WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 20, 2009

แกนนำ3เกลอวอนแดงเชียงใหม่หลีกปะทะตร.ห้าร้อยยึดสถานี หวั่นเข้าทางเผด็จการกระหายเลือด

ที่มา Thai E-News



เปิดศึกเมืองหลวงเสื้อแดง-กองกำลังตำรวจกว่า 500 นาย ภายใต้การควบคุมของพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม น้องพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ขุนศึกนักรัฐประหารคมช.เข้าบุกปิดล้อมโรงแรมวโรรส ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุคนรักเชียงใหม่FM92.5เมื่อเช้านี้ อ้างจะมารับเครื่องส่งที่อายัดไว้จากการปะทะครั้งก่อน แต่ตอนนี้ยังออกอากาศได้ตามปกติ เนื่องจากสถานีได้จัดซื้ออุปกรณ์ออกอากาศตัวใหม่ เข้าไปเตรียมการรองรับเอาไว้อยู่แล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพโดย Raungsil
20 สิงหาคม 2552

เผชิญหน้าตึงเครียดที่เชียงใหม่ น้องสมเจตน์ทรราชคมช.ยกกำลังห้าร้อยบุกปิดล้อมสถานีวิทยุเสื้อแดงเชียงใหม่51 สุดท้ายแกนนำ3เกลอขอเคลียร์ อ้างอ้อมๆแอ้มๆแค่มาตรวจรับเครื่องส่งออกอากาศที่สั่งอายัดไว้ในคราวปะทะครั้งก่อน ณัฐวุฒิวอนฝ่ายประชาธิปไตยใจเย็นๆให้หลีกเลี่ยงการยั่วยุเพื่อนำไปสู่การปะทะ หวั่นเข้าทางเผด็จการกระหายเลือด ฝ่ายประชาธิปไตยแนะยกระดับขับไล่น้องสมเจตน์พ้นพื้นที่


ติดตามการถ่ายทอดสดบุกปิดสถานีวิทยุรักเชียงใหม่ที่
http://www.newskythailand.com
http://www.newskythailand.us
http://www.nocoup.org/newwebboard/main.php?board=008452&topboard=1
http://www.sanamluang.in.th ช่องทีวี3


แค่มารับเครื่องส่งที่อายัดไว้?-กองกำลังตำรวจที่มีรายงานว่าอาจมากถึง2,000นายบุกปิดล้อมสถานีวิทยุรักเชียงใหม่51 ภายหลังแกนนำ3เกลอขอเคลียร์ ได้อ้างว่าแค่จะมารับเครื่องส่งที่อายัดไว้จากเหตุปะทะครั้งก่อน ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อเป็นการยั่วยุเพื่อให้เสื้อแดงลุกฮือเผชิญหน้า จะได้เข้าทางเผด็จการกระหายเลือดล้อมปราบเมืองหลวงคนเสื้อแดงทางภาคเหนือ

น้องสมเจตน์ขุนศึกทรราชคมช.นำทีมบุก

เมื่อเช้านี้ตั้งแต่07.00น. กองกำลังตำรวจภูธรภาค 5 โดยการบังคับบัญชาสั่งการของพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม และรองผู้ว่าราชการ เชียงใหม่ จำนวนมากกว่า500 นายบุกเข้ามาปิดล้อมสถานีวิทยุชุมชนคนรักเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานีวิทยุชุมชนฝ่ายประชาธิปไตย

โดยล่าสุดเหตุการณ์ในเวลา 12.00 น. สถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวหยุดออกอากาศลง แต่มีการแจ้งว่ากำลังติดตั้งเครื่องส่งใหม่ไว้พร้อมออกอากาศทันที เพราะได้ซื้อเครื่องส่งใหม่แรงกว่าเดิมไว้รองรับหากเครื่องส่งเก่าโดนยึด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังรอบสถานี ขณะที่มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงรวมตัวอยู่ด้านนอกสถานี มีการกางเต๊นต์ ขณะที่ประชาชนเชียงใหม่ และฝ่ายประชาธิปไตยทั่วประเทศบริจาคข้าวกล่องและเงินทุนสนับสนุนผู้ชุมนุม

ขณะที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์บางรายกล่าวว่า ตำรวจมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความรุนแรงโดยนำกำลังตร.กว่า 2,000คนพร้อมโล่มาทำการยึดสถานี

การบุกเข้าปิดล้อมยึดสถานีมีรายงานข่าวเพราะตำรวจอ้างว่า เพราะมีการใช้สถานีปลุกระดมมวลชนและมีการระดมทุนเป็นจำนวนมากเพื่อนำคนไปรวมตัวที่สนามหลวงในวันถวายฎีกา และมีการเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

คนเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ทราบข่าวได้เดินทางมาที่สถานีเพื่อปกป้องสถานีแล้ว โดยแกนนำขอให้หลีกเลี่ยงการปะทะหรือเผชิญหน้า เพราะจะไปเข้าทางฝ่ายเผด็จการล้อมปราบปราม หรือโยนความผิดให้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยนิยมความรุนแรง

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ และผอ.สถานีวิทยุรักเชียงใหม่51 ได้แจ้งไปทางแกนนำ กทม.แล้ว และแกนนำทางกทม. กำลังเดินทางมาที่ เชียงใหม่

นอกจากนั้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ3เกลอได้โฟนอินไปที่สถานีรักเชียงใหม่ 51 ขอให้ฝ่ายประชาธิปไตยใจเย็นๆ โดยระบุว่าจากการประสานงานทราบว่า ที่ตำรวจมาเพื่อตรวจรับเครื่องส่งที่ยึดไว้คราวที่แล้ว แต่ลักไก่ส่งกำลังพลมาโดยไม่บอกกล่าว ยังกะจะมาปราบจลาจล กะเอาทีเผลอถ้าปิดสถานีได้ก็จะปิด

"ถ้ามันจะเอาเครื่องส่งเก่าก็เอาไป แต่เครื่องส่งใหม่ แรงกว่า เป็นเงินของพี่น้องเสื้อแดงเชียงใหม่ ถ้าจะยึดก็คงเจอต่อต้าน ตอนนี้เสื้อแดงตรึงกำลังไว้คงบุกเข้าไปยาก "ผู้อยู่ในเหตุการณ์ระบุ

แนะเสื้อแดงเชียงใหม่ขับไล่น้องสมเจตน์พ้นพื้นที่

ผู้ใช้นามแฝง"ลูกชาวนาไทย"เขียนกระทู้ในบอร์ดประชาไท ว่าผมคิดว่ากลุ่มเชียงใหม่ 51 ควรคิดอะไรในทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่โตได้แล้วครับ เพราะการทำสงครามย่อยเป็นครั้งๆ ไปไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะจะทำให้เสียพลังมวลชนไปอย่างเปล่าประโยชน์

สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ขณะนี้คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้ส่ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็น "แม่ทัพหลัก" ในการทำสงครามกับคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ หน้าที่สำคัญของเขาคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่สลายตัวไป หากยังทำไม่ได้ ก็จะพยายามก่อกวนไม่ให้การทำงานของกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่เป็นไปอย่างได้ผล

ดังนั้น ตำรวจจะดำเนินงานก่อกวนทุกอย่างที่ทำได้ หากพวกเราแรง เขาก็จะถอย และหากเราถอยเขาก็จะก่อกวนอีก เพื่อสร้างสงครามประสาท กลุ่มเชียงใหม่ 51 จึงต้องกำหนดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในการ ขับไล่ พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอมออกจากพื้นที่ได้แล้วครับ จะต้องย้ายไปที่อื่น และจะต้องดำรงเป้าหมายนี้ให้ชัดเจน

อาจร่วมกัน ชุมนุมปิดเชียงใหม่ไปเลยก็ได้ครับ หรือ ชุมนุมกันหน้า บก.ภาค 5 แบบล้อมทำเนียบเลยก็ได้ และใช้มาตรการสังคมทุกอย่างกับนายตำรวจคนนี้

หากมัวแต่ "โดนพวกเขารุกแต่อย่างเดียว" ไม่รุกกลับบ้าง ไม่มีทางแก้ปัญหาได้แน่นอนครับ พล.ต.ท.สมคิด จะต้องหาเรื่องกับ กลุ่มเชียงใหม่ 51 ไปเรื่อยๆ ตาม "เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพวกเขา

เรียงลำดับเหตุการณ์ตำรวจห้าร้อยบุกปิดล้อมสถานีวิทยุเชียงใหม่

เวลา 7.00 น. เช้าวันนี้ (20 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรใน จ.เชียงใหม่ หลายร้อยนาย นำกำลังปิดล้อมวิทยุชุมชน 92.5 MHz ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ตั้งอยู่หลังวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อขอตรวจค้นและขอยึดเครื่องส่งวิทยุ ที่เคยทำการตรวจอายัดไว้ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีตำรวจปีนขึ้นไปบนเสาอากาศวิทยุ

โดยผู้จัดรายการวิทยุได้ประกาศระดมมวลชนเข้ามาที่สถานีวิทยุ เพื่อมาเป็นพยานในการตรวจค้นและยึดเครื่องส่งวิทยุ โดยผู้จัดรายการคนหนึ่งกล่าวว่าหากเสียงหายไป แสดงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเครื่องส่งไปแล้ว และว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมามากขนาดนี้นึกว่าเชียงใหม่เป็นประเทศพม่าไปแล้วหรือ

โดยล่าสุดในเวลา 12.00 น. สถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวหยุดออกอากาศลง แต่มีการแจ้งว่ากำลังติดตั้งเครื่องส่งใหม่ไว้พร้อมออกอากาศทันที เพราะได้ซื้อเครื่องส่งใหม่แรงกว่าเดิมไว้รองรับหากเครื่องส่งเก่าโดนยึด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังรอบสถานี ขณะที่มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงรวมตัวอยู่ด้านนอกสถานี มีการกางเต๊นต์ ขณะที่ประชาชนเชียงใหม่ และฝ่ายประชาธิปไตยทั่วประเทศบริจาคข้าวกล่องและเงินทุนสนับสนุนผู้ชุมนุม


ก่อนหน้านี้เมื่อ 16 เม.ย. นายไพโรจน์ แสงภูวงษ์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เคยนำกำลังตำรวจ และ นปพ. และเจ้าหน้าที่ กทช. พร้อมนำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เลขที่ ค.260/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552 ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116 เพื่อพบและยึดสิ่งของพยานหลักฐานเอกสารที่ใช้ในการปลุกระดมเชิญชวนประชาชน ทั่วไปร่วมต่อต้านรัฐบาล เข้าตรวจค้นที่สถานีวิทยุชุมชนของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ดังกล่าว

และเมื่อวันที่ 16-17 ก.ค. มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่หน้า สภ.ต.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ และสามแยก ถ.สุเทพ ตัดกับ ถ.นิมมานเหมินท์ ด้านหน้าสำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงใหม่ ในช่วงที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พร้อมคณะได้เดินทางมาที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมกับทุกหน่วยงานในจังหวัดเชียงใหม่เรื่องปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

ข้อเสนอต่อสามเกลอ : จากมวลมหาประชาชนก้าวสู่มวลชนอันไพศาล เพื่อจบปัญหาทั้งปวง

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
20 สิงหาคม 2552

มวลชนอันไพศาลนี้ จะต้องมีการจัดตั้งเหมือนหน่วยกำลังทหาร แต่ปราศจากอาวุธ มีลักษณะเหมือนหมวด เหมือนกองร้อยชัดเจน มีระบบการติดต่อที่รวดเร็ว และแยกอิสระเป็นเครือข่ายเพื่อเอาชนะระบบการสั่งการแบบปิระมิดของทางราชการที่ล้าหลัง สามารถเคลื่อนที่มารวมกันได้ แยกกันหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำให้มวลชนจำนวนเป็นล้านคนมาชุมนุม ณ จุดใดก็ได้ในกรุงเทพฯโดยไม่ต้องใช้การเชิญชวนผ่านเวทีปราศรัย หรือแยกกันไปชุมนุมกระจายทั้งกรุงเทพฯทุกจุดพร้อมกันโดยไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้า




กล่าวนำ

ภายหลังการทูลเกล้าฯถวายฎีกาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 52 ไปแล้วภารกิจของกระบวนการประชาธิปไตยยังไม่จบสิ้น

ตรงกันข้ามกลับต้องเร่งมือมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทำให้ฝ่ายอำนาจต้องเร่งมือในการปราบปรามประชาชนเร็วยิ่งขึ้น ทั้งจากกำลังทางฝ่ายความมั่นคงและกฎหมายที่ออกโดยฝ่าย คมช.

ถ้าหากว่าปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก่อนการจัดกระบวนทัพของฝ่ายอำนาจ ก็นับว่าเป็นโชคดีของประชาชน แต่หากว่ามีการพลิกแพลงให้มีการจัดกำลังกองทัพให้เข้มแข็งแล้วก็จะเป็นการยากที่จะไม่สูญเสียชีวิตประชาชนจำนวนมากจากสงครามกลางเมือง แม้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะในที่สุดก็ตาม

และหากว่าโชคดีมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ไม่เกิดการสูญเสียชีวิต กระบวนการประชาธิปไตยก็ยังคงต้องก้าวต่อไปให้รวดเร็วเพื่อปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่อาจถูกทำร้ายต่อมาได้เนื่องจากไม่มีหลักประกันอะไรที่แน่นอนจากฝ่ายประชาธิปไตยในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ในกรณีที่ฝ่ายเหลืองควบคุมอำนาจความมั่นคงนั้น การกวาดล้างประชาชนและปิดประเทศอาจเกิดขึ้นได้ หากจำลองเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มีการใช้กำลังกับประชาชนก่อนจากนั้นรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด

ประกอบกับข่าวลือถึงคำสั่งที่ว่ากันว่า แว่วออกมาจากวิทยุของฝ่ายทหารในช่วงวันสงกรานต์ปีนี้ว่า “มาหมื่นตายหมื่น มาแสนตายแสน” ประเด็นนี้สมควรสำนึกอย่างจริงจังอยู่เสมอ

และแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์พิเศษอะไรขึ้นก็ตาม ก็อาจหมายความเพียงว่า มีการเปลี่ยนมือในการถือกำลังของฝ่ายอำนาจเท่านั้น การกดขี่ การแอบสูบเลือดประชาชนและการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์เหมือนสมัยนายกสมัครฯและนายกสมชายฯได้โดนกระทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว

ตรงกันข้าม หากได้มีการแปรเปลี่ยนให้มวลมหาประชาชนเป็นมวลชนอันไพศาลแล้ว ปัญหาด้านการเมืองไทยจะยุติลงอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าจะมีการเร่งใช้กำลังในการปราบปราม กองกำลังที่ออกมาปราบนั้นเองก็จะไม่เหลือรอดกลับไปบ้านได้อย่างแน่นอน

นอกจากนั้นในระยะยาวยังเป็นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยโดยมวลชนที่จะกุมอำนาจทางการเมือง เป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรเองและกดดันให้ผู้แทนทั้งหลายต้องฟังเสียงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ไม่สามารถทรยศต่อประชาชนได้ตามใจตัวเองอีกต่อไป

มวลชนอันไพศาลนี้ จะต้องมีการจัดตั้งเหมือนหน่วยกำลังทหารแต่ปราศจากอาวุธ มีลักษณะเหมือนหมวด เหมือนกองร้อยชัดเจน มีระบบการติดต่อที่รวดเร็ว และแยกอิสระเป็นเครือข่ายเพื่อเอาชนะระบบการสั่งการแบบปิระมิดของทางราชการที่ล้าหลัง มวลชนสามารถเคลื่อนที่มารวมกันได้ แยกกันหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำให้มวลชนจำนวนเป็นล้านคนมาชุมนุม ณ จุดใดก็ได้ในกรุงเทพฯโดยไม่ต้องใช้การเชิญชวนผ่านเวทีปราศรัย หรือแยกกันไปชุมนุมกระจายทั้งกรุงเทพฯทุกจุดพร้อมกันโดยไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้า


มีมวลชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศไทยพร้อมที่จะเข้ามาสมทบได้อย่างรวดเร็วหรือชุมนุมในตัวจังหวัดนั้นตามที่มีการนัดหมายล่วงหน้าไม่เกิน 1 ชั่วโมง

ภารกิจของมวลชนเหล่านี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและระบบเศรษฐกิจเสรีแบบ SME เชื่อมโยงระหว่างโอทอปและตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจของกระบวนการประชาธิปไตยเอง

วัตถุประสงค์

เพื่อแปรสภาพมวลมหาประชาชนเป็นมวลชนอันไพศาล

เป้าหมาย

จัดตั้งมวลชนจำนวน 1 ล้านคนจากมวลมหาประชาชนที่สมัครใจในกรุงเทพฯปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง

จัดตั้งมวลชนจำนวน 2 ล้านคนจากมวลมหาประชาชนที่สมัครใจในทุกจังหวัดที่เหลือ

จัดตั้งมวลชนประเภทผู้สนับสนุนอีกไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนที่ส่งเสบียง ที่พักและการขนส่ง

จัดตั้งมวลชนประเภทที่เป็นแนวร่วมเห็นใจฝ่ายประชาธิปไตยที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นมวลชนอย่างแท้จริงแต่ยังไม่พร้อมในการเคลื่อนไหวอีกหลายล้านคน

ระยะเวลาในการจัดตั้งในระยะสั้นก่อนการประกาศโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจและทหารเสร็จสิ้นลง โดยกำหนดให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายให้มากที่สุด

ระยะยาวให้จัดตั้งเพิ่มเติมจนกว่าจะครบตามเป้าหมายและขยายตัวต่อไปในทุกเขตเลือกตั้ง

ขยายมวลชนจนปิดล้อมทางเดินทุกหน ทุกแห่งของฝ่ายอำนาจทั่วทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

ประเมินฝ่ายอำนาจ

การชิงอำนาจในระหว่างเหลืองหรือน้ำเงินทำให้ฝ่ายแดงมีเวลาเพียงพอในการสร้างมวลชน และอาจได้มวลชนติดxxจากข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาเป็นกองหนุนเมื่อเกิดการจลาจลอีกด้วย

กำหนดพื้นที่ออกเป็นสามส่วนคือในแต่ละเขตเลือกตั้งมีมวลชนที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายเผด็จการและฝ่ายที่ยังไม่ตัดสินใจที่ต้องช่วงชิง

ในส่วนราชการให้แบ่งออกเป็นสามส่วนคือฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายเผด็จการ และฝ่ายต้องช่วงชิง

มีภาพ ชื่อ ที่อยู่ของผู้คุมหน่วยกำลังที่จะใช้ในการสลายมวลชนในระดับกองร้อยขึ้นไป รวมทั้งครอบครัว(บิดา มารดา บุตร ภรรยา) ทั้งที่เคยปฏิบัติการ ณ สามเหลี่ยมดินแดง กลุ่มสีน้ำเงิน และในช่วงเดือนตุลาคมเมื่อมีการสับเปลี่ยนกำลัง เพื่อทำความเข้าใจ และห้ามปรามการกระทำอันป่าเถื่อนนั้นเสีย

มีการบันทึกความก้าวหน้าในการขยายมวลชนในพื้นที่ทั้งสองอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าฝ่ายสีเหลือง หรือสีน้ำเงินจะกระทำการใดๆ ฝ่ายประชาธิปไตยให้ทำการขยายมวลชนอย่างต่อเนื่องด้วยความจริงและการให้ความรู้ตลอดเวลา

ความเสื่อมของการเป็นเผด็จการ การเปิดเผยว่าประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมศักดินาอำมาตย์ครอบงำระบบเศรษฐกิจการทำมาหากินและการเมืองไทย ทำให้แนวร่วมของฝ่ายอำนาจลดลงทุกขณะ ทำให้เกิดความจำเป็นในการเร่งปราบเสื้อแดงให้เร็วที่สุด

การจัดตั้งแกนนำและมวลชน

๑. จากรายชื่อฎีกา ให้นำแผนที่ประเทศไทยและเขตเลือกตั้งมาสำรวจแล้วแบ่งซอยให้มีแกนนำประจำทุกพื้นที่ และสร้างมวลชนขึ้นเป็นกลุ่มย่อยๆหลายกลุ่มให้พอเหมาะกับการเคลื่อนย้ายด้วยรถอย่างรวดเร็ว เช่น 20 ไปจนถึง 60 คนให้เหมาะกับรถกระบะ รถตู้หรือรถบัส

๒. แกนนำย่อยระดับต่ำสุดนี้จะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ระดับอำเภอ และในจังหวัดหนึ่งจะมีหลายกลุ่มใหญ่เรียกว่าเป็นสมัชชาจังหวัด ในกรณี กทม.อาจมีถึง 36 กลุ่มก็ได้หากคิดตามเขตเลือกตั้ง

๓. ถ้าเป็นมวลชนในส่วนราชการ หรือ ชมรมต่างๆ ให้แยกเป็นการต่างหาก มวลชนต้องเลือกสังกัดเดียว

๔.ในกลุ่มย่อยที่เป็นองค์กรสำคัญนี้มีการติดต่อพบปะกันเป็นประจำเพื่อให้ความรู้และความจริงต่อกัน มีระบบการติดต่อจากส่วนกลางมายังแกนนำ มีการส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวและแนวคิดจากส่วนกลาง ในขณะเดียวกันกลุ่มย่อยก็รายงานสถานการณ์ที่ได้รับกลับขึ้นไปและไปยังแกนนำย่อยใกล้เคียงเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในการครอบงำของผู้นำคนใดคนหนึ่งแต่เป็นการสร้างเครือข่ายความรู้และการต่อสู้ร่วมกัน

๕.ในทุกสัปดาห์แกนนำศูนย์กลางจะกำหนดประเด็นการเคลื่อนไหว การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์จากนั้นแจ้งไปยังสมัชชาระดับจังหวัดเพื่อให้ข้อเสนอแนะกลับขึ้นมา สมัชชาระดับจังหวัดมีการประชุมหารือกันในเรื่องนั้นๆ แกนนำย่อยที่ได้รับทราบความเห็นจากแกนนำศูนย์กลางตั้งแต่แรกแล้ว หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของตน สอบถามสมาชิกถึงความเห็นในกลุ่มออกเสียงลงมติแล้วเสนอเป็นความเห็นของกลุ่มย่อยไปยังสมัชชาจังหวัดในวันที่นัดประชุมและเข้าร่วมประชุมเพื่อระดมความเห็นให้สอดคล้องกันเป็นระบบก่อนเสนอไปยังแกนนำศูนย์กลาง เพื่อให้มวลชนทั้งปวงเป็นผู้กำหนดการเคลื่อนไหวของแกนนำส่วนกลางไม่ใช่ แกนนำส่วนกลางเป็นผู้ริเริ่มโดยปราศจากการรับรู้และสนับสนุนของมวลชน

๖. ในกรณีที่ มวลชนมีความเห็น มีแนวคิดก็ให้เสนอมายังแกนนำย่อย แกนนำย่อยพิจารณาแล้วหากมีเหตุผลให้แจ้งตรงไปแกนนำศูนย์กลางและนำเข้าที่ประชุมของสมัชชาจังหวัดเพื่อปรึกษาหารือ ผลการหารือเป็นอย่างไรเสนอไปยังแกนนำศูนย์กลางและแกนนำย่อยเพื่อแจ้งให้มวลชนทราบ

๗ .ในส่วนของการให้ข้อมูลกันระหว่างแกนนำทุกระดับ ให้จัดตั้งคำขวัญที่แสดงถึงการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการ เช่นคำว่า “ ต่อต้านระบอบเผด็จการ เจ้าขุนมูลนาย เส้นสาย สร้างความเสมอภาคด้วยกฎหมายที่เป็นธรรม สร้างความเท่าเทียมกันด้วยการให้กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ขจัดพฤติกรรม เจ้ายศ เจ้าอย่าง ยกตนข่มคนอื่นให้หมดจากมวลชนคนเสื้อแดง” หรือ “ต่อต้านการปกครองและชี้นิ้วสั่งการของบุคคลหรือคณะบุคคล สร้างการปกครองด้วยมวลมหาประชาชน” เป็นต้น

๘. มวลชนที่ควรจัดตั้งอย่างเร่งด่วนได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงโดยรอบให้มีกำลังมวลชนไม่ต่ำกว่า หนึ่งล้านคน ให้สำเร็จลงก่อนกลางตุลาคม 2552 นี้ และมีการทดสอบการผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงพลัง มีการให้รหัส ให้ชื่อ ให้เลขหมายกลุ่มเป็นหมวดเป็นกองร้อย เมื่อให้หมวด หมู่ไหนมาชุมนุม หมวด หมู่อื่นคงอยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกมา ก็ให้ชัดเจน สามารถรวมตัวและแยกสลายตัวด้วยพาหนะของตัวเองอย่างรวดเร็ว

จากนั้นมีการทดสอบการรวมตัวด้วยการสอบถามและตอบกลับว่า มีผู้ใดพร้อมจากนั้นมีการทดสอบแจ้งเวลานัดหมายให้พร้อมภายใน 1ชั่วโมงในเวลาที่สะดวกก่อน เพื่อทดสอบว่าจะรวมคนจำนวนหลายแสนคนได้ทันทีหรือไม่ มีอุปสรรคอย่างไร แล้วผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงพลังเช่นนี้จนทราบว่าถ้าเกิดเหตุจะระดมมวลชนได้เท่าไรกันแน่นอน ใช้ระบบการติดต่อสื่อสารหลายระบบและปิดกั้นยาก

๙. สำหรับกลุ่มที่ชอบฟังคำปราศรัยให้แยก และใช้คำเรียกหาว่าเป็นประชาชนอิสระหรือหากเป็นมวลชนก็ให้นับเป็นมวลชนสนับสนุนที่จะหาเสบียง หาอุปกรณ์ หารถมาให้ ซึ่งก็จำเป็นต้องมีการจัดตั้งเช่นกันแต่ดำเนินการอย่างหลวมๆ เพื่อให้การส่งความช่วยเหลือกระจายกันไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นำของมากองไว้ที่ส่วนกลางแล้วไม่ทราบว่าควรจะนำไปให้ใคร ที่ไหน อย่างไรดี

๑๐. แกนนำย่อยมีระบบการติดต่อกันเองและระดับจังหวัดกับศูนย์กลาง เพื่อให้ทุกคนทราบว่า กลุ่มมวลชนไหน ชื่อรหัสว่าอะไร ขณะนี้มีมวลชนจำนวนเท่าไร อยู่ที่จุดไหน มีกล้องถ่ายประจำชุด มีรถขนส่งเรียบร้อยพร้อมเคลื่อนย้ายตลอดเวลา มีการป้องกันระบบการตัดการสื่อสารในยามฉุกเฉินด้วย

๑๑. แกนนำทุกระดับต้องท่องสามคำนี้ไว้ให้แม่นยำคือ ต้องไม่สุ่มเสี่ยง ต้องไม่ล้าหลังมวลชนและต้องเกาะติดตลอดเวลา

การสุ่มเสี่ยงหมายถึงการที่แกนนำนึกจะทำอะไรก็ทำ เช่นการนำคนจำนวนน้อยออกมาต่อต้านรัฐบาลแต่ในจังหวะนั้นไม่สามารถดึงมวลชนออกมาร่วมได้เป็นหมื่นคนในจังหวัดนั้นๆ ก็หมายความว่ามวลชนไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว ในกรณีนี้หรือการไปปิดถนนโดยคนจำนวนน้อยแต่มวลชนส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนและไม่เห็นด้วย แต่ดันทุรังจะไปทำก็มีแต่จะถูกจับหรือหากต้องการให้เป็นเรื่องก็ต้องใช้ความรุนแรงก็เท่ากับทำลายมวลชนบางส่วนที่หลงตามแกนนำที่สุ่มเสี่ยงนี้ออกไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนการไม่ล้าหลังมวลชนหมายถึง มวลชนมีความแค้น มีความต้องการเปลี่ยนแล้วแต่แกนนำกลัวผู้นำฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าเข้าทำการ ก็จะทำให้มวลชนสับสนและแพ้ได้ ส่วนการเกาะติดได้แก่การสื่อสารกับมวลชน การสื่อสารกับแกนนำทั้งบนและล่าง และการติดตามการเคลื่อนไหวของหน่วยกำลังฝ่ายตรงข้ามถึงระดับครอบครัวตลอดเวลา(กรณีของไทยน่าจะเป็นหน่วยระดับกองร้อยขึ้นไปของกองพลต่างๆในกองทัพภาค และ หน่วยอื่นๆที่ออกมายึดอำนาจ รวมถึงการทดลองเกาะติดครอบครัวทหาร ตำรวจ ที่ออกมาปฏิบัติการสลายมวลชนและใช้ความรุนแรงในสภาพเสื้อน้ำเงิน มีการเข้าพูดคุยทำความเข้าใจ หากเข้าไม่ถึงทดลองส่งจดหมายผ่านบุตร ภรรยาอธิบายเหตุผลไปให้พ่อบ้านที่เป็นหน่วยกำลังระดับกองร้อยขึ้นไปคนนั้น... ต่อไปเมื่อยึดอำนาจบริหารในเหล่าทัพได้ ก็จะมีทหาร ตำรวจปลอมตัวเป็นเสื้อเหลืองออกปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง หรือ หากฝ่ายน้ำเงินชนะก็จะมีกลุ่มเสื้อน้ำเงินออกมาสร้างสถานการณ์เช่นกัน)

๑๒. พยายามเข้าแย่งชิงมวลชนในหน่วยกำลังทั้งทหารและตำรวจในระดับหน่วยใช้กำลัง หรือทำให้ต้องยับยั้งชั่งใจในการจะออกไปใช้กำลังเมื่อพบว่าครอบครัวของตนถูกแวดล้อมไปด้วยมวลชนของคนเสื้อแดงที่เข้าถึงครอบครัว พ่อ แม่ บุตร ภรรยาด้วยวิธีการต่างๆแล้ว กรณีนี้รวมถึงฝ่ายเผด็จการในทุกองค์กรด้วย

๑๓. มวลชนที่จัดตั้งแล้วต้องทดสอบ การรวมตัวและแยกสลายอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ทั้งจัดระเบียบการขึ้นรถ ลงรถ การป้องกันตัว การจับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างปลอดภัย เป็นต้น

๑๔. มวลชนแยกเป็น แนวร่วมพื้นฐานได้แก่ผู้ที่มีอุดมการณ์หรือความขัดแย้งกับฝ่ายอำนาจ แนวร่วมสนับสนุนได้แก่กลุ่มที่เห็นใจ ให้การช่วยเหลือแต่ยังไม่เด็ดเดี่ยวพอจะเข้าเคลื่อนไหว และ แนวร่วมมุมกลับได้แก่ฝ่ายอำนาจเองที่อาจลงมือโหดเหี้ยม ทุจริตหรือไร้เดียงสาทำให้ฝ่ายเราเติบโตแนวร่วมเช่นนี้ต้องขยายผลให้มาก

๑๕.มวลชนเหล่านี้ ให้สร้างเครือข่ายพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการค้าขาย การส่งออก และการเงินรูปแบบต่างๆตามกฎหมายเช่น ระบบสหกรณ์เป็นต้น เพื่อทำเศรษฐกิจซ้อนเศรษฐกิจดึงเม็ดเงินระดับรากหญ้าออกจากการสูบเลือดของฝ่ายทุนนิยมผูกขาดให้หมดสภาพและแห้งตายไปเอง กลายเป็นรัฐซ้อนรัฐที่มีความเข้มแข็งและพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองที่มีประสิทธิภาพต่อไป ด้วยสถาบันคนเสื้อแดง

๑๖. แก้ว ๓ ประการได้แก่ แกนนำ หน่วยปฏิบัติการ และ แนวร่วม ต้องมีการสร้างความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพได้ตลอดเวลา

แกนนำ

๑.แกนนำศูนย์กลาง

๑.๑ ต้องจัดตั้งทีมงานรองรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพในการประชุมและการติดต่อสื่อสาร เพื่อปลดเปลื้องภาระของแกนนำความจริงวันนี้

๑.๒ ในด้านการปฏิบัติการ ควรมีอดีตทหาร ตำรวจ หรืออดีตทหารป่าที่มีความชำนาญในเรื่องการรบ การจัดการกับความรุนแรงและคุ้นเคยกับเรื่องมวลชนมาก่อนเป็นผู้วางแผนและจัดการ เพื่อให้เท่าทันกับแผนการของฝ่ายอำนาจ

๑.๓ แกนนำศูนย์กลางต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ด้วยการปรึกษาหารือในระดับนโยบายและประชุมกับสมัชชาจังหวัดและรับข้อมูลจากทุกแกนนำในระดับล่างเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่เป็นจริงกับสภาวการณ์ตลอดเวลา การกำหนดการเดินต้องทำเป็นโครงการมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมาย มีกิจกรรม ที่ระบุเรื่อง คน อุปกรณ์และงบประมาณเสมอ เช่นการนัดชุมนุมใหญ่ ต้องเตรียมพื้นที่พักให้กับมวลชนจากต่างจังหวัดที่ใดบ้าง มีอาหารการกินอย่างไร เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือถูกโจมตีจะต้องทำอย่างไรในครั้งนั้นๆ เป็นต้น

๑.๔ การวิเคราะห์สังคม ให้แยกเป็นสังคมศักดินาเจ้าขุนมูลนาย และสังคมประชาธิปไตย เพื่อแยกคนออกเป็นกลุ่มพวก หรือหากเป็นเทคโนโลยี ก็จะเป็นสังคมเกษตรศักดินาโบราณ สังคมอุตสาหกรรมประชาธิปไตยเริ่มแรก และสังคมโลกาภิวัฒน์ประชาธิปไตยทางตรงโดยประชาขน เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์สังคมแล้วจึงกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการต่อสู้ต่อไป ทั้งนี้ต้องถ่ายทอดความคิดนี้ลงไปสู่แกนนำระดับล่างและรับฟังความเห็นกลับขึ้นมาเสมอว่า ในความเป็นจริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่ และให้มีการถกแถลงกันระหว่างแกนนำศูนย์กลาง สมัชชาจังหวัดและแกนนำระดับล่างจนกว่าจะมีความเห็นตรงกัน

๑.๕ สืบทราบความเคลื่อนไหวของกำลังฝ่ายอำนาจ แสวงหาข้อมูลที่ชัดเจน แบ่งแยกฝ่ายให้แน่นอน แสวงหาแนวร่วมในค่ายและหน่วยงานของฝ่ายกำลัง รวมถึงส่วนราชการอื่นๆในลักษณะผลพลอยได้อย่างแข็งขันแล้วรายงานทางลับด้วยข้อมูลที่เป็นจริงเสมอ และมีการบันทึกความได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละฝ่ายตลอดเวลาแม้ว่าสถานการณ์จะยุติความรุนแรงไปแล้วเพื่อให้บรรลุการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในที่สุด

๑.๖ ติดต่อสื่อสารข้อมูล ระหว่างแกนนำจากบนสู่ล่าง จากล่างขึ้นบน และแกนนำด้วยกันอยู่ตลอดเวลา

๑.๗ แกนนำศูนย์กลาง สร้างพฤติกรรมรังเกียจการทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย ไม่สร้างบริวารแห่แหนห้อมล้อม ทำตัวติดดิน ฝ่ายอารักขามีเท่าที่จำเป็นและไม่ทำร้ายประชาชน

๑.๘ มติที่ประชุมและการนำไปปฏิบัติให้มีการบันทึกอย่างละเอียดและตรวจสอบผลการทำงานและนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยกระดับมากขึ้น ด้วยการทำเป็นตัวเลขตลอดเวลา

๑.๙ การแก้ปัญหาทุกประการต้องหลีกเลี่ยงการเป็นเจ้าขุนมูลนาย ด้วยการใช้ถ้อยคำให้ร้าย ป้ายสี ใช้โวหารเชือดเฉือน เสียดสี หรือใช้การสั่งการ แต่ให้เปลี่ยนเป็น การใช้ตัวเลขยืนยัน ใช้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเป็นตัวกำหนด ใช้การบันทึกการทำงานและการรายงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลทุกระดับเป็นเครื่องมือการบริหารงาน ไม่ใช้จินตนาการหรือคาดการเอาเองอย่างเด็ดขาด

๒. แกนนำทุกระดับ

๒.๑ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทุกประเทศในประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างอำนาจเก่าระบบคิดเดิมกับ การทำมาหากินของประชาขนในเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ก้าวหน้ากว่า ส่วนระบบอำนาจเก่าเช่นระบบศักดินาที่เหมาะกับสังคมโบราณที่อาศัยการสั่งการจากคนหรือคณะบุคคลที่เป็นศักดินาแฝงได้แก่ระบอบเผด็จการทั้งหลายจะไม่สามารถบริหารประเทศได้เนื่องจากการทำมาหากินของประชาชนเปลี่ยนเป็นแบบอุตสาหกรรมหรือโลกาภิวัฒน์ไปแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาในทุกประเทศ ในกรณีประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้ นำระบบเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น นอร์เวย์ เดนมาร์ก ว่าระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลดูแลประชาชน และประชาชนจะทำมาหากินได้อย่างสะดวก มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือตลอดชีวิตนั้นจะทำได้ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยและเจริญกว่าการเป็นเผด็จการอย่างไทยอย่างไร สมควรที่จะออกมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองกันได้ด้วยวิธีใด

๒.๒ แกนนำทุกระดับต้องวิจารณ์ตนเองว่ามีข้อบกพร่องและข้อดีในการปฏิบัติที่ผ่านมาอย่างไร ทุกครั้งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว

๒.๓ แกนนำต้องนำทฤษฎีทางการเมืองดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ของตนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจริงหรือไม่ กลุ่มใดที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเนื่องจากมีการทำมาหากินในระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่หรือเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าไปเป็นเครือข่ายประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงด้วยอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ กลุ่มต่างๆเหล่านี้มีศักยภาพและมีความสามารถในการต่อสู้เพื่อปากท้องของตนอย่างไรแล้วรายงานไปยังแกนนำระดับสมัชชาจังหวัดและศูนย์กลางตลอดเวลา

๒.๔ แกนนำมีหน้าที่ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างมวลชนกับแกนนำระดับเดียวกันและระดับที่สูงกว่าเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกันตลอดเวลา จากด้านข้างไปยังด้านข้าง จากล่างขึ้นบนและจากบนลงล่างอยู่ตลอดเวลา ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

๒.๕ แกนนำต้องมีแผนที่ของกลุ่มตน มีการกำหนดแนวทางช่วงชิงมวลชน ขยายมวลชนในพื้นที่ตลอดเวลาเพื่อเชื่อมกับแกนนำที่อยู่ข้างเคียงกัน ปิดล้อมฝ่ายอำนาจไว้ทุกหนทุกแห่ง สร้างเครือข่าย ผู้สนับสนุน การขนส่ง การติดต่อสื่อสารหลักและสำรองไว้เสมอ และรายงานให้แกนนำศูนย์กลางทราบเพื่อนำไปกำหนดไว้ในแผนที่รวมของกระบวนการ

๓. แนวร่วม

๓.๑ แนวร่วมที่ได้แบ่งเป็น แนวร่วมพื้นฐาน แนวร่วมสนับสนุน มีการปิดลับ ตัดตอนไม่ให้มีการสืบถึงกันได้ แนวร่วมมุมกลับทำการส่งเสริมให้ทำการอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดคนเคียดแค้นและเข้ามาเป็นแนวร่วมฝ่ายเรามากขึ้นทุกทีจนเต็มไปทุกหน ทุกแห่ง

๓.๒ หน้าที่หลักของแนวร่วมนอกจากจะแสดงพลังแล้ว คือการเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายกำลังและครอบครัว ทุกย่างก้าว

๓.๓ การเคลื่อนไหวเมื่อมีการชุมนุมต้องมีกล้อง มีการถ่ายทอดผ่านกล้องที่เป็นอินเตอร์เนทไปยังศูนย์กลางที่ได้จัดเตรียมไว้ และต้องรายงานที่ตั้งตลอดเวลาว่ากลุ่มอยู่ ณ จุดใด ผู้ปลอมตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์คือใคร จะจับกุมได้อย่างไร หากมีการเคลื่อนที่ต้องร้องขอ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศมาอยู่ใกล้เคียงและต้องมีไหวพริบพอที่จะสร้างข่าวให้ได้ประโยชน์ต่อการปฏิบัติการของฝ่ายประชาธิปไตย

๓.๓ รายงานอย่างปิดลับสู่แกนนำ

กฎเหล็ก

พูดจาอ่อนโยน ซื้อขายอย่างยุติธรรม ไม่เอาเปรียบกัน ยืมของต้องคืน ทำของเสียต้องใช้ ไม่ดุด่า ทุบตี คนอื่น ไม่ทำผลิตผลราษฎรเสียหาย ไม่ลวนลามผู้หญิง ไม่กระทำทารุณ ไม่แตะต้องของประชาชน ต้องขจัดผู้ไม่มีวินัยเช่นนี้ออกจากมวลชน


ความสำเร็จ

อยู่ที่การมีอุดมการณ์และพฤติกรรมในทุกระดับเป็นประชาธิปไตย รังเกียจเผด็จการ เจ้าขุนมูลนายและไม่ทำตัวเป็นเสียเอง

ระมัดระวังการแอบอ้างมวลชนเพื่อหารายได้เข้ากับแกนนำในทุกระดับ

มียุทธศาสตร์ชัดเจน “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม”

แนวร่วมที่เพียงพอในการขับไล่เผด็จการในทุกประเทศคือ ๒-๓ ล้านคนสำหรับประเทศไทยควรอยู่ที่ ๓-๕ ล้านคน และมีผู้สนับสนุนอีก ๑๒-๑๕ ล้านคนสำหรับเป้าหมายการวางแผนงานด้านมวลชน ส่วนข้อเท็จจริงนั้นขึ้นอยู่กับกำลังและความเข้มแข็งของแต่ละฝ่ายในขณะนั้นๆ


มีการทดสอบ การรวมและสลายพลังมวลชนอย่างสม่ำเสมอ ลดการปราศรัยบนเวทีลง เน้นการเคลื่อนไหวมวลชนและกำหนดจุดประจำที่ให้มากขึ้น

มีการช่วงชิงมวลชนจากฝ่ายอำนาจตลอดเวลา ทั้งจากประชาชนที่เสื่อมความศรัทธาต่อคนที่เรียกตัวเองว่า คนดี คนมีคุณธรรมมาเป็นการที่ประชาชนมีอำนาจและมีการตรวจสอบทางการเมืองแทน และช่วงชิงมวลชนทั้งจากหน่วยงานและพื้นที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วนำมาจัดตั้งเป็นมวลชนที่มีสังกัดชัดเจนไว้ใจได้

การชิงมวลชนต้องทำให้สำเร็จอย่างน้อยให้มีมวลชนนับเป็นล้านคนในเบื้องต้น ก่อนการที่ฝ่ายอำนาจจะจัดกำลังฝ่ายความมั่นคงได้สำเร็จ แต่ถ้าการรวบอำนาจฝ่ายความมั่นคงของฝ่ายอำนาจไม่สามารถทำได้สำเร็จ มวลชนก็พัฒนาไปเป็นมวลชนทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองต่อไป

พึงระลึกไว้เสมอในสัจธรรมที่ว่า “ ประชาธิปไตย ไม่เคยได้มาด้วยการขอ” และ “ ที่ใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่นั้นมีการทุจริตอย่างเบ็ดเสร็จด้วยเช่นกัน (Absolute power, corrupt absolutely. (Lord Anton))”

**************

ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน: น้ำท่วมท้ายเขื่อนศรีนครินทร์ VS ท่อก๊าซพม่า VS อองซานซูจี: ราคาที่สังคมไทยและชนกลุ่มน้อยในพม่าต้องจ่าย

ที่มา ประชาไท

เนื่องจากบ้านฉันอยู่ติด “น้ำแม่กลอง” เสาบ้านกว่าครึ่งตั้งอยู่ในน้ำ สมัยที่ยังเด็ก น้ำท่วมบ้านจนกลายเป็นเรื่องปกติ ความทุกข์ทรมานจากโคลนเลนกลายเป็นความสนุกสนานที่ได้เล่นน้ำและไม่ต้องไปโรงเรียน เวลาฉันถามที่บ้านว่า “ทำไมน้ำท่วมบ้านเราทุกปี” คำตอบเดิมๆ ที่ได้รับจนฝังหัวมาทุกวันนี้คือ “น้ำล้นเขื่อนที่เมืองกาญจน์ พอฝนตก กระแสน้ำจะแรง เจ้าหน้าที่ต้องปล่อยน้ำออกมา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขื่อนจะพัง รับน้ำไม่ไหว” คนท้ายน้ำอย่างฉันจึงรู้สึกธรรมดาๆ เวลาน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านทุกๆ ปีในหน้าฝน

เช่นเดียวกับตอนเช้าตรู่วันที่ 15 สิงหาคม 52 คนที่บ้านริมน้ำส่งเสียงผ่านสายโทรศัพท์มาถึงคนที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงว่า “เขื่อนปล่อยน้ำ จนน้ำท่วมแถวเมืองกาญจน์ ไม่รู้จะมาถึงบ้านเราเมื่อไหร่” ฉันก็ยังรู้สึก “เฉยๆ และเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง” อย่างไรก็ตามน้ำเสียงของอาทรร้อนรนจนผิดปกติ ซักไปซักมาจนได้ความกระจ่างกว่าเดิมว่า “น้าโรจน์ เพื่อนสนิทของอาฉัน เจ้าของรีสอร์ตริมน้ำแควใหญ่ ตอนนี้น้ำท่วมหมดแล้ว ไม่มีใครแจ้งล่วงหน้า เช็คข่าวให้หน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติถ้าเขื่อนปล่อยน้ำ จะแจ้งชาวบ้านก่อนสองสามวัน แต่ครั้งนี้ไม่มีวี่แววอะไรเลย แจ้งก่อนชั่วโมงเดียว ขนของไม่ทัน มันต้องมีอะไรแน่ๆ ! ”

ข้อสังหรณ์จากคนท้ายน้ำอย่างอาฉันและน้าโรจน์ ที่หาอยู่หากินกับน้ำมาค่อนชีวิต เมื่อเห็นน้ำมาแบบไม่ปกติ ก็คาดการณ์ล่วงหน้าได้ไม่ยากว่า น้ำท่วมครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน

และเหตุการณ์นี้ก็เป็นจริงอย่างที่คนท้ายน้ำสังหรณ์

เพราะความไม่ปกติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “เขื่อนศรีนครินทร์ ปล่อยน้ำ” แต่สัมพันธ์กับ “ท่อก๊าซพม่า หยุดจ่ายไฟ”

กิตติ ตันเจริญ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยหลายสำนักว่า สาเหตุที่ต้องเปิดระบายน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เพราะวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชในอ่าวไทย ท่อส่งก๊าซรั่ว ต้องปิดซ่อมทั้งระบบ ทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไปถึง 650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติยาดานาในพม่า ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไป 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต รวมก๊าซ 2 แหล่งที่หายไปสูงถึง 1,750 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้า 10,000 MW ซึ่งเกินความสามารถของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ผลิตขนานอยู่ในประเทศไทยจะรับมือได้ทัน

ฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าในประเทศไทยดับ กฟผ. จึงให้เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ามากเป็นอันดับ 2 รองจากเขื่อนภูมิพล เดินเครื่องปั่นไฟฟ้าทั้ง 5 เครื่อง ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม แปดโมงเช้าจนถึงตีสองของอีกวัน เพื่อป้อนไฟเข้าระบบอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่มีเวลาเตือนให้ประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อน รู้ล่วงหน้าว่าน้ำจะท่วม เพราะต้องใช้ปริมาณน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ จนส่งผลให้กระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่

คำอธิบายเชิงวิชาการแบบนี้ คนท้ายน้ำอย่างฉันรู้สึกฉาบฉวยเกินไปหน่อย คล้ายกับคำพูดเดิมๆ ที่ว่า “เพื่อให้คนเมืองหลวงมีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านปากมูนต้องเสียสละบ้านตนเอง เพื่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า”

จากการที่ตามข่าวประเด็นพม่ามานาน ฉันอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า หรือนี้คือการตอบโต้ของรัฐบาลพม่าต่อรัฐบาลไทยผ่านจุดอ่อนเรื่อง “การพึ่งพาพลังงาน”

เพราะวันที่แหล่งผลิตก๊าซยานาดาในพม่าหยุดจ่ายไฟอย่างกะทันหันนั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้แสดงท่าทีตำหนิ ประณาม และกดดันรัฐบาลพม่า กรณีการคุมขังนางอองซานซูจีต่อเนื่องออกไปอีก

ช่วงเวลาเดียวกับที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยกำลังร่างหนังสือเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในระหว่างการประชุมในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียสัปดาห์นี้ เพื่อเรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวนางอองซานซูจี โดยให้เหตุผลว่าตราบใดที่นางอองซานซูจียังไม่ได้รับอิสรภาพ ประชาคมโลกคงไม่เห็นว่าพม่าจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง แม้จะมีการเลือกตั้งในปีหน้าก็ตาม

คงจำกันได้ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลพม่าเพียงครั้งเดียว คือ สมัยที่นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประณามผ่านเวทีที่ประชุมสหประชาชาติ ตอนที่ทหารพม่าใช้กำลังเข้าปราบปรามพระสงฆ์อย่างเหี้ยมโหดเมื่อเดือนกันยายน 2550 ที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยยึดถึงนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในพม่ามาโดยตลอด

ครั้งใดที่รัฐบาลไทยเล่นบทแข็งกร้าวหรือนอกบทกับรัฐบาลพม่า ราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายเสมอมา คือ การปิดด่านการค้าชายแดนไทย – พม่า วันนี้รัฐบาลพม่ารู้แล้วว่ารัฐบาลไทยมีช่องทางการค้าชายแดนช่องทางอื่นๆ เช่น จากด่านมุกดาหาร สระแก้ว ตราด หรือเชียงราย เป็นต้น ทำให้รัฐบาลพม่าจึงเลือกใช้ “จุดอ่อน” ด้านอื่นมาต่อรองแทน

ในสมัยก่อนการปิดด่านชายแดน ไม่ได้กระทบแค่เพียงพ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงประชาชนตาดำๆ ฝั่งพม่าผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเช่นกัน การปิดด่านชายแดนทุกครั้ง มาพร้อมกับการหยุดชะงักการขนส่งอาหารของกลุ่มบรรเทาทุกข์ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยง ชาวบ้านมอญในฝั่งพม่าที่หลบหนีทหารพม่าซ่อนตัวอยู่ในป่า

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วชาวบ้านกะเหรี่ยง ชาวบ้านมอญ เกี่ยวอะไรกับประเทศไทยและประชาชนไทย

ถ้ายังจำกันได้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2537 ที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการตกลงซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากรัฐบาลพม่า เพื่อนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ซื้อในครั้งนี้ ปตท.จะนำไปใช้ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ต่อไป

การก่อสร้างท่อส่งก๊าซจากพม่ามาประเทศไทยในครั้งนั้น ชาวบ้านชนกลุ่มน้อยในรัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน เพราะถูกทหารพม่าบีบบังคับ ใช้กำลัง ทำสงครามปราบปราม เพื่อให้ชาวบ้านโยกย้ายออกจากพื้นที่วางท่อส่งก๊าซ ชาวบ้านอีกหลายคนต้องกลายเป็นลูกหาบ ถูกบังคับใช้แรงงานก่อสร้างถนน ทางรถไฟ เพื่อขนวัตถุดิบเข้าในพื้นที่

รัฐบาลพม่านำแผนปฏิบัติการธุยา (Thuya Operation) มาใช้กับชาวบ้านที่นั่น เป็นการบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกนอกพื้นที่สร้างท่อก๊าซ และถ้าชาวบ้านคนใดย้อนกลับมาจะถูก “ยิงโดยไม่ต้องสอบสวน” (Free Fire Zone) คือ การที่ทหารพม่าสามารถยิงชาวบ้านที่ฝ่าฝืนกลับเข้าไปในหมู่บ้านได้ทันที โดยไม่ต้องทำการสอบถามใดๆ ทั้งสิ้น

ความโหดร้ายดังกล่าวที่เกิดขึ้น จึงส่งผลให้มีชาวบ้านกะเหรี่ยง ชาวบ้านมอญจำนวนมากหลบหนีมายังประเทศไทย หลายคนหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าฝั่งพม่า และจำนวนมากหลบหนีมาที่ประเทศไทยกลายเป็นผู้ลี้ภัยในค่ายแถบชายแดนไทย-พม่า ไม่สามารถกลับบ้านตนเองมาจนทุกวันนี้ และสังคมไทยต้องรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

นอกจากนั้นแล้วอีกประการหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล มีท่าที “หน่อมแน้มเหลือเกิน” ต่อการรับมือหรือจัดการกับปัญหานี้ เขากล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 52 ว่า “ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์แล้ว เพื่อตรวจสอบว่ามีสาเหตุจากอะไร กระบวนการตัดสินใจปล่อยน้ำมีความเหมาะสมหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก”

“รัฐมนตรีคะ” ท่านรู้ไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “เขื่อนปล่อยน้ำ และการเยียวยาผู้เสียหาย” แต่คือเรื่อง การจัดการระบบพลังงานในประเทศไทยทั้งระบบ ว่ารัฐบาลไทยจะมียุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนอย่างไรมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่า “รัฐบาลพม่า” จะไม่เล่น “การเมืองแบบต่อรองตัวประกัน” แบบนี้อีกในวันข้างหน้า และคนท้ายน้ำอย่างฉันก็ต้องกลายเป็น “ผู้เสียสละ” ต่อไป

..................................................
ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน เป็นศูนย์ข่าวออนไลน์ภาคภาษาไทย ทำหน้าที่รวบรวมข่าวภาษาไทยและนำเสนอบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านแรงงานทุกกลุ่มในประเทศไทย (แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ) รวมถึงผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่า ตลอดจนสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ภายในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการย้ายถิ่น ดำเนินการผ่านเงินทุนส่วนตัว และการลงแรงกาย แรงใจ ของกลุ่มเพื่อนสนิท 4 คน คือ พรสุข เกิดสว่าง, อดิศร เกิดมงคล, บัณฑิต แป้นวิเศษ และบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ เริ่มต้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2552 พวกเราเชื่อว่า “สังคมไทยต้องมีพื้นที่เรียนรู้ มากกว่าในห้องเรียนเพียงเท่านั้น การเรียนรู้มาพร้อมกับความเข้าใจและความอดกลั้นในความต่าง รวมถึงการเคารพคนอื่นที่ต่างจากเรา”

ติดต่อเรา: crossborder.newsagency@gmail.com

อ่าน CBNA ฉบับที่ 1-38: http://gotoknow.org/blog/crossborder-newsagency/toc

รำลึกครบรอบ 10 ปี การจากไป “อ.ป๋วย” ผ่าน “ศิลปะ ความงาม และความเมตตา”

รำลึกครบรอบ 10 ปี การจากไป “อ.ป๋วย” ผ่าน “ศิลปะ ความงาม และความเมตตา”

ที่มา ประชาไท

ป๋วยเสวนาคาร ร่วมกับ สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมครบรอบการจากไปของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้น หัวข้อ “ศิลปะกับความงาม และความเมตตา” ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2552 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย อาคารอเนกประสงค์ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่า-พระจันทร์)

ทั้งนี้ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือสามัญชนคนธรรมดาที่ยึดมั่นและต่อสู้เพื่ออุดมคติ เป็นสามัญชนที่สง่างาม มีความซื่อสัตย์สุจริตและความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างมาก ตลอดชีวิตของ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั้น ท่านได้พูดถึงความงาม ความดี ความถูกต้องมาตลอด เพราะท่านมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งเหล่านี้ จะเห็นได้จากบางส่วนของจดหมายที่ท่านเขียน เนื่องในโอกาสวันครบปีการเปิดหอศิลป พีระศรี มีเนื้อความว่า

“ประชาคมใดที่เพิกเฉยต่อความงามและศิลปะ ประชาคมนั้นย่อมจะเจริญสมบูรณ์มิได้ และประชาคมใดที่เอาใจใส่บำรุงศิลปวิทยา ประชาคมนั้นย่อมจะประสบความเจริญ มิใช่แต่ในด้านศิลปะอย่างเดียว ย่อมจะเจริญในด้านความดี และความจริง อันเป็นองค์ประกอบแห่งสันติสุขแห่งมนุษย์ในประชาคม”

นิพนธ์ แจ่มดวง กรรมการป๋วยเสวนาคาร บอกถึงเหตุและความสำคัญของการจัดงานครบรอบ 10 ปีแห่งการจากไปของอาจารย์ป๋วยว่า “ปีนี้อาจารย์ป๋วยได้จากพวกเราไปครบ 10 ปี และพระยาอนุมานราชธนเองก็มีวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาลเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงให้สังคมเห็นถึงคุณค่าของวัฒนธรรม ศิลปะ และความงาม ที่บุคคลทั้งสองท่านได้ทำมา นับแต่การที่ท่านเสฐียรโกเศศ ได้มอบลิขสิทธิ์ของท่านทั้งหมดในการก่อตั้ง มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ให้มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการอุดหนุนศิลปินที่ตกยาก และอาจารย์ป๋วยเอง ท่านก็ได้อุดหนุนศิลปินให้ได้มีผลงานด้านความงามกับสังคมมาตลอด เราจะเห็นได้จากการที่ท่านอุดหนุนภาพงานศิลปะของศิลปินต่างๆ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันเองที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีภาพของศิลปินเหล่านี้ตกแต่งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาพของ ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ฯลฯ”

“เรามีจุดมุ่งหมายเพื่อสานต่อแนวคิดด้านศิลปะ ความงาม และวัฒนธรรม ให้มีคุณค่าก่อเกิดงานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงาน จึงได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อดีตท่านผู้อำนวยการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยคนแรกในกระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์สูงทั้งด้านการสอน การค้นคว้าวิจัยงานศิลปะร่วมสมัย จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่สามารถเชื่อมโยง บูรณาการงานศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี มาเป็นผู้แสดงปาฐกถาป๋วยเสวนาคาร ในหัวข้อ “ศิลปะกับความงาม และความเมตตา” นอกจากการแสดงปาฐกถาแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีจากคนรุ่นใหม่ กลุ่ม hello minor ซึ่งเป็นดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง รวมทั้งการอ่านบทกวี จาก อ.สกุล บุญยทัต ผู้มีหัวใจศรัทธาต่ออาจารย์ป๋วยอย่างมาก ปิดท้ายด้วยการกล่าวปิดจากปราชญ์สยามสามัญชนผู้ยึดมั่นความเป็นธรรมของสังคมอย่าง ส.ศิวรักษ์”

ศิลปะ ความงาม และความเมตตา จะร้อยเรียงความหมายแห่งชีวิตของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้ปรากฏเป็นความจริงในวันนี้ได้อย่างไร มิติคุณค่าทางศิลปะ จะเกี่ยวข้องกับความงาม ความมีสุนทรียะ ความดีงามที่ไม่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าความสนองตอบทางจิตใจได้อย่างไร ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดในกิจกรรมดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.snf.or.th

ที่มาภาพ: ปกนิตยสารสารคดี ฉบับพิเศษ ป๋วย อึ้งภากรณ์จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

…”ฎีกา” ใครจะรับไว้เองก็ตามใจ...

ที่มา thaifreenews

โดย ปลายอ้อกอแขม

…”ฎีกา” ใครจะรับไว้เองก็ตามใจ...

ความยิ่งใหญ่อลังการระดับงานสร้าง กับพิธีการทูลเกล้าถวายฎีกาของคนเสื้อแดง ณ ประตูวิเศษไชยศรีเมื่อช่วงเที่ยงๆของวันที่ 17 สิงหานี้ ..สุดยอด !


เห็น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นจากทั่วสาระทิศ ที่มารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 16 สิงหา เห็นการตั้งแถวเป็นริ้วขบวนเคลื่อนตัวไปยังพระบรมมหาราชวังอย่างพร้อมเพรียง สวยงาม เห็นภาพการ “หาม”กล่องใส่ฎีกา 2 คนต่อ 1 กล่องที่เป็นขบวนยาวเหยียด เป็นภาพที่ผมคิดว่าหาไม่ได้แล้วอีกแล้ว ..งามจริงๆ


ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นจากพลังของมหาประชาชน ..ของจริง !


เห็น พูดๆกันว่า ตามขั้นตอนเมื่อสำนักราชเลขาฯรับไปแล้ว ก็ต้องส่งให้รัฐบาลตรวจสอบก่อน จากนั้นรัฐบาลก็จะส่งฎีกากลับคืนสำนักพระราชฯพร้อมห็นประกอบ แต่ไม่มีสิทธิ์จะดองฎีกาไว้ จากนั้นเมื่อสำนักราชฯได้ความเห็นคืนมาแล้ว ก็จะส่งต่อให้องคมนตรีอีกทอดหนึ่ง ..เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ


มี หลายคนถามว่า ตอนที่ฎีกาของอาจารย์จุฬาฯ และฎีกาของนายสนธิที่บุกไปถวายฎีกาตอน 3 ทุ่มในคราวนั้น สำนักราชเลขาฯได้ทำ “ขั้นตอน”อย่างนี้หรือไม่ และคำถามก็คือรัฐบาลในตอนนั้น ได้มีการตรวจสอบฎีกาหรือไม่ ..ผมไม่รู้ !


แต่ ที่รู้ ก็คือ ฎีกาทั้ง 2 ฉบับ ส่งไปถึงมือองคมนตรีอย่างแน่นอน พล.อ.เปรมยอมรับเองเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งถ้าฎีกาทั้ง 2 ฉบับถึงมือองคมนตรีได้ ก็แสดงว่ารัฐบาลทักษิณในตอนนั้น ไม่ได้สะกัดขัดขวางฎีกาเลย ทั้งที่ฎีกานั้นมีเนื้อความที่ร้ายตนเอง ..นี่ซิ คนจริง !



แต่ถ้าไม่จริงดังที่สำนักราชเลขาฯกล่าว อ้าง ก็เป็นเรื่องน่าคิด แต่อย่างไรเสีย ความจริงก็คือความจริง วันหนึ่งมันต้องเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน ..เหมือนทุกเรื่อง!


แต่ วันนี้ คนเสื้อแดงได้ยื่นฎีกาไปแล้ว จุดหมายก็เพื่อทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ไม่ใช่สำนักราชเลขาฯ ไม่ใช่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่องคมนตรี ..จึงไม่คิดว่าใครหน้าไหนจะบังอาจตัดตอนฎีกา !


การถวายฎีกา เป็นเรื่องของพสกนิกรที่ต้องการบอกเล่าถึงความทุกข์ร้อนแสนสาหัสของตนเองกับ พระเจ้าอยู่หัวของเขาตามโบราณราชประเพณี พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่จะดับทุกข์เข็ญได้ เหตุที่ไม่ร้องทุกข์กับรัฐบาล เพราะรัฐบาลได้ประกาศเป็นศัตรูกับคนเสื้อแดงเสียเอง ..ก็รู้ๆกันอยู่


โปรด รับรู้ว่าฎีกานี้ คนเสื้อแดงส่งขึ้นทูลเกล้าถวาย ใครอย่ามาทำตัวเสมอด้วยพระองค์รับฎีกาเก็บเอาไว้ หากคิดจะทำอย่างนั้น ก็ตามใจ ..แล้วจะว่าไม่เตือน !


และโปรดรับรู้อีกอย่างว่า คนเสื้อแดงเหล่านี้ เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ทูลเกล้าถวายฎีกาต่อพระองค์ ..รู้ไว้ด้วย !!!

บอยคอตเครือซีพีโค่นเผด็จการใบไม้เขียว

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 สิงหาคม 2552

โดนTRUEปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจนเหลืออด ฝ่ายประชาธิปไตยชวนกันยกเลิกเน็ตทรูไม่พอ ลุกลามยกเลิกมือถือTRUE เลิกUBCเลิกเข้า7-Eleven เครือซีพีโดนบอยคอตยกแผง ล่าสุดไม่รู้เกิดอะไรขึ้นTrueยอมเปิดให้เข้าไทยอีนิวส์ได้อีกแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะเจอเผด็จการใบไม้เขียวอีก เพื่อความไม่ประมาทควรหาเน็ตบริการอื่นใช้แทนจะดีกว่า(หากTrueยังทำแบบเดิมๆอีก เราจะประชาสัมพันธ์เน็ตของค่ายอื่นให้โดยไม่คิดมูลค่า)


ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์แจ้งมาว่า ช่วงค่ำวันนี้ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของTRUE สามารถเข้าอ่านไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ ไม่ถูกปิดกั้น โดยวิธีการที่TRUEใช้การredirectไปที่เวบictใบไม้เขียวแล้ว

ผู้อ่านของไทยอีนิวส์จากผลการสำรวจล่าสุดเป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากกว่า45%ของท่านผู้อ่านทั้งหมด และเน็ตของTrueมีพื้นที่ให้บริการในเขตนี้พอดี ทำให้ผู้อ่านของเราได้รับความกระทบต่อสิทธิการรับรู้ชข้อมูลข่าวสารอย่างมาก

ผู้อ่านของเราไม่น้อยกว่า 100 ท่านที่แจ้งเข้ามาว่า ได้ร้องเรียนไปยังTRUEเรื่องปิดกั้นเวบไทยอีนิวส์ และเวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมากในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้ามาอ่านไทยอีนิวส์ผ่านเน็ตTRUEก็จะredirectไปยังเวบictใบไม้เขียวโดยอัตโนมัติ ขณะที่ใช้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตอื่น เช่น TOT MAXNET TT&T ไม่เจอปัญหานี้ จึงเชื่อว่าTRUEปิดกั้น เนื่องจากไทยอีนิวส์ก็ได้แจ้งไปแล้วว่า ไม่ได้มีคำสั่งศาลให้ปิด หรือไม่มีคำสั่งใดๆจากทางราชการให้ปิด

ท่านผู้อ่านของเราได้ร้องเรียนไปยังTRUEมักจะได้รับคำตอบคล้ายๆกันว่า TRUEเคยปิดไทยอีนิวส์จริงในช่วงสงกรานต์เลือด เพราะรัฐบาลสั่งให้ปิดตามพรก.ฉุกเฉิน ( อย่างไรก็ตามมักชี้แจงผิดว่าเป็นระหว่างวันที่4-24เม.ย.2552 ทั้งที่พรก.ฉุกเฉินมีผลในวันที่12เม.ย. )แต่หลังจากนั้นไม่เคยปิดอีกเลย การที่เข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้น่าจะเป็นเหตุผลอื่น

"ผมได้โทรสอบถามหลายครั้งด้วยความหงุดหงิดใจ และแจ้งว่าจะยกเลิกเน็ตทรู รวมทั้งสินค้าทุกชนิดของเครือซีพี เช่น ยูบีซี มือถือทรู และจะไม่เข้า7-Eleven เจ้าหน้าที่ที่รับสายก็อ้อมแอ้มตอบว่า ให้เห็นใจTrueด้วย เพราะทางICTก็ขอความร่วมมือเรรามาอีกที"ท่านผู้อ่านรายหนึ่งแจ้ง

ท่านผู้อ่านหลายรายได้ยกเลิกการใช้สินค้าเครือซีพีเพื่อเป็นการประท้วงการกระทำดังกล่าว และมีการนัดหมายเชิญชวนให้คนอื่นๆทำเช่นนั้นบ้าง เช่น กระทู้เรื่อง สะใจ จริงๆ True มันร่วมกับรัะฐบาลชั่ว ปิดกั้นเราดีนัก ยกเลิกซะเลยในประชาไทระบุว่า

สะใจหลังจากโทรไปด่ามันเสร็จ ยกเลิกTrue แล้วไปใช้ เน็ตอื่น เร็วกว่าและถูกกว่า อีกไม่กี่วันจะไปยกเลิก UBC อีกอันให้มันรู้ซะบ้างว่าถ้ามันร่วมกับรัฐบาลโจรพวกเราก็จะของดใช้ของพวกมันตลอดไป


ขอสนับสนุนการกระทำครับ ถึงบางคนจะมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่การทำการค้าการขาย ลูกค้าที่เคยใช้บริการของเราอยู่ดี ๆ แล้วยกเลิกไปใช้ของคนอื่นแทน ความรู้สึกของคนค้าขายมันขายหน้าอย่างที่สุดเลยหละครับ


ผมแจ้งยกเลิกไปนานแล้ว 3 เดือนผ่านไป มันยังไม่มาเก็บจานแดง
ผมโทรไปด่ามันเพราะต้องการเงินมัดจำคืน หลังจากนั้น 2 วัน มาเก็บไปเลย

ทั้งทีวีของทรู และอินเตอร์เน็ทของมัน โคตรจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
มันจะป้อนให้เราตามที่มันต้องการมันคงคิดว่ามันจะครอบงำความคิดเราได้.........โทษที....ไม่มีทาง

เพราะเราต้องการเป็น "เสรีชน"


เดี่ยวจะไปยกเลิก UBC พี่น้องช่วยกันอย่าไปสนับสนุนมันไอ้พวก here


เบื่อมันบล๊อกไทยนอีนิวส์เลยเลิกเน็ตทรูไปแล้ว
โทรมือถือทรูก็เลิกไปแล้ว
ไก่ย่างห้าดาวก็เลิกแดรกแล้ว
เซเว่นก็เลิกเข้าแล้ว

เหลือแต่ยูบีซี ดันติดบอล มีช่องทางอื่นมั๊ย จะเลิกแมร่งให้หมดเครือซีพีเนี่ย


แม้ว่าท่านผู้อ่านที่ใช้เน็ตTrueจะเข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ แต่ท่านไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะTrueไม่ได้ปฏิบัติต่อลูกค้าเช่นนี้เป็นครั้งแรก

ในคราวต่อไปหากท่านถูกTRUEริดรอนสิทธิปิดกั้นThaiEnewsควรทำดังนี้

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งว่าเราไม่ได้ถูกictปิด หรือถูกศาลสั่งปิด แต่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตTRUE

จ้งว่าเราไม่ได้ถูกictปิด หรือถูกศาลสั่งปิด แต่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตTRUEได้กระทำการโดยพลการริดรอนสิทธิ์ผู้บริโภค โดยเมื่อคลิ้กเข้าไทยอีนิวส์ ก็จะre-directไปที่เวบictใบไม้เขียวอัตโนมัติ หากท่านเห็นว่าTRUEทำไม่ถูกต้อง ควรแก้ไขปัญหาง่ายๆดังนี้

1.ใช้สิทธิร้องเรียนตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง “กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเรื่อง ร้องเรียนของผู้ใช้บริการ” โดยท่านสามารถร้องเรียนได้ดังนี้
- ทางโทรศัพท์ (Call Center) (ฟรี)ผ่านเลขหมาย 0-2900-8088 เวลาทำการ: ทุกวัน เวลา 08.00น.-20.00น. ไม่มีเวลาพัก
- ทางจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (Email) : voc@truecorp.co.th

2.หากTRUEแก้ไขให้ถูกต้องท่านควรให้โอกาสกับเขา แต่หากไม่มีการแก้ไขท่านย่อมมีทางเลือกด้วยการไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตเจ้าอื่นที่ไม่ริดรอนสิทธิ์ผู้บริโภคโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3.การแก้ไขปัญหาชั่วคราวกรุณาดูที่"โปรแกรมทะลวงบล็อก"ด้านล่าง หรือนำwww.thaienews.blogspot.com ไปวางลงในช่องแปลภาษาของgoogle หรือคลิ้กที่http://translate.google.co.th/translate?prev=hp&hl=th&js=y&u=www.thaienews.blogspot.com&sl=en&tl=th&history_state0=

Wednesday, August 19, 2009

เสื้อแดงค้าน ภท.เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ที่มา MCOT News


รัฐสภา 19 ส.ค. - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีพรรรคภูมิใจไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า รู้สึกเป็นห่วงพฤติกรรมของพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่รู้ว่ามีจุดยืนอย่างไร ก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนไหวโดย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ตั้งโต๊ะลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกา ขณะเดียวกันสมาชิกพรรคบางส่วน ออกมากล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงล้มสถาบัน แต่มาวันนี้จะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-19 20:08:25

ลิงแก้แห

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ



ปัจจุบันเป็นลิงแก้แห อนาคต ร่างแหไม่ร้อยรัดลิงให้รุงรังไปได้อย่างไร

ปัจจุบัน สงบ สว่าง มีส่วนรวมเป็นตัวตั้ง มีสติปัญญาเป็นตัวแก้ไขปัญหาด้วยความโปร่งใส อนาคต ความสว่าง ความสงบจะหนีไปไหนพ้น

อดีตและอนาคต เป็นเครื่องบอกปัจจุบันได้

เคยเป็นโจร ฉ้อฉลมาตลอด แม้แต่ปากก็ยังถูกผีเจาะ โอกาสอำนวยหน่อยเดียว สูทสีดำกลายเป็นสูทสีขาว อบายกลายเป็นธรรมะ ชี้แนะช่องทางความโปร่งปลอด

ยุวอำนาจไร้ประสบการณ์ก็เผลอเชื่อ

สื่อหลายต่อหลายแห่ง นำเสนอหน้าที่ที่ควรพึงปฏิบัติก่อน อาทิ

ราคาน้ำมันไม่เป็นธรรม ราคาน้ำมันจริง ลิตรละไม่เกิน 20 บาท ราคาขายกลับกว่า 30 บาท ทั้งที่ปีที่แล้ว น้ำมันตลาด โลกราคาถึง 147 เหรียญต่อบาร์เรล ปัจจุบันแค่ 70 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล

รัฐบาลผสมเทียม กำลังทำอะไรกับประชาชน?

และจะทำอย่างไรกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

หรือลดให้เพียง 2 บาท ขณะที่ประโยชน์แอบแฝงใน ราคาไม่เคยเอาจริงกับมัน

บางสื่อ เป็นห่วงเรื่องการประกันราคาสินค้าเกษตร อย่างข้าวโพด มันสำปะหลัง

พ่อค้ากรอกลมมา แล้วเอาเงินไป สินค้าไม่ต้องปรากฏ อีหรอบนี้ เกษตรกรอยู่รอดจริงๆ ละหรือ

หรือเพื่อความอยู่รอดของนายทุนการเมืองท้องถิ่น

ถัวๆ แถกๆ เฉลี่ยกันแสวกตามอัธยาศัย

ผู้คนหลากสาขาหลายอาชีพ เสนอประมุขฝ่ายบริหารให้ประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ตามที่บอกกับประชาชนว่าจะรับฟังเสียงทุกเสียง

มหัศจรรย์มาก เป็นการรับฟังที่ไม่ได้ยิน

ถ้าได้ยิน จะประพฤติในสิ่งที่ควรเว้นอย่างนั้นหรือ

บางแห่ง เตือนล่วงหน้าไว้เลยว่า ระวังเหมือนท่าน แตˆก่อน พอมีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ ตอนมีก็ใช้อำนาจไม่เป็น

วงการสันทัดกรณีทางการเมืองริมถนน กำลังตระหนักถึงภัยเศรษฐกิจ การเมือง สังคมยามนี้ทั่วกัน

แล้วก็หัวเราะกันด้วยความขมขื่นว่า

ใคร พรรคไหนวะ ทะลึ่งตั้งโฆษกมาเป็นประมุข ฝ่ายบริหาร?

ฎีกาในมือมาร์ค

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




"ตามที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้ทูลเกล้าฯถวายฎีกา ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันที่ 17 สิงหาคม ณ บริเวณประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง

"สำนักราชเลขาธิการขอชี้แจงให้ทราบว่าตามขั้นตอนที่เคยปฏิบัติมา เมื่อสำนักราชเลขาธิการได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ การขอพระราชทานความเป็นธรรม และการ ขอพระราชทานความช่วยเหลือ สำนักราชเลขาธิการต้องส่งฎีกาทุกเรื่อง ไปให้รัฐบาลพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราชดำริต่อไป"

สำนักราชเลขาธิการออกแถลงการณ์ ภายหลังกลุ่มนปช.-คนเสื้อแดง ถวายฎีกาพร้อม 3,532,906 รายชื่อ ประชาชนที่ร่วมสนับสนุน

ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการในส่วนของฝ่ายถวายฎีกา และผ่านไปแบบโล่งอกด้วยกันทุกฝ่าย

เรื่องนี้เรื่องเดียวทำอึมครึม ตึงเครียด สับสน วุ่นวาย มานานนับเดือน

กลุ่มนปช.-คนเสื้อแดง ประกาศหยุดเคลื่อนไหวเพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย

ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินถึงคนเสื้อแดงหลายหมื่นที่สนามหลวงถึง 3 ครั้ง

ความรู้สึกพรั่งพรู ความในใจไหลทะลัก เรียกคะแนนสงสารได้บานตะไท

สรุปใจความอยากกลับประเทศไทยเต็มที

และร้องขอผู้สนับสนุนสู้ต่อไปอย่างสันติ เพราะสันติจะทำให้ชนะ

ถ้าจริง ก็ขออนุโมทนา

ในทางกลับกัน ถ้าไม่จริงอย่างพูด ก็ต้องรับผิดชอบ ตัวเอง

เพราะถึงเวลานั้นเชื่อว่า คนทั้งประเทศไม่ยอมแน่!!

จากนี้ไปเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาล ต้องบริหารจัดการเมื่อรับช่วงต่อจากสำนักราชเลขาธิการ

เรื่องนี้ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน เกินกว่าจะใช้ฝีปาก โวหาร

หรือสั่งใครลาพักร้อน แล้วจบ?

หลักการ เหตุผล ข้อเท็จจริง ต้องยึดมั่น ถือมั่น ใช้ให้ถูก ให้เป็น

เวลานี้ไม่ได้มีแค่อภิสิทธิ์ อำมาตย์ กับทักษิณ หรือแดง เหลือง น้ำเงิน และเขียว

แต่คืบคลานไปถึงสถาบันอันสูงสุด

โดยมีรัฐบาลเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการ

ดั่งตอนท้ายแถลงการณ์สำนักราชเลขาธิการ ที่ว่า

"สำนักราชเลขาธิการต้องส่งฎีกาทุกเรื่อง ไปให้รัฐบาลพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราช ดำริต่อไป"

ฎีกาทักษิณอยู่ในมืออภิสิทธิ์!?

การเมืองตะลุมบอน

ที่มา ไทยรัฐ

ความรู้สึกว้าเหว่ที่แพร่กระจายไปสู่จิตใจของคนไทยส่วนใหญ่อันสืบเนื่องมาจากวิกฤติการเมือง น่ากลัวกว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 เสียอีก เพราะไข้หวัดยังมียารักษา ยังมีวิธีป้องกัน แต่วิกฤติบ้านเมือง ไม่มีวิธีรักษา ไม่มีทางป้องกัน
ต้องแหลกกันไปข้าง

ไม่เฉพาะหญ้าแพรกต้องแหลกราญเท่านั้น แต่วิกฤติบ้านเมืองคราวนี้ ยับเยินทั้งระบบ ตั้งแต่บนลงล่าง และตั้งแต่ล่างขึ้นบน ยกตัวอย่าง คดีกล้ายางนั่นปะไร ไม่เฉพาะคุณเนวิน ชิดชอบ เท่านั้น แต่ยังมีอดีต รมต.อีก 4 คนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ คุณสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ คุณวราเทพ รัตนากร อดีต รมช. คลัง คุณอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์

ภาคเอกชนก็โดนด้วย ทั้งผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์และกรรมการบริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ อาทิ คุณวัลลภ เจียรวนนท์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คุณพิศิษฐ เศรษฐวงศ์ รองปลัดพาณิชย์ คุณปริญญา อุดมทรัพย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง คุณราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ คุณสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง

ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาด้านไหน บ้านเมืองก็จะมีปัญหาอยู่ดี

บุคลากรคุณภาพและอยู่ในระดับความสำคัญของประเทศ เดี้ยงกันหมด ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของคดีกล้ายางเท่านั้น ยังรอคิวเชือดในทำนองเดียวกันอีกเยอะแยะไปหมด

ถามว่าสังคมไทยได้อะไร

ข้าราชการ บุคลากรทางการเมือง ภาคเอกชน กลายเป็นผู้ต้องหาเป็นนักโทษเต็มไปหมด ไม่ใช่เพราะจะต้องปฏิบัติ

ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่เป็นเพราะมีการตรวจสอบชนิดเหวี่ยงแหต่างหาก

ย้อนไปโฟกัสที่ อดีตคณะกรรมการ คตส. ทั้งหลาย บางท่านก็แผลเต็มตัว บางท่านก็มาให้การเป็นประโยชน์กับจำเลยด้วยซ้ำไป

ข้อครหาที่ว่าการทำงานของ คตส.ในอดีต ทำตามใบสั่ง ชักจะชัดขึ้นทุกวัน แล้วระบบความเป็นธรรมจะได้รับการยอมรับนับถือได้อย่างไร

ประดักประเดิดชอบกล

ครั้นจะอ้างว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะผู้บริหารไม่เคยรับฟังเสียงส่วนใหญ่ ใช้อำนาจโดยพลการ ล้วงลูก เผด็จการทางความคิด

การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เท่าเทียมกัน ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีมาตรฐาน จึงเป็นที่มาของความไม่สงบสุขในประเทศ ประชาชนอยู่บนความหวาดระแวง การบริหารประเทศอยู่บนความเสี่ยงต่อการยึดอำนาจ

ปฏิวัติรัฐประหาร.