี้ฟังแล้วอาจดูดี คือเป็นประโยชน์ของ2ฝ่าย คือฝ่ายนายทุนก็มีผลิตผลมาเข้าเล้าเข้าฉางแน่นอน ฝ่ายเกษตรกรก็มีตลาดนอนแน่ และราคาก็กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ แต่ในภาคปฏิบัติจริงร้อยทั้งร้อยชาวนาเสียเปรียบพ่อค้าครับ ยิ่งหากได้รัฐบาลที่เป็นเทวดาเทพประทาน ไม่รู้เรื่องการเกษตร หรือการค้าอย่างนี้ คิดฉวยทุกอย่างไม่ว่าสลึงหรือบาท ขนาดชื่อโครงการชุมชนพอเพียง ยังโกงซะหน้าด้านๆ

ว่าแต่พวกที่เคยออกมาต่อต้านว่าทักษิณพาแขกซาอุฯมากว้านซื้อที่นาเป็นการขายชาติทั้งหลายแหล่ ทั้งนักการเมือง ทั้งสื่อ ทั้งผู้ดีตีนบางทั้งหลาย รวมทั้งท่าน"เมธเฟอรารี่" ไม่ทราบว่าตอนนี้อมอะไรอยู่ ตอนทักษิณแค่พาซาอุมาดูงาน ทำไมดิ้นเร่าๆจะเอาเป็นเอาตาย นี่มาร์คมีข้อตกลงเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว กลับเฉย

ส่วนเสี่ยจ้อนไหนๆก็ลงทุนแอ็คชั่นขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาตรวจสอบ หรือตามไล่จับตาสีตาสายายมาป้าเมี้ยนว่าแกขายที่ขายชาติหรอกครับ จับเลยนายกฯมาร์คที่ทำเนียบนี่แหละทำคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง ทำสัญญาทาสกับมหาเศรษฐีบาห์เรนไปแล้ว

ไหนๆก็ได้แอ็คอาร์ตขนาดนี้แล้ว เสี่ยจ้อนอย่าถอยนะ

ถอยนี่เสียหมาไม่รู้ด้วย

Monday, August 17, 2009

เส้นยาแดงผ่าแปด

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

ลุ้นระทึกกับเหตุการณ์บ้านเมืองวันนี้ จะออกหัวออกก้อยอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นการถวายฎีกาของ

คนเสื้อแดง ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับการคัดค้านการถวายฎีกาและมีมือที่สามเข้ามาจุดชนวนการเมืองกันใหม่อีกรอบ

นอกเหนือจากลับ ลวง พราง

จะเปิดเกมชิงอำนาจทางการเมืองรอบใหม่อย่างไรก็ว่ากันไป จะเป็นไก่ในเข่ง จิกตีกันให้ฝุ่นตลบบ้านเมือง ก็สุดที่จะห้าม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ โดยเฉพาะความแตกแยก ทำให้เกิดการเมืองภาคบังคับ ขาดความสมานฉันท์อย่างถาวร

แบ่งประชาชนเป็นสองประเทศการที่มีข้าราชการระดับสูงของแต่ละกระทรวง มาลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกาก็ดี การที่ชักนำให้ประชาชนเกิดสองความคิดที่เป็นคนละขั้วระหว่างถวายฎีกากับไม่ถวายฎีกาก็ดีการที่ต้องเอากองทัพ เอาสถาบัน เอาประชาชน เอาภาครัฐ

และภาคเอกชน เอาทุกอย่าง มาเดิมพันกับวิกฤติการเมือง ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้

เดิมพันค่อนข้างสูงไปหน่อย

เพราะความหมายของการถวายฎีกานั้นมีผลเกี่ยวโยงถึงสถาบันเบื้องสูง เมื่อนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นความขัดแย้งของคนในชาติสมควรหรือไม่สมควร

ทุกฝ่ายต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

ใช่ว่าการถวายฎีกาจะเป็นความผิด แต่ไฟการเมืองที่จะจุดขึ้นมารอบนี้ ไม่ใช่ไฟลามทุ่ง เกรงว่าจะเป็นไฟบรรลัยกัลป์เผาบ้าน เผาเมือง เมื่อถึงจุดสุดท้ายของมนุษย์เมื่อไม่มีทางออก ก็ย่อมต้องระเบิดออกมา

แม้หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

วันนี้ผมจึงอยากให้ทุกฝ่ายคิดให้ดี ไม่อยากให้ฝ่ายใดตกเป็นเหยื่อ และก็ไม่อยากเห็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกชี้หน้าว่า ดึงฟ้าต่ำ เช่นกัน

เพียงแต่ว่า หันหน้าเข้าหากันในฐานะคนไทยด้วยกัน พูดภาษาเดียวกันมี ในหลวง องค์เดียวกัน แล้วทำลายกำแพงแห่งความไม่เท่าเทียมและเสมอภาคทิ้งไปให้หมด

ไม่มีเด็กเส้น

วันนี้จะถือว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย ก็ว่าได้ จะใช้อำนาจจากประชาชนส่วนใหญ่ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเราปกครองด้วยเสียงส่วนน้อย

ประชาชนเสียงส่วนใหญ่รูดซิปปากกันหมด ด้วยเพราะห่วงตัวเองมากกว่าห่วงบ้านเมือง ดังนั้น บ้านเมืองของเรานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จึงต้องขึ้นอยู่กับ ยถากรรม กันแล้ว.

ชนวนพร้อมซะด้วย!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26822

ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองที่อบอวลไปด้วยข่าวลือ

ในอารมณ์ที่รีบชิงดักคอตีกัน ล่าสุดนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ หน่วยตีปี๊บของฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย เปิดเกมจุดพลุโหมกระแส ระหว่างประชุมสภาฯวันที่ 14 สิงหาคม ส.ส.จับกลุ่มคุยกันรอบห้องประชุมถึงข่าวลือกันให้แซด

กองทัพจะปฏิวัติรัฐประหาร ด้วยชนวนที่มวลชนเสื้อแดงปะทะกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน


เร้าต่อมตื่นตูม ขอให้สื่อมวลชนรีบเสนอข่าวนี้ก่อนทหารจะปฏิวัติ

ว่าแล้วก็ส่งซิกเป็นนัย จี้ให้รัฐบาลพิจารณาให้ดีว่า ถ้าแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาดีกว่าปล่อยให้ ทหารปฏิวัติ รัฐบาลต้องคิดถึงบ้านเมืองด้วย นักการเมืองไม่เป็นอะไร สลับกันเข้ามามีอำนาจ แต่หากเกิดการปฏิวัติ ชาวบ้านจะเดือดร้อน

ตามสไตล์ฝ่ายค้าน พูดเอามันเข้าว่า

แต่โดยสัญญาณเข้มๆ อย่างเป็นทางการ พ.อ.ธนาธิป แสงสว่าง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงปฏิเสธกระแสข่าวลือที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซุ่มบินเงียบไปคุยกับ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กบราเธอร์" ขุมอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงิน ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 13-14 สิงหาคม ที่ผ่านมา

นัยว่าโยงกับแผนล้มกระดาน

ทหารย้ำเสียงเข้ม นายเนวินไม่ได้เดินทางไปพบ รมว.กลาโหม หรือ ผบ.เหล่าทัพ เพราะมีภารกิจทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจดเย็น จึงไม่มีเวลาที่ปลีกตัวไปพบหรือพูดคุยกับใครได้

รวมทั้งไม่ได้มีการซุ่มทำโผโยกย้ายนายทหาร ตามที่มีข่าวแต่อย่างใด

โดยแบบแผนของกองทัพ ไม่รับมุกกับข่าวลือที่ลากโยงไปถึงการปฏิวัติ

บอกปัดกันตามโปรแกรม

แต่ก็อีกนั่นแหละ โดยธรรมชาติกระแสรัฐประหารที่ไม่มีใครบอกล่วงหน้า แม้แต่คนทำเองยังรู้ก่อนลงมือแค่ไม่กี่ชั่วโมง

ข่าวลือพลิกเป็นจริงได้ตลอดเวลา

มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ลงล็อก พอดีกับจังหวะและโอกาส


ทั้งหมดทั้งปวง มันก็อย่างที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม คนดัง ออกมาปล่อยมุกตามน้ำ

เมืองไทยแปลก ข่าวลือมักจะเป็นจริงเสมอ


แต่โดยการนี้ มันสำคัญที่เหตุผลแนบท้ายกับรายการ "เขี่ยไฟ" ราดน้ำมัน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ดับเครื่องชน อัดแหลกนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังปฏิบัติ 2 มาตรฐาน กรณีบีบให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ลาไปปฏิบัติราชการที่ภาคใต้ แล้วตั้งรักษาการ ผบ.ตร.แทน

ทำให้ระบบราชการพังพินาศย่อยยับ เสื่อมเสียเกียรติยศมาก

เพราะการตั้งรักษาการ ตั้งเฉพาะไปต่างประเทศ หรือนายกฯเข้าใจผิดว่า ภาคใต้ไม่ใช่ดินแดนประเทศไทย ถึงตั้งรักษาการ และเวลานายกฯอภิสิทธิ์ไปจังหวัดบุรีรัมย์หรือเชียงใหม่ ไม่เห็นตั้งรักษาการ ถ้ามีการฟ้องร้องนายกฯผิดแน่

ย้อนคอหอยแล้วยังจี้จุดแทงใจดำ


พล.ร.อ.บรรณวิทย์ฟันธงเปรี้ยงเลยว่า เหตุบีบ ผบ.ตร.ลงไปปฏิบัติภารกิจภาคใต้ หรือการปล่อยให้เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงต่อสู้เรื่องการถวายฎีกา เป็นเกมเบี่ยงประเด็นให้สังคมหลงกระแส

เพราะผลงานตัวเองไม่มี ขณะที่โครงการชุมชนพอเพียงก็ลือว่าทุจริตมาก

ขมวดปมรวบคำตอบสุดท้าย

มุมหนึ่งก็ตรงกับนายสุรพงษ์ หน่วยตีปี๊บพรรคเพื่อไทย ที่ตอกลิ่ม ยั่วทหาร ถ้าคิดว่าการเมืองไปก้าวก่ายจนอดทนไม่ได้ จะทำก็สุดแล้วแต่ เพราะขณะนี้การเมืองเข้าไปก้าวก่าย วุ่นวายมากกับตำรวจ ทหาร จนข้าราชการประจำทนไม่ไหว อาจมีปฏิวัติอีกรอบ

อีกมุมหนึ่งก็เห็นๆ กัน กับอาการหมดมุก โบ้ยกันทื่อๆ


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงออกตัวคิวทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ขณะนี้พบว่ามีกระบวนการพยายามโยงการกระทำความผิด ระหว่างผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ในระดับล่าง ให้เสมือนว่า เป็นการรับรู้และเห็นชอบจากผู้กำกับนโยบายในระดับการเมือง โดยพบหลักฐานชัดเจนว่า มีกระบวนการหากินกับเงินหลวง ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลในอดีต โยงกับฝ่ายค้านในขณะนี้

มีการสร้างหลักฐานเท็จ แอบอ้างเกี่ยวโยงถึงนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ

แทรกแซงกองทัพ ล้วงลูกตำรวจ อุ้มทุจริต

หัวเชื้อไวไฟ พร้อมจุดชนวนปฏิวัติ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สำหรับพวกรู้ทันแกนนำ..มาเข้ามา..

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

กระทู้ที่มา http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=828022

คุณ Bor-Gor ครับ ผมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ชวลิต ยงใจยุทธ ชุมนุมครั้งแรกที่ ลานพระรูปวันที่ 7 เมษายน 35 หรืออะไรประมาณนี้แหละ และคืนวันที 18 พฤษภาคม ผมก็อยู่ และเดินไปที่สะพานผ่านฟ้า ตอนตีสี่ และวิ่งหลบลูกปืน

และผมก็ทันเคาะขวดพสาสติก สู้กับเสียงปืนด้วย

พฤษภาทมิฬ หากมองแบบ ตื้นๆ ก็ต้องคิดว่า ชวลิต กับจำลองหลอกคนไปนั่นแหละ ซึ่งเป็นการมองอะไรในมิติเดียว มองมิติของเกมอย่างเดียว

ปัญหานี้ "มีน้องที่เรียนปริญาโท" รุ่นเดียวกับผมขณะนั้นโทรมาคุยกับผม ก่อนพฤษภาทมิฬว่า "พวกเราโดนชวลิต กับจำลองหลอกใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่า"

ผมตอบเขาว่า "จุดมุ่งหมายของประชาชนอย่างผมในขณะนั้นคือ การชับไล่สุจินดา คราประยูร และกลุ่ม รสช.ออกไป" ประชาชนทั่วไปอย่างพวกผมไม่มีทางที่จะมีพลังไปรวมตัวกันข้บไล่ได้ มันต้องมีแกนนำ

แกนนำเขาอาจมีความต้องการส่วนตัว เช่น บางคนอยากเป็นนายกฯ บางคนอยากเป็นใหญ่ แต่ จุดมุ่งหมายเดียวกันกับคนที่ไปคือ "ไล่สุจินดา"

เมื่อไล่สุจินดาได้แ้ล้ว เหมือนทำสงครามชนะแล้ว ผมไม่ใช่คนใจแคบ ที่จะไม่ให้ความดีความชอบแก่แกนนำเลย ในสงครามมันต้องมีคนได้รับรางวัลอยู่แล้ว และพวกเขาจะได้ประโยชน์ ไปเป็นนายกฯ หรืออะไร ผมก็ไม่แคร์ด้วย เพราะจุดมุ่งหมายของผมคือ "ไล่สุจินดา" และบรรลุผลแล้ว

จะว่าผมหรือประชาชนที่ไปร่วมไล่สุจินดาโดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือก็ได้ หรือ อาจคิดกลับกันว่า "ประชาชนใช้ จำลองกับชวลิต" เป็นเครืองมือก็ได้

แต่ที่แน่ๆ คือ " พวกเราร่วมมือกันไล่สุจินดา"

อย่าคิดอะไรแบบชั้นเดียวครับ ไม่มีจำลองกล้าชนสุจินดา วันนั้นก็ไม่ชนะสุจินดาได้ จำลองวันนั้น กับวันนี้ ย่อมมีเป้าหมายต่อประชาชนต่างกัน

และผมก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจำลองมีอุดมการณ์อะไรมากมายด้วย แต่วันนั้น เขาเห็นทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเมือง จึงมาร่วมกับประชาชนไล่สุจินดา ประชาชนที่ไม่ใช่สันติอโศก ก็ได้ประโยชน์ที่จะไล่สุจินดา มันจึงเป็นพันธมิตรกันได้่

วันนี้จำลองอาจเห็นประโยชน์เหมือนเดิม ที่ว่ามีคนอยากไล่ทักษิณ เขาก็เลยเข้ามาร่วม บังเอิญผลมันไม่เหมือนกับสุจินดา เพราะทักษิณไม่ได้มาจากรัฐประหาร มีประชาชนสนับสนุน จำลองกับ พธม. อาจสมประโยชน์กัน

แต่กับเสื้อแดงเขาเป็นศัตรู มิตรในวันนั้น ก็อาจเป็นศัตรูในวันนี้ได้

ไม่มีใครหลอกใคร แต่เขาร่วมมือกันในสถานการณ์ขณะนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

เรื่องสามเกลอก็ไม่ต่างกันจากที่ผมว่ามานี้ ประชาชนจำนวนมาก เขาอยากรวมตัวกันสู้เืพื่อประชาธิปไตย สามเกลออาจมีวัตถุประสงค์ส่วนตัวอย่างอื่นด้วย แต่วันนี้เรายังร่วมมือกันได้ เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็น โทษต่อเสื้อแดง

ดังนั้น ผมจึงร่วมมือกับเขา มันไม่จำเป็นต้องไปคิดว่า "ใครหลอกใคร"

คิดแบบนั้นมันอ่อนเยาว์เกินไปครับ

หากวันนั้น มีคนคิดว่า "อย่าไปร่วมมือกับจำลองมันอยากเป็นใหญ่" แล้วคิดเล็กคิดน้อย แบบ จขกท. ผมว่าวันนั้น สุจินดาชนะและครองอำนาจสืบมานานแน่นอน

การทำสงคราม มันมีมิติที่ใหญ่กว่านั้นเยอะ ไมมีอะไรที่แคบแบบนั้น

มัวแต่เป็น "พวกรู้ทันแกนนำ" แบบพวกรู้ทันทักษิณ ก็ไม่ต้องไปไหนกัน คนโน้นก็ไม่บริสุทธิ์ มี Agenda ส่วนตัว คนนี้ก็ไม่จริงใจ

สรุปตีกันตายก่อนไปออกรบ

แค่ถามทุกคนว่า วันนี้จะไปรบด้วยกันหรือเปล่า ก็พอแล้ว หากไปรบด้วยกัน ก็ออกไปเลย พรุ่งนี้จะไปรบด้วยหรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่ารู้่ทันมากนักเลยครับ ดูเป้าหมายดูยุทธศาสตร์ เรื่องคนนั้น เพลาๆ ลงบ้าง

คิดจะทำศึกใหญ่ อย่าใจแคบ ยุทธศาสตร์สามเกลอ ไม่มีอะไรที่ทำให้เสื้อแดงเสียหายมากมายนัก นอกจากล่ารายชื่อเหนื่อย ก็แค่นั้น

แต่วันนี้มีผลได้แล้วคือ เครือข่ายเสื่อแดงที่ใหญ่โต และการมีส่วนร่วมของประชาชนหลายล้าน

คิดการใหญ่ ต้องมองข้ามหัวคนอื่นไปบ้าง มองไปที่เป้าหมายข้างหน้า การรบในสงครามใหญ่ ไม่เคยมีการรบครั้งเดียว มันมีสงครามย่อยมากมาย

อย่าฉลาดแต่คอยจับผิดคนอื่่น

คุณ pookim ผมคิดว่า พฤษภาทมิฬ ผมอยู่ใกล้เหตุการณ์มากกว่าคุณจักรภพ และเข้าใจประชาชนที่เข้าไปต่อต้านมากกว่า เพราะผมนอนที่สนามหลวง หลายคืน นอนที่หน้าร้านอาหารแดงกลางถนนราชดำเนินสองคืน ไม่ใช่อยู่ตรงส่วนที่เขาประสานงานเพื่อแก้เกมต่างๆ ซึ่งจะทำให้เรามองทุกอย่างตรงนั้นเป็๋นเกม แต่เราไม่เข้าใจมวลชน ว่าเขาต้องการอะไร เขาถึงออกมาร่วมมือกับแกนนำ จำนวนมากขนาดนั้น

ที่จริงมวลชนพฤษภาทมิฬ ส่วนที่ "ศรัทธาจำลอง" อย่างเดียวมีกลุ่มหนึ่งประมาณ 50,000 คนเท่านั้น แต่มวลชนที่เหลือ ม็อบมือถือ คนชั้นกลางต่างๆ ไม่ได้ศรัทธาจำลอง แต่เขาต้องการไล่สุจืนดา

จิตวิทยาร่วมในขณะนั้นคือ ปี 2535 เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเจริญเติบโตค่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และกำลังอยู่ใน "ยุครุ่งเรือง" ตลาดหุ้นกำลังโตขเกิน 1200 จุด เคยขึ้นไปถึง 1,800 จุดด้วยซ้ำ ฟองสบู่กำลังพอง ไม่ใช่กำลังจะแตก ตอนนั้นประเทศไทยกำลังกระตือรือล้นที่จะเป็นประเทศ NICs หรือ Newly industrial country ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือเสือตัวที่ 5 อยู่ๆ ก็ฟ้าผ่าเปรี้ยง สุจินดามาทำรัฐประหาร ท่่ามกลางกระแสกลัวเศรษฐกิจจะดิ่งลงเหว ส่งออกไม่ได้ ของคนชั้นกลางและคนทุกชั้น ประชาชนทั่วประเทศจึงเป็นศัตรูกับสุจินดาทันที และสุจินดา ก็เสียสัตย์จะว่าจะไม่เป็นนายกฯ ทีนี้ชวลิตก็ออกมาขับไล่ เพราะชวลิตอุส่าห์สละตำแหน่งลาออกให้สุจินดา เพื่อมาเล่นการเมือง

จำลองเข้ามาร่วมทีหลังชวลิต แต่ใจเด็ดกว่า ดันเกมไปอยู่ในจุดที่อันตรายกว่า จึงนำมวลชนได้อย่างรวดเร็ว คนอยากออกไปตีไปขับไล่สุจินดากันอยู่แ้ล้ว ไม่ใช่ว่า จำลองปราศรัยเก่ง หลอกคนไปได้หรอกครับ

ก็เหมือนเสื้อแดงวันนี้ เราอยากออกไปขับไล่อำมาตย์กันอยู่แล้ว ไม่ใช่สามเกลอเก่งอะไรหรอกครับ แต่สามเกลอเป็นแกนนำที่ "ออกไปกระโดนโลดเต้นกลางสนาม" ได้มากกว่าคนอื่น

หากสามเกลอ ไปผิดแนว มวลชนก็ไม่เอาเหมือนกัน สามเกลอฮั้วอำมาตย์ มันก็มีกลุ่มอื่นขึ้นมานำแทน คนก็ทิ้งสามเกลอไป ก็เหมือนเนวิน ที่คิดว่าไปร่วมมือกับอำมาตย์ จะชักจูงเสื้อแดงที่ตัวเองเคยทำได้ เนวินก็ทำอะไรได้ไม่มาก ทำให้เสื้อแดงโตเยอะกว่าเิดิมอีก

ไม่ใช่พวกรู้ทันบ้าบอว่าจะพามวลชนไปผิดทางหรอกครับ

มวลชนเขามี "เป้าประสงค์ที่ชัดเจนแล้ว" คือ ขับไล่อำมาตย์ออกไปจากการเมือง ใครหลุดเป้าหมายจากนี้ มวลชนเขาก็ละทิ้งไป

สมศักดิ์ เจียมฯ:สรุปแล้วเกมฎีกาคือmessageถึงในหลวงว่า"ท่านครับ ช่วยผมหน่อยครับ ผมเดือดร้อน ประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนผมอยู่ เขาก็เดือดร้อนด้วยฯลฯ..

ที่มา Thai E-News



ฎีกาสีแดง-ผู้แทนของประชาชนเสื้อแดงที่สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นำรายชื่อประชาชนจำนวน 3,529,477 รายชื่อ และรายชื่อพระภิกษุสงฆ์ 3,429 รูปถวายฎีกาต่อสำนักพระราชวังช่วงบ่ายวันนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
17 สิงหาคม 2552
*ชมถ่ายทอดสดฎีกาดับทุกข์แผ่นดิน คลิ้กที่นี่ หรือ คลิ้กที่นี่

ก่อนการยื่นถวายฎีกาช่วง13.00 น.วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาเวทีสนามหลวงเมื่อก่อนเที่ยง ยืนยันว่าเขาขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง และตอบโต้ข่อกล่าวหาไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า"

ผมขอปฏิญาณต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศ และต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่า ข้าพเจ้าและครอบครัวจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์จักรีอย่างหาที่สุดมิได้ไปชั่วชีวิต"


ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ตั้งกระทู้ในเวบบอร์ดประชาไทว่า สรุปแล้วเรื่องนี้คือ : "ท่านครับ ช่วยผมหน่อยครับ ผมเดือดร้อน ประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนผมอยู่ เขาก็เดือดร้อนด้วย ถ้าท่านไม่ช่วย บ้านเมืองก็ไม่มีความสงบ ..."


[ขออภัย ข้างต้นที่เป็นชื่อกระทู้ เขียนให้เป็นภาษาชาวบ้านมากขึ้น หากจะเขียนด้วยราชาศัพท์ จะได้ทำนองนี้
"ขอเดชะใต้ฝ่าละองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ขอพระมหากรุณาธิคุณช่วยเหลือข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้ามีความเดือดร้อน ราษฎรจำนวนมากที่ยังสนับสนุนข้าพระพุทธเจ้า ก็เดือดร้อนตามไปด้วย หากใต้ฝ่าลองธุลีพระบาท ไม่ทรงพระกรุณาในครั้งนี้ บ้านเมืองก็คงหาความสงบได้ไม่ ....
"]

หลังจากฟังโฟนอินเมื่อคืน และฟัง(กำลังฟัง)การ "เกริ่นนำ" ของ "3 เกลอ" บนเวที ว่าโฟนอินวันนี้จะมีอะไรบ้าง ("จะเป็นการพูดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของทักษิณ" ตามด้วย ทักษิณนำเพลงสดุดีมหาราชา สดุดีมหาราชินี)

ผมสรุปได้ว่า การรณรงค์ถวายฎีกาในครั้งนี้ มีเนื้อแท้ดังที่สรุปนี้เท่านั้นเอง ที่เหลือนอกนั้น เป็นโวหาร หรือ rhetoric แทบทั้งสิ้น เรื่อง "กฎหมาย" ต่างๆ ที่โต้ออกไป (ฎีกาประเภทใด, เข้ากับ วิอาญา หมวด 7 หรือไม่, เข้ากับระเบียบการถวายฎีการ้องทุกข์หรือไม่ ฯลฯ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลักการเรื่องประชาธิปไตย ฯลฯ ที่ความจริง ก็พูดน้อยลงในช่วงรณรงค์นี้)

ความจริง ก็ไมใช่ประเด็นของฝ่ายคุณทักษิณ เพราะไม่ได้คิดไว้ก่อนในเรื่องเหล่านี้เลย จนเมื่อถูกชี้ให้เห็น / ตอบโต้ โดยผู้วิจารณ์หรือฝ่ายตรงข้าม จึงพยายามหาโวหารต่างๆมาตอบโต้ ประเด็นจริงๆที่อยู่"เบื้องหลัง" หรือเนื้อแท้ของวิธีคิดของการรณรงค์ครั้งนี้ของ "ทักษิณ-3 เกลอ" ดังที่สรุปไว้ข้างบน คือ ต้องการ (ถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่) "ส่ง message ถึงในหลวง ขอให้ช่วย"

ปล. ผมสรุป เพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่เรียกกันว่า "เกมฎีกา" จริงๆคืออะไร ผมไม่ได้บอกว่า ทักษิณไม่มีความชอบธรรมที่พยายามให้ตัวเองหลุดจากการถูกเล่นงาน(คดีรัชดา คตส.ยึดทรัพย์ และคดีอื่นๆ) หรือในฐานะที่เป็นนายกฯที่ประชาชนได้เลือกตั้งแท้จริงคนสุดท้าย และถูกรัฐประหาร การพยายามของทักษิณไมได้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยในแง่ของสิทธิเลือกตั้งผู้นำของตนเองของประชาชน)


มองในแง่นี้ การรณรงค์ครั้งนี้ ก็ เหมือนกับ หรือเป็นการต่อเนื่องกับ การ "กราบแผ่นดิน" ของทักษิณ ทีท่าอากาศยาน วันเดินทางกลับประเทศในต้นปี 2551 หรือ การให้สัมภาษณ์นักข่าวญี่ปุ่น (ก่อนเหตุการณ์เดือนเมษายน) ไม่นาน ทีว่า เขาได้ส่ง "จดหมายขออภัยโทษ" ไปยังในหลวงแล้วถึง 3 ครั้ง (ภายหลังปฏิเสธว่า เป็นเพียงจดหมายกราบบังคมทูลธรรมดา) เพียงแต่ครั้งนี้ แทนทีทักษิณจะ "กราบแผ่นดิน" คนเดียว หรือ บอกผ่าน นสพ.ญี่ปุ่นด้วยตัวเองคนเดียว

ครั้งนี้ ก็ใช้การระดมคนหลายล้าน มาช่วยในการ "ส่ง message" ทีว่านี้ แต่เนื้อแท้แล้วก็เหมือนกัน คือการ "ส่ง message ถึงในหลวง" นั่นเอง

Sunday, August 16, 2009

จตุพรไม่สนบิ๊กจิ๋ว ฏีกาแน่ แฉมีคนจ้องป่วน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26742
"จตุพร"ยัน"บิ๊กจิ๋ว"ไม่เล่นด้วยไม่กระทบยื่นฎีกา แฉเสื้อน้ำเงินจ้างคนมาป่วนหัวละ 1,000 บาท พร้อมนัดรวมพล 6 โมงเช้า ย้ำไม่ปราศรัย เปิดทาง"ทักษิณ"โฟนอินก่อนและหลังขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดง

นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.)กล่าวถึงการเตรียมการถวายฎีกาในวันที่ 17 ส.ค ว่า ได้นัดหมายคนเสื้อแดงไปพบกันที่ท้องสนามหลวงก่อนเวลา 06.00 น.เพื่อเตรียมพร้อมในส่วนของขั้นตอนต่างๆ โดยยืนยันว่า จะไม่มีการรปราศรัยทางการเมือง และทุกอย่างจะจบก่อนเวลา 14.00 น. ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้าสู่การชุมนุมในเวลา 10.00 น. และอาจจะมีการโฟนอินเข้ามาอีกครั้งภายหลังจากการยื่นถวายฎีกาเสร็จสิ้น เพื่อที่จะขอบคุณ ส่วนบุคคลที่จะเป็นเป็นผู้นำในการถวายนั้น ล่าสุดเท่าที่ได้มีการาหรือกันในระดับแกนนำนปช.เห็นว่า ควรจะเป็นเรื่องของประชาชนด้วยมากกว่าที่จะไปให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้นำขบวน ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาปฎิเสธ จะไม่กระทบ หรือเป็นปัญหาในการถวายฎีกาวันพรุ่งนี้ เพราะเข้าใจว่าตัวของ พล.อ.ชวลิต ก็มีบทบาทของตนเองอยู่ ดังนั้นพิธีการถวายฎีกาในวัน17 ส.ค.นี้จึงเป็นขั้นตอนตามปกติ

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ล่าสุดกลุ่มเสื้อแดงได้รับข้อมูลว่าอาจจะมีการป่วนการชุมนุมของคนเสื้อแดงในระหว่างการถวายฎีกา ด้วยการจ้างคนมาถึงหัวละ 1,000 บาท ให้ป่วนการชุมนุมของคนเสื้อแดง ขอเตือนไปยังหัวหน้าของกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน และรัฐบาล หากยังกระทำกับคนเสื้อแดงเช่นนี้อีก จะไม่เลิกลาเหมือนกัน เพราะถึงขั้นที่มีการจ้างคนมาป่วนกับประชาชนที่มาร้องทุกข์ถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเลวร้ายมาก ได้เตรียมการจับตาดูและสืบสวนหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังของคนที่เข้ามาสร้างสถานการณ์ให้ได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า คนเสื้อแดงจะไม่ไปเคลื่อนไหวที่บริเวณศาลฎีกาที่มีการพิจารณาคดีของกล้ายางอย่างแน่นอน แต่ขอฝากไปถึงนายเนวิน และพรรคพวกที่ไปฟังคำตัดสินของศาลก็ขอให้ไปกันให้ครบทุกคน เพราะตนได้ข่าวมากำลังมีการเตรียมการที่จะให้บางบุคคลไม่ไปตามที่ศาลนัด ซึ่งจะทำให้มีการเลื่อนการตัดสินออกไปอีก 1 เดือน