WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 21, 2009

ผมคิดว่า \"เป้าหมายคุณจักรภพดีมาก\" แต่ยังคลุมเครือเรื่อง \"วิธีการ\"

ที่มา thaifreenews

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมคุณจักรภพ เพ็ญแข ครับ ทางทีมงานไทยฟรีนิวส์เคยเชิญคุณจักรภพมาร่วมงานฉลองครบล้านคลิ๊กเมื่อปีต้นปีที่แล้ว ก็ได้มีโอกาสคุยกัน และหลังจากที่คุณจักรภพไปต่างประเทศแล้ว ผมก็ได้ติดตามฟังความเห็นของคุณจักรภพอยู่ประจำ เป็นถือว่าเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ได้ดีมากคหนึ่ง และอาจจะมากกว่าท่านนายกฯทักษิณด้วยซ้ำไป คุณจักรภพชัดเจนในเป้าหมายและรู้ว่า "ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

แต่สิ่งที่ผมยังพยายามติดตามหาจากคุณจักรภพนั้นคือ ผมยังคิดว่าคุณคุณจักรภพนั้น "ยังคลุมเครือในวิธีการไปสู่เป้าหมาย" ครับ แม้เป้าหมายของเขาจะชัดเจน แต่คุณจักรภพยังไม่ชัดเจนในวิธีการ และแนวทางของคุณจักรภพเป็นอุดมคติมากเกินไปในขณะนี้ คงต้องใช้เวลา "พัฒนาให้ตกผลึกทางความคิดมากกว่านี้"

ในการพูดแต่ละครั้งคุณจักรภพจะชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของสังคมไทยควรเป็นอย่างไร และเราขจัด "อำมาตยาธิปไตยออกไป ปฎิเสธระบบเลือกตั้งของอำมาตย์ " เป็นต้น ที่ผมพยายามฟังและดูความก้าวหน้าทางความคิดของคุณจักรภพคือ " วิธีการไปสู่เป้าหมาย" หรือ means และผมไม่เชื่อว่า แนวทางรุนแรง หรือการปฎิวัติแบบฝรั่งเศสนั้นจะสามารถนำมาปรับใช้ได้กับสังคมยังนี้ และแนวทางของเลนินนิสต์ หรือ ขบวนการปฎิวัติที่คอมมิวนิสต์ใช้โดยตั้งกองทัพปลดแอกนั้นจะใช้ได้ เพราะมันจะทำให้เสียเลือดเนื้อและยากที่จะชนะได้โดยง่าย ประสบการณ์ของประเทศอัฟริกา ที่มีการ "ตั้งกองกำลังของฝ่ายกบถ" ขึ้นสู้ ในสองทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นสงครามกลางเมืองในแอฟริกาที่มีคนตายไปกว่า 5 ล้านคนแล้ว และสงครามก็ยังไม่จบ ชนะแล้วก็เจอสงครามของขุนศึกต่อ

บุคคลิกที่โดดเด่นของคุณจักรภพ นี้ ทำให้ในโลกไซเบอร์มีหลายคน ที่พยายามแสดงนัยยะว่าเป็น "วงในหรือทีมสายตรงคุณจักรภพ" พยายามสร้างแกนนำใหม่ ทดแทนกลุ่มสามเกลอ เป็นต้น โพสต์จนตอนนี้จะสร้างความแตกแยกในกลุ่มแกนนำ อยู่แล้ว

ส่วนตัวผมเองไม่รู้จักสามเกลอ ไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ยังมองว่า แนวทางของสามเกลอก็ยังไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ทันใจพวกเลือดร้อน ที่ต้องการ "เสียเลือดเนื้อ (ที่ไม่ใช่ของตนเอง)" แตกหักเท่านั้น สามเกลอคงทำหน้าที่ได้ดีในการ "สร้างกิจกรรมให้กับมวลชนที่ตื่นตัวสูงของเสื้อแดง" เช่น การชุมนุม การล่ารายชื่อ เป็นต้น

ผมคิดว่าคุณทักษิณได้ดำเนินการอื่นๆ เพื่อเสริมจุดอ่อนในส่วนของสามเกลอนี้ไปแล้ว ในการเคลื่อนไหวจัดตั้งองค์กรเครือข่ายต่างๆ โดยไม่ได้ปลดสามเกลอหรือลดบทบาทลงแต่อย่างใด เพียงแต่สร้างแนวทาอื่นขึ้นเสริม

ตอนนี้คนเสื้อแดงขาด อยู่แต่ "การเชื่อมโยงองค์กรเครือข่ายคนเสื้อแดง" นี้ เข้ากับ "พรรคการเมืองคือพรรคเพื่อไทย" ซึ่งคงต้องมีการพยายามสร้าง "กระบวนการบูรณาการสองส่วนนี้" ให้เชื่อมโยงกันให้ได้

คือต้องมีพรรคการเมือง "ภาคประชาชน" ที่ต่อสู้ผ่านระบอบประชาธิปไตยครับ

แม้องค์ประกอบจำเป็นมีครบแล้ว แต่ขาดการประสานหรือบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น

ผมอาจเขียนโยกโย้ไปหน่อย

แต่ผมเบื่อกับคนที่พยายาม "แอบอ้างคุณจักรภพแบบนัยๆ" ว่าเป็๋นวงใน มาสร้างกระแส เพื่อดิสเครดิสสามเกลอ และพยายามตั้งแกนนำใหม่แทนสามเกลอ ซึ่งในที่สุดก็คงทะเลาะกัน กำลังเสื้่อแดงก็คงแบ่งเป็นสองส่วน พวกที่อยู่กับสามเกลอ

กับพวกที่ไปอยู่กับ "พวกรู้ทันสามเกลอ"

กองทัพก็สับสนแบ่งเป็นสองแนวทาง และก็คงต้องตีกันก่อนไปตีกับข้าศึก

เนวินกับอำมาตย์คงหัวเราะกันฟันหัก

ในการต่อสู้ทางการเมือง หากเราพยายามที่จะปลดแกนนำปัจจุบัน แล้วแทนที่ด้วยแกนนำใหม่ แกนนำปัจจุบันจะต่อสู้เพื่อรักษาสภาพของตนเอง สุดท้ายก็ตีกันเละ

ตีกันตายก่อนที่จะไปตีกับฝ่ายตรงข้าม

กระทูั้้เสี้ยม ที่มีคนพยายามเสี้ยมอยู่นี้ แม้จะมีคนรู้ทันบ้าง แต่เสี้ยมบ่อย ๆ ก็มีคนเชื่อได้เหมือนกัน ยิ่งพยายามอ้างว่าเป็น "วงใน" จักรภพ หรือเข้าถึงวงในจริงๆ คนที่กระหายข่าววงในก็ยิ่งพยายามเชื่อ และพยายามโจมตีสามเกลอ

สุดท้ายขบวนการก็มีรอยร้าว สนับสนุน "แผนวัสสการพราหมณ์ ของอำมาตย์หรือเนวินไปเสียอีก

ผมก็พอทราบพวกที่เสี้ยมเหล่านี้นะครับ ก็คงไม่มีอะไรเกินความอยากเป็นคนเด่น ก็คงแค่นั้น เป็นกิเลสธรรมดาของมนุษย์ ซึี่งบางครั้งผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่หากไม่โพสต์เตือนกันไว้บ้าง ก็จะทำให้ "พี่น้องเสื้่อแดงในเว็บบอร์ดไขว้เขว" ได้บ้างเหมือนกัน ที่อ้างว่าเป็นวงในนั้น ก็อย่าไปเชื่อมากนัก หลายคนในนี้ก็รู้จัก ขึ้นไปบนเวทีได้นั้นไม่เถียง หากมีบัตร Press ซึ่งผมก็มี แต่ผมขี้เกียจขึ้นไปเกะกะบนนั้น แต่หากแค่นี้แล้วอ้างว่าเป็นวงใน คนวงในคงมีเยอะ แต่น่าจะเรียกว่า "ในวง" แทนคือ เดินขึ้นไป ในวงบนเวทีที่กั้นไว้ของสามเกลอ" ได้ (ก็เข้าไปได้เยอะแหละครับ สำหรับคนที่ไปถ่ายรูป ทางเวทีเขาไม่ได้ห่วงห้ามมากมายนัก) คือ รู้จักแกนนำก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นวงในอะไร

กรณีสามเกลอนั้น ผมคิดว่า เขาทำงานในส่วนที่เขาถนัดนั่นแหละครับ หากไปหวังเขามากกว่านี้ก็คงยากเหมือนกัน และแนวทางอื่่นๆ ก็ต้องมีคนอื่นไปเสริมในช่องว่างนั้น ซีึ่งที่ผมทราบมา เขาก็มีเสริมส่วนนั้น

แต่ Position ของสามเกลอ มันเหมือนปิดทอง "หน้าผากพระ" เด่น และมีคนนับถือ เลยมีหลายคนอยากติดทอง หน้าผากพระบ้าง

แต่องค์พระจะเหลืองอร่ามเป็นทองคำได้ ต้องมีคนเสียสละติดทองในส่วนอื่นๆ ทั้งหน้าหลัง และใต้ฐานพระบ้างครับ

การต่อสู้มันจำต้องมีหลายมิติ ก็ไปทำตรงที่อื่นบ้าง "ตรงหน้าผากพระ" สามเกลอเขาติดทองได้ดีอยู่แล้ว ก็ต้องให้เขาทำไป


แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=1183

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘เงินหลวง’ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้!! แสดงให้เห็นถึง “ต่อมความคิด” และ “ดีเอ็นเอแห่งสมอง”...ต้องขอบอกว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็น “ผู้นำ” ที่มีมาตรฐาน “ขั้นล้มละลาย”??พูดและเซดไม่อยู่กับร่องกับรอยเอาเสียเลยว่า...โครงการ “ชุมชนพอเพียง” มีการทุจริตงาบหัวคิวเงินแค่ “50 ล้านบาท” แล้วต้องยุบโครงการ “5,300 ล้านบาท” ที่มีการเบิกเงินเบิกทองถึงกระนั้นเชียวหรือนี่หมายความว่า..ใครจะรับประทานแดกด่วนแบบคำเล็กคำน้อย “นายกฯ อภิสิทธิ์”ท่านไม่อือ ท่านไม่ถืออยากจะบอกถึง “นายกฯ ผู้ดีตีนแดง”..เงินแผ่นดินเป็น “เงินศักดิ์สิทธิ์” จะปล่อยให้กระสือพรรคหนึ่งพรรคไหน...มากินมูมมามตะกละอย่างอิ่มหนำสำราญไม่ได้เด็ดขาด!!เห็นเรื่องการ “โกงกิน” เป็นสิ่งจิ๊บจ้อย...บารมี “มาร์ค” จึงถดถอย..คอยแต่วันจะตกอำนาจ???
✮✮✮✮✮✮✮
‘ชุมชนพอเพียง’...ยังงาบหัวคิว
‘เปรี้ยงปร้าง’ ถึงเพียงนี้!!แล้วเงินกู้ “800,000 ล้านบาท” ซึ่งเป็นเงินล็อตใหญ่...จะยิ่งไม่โกงกินกันอย่างสะบัดช่อหรืออย่างไรล่ะคุณพี่??ไว้เนื้อเชื่อใจ “รัฐนาวามาร์ค” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คงจะไม่ได้แล้วล่ะ...เมื่อท่านไม่คิดกำจัดหรือเล่นงาน “พวกเสือหิว”โดยท่านมองเห็นการฟัด! การหม่ำ! การเปิบพิสดาร! ไม่เรื่องเล็กๆ ขี้ปะติ๋วทั้งที่เงินก้อนมหาศาลบานบุรีจำนวนนี้...“ประชาชน” ทั้งประเทศต้องแบกรับจ่ายทั้ง“ต้นและดอก” จากการออก “พ.ร.ก.กู้เงิน” 800,000 ล้าน...เอาจาก “ธนาคาร”ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ขยิบตาพากันให้กู้!!!เอาแค่ “เงินปากถุง” ที่ให้กู้เริ่มโชยกลิ่น...มีบางคนรวยสะดือปลิ้น...เชียวแหละโรบิน เท่าที่รู้???
✮✮✮✮✮✮✮
ยอม ‘เนรคุณเพื่อชาติ’!!
นี่เป็นเจตจำนงค์ของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่พลิกขั้วโกยตีนแน่บจาก “อดีตนายกฯ ทักษิก ชินวัตร” มาอยู่กับ “รัฐบาลมาร์ค” ของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์??หาก “ท่านชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี จะกลืนน้ำลายดังเอื้อก...เพื่อเป็น“นายกรัฐมนตรี” อีกหน ก็ไม่น่าเสียเหลี่ยมลูกกำนันเพราะ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ที่ติดเทอร์โบ..โห่ฮิ้วโห่มานั่งเก้าอี้ “ผู้บริหารแผ่นดินเบอร์หนึ่ง”..ก็มานอกตำรับตามระบอบ “ประชาธิปไตย” เหมือนกันโดยมี “พลังสีเขียว” ฐานอำนาจจาก “กองทัพ” หนุนส่ง...หากไม่มี “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวช่วย..บอกได้เลยว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์” ยังนั่งเป็นฝ่ายค้านอยู่อย่างกระถึดกระทือ!!เชื่อว่า “ท่านชวน” น่ากลับมาเป็น “นายกฯ รอบใหม่”.. เมื่อ “อภิสิทธิ์” ชักจะไม่ไหว?..บริหารยังไงชาติถึงได้พังคามือ???
✮✮✮✮✮✮✮
ศึกข้างหน้า ‘ใหญ่หลวงนัก’!!
ชักเป็นห่วง “คุณพี่จุมพฏ บุญใหญ่” ส.ส.เขต 1 สกลนคร ซึ่งถูกคนตีหน้าว่า เป็น“จอมแปรพักตร์”??การซิ่งวิ่งชิงหนีออกจาก “ส.ส.พรรคเพื่อไทย”...แล้วสับขาหลอกไปอยู่กับ “พรรคภูมิใจไทย”ของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ดูจะสาหัสเอาการ...เลือกตั้งสมัยหน้าต้องชนกับกระดูกเบอร์ใหญ่ “คุณพี่วีระศักดิ์ พรหมภักดี” อดีตนายกอบจ.สกลนคร ขวัญใจชาวบ้านโดย “คุณพี่วีระศักดิ์” เป็นน้องนุชสุดที่รักของ “คุณพี่สาคร พรหมภักดี” อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่ต้องเว้นวรรคการเมืองไปพร้อมๆ กับ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ล็อตใหญ่!!เช็กเสียงชาวบ้าน “สกลนคร” ดู....นัยว่าเสียง “ส.ส.จุมพฏ” ไม่ค่อยอู้ฟู่?..สู้เขาไม่ได้แล้วล่ะเจ้านาย???
✮✮✮✮✮✮✮
ซุกปัญหาเอาไว้ ‘ใต้พรม’!!!
กรณีการตายเดดสะมอเร่จาก “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ยังมียอดคนป่วย-คนตายเพิ่มมากมายอย่างสะสมตัวเลขยอดล่าสุดหลุดโลกไปแล้วว่า “111 ศพ” ที่ต้องตายไร้วิญญาณไป...และทุกวันนี้ยอดไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย...คงทะยอยตายกันวันละ 2 ศพ เป็นมาตรฐานสำหรับคนไทยส่วนคนรับผิดชอบดูแล “นายวิทยา แก้วภราดัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังทำงานเรื่อยเปื่อย เหลียวแลกันเสียเมื่อไหร่มัวแต่ไปงมโข่งในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์...เดินทางไป “ตัดริบบิ้น”เปิดโรงพยาบาลที่นั่นที่นี่...ปล่อยให้คนไทยเผชิญชะตากรรมไปตามบุญกรรมทำแต่ง!!!ถ้า “นายวิทยา” ไม่มุ่งมั่นจะทำงานนี้...ถอนสมอออกจากรัฐมนตรี?...ดีกว่าให้คนเขารุมสาปแช่ง???

● การบูร ●

บอกว่าไม่ได้บ้า

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการเก็บข้อมูลโดยสถิติ หรือว่าเอาตัวเข้าไปคลุกคลีกับคนที่ไม่ปกติทางอารมณ์ทั้งหลาย แต่ที่แน่ๆมีสำนวนติดปากคนไทยมานานแล้วว่า“บ้า 500 จำพวก”แม้ว่าอย่างที่บอกไม่รู้ที่มาที่ไปของคำๆ นี้อย่างแท้จริงแต่ก็พร้อมจะเชื่อมั่นและกล้าฟันธงแบบบ้าๆ ว่าน่าจะได้มาจากความช่างสังเกตของคนโบราณนั่นแหละเพราะคนบ้ารายไหนรายนั้น ลองไปถามดูก็ได้ว่าบ้าหรือไม่???ทุกรายเป็นต้องปฏิเสธลั่นๆ ไปหมดว่า ไม่ได้บ้า ไม่ได้บ้าโว้ย แม้ว่าในขณะที่ตะโกนว่าไม่ได้บ้า อาจจะทำปากยื่นตาโปน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หรืออาจจะหัวเราะร่วนๆ ก็แล้วแต่อาการของใครของคนนั้นซึ่งสถานที่รักษาคนซึ่งมีอาการทางจิตไม่ปกติทั้งหลายที่โด่งดังก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง หนึ่งคือ โรงพยาบาลศรีธัญญากับอีกที่หนึ่ง คือ โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งมีหลังคาสีแดงก็เลยเป็นสแลง ถ้าบอกว่าไปหรืออยู่บ้านหลังคาแดงล่ะก็เป็นอันได้เรื่องเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ อมตะนักร้อง ก็เคยโด่งดังกับการแสดงภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “หลังคาแดง” โดยเป็นเรื่องวุ่นๆ ในโรงพยาบาลที่สับสนปนเปกันระหว่างคนบ้ากับคนดีซึ่งหลุดเข้าไปโดยบังเอิญซึ่งในเรื่องธงไชยก็บอกว่าไม่ได้บ้า แต่คนในเรื่องก็ดันไม่เชื่อเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนบ้ารวมทั้ง ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ที่รู้สึกว่าจะได้รางวัลจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เพราะแสดงได้เหมือนคนบ้ามากๆก็บอกคอเป็นเอ็นเช่นกันว่าไม่ได้บ้าที่เขียนมายืดยาวก็ไม่ใช่เพราะเป็นบ้า แต่เป็นเพราะเห็นอกเห็นใจนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ที่ชื่อ

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ใจจะขาด ที่ตอนนี้เจอแต่คำถามว่า“บ้าหรือเปล่า???”...ที่ทำแต่เรื่องเสี่ยงๆซึ่งที่มาที่ไปก็เพราะหลังจากที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างบ้าๆ เอ้ย! ไม่ใช่ ขึ้นมาได้เพราะความพลิกผันแบบไม่ปกติธรรมดาแล้วคำว่าไม่ปกติธรรมดานี่แหละ ที่หลายคนดันไปมองว่าจะรีบร้อนขึ้นมาทำไมกัน ในช่วงเวลาเช่นนี้ ..รีบร้อนเป็นบ้า?แทนที่จะมองว่า “เสียสละเป็นบ้า”...ก็ไม่ยักจะมองกันขึ้นมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็พยายามทุ่มเททำงานเต็มที่ราวกับคนบ้า เพราะวิ่งรอกเปิดงาน ตัดริบบิ้น กล่าวปาฐกถาวุ่นวายไปหมด แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะเจียดเวลาไปจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์หนอยแทนที่จะชมว่า “วิ่งวุ่นเก่งเป็นบ้า”...ดั๊นชมว่า“พล่ามซ้ำซากเก่งเป็นบ้า”ฉะนั้น เมื่อมาเจอกรณีล้วงลูกโผตำรวจ เจอกรณีบีบให้ผบ.ตร. เดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้แต่งตั้งรักษาราชการแทนผบ.ตร. อุตส่าห์แหกกฎแบบบ้าๆ ก็เพื่อประโยชน์ของทุกคนแท้ๆ...แต่คนที่ว่านั้นคนไหนบ้างไปคิดกันเอาเองก็ยังไม่วายโดนกระทู้สดกดดัน จนต้องปฏิเสธลั่นๆ ว่า“ผมไม่ได้บ้าอำนาจหรือลุแก่อำนาจ เพียงแต่เป็นการพยายามบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม ผมทำงานมาตลอดไม่น้อยกว่าคนที่เคยมานั่งนายกฯ ก่อนหน้านี้ผมเอาเวลาไปพบปะปัญหากับประชาชน ไม่ใช่เอาเวลาไปดื่มไวน์ เล่นกอล์ฟ หรือทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์”โห! ถ้ากล้าพูดได้ขนาดนี้ รับรองว่าไม่ได้บ้าชัวร์ เชื่อเหอะเอาที่ไหนมาพูดนะว่า คนบ้าชอบปฏิเสธว่าตัวเองไม่บ้าน่ะ...ไร้สาระเป็นบ้า ■

นิรโทษกรรม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมไม่แปลกใจที่พรรคภูมิใจไทยสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการยื่นกฎหมายนิรโทษกรรม ในความผิดที่คนไทยในเสื้อสีเหลืองและเสื้อสีแดงได้ทำกันมาตัวตั้งตัวตีในงานนี้ คือ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมส.ส.ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาเพื่อให้สภาผู้แทนฯ ลงมติเห็นชอบและนำเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาต่อไป ที่อาคารรัฐสภา เมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคม สดๆ ร้อนๆคำว่า “นิรโทษกรรม” ถ้ามองเพียงผิวเผินหรือคิดกันอย่างตื้นๆ ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็คงจะต้องเฮโลกันรับหลักการและคงเห็นด้วยกับการขอเสนอในการยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่พรรคภูมิใจไทยหรือพูดเสียให้สั้นก็คือ ไอเดียที่มาจาก เนวิน ชิดชอบ กันถ้วนหน้าในการออก พ.ร.บ.นริโทษกรรม ครงั้ นี้มกี าร “หมกเมด็ ”มากมายที่ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยคิดอ่านกันไว้มีการ แบ่งช่วงเวลา ในการทำผิดและอยู่ในข่าย“นิรโทษกรรม” ตามกฎหมายนี้เพียง “คนบางกลุ่ม”โดยเฉพาะกลุ่ม คนเสื้อเหลือง หรือพันธมิตรฯที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีความผิดในระดับผู้ก่อการร้ายซึ่งมีโทษประหารชีวิต!!

ดังนั้น...การจะเสนอร่างนิรโทษกรรมครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย จึงไม่น่าจะสำเร็จได้โดยง่ายแม้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะออกมาแสดงความเห็นในฐานะเป็นนายทหารที่คุมกำลังสูงสุดของประเทศในเชิงที่ว่า...ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และอยากให้คนในประเทศยอมรับ ไม่ใช่ทำตามเหตุผลของคนๆ เดียวส่วนอาจมีคนคิดว่าการนิรโทษกรรมจะทำให้คดีอาญาต่างๆ ต้องยกเลิกไปหมด จะเป็นการส่งเสริมให้คนทำชั่ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็เชื่อมั่นสั้นๆ ว่า...“ไม่อยากออกความเห็น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน สังคมรับได้ก็จบ!!”ว่ากันตามที่จริง พรรคการเมืองทุกพรรคต่างก็รู้กันเต็มอกว่า หากจะแก้ปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองเราในวันนี้กันจริงๆ ก็แค่รวมกัน ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบครอบคลุม เพียงไม่กี่มาตรายกเลิกคำสั่ง คมช. ที่มาจากการปฏิวัติเสียให้หมดเลิก องค์กรอิสระ ที่ คณะปฏิวัติ 19 กันยายน2549 ตั้งขึ้นมาทุกองค์กร ก็จะหลุดพ้นจาก “ความไม่เป็นธรรม” จากมรดกบาปของ คมช. กันถ้วนหน้าสังคมจะได้ตั้งต้นกันใหม่ นับ 1 กันใหม่? ดีกว่าที่จะมานั่งออกกฎหมายแบบพิเรนทร์ กำหนดเวลาในการมีผลบังคับใช้เอาตามอารมณ์ตัวเอง เพื่อช่วยพวกเดียวกันอย่างเดียว!! ■

ปฏิวัติเงียบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะอยู่ไปทำไม..จะอยู่ได้อย่างไร สำหรับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..สำหรับความผิดพลาดแบบสะสมที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งสิ้นทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนายกรัฐมนตรีของท่านนั้น..กลายเป็นคำถามมากมายถึงสติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจในการบริหารราชการแผ่นดินการเล่นลิงหลอกเจ้าระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ทำให้..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับความเห็นใจอย่างมากมายจากข้าราชการและประชาชน..จากการถูกกระทำอย่างต่อเนื่องและไร้เหตุผลของคนที่มีอำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า..ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแต่นายกรัฐมนตรีก็ตะแบงไป..หวังจะเอาชนะในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนลืมสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรี..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เดินสวนทางกับ..อำนาจที่หนุนเนื่องนำตัวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..วันนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเหมือนกับว่าวที่ไร้แรงลมหนุนปีก..สุเทพ เทือกสุบรรณ..เนวิน ชิดชอบ..ชวรัตน์ชาญวีรกูล..ใครจะคาดคิดได้ว่า..ในที่ประชุมเดียวกันนั้น..รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะโหวตสวนทางกับนายกรัฐมนตรีแต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว..ใครจะต้องอยู่ ใครจะต้องไป..แต่ที่แน่ๆ นั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะอยู่ได้อย่างไร..กับความอับอายที่ปรากฏต่อหน้ามหาชนวันนี้..ท่านจะมองหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านได้อย่างไร..ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามได้อย่างไร โดยเฉพาะกับ..รัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..หากว่าในวันนี้วันพรุ่ง..ท่านไม่ยุบสภาท่านไม่ปรับปรุงคณะรัฐมนตรี..ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ปร ะสบ ความล้มเหลวที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมี..น่าเสียดายสถาบันที่ท่านศึกษาเล่าเรียนมา..น่าเสียดายกับพรรคประชาธิปัตย์กับสถานะรัฐบาล..ที่ท่านรับผิดชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ปรากฏการณ์ที่ปรากฏกับท่านวันนี้..ยืนยันว่า..แม้แต่คนของท่าน แม้แต่ข้าราชการที่ต้องรับคำสั่งจากท่าน..วันนี้เขาปฏิเสธท่าน ■

ย่างก้าวของ ‘เวียดนาม’ วัดกึ๋น ‘รบ.มาร์ค’

ประเทศเวียดนาม! เคยเป็นประเทศ “ด้อยพัฒนา”แต่วันนี้ไม่ใช่ไทยแลนด์! เคยเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” แต่วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร! ปลดหนี้และนำพาประเทศสู่ระดับ“ผู้นำ” แต่เมื่อเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ทุกอย่างก็ “ถอยหลัง”..เสถียรภาพความมั่นคงของไทย “ติดลบ”กระทั่ง 17 ธันวาคม 2551 คณะรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเข้าบริหารประเทศ การขับเคลื่อนช่วงแรกส่งสัญญาณ“ไปได้ดี” ไม่มีที่ติ! ประชาชน “โล่งอก” รอดูการก้าวย่างของไทยแลนด์ในทางที่ดีขึ้น ท่ามกลาง “ฝุ่นการเมือง” ที่เริ่มก่อตัวตามธรรมเนียม ซึ่งเชื่อว่าจะ “สงบ” ลงในไม่ช้าแต่ดูจะเป็นการ “คาดเดา” ที่ผิดผลาด เพราะปัจจุบันการจัดสรรปันส่วนยัง “ชิง” กัน “ฝุ่นตลบกลบเมือง” ทั้งเรื่องโยกย้ายตำแหน่ง บารมี มอบรางวัลเป็นค่าตอบแทนพระคุณที่เกื้อหนุนกันจนได้ดิบได้ดี แค่ 2 เรื่องก็ทำให้ “วงล้อประเทศ”หยุดนิ่ง!สถานการณ์เมืองไทยน่าเป็นห่วง..ในขณะที่รัฐบาลประกาศว่าเรามาถูกทาง และพยายามเหนี่ยวรั้งให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ในความเป็นจริงไทยกำลังอยู่ในช่วง “ชะลอ”การพัฒนา ซึ่งเป็น “จุดด้อย” ที่นักลงทุนต่างตระหนักท่ามกลางความอึมครึมในเมืองไทย!! “เวียดนาม”ประเทศเพื่อนบ้านที่เราเคยนำหน้าไปแบบไม่เห็นฝุ่น วันนี้รัฐบาลเขาวางแผนพัฒนาประเทศด้วยเมกะโปรเจกต์กว่า 60,000ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมาย 12 ปีข้างหน้า “เวียดนาม”จะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่น่าสนใจในระดับต้นๆ ของเอเชียนอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหวียนเติ๋นยวุ๋ง(Nguyen Tan Dung) ได้ออกคำสั่งให้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำกับดูแลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศให้เป็นไปตามกำหนดเวลา ประกอบด้วย

1. ทางหลวงโฮจิมินห์ 500 ล้านดอลลาร์ การก่อสร้างโครงการสร้างทางหลวงขนาด 6 เลนแนวตะวันออก-ตะวันตกรวมระยะทาง 23 กม. ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่แห่งนี้

2. ทางด่วนไซ่ง่อน-ด่งนาย 1,200 ล้านดอลลาร์ ทางด่วนระยะทาง 55 กม. ตัดผ่าน จ.บิ่งซเวือง (Binh Duong) ไปยังเมืองเบียนหว่า (Bien Hoa) จ.ด่งนาย ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออกขนาดใหญ่ของประเทศ เชื่อมต่อกับ จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า อันเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมันดิบ ตลอดจนเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ

3. รถไฟไฮสปีดเหนือ-ใต้ 33,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเวียดนามตัดสินใจก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงตามรางกว้าง 1.435 เมตร สายเหนือ-ใต้ รวมระยะทางกว่า 1,700 กม. เชื่อมกรุงฮานอยกับนครโฮจิมินห์โดยไม่ต้องรื้อทางรถไฟสายเก่าที่ใช้งานมานาน 60 ปี

4. รถไฟเลียบอ่าวฮาลอง 255 ล้านดอลลาร์ การก่อสร้างเพิ่งจะเริ่มได้เมื่อปี 2549 เพื่อพัฒนายกระดับทางรถไฟจากเอี๋ยนเวียน (Yen Vien) ชานกรุงฮานอย ไปยังฝาหล่าย (Pha Lai) เกิ๋มฝา (Cam Pha) และเอืองบิ (Oung Bi) ซึ่ง เป็นเขตอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่

5. รถไฟฟ้าโฮจิมินห์ 1,100 ล้านดอลลาร์ การก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน-บนดินสายแรกในนครใหญ่แห่งนี้ ระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดจะดำเนินการไปจนถึงปี 2563

6. รถไฟหายฟ่อง-ล่าวกาย 150 ล้านดอลลาร์ การพัฒนายกระดับทางรถไฟสายนี้ดำเนินการภายใต้กลุ่มความร่วมมือแห่งอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-Region) มีต้นทางจากท่าเรือนครหายฟ่อง(Hai Phong) ไปยังสถานีลองเบียน (Long Bien) ชานกรุงฮานอย ก่อนจะตัดขึ้นเหนือไปยัง จ.ล่าวกาย(Lao Cai) เพื่อเชื่อมต่อกับทางรถไฟจากเมืองคุนหมิง (Kunming) มณฑลหยุนหนันของจีน เพื่อให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าออกผ่านท่าเรือน้ำลึกในทะเลจีนใต้

7. สนามบินฮานอยส่วนขยาย 300 ล้านดอลลาร์ ประกอบด้วย อาคารผู้โดยสาร 1 หลัง พื้นที่ใช้สอย90,000 ตารางเมตร มูลค่า 230 ล้านดอลลาร์ กับทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินความยาว 3,800 เมตร ทั้งหมดกำหนดแล้วเสร็จในปี 2553 คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 6.5 ล้านคนต่อปี และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการขยายเฟสที่สองให้ท่าอากาศยานโนบ่าย (Noi Bai) รองรับผู้โดยสารได้ 12 ล้านคนต่อปี

8. สนามบินลองแถ่ง 6,000 ล้านดอลลาร์ สนามบินแห่งนี้อยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ราว 30 กม.จะมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 45-50 ล้านคน เวียดนามจะใช้แทนท่าอากาศยานเติ่นเซินเญิตนครโฮจิมินห์ ที่ขยายไม่ได้อีก ขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาความเหมาะสม

9. สนามบินฟุก๊วกเฟสแรก 60 ล้านดอลลาร์ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปีที่แล้ว เป็นสนามบินแห่งใหม่ที่จะใช้แทนที่สนามบินขนาดเล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เฟสแรกจะใช้เงินลงทุนเพียง 60 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้เครื่องบินโดยสารโบอิ้งและแอร์บัสลงจอดได้ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2.65 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2563 จะขยายเป็นสนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง เพื่อรองรับแผนพัฒนาเกาะอ่าวไทยแห่งนี้ให้เป็นปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

10. ท่าเรือน้ำลึกหายฟ่อง 200 ล้านดอลลาร์ ท่าเรือน้ำลึกแหล็คเฮวียน (Lach Huyen) เริ่มก่อสร้างเมื่อปีที่แล้วในเขตอุตสาหกรรมใหญ่นครหายฟ่อง มีกำหนดเปิดใช้ในปี2553 ด้วยเงินลงทุน 213.8 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับเรือสินค้าที่มีระวาง 50,000-80,000 ตัน

11. ท่าเรือ-อู่เรืออ่าวเวินฟอง 9,000 ล้านดอลลาร์โครงขนาดใหญ่ใน จ.แค๊งหว่า (Khanh Hoa) นี้ ประกอบด้วยท่าเรือสินค้าและเรือโดยสาร รวมทั้งอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มสึมิโตโม (Tsumitomo) จากญี่ปุ่นที่เข้าลงทุนถึง4,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีโครงการโรงงานเหล็กกล้ามูลค่าอีกเท่าๆ กัน

12. ท่าเรือน้ำลึกก๋ายแหม็บ-ถิหวาย 300 ล้านดอลลาร์เป็นท่าเรือน้ำลึกใหญ่ที่สุดในภาคใต้ที่ปากแม่น้ำถิหวายในจ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า (Ba Ria-Vung Tao) เป็นไปตามแผนการย้ายท่าเรือออกจากไซ่ง่อนที่ขยายไม่ได้อีก13. ขยายร่องน้ำเข้าท่าเรือเกิ่นเธอ 100 ล้านดอลลาร์นครเกิ่นเธอ (Can Tho) เป็นศูนย์กลางของเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงอันเป็นเขตอู่ข้าวสำคัญของประเทศ เวียดนามจะต้องขุดลอกแม่น้ำตลอดความยาวกว่า 60 กม. เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่สามารถแล่นเข้าถึงได้โดยตรงแทนการทยอยขนส่งสินค้าออกสู่ทะเลหลวงด้วยเรือขนาดเล็ก ซึ่งสิ้นเปลืองและเสี่ยงอันตรายทั้งหมดคือโครงการที่รัฐบาลเวียดนาม สั่งการดำเนินการแล้วและมันจะเป็นรูปธรรมในอีก 12 ปีข้างหน้าแน่นอน! แล้วรัฐบาลมาร์คล่ะมีคำตอบอะไรให้ประชาชนบ้าง?? ■

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..

ที่มา Thai E-News



A man behind the scene-อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯพระราชทาน 2 สมัย ผู้เกื้อหนุนให้งบNGO และเป็นผู้เชื่อมต่อหัวหอกมาสเตอร์มายด์ของNGOเสียบขั้วกับชนชั้นนำ-อำมาตย์

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
21 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่เป็นตอนๆนับแต่บัดนี้



ขึ้นชื่อว่าเมืองไทย วงการไหนแม่งก็เหมือนๆกันแหละครับ คือเต็มไปด้วยเส้นสายอุปถัมภ์ มีขาใหญ่ มีพี่กลาง น้องเล็ก น้องใหม่ เป็นกันทุกที่

เอ็นโตดี-NGOก็เหมือนกัน


ผู้ให้กำเนิดNGO-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ให้กำเนิดNGOในไทยเป็นครั้งแรกราวพ.ศ.2512 แต่NGOทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปจาก ณ เริ่มแรกอย่างสุดจะคาดคิดถึง คือจากจุดเริ่มที่เห็นศักยภาพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน กลายเป็นอำมาตย์ใหม่ที่หมินแคลนรากหญ้าขึ้นมา


วงการเอ็นโตดีนี่หากพูดให้เห็นภาพก็เหมือนองค์กรทั่วๆไป คือก็จะมีขาใหญ่วงการอยู่ประมาณหนึ่ง

มีตัวที่เรียกว่าระดับแถวต้นๆให้กราบไหว้กันนี่ส่วนหนึ่ง

รองลงไปก็จะเป็นพวกตัววิ่ง ตัวชง ตัวประสาน

รองลงไปก็จะเป็นแบ่งโซน แบ่งสาย มีหัวหน้าสาย หัวหน้าโซน

เล็กลงไปก็เป็นองค์กรหน่วยงานตามพื้นที่ หรือตามสายงาน

เล็กสุดก็ผู้ปฏิบัติงานสนาม

ปลายทางก็คือกลุ่มเป้าหมาย อาจจะเป็นชุมชนคนรากหญ้า หมู่บ้าน พื้นที่ เขตงาน หรือตามเนื้องาน

เขียนมาตั้งยาวไม่เห็นแม่งจะมันส์ตรงไหน

ใจเย็นๆอันนี้เรียกว่าปูพื้นก่อนแต่งหน้าศพ...เดี๋ยวศพไม่สวย จะเสียมือผม

หากไม่เข้าใจยังงี้ก็จะไปต่อไม่ถูกว่า เฮ้ย!ทำไมเอ็นโตดีแม่งมาอยู่พันธมิตรเต็ม ทำงานเพื่อมวลชนเหี้ยอะไรหละพวกมึง เสือกมาเชียร์แขกให้พวกรัฐประหาร สันดานมั้ยหละดันมาเชียร์เจ้า...คือมันหลักๆก็มาจากขาใหญ่ที่ต้องกราบกรานที่คุณถามมานี่แหละตัวอัปรีย์เลย

ทีนี้ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจะGO-Government Organizationหรือองค์กรรัฐ หรือ NGO-Non Government Oganizationนี่ กองทัพมันเดินด้วยท้องทั้งนั้น

ของรัฐก็ง่ายหน่อยคือเก็ยภาษีชาวบ้านมาเป็นเงินทำงาน หล่อเลี้ยง จ่ายเงินเดือน

ส่วนเอ็นโตดีไปเก็บภาษีก็ไม่ได้ เก็บค่าคุ้มครองก็ไม่ได้ มันก็ต้องขอทุนเขา

สมัยโบราณก็ขอฝรั่ง พวกองค์กรการศาสนา องค์การสาธารณกุศล แม้กระทั่งเศรษฐีหลบภาษีมาจ่ายให้การกุศลอย่างพวกบิลเกตส์ โซรอส วอร์เรน บัฟเฟต รอคกี้เฟลเลอร์ สารพัด

NGOนี่ผู้ให้กำเนิดคือดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เริ่มราวปี2512จนแกได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะเลยทีเดียว ลูกศิษย์ลูกหาแกรุ่นแรกก็ยังวนว่ายอยู่ในวงการหลายคน เป็นใหญ่เป็นโตในวงการไปหมด อย่างพวกบำรุง บุญปัญญา เป็นเจ้าพ่อเอ็นจีโออีสาน,พิศิษฐ์ ชาญเสนาะ เจ้าพ่อเอ็นจีโอปักษ์ใต้,เตือนใจ ดีเทศน์ เจ้าแม่เอ็นจีโอ เป็นต้น

มารุ่งเรืองมากก็ยุคเขมรอพยพ ได้เงินฝรั่งมาทำงานกันคึกคักทางอีสานใต้ ต่อมาก็ค่อยถูกลดการสนับสนุน เพราะฝรั่งมันมองว่าเมืองไทยรวยแล้ว เอ็นจีโอแทยจะตกงาน

ก็พอดีมาได้อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯพระราชทานภาคสองมั้ง ก็ให้เงินช่วยเอ็นจีโอมาทำงานเป็นเรื่องเป็นราว คนใก้กับคนรับมันก็มีบุญคุณพันผูกกันมายังงี้

พวกเอ็นโตดีจะขอตังค์เขามาทำทุนทำงาน จะไปชื่อนายหมานายกานายไก่ แหล่งทุนมันก็ไม่เชื่อใจ ไม่รู้พวกมึงเป็นใคร ก็ตามสูตรก็ต้องวิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการมาเป็นพระประธาน เป็นกรรมการกันตามระเบียบ

#ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นมาสเตอร์มายด์ที่คนในแวดวงการแพทย์เคารพ เคยเชียร์ทักษิณเป็นอัศวินควายดำ แต่ตอนหลังเปลี่ยน ทำให้แวดวงการแพทย์หันมารุมสกรัมทักษิณ-เสื้อแดง

ก็จะเห็นว่าคนอย่างอาจารย์หมอเสม จารย์หมอประเวศ จารย์เหน่ห์ จารย์สุลักษณ์ โสภณ สุภาพงษ์ คุณหญิงอัมพร มีศุข คุณหญิงสุมาลี จาติกวนิช อะไรทำนองนี้ไปนั่งเป็นกรรมการกันเป็นหลัก เพราะพะยี่ห้ออย่างนี้สะดวกโล่ง ส่งไปขอทุนฝรั่งมันรู้จัก ต้นทุนทางสังคมสูง ส่งไปขอเงินหลวงเขาก็เกรงใจก็ให้เงินมาทำทุน

ความจริงคนเหล่านี้เป็นคนดี ไม่ใช่คนเหี้ยที่ไหน ปรารถนาดีกับบ้านเมือง แต่ก็อย่างว่าคือเป็นคนดีตามจารีตแบบแผนซะเป็นส่วนใหญ่

#ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นมาสเตอร์มายของวงการปัญญาชน,นักวิชาการ,เอ็นจีโอเชื่อมต่อพันธมิตรเข้ากับขบวนการอำมาตย์ชนชั้นนำ

ผมเคยไปนั่งคุยกับจารย์หมอประเวศอยู่หลายหน สรุปคือแกเป็นคนดีหนะแหละ หากหลับตาซักหน่อยแล้วฟังจารย์หมอประเวศพูดไป ก็ต้องนึกว่ากำลังนั่งสนทนาธรรมกับหลวงตาแก่ๆองค์หนึ่งหละวะ

คนอย่างจารย์หมอประเวศนี่แกก็เป็นคนดีตามแบบแผน เรียนเก่งหัวดีสอบเข้าหมอได้ เก่งเรื่องเลือด ได้แมกไซไซมา แกก็อยากช่วยบ้านเมือง แต่ก็ต้องเป็นบ้านเมืองที่แกเห็นว่าดี คือในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่บังเอิญแกมองไปนี่นักการเมืองดันเหี้ยหมดในสายตาแก แกก็บอกกับผมทำนองว่า เอาให้ดีแล้วจารย์หมอว่ายกบ้านเมืองกลับไปให้พระเจ้าอยู่หัวท่านดูแลจัดการดีกว่านะคุณโยม...

อ้าว!ชิบหาย

ผมก็ขัดคอว่า อ่าคือว่าจารย์หมอครับ หากให้บ้านเมืองกลับไปให้ในหลวงจัดการก็ดีหรอกครับ เพราะในหลวงองค์นี้ท่านดีเลิศ แต่หากต่อไปเกิดไม่ดีงี้ไม่แย่เหรอ จารย์หมอแกก็ว่า เอาน่าอย่าเถียงดิ แต่ก่อนบางองค์ก็ไม่ดี อย่างสมัยร.6คนก็นินทา แต่ว่าสถาบันก็รอดมาได้ เราต้องไว้วางใจสถาบันว่าจะพาบ้านเมืองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

#ศ.เสน่ห์ จามริก ผู้มีบารมีทั้งวงการสิทธิมนุษยชน,วงวิชาการ,เอ็นจีโอผู้เชื่อมต่อกับอำมาตย์และวงวิชาการ-เอ็นจีโอ

สมัยเหลี่ยมมาเป็นนายกฯใหม่ๆ พวกจารย์หมอประเวศ จารย์หมอเสมอะไรนี่ก็เห็นว่าเหลี่ยมเป็นความหวัง เพราะเป็นเศรษฐีมาทำงานให้คนจน คงจะได้คนดีแบบพระเวสสันดรนี่มาดูแลบ้านเมือง..แต่เอาไปเอามาก็เห็นๆกันว่าเหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดรที่จะเป็นพระเอกให้อาจารย์หมอของผม แถมโดนเหลี่ยมด่าอีกว่า จารย์หมอเป็นแผ่นเสียงตกร่องมั่ง เป็นนายหน้าค้าความจนมั่ง ต่อไปนี้รัฐบาลเหลี่ยมจะทำงานถึงลูกถึงคนกับคนจนเอง ไม่ต้องผ่านนายหน้าแบบอานันท์

จารย์หมอแกก็ปรี๊ดแตก จากแรกๆเชียร์ แล้วแกก็ค่อยๆผิดหวัง สะสมเชิงปริมาณไปสู่คุณภาพ เอาไปเอามาก็นี่แหละนายกฯมาตรา7ก็มาจากแกนี่แหละเรื่องของเรื่อง

#ส.ศิวรักษ์ เป็นมาสเตอร์มายด์ของวงการเอ็นจีโอ-นักสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมเอ็นจีโอเข้ากับแวดวงปัญญาชนระดับสูงอย่างหมอประเวศ,เสน่ห์ จามริก และเชื่อมต่อNGOต่างประเทศให้หนุนช่วยพันมิตร

หรือคนอย่างป๋าส. หรือจารย์สุลักษณ์นี่ถึงใครจะมองว่าแกเป็นคนนอกคอกซักหน่อย ไม่ค่อยเป็นคนดีตามจารีต เพราะปากเสียด่าพระด่าเจ้าไปเรื่อย แต่แกมีอีโก้ชนิดหนึ่งว่าแกแน่ แกนี่ได้รางวัลประมาณว่าน้องๆโนเบลมาแล้ว แกก็โน่นทำตัวกลมกลืนเป็นโนเบลแฟนคลับกับทะไลลามะ กับอองซานซูจีไปตามเรื่อง

ทีนี้แกมาโดนคดีต่อต้านท่อก๊าซพม่าสมัยรัฐบาลนายชวน ตั้งแต่ปี2541 คดีก็ลากยาวมาเรื่อยจนรัฐบาลเหลี่ยม

คดีนี้เริ่มมาจากว่า ทางรัฐบาลไทยจะซื้อก๊าซพม่า แล้วจะลากท่อก๊าซผ่านป่าเมืองกาญจน์เข้ามา แกก็มีลูกศิษย์เอกคือน้าเปี๊ยก-พิภพ ธงชัย อยู่หมู่บ้านเด็กเมืองกาญจน์ก็ลากแกไปดู เสร็จแกก็อินจัด หรือหวังฟลุคได้โนเบลมั้ง แกก็ไปลุยขวางการวางท่อ เขาก็จับแกไปขังคุก แกก็ตามสไตล์ผู้ใหญ่แบบไทยๆคือเบ่ง เพราะแกเบ่งมามาก ขนาดคดีหมิ่นฯว่าหนักๆแกก็เบ่งรอดคุกมา2หน

#พิภพ ธงชัย สาวกรุ่นแรกๆของส.ศิวรักษ์ ผู้เชื่อมต่อขบวนการเอ็นจีโอเข้าร่วมรบกับพันธมิตร และเปลี่ยนจุดยืนมาหมิ่นแคลนรากหญ้า

คราวนี้ดันไปเบ่งกับเหลี่ยม เหลี่ยมมันบอกเรื่องของเมิง เรื่องของกรุคือต้องซื้อก๊าซพม่ามาพัฒนาประเทศ ส่วนป๋าส.แกประเภทต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แกก็มองว่าไอ่เหลี่ยมเอาใจเผด็จการพม่า รังแกพวกซูจี ไปปลอ่ยกู้พม่าห่าเหว ผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรแบบนี้

แต่ที่ป๋าส.แกเคืองแม้วหนักนี่คงเป็นอีกเรื่องที่หนักกว่าคือคดีหมิ่นฯ ที่แกไปพูดที่ขอนแก่นแล้วโดนตำรวจตามมาเล่นในทีหลัง แกเข้าใจว่าทักษิณสั่งเล่นแก หลังจากไปขึ้นเวทีพันมิตร

ก็คงต่อเนื่องมายังงี้คือโดนคดีท่อก๊าซสมัยชวนตั้งแต่ปี41ผ่านมายุคทักษิณไปขอก็ไม่มีน้ำใจช่วย แกก็ขึ้นเวทีพันธมิตรด่า ต่อมาทักษิณไปเล่นงานแกคดีหมิ่น ก็ยิ่งแค้นตาแม้น แกก็อยากเอาคืนเหลี่ยมซะให้เข็ด

เรื่องต่อต้านทุนนิยมนี่ผมเจอกับตา ตอนผมไปกินข้าวบ้านแก ลูกชายแกต้องหนีไปดูทีวีข้างบ้าน เพราะบ้านแกดันไม่มีทีวี เพราะไม่อยากโดนมอมเมา วันหนึ่งผมก็นั่งรถไปกับแกแล้วก็เมีย ไปงานศพอาจารย์ทวี หมื่นนิกร ผมก็ฟอร์มหลับ เมียแกก็ด่าแกชิบหายเลยเรื่องทีวีนี่นะ...ไม่รุ้แกจะเอาฮาไปถึงไหน

เนี่ย ผมลองเล่าแค่สายเดียวนี่นะก็พอจะเห็นภาพใช่มั๊ย อย่างมูลนิธิหมู่บ้านเด็กเนี่ยก็จะมีงี้แหละ หมอเสม หมอประเวศ โสภณ สุภาพงษ์ ป๋าส.อะไรงี้เป็นกรรมการ คนบริหารก็น้าเปี๊ยกธงชัยกับเมีย แล้วก็มีสันติสุข โสภณศิริ ลูกศิษย์ป๋าส.อีกราย(ที่รสนาเคยซุกเข้าไปห้องประชุมสภาเป้นเรื่องกันนั่นไง)คอยเขียนเชียร์...พวกรสนาอะไรนี่ก็ลูกศิษย์ป่าส.แก แกส่งไปคุมมูลนิธิโกมล คีมทอง ก็ออกหนังสือขายมั่งอะไรมั่ง เล่นประเด็นสุขภาพมั่ง เคยจับรักเกียรติ สุขธนะติดคุกคดีทุจริตยา รสนาก็ยิ่งปักใจว่านักการเมืองนี่แม่งเหี้ยสัดๆ เดี่ยวจะเข้าสภามาลุยนักการเมือง

#รสนา โตสิตระกูล สาวกเอกฝ่ายหญิงของส.ศิวรักษ์ เป็นนางสาวโดยที่มีเพื่อนร่วมเตียงคือสันติสุข โสภณศิริ สาวกเอกฝ่ายชายของส.

เดิมทีเอ็นจีโอขาใหญ่ก็มีความหวังกับเหลี่ยมอย่างว่า คือคิดว่าหมอนี่จะเป็นพระเวสสันดรกลับชาติมาเกิด หลังๆออกลายเป็นพระเวสสันดาน มีconflict of interestหลายเรื่อง(พวกเสื้อแดงไม่ต้องเถียงนะ เพราะเสือกเป็นเรื่องจริง)แล้วก็ลุแก่อำนาจไปฆ่าตัดตอนพวกค้ายาบ้า(ตอนนั้นคงฟังในหลวงบ่นเรื่องยาเสพติดมาก แล้วไปกราบหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อก็ดันพูดเป็นทำนองว่า คนเหี้ยๆจะดีไปอะไรกับมันนักหนาไอ้แม้วเอ๊ย...เหลี่ยมก็เอาวะลุยถั่ว2,500ศพเกลื่อน)

#ภูมิธรรม เวชยชัย-เอ็นจีอ้วน อดีตฝ่ายซ้ายและเอ็นจีโอตัวเชื่อมประสานระหว่างเอ็นจีโอกับแม้ว ตอนหลังกลายเป็นประสานงา

สายสัมพันธ์เดิมที่หวังจะพึ่งเอ็นจีอ้วน-ภูมิธรรม เวชชยชัยก็ชักไม่ค่อยได้เรื่อง ส่งปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นไปก็เป็นหมัน ส่งปัญหาเรื่องชาวนาถูกไล่ที่บุกป่าสงวนขึ้นไปก็เงียบ ผลักดันเรื่องกฎหมายป่าชุมชนก็เฉย

มีหนนึงผมก็ไปนั่งคุยกับเอ็นจีอ้วนที่กระทรวงคมนาคมว่า ทำไมอ้วนไม่ช่วยๆเค๊าหน่อยว๊า พรรคพวกกันทั้งนั้น เขาขอมาก็ไม่ได้เข้าพกเข้าห่อ เขาก็ช่วยชาวบ้านทั้งนั้น เอ็นจีอ้วนแม่งก็ส่ายหน้าบอกว่า พวกเอ็นจีโอแม่งไม่เข้าใจกรุเลย จะเร่งรัดเอาแต่ละเรื่องวันนี้วันพรุ่งทั้งนั้นไอ่สัด ไม่รู้เหรอว่าทุกเรื่องแม่งต้องออกเป็นกฎหมาย ต้องวิ่งล็อบบี้ส.ส.ตีนขวิด ต้องไปกราบข้าราชการปลัด อธิบดี บ่อยๆเข่ากรูก็ชักไปไม่เป็น

เรื่องมันก็เป็นยังงี้คือพวกเอ็นจีโอก็เห็นว่าเหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดร เอ็นจีอ้วนก็เปลี่ยนสีไปเป็นพวกรับใช้ทุน อาจารย์สุลักษณ์โดนจับแม่งก็ไม่ยอมดูดำดูดี เทียบไปแล้วสมัยนายกฯแต่งตั้งออย่างอานันท์ยังมีแก่ใจหาเงินมาช่วยเอ็นจีโอได้ทำงาน ติดคุกก็ให้ประกัน แถมมากราบขออภัย

พวกขาใหญ่ก็เลิกเชียร์เหลี่ยม แล้วก็หันมาส่งซิกว่า
เฮ้ย!เล่นแม่งเลยพวกเรา



#อังคาร กัลยาณพงศ์ มาเวทีพันธมิตรทางสายส.ศิวรักษ์ ทั้งเขียนรูปเขียนบทกวีขายหาทุนให้พันธมิตร

พรรคพวกป๋าส.อย่างท่านอังคารนี่แกถือว่าเลือดสุพรรณ แกก็เอาด้วย ร่ายบทกวี เขียนรูปส่งไปประมูลเวทีพันธมิตร น้าเนาว์ก็เมาๆอยู่วงเดียวกับท่านอังคาร ก็เสด็จตามมาด้วย หลังๆท่านอังคารเสด็จไปนิพพานที่ไหนไม่รู้ เข้าใจว่าปลีกวิเวกกลับสวรรค์ เลยปล่อยน้าเนาว์กลายร่างเป็นมนุษย์อยู่แถวเวทีพันธมิตรมาจนป่านนี้...กรำ!

น้าเปี๊ยกอยู่ป่าเมืองกาญจน์ หมู่บ้านเด็กมาเป็นชาติก็ต้องออกป่ามาเมือง ศิษย์จะแก้แค้นให้ท่านอาจารย์! แม่งยังกับหนังจีนกำลังภายใน

#บำรุง บุญปัญญา NGOผู้มีบารมีในอีสาน

ทีนี้ตอนประชุมเอ็นจีโอนัดสำคัญนัดหนึ่งซัก4-5ปีมานี่แหละ น้าเปี๊ยกก็มาเมากันกับเอ็นจีโอสายอีสาน ทางนั้นขาใหญ่ก็มีจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ น้าเปี๊ยก-บำรุง บุญปัญญา น้าโย-บำรุง คะโยธา น้าสมภพ บุนนาค น้าเดชา ผู้ประสานกป.อพช.ภาคอีสาน น้าอี๊ด-เสนห่ ชัยวงษ์ จารย๋ผ่อง-สุนทรี เล่งอี้ จารย์เป๋ง-สมพันธ์ เตชะอธิก ทางเหนือก็พวกชัชวาลย์ ทางใต้ก็บรรจง นะแส นก-ภาคภูมิ อะไรงี้นะ พอเมากันได้ที่ก็สรุปกันตอนเมาๆนั่นแหละ(ผมก็เผอิญเมาอยู่ในวงเหมือนกัน คือผมมันแร่ด ก็รับเหมา เมาทั่วราชอาณาจักร)ว่า พวกเราจะพึ่งการเมืองแบบเก่าไม่ได้แล้ว มันต้องมีการเมืองใหม่

#บรรจง นะแส เอ็นจีโอห้าวเป้งจากปักษ์ใต้

ก็คิดตั้งแบบพรรคกรีนกันขึ้นมา คือไม่ต้องส่งส.ส.ลงสมัคร เวลาเลือกตั้งก็ขึ้นป้ายไปว่ามีนโยบายอะไร(อันนี้น้าวสันต์ สิทธิเขตต์เคยทำ ที่มีรูปแกหนวดเคราเฟิ้ม ผมเผ้าไม่หวี เป็นหัวหน้าห่าอะไรซักอย่างขึ้นป้ายทั่วกรุงเทพฯแบบกวนตีนพวกมึงเล่น)นี่ก็โมเดลหนึ่ง

อีกโมเดลก็คิดกันว่าจะไปทำสัมพันธไมตรีกับใครให้มันมีพลัง ก้พอดีลิ้มมันแตกกับเหลี่ยมออกมาพอดี ดูลำหักลำโค่นก็น่าจะไหว...ลิ้มมีลูกน้องชื่อสำราญ รอดเพชร ตัวสำราญมีสายสัมพันธ์กับจารย์สมเกียรติอยู่ก็ต่อกันมา

#สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้เชื่อมแวดวงเอ็นจีโอเข้ากับสนธิลิ้ม

จารย์สมเกียรติก็ลากพวกแกนๆของเอ็นโตดีสายอีสานเข้ามา น้าเปี๊ยกพิภพก็มา พระอาจารย์ของน้าเปี๊ยกอย่างป๋าส.ก็แห่มา พอป๋าส.ขาใหญ่ก็ยังมา พวกอาจารย์เหน่ห์ หมอเสม หมอประเวศอะไรงี้ก็มา

#โสภณ สุภาพงษ์ ผู้เชื่อมสัมพันธ์เอ็นจีโอกับบ้านสี่เสา

โสภณ สุภาพงษ์ ที่เป็นลูกป๋า ป๋าเปรมเคยให้ไปทำบางจากมานานหลายปี ดันไม่ได้ต่อวีซ่ายุคทักษิณก็เชื่อมสายพวกนี้เสียบปลั๊กบ้านสี่เสาอีกที

ก็เลยถึงยุคโชติช่วงชัชวาลย์ของเอ็นจีโอที่เข้าไปร่วมรบกับพันธมิตรเต็มลำขึ้นมา

ร้องบุกรื้อค้น"วิทยุชุมชน"เชียงใหม่ ตร.-ทหารกว่า2พันนาย จี้"มาร์ค"สอบ

ที่มา มติชน

ส.ส.เพื่อไทย ร้องกลางสภา ตร.-ทหาร สนธิกำลัง 2 พันนาย บุกรื้อค้นสถานีวิทยุชุมชน"กลุ่มเชียงใหม่ 51" จี้นายกฯดูแลเพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน ขณะที่ประธานวิทยุชุมชน บุกสภาร้องรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ปลดอนุ กทช. เหตุใช้อำนาจข่มขู่ผู้ประกอบการวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่น เข้าข่ายแทรกแซงสื่อ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ช่วงเปิดให้สมาชิกหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย หารือว่า ให้นายกรัฐมนตรีเข้าไปดูแลปัญหากรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สถานีวิทยุชุมชน 92.5 เมกะเฮิร์ตซ์ และสำนักงานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ตั้งอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ถูกบุกตรวจค้นโดยการสนธิกำลังตำรวจและทหารเกือบ 2 พันนาย ทั้งที่สำนักงานแห่งนี้เป็นที่รวมตัวกันในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นสิทธิของประชาชนในการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการแสดงความเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า มีการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และดำเนินการแบบสองมาตรฐาน อยากระบุว่า อย่ารุกประชาชนจนไม่มีที่ยืน ฝากนายกฯลงมาดูแลปัญหาด้วย

ส่วนบริเวณด้านนอกห้องประชุม นายวิโรจน์ พูลสุข ประธานสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ นำตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนกว่า 100 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนผ่านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้พิจารณาเปลี่ยนแปลงคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยกล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 บัญญัติให้มีคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่กำหนดให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิเทศศาสตร์ 1 คนนั้น ขณะนี้ได้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้วที่ตั้งจาก ครม.ชุดที่แล้ว คือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ และต่อมาได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้เป็นหนึ่งในอนุกรรมการดังกล่าว และยังให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกิจการกระจายเสียงชุมชน แต่ พ.อ.นที ได้ปฏิบัติหน้าที่ลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญในการเข้าควบคุมและครอบงำสื่อมวลชนภาคประชาชน มีพฤติกรรมข่มขู่ต่อผู้ประกอบการ ทำให้สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติขอให้นายสาทิตย์เสนอต่อ ครม.เพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทน พ.อ.นที ในทันทีและขอให้ พ.อ.นที ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้านนายวิทยากล่าวว่า น่าเห็นใจในกรณีดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมในการประมูลคลื่นความถี่และยังไม่ไว้ใจฝ่ายรัฐบาลเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของสาธารณชน เพราะแต่เดิมวิทยุชุมชน รัฐบาลต้องการให้เป็นกระบอกเสียง แต่น่าแปลกใจทำไมต้องขอความไว้ใจวางใจจากฝ่ายค้าน

เกมต่อรอง

ที่มา ไทยรัฐ

วิบากกรรมของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ยังไม่จบ นอกจาก จะถูกล้วงลูกจากนักการเมืองและวอลล์-เปเปอร์แล้ว ยังถูกตามล้างตามเช็ดจากฝ่ายการเมืองเป็นระยะๆ แม้จะเกษียณอายุราชการในเดือนหน้าอยู่แล้วก็ตาม

นี่แหละที่เรียกว่าพิษการเมือง

การขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ. พัชรวาท มองได้อย่างเดียวว่าเป็น เกมการต่อรองเพื่อสยบกรณีโยกย้ายข้าราชการตำรวจ เพราะหลักฐานที่ คุณศิริโชค โสภา เสนอต่อคณะกรรมการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายตำรวจ มีอะไรบางอย่างที่ทะแม่ง

เพื่อแก้เกี้ยวแก้เก้อหรือเพราะเหตุผลอย่างอื่น ไม่น่าสนใจ เท่ากับการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ยึดหลักคุณธรรมและนิติรัฐจริง การเข้าแทรกแซงข้าราชการ และองค์กรอิสระจนออกหน้าออกตา ทำให้เกิดความไม่มีมาตรฐานขึ้นในสังคมไทย

ผมว่างานนี้ถ้าข้าราชการยอมเป็นเหยื่อในเกมการต่อรองของนักการเมือง ระบบราชการก็จะถูกแทรกแซงไม่มีวันยุติ กลไกการบริหารประเทศก็มีอุปสรรค หมายความว่า ต่อไปนี้การทำงานจะเป็นการรวบอำนาจอยู่ที่นักการเมืองแค่กระจุกเดียว

อยากจะแนะนำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและปลดแอกข้าราชการให้ถึงที่สุด เป็นตัวอย่างของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในระบบราชการ หรือถ้าไม่จบ ลงเล่นการเมืองสู้กันให้ถึงลูกถึงคนไปเลย

ที่ไม่เข้าใจก็คือ รู้สึกว่าคดีความทางการเมืองที่ค้างคากันอยู่ ยืดๆบิดๆเบี้ยวๆชอบกล ที่จะฉับไวชนิดสายฟ้าแลบเหมือนยุคที่ผ่านมา ไม่ต้องมีการขึ้นให้การ ไม่ต้องมีการสืบพยาน ว่ากันม้วนเดียวจบ

เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

กกต.-ป.ป.ช.มีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะยืดเรื่องยืดอายุรัฐบาลให้นานที่สุด เรื่องราวเหล่านี้อาจจะสมประสงค์ของรัฐบาลและผู้บงการ แต่ในระยะยาวแล้ว จะทำลายกฎเกณฑ์และวิถีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง

เป็นการคอรัปชันความยุติธรรม

ให้จับตากรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ในการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา เสื้อแดงไม่ได้ รับอานิสงส์อะไรเท่าไหร่ แต่เสื้อเหลืองได้อานิสงส์ไปอย่างมหาศาล บุกช่อง 11 ปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ คดีฉกรรจ์ทั้งนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เป็นผู้นำฝ่ายค้านกับแกนนำพันธมิตรฯ การต่อรองทางการเมืองระหว่างสีเหลืองกับสีน้ำเงิน เหล่านี้คือเงื่อนไขทางการเมืองที่มีความพยายามจะดิ้นให้หลุด

ประเทศไทยกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปซะแล้ว.

หมัดเหล็ก

ปชป.จ้องพังนั่งร้าน?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27690

เซียนด้วยกัน เขาอ่านทางออก

จับสัญญาณจากมังกรการเมืองระดับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่พูดชัดๆในงานฉลองวันเกิดครบรอบปีที่ 77

"ขอบอกตรงๆ รัฐบาลชุดนี้มีขึ้นมาได้เพราะนายสุเทพ ถือว่าเป็นนั่งร้านที่ทำให้ นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดงูเห่าขึ้น

ดังนั้น นายสุเทพมีความสำคัญต่อรัฐบาล จึงบอกพรรคร่วมรัฐบาลให้ช่วยกันดูแล แต่ไม่ขอก้าวล่วงพรรคประชาธิปัตย์"


ตั้งใจส่งซิกกันซะขนาดนี้ มันต้องมีอะไรในกอไผ่

เก๋าเกมอย่าง "บิ๊กเติ้ง" จมูกไว ได้กลิ่นก่อนอยู่แล้ว

ที่แน่ๆ โดยอาการสะท้อนภาวะทางใจ กับคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล พูดเป็นนัยๆ ตัวเองไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจเลือก ผบ.ตร.คนใหม่

"เพราะผมไม่มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องเลือก เพราะต้องรู้จักประมาณตนว่าอยู่แค่ไหนอย่างไร ผมก็ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธาน ก.ตร. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของตำรวจทั่วไป ส่วน ก.ต.ช. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผมจะไม่ทำในสิ่งที่ผมไม่มีอำนาจหน้าที่"


พูดตามหลักการ แต่ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ

เอาเป็นว่า โดยสถานการณ์ที่คนนอกตามแกะรอยได้ จากคิวเหยียบตาปลากันเองที่ "เทพเทือก" ต้องชนกับรุ่นหลานอย่าง "เดอะวอลเปเปอร์" นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา คนสนิทหลังฉากของนายกฯอภิสิทธิ์

ชนิดที่แทบจะเป็นร่างเดียวกัน


จั่วหัวกันมาตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูก เปิดเกมบี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กระทบชิ่งไปถึงขุมข่ายอำนาจสีเขียวในปีกของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

"เทพเทือก" โดนซัดกระเด็นไปอยู่กับขั้วอำนาจใหม่สีเขียวบวกน้ำเงิน

โดยสถานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ทำได้แค่คอยประคองปีก พล.ต.อ.พัชรวาท ที่โดนนายกฯอภิสิทธิ์เปิดเกม "ปลดเงียบ" เตะกระเด็นไปกระดอนมา

รู้กันอยู่แก่ใจ "เด็กสร้างบ้าน" กำลังค่อยๆรื้อนั่งร้าน


และโดยอาการที่เห็นได้ชัด "เทพเทือก" หงุดหงิดมากๆ น้ำเสียงขึงขัง สั่งทำหนังสือเรียกข้อมูลจากนายศิริโชคอย่างเป็นทางการ กรณีแฉโพยซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ

คาใจ เรื่องแบบนี้ ทำไมไม่พูดกันเองภายใน

ไม่พูดตรงๆก็เดาทางได้ "เทพเทือก" ฉุนโดนเด็กข้ามหน้า


และก็เป็นอีกครั้งที่ "เทพเทือก" ขอร้องในที่ประชุม ส.ส.พรรค ไม่ให้พูดเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ เพราะจะกระเทือนถึงนายกฯอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงตัวนายสุเทพเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังโดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงการทำงานของตำรวจ

พูดกันในทำนอง "ผมขอร้องอย่าทำปืนลั่นใส่กันเองเลย"

แล้ว "เทพเทือก" ก็โดนยิงเผาขนเลย

เพราะแค่คล้อยหลังไม่เท่าไหร่ก็มีข่าว "ตั้งใจปล่อย" ออกมาว่าที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์รวมหัวดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่

โดยการสนับสนุนของสปอนเซอร์ใหญ่ยี่ห้อ "ศิริโชค" เป็น "วอลเปเปอร์" ให้พิง


ล้อกับข่าววงใน "เทพเทือก" กับนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คุยกับนายกฯอภิสิทธิ์แล้ว กาชื่อของ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

เหมือนตั้งใจวัดกันซึ่งๆหน้า ระหว่าง "เทพเทือก" กับ "วอลเปเปอร์"

ในสภาวะที่คนตัวดำต้นทุนต่ำอย่าง "เทพเทือก" กับคนรูปหล่อต้นทุนสูงยี่ห้อ "อภิสิทธิ์" นับวันยิ่งกลายเป็นคนเคยสนิทใจ

แววตาซ่อนอาการหวาดระแวง


ยังไม่นับแนวรบด้าน "ก๊กทศวรรษใหม่" ของจอมเก๋าอย่างนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่คอยจ้องจังหวะเสียบสกัด โดยปรากฏการณ์ที่เจอเข้าจังๆ กับรายการ "แทงหลัง" คิวเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่คนตระกูล "เทือกสุบรรณ" แพ้แบบขายหน้า

มองซ้ายมองขวาก็ว้าเหว่ "เทพเทือก" โดนจ้องล่อเป้า คนกันเองปล่อยลอยแพ

นั่งร้านรัฐบาลประชาธิปัตย์ใกล้พังเต็มที.

ทีมข่าวการเมือง
รายงาน