WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 21, 2009

หวุดหวิด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ลือกันหนาหูว่าโผโยกย้ายนายทหารประจำปี 2552 อาจมีชื่อของแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจรหลุดจากเก้าอี้ เพราะผลงานตลอดทั้งปียังไม่เข้าตารัฐบาลเท่าที่ควร เกิดเหตุร้ายหลายครั้ง แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าเดินมาถูกทางแล้วก็ตามทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กำลังพลในกองทัพภาคที่ 4ต่างลุ้นกันจนตัวโก่งว่า “นาย” จะโดนเด้งไปนั่งตบยุงในกองทัพหรือไม่แต่สุดท้ายเมื่อพลิกดูโผทหารปีนี้ ไม่ปรากฏชื่อ“แม่ทัพภาคที่ 4”“เป็นเรื่องดีที่ไม่มีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4จาก พล.ท.พิเชษฐ์ เป็นคนอื่น เพราะจะได้สามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง และ พล.ท.พิเชษฐ์ ก็เพิ่งมาทำหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ไม่ถึงปี” แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 4 กล่าวขณะเดียวกันบรรดาแคนดิเดตที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าอาจจะถูกส่งลงใต้เพื่อทำหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 แทนพล.ท.พิเชษฐ์ นั้น ตามบัญชีปรับย้ายดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งอื่นไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็น พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ขยับขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาครรองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นต้นส่วน ตำแหน่งหลักๆ ในกองทัพภาคที่ 4 และที่ทำหน้าที่คุมกำลังอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้มีการขยับมากนัก คาดว่าเพื่อความต่อเนื่องในการทำงานโดยในระดับผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ มีเพียงพล.ต.ศักดิ์ศิลป์ กลั่นเสนาะ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ซึ่งตำแหน่งที่ต้นสังกัดเป็นเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ขยับเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 เท่านั้นแหล่งข่าวระบุว่า ช่วงนี้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับและหน่วยกำลังสามารถคุมพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ส่วนงานด้านการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งท่านแม่ทัพดำเนินการมาตลอดนั้น ก็ประสบผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม“ล่าสุดที่เชิญคณะเอกอัครราชทูตจากกลุ่มประเทศสมาชิกโอไอซี (องค์การการประชุมอิสลาม)ลงพื้นที่ และได้ไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนล้วนประทับใจและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาของแม่ทัพภาคที่ 4”แหล่งข่าว กล่าวถือว่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.

ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงเปลี่ยนม้ากลางลำธาร เพราะพื้นที่ภาคใต้ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านจริงถึงจะแก้ปัญหาได้ทันทีที่ทราบข่าวดี แม่ทัพภาคที่ 4 ก็เดินหน้าทำงานต่อทันที โดยการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในท้องที่อ.บันนังสตา และ อ.ยะหา จ.ยะลาก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้ผ่อนผันหรือผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ในพื้นที่2 อำเภอเป็นการชั่วคราว เฉพาะช่วงเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมเท่านั้น“เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจกระทั่ง ได้มีการหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้งจึงตัดสินใจให้ยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวอย่างถาวรเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับประชาชนในเดือนรอมฎอนนี้” พล.ท.พิเชษฐ์ กล่าวพ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยได้เตรียมความพร้อมในการจัดวางระบบรักษาความปลอดภัยในช่วงเดือนรอมฎอนหรือเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าอย่างเต็มที่แล้วโดยเฉพาะในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.บันนังสตากับ อ.ยะหา จ.ยะลา ที่เพิ่งยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวอย่างถาวร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมองภาพรวมแม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเป็นลำดับแต่ก็ไม่ควรประมาท โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการเข้าสู่เดือนถือศีลอด ที่ยังมีโอกาสและปัจจัยเสี่ยงต่อการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นได้ทุกขณะ“ดังนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงต้องตรึงกำลังและมาตรการไว้อย่างเข้มงวด เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชน” พ.อ.ปริญญา กล่าว ■

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘ประชาชนต้องมาก่อน’!! เท่าที่เห็นสัญญาณที่ส่งความถี่ออกมานั้น...ระบุบ่งบอกชัดแจ๋ว ทุกอย่างที่ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ทำลงไป...เพื่อตัวเองอย่างแน่นอน??พอ “ตั๋ว” โยกย้ายนายตำรวจยศ “พลตำรวจตรี” และ “พันตำรวจเอก” ตกคิวกราวรูด..ทั้ง “วอลล์เปเปอร์” ศิริโชค โสภา และ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาเป็นกระตั้วแทงเสือ..ไล่เถือไล่เชือด “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. อย่างเมามันสิ่งที่ทำสร้างความอยู่ดีกินอร่อย..พลอยให้ประชาชนมีเงินเพิ่มในกระเป๋าที่ไหนล่ะนั่นพอตำรวจในคาถาไม่ได้สมใจปรารถนา ท่านก็ใช้อำนาจ “แหกกฎเหล็ก”..ย่ำยีรัฐธรรมนูญยุ่ยทั้งฉบับ?...ด้วยการให้ ส.ส.โหวต เลือกบุคคลที่จะเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”เพื่อให้สนองตัณหาโยกย้ายตำรวจได้อย่างสมใจนึก บางลำพู!!ไหนล่ะผลประโยชน์ประชาชน...ทั้งดอกทั้งรวงทั้งผล?..ก็เพื่อ “คนประชาธิปัตย์” ใครเขาก็รู้???
✮✮✮✮✮
พอดูจับได้ไล่ทัน...จะหันมาเล่น ‘มุมนี้’ ทุกที??
เล่นมากๆ เล่นบ่อยๆ “มุกมันก็ต้องแป้ก” มั่งล่ะ...“ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรีถึงจะใส่ตะกร้าล้างน้ำเลื่อนอันดับให้ “ถุงยางเจ็ดสี” มีชัย วีระไวทยะ จากรองประธานโครงการชุมชนพอเพียง ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทน “รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ”ที่สะบัดก้นลาออกไปเพราะทนโดนจี้โดนถามเรื่องโครงการอื้อฉาวไม่ไหว??แต่ก็ไม่สามารถล้างกลิ่นคาว ความฉาวโฉ่ การโกงกิน 80,000 ชุมชน ด้วยเงิน20,000 ล้านบาท ไปได้หรอก จะบอกให้ก็ในเมื่อ “นายกอร์ปศักดิ์” ยังนั่งหัวโด่กระโดดกระโดก งกๆ เงิ่นๆ เป็น “รองนายกรัฐมนตรี” สั่งการอยู่หลังฉากเหมือนเดิม โดยที่ “นายมีชัย วีระไวทยะ” เป็นเพียงแค่หุ่น??ถ้าคิดจะรับผิดชอบกันจริงๆ...ต้องละตำแหน่งทิ้ง?..อย่าเกาะเก้าอี้เป็น “ปลิง” เช่นนี้สิคุณ???
✮✮✮✮✮
ฟ้าจะตก ฟ้าจะออก..ไฉน ‘หวยล็อก’ ไปออกที่‘ทักษิณ’!!
แม้แต่เรื่อง “เทพบุตรห้อยเนวิน”??ตามข่าวครึกโครมที่โหมโรงกันอย่างใหญ่โตว่า “บิ๊กเนวิน ชิดชอบ” หัวหน้าแอนด์เดอะแก๊งพรรคภูมิใจไทย..ที่หลายฝ่ายว่าบินไปพบ “บิ๊กบราเธอร์” บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่เมืองลอดช่อง สิงคโปร์นั้น..เขาว่าเป็นการ “ออกข่าวลวง”ข่าวต้มข่าวตุ๋นแท้ที่จริงแล้ว “เนวิน ชิดชอบ” บินเหินฟ้าท้าแรงลมไปเยือน “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ที่เมืองดูไบขอรับคุณเป็นการออกข่าวตลบหลัง..หลังจากที่ “พรรคภูมิใจไทย” ของ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เป็นแม่เหล็กใหญ่ในการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ให้แก่ประชาชนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง และข้าราชการตำรวจที่โดนกฎหมายเล่นงานอย่างจั๋งหนับ!!พอมีเรื่องขึ้นมาแต่ละดอก...มักจะซัดออก?...บอกว่าเป็นฝีมือ “ทักษิณ” ร่ำไปทุกทีเลยล่ะครับ???
✮✮✮✮✮
เพราะ ‘ตั้งธง’..โยงฟัน ‘ทักษิณ’ ให้จมเขี้ยว!!
การอ่านคำพิพากษา “คดีหวยบนดิน” ที่ “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร”โดนถูกฟ้องกราวรูด ทำเอารัฐมนตรีหลายคนพากันหวาดเสียว??แต่ที่ไม่หวาดหวั่นหนาวสั่นหัวใจไปด้วย ต่อการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันพุธที่ 30 ก.ย.เดือนหน้า..มีอยู่ด้วยกันละ 2 คน สำหรับผู้เป็นรัฐมนตรีคือ “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ “สุวัจน์ลิปตพัลลภ” ต่างเอาหลักฐานไปยื่นต่อศาลฎีกา...ช่วงการอนุมัตินั้นไปราชการพอดีจึงไม่ต้องรับผิดชอบในคดีอาญาติดคุกติดตะราง หรือชดใช้ให้แก่แผ่นดินและทาง กทม. อีกนับกว่าหมื่นล้าน!!!ขืนนั่งทำงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี?...คงต้องชดใช้หนี้?..กันจนซี่โครงบาน???
✮✮✮✮✮
ท่องเป็น ‘สูตรสำเร็จ’ บอกคนทั้งบ้านทั้งเมือง!!
แต่พอ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “ขุนคลังกรณ์ จาติกวณิช” ออกมาโก่งคอขัน...ว่าเศรษฐกิจดีวันดีคืน ชาวบ้านก็พากันเคือง??เศรษฐกิจรุ่งเรืองเฟื่องฟูกันตอนไหน?...ในเมื่อ “ชาวบ้าน” ยังไม่มี “แ_ก” ไม่มีรับประทานฉะนั้น ที่ “กรณ์ จาติกวณิช” ออกมาโชว์ทัศนะที่คิดว่าสุดเจ๋ง จึงโดนชาวบ้านด่าให้ลั่นโดยเฉพาะนักธุรกิจภาคใต้ สายสัมพันธ์แน่นโป๊กกับ “ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์” ดูจะเดือดร้อนเป็น 2 เท่า...เพราะตราบกระทั่งวันนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันไปพัก“ขุนคลังกรณ์” เลิกหลับหูหลับตา...ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า?...มาแหกหูแหกตาเขาไม่ได้อีกแล้วนะที่รัก???

● การบูร ●

ไม่พอกิน VS กินไม่พอ

ที่มา บางกอกทูเดย์

นาทีนี้ต้องพูดถึงเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ถึงจะอินเทรนด์!!ก็แหม!! อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งใจบริหารการโยกย้ายซะจนลืมเรื่องสำคัญอะไรไปบางอย่างโดยเฉพาะ “นักการเมือง” ภายในรัฐบาลประเภท“ปลิงดูดเลือด” ที่ตั้งท่า “สูบ” กันเป็น “เส้นหมี่เตี๊ยว”สูบแบบรวดเดียวจบ!! และก็สำลักไม่เป็นท่า ส่งกลิ่นโฉ่..ประจานตัวเองนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงอยู่ในกลุ่มต้อง“สงสัย” มากที่สุดเพราะมีอำนาจบริหารงบประมาณเกือบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือหากไม่มีอำนาจในกองเงิน แต่ก็มี “ตำแหน่ง”เป็นตัวต่อรองทุจริต!! มีฝังอยู่ในบุคคลทุกชนชั้น ทุกระดับ โกงมากโกงน้อย ขึ้นอยู่กับ “บารมี”ระบบบริหารของไทยมี 2 รูปแบบ คือ 1. พวกมากลากไป2. อุปถัมภ์ค้ำจุนคนของตัวเองทั้ง 2 รูปแบบกลายเป็นวัฒนธรรม “ฝังรากลึก”..หากเป็นผ้าขาวก็กลายเป็นผ้าขาวหม่นเกือบเทาไปแล้วสาเหตุเพราะ การบริหารงานมีความเกี่ยวพันและส่งเสริมกันเอง โดยไม่คำนึงถึง “ความเหมาะสม”“คนดีไม่มีที่อยู่” คำกล่าวที่มีอยู่จริงในยุคสมัยที่ “เงินเป็นของนอกกาย แต่กว่าจะหาได้ก็เกือบตายเหมือนกัน”ข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ว่าคำสั่งนั้นจะไม่เข้าท่าก็ตาม ซึ่งหากผู้ใต้บังคับบัญชา“แตกแถว”ผลที่ตามมา คือ ความไม่ปลอดภัยของหน้าที่การงานถึงร้ายแรงที่สุด คือ อันตรายต่อชีวิตรูปแบบ “ผู้บังคับบัญชา” เป็นใหญ่...วัฒนธรรมอิทธิพล“ข่มผู้น้อย” เลยกลายเป็น “ตัวสนับสนุน” ให้ข้าราชการระดับสูง “ผันงบเข้ากระเป๋า” ตัวเอง ได้แบบไม่ยากเย็น“ไม่พอกิน” ประเภทนี้ “น่าเห็นใจ” หลายหน่วยงานหลายหน้าที่ที่มีอำนาจความรับผิดชอบสูง หน้าตาในสังคมก็อยู่ในกลุ่มสูง แต่รายได้ต่ำมากความไม่สมดุลของหน้าตาในสังคมกับรายได้ เป็นแรงจูงใจต่อการทุจริต ส่วนอำนาจเป็นช่องทางของการทุจริตอย่าว่าแต่ข้าราชการ...พนักงาน...บริษัทเอกชนก็อดอยากปากแห้งไม่ต่างกัน บางคนทนไม่ไหวก็ต้อง “ทุจริต” ให้ต้องรับกรรมกระเด็นออกจากบริษัท “อดอยาก” หนักกว่าเดิมบางคน “ลอยนวล” กระทำผิดคิดคดโกงรอบแรกเพื่อ

“อยู่รอด” แต่ติดใจเลยโกง “รอบสอง” เพราะว่า “โลภมาก”งานนี้ไม่มีลอยนวลเข้าซังเตกินข้าวแดงเรียบร้อยทว่า “เส้นใหญ่-แบ็กหนา”..ก็ออกมาดื่มน้ำชาชมพระจันทร์เหมือนเดิมสังคมไทยไว้ใจไม่ได้เพราะมีวัฒนธรรม คนเส้นใหญ่คับฟ้าบารมีคับเมือง ทำอะไรก็ “ถูกต้อง” คร้าบ!!!ส่วนประเภท “เงินหนา-พุงโต” พวกนี้เหลือกิน-เหลือใช้แต่ “กินไม่พอ” คือ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ..ยิ่งโกงได้ กินได้ก็กินไม่ยั้ง!!หากไม่ผันงบใส่กระเป๋าก็เอามาใช้บังหน้า...เอาเป็นว่าลองไปคิดดู อย่างเช่น “เรื่องงบดูงานต่างประเทศ” ถือว่าเป็นการเข้าข่าย “อีหรอบนี้” หรือไม่สรุปง่ายๆ ก็คือ “คอร์รัปชั่น” มันฝังเข้ากระแสเลือด!!รัฐบาล ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะต้องไม่เลียนแบบพฤติกรรรม “กินไม่พอ” เหล่านี้ ให้เกิดเป็น “ข้อครหา”หรือกระทำผิดจนเกิดความเคยชินติดเป็นนิสัยดังนั้น “รัฐบาล” ควรหันกลับมามองและใส่ใจกับบุคคลที่คิดและกระทำการ “คอร์รัปชั่น” ...หันมาร่วมมือแสดงฝีมือปราบพวก “คอร์รัปชั่น” ให้ “สิ้นซาก” จะดีกว่าอย่าหวังให้คนดีช่วยตัวเอง เพราะคนดีอยู่ไม่ได้ในสังคม “คนขี้โกงครองเมือง”สำคัญที่สุด พี่น้องประชาชนอย่าฝันถึงว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหา ทุกๆ คนต้องช่วยกัน “กำจัด”แม้ว่าประชาชนจะมีจำนวนมาก แต่ค่อนข้าง เสียงเบา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กลุ่ม “ผู้มีอำนาจ” ยังเป็นใหญ่ ตั้งตนเป็นผู้ครอบครองเมืองที่ผ่านมา...ข้อเท็จจริงในสังคมบ้านเราชี้ให้เห็นแล้วว่า บทลงโทษทางกฎหมาย อาจไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่บางที...บทลงโทษทางสังคมที่มาจากแรง “กดดัน”อาจช่วยให้ “การคอร์รัปชั่น” จากนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูงลดน้อยถอยลงบ้าง..ไม่มากก็น้อย!!!

เสธ.หนั่น...ว่าจั่งได๋?

ที่มา บางกอกทูเดย์

งานนี้จะ “ขัดใจวัยรุ่น” หรือ “ขัดใจผู้เฒ่า” เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้ข้อสรุป สำหรับการออกกฎหมายควบคุม“เหล้าปั่น”“พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติเป็นผู้ที่ดูแลกำกับเรื่องนี้โดยตรง!ในกรอบแห่งอำนาจตามหน้าที่...เวลานี้ท่านกำลัง“รับเผือกร้อน” โดยเครือข่ายองค์กรงดเหล้าหรือ ศคล.ประกาศ จี้รัฐฯ ให้มีการควบคุมร้านเหล้าบริเวณรอบมหาวิทยาลัย รวมถึงการเรียกร้องห้ามจำหน่าย “เหล้าปั่น”ในรูปแบบการจำหน่าย “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ที่นำมาผสมในน้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำที่มีกลิ่นผลไม้ หรือสิ่งอื่นใดแล้วนำมาปั่นรวมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต!หากบุคคลใดเคยได้ “ลิ้มลอง” รสชาติของ “เหล้าปั่น”ที่ตั้ง ร้านขายกันเกลื่อนกลาด โดยเฉพาะรอบริมรั้ว “มหาวิทยาลัย”ส่วนใหญ่คงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยดี” ดื่มได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะเครื่องดื่มรสชาติแบบนี้เป็นอะไรที่“สุภาพสตรี” แสวงหาและชื่นชอบยิ่งนักไม่ขม...บาดคอ เหมือนเหล้าเบียร์ทั่วไป...ยิ่งอร่อยยิ่งลื่นคอ ก็ยิ่งทำให้ดื่มเข้าไปได้ “จำนวนมาก”แต่สุดท้าย...ขึ้นชื่อว่า “ของมึนเมา” ผู้ที่ดื่มไปโดยไม่รู้จักบันยะบันยังก็คงมี

สภาพ “เมามาย” ไม่ต่างกันคำเปรียบเทียบที่ว่า “เมาเหมือนหมา” มีความหมาย“ยกตัวอย่าง” มาจากการสังเกตพฤติกรรมของ “คนเมาเหล้า”ตอนที่ยังไม่เมาคนเราจะเดินโดยใช้ 2 เท้าเป็นปกติ แต่พอเมามากๆ ทรงตัวยืนด้วย 2 เท้าตามปกติไม่ได้ต้องใช้อีก2 มือช่วยกลายเป็นคลานด้วย 4 เท้า คือ 2 เท้ากับอีก 2 มือคล้ายหมาที่เดิน 2 เท้า...เออว่ะ! เหมือนจริงๆ ด้วยจากผลสำรวจ ร้านค้า และ สถานประกอบการ รอบๆมหาวิทยาลัยชื่อดังจำนวน 15 มหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครพบว่ามีร้านเหล้าปั่นอยู่ 86 ร้าน ในรัศมี 500 เมตร จากมหาวิทยาลัยต่างๆ และพบว่ามีร้านเหล้าตั้งอยู่ถึง 1,712 ร้านเฉลี่ย 57 ร้านต่อ 1 ตารางกิโลเมตรเรียกว่า...บริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัย กลายเป็น“ชุมชนเหล้า” ไปเรียบร้อยโดยปริยายต้องถาม “เสธ.หนั่น” ในฐานะที่ท่านก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ชื่นชอบในการ “ดื่มไวน์”ท่านมีความเห็นและความรู้สึกต่อ “นักดื่ม” ที่เข้าเกณฑ์ด้าน “วัยวุฒิ” แต่ขาดซึ่ง “วุฒิภาวะ” ในด้านจิตสำนึกของการดื่มนี้อย่างไรหากรู้จักดื่มแบบพอดีไม่เมาโวยวาย...ไม่ลำบากเงินในกระเป๋า และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่นในสังคม“เสธ.หนั่น” ท่านคงอยากจรรโลงให้สังคมนี้น่าอยู่เช่นเดียวกัน...อย่ารอช้าให้ “รีบเร่งสั่งการ”เพราะผมไม่อยากให้ใครมองว่า...ประเทศนี้มี “หมา”มากกว่า “คน” เพราะสัตว์โลก 2 ชนิดนี้มันต่างประเภทกัน!!■

นิรโทษกรรม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมไม่แปลกใจที่พรรคภูมิใจไทยสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการยื่นกฎหมายนิรโทษกรรม ในความผิดที่คนไทยในเสื้อสีเหลืองและเสื้อสีแดงได้ทำกันมาตัวตั้งตัวตีในงานนี้ คือ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมส.ส.ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาเพื่อให้สภาผู้แทนฯ ลงมติเห็นชอบและนำเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาต่อไป ที่อาคารรัฐสภา เมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคม สดๆ ร้อนๆคำว่า “นิรโทษกรรม” ถ้ามองเพียงผิวเผินหรือคิดกันอย่างตื้นๆ ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็คงจะต้องเฮโลกันรับหลักการและคงเห็นด้วยกับการขอเสนอในการยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่พรรคภูมิใจไทยหรือพูดเสียให้สั้นก็คือ ไอเดียที่มาจาก เนวิน ชิดชอบ กันถ้วนหน้าในการออก พ.ร.บ.นริโทษกรรม ครั้ง นี้มีการ “หมกเม็ด”มากมายที่ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยคิดอ่านกันไว้มีการ แบ่งช่วงเวลา ในการทำผิดและอยู่ในข่าย“นิรโทษกรรม” ตามกฎหมายนี้เพียง “คนบางกลุ่ม”โดยเฉพาะกลุ่ม คนเสื้อเหลือง หรือพันธมิตรฯที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีความผิดในระดับผู้ก่อการร้ายซึ่งมีโทษประหารชีวิต!!

ดังนั้น...การจะเสนอร่างนิรโทษกรรมครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย จึงไม่น่าจะสำเร็จได้โดยง่ายแม้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะออกมาแสดงความเห็นในฐานะเป็นนายทหารที่คุมกำลังสูงสุดของประเทศในเชิงที่ว่า...ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และอยากให้คนในประเทศยอมรับ ไม่ใช่ทำตามเหตุผลของคนๆ เดียวส่วนอาจมีคนคิดว่าการนิรโทษกรรมจะทำให้คดีอาญาต่างๆ ต้องยกเลิกไปหมด จะเป็นการส่งเสริมให้คนทำชั่ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็เชื่อมั่นสั้นๆ ว่า...“ไม่อยากออกความเห็น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน สังคมรับได้ก็จบ!!”ว่ากันตามที่จริง พรรคการเมืองทุกพรรคต่างก็รู้กันเต็มอกว่า หากจะแก้ปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองเราในวันนี้กันจริงๆ ก็แค่รวมกัน ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบครอบคลุม เพียงไม่กี่มาตรายกเลิกคำสั่ง คมช. ที่มาจากการปฏิวัติเสียให้หมดเลิก องค์กรอิสระ ที่ คณะปฏิวัติ 19 กันยายน2549 ตั้งขึ้นมาทุกองค์กร ก็จะหลุดพ้นจาก “ความไม่เป็นธรรม” จากมรดกบาปของ คมช. กันถ้วนหน้าสังคมจะได้ตั้งต้นกันใหม่ นับ 1 กันใหม่? ดีกว่าที่จะมานั่งออกกฎหมายแบบพิเรนทร์ กำหนดเวลาในการมีผลบังคับใช้เอาตามอารมณ์ตัวเอง เพื่อช่วยพวกเดียวกันอย่างเดียว!! ■

สิ่งที่เปลี่ยนไป

ที่มา บางกอกทูเดย์

จากวันมหาวิปโยค..การโค่นลงของ..เผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาสจารุเสถียร..ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าหายนะของเผด็จการในครั้งนั้น..เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยและคนรุ่นใหม่ในรอบรั้วการโค่นล้ม..ของอำนาจเผด็จการ รสช.มหาวิทยาลัยทั้งธรรมศาสตร์และจุฬาฯ..แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องผูกพัน..ไม่ว่าในส่วนที่เป็นครูบาอาจารย์..กับคนในรอบรั้วน่าศึกษากันหรือไม่ว่า..ทำไม..มหาวิทยาลัย ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป้อมค่ายทางวิชาการ..เป็นปราการแห่งความถูกต้องเที่ยงธรรม..และ เป็นพลังที่ฉายไปให้เห็นความเจริญรุ่งเรือง แห่งอนาคต..ถึงเปลี่ยนแปลงไปว่ากันว่า..บนจุดเยือกแข็ง..น้ำจะเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่มันบรรจุตัวอยู่..คนก็จะเปลี่ยนแปลงปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม..นิสิต นักศึกษา ก็คือครูบาอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..กับทรัพย์สินมากมายในย่านธุรกิจที่มีมูลค่าแพงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปแล้ว

จากบทบาทของสถาบันที่สร้างผู้นำชาติ..ปัญญาชน..รัฐบาล..มีรัฐมนตรีที่ให้คุณให้โทษได้..กับฝ่ายบริหาร..หนทางที่ดีที่สุดก็คือการอยู่กับอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน..ไม่ว่าอำนาจนั้นมันจะกำเนิดมาจาก..เผด็จการหรือประชาธิปไตย..ไม่ว่าอำนาจนั้นมันจะชั่วร้ายหรือน่าชื่นชมความอยู่รอดปลอดภัยคือคุณสมบัติที่ดีที่สุด..และมันถูกปลูกฝังลงไปในเนื้อนาดิน..ถิ่นที่เคยเป็นที่เกิดของพลังปัญญาที่สร้างชาติสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค..ปราศจากความสำคัญ..ชีวิตคือ..กำไรหรือขาดทุน อนิจจา..ประชาธิปไตยที่กินได้..ไม่ใช่ประชาธิปไตย..เพื่อคนทั้งแผ่นดินมีกิน..ธรรมศาสตร์..ปัจจุบัน..ที่ศิษย์เก่าแก่ทั้งหลายส่ายหน้า..ให้กับสติปัญญาของ..ผู้อาสาที่ก้มหน้าก้มตาคารวะให้กับ..ผู้ครอบครองอำนาจ..รายได้จากการเป็นสถาบันผู้ผลิต..และปริญญาบัตรที่ใช้แลกได้กับงานดีๆ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยแห่งนี้..ไปจากประวัติศาสตร์ที่ควรแก่การจดจำจาก 19 กันยายนมาจนถึงวันนี้..ประเทศนี้เสื่อมโทรมมากมาย..ผู้เข้ามากอบกู้แก้ไข..กลายเป็นชนชั้นรากหญ้า..ชาวประชาแท็กซี่..ฯลฯ หรือว่า..ความมั่งคั่งของมหาวิทยาลัย..กลายเป็นหายนะทางการศึกษา..ท่านทั้งหลายจะผลิตกันแต่พ่อค้า..กับหมอที่รักษาอยู่กับคลินิกไม่ใช่โรงพยาบาล..ฯลฯท่านลืมกันไปว่า..ปณิธานในวันเริ่มต้นของการเป็นมหาวิทยาลัยนั้น..มันอยู่ตรงกันข้ามกับวันนี้ ■

หนึ่งกองทัพ สองผู้ยิ่งใหญ่

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทิ้งค้างเกมไล่ขย้ำ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เอาไว้ให้คิดกันว่าฤๅเป้าหมายที่แท้จริงจะอยู่ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเพราะเกมรุกครั้งนี้เจาะจง จู่โจม และจงใจพุ่งเป้าไปที่ฉก.90 โดยตรงว่า คือ กลไกสำคัญกรณีคดีหมายสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯซึ่งแม้ว่า “มาร์ค” อาจจะยังไม่มีการพูดออกมาตรงๆ แต่

ลักษณะการที่ให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานตรงโดยไม่ต้องผ่าน “บิ๊กป๊อด” อีกต่อไปแถมยังไล่ต้อนให้ “บิ๊กป๊อด” ไม่มีโอกาสได้นั่งอยู่กับที่ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบวันเกษียณอายุ30 กันยายนนี้อยู่ในตำแหน่งได้แต่ทำงานไม่ได้...ไม่เรียกว่าจงใจก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วแถมโผ ผบ.ตร.ล่าสุด ยังล่อกันสนุกสุดเหวี่ยงในขั้วของอำนาจการเมือง โดยที่ “บิ๊กป๊อด” ได้แต่ฟังข่าวอยู่วงนอกอันไกลโพ้น คือ ถ้าไม่ต่างจังหวัดก็โน่นแหละต่างประเทศเลยที่ว่าตั้งกันสนุกก็เพราะมีรายการ “เพาเวอร์เพลย์” ในพรรคประชาธิปัตย์เกิดขึ้น ด้วยการโยนชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐจเรตำรวจ ว่าเหมาะสมที่สุดในการที่จะเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ทั้งๆ ที่ลึกๆ นี่คือการเกเพื่อขอดูหน้าตัก ขอดูไพ่ของขั้วต่างๆ ภายในประชาธิปัตย์นั่นเองโดยเฉพาะขั้วของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ต้น เพราะนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจมอบหมายให้เองตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลชุดนี้ทำหน้าที่แต่บังเอิญตอนนี้กระแสของ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลามาแรงจนคนเชื่อว่าสนิทแนบแน่นกับนายอภิสิทธิ์เป็นพิเศษไม่เช่นนั้นคงไม่มีภาพปรากฏต่อเนื่อง จนถูกนิยามเสียเก๋ไก๋ว่า“วอลล์เปเปอร์” ประจำตัวอย่างแน่นอนสุดท้ายการขอดูไพ่ในมือคู่ต่อสู้ก็ได้ผล เพราะก็มีชื่อของพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. โผล่ออกมาว่าคนนี้ก็มาแรงเหมือนกัน แถมมีการโยงด้วยว่าไม่แรงได้อย่างไร ในเมื่องานนี้“เทพเทือก” ออกโรงเชียร์โดยตรง แถมยังมี นายนิพนธ์พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่สนิทกับทั้งหัวหน้าพรรคคนเก่า นายชวน หลีกภัย และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เอาด้วย!!!ซึ่งจริงๆ แล้ว พล.ต.อ.จุมพล นั้น เข้ากันได้กับผู้ใหญ่

หลายฝ่ายในบ้านเมือง เข้ากันได้กับผู้นำเหล่าทัพ เข้ากันได้กับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ และแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยเองก็ตามยิ่งบรรดานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องห่วง โอกาสเกิดแรงต้านหรือคลื่นใต้น้ำน้อยเต็มทีส่วนลูกเล่นที่มีคนเขียนสคริปต์ให้นายอภิสิทธิ์เรียกนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพล.ต.อ.จุมพล พล.ต.อ.ปทีป และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ดามาพงศ์ รวมไปถึง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษาสบ 10โดยอ้างว่าให้ไปแสดงวิสัยทัศน์และให้ข้อมูลกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อประกอบการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้นก็แค่ลูกเล่นทำให้ดูดี ทำให้เหมือนมีความโปร่งใสมีธรรมาภิบาลเพราะไม่ว่าจะอยู่หรือไป เร็วหรือช้าแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ ก็ต้องการดำรงภาพลักษณ์ของการเป็น “นายสะอาด”ให้คนคิดถึงเอาไว้ก่อนฉะนั้น เมื่อเลือกที่จะเล่นและเลือกที่จะเป็นแบบนี้แล้วการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เที่ยวนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องศึกภายในพรรคประชาธิปัตย์ล้วนๆระหว่างนายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์ ที่ยืมร่างนายศิริโชคมาใช้นั่นแหละการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เที่ยวนี้ จึงไม่มีทั้ง “บิ๊กป๊อด”“บิ๊กป๊อก” และ “บิ๊กป้อม” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยโดนตีกันเอาไว้นอกวงโคจรอย่างที่บอกมาตั้งแต่ต้นคำถามก็คือนอกจากความมุ่งหมายในเรื่องคดียิงนายสนธิว่าจะต้องให้กระทบไปถึงเป้า ให้โดน “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อก” ให้ได้แม้จะต้องเอาม้ามืดอย่าง พล.ต.อ.ปทีป ซึ่งไม่มีใครเคยมองมาก่อน เข้ามาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ก็ตามแล้ว “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กป๊อก” ไปเหยียบตาปลาใครเข้าให้กระนั้นหรือ???ถึงได้ทำให้ “บิ๊กป๊อด” ต้องพลอยฟ้าพลอยฝน พลอยซวยจนต้องระหกระเหเร่ร่อนแบบก้นไม่ติดเก้าอี้แบบนี้ด้วยมุมมองที่น่าสนใจจากอดีตนายทหารใหญ่หลายๆ คนที่

ร่วมกันวิเคราะห์ก็คือ“บิ๊กป้อม” พลาดตรงที่ถูกมองว่า กำลังทำตัวประหนึ่งจะขึ้นมาเทียบรุ่นใหญ่ในตำนานอำนาจสีเขียวในขณะที่ “บิ๊กป๊อก” นั้น ตอนนี้คุมกำลังแต่กลับไม่ได้มีการแสดงออกที่คล้อยตามขั้วอำนาจที่สยายปีกมานานเท่าใดนัก...เมื่อเล่นแทงกั๊กก็เลยต้องโดนแทงเต็มรักตามพี่ป้อมไปด้วยในตำนานกองทัพที่ผ่านมา แม้ว่าจริงๆ แล้วจะมีทั้งทัพบกทัพเรือ ทัพอากาศ แต่ที่ผงาดมาตลอดก็คือ “ทัพบก”5 เสือ ทบ. เป็นที่จับตามอง เป็นความยิ่งใหญ่มาโดยประวัติศาสตร์อันยาวนานการที่มีคนดิ้นรนทะเยอทะยานก้าวผ่านตำนาน 5 เสือ ทบ.ก้าวขึ้นมาสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายฉะนั้น สำหรับคนบางคนนี่คือขั้วอำนาจที่ต้องยึดกุมไว้ตราบนานเท่านานที่สำคัญตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ จะปล่อยให้ใครหาญกล้าขึ้นมาทาบรัศมีความขลังไม่ได้เด็ดขาดเหล่านี้เป็นตำนานขั้วอำนาจที่เกาะกุมสังคมไทยมาช้านานไม่ว่าจะเป็นอำนาจการเมือง อำนาจทหาร อำนาจอมาตย์...เมื่อมีอะไรแหลมเข้ามา กลไกในการทำลายล้างเพื่อสลายขั้วอำนาจแปลกปลอมย่อมเกิดขึ้นในทันทีดังนั้น หากว่าการมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.อ.ประวิตร โดยที่มี ผบ.ทบ.คนปัจจุบันให้การยอมรับหากจะมีใครสักคนแปลสัญญาณว่า นี่คือขั้วอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นและอาจจะทำให้ขั้วอำนาจเดิมเป็นอันตรายได้.. ก็เป็นเรื่องที่สามารถแปลเช่นนั้นได้เหมือนกันยิ่งหากมองย้อนตำนาน เหล่าบรรดา ผบ.ทบ. หรือแม้กระทั่งผบ.สส.ทั้งหลาย เมื่อผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินหน้าเกินตาในระดับตำนานได้แต่ “บิ๊กป้อม” ไม่ใช่!!!ไม่เพียง “โหร คมช.” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่การที่พยากรณ์ว่า พล.อ.ประวิตร เป็นหนึ่งใน

บุคคลที่มีโอกาสจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยได้แบบนี้มันแสลงใจไม่น้อยแถม การจัดงานวันเกิด ของ พล.อ.ประวิตร ครั้งที่ผ่านมาจะโดยจงใจหรือไม่ก็ตามอีกเช่นกัน มันดูยิ่งใหญ่คึกคักหลากหลายกองเชียร์ จนสามารถทำให้ใครบางคนบาดหูบาดตาและไม่สบอารมณ์ได้เช่นกันวันเกิดอดีต ผบ.ทบ.ทั้งหลาย ไม่ว่าสมัยที่อยู่ในตำแหน่งจะเด่นดังแค่ไหน เมื่อพ้นตำแหน่งแล้วก็ไม่คึกคักครึกโครมกันทั้งนั้นชนิดที่ให้ไล่เรียงชื่อ ผบ.ทบ. ในยุคหลัง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิตยงใจยุทธ เป็นต้นมาชื่อบางคนอาจจะไม่ถูกจำได้ด้วยซ้ำ ..ได้ยินแล้วยังงงๆ คนนี้เคยเป็น ผบ.ทบ. ด้วยหรือฉะนั้น หากตำนานจะมีได้เพียงแค่บทเดียวหนึ่งกองทัพ ก็ควรจะมีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลได้เพียงคนเดียวจะปล่อยให้มีสองผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร???นี่แหละที่ทำให้เมื่อเกิดอาการขัดหูขัดตาขึ้นมาแล้ว ความเป็นตำนานของกองทัพ และความที่มั่นใจว่าเป็นหนึ่งในแกนขั้วอำนาจในปัจจุบัน ที่จะต้องตั้งการ์ดกุมอำนาจไปให้นานที่สุดก็เลยเกิดขบวนการสลายขั้วอำนาจใหม่ ที่มองว่า“บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อก” คือ ตัวแปรสำคัญแม้ในตำนานการเมืองระดับคลาสสิกของโลก อย่างในยุคกรีกหรือในอาณาจักรโรมัน คนที่จะเป็นตำนานเล่าขานเป็นวีรบุรุษเป็นรัฐบุรุษในใจประชาชนได้นั้น จะต้องเป็นคนประเภทที่เมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะต้องถามทูตสวรรค์ที่มารับตัวว่า“ทำไมประชาชนจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ให้กับข้าทำไมประชาชนจึงได้ยกย่องให้ข้าเป็นตำนาน”จะไม่มีวิญญาณประเภทที่ถามว่า

“ทำไมประชาชนจึงไม่สร้างอนุสาวรีย์ให้ข้าทำไมประชาชนไม่ยกย่องให้ข้าเป็นตำนาน ไม่ยกย่องให้ข้าเป็นรัฐบุรุษ”เพราะนักการเมือง นักการทหาร ที่จะสามารถกุมอำนาจที่แท้จริงได้นั้น จะต้องยึดกุมจิตใจประชาชนให้ได้เสียก่อนการยกย่องสรรเสริญที่แท้จริงจึงจะตามมาแต่บางครั้งระยะเวลาที่ยาวนาน 20-30 ปี อาจจะทำให้คนบางคนมองแก่นของขั้วอำนาจที่แท้จริงไม่ออก และยิ่งหากเป็นบุคคลที่มีโมหจริตเป็นพื้นนิสัยด้วยแล้ว ต่อให้อยู่จนมีอายุไปถึง 70-80 หรือ 90 ปีก็ตามก็สามารถที่จะเป็นฟืนเป็นไฟและผูกใจเจ็บ ผูกใจอาฆาตได้กับใครก็ตามที่ถูกเข้าใจว่าไปทาบบารมีเข้า“บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กป๊อก” จึงต้องทบทวนบทบาทและท่าทีของตนเองให้ดีว่า เคยไปทาบบารมีใครหรือไม่??? ..เคยทำให้ใครเข้าใจผิดว่าจะขึ้นมาเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่หรือไม่???ถ้าทบทวนแล้วคิดว่ามี...บอกได้เลยว่าอันตรายยิ่งนักเพราะแปลว่ากำลังเล่นกับไฟอยู่โดยไม่รู้ตัวก็เหมือนกับ “มาร์ค” ที่ตัดสินใจเข้ามาเป็นหมากให้ขั้วอำนาจเดินในเกมนี้ ก็อาจจะพลาดได้เหมือนกันเพราะวอลล์เปเปอร์ชั้นดี ก็กำลังถูกย้อนศรด้วย “นามบัตรเซ็นสลักหลัง” เข้าให้เต็มรักแม้จะอึ้งกิมกี่ทำตาปริบๆ อยู่พักใหญ่ ก่อนตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีว่า...อาจจะเป็นลายเซ็นปลอมก็ตามแต่ของแบบนี้ตรวจสอบได้ไม่ยาก...ว่า อันไหนจริง อันไหนเก๊มีแต่ตำนานขั้วอำนาจเท่านั้นแหละที่ตรวจสอบยากว่าคลื่นลูกเก่าจะทยอยไล่คลื่นลูกใหม่ได้จริงหรือไม่???หรือกลไกของคลื่นลูกเก่าจะสยบคลื่นลูกใหม่ได้หมดจริงๆ ■

Thursday, August 20, 2009

เลื่อนลงมติ ผบ.ตร. กตช.หักมาร์ค

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27649
ก.ต.ช.ฉีกหน้านายกฯ เลื่อนแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ อ้างข้อมูลยังไม่เพียงพอ ขอโอกาสให้ 9แคนดิเดต ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ชิงเก้าอี้ผบ.ตร.ด้วย เผย"มาร์ค"เสนอชื่อ ผบ.ตร. 1คน ...

เมื่อ เวลา 16.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีวาระสำคัญ พิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ โดยมีคณะกรรมการ ก.ต.ช. ทั้ง 11 คน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายถวิล เปลี่ยนศรี รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย นายปิยพันธ์ นิมมานเหมินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ นายนพดล อินนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาองค์กร พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารจัดการ

ภายหลังการประชุม เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง พล.ต.อ.พัชรวาท เดินออกจากที่ประชุมเป็นคนแรก ก่อนจะรีบขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ขณะที่พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนกล่าวว่า การประชุมในวันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องตัวผบ.ตร.คนใหม่ ต้องมาประชุมกันใหม่อีกรอบ เนื่องจากข้อมูลยังไม่เพียงพอ ต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน โดยนายกรัฐมนตรีจะกำหนดวันประชุมใหม่อีกครั้ง ยังไม่ได้ระบุว่าเป็นเมื่อใด ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องผบ.ตร.คนใหม่ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ข้อมูลเรื่องตัวบุคคลยังไม่เพียงพอ เนื่องจากก.ต.ช.ต้องการให้บุคคลที่อยู่ในข่ายอีก 9 คน ได้มีโอกาสมาแสดงวิสัยทัศน์ด้วย เมื่อถามว่า ทำไมการเลือกผบ.ตร.ครั้งนี้จึงลำบากกว่าครั้งก่อนๆ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีปัญหา ดังนั้นการพิจารณาแต่งตั้งจึงต้องมีความรอบคอบ เพราะอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอชื่อ ผบ.ตร.มาแล้ว 1 คน แต่ที่ประชุมอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้

เมื่อถามว่า แสดงว่าชื่อที่นายกรัฐมนตรีเสนอมานั้น ก.ต.ช.ไม่เห็นด้วยใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน เพราะอยากให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถคนอื่นได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วย เพื่อให้มีข้อมูลมากกว่านี้ เมื่อถามว่า แสดงว่า ก.ต.ช.ไม่ให้เกียรตินายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ให้เกียรติ เมื่อถามว่า ก.ต..ใช้อำนาจวีโต้นายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ก็ไม่เชิง เป็นความเห็นของก.ต.ช.แต่ละคน เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผบ.ตร.ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แถลงเอง เมื่อถามอีกว่า การที่ยังแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ไม่ได้ จะยิ่งแสดงให้เห็นว่า มีปัญหาในการแต่งตั้งผบ.ตร.ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ไม่มีปัญหา

ใจ:คิดถึงพ่อ คิดถึงคนชื่อป๋วย

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่พ่อผมตาย มีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังติดต่อมาเพื่อทวงคืนเครื่องราชฯของพ่อ ผมอธิบายว่า พ่อผมต้องออกจากประเทศอย่างเร่งด่วนในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และของแบบนี้หายไปหมดแล้ว..ตอน ๖ ตุลาฯ พ่อผมถูกกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ และต้องการล้มสถาบัน” ในยุคนี้มีคนกลับคำว่าพ่อผมนิยมเจ้ามากๆ ทั้งที่พ่อผมไม่ชอบการหมอบคลาน และต้องการสังคมที่เป็นธรรม และเล่าให้ลูกฟังว่าสถาบันเบื้องบนใกล้ชิดกับทหารที่ไม่รักประชาธิปไตย นี่คือสาเหตุที่พ่อผมเสนอรัฐสวัสดิการ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”



หมายเหตุไทยอีนิวส์: >หลายหน่วยงานจะจัดกิจกรรมครบรอบ 10 ปีการจากไปของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ไทยอีนิวส์ได้ขอให้รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กรุณาเขียนบทความเผยแพร่ในวาระนี้ ซึ่งท่านผู้อ่านจะได้พบความงดงามและสัจจะอันเรียบง่าย

ผมจำไม่ได้ว่าพ่อผมเสียชีวิตในวันที่เท่าไรปีไหน จำเหตุการณ์ได้ จำงานศพได้ และจำได้ว่าผมไปซื้อต้นลั่นทม ดอกสีขาว มาปลูกไว้เพื่อระลึกถึงพ่อที่บ้านซอยอารี

ซึ่งเป็นบ้านที่เขากับแม่อาศัยอยู่หลายปี มันเป็นบ้านที่ผมเกิดด้วย เพราะตอนนั้นแม่ไม่อยากไปคลอดที่โรงพยาบาล

บ้านซอยอารีนี้เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวงดงาม แต่คนอย่างจอมพลสฤษดิ์ เผด็จการทหารจอมโกงกิน มองว่า “เล็กไปไม่หรูพอ” เลยอาสาจะซื้อบ้านใหม่ให้ พ่อไม่ยอม

ผมจำงานศพพ่อผมได้ที่จัดที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผมมีหน้าที่พาอัฐิของพ่อที่พี่ชายนำมาจากอังกฤษไปงานนี้ ผมขับรถนิสสันเก่าของผมมาที่ประตูหน้าธรรมศาสตร์ ยามและเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้า!

เพราะมองว่ารถเก่าแบบนี้ไม่มีทางนำอัฐิดร.ป๋วยมาได้ แต่เขาลืมว่าพ่อผมขับรถธรรมดาๆ มาตลอด ไม่ชอบอะไรที่แพงเกินเหตุ

วันนั้นผมใส่เสื้อผ้าไหมไทยตัวที่ดีที่สุดที่ผมมีมางานนี้ บังเอิญสีแดงเข้มๆ นสพ.ไทยรัฐ ด่าผมว่าผมเอาการเมืองตัวเองมาสร้างภาพ!

เหตุการณ์แบบนี้ทำให้ผมระลึกถึงประโยคหนึ่งของ เลนิน นักปฏิวัติรัสเซีย ตอนต้นๆ ของหนังสือ รัฐกับการปฏิวัติ เลนินเขียนไว้เกี่ยวกับ คาร์ล มาร์คซ์ ว่า
ในยุคที่นักปฏิวัติหรือนักต่อสู้มีชีวิต ฝ่ายชนชั้นปกครองจะคอยปราม ด่า ทำร้าย อย่างต่อเนื่อง แต่พอตายไปแล้วก็นำความคิดมาบิดเบือนให้เป็นเรื่องตรงข้าม


พ่อผมไม่ใช่มาร์คซิสต์ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ผมพูดบ่อย บางครั้งออกโทรทัศน์ผมก็พูดอย่างนี้ แต่ผมเองเป็นมาร์คซิสต์ประเภทที่คัดค้านเผด็จการ สตาลิน-เหมาเจ๋อตุง พ่อผมเป็นแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat)

หลายคนในขบวนการเสื้อเหลืองพันธมิตรฯ มักจะขึ้นเวทีแล้วอ้างว่าเคารพพ่อผม แล้วด่าผมว่าไม่เหมือนพ่อ บางคนก็มองว่าผมชิงหมาเกิด คนอย่างบรรจง นะแส นักเอ็นจีโอจากสงขลา หรือพิภพ ธงไชย อ้างว่าชื่นชมดร.ป๋วย แต่เขาเองไปจับมือกับเผด็จการ ชื่นชมรัฐประหาร และดูถูกคนจนที่ลงคะแนนให้ ไทยรักไทย พฤติกรรมของคนแบบนี้ทำให้ผมคิดถึงคำเขียนของเลนิน

ผมเกิดและเติบโตที่เมืองไทย ที่บ้านซอยอารีขณะกินอาหารเย็นก็จะฟังพ่อแม่วิจารณ์เผด็จการทหารและการคอร์รับชั่นของพวกนี้เป็นประจำ แม่ผมเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตยและคนที่เกลียดสงครามและทหาร พ่อผมเคยเป็นทหารเสรีไทยแต่เกลียดเผด็จการทุกรูปแบบ และคัดค้านรัฐประหารอย่างสม่ำเสมอ

ผมได้ยินคนพูดซ้ำๆ ว่าพ่อผมรับใช้เผด็จการสฤษดิ์กับถนอม ไม่จริงครับ

พ่อผมอธิบายว่า ได้โอกาสไปเรียนที่อังกฤษจากทุนรัฐบาล ทุนนี้มาจากการทำงานและการเสียภาษีของชาวไร่ชาวนายากจน พ่อผมมองว่าต้องใช้คืนโดยการทำงานภาครัฐ แต่ชัดเจนมากว่าไม่มีวันรับตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งรัฐมนตรี

และในขณะที่พ่อผมทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธรรมศาสตร์ พ่อผมไม่เคยกลัวที่จะวิจารณ์เผด็จการสฤษดิ์ ถนอม หรือทหารอื่นๆ ตรงๆ และอย่างเปิดเผย

นอกจากนี้พ่อผมชัดเจนในอีกเรื่องคือ จะไม่รับเงินเดือนจากหลายแห่ง ทั้งๆ ที่อาจถูกเชิญไปทำงานหลายที่ เงินเดือนเดียวเพียงพอ โดยเฉพาะในยุคที่คนไทยยากจนมาก

รัฐไทยได้ก่ออาชญากรรมต่อนักประชาธิปไตยและนักสังคมนิยมไทยในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ตอนนั้นพ่อผมถูกกล่าวหาโดยฝ่ายอำมาตย์ (รวมถึงสมัคร สุนทรเวช) ว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ และต้องการล้มสถาบัน” ใครที่มีสติปัญญาและความซื่อสัตย์จะรู้ว่าไม่จริง

ในยุคนี้มีคนกลับคำว่าพ่อผมนิยมเจ้ามากๆ นั้นก็ไม่จริงด้วย พ่อผมไม่ชอบราชาศัพท์ ไม่ชอบระบบลำดับชั้น การหมอบคลาน และต้องการสังคมที่เป็นธรรม และเล่าให้ลูกฟังว่าสถาบันเบื้องบนใกล้ชิดกับทหารที่ไม่รักประชาธิปไตย นี่คือสาเหตุที่พ่อผมเสนอรัฐสวัสดิการ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” และนี่คือสาเหตุที่พ่อผมเคารพรักอาจารย์ปรีดีเป็นพิเศษ

ผมจำได้ว่าพ่อผมต้องออกจากประเทศไทยอย่างเร่งด่วนในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เพราะมีอันธพาลทางการเมืองที่จะฆ่าพ่อ เขาฆ่านักศึกษาที่ธรรมศาตร์ไปแล้ววันนั้น และลูกเสือชาวบ้านก็ตามพ่อไปที่สนามบิน แต่หาไม่เจอ ตำรวจฝ่ายขวาและอาจารย์ธรรมศาสตร์ฝ่ายขวาด่าและพยายามทำร้ายพ่อที่สนามบิน แต่ไม่เจ็บ พ่อผมรีบออกจากประเทศจนไม่มีเสื้อนอกใส่ ต้องรออยู่ที่เยอรมันท่ามกลางความหนาวเพื่อมาอังกฤษ

ผมจำได้เพราะไปรับพ่อที่สนามบินลอนดอน ตอนนั้นมีใครบ้างในสังคมไทยที่ออกมาสนับสนุนพ่อผมอย่างเปิดเผย? มีนักศึกษา มีนักเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ มีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์และพรรคพวก และมีปัญญาชนที่รักความเป็นธรรมไม่กี่คน ที่เหลือเงียบสนิท ดังนั้นในหมู่คนที่ปัจจุบันอ้างว่าชื่นชมดร.ป๋วย มีคนหน้าไหว้หลังหลอกจำนวนมาก

ในหนังสือคำให้การเรื่อง ๖ ตุลาคม ของพ่อผม พ่อผมเขียนว่าพวกมีอำนาจและอภิสิทธิ์ชนหัวเก่ากลัวว่าประชาธิปไตยจะทำลายผลประโยชน์ของเขา เขาเลยก่ออาชญากรรมที่ธรรมศาสตร์ พ่อผมพูดต่อว่า...ชนชั้นปกครองไทยไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเคลื่อนไหวอย่างสันติ เขาเลยไปเข้ากับ พ.ค.ท. แต่พ่อผมไม่ได้สนับสนุน พ.ค.ท.

ประมาณหนึ่งหรือสองอาทิตย์หลังจากที่พ่อผมตาย มีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังติดต่อมาที่จุฬาฯ เพื่อทวงคืนเครื่องราชฯของพ่อ ผมอธิบายว่าพ่อผมต้องออกจากประเทศอย่างเร่งด่วนในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และของแบบนี้หายไปหมดแล้ว แต่ทั้งๆ ที่ผมยังเศร้าใจที่พ่อพึ่งตาย เจ้าหน้าที่ก็ขู่ผมว่าถ้าไม่คืนจะถูกปรับเงินเป็นพันๆ ผมไม่เชื่อว่าในหลวงสั่งให้คนพวกนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ แต่มันเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่คนอ้างกษัตริย์เพื่อฝ่าฝืนจิตใจประชาชน รัฐประหาร ๑๙ กันยาก็เช่นกัน

หลายคนพูดว่าพ่อผมมีชีวิตเรียบง่าย คงจะจริงบ้าง แต่ก็มีฐานะดีกว่าคนยากคนจนจำนวนมาก ความเรียบง่ายของพ่อผม ไม่เหมือนแนวคิด “พอเพียง” เพราะพ่อผมเชื่อมั่นว่าต้องมีการกระจายรายได้จากคนรวยไปให้คนจน

พ่อแม่ผมสอนให้ผมคัดค้านรัฐประหารและอิทธิพลของทหาร สอนให้ผมรักประชาธิปไตย สอนให้ผมรักความเป็นธรรมในสังคม และสอนให้ผมเป็นคน “สากล” ไม่ใช่คนที่ “รักชาติ” ต้องรักเพื่อนมนุษย์แทน เวลามีคนมาด่าผมในเรื่องส่วนตัว ผมจะจำคำพูดของพ่อ ที่ถ่ายทอดจากแม่เขาอีกที..
“เวลาคนวิจารณ์เรื่องส่วนตัว มันแปลว่าเขาไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะวิจารณ์แนวคิดหรือการกระทำทางการเมืองของเรา”


ในแง่ส่วนตัวพ่อผมเคยให้ความเคารพกับผมอย่างที่ผมไม่คาด เพราะเมื่อผมอายุ 17 พ่อถามผมว่าผมสามารถแนะนำหนังสือเรื่องการเมืองกรีนให้พ่อไปอ่านได้ไหม?

ตอนนั้นผมเป็นกรีนที่อยากปกป้องสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะมาเป็นแดงสังคมนิยม ไม่เคยมีผู้ใหญ่ให้ความเคารพกับผมแบบนี้ นอกจากนี้ตอนที่ผมเรียนที่สาธิตจุฬาฯ พ่อผมจะส่งเสริมความสนใจของผมในการจับผีเสื้อ (เดี๋ยวนี้ไม่จับแต่ถ่ายรูปแทน) และสอนให้ผมชอบผลไม้ต่างๆ รวมถึงทุเรียนด้วย ในทะเลและในน้ำตก พ่อจะพาผมไปเล่นน้ำ และหลังจากที่เล่นน้ำก็พาไปกินปลาทอด และสอนว่าคนจีนชอบกินหางและหัวปลา ผมเลยชอบไปด้วย และพยายามให้ลูกชายผมมีประสบการณ์แบบนี้กับผม

ผมไม่ต้องการให้ใครๆ มารักหรือเคารพพ่อผม ถ้าเขาไม่อยากรักหรือเคารพ มองต่างมุมได้ วิจารณ์ได้ มันเป็นเรื่องจุดยืนส่วนตัวของแต่ละคนในสังคม ซึ่งควรจะเป็นเรื่องเสรี แต่ในไทยตอนนี้ไม่มีเสรีภาพที่จะมองต่างมุม

ใครที่พูดว่ารักและเคารพความคิดพ่ออย่างซื่อสัตย์ จะต้องคัดค้านรัฐประหารและเผด็จการโดยไม่มีเงื่อนไข (เงื่อนไขก็เช่นคำพูดว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร..แต่...กรณี ๑๙ กันยาเป็นกรณีพิเศษ”) คุณต้องเห็นด้วยกับการสร้างรัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า ครบวงจร และการเก็บภาษีอัตราสูงจากคนรวย และคุณต้องคัดค้านระบบอภิสิทธิ์และการคอร์รับชั่น

นี่คือจุดยืนของพ่อผม และท่านสามารถอ่าน “แถลงการณ์จุดยืน” ของพ่อผมในบทความ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

000000
อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:รำลึกครบรอบ 10 ปี การจากไป “อ.ป๋วย” ผ่าน “ศิลปะ ความงาม และความเมตตา”

เปิดปูมฉาวนายพลตร.ห้าร้อยน้องคมช. จากสนองคุณแผ่นดินคดีเพชรซาอุฯถึงย่ำยีแดงเชียงใหม่

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 สิงหาคม 2552


ผลงานน้องสมเจตน์ คมช.-ตำรวจห้าร้อยยกกำลังไปปิดล้อมสถานีวิทยุชุมชนคนรักเชียงใหม่51 เช้านี้ เป็นอีกผลงานที่พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้มีปูมอื้อฉาวพัวพันกรณีอุ้มหายทูต-นักธุรกิจซาอุฯจนได้ดิบได้ดีสนองคุณแผ่นดิน

แฉ สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ผู้นำในการดำเนินการต่างๆ กับกลุ่มคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ และ จว.อื่นๆ อย่างแข็งขันตลอดหลายเดือนมานี้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ สภ.ภูพิงค์ ฯลฯ ซึ่งผมประมวลมาจากคำบอกเล่าของคนในผู้อึดอัดหลายๆ นายจนออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ประวัติของแกคร่าวๆ เกิด 25 มี.ค. 2495 เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คน (พี่ชายคนหนึ่งคือสมเจตน์ คมช.) นตท.12 นรต.28 ป.โท รป.ม. จุฬาฯ วปอ. รุ่นที่ 4616 เคยเป็นผู้การเชียงราย (ขึ้นสมัยชวนอยู่ถึงสมัยทักษิณตอนต้น) และเคยเป็นผู้การทางหลวง

และเมื่อรัฐบาลทักษิณต้องการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุฯ แกจึงโดนเด้งไปเป็นผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการ สำนักงานวิทยาการตำรวจ เพราะแกเป็นเหมือนชนวนเหตุ ในเรื่องความไม่พอใจของทางการซาอุฯ ซึ่งทางโน้นเชื่อว่าแกอาจจะมีส่วนพัวพันกับการที่นักธุรกิจซาอุฯ ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (ศพรายที่ 4)

เพราะอดีตแกได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบสวนติดตามคนร้ายที่ฆ่า 3 เจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ ซึ่งเข้ามาติดตามเรื่องเพชรซาอุฯ ในยุคนั้น ก่อนที่จะขยับเป็น รอง ผบช. การศึกษา (ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ) และขื้นติดยศ พล.ต.ท. ยุค คมช. ในตำแหน่ง ผบช. ประจำ สนง. ผบ.ตร. และผงาดออกจากกรุในช่วงอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ ควบคุมดินแดนผืนใหญ่ของชาวเสื้อแดง คือ 8 จว.ภ.เหนือ

*ชีวิตสมรสนั้น ในทางเปิดเผย แกสมรสกับ ทันตแพทย์นิศา มีลูก 2 คน คนแรกผู้ชายเป็นตำรวจ คนหลังกำลังเรียนหมอ

แต่ในทางลับ เป็นที่ทราบกันดีว่าแกยังมีเมียและลูกอยู่ที่เชียงใหม่อีก เมียแกคนนี้ทำงาน กกต.ลำพูน แต่ที่แน่ๆ ลูกสาวคนเล็กของแกตอนนี้โตพอสมควรแล้วเรียนชั้นประถมอยู่ที่โรงเรียนเรยีนาเชลีฯ โดยใช้นามสกุลบุญถนอมอีกด้วย

2. ซึ่งการที่แกได้ขึ้นมาคุมพื้นที่ภาค 5 นั้น เป็นการทดแทนคุณของ ปชป. คงจะไม่ผิดนัก ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ก่อนการเลือกตั้งปี 50 ช่วงปลายสุรยุทธ์ แกกับพี่ชายของแกได้ทำงานรับใช้ คมช. อย่างแข็งขัน

ผลงานที่เป็นตัวการันตี คือ การให้ทีมงานทหารติดตามบันทึกภาพ ยงยุทธ ติยะไพรัตน์ ในแทบทุกฝีก้าว แล้วยืมมือผู้สมัครที่แพ้เลือกตั้งของชาติไทยเอาหลักฐานยัดใส่มือให้เข้าร้องเรียนต่อ กกต.จว.ชร. ให้แทน ซึ่งในภายหลังเขาได้ถอนการร้องเรียน แต่ กกต.กลาง ไม่สนใจ ต่อมายงยุทธ์ก็โดนใบแดง และเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ แกยังขนกำลังเข้าไปตั้งด่านสกัดกั้นมิให้ประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยหาเสียงที่ จ.เชียงราย อีกหลายครั้งจนถูกร้องเรียน แต่ต่อมา กกต.กลาง ก็ได้ยกคำร้องเรื่องนี้

3. และตลอดระยะเวลาราวๆ 6 เดือนที่แกทำงานอยู่ที่นี่ แกทำอยู่จริงๆ แค่ 2 เรื่อง โดยเรื่องสำคัญที่สุดที่แกสนใจไม่ใช่เรื่องปราบเสื้อแดงอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นเรื่องขายพระ (ดูรายละเอียด http://www.police5.go.th/site/bhuda/detail.php )

แกขอความร่วมมือให้ผู้กำกับโรงพักช่วยรับองค์ราคา 39,999.- ไปคนละองค์ แน่นอนว่าแกสั่งประชุมเรื่องนี้แทบจะวันเว้นวันเลยทีเดียว ท่ามกลางเสียงท้วงติง (อยู่ในใจ) ของผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากตอนแรกแกอ้างว่าทำเพื่อหาเงินเข้ากองทุนเรื่องสวัสดิการของตำรวจภาค 5 โดยเฉพาะชั้นผู้น้อยๆ แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นว่าจะเอาเงินไปปรับปรุงภูมิทัศน์ของสถานที่แทน ทั้งๆ ที่ ผบช. คนก่อนเพิ่งปรับปรุงไปแท้ๆ

แน่นอนว่าในความนึกฝันของแกยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก คือ 1. สร้างซุ้มพระขนาดใหญ่อลังการ ออกแบบโดย อ.เฉลิมชัย 2. ทำเสาธงชาติไทยสูงที่สุดในโลก 33 เมตร 3. ก่อกำแพงอิฐ (ประมาณประตูท่าแพ) เป็นรั้ว (ซึ่งตอนนี้ทำเกือบเสร็จแล้ว และมีน้อยคนมากที่เห็นว่าเข้ากันสวยดี) ฯลฯ รวมแล้วประมาณว่าน่าจะหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ส่วนใหญ่นำเงินกำไรจากการขายพระมาใช้ แต่มีบางส่วนที่ใช้งบแผ่นดินสบทบเข้าไป

ปัจจุบันเข้าใจว่ามีคนสั่งจองพระเข้ามาจนเกือบเต็มจำนวนทุกแบบทุกขนาดแล้ว ตอนนี้ถ้าหากไปถามตำรวจภาค 5 ว่าอะไรคือผลงานของแก ตำรวจนายนั้นตอบคงตอบได้เลยทันทีโดยไม่ต้องคิดมากว่า แกขายพระเก่ง

*ผมว่าแกเป็นคนหนึ่งที่มีวิธีคิดแบบอำมาตย์จ๋ามาก คือต้องสร้างวัด สร้างพระคู่บุญให้คนได้โจษจันถึง (ฤาเสริมบารมีตัวเอง) ทั้งๆ ที่ผมว่ามันไม่เห็นเกี่ยวกับงานของตำรวจเลย ยาเสพติดก็เพิ่ม คดีฆ่ากันตาย และลักเล็กขโมยน้อยอีกมากมายกลับจับไม่ได้ สงสารคนเมืองครับที่ดันได้คนอย่างนี้มาดูแลนโยบายความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้แก่เขา*

ขณะอีกเรื่องที่สำคัญรองลงมาก็คือเรื่องการคอยแซะกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ให้เคลื่อนไหวได้ลำบากๆ เข้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งออกแนว hardcore เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ได้มารู้ตอนหลังว่าเรื่องนี้อันที่จริงแล้วแกเป็นคนขี้ขลาด ถึงขนาดแสร้งทำเป็นดีด้วยต่อหน้าเมื่อตอนเชิญแกนนำเชียงใหม่ 51 มาประชุมพูดคุยกัน และสั่งให้เลี้ยงอาหารอย่างดี

แต่ลับหลังก็อย่างที่เห็นๆ กันเหมือนเมื่อเช้านี้(20ส.ค.)อีกทั้งพอมีหนังสือสั่งการเกี่ยวกับเสื้อแดงมา แกจะโบ้ยให้รองคนอื่นๆ ที่รักษาการลงนามแทน แต่ในบางเรื่องแกกลับกัดไม่ปล่อย เช่น ให้รื้อฟื้นการดำเนินการทางวินัยกับ ตร. ชั้นประทวนที่เคยติดตามยงยุทธ์ ซึ่งปัจจุบันได้ลาออกจากราชการไปแล้วชนิดเอาจริงเอาจัง เป็นต้น

4. การประชุมเกี่ยวกับพิธีการพุทธาภิเษกพระครั้งหนึ่ง ในวาระเรื่องการจราจร ซึ่งจะต้องนำเสนอเรื่องบัตรจอดรถของเหล่า VIP ทางนายตำรวจผู้รับผิดชอบได้เลือกใช้สีแดงเป็นสีของ VIP แม้นแกจะไม่ได้ต่อว่าตำรวจนายนั้นออกมาซึ่งๆ หน้า และสีหน้าแกที่แสดงออกมาก็ไม่บ่งบอกชัดว่าแกคิดยังไง แต่คนในที่ประชุมก็พอจะคาดเดาได้ว่าแกคงไม่ชอบใจเท่าไหร่

กระทั่งล่าสุดได้ทราบมาอีกทีว่า สีบัตรจอดรถของ VIP ได้กลายเป็นสีเหลืองไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนสมคิดแล้ว และก็ไม่มีสีแดงอยู่ในบัตรจอดรถของแขกกลุ่มใดๆ อีกด้วย