WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 19, 2009

ศาลจำคุกทหาร ยกฟ้อง คาร์บอมบ์แม้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27401

ศาลทหารยกฟ้องคดี “คาร์บอมบ์ทักษิณ” ตัดสินโทษคุก 6 ปี ปรับ 4 พันบาทโทษฐานครอบครอง-เคลื่อนย้ายวัตถุระเบิด เครื่องยุทธภัณฑ์ ขณะที่ลดโทษ “รท.ธวัชชัย” เหตุให้การเป็นประโยชน์...

วันนี้(19 ส.ค.)เวลา 12.00 น.ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ องค์คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีดำที่ 35/50 คดีร่วมกันลอบวางระเบิดสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ที่อัยการศาลทหารกรุงเทพ เป็นผู้ส่งสำนวนสั่งฟ้อง โดยมี 3 ผู้ต้องหา คือ จำเลยที่ 1 ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ นายทหารสารบรรณที่รับผิดชอบงานในภาคใต้ จำเลยที่ 2 พ.อ.มนัส สุขประเสริฐ นายทหารรักษาความปลอดภัยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) และจำเลยที่ 3 พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ หรือ เสธ.ตี๋ นายทหารแผนกการเงินกอ.รมน. ได้เข้าร่วมฟังการอ่านคำพิพากษาคดี

จำเลยทั้ง 3 ตกเป็นผู้ต้องหาใน 6 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 2.ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐ 3.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 4.ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ อนุญาต 5.ร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารทางราชการ และ 6.ซ่องโจรจากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 หน่วยรักษาความปลอดภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ พบรถเก๋งยี่ห้อแดวู สีบรอนซ์เงินทะเบียน ฐฉ-3085 กทม. จอดอยู่บริเวณข้างสะพานข้ามแยกบางพลัด ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขบวนรถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องผ่านจากบ้านพักไปทำงาน หน่วย รปภ.จึงประสานกับหน่วยอรินทราช 191 และตำรวจท้องที่เฝ้าดู และไม่นานจากนั้น พบชายคนหนึ่งเดินลิ่วๆมาขึ้นรถและขับออกจากจุด ตำรวจได้เข้าจับกุมและตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบระเบิดทีเอ็นทีและซีโฟร์ ผูกติดกันไว้ ที่กระโปรงท้ายมีถังแกลลอนน้ำมันเครื่องสีเขียวและสีดำขนาด 5 ลิตรบรรจุน้ำมันเบนซินผสมปุ๋ยยูเรียจำนวน 7 แกลลอน และที่วางเท้าอีก 6 แกลลอน รวมทั้งยังพบแผงวงจรที่เบรกมือด้วย

โดยคณะตุลาการอ่านคำพิพากษาระบุว่า จากคำให้การของพยานสรุปว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจนำวัตถุระเบิดมาประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องติดในรถยนต์ และมีการเชื่อมต่อระบบวงจรครบถ้วน ซึ่งสามารถที่จะระเบิดสังหารบุคคลหรือทำอันตรายให้แก่บุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ โดยใช้คลื่นวิทยุส่งสัญญาณเป็นเครื่องจุดวัตถุระเบิด โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการเงินให้จำเลยที่ 2 จัดหาและประกอบวัตถุระเบิด และให้จำเลยที่ 1 ขับรถออกจาก กอ.รมน. ไปยังบริเวณใต้สะพานแยกบางพลัดในวันที่ 24 ส.ค. 2549 ซึ่งจำเลยทั้งสามได้กระทำการโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะไม่พอใจจากการะทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีเหตุขัดข้องที่เครื่องส่งสัญญาณจึงไม่อาจจุดระเบิดได้

ทั้งนี้จากคำให้การ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ พลขับของ พ.อ.สุรพล จำเลยที่ 3 ที่มีพฤติกรรมร่วมก่อเหตุ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญของคดี ทำให้พนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยานได้เบิกความว่า ตนเป็นนายทหารสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ช่วยราชการ กอ.รมน. ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 ให้ไปรับรถยนต์แดวูที่เต้นท์รถคาร์แล็ค และได้นำสติกเกอร์รูปหมูติดไว้เป็นสัญลักษณ์ จากนั้นได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดที่ริมรั้ว กอ.รมน. โดยจำเลยที่ 3 ได้บอก จ.ส.อ. ชาคริตว่า นายใหญ่เอาจริง โดยจะมีการลอบวางระเบิดร่วมกับจำเลยที่ 2

ทั้งนี้ ยังรับทราบจากจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิด พร้อมได้ยินว่าจำเลยที่ 2 เกือบตายจากการประกอบวัตถุระเบิด โดย จ.ส.อ.ชาคริต ให้การว่า จำเลยที่ 3 ยังเคยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยาของจำเลยที่ 2 จำนวน 4 หมื่นบาท และ จ.ส.อ.ชาคริต เคยขับรถพาจำเลยที่ 3 ออกจากสำนักงานไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อไปที่สนามกอล์ฟ ทบ. โดยพยานยังได้ยินจำเลย 3 พูดกับจำเลยที่ 2 ว่านายใหญ่มาแล้ว และเมื่อไปถึงก็ได้พบว่าเป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่อยู่ในรถเบ๊นซ์สีดำ โดยมี พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ รออยู่ที่สนามกอล์ฟ ทบ. เพื่อร่วมกันวางแผนโดยวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เวลา 12.00 น.จำเลยที่ 3 ให้พยานขับรถยนต์กระบะนิสสันไปจอดที่ข้าง รร.เสธ.ทอ. เพื่อรอให้จำเลยที่ 1 ขับรถแดวูมาจอดแทน โดยให้รอถึงเวลา 16.00 น. จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้นำทางให้พยานนำรถยนต์มาจอดในที่ดังกล่าว

จนกระทั่งเกือบเวลา 16.00 มี สห.เข้ามาขอตรวจสอบ ซึ่งพยานอ้างว่ามาติดต่อราชการ แต่ตำรวจสันติบาลได้ตรวจสอบข้อมูลของรถยนต์คันดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าจะมีการลอบสังหารผู้นำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบมาก่อนหน้าว่าจะมีการลอบสังหาร บุคคลสำคัญ และในวันที่ 24 สิงหาคม 2549 วันเกิดเหตุ พบพยานหลักฐานปรากฎว่า รถที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดมีการนำมาจอดทิ้งไว้ภายใน กอ.รมน. ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนวันเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่ถ่ายบันทึกภาพได้ว่ารถจอดข้างริมรั้ว กอ.รมน. และภายใน กอ.รมน. ไม่มีบุคคลใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรถที่ใช้ในการบรรทุกวัตถุระเบิด นอกจากจำเลยทั้ง 3 คน

และเช้าวันที่เกิดเหตุพบว่า จำเลยที่ 1 ได้มีการนำรถเข้าออก กอ.รมน. จริง แม้เห็นเลขทะเบียนไม่ชัดเจน แต่เป็นลักษณะรูปแบบประเภทรถลักษณะเดียวกัน และมีการขับรถมาบริเวณใต้สะพานบางพลัดโดย จ.ส.อ.ชาคริต ให้การว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับจำเลยที่ 3 ได้โทรศัพท์มาบอก จ.ส.อ.ชาคริต ว่า จะพาหลบหนี แต่พบว่ามีชายสองคนขับรถจักรยานยนต์มาที่บริเวณมุมโต๊ะที่พยานพักอาศัย ทำให้พยานเกิดความหวาดกลัว พยานจึงได้โทรไปหานายสมยศ จันทะ ซึ่งเป็นญาติที่เป็นทนายความ เพื่อให้ดำเนินการติดต่อเพื่อขอมอบตัวต่อไป

ซึ่ง คณะตุลาการพินิจแล้วว่า จากการที่ จ.ส.อ.ชาคริต เบิกความให้ร้ายจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคลที่มีบุญคุณ เพราะจะเป็นผู้หลบหนี ซึ่งเชื่อได้ว่า จ.ส.อ.ชาคริต ให้การที่น่าจะเป็นข้อเท็จจริง เมื่อพิจารณาเอกสารประกอบพร้อมคำยืนยันของจำเลยที่ 1 ที่มีใจความสำคัญว่า พอรู้ว่ามีระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรง หากเกิดระเบิดจริงจะเสียใจมาก เพราะจะมีตราบาปไปตลอดชีวิต และจำเลยที่ 1 ยอมสำนึกผิด เพราะเพิ่งทราบว่าระเบิดรุนแรงขนาดไหน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 พาดพิงจำเลย 2 และจำเลยที่ 3 จากพยานหลักฐานศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดใน 3 ข้อหา 1.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียบเคียง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา 63 โดยลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี

ข้อหาที่ 2 ร่วมกันเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดและพาไปในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับ 4,000 บาท และข้อหาที่ 3 คือ ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยทั้ง 3 คน 6 ปี ปรับคนละ 4,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์จึงให้ลดโทษเหลือ 4 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ จากคำให้การของพยานไม่อาจมีหลักฐานบ่งชี้ได้ จึงไม่สามารถรับการลงโทษได้ จึงให้ยกฟ้องข้อหานี้ และข้อหาอื่น

องค์คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยหลังรับฟังคำพิพากษาจำเลยทั้ง 3 มีสีหน้านิ่งเรียบเฉย ทั้งนี้ นายวันชัย ขันสุวรณ ทนายความจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์รายละ 8 แสนบาท เพื่อขอประกันตัว โดยจำเลยทั้ง 3 จะยื่นขออุทธรณ์คำตัดสินภายใน 15 วันตามกฎหมาย.

“อัศวิน” เผยหมายจับ “คดียิงสนธิ” ไม่ถึง “พื้นที่ต้องห้าม”

ที่มา ประชาไท

มีความคืบหน้าการคลี่คลายคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว ออกมาระบุเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ว่า ขณะนี้พอจะรู้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คนยังอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นพื้นที่ต้องห้ามที่ตามกฎหมายระบุว่าไม่สามารถออกหมายค้นได้

พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า ชุดทำงานได้ดำเนินการต่อเนื่องทั้งต่างจังหวัดและ กทม. โดยแบ่งชุดทำงานเป็น 2 ส่วน คือ จัดชุดติดตามผู้ต้องหาที่ออกหมายจับแล้ว แยกเป็น 3 ชุด และอีกส่วนให้ช่วยกันหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพราะอยากทำงานให้เร็ว แต่ก็ต้องยึดมั่นในข้อกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมายที่ไม่สามารถออกหมายค้นได้จะมีอาทิ เขตพระราชฐาน เขตทหารบางเขตที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเขตพื้นที่ศาล เป็นต้น

พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า ที่ผ่านมาชุดสืบสวนทำงานคืบหน้าไปมาก โดยออกหมายจับเพิ่ม 1 คน คือ ส.อ.สมชาย บุนนาค ทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี รวมทั้งการติดตามรถคันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดี รวมทั้งตรวจค้นบ้านพักของ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ประจำศูนย์ข่าว บช.ปส.จนยึดรถยนต์มา 1 คัน แต่ยังไม่ได้รับผลการตรวจพิสูจน์รถของกลาง ซึ่งให้ตรวจลายนิ้วมือแฝง คาดว่าสัปดาห์หน้าคงทราบผล

“ส่วนการขอหมายจับเพิ่มต้องทำให้ชัดเจน และจะไม่พูดในส่วนที่ยังขอหมายจับไม่ได้ แม้จะรู้คนที่ 5 คนที่ 6 หรือคนที่ 7 ที่ร่วมทำความผิดต้องหาพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลอนุมัติหมายจับ เพราะหากขาดพยานหลักฐานทำอะไรไม่ได้ ต้องทำภายใต้ขอบเขตกฎหมาย ผมได้เร่งรัดติดตามผู้ที่ถูกหมายจับ แต่ผู้ต้องหาบางคนมีทักษะในการหลบหนี แต่เชื่อว่าต้องตามตัวจนเจอ” พล.ต.ท.อัศวินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา หนึ่งในผู้ต้องหา ได้ติดต่อขอมอบตัวหรือไม่ ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้ติดต่อญาติ เท่าที่ทราบ จ.ส.อ.ปัญญาดูอยากเข้ามอบตัว แต่ยังขอปรึกษาใครสักคนก่อน ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยให้ตำรวจทราบ แต่ไม่ต้องกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตนไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคือง ไม่คิดกลั่นแกล้ง ทำไปตามตัวบทกฎหมาย การใส่ร้ายคนไม่ได้ทำผิดเป็นบาปติดตัว เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งหมดยังหลบหนีอยู่ในประเทศไทย

ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า ในส่วนที่ จ.ส.อ.ปัญญาให้ทนายฟ้องดำเนินคดี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.และพนักงานสอบสวนนั้น ศาลรับคดีไว้มาพิจารณาอีกครั้ง เป็นเรื่องศาลชั้นต้น ที่รับเรื่องไว้แล้วก็สั่งยกเลิกภายหลัง เป็นดุลพินิจของศาล แต่ก็มีความมั่นใจว่าศาลคงดูอย่างรอบคอบแล้วจึงอนุมัติหมายจับให้

“เหมือนกับที่เคยบอกไว้ว่าจะขอออกหมายจับเพิ่มอีก 3 คน แต่พิจารณาแล้วก็ขอได้แค่ 1 คน เพราะอีก 2 คนหลักฐานยังไม่พอที่จะให้ศาลและสังคมเชื่อได้ว่ากระทำความผิด จึงขอไปแค่นั้น แต่คงมีเพิ่มอีก” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว

พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า ในการหลบหนีของผู้ต้องหาเชื่อว่าต้องมีคนที่ช่วยเหลือเรื่องเงินทอง การหลบหนีไม่มีเงินทองคงไม่รู้จะหนีไปไหนได้


ที่มา: เว็บไซต์ไทยโพสต์

ฎีกา ที่ เหมือนไม่ได้ ฎีกา

ที่มา thaifreenews

by Kamkerng

ฎีกา ที่ เหมือนไม่ได้ ฎีกา

by kamkerng www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8220614/P8220614.html

คนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พตท.ดร ทักษิณ ชินวัตร จำนวนคนกว่า 90 % เข้าใจว่า การยื่นถวายฎีกาครั้งนี้จะถึงในหลวงโดยตรงโดยไม่ผ่านรัฐบาล และแกนนำก็ไม่ได้พูดถึงขั้นตอนนี้เลย

จากการที่สำนักราชเลขาฯ ออกมาระบุว่า จะต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็นก่อนนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่า การยื่นฎีกาครั้งนี้คงไม่ถึงในหลวงเป็นแน่แท้ สิ่งที่ทำกันมา ล่ารายชื่อที่ผ่านมา สุญเปล่า เพราะเหมือนกับการล่ารายชื่อไปร้องทุกข์กับอภิสิทธิ์ เพื่อให้อภิสิทธิ์ยื่นถวายฎีกาให้เท่านั้นเอง

รัฐบาลตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกามาตั้งแต่แรก ถึงขนาดให้กระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะล่ารายชื่อผู้คัดค้านฎีกาเช่นกัน มันทำให้รู้คำตอบล่วงหน้าเกี่ยวกับความเห็นของรัฐบาลแล้วว่า จะออกมาอย่างไร มีแนวโน้มสูงมากที่รัฐบาลจะพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือเป็นการไม่บังควร หรือไม่เข้าหลักเกณฑ์ และระงับการฎีกานี้เสีย เพราะแม้แต่ เตี้ย หนองเตย ก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนแล้วว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทั้งที่เรื่องยังมาไม่ถึง แสดงว่าขั้นตอนทั้งหลายมันเป็นแผนของรัฐบาลทั้งหมด สามารถคุมเกมและกำหนดทิศทางได้

งานนี้แกนนำเสื้อแดงเสียรู้และไม่ทันเกมรัฐบาล เพราะรัฐบาลจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อระงับการถวายฎีกานี้ไม่ให้ถึงในหลวงให้ได้ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว จะเรียกว่าถวายฎีกาคงไม่ได้ สิ่งที่รวบรวมรายชื่อกันมาจนได้ถึง สามล้านกว่ารายชื่อนั้นมันก็จะเป็นเพียงการยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นคู่กรณีของเหตุความเดือดร้อนนั้นเอง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร งานนี้ไม่ได้ตำหนิแกนนำนะครับ สิ่งที่แกนนำทำมาถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่มาเจอวิชามาร ที่มีความชำนาญมากกว่า

จริงๆแล้วงานนี้รัฐบาลไม่ควรเป็นเจ้าภาพพิจารณาให้ความเห็นก่อน เพราะรัฐบาลถือว่าเป็นคู่กรณีโดยตรงของความเดือดร้อนนี้ ต่างจากคดีทั่วๆไปที่นักโทษขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะนั้นรัฐบาลไม่ได้ถือว่าเป็นคู่กรณีของนักโทษนั้นโดยตรง และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงที่จะพิจารณาเยียวยาดังกล่าว จากการที่รัฐบาลรับพิจารณาให้ความเห็นก่อนมันก็เข้าตำราเดิมแบบเดิมเป๊ะ เหมือนสมัย คตส. เอาคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นผู้พิจารณาคดีให้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ความยุติธรรมย่อมไม่เกิด ไม่มีใครหรอกจะพิจารณาให้คนอื่นเข้ามาเป็นภัยต่ออนาคตทางการเมืองของตัวเอง

ทำใจเสียเถอะชาวเสื้อแดง เลิกหวังเรื่องอภัยโทษได้แล้ว เพราะเรื่องมันคงไม่ถึงวังหรอก คงถูกกีดกันและจบที่รัฐบาลนี้แหละ มาหาวีธีขับไล่รัฐบาลดีกว่า ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้วค่อยเอาทักษิณกลับมาดีกว่า กลับมาตอนนี้โดยที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นรัฐบาล ถึงแม้คดีนี้จบ เด๋วก็จะต้องมีปัญหาคดีใหม่ขึ้นมาอีกจนได้ เด๋วก็ต้องเผ่นหนีออกนอกประเทศอีกอยู่ดี

บทความ ละครการเมือง สารขันท์แลนด์

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่


ละครการเมือง “สารขัน” ตอน..“เจ้าข้าเอ๊ย..“ไอ้โม่ง” กำลังจะรัฐประหารจ้า..”!!! ตัวละครการเมืองแห่ง “สารขัน” ที่นัวเนียอุตลุดในเรื่องสมมตินี้..ก็ล้วนเป็นนามสมมติทั้งสิ้น หากไปคล้องจองกับใครหน้าไหนเข้า..ผู้เขียน “ซอรี่-ขอโทษ” ไว้ ณ ที่นี้ด้วย (ว่ะ)...

ส-มือสังหาร “..นาย..ผมยิงมันเป็นร้อยๆ นัด..แต่ไอ้แป๊ะลิ้ม..มันหนังเหนียว..มัน..มันไม่ตาย..”!!!

นั่นเป็นเสียงโทรศัพท์มือถือที่โทร.ไปยังเมืองดูไบ และยังโทร.ถึง “ไอ้โม่งคนหนึ่ง” ที่กรุงเทพมหานคร..

ป-2 (อารมณ์ฉุนเฉียว) “..ทำงานพลาดแบบนี้..พวกเราฉิบหายแน่ พวกเอ็งรีบหลบไปกบดานก่อนเลย..เฮ้อ..กลุ้มโว้ย..”

พาวาด “พี่ครับ..เรื่องนี้พี่ต้องให้ “เดอะเทือก” ช่วยอีกแรง “เดอะเทือก” มันบิดเบือนประเด็นหรือโกหกหน้าตายเก่ง ที่สำคัญมันไม่เคยลืมบุญคุณพวกเรา เรื่องชั่วๆผิดๆ มันก็ทำให้เราหมด แต่ไอ้ “บิ๊กหล่อ” มันชอบเอาตัวรอด ให้ทำผิดๆ บ้าง..หนอย..อิดๆ ออดๆ..”

ป-1 “เฮ้อ..เรื่องพัทยากับตอนสงกรานต์น่ะ ไอ้ “บิ๊กหล่อ” ดวงแข็ง..มันเลยรอดตาย ตอนนี้..มันคงรู้แล้วว่า พวกเรานี่แหละที่จะล้มรัฐบาลมัน ช่วงนี้..พี่ดูมันไม่ค่อยไว้ใจพวกเราแล้วล่ะ..”

ป-2 “นั่นน่ะสิ..หากลูกน้องผมไม่เบี้ยว ป่านนี้พี่ก็เป็นนายกสมาคม..เอ๊ย..นายกรัฐมนตรีเมือง “สารขัน” ส่วนผม (ป-สอง) ก็คงได้เป็น รมต.กลาโหมไปแล้ว..เฮ้อ..เสียดายฉิบ..”

พาวาด “พวกพี่ๆ เดือดร้อนไม่เท่าผมหรอก เรื่องฆ่าพวกพันธมิตรฯ ตอนเดือนตุลาน่ะ อาจทำให้ผมหลุดจากตำแหน่งก่อนเกษียณ พวกพี่ๆ ต้องช่วยผมนะ..พี่ต้องบอก“เดอะเทือก” ให้ช่วยผมด้วย”

ป-1 “คดีความยิง “แป๊ะลิ้ม” นั้น พี่เพิ่งเรียกหนึ่งในทีมสอบสวนมาพบ ขอให้มันหยุดทำคดีและทำลายหลักฐานให้หมด แต่ไอ้ “ธานี” มันแข็งข้อ..เพราะไอ้ “บิ๊กหล่อ” ให้รายงานตรงกับมัน ไอ้ “บิ๊กหล่อ” คงรู้ว่า..พวกเราสั่งยิงแป๊ะลิ้ม”

พาวาด “พี่ครับคุยเรื่องผมดีกว่า ผมรู้ว่า..พี่ขอให้เพื่อนที่เป็น ป.ป.ช.ดึงเรื่องผมไว้ ส่วนผมก็เลื่อนยศให้ลูก ป.ป.ช.คนหนึ่ง แต่พวกไอ้แป๊ะลิ้มหูไว-ตาไว มันเลยไปทวงถามความคืบหน้าคดีความ ทำให้ ป.ป.ช.ดึงคดีนี้ไม่ได้อีกแล้ว พี่ต้องซีเรียสนะ..หากผมหลุดจากตำแหน่ง แล้วเกิด “ธานี” ได้รักษาการเป็น ผบ.ตร.เมือง “สารขัน” แทนผมล่ะก็ ผมคงช่วยอะไรพวกพี่ไม่ได้อีกแล้ว คดีความยิงแป๊ะลิ้มอาจสาวถึงพวกพี่ คราวนี้แหละบรรลัยกันทั้งขบวนเลยล่ะ..”

ป-1 “พี่คงต้องขอให้เดอะเทือกใช้วิชามารช่วย ผบ.ตร.รักษาการหรือตัวจริงชื่อ“ธานี” ไม่ได้เด็ดขาด พี่คิดว่าต้องเข็น “เดอะจุ๋ม” ให้เป็น ผบ.ตร.เมืองสารขันให้ได้ เพราะเป็นพวกเราและเป็นเพื่อนซี้ “บิ๊กเหลี่ยม” ด้วย เอ้อ..น้อง (ป-สอง)..พี่ให้สุดที่เลิฟของพี่ “เจ๊นอย” ติดต่อคนที่ดูไบแล้ว เพื่อขอให้ “บิ๊กเหลี่ยม” หนุน “แก๊งเรดการ์ด” ให้ป่วนเมืองอีกครั้ง สบโอกาสเหมาะๆ..เราจะฉวยโอกาสล้มรัฐบาล “บิ๊กหล่อ” เพื่อตั้ง...

ป-2 “..ตั้งรัฐบาลแห่งชาติสมานฉันท์ ที่มีพี่เป็นนายกสมาคม..เอ๊ย..นายกรัฐมนตรี“สารขัน” ใช่ไหมล่ะ..? ว่าไปแล้ว..ตอนนี้ “บิ๊กเหลี่ยม” กำลังจนตรอก หากมันอยากกลับ“สารขัน” และได้เงินคอร์รัปชันคืน มันมีแต่ต้องพึ่งบริการพวกเราเท่านั้น..จริงมั้ยพี่..ฮ่าฮ่าฮ่า..”

พาวาด “พี่ครับ..ผมเห็นด้วย ตอนนี้เรื่องแก้ผ้า..เอ๊ย..แก้รัฐธรรมนูญนั้น..ยากส์ ขืนแก้..ไอ้พวกพันธมิตรฯ “แป๊ะลิ้ม” ลุกฮือแน่ หากพี่ล้มรัฐบาล “บิ๊กหล่อ” แล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเสีย ไอ้ “บิ๊กเหลี่ยม” ก็พ้นผิด..แถมได้เงินคืนอีกต่างหาก “บิ๊กเหลี่ยม” ได้ส่งสัญญาณไปทั่วว่า หากได้เงินคืน..ก็จะแบ่งให้คนช่วยมันครึ่งหนึ่ง งานนี้ “เดอะเทือก” ก็ตาวาว มันมีเพื่อนสนิท “เดอะอิ๊ด” กิ๊กน้องสาว “บิ๊กเหลี่ยม” เป็นตัวประสานงานลับๆ พวกมันกำลังหาช่องทางช่วยเคลียร์ความผิด และคืนเงินให้ “บิ๊กเหลี่ยม” ด้วยข้ออ้างสมานฉันท์อยู่เหมือนกัน”

ป-1 “อ้อ..พี่อย่าลืมบอก “เจ๊นอย” สุดเลิฟของพี่ ให้ขอเงิน “บิ๊กเหลี่ยม” อีกสักก้อน ทำงานลับๆ สำคัญๆ แบบนี้..ต้องใช้เงินเยอะนะพี่ ว่าไปแล้ว “บิ๊กเหลี่ยม” เนี่ยมันโง่..ถูกพวกเรากับไอ้ 3 เกลอหัวขวดแก๊งเรดการ์ด รวมทั้งพวก ส.ส.ของมันหลอกเอาเงินอยู่ตลอดเวลา แต่เงินมันเยอะจริงๆ นะพี่..เฮ้อ..ไถเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดสักที..ฮ่าฮ่าฮ่า..เอิ๊กๆ..”

ป-2 “เอ้อ..วาด..น้องดูคดีความยิงแป๊ะลิ้มแล้ว ธานีมันมีโอกาสจับพวกเราไหม? ไอ้ “บิ๊กหล่อ” มันออกมาพูดแปร่งๆ ทะแม่งๆ ว่า จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู แถมยังสำทับว่า..ตำแหน่งใหญ่ขนาดไหน..หากทำผิด..ก็ต้องจับ..ฟังแล้วหงุดหงิดใจจริงๆ”

พาวาด “พี่ครับ..แม้หลักฐานไม่ถึงพวกพี่ หรือไอ้พวกมือสังหารไม่ซัดทอด แต่การออกหมายจับตำรวจอดีตลูกน้องพี่ชายแท้ๆ ของ “อดีตนายหญิง” และยังเป็นคนใกล้ชิดกับขาใหญ่ “ทวีน” แห่งดีเอสไอ-เลิฟยู ที่สนิทและเป็น “กุ๊กแอนด์กิ๊ก” กับน้องนุชสุดท้อง “บิ๊กเหลี่ยม” แถมทหารที่โดนตำรวจออกหมายจับ ก็อยู่หน่วยขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ.เมือง “สารขัน” อย่างนี้..ผู้คนก็ต้องรู้และเชื่อกันทั้งสังคมแล้วล่ะว่า พี่สองคนคือจอมบงการฆ่าแป๊ะลิ้ม ทางรอดพวกเรา..มีแต่ทำให้พี่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน “สารขัน” ขืนใหญ่ครึ่งๆ กลางๆ อย่างนี้ “บิ๊กหล่อ” มันอาจเล่นงานพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้..”

ป-2 “อืม..พี่เหนาะ..ที่สนิทกับพวกเรา “ชาวสมิงบูรพาสารขัน” ได้ส่งสัญญาณลับ-ลวง-พราง ให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติสมานฉันท์อีกแล้ว หนทางนี้ก็ไม่เลวนะ “บิ๊กเหลี่ยม” มันก็เห็นด้วย”

พาวาด “พี่ครับ..รัฐบาลนี้อยู่อย่างไร้ผลงานมาหกเดือนกว่าแล้ว พี่ต้องให้ “เดอะห้อย” กับ “เดอะเทือก” หาวิธีวางยารัฐบาล “บิ๊กหล่อ” ให้ง่อนแง่นเร็วที่สุด เมื่อพวกเรา“รอปอหอ” จะได้มีข้ออ้างว่า “บิ๊กหล่อ” เป็นรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้พวกเสื้อแดงบางคนทำลายการประชุมระดับอาเซียน และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ แถมยังปล่อยให้พวกเสื้อเหลืองที่เป็นผู้ก่อการร้ายสากลใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย สุดท้ายรัฐบาลนี้ทำให้คนไทยแตกแยกกันทั้งชาติ ฯลฯ

ป-1 “อืม..ไม่เลว..ว่าไปแล้ว “เดอะเทือก” เนี่ย ถือเป็นไส้ศึกที่ดีมีคุณภาพของพวกเรา ดูสิ..เจ้าเล่ห์เนียนจนคนในพรรคมันไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งตัวไอ้ “บิ๊กหล่อ” เนี่ย “เดอะเทือก” หลอกสั่งการไปหลายเรื่อง แหม..ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นแหละ ก็เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ..เรื่องอื่นมันเลยไม่สนใจ ดูสิ..พอพวกเราขู่จะเอาของเล่นคืน(ตำแหน่งนายกฯ) เท่านั้น..ร้องจ๊ากใหญ่เลย..ขำว่ะ..ฮ่าฮ่าฮ่า”

ป-2 “พี่ครับ..วันก่อนผมเพิ่งโยกทหารระดับคุมกำลังไป 40 กว่าคน แล้วเอาพวกเราสวมตำแหน่งแทน..และผมเรียกมาคุยแบบตัวต่อตัวแล้ว หากต้องปฏิบัติการพิเศษเมื่อใด..ก็พร้อมแล้วครับ ส่วนเรื่องยิงแป๊ะลิ้มแล้วไม่ตายนั้น พวกเราก็แก้ไขด้วยการโยนความผิดไปให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ว่าเป็นคนสั่งให้พวกเราฆ่าแป๊ะลิ้ม..”

ป-1 “เรื่องโยนความผิดเนี่ย...น้องรู้ไหมว่า ท่านเหล่านั้นรู้แล้วล่ะว่าพวกเราป้ายสีโยนความผิดให้ ยิ่งเราปล่อยให้คนของ “บิ๊กเหลี่ยม” ล่าลายเซ็นจะยื่นถวายฎีกาแบบผิดๆ ทำให้สถาบันสำคัญเสียหาย ผู้คนเลยมองออกว่า..พวกเราไม่ออกมาปกป้องสถาบันสำคัญเท่าที่ควร

ตอนนี้..ต้องถือว่า..พวกเราตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย เราต้องรีบแย่งอำนาจจากมือ “บิ๊กหล่อ” มาอยู่ในกำมือพวกเรา เพื่อล้างความผิดพวกเรา..น้องต้องรู้นะว่า หากเราใหญ่-เรารอด..เราไม่ใหญ่จริง-เราตาย นี่คือ ทางรอดของพวกเรา..งานนี้ต้องลับและทำเร็วที่สุดด้วย พี่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี น้อง (ป-สอง) ต้องเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ส่วนน้องวาดต้องเป็นรองนายกฯ ดูแลโปลิศ นั่นแหละ..พวกเราถึงจะปลอดภัยและไม่มีใครมาทำอะไรเราได้อีก..จริงไหม?”

ณ บ้านอันโอฬารหลังหนึ่ง..คนรับใช้เอ่ยขึ้นว่า “...ท่านครับ..เอ้อ..ดูไบ..โทร.มาครับท่าน..”

บิ๊กเหลี่ยม (เอ่ยเสียงเข้ม) “ผมนะ..ผมตกลงเอาตามแผนนั้น ผมจะให้พวกเรดการ์ดใช้ยุทธการ “ป่าช้าแตก-ฝูงผีออกโม่แป้ง” อีกครั้ง แต่คราวนี้..พวกคุณต้องอย่าพลาดนะ นายกฯ ลาออกก็ได้..จับตัวนายกฯ ก็ได้..นายกฯ ตายได้ยิ่งดี ตายพร้อมแป๊ะลิ้ม..ยิ่งเยี่ยมใหญ่ หรือไม่ก็ยุบสภา..ยอดที่สุดคือ..รอปอหอ..ยึดอำนาจแม่งเลย..”

ไอ้โม่ง (แววตาคึกคักมีชีวิตชีวาทันที) “ครับ..ท่านครับ..เห็นตรงกัน..เท่านี้นะครับท่าน”

บิ๊กเหลี่ยม “อ้อ..เรื่องเงินทอง..ผมสู้ไม่อั้นนะ ใช้เท่าไหร่บอกได้เลย..ขอให้ทำเร็วที่สุดและอย่าพลาดแบบพัทยา-สงกรานต์-ยิงแป๊ะลิ้ม-ก็แล้วกัน..”

ไอ้โม่ง “คราวนี้ไม่ต้องห่วงครับ..เงินถึง-งานถึง อ้อ..สุขภาพท่านเป็นไงครับ สายข่าวที่มาเลเซีย..รายงานมาว่า..ท่านผอมผิดปกติ ผมและพรรคพวกไม่สบายใจ กลัวท่านจะตายเร็วกว่าวัยอันสมควร เอ้อ..จะทำให้พวกผมขาดเงิน..เอ๊ย..เป็นห่วงท่าน ผมได้ข่าวว่าท่านเป็นมะเร็ง..แถว..เอ้อ..ไข่เจียว..”

บิ๊กเหลี่ยม (เสียงหงุดหงิด) “เฮ้ย..ตายเป็นตาย-เจ๊งเป็นเจ๊ง-เป็นมะเร็ง-แล้วเป็นไง..ไม่เป็นมะเร็ง-แล้วเป็นไง? ผมขอยืนยันนอนยันกระต่ายขาเดียว ขอปฏิเสธเรื่อง..เป็นมะเร็งที่ไข่เจียวนะ ใครจะมารู้เรื่องไข่ผมเท่าตัวผมล่ะ ปล่อยข่าวกันจนผมรำคาญ..เดี๋ยวผมก็ควักไข่เจียวให้ดูซะเลย พวกคุณไม่ต้องห่วงผม..ห่วงตัวพวกคุณดีกว่า คราที่แล้ว..ผมเผาบ้านเผาเมืองให้พวกคุณเต็มที่ แต่พวกคุณกลับพลาดกันเอง ไอ้เด็กรูปหล่อเลยยังลอยนวล ผม..ผมไม่อยากเห็นหน้ามันในโทรทัศน์เลย..พับผ่า พวกคุณเอามันลงจากตำแหน่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี..เท่านี้นะ”

สิ้นเสียงจากดูไบ..ละครก็ตัดภาพกลับสู่ฉากห้องสนทนาของชาย 3 คน..อีกครา...

ป-หนึ่ง (ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ) “ตอนนี้เงินพร้อม-คนพร้อม-รอเพียงสถานการณ์พร้อม งานนี้ต้องทำให้สำเร็จ..ห้ามพลาดเด็ดขาด”

ป-สอง (สีหน้าไม่สบายใจ) “..ว่าไปแล้ว..ไอ้พวกมือสังหารของเรามันชุ่ย ทำงานพลาด..แป๊ะลิ้ม-ไม่ตาย..เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี-ให้จบ ไม่งั้นพวกเราอาจต้องตายทั้งเป็นก็ได้นะ เฮ้อ..ทุกอย่างบานปลายยุ่งขิงกันใหญ่ เพราะไอ้แป๊ะลิ้ม-จอมยุ่งคนเดียวแท้ๆ..”

ป-หนึ่ง..กับ..ป-สอง (สบตากันด้วยแววเจ้าเล่ห์..ก่อนจะเปรยพร้อมกันว่า)

“...รัฐประหาร..รัฐประหาร..พวกเราต้อง..รัฐประหาร..”!!!

สิ้นเสียง..ฆ้องโหม่งกรับกลองก็รัวโครม ใครคนหนึ่งตะโกนว่า.. เจ้าข้าเอ๊ย.. “ไอ้โม่ง” กำลังจะรัฐประหารจ้า.. แล้วม่านก็ปิด..ละครการเมือง “สารขัน” จบเอาดื้อๆ

จัดทัพรับศึก?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนและข้าราชการตำรวจ ทหาร ปีนี้แม้ภาพภายนอกจะไม่คึกคักเหมือนทุกปีที่ผ่านมา จะมีออกมาเคลื่อนไหวบ้างก็เป็น “โผตำรวจ” ที่ยัง “ขบเหลี่ยม” ภายใน“รั้วปทุมวัน”จนเกิดมหกรรมแฉแต่เช้าของพลพรรคประชาธิปัตย์ ถึงการซื้อขายตำแหน่งนายพลใน สตช. จนต้องออกมาตรวจสอบที่มาที่ไปของ “ข่าวลือ”

ส่วนโผทหารมานิ่งๆ เรียบๆ แต่เมื่อเห็นโผก็ต้องร้อง โอ้โห!เพราะเหล่า “บูรพาพยัคฆ์” ขยับตัวเข้าไลน์ รองรับ “บูรพาพยัคฆ์” ผู้พี่อย่าง “บิ๊กป๊อก” ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2553แถมงานนี้ยังต้องรองรับเก้าอี้ทางการเมืองด้วยเช่นกันเพราะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คงไม่หยุดแค่ตำแหน่ง “เสนาบดี” แน่การจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารครั้งนี้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะ พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้และให้อำนาจ ผบ.เหล่าทัพ จัดทำโดยให้ยึดหลักการ ขั้นตอนและความเหมาะสม โดยให้พิจารณาด้วยความเป็นธรรมรายชื่อโยกย้ายนายทหารครั้งนี้ ทาง ผบ.เหล่าทัพ ได้จัดทำเสร็จก่อนกำหนด เพราะว่าทุกเหล่าทัพไม่มีผบ.เหล่าทัพ เกษียณจึงพิจารณาได้ง่ายและรวดเร็วส่วนที่ พล.อ.ประวิตร ให้ความสนใจมากที่สุด เป็นรายชื่อในส่วนกองทัพบกที่ได้ดูเป็นพิเศษ เพราะ พล.อ.ประวิตร ต้องการให้การพิจารณาโผโยกย้ายทหารครั้งนี้ ออกมาเร็วกว่ากำหนดเนื่องจากเกรงจะมีการวิ่งเต้นขอตำแหน่งและอาจเกิดข่าว เช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร ได้มอบนโยบายการจัดทำโผโยกย้ายต่อ ผบ.เหล่าทัพ ในที่ประชุมสภากลาโหมเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้ทุกเหล่าทัพจัดทำโผโยกย้ายด้วยความโปร่งใส โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องมีความถูกต้องและเป็นธรรม รวมทั้งมีความเหมาะสมทั้งความรู้ ความสามารถ และความอาวุโสโดยเฉพาะการปรับย้ายในส่วนของกองทัพบกที่มีตำแหน่งหลักว่างจำนวนมาก ประกอบกับ พล.อ.ประวิตร ให้ความมั่นใจการจัดทำโผโยกย้ายในยุคนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองและ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่เข้ามาล้วงลูกภายในกองทัพ

รายชื่อปรับย้ายนายทหารส่วนใหญ่ที่ได้รับการพิจารณาจะเป็นนายทหารที่ใกล้ชิด 3 ป. พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์และ พล.อ.ประยุทธ์ โดยในส่วน พล.อ.ประวิตร ได้ผลักดันคนในสำนักงานเข้าสู่ตำแหน่งอย่างไรก็ตาม ยังมีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนจากกระทรวงคลองหลอด ที่ทำให้เห็นบางอย่างจากการแต่งตั้ง“ปลัดกระทรวงมหาดไทย” ซึ่งมีออเดอร์จากตระกูล“ชิดชอบ” เลือกใช้บริการ “มานิต วัฒนเสน” เจ้ากรมท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับเสี่ยเนวินเพราะการแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์เริ่มถอยหลังเข้าคลอง จากโครงการทุจริตในหลายโครงการ บวกกับแรงต้านจาก “เสื้อแดง”ทำให้อาการของรัฐนาวามาร์ค 1 เริ่มสั่นคลอน อาจไปไม่ถึงฝั่งอย่างที่ตั้งใจไว้โผแต่งตั้งโยกย้ายในปีนี้จึงเป็นจุดวัดขุมกำลังเบื้องต้นว่าศึกเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นพรรคการเมือง “สี” ใดแน่นอนว่าชั่วโมงนี้ “สีน้ำเงิน” กำลังมาแรง และถูกจับตาจากพรรคการเมืองทั้งเก่าและพรรคการเมืองใหม่ว่า “สีน้ำเงิน”กำลังจะยึดฐานเสียงเดิมของพรรคตนเองไปหรือไม่ยิ่งเห็นภาพการแต่งตั้ง“ปลัดกระทรวงมหาดไทย”ที่เป็นคนใกล้ชิดคนสีน้ำเงินย่อมแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสีน้ำเงินกำลังจะเดินเกมทางการเมืองที่เคยใช้ได้ผลเมื่ออดีต ที่รัฐบาลทักษิณเคยใช้มาแล้วโดยการยึดฐานอำนาจในระดับจังหวัดผ่านกระทรวงมหาดไทย ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งในยุครัฐบาลทักษิณมี “ผู้ว่าฯ ซีอีโอ” ที่กุมถุงเงินของพรรคการเมืองไว้ก่อนจะปล่อยให้เกิดประชานิยมในช่วงก่อนการเลือกตั้งศึกเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งว่า การจัดทัพก่อนศึกเลือกตั้งที่มีเวลาเตรียมการนานเช่นนี้ จะส่งผลให้พรรคการเมืองน้องใหม่อย่าง“ภูมิใจไทย” สร้างประวัติศาสตร์เหมือน“ไทยรักไทย” ในอดีตหรือไม่ ■

น่าสงสาร ‘ตำรวจไทย’

ที่มา บางกอกทูเดย์

น่าเห็นใจ “ตำรวจไทย” ยามนี้จริงๆ แต่ก่อน...ก็ถูกฝ่ายการเมือง “ล้วงลูก” กันมาตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังขึ้นอยู่กับต้นสังกัดเดิม “มหาดไทย”มาวันนี้...แม้จะถูกยกชั้นให้เป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี มีทั้ง ก.ต.ช. และ ก.ตร.ที่ นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ...คอยกำกับดูแลกันอีกชั้นนึงก็ยังไม่วายถูก “ล้วงลูก” จากนักการเมืองอยู่ดีไม่เพียง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณผบ.ตร. คนที่ถูก นักการเมือง จับโยกซ้ายขวาเพื่อให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะกับ โผแต่งตั้งโยกย้าย 152 นายพลที่แม้วันนี้...ทุกอย่างจะยังคงเดิม แต่นั่นก็เพราะ...กรรมการในก.ตร. ส่วนใหญ่ ยังคงเข้มแข็ง ยากที่ฝ่ายการเมืองจะง้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ได้หาใช่เพราะ ฝ่ายการเมือง มี “คุณธรรมน้ำมิตร” อะไรเลยยังมีตำแหน่งรองๆ ลงมา ตั้งแต่ ระดับผู้การฯ จนถึงหัวหน้าสถานีตำรวจทั่วประเทศ ที่ว่ากันว่า...คือ ของจริง!ที่ ฝ่ายการเมือง อยากได้คนของตัวไปลง “จุดนัดหมาย”ไม่แพ้ระดับ นายพลล่าสุด ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท โดนในสิ่งที่ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด ไม่สมควรจะโดน ก็คือ...ถูก ตำรวจชั้นผู้น้อยระดับชั้นประทวน ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุที่ว่า...มาร้องขอความเป็นธรรมและให้มีการตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งตำรวจชั้นประทวนขึ้นเป็นสัญญาบัตร งานนี้...ได้ ส.ส.เมืองหลวงของประชาธิปัตย์อย่าง...คุณพัชระ เพชรทอง โฆษกคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ไปรับด้วยตัวเอง

เหตุผลที่ ด.ต.รัฐภูมิ โพธิ์ศรีดา ผบ.หมู่ สถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี บอกเอาไว้ก็คือ...มีการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมต่อตำรวจชั้นประทวนที่ได้รับการขึ้นบัญชีไว้จำนวน 423นาย เนื่องเพราะมีการแต่งตั้งบุคคลภายนอกและไม่ได้ผ่านการสอบขึ้นเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นจำนวนมาก2 ใน 70 กว่าตำแหน่งที่มีการเปิดรับสมัคร ทั้งจากบุคคลภายในและภายนอก โดยคัดเลือกเอาจากผู้ที่มีความถนัดและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท ที่หาไม่ได้กับคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติบังเอิญว่าเป็น...ลูกสาวของ พล.ต.อ.พัชรวาท และ ลูกชายของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกลายเป็นเรื่องเข้าจนได้...เพราะลองถึงมือ ฝ่ายการเมืองก็ต้องตกเป็นข่าวตามหน้าสื่อต่างๆ โดยที่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้? แต่ข่าวที่ออกมาดูเหมือนทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาทและ พล.ต.ท.ชัจจ์ จะกลายเป็น “จำเลยสังคม” ไปแล้วน่าสนใจตรงที่ว่า...ทั้งๆ ตำแหน่งที่มีการเปิดรับสมัครนั้นมันหาไม่ได้แล้วในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พวกชั้นประทวนที่ไปร้องเรียนนั้นก็ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอะไร สำคัญกว่านั้น...ในจำนวนที่สอบแข่งขันเข้าไปนั้นมีตั้ง 70-80 คน แล้วเหตุใด? หวยจึงมาออกที่ พล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.ท.ชัจจ์?ถ้าไม่มี ฝ่ายการเมือง คอย “จัดฉาก” ให้แล้ว มองยังไงๆหลักของ “วินัย” ก็ไม่น่าที่นายตำรวจระดับ “นายดาบ”จะหาญกล้ากันขนาดนั้น ถึงได้บอกยังไงครับว่า...น่าสงสาร“ตำรวจไทย” จริงๆ ■

เป้าหลอก ‘ชกลม’?

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรียกว่า...ฟ้าฝนชุ่มฉ่ำทั่วท้อง “เมืองกรุง” ในวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัว “ยื่นถวายฎีกา” เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาบ้างก็ว่าเป็น “ลางดี” หรือ “ลางร้าย” ที่เกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้าขึ้นในวันและเวลาอันมีเหตุการณ์สำคัญหากมองในแง่ “ธรรมชาติ” คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...เพราะเดือนสิงหาคมใน “สภาพภูมิอากาศ” ประเทศไทยถือว่า...เป็นเวลาที่ย่างกรายเข้าสู่ช่วง “ฤดูฝน”สำหรับภารกิจ “ยื่นถวายฎีกา” ครั้งนี้...หากเป็นในภาพยนตร์ “แอ็กชั่น” หนังฝรั่ง...คงต้องบอกว่าภารกิจMission Complete หรือว่า เสร็จสิ้นสมบูรณ์เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่แกนนำเสื้อแดง รวมถึง “ประชาชน”สามารถกระทำได้ คือ การ “ลงรายชื่อ” พร้อมกับรวบรวมรายชื่อเหล่านั้นขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายสุดท้าย...ขึ้นอยู่กับ “พระราชวินิจฉัย” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างล้วน “ยอมรับ” ด้วยความปีติยินดีแม้เหตุการณ์ผ่านสื่อต่างๆ จะมีภาพออกมาด้วยความ“สงบเรียบร้อย” แต่ใน “สนามจริง” ก็มีเหตุ “ตะกุกตะกัก”ไม่น้อยผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ เสื้อแดง ท่านหนึ่ง...ซึ่งได้รับคำตอบด้วย “รอยยิ้ม” ในความ “ปลาบปลื้ม” ที่การยื่นถวายฎีกาผ่านพ้นไปได้ “ด้วยดี”แม้จะมีเหตุการณ์ที่ “กลุ่มฝ่ายตรงข้าม” จำนวนหนึ่ง...

พยายามสร้างสถานการณ์ “ความรุนแรง” ให้เกิดขึ้นทั้งการเข้ามาป่วนในพื้นที่บริเวณพิธี รวมถึงการ “แสดงความชั่วร้าย” ถึงขนาดมีการตั้งจุด “เอาน้ำร้อนสาด”ประชาชนคนเสื้อแดงขณะโดยสารโดยรถตุ๊กตุ๊กผ่านมายัง “ถนนพระอาทิตย์”เพื่อเดินทางไปร่วมกับ “คนเสื้อแดง” กลุ่มใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเมื่อมี “มารผจญ” จึงต้องปล่อยวางด้วยการ “ให้อภัย”เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่เพื่อการ “แก่งแย่งตบตี”แต่เป็นการรวมพลังร่วมยื่นจดหมาย “ถวายฎีกา”ว่ากันว่า...การยื่นฎีกาครั้งนี้ “ไม่ใช่จุดจบ” แต่จะเป็น“จุดเริ่มต้น” ของบริบทใหม่ทางการเมืองของไทยฝ่ายหนึ่งเล่นในแง่ของ “จารีตประเพณี” ส่วนอีกฝ่ายจะตอบโต้สวนกลับด้วยข้อแห่งอำนาจทาง “กฎหมาย”แต่นั่นเป็นเพียง “ฉากหน้า” ที่ทำให้ประชาชนได้เห็นภาพเวลา “โจมตี” ไม่หยุดหย่อน ระหว่าง ประชาชน กับ กลุ่มผู้มีอำนาจที่ผ่านมา...เห็นแล้วว่า “อมาตย์” หรือ “กลุ่มอำนาจเก่า”ถูกสั่นคลอนอำนาจอย่างหนักหน่วงคิดหรือ...เขาเหล่านั้นจะปล่อยให้ผ่านพ้นไป?ณ วันนี้ ใครแต้มต่อ...ใครแต้มตาม การยื่นถวายฎีกาเมื่อ 17 ส.ค.52 ทำให้รู้ว่าฝ่ายหนึ่ง “เดินก้าวหน้า” ไปถึงไหนในขณะที่ “ฝ่ายตรงข้าม” มัวแต่ ชกลม อยู่กับยี่ห้อการค้าแบรนด์สินค้าขายดีอย่าง “บุคคล” ท่านนั้นอย่างไม่ยอมลดละระวัง! “ถูกสั่นคลอน” ทีละนิด...วันหนึ่งอำนาจต้นนั้นย่อมต้องถูกโค่นล้ม!! ■

ใต้แตก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไป...สำหรับ “สุ้มเสียง” ของประชาชน “คนภาคใต้”ในการออกมาพูดระบายถึงผลงานรัฐบาล “ประชาธิปัตย์”ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เสียง “แซ่ซ้องสรรเสริญ” แต่กลายเป็น“เสียงก่นด่า” ด้วยความรู้สึกฝืดเคือง...ไม่สู้จะพอใช้พอกินเรียกว่า...ลำบาก “เข้ากระดูกดำ” สำหรับการดำเนินงานหาเลี้ยงชีพ รวมถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็ยิ่ง “บั่นทอน” ซ้ำเติมหนักข้อสุดท้าย...พวกเขาได้ตั้งคำถามขึ้นว่า “รัฐบาลชุดนี้ซึ่งนำโดยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถบริหารประเทศได้แท้จริงอย่างนั้นหรือ”พรรคการเมืองเก่าแก่...ที่พวกเขาเคย “ชื่นชม”ในฝีมือการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงความ“รักใคร่” และ “ศรัทธา” ในพรรคการเมืองพรรคนี้วันนี้สิ่งเหล่านั้นได้ “หายไป” จนหมดสิ้น!“อับดุลรอมาน สะแลแม” นักศึกษาชั้นปีที่ 4ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า...รัฐบาลทำงานแบบ “ฉาบฉวย” เกินไปแม้จะมอบหมายงานให้รัฐมนตรีคนโน้น...คนนี้แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดเป็นผล

งานสักเท่าใด“ไซนี สมานสุหลง” หญิงมุสลิม วัย 37 ปี แม่ค้าขายลูกชิ้นในตลาด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ให้ความเห็นว่า...รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรีทำให้ประชาชนที่ “หาเช้ากินค่ำ” เดือดร้อนมากขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจหากให้คะแนนเต็ม 10 รัฐบาลคงได้ต่ำกว่า 5เพราะ “สอบไม่ผ่าน”“รัฐบาลอภิสิทธิ์” หากได้ยินถ้อยคำเหล่านี้...ลองเอากลับไปคิดและทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นพวกท่านควรจะ “น้อมรับ” ข้อผิดพลาดและนำมาปรับปรุงแก้ไข...ไม่ใช่ “สร้างภาพ” เพียงเพื่อให้ประชาชนคล้อยตามด้วย “ลมปาก” ไปวันๆเวลาไม่คอยท่า...อย่าคิดว่าประชาชนคนใต้เป็น“ของตาย” จะหยิบจับหรือทำอะไรก็ได้ โดย“ลำพอง” ว่าประชาชนเหล่านั้นยังให้ “ความภักดี”มาตุภูมิ...การเมืองใหม่ รวมถึง เพื่อไทย กำลังเดินหน้า “ช่วงชิง” พื้นที่เสียงภาคใต้กันขะมักเขม้น...แต่ไฉน “ประชาธิปัตย์” ถึงทำตัวเสมือนเป็น“ทองไม่รู้ร้อน”วันใดคนใต้ “ไม่เลือก” ประชาธิปัตย์...วันนั้นคงถึงวัน “สิ้นชื่อ” ไร้เสียงเรียกขานถึงความ “ยิ่งใหญ่เกรียงไกร” ในอดีตสั่งสมปั้นแต่งมายาวนานกว่า 60 ปี...มาพังทลายเอายุคนี้ มีหวังพรรคคงต้อง “ล่มสลาย” ไปชั่วกาลนาน!! ■

วันประวัติศาสตร์

ที่มา บางกอกทูเดย์

17 สิงหาคม 2552วันที่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะต้องบันทึกไว้ว่า...ประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศลุ้นระทึกจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง?เมื่อ...ก่อนหน้านั้น คนไทยที่ถูกแบ่งออกเป็น2 ฝ่ายขัดแย้งกัน...ตรงกันข้ามกันจะด้วยเหตุผลใด เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตามแต่การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งปรารถนาจะถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน 2549ด้วยการแลกเอาประชาธิปไตยไปเพื่อขอความเป็นธรรมและก็มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านการถวายฎีกาจนเกิดสงครามตัวเลขของจำนวนประชาชนคนไทยว่า...ข้างไหนจะมากน้อยกว่ากันเป็นความพยายามจะแบ่งคนไทยออกเป็น2 พวก 2 ฝ่ายซึ่งคนที่อยู่ข้างหลังการแบ่งคนออกเป็น 2 ฝ่ายก็คือคนไทยด้วยกันนั่นเองที่มีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์แตก

ต่างกันทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า...17 สิงหาคม 2552จะเป็นวันวิกฤติทางการเมืองอีกวันซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองหรือไม่?แต่วันที่ 17 สิงหาคม 2552 ผ่านไปแล้วการยื่นถวายฎีกาก็ได้เกิดขึ้นแล้วและได้จบลงโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายอะไรทั้งสิ้นเกิดขึ้นการแบ่งฝ่ายของประชาชนคนไทยก็ยุติลงทั้งฝ่ายที่ถวายฎีกาและทั้งฝ่ายคัดค้านการถวายฎีกาผลของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรวันข้างหน้าไม่มีใครคาดเดาได้ และไม่ควรจะมีใครคาดเดาด้วย เพราะวิจารณณาณไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายที่ถวายฎีกาและฝ่ายที่คัดค้านการถวายฎีกาแต่...17 สิงหาคม 2552ที่ผ่านพ้นวิกฤติที่หลายคนวิตกไปได้ก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านพระบารมีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันอย่างไร17 สิงหาคม 2552วันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะต้องจารึกไว้อีกหน้าหนึ่งว่า จะเกิดสิ่งดีๆ กับคนไทยและประเทศไทยที่ความขัดแย้งทั้งหลายจะยุติลงได้คือ วันประวัติศาสตร์ ■

‘ผู้นำ’ สันดาน ‘โกง’

ที่มา บางกอกทูเดย์

“คอร์รัปชั่น” กลิ่นไม่สิ้น “แผ่นดินไทย”..ยึดถือปฏิบัติกันทุกรัฐบาล จนกลายเป็นธรรมเนียม..ได้น้อย ได้มาก กูก็เอา ว่างั้นเถอะ!!“ชุมชนพอเพียง” กำลังคลุ้งเหม็นฟุ้ง!! ภาระหนักตกอยู่ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรีแบบเต็มหน้าตัก..กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ก่อนเป็นผู้นำตอกย้ำรัฐบาลต้อง“ใสสะอาด” แต่ “พลพรรค” อดใจไม่ไหว “เงินมาตาโต”ร่ายมาซะยาวเหยียด! มิได้จะบอกว่า “รัฐบาลมาร์คห่วย” เพราะยังหา ตัวเน่า ไม่พบแต่ที่หยิบยกขึ้นมา “นำเรื่อง” เพราะ บางกอกทูเดย์ ต้องการนำเสนอ “ผู้นำขี้โกง” มาให้ผู้อ่าน ร่วมกัน “จับตา” การบริหารงานของรัฐบาล เพราะหากปล่อยให้ “ลอยนวล”บริหารประเทศแบบ “ตามใจฉัน”บรรดาคณะรัฐมนตรีจะสามารถ “โกยเงิน” ไปเป็นของตัวเองมหาศาล อย่างที่ได้เรียบเรียงมาให้ติดตาม...มาวิน!! ซิวที่ 1 “ขี้โกง” ครองโลก คือ ซูฮาร์โต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เขาสร้างความร่ำรวยด้วยการคอร์รัปชั่นถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ซูฮาร์โตใช้เวลา 32 ปี บนตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ด้วยภารกิจ!! ตั้งหน้าตั้งตาสูบเลือดสูบเนื้อโกงกินและสร้างความร่ำรวยให้กับตระกูลของตนเอง ตลอดระยะเวลาทำงานแม้จะถูกต่อต้านเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเล่นงานซูฮาร์โตได้

อันดับ 2 เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เป็นประธานาธิบดีที่โกงกินประชาชนจนสิ้นเนื้อประดาตัวเขาคอร์รัปชั่นแผ่นดินเกิดของตัวเองไปมากมายถึง 10,000 ล้านดอลลาร์หรือ 400,000ล้านบาทไทยท้ายที่สุดประชาชนทนไม่ไหวและลุกฮือกัน จนกลายเป็นพลังประชาชนขนาดใหญ่ที่สามารถทำให้มาร์กอสพ้นจากการเป็นประธานาธิบดี และต้องระเห็จออกจากแผ่นดินเกิดวันที่เดินทางออกจากฟิลิปปินส์ เขาขนทองแท่งใสกระเป๋าเดินทางติดตัวไปมากถึง 24 ใบ

อันดับ 3 โมบูตู ซาซา ซาโก IMF ส่งคนเข้ามาดูแลระบบเศรษฐกิจของคองโก จึงรู้ว่าเขาปล้นชาติไป 5,000 ล้านดอลลาร์ เขาใช้เวลา 20 ปี ตั้งหน้าตั้งตาคอร์รัปชั่น คนคองโกเป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อรู้ความจริงว่า ประเทศมีหนี้สินสูงลิ่วถึง 1,600 ล้านดอลลาร์ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด และเงินมหาศาลนั้นถูกโมบูตูผู้นำที่ปกครองประเทศมากว่า 20 ปี เบียดบังเอาไปใช้ส่วนตัวถึงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ส่วนหนึ่งจากการที่ใช้กลโกงยักยอกอัญมณีส่งไปขายตลาดยุโรป และการโกงเงินเดือนประชาชน

อันดับ 4 ซานี่ อาบาคา ผู้นำของไนจีเรียในช่วง ค.ศ.1993-1998 จำนวนเงินมหาศาลที่เขาทำการคอร์รัปชั่นโกงกินประเทศตนเองสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์เขาใช้เวลาในการบริหารประเทศในฐานะประธานาธิบดีไนจีเรียเป็นเวลาเกือบ 5 ปีใช้เวลาสั้นๆ กอบโกยปล้นชาติปล้นแผ่นดินได้ว่องไว รวดเร็ว และเป็นปริมาณมากจนน่ากลัวเมื่อเทียบกับผู้นำอันดับต่างๆซานี่นั้นยักยอกเงินจากโครงการมาร์แชลแพลน ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือจากนานาชาติเงินที่เขายักยอกเข้าบัญชีของตัวเองนั้นคาดว่าเป็นจำนวนเงินมากพอๆ กับโครงการมาร์แชลแพลน 6 โครงการรวมกันทีเดียว โดยเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านดอลลาร์

อันดับที่ 5 สโลโบดัน มิโลเชวิช คนทั่วไปรู้จักเขาในนาม “นักฆ่าแห่งบอลข่าน”เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วได้ชื่อว่าเป็น “นักฆ่าจอมคอร์รัปชั่น” แห่งดินแดนยูโกสลาเวียด้วยเนื่องจากปล้นชาติโกงแผ่นดินเป็นจำนวนเงินมากมายถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ40,000 ล้านบาทไทยนอกจากความโหดเหี้ยมของการบัญชาการให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันจนเละเทะในคาบสมุทรบอลข่านแล้ว เรื่องราวการโกงกิน การคอร์รัปชั่นของสโลโบดันก็แยบยลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการยักย้ายถ่ายเทเงินทองและงบประมาณต่างๆ จากรัฐเข้ากระเป๋าตนเองสโลโบดันได้ทำการลักลอกขนทองคำและเงินออกนอกประเทศในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง บริษัทพวกพ้องน้องพี่ที่รับเละมีบริษัทเอ็มเคเอส ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นซาทิด หลังจากที่ดำเนินการตบตา-ปลอมแปลงเงินตราเพื่อประโยชน์ส่วนตนล้วนๆ ยิ่งในช่วงที่ถูกสหประชาชาติคว่ำบาตรยิ่งเป็นช่วงเวลาของการสร้างเงินให้อย่างมหาศาล

อันดับ 6 คือ ฌอง คล็อด ดูวาลเลียร์ อดีตประธานาธิบดีเพลย์บอยจากเฮติ ได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อวัย 19 ปี เขาถอดเขี้ยวเล็บมาจากผู้เป็นบิดาเต็มที่โกยไป 80 ล้านดอลลาร์

อันดับ 7 คือ อัลเบอร์โต ฟูจิโมริ ปลาดิบในเปรูผู้ปล้นแผ่นดิน อดีตประธานาธิบดีเปรูเชื้อสายญี่ปุ่นหว่านเงินไปทั่วประเทศเพื่อปูทางการเมืองของเขาให้มั่นคง เขากวาดเงินคืนพร้อมกำไรกลับมารวมทั้งสิ้น 24,000 ล้านบาทไทยอันดับที่ 8 แพฟโล ลาซาเรนโก ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของยูเครนเพียงแค่ปีเดียว(ค.ศ.1996-1997) แต่สามารถโกงชาติได้มากมายมหาศาลเป็นจำนวนเงินประมาณ 114-200 ล้านดอลลาร์หรือ 4,560-8,000 ล้านบาทไทย ปริมาณเงินที่คดโกงมากมายในเวลาสั้นๆ ทำให้เขาติด

อันดับ 8 ได้อย่างไม่ยากเย็นเงินที่โกงส่วนใหญ่มาจากการยักยอกเงินจากการดำเนินธุรกิจแก๊สธรรมชาติของรัฐ ส่วนต้นสายปลายเหตุที่ทำให้มีการสอบสวน คือ ข้อสงสัยเรื่องการส่งภาษีรายได้จากการค้าแก๊สของรัฐบาลที่ตัวเลขถูกบิดเบือนจนรับไม่ได้ เท่านั้นไม่พอเขายังเป็นคนที่จ้างวางฆ่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในการเปิดโปงความผิดอีกต่างหาก

อันดับที่ 9 นายอาร์โนลโด อาลีแมน เขาคือชายร่างอ้วนใหญ่ที่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีของนิการากัวนับตั้งแต่ ค.ศ.1997-2002 ช่วงเวลา 6 ปีที่ครองอำนาจเขายักยอกเงินของรัฐบาลนิการากัวไปเข้าบัญชีตัวเองมากถึง 100 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 4,000 ล้านบาทไทยเงินที่เขายักยอกก้อนแรกมาจากการโกงเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ที่ส่งเงินมาช่วยทุกๆ ปี ปีละ 35ล้านดอลลาร์

อันดับที่ 10 นายโจเซฟ เอสตราดา ประธานาธิบดีคนที่ 13 ของฟิลิปปินส์ และถือว่าเป็นประธานาธิบดียอดโกงอีกคนหนึ่งแห่งแดนตากาล็อก ที่ติดโผ 1 ใน 10แม้ว่าเอสตราดาจะติดอันดับสุดท้าย แต่เงินที่โกงก็ไม่น้อยหน้าอยู่ระหว่าง 78-80 ล้านดอลลาร์ หรือราว3,120-3,200 ล้านบาทไทยปัจจุบัน “ผู้นำขี้โกง” เหล่านี้ ตกนรกไปหมดเรียบร้อยแล้ว!! ■