WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 22, 2009

นปช.นัดชุมนุมเรียกร้อง ‘มาร์ค’ยุบสภา 30 ส.ค. – เสื้อแดงภาคประชาชนนัด ‘ดำทั้งแผ่นดิน’ ไล่อำมาตย์ 26 ส.ค.

ที่มา ประชาไท

21 ส.ค.52 ตัวแทนกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, แดงนนนทบุรี, แดงตากสิน, ไผ่แดง, แดงสมุทรปราการ, แดงนครปฐม, พลังประชาธิปไตย ในนามคนเสื้อแดงแถลงข่าวกิจกรรม “ดำทั้งแผ่นดิน ขจัดสิ้นระบอบอำมาตย์” ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ที่สนามหลวง
สมยศ พฤษาเกษมสุข จากลุ่ม 24 มิถุนาฯ กล่าวว่า หลายเครือข่ายในกลุ่มคนเสื้อแดงเห็นร่วมกันว่าในวาระวันที่ 26 ส.ค.นี้ ถือเป็นวันเกิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี, ครบรอบ 1 ปีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชน โดยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จัดตั้งขึ้นโดยการเคลื่อนไหวผลักดันของกลุ่มพันธมิตรฯ และการอุปถัมภ์ของอำมาตย์ ดังนั้น ทางเครือข่ายจึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้น โดยจะรณรงค์ให้ประชาชนใส่เสื้อดำในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค.- ถึงวันพุธที่ 26 ส.ค. และในเย็นวันพุธที่ 26 ส.ค.ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไปจะจัดการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยจะมีวิดีโอลิงก์จากนายจักรภพ เพ็ญแข ด้วย
สมยศกล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องในการจัดกิจกรรมนี้คือ 1. ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นฉบับประชาชนที่ถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งไป 2.ไม่ให้รัฐบาลเตะถ่วง หน่วงเหนี่ยวการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง และ 3.คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเป็นการเสนอที่มีวาระซ่อนเร้นที่หวังช่วยเพียงกลุ่มพันธมิตรฯ ที่โดนคดี โดยไม่ครอบคลุมคนอื่นที่ได้รับผลกระทบต่อจากการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากต้องการสมานฉันท์อย่างแท้จริงต้องนิรโทษกรรมให้กับทุกคนในทุกคดีที่เคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร รวมถึงต้องระบุความผิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยแล้วจึงค่อยนิรโทษกรรม
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า ที่ประชุมแกนนำ นปช. มีมติเชิญชวนคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยทุกสีเสื้อแต่งกายสีดำทั่วประเทศในวันที่ 26 ส.ค.52 เพื่อร่วมรำลึกถึงวันเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ยกกำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 ในวันเดียวกันนี้เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา
โฆษก นปช.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีมติให้จัดการชุมนุมใหญ่ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 30 ส.ค.52 ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เพื่อเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้กับประชาชน ส่วนจะมีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่นั้น แกนนำกลุ่ม นปช.จะพิจารณาตามความเหมาะสม ขณะที่การดำเนินการล่ารายชื่อคนเสื้อแดง 10 ล้านคน เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะดำเนินการทันทีหากพบว่า รัฐบาลมีท่าทีจะหน่วงเหนี่ยวการแสดงความเห็นประกอบฎีกาของคนเสื้อแดง
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมการเคลื่อนไหวของ นปช. ตลอดเดือน ก.ย.52 จะเป็นการกระชับความคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงทั่วประเทศ โดยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนจะมีการจัดอบรมสัมมนาวิทยากรแดงทั้งแผ่นดิน จากนั้นตั้งแต่สัปดาห์ที่สองจนถึงวันที่ 30 ก.ย.52 จะเป็นการเดินสายอบรมแกนนำคนเสื้อแดง 2,000 คน ทั่วประเทศ เป็นรายภาคและจังหวัด ส่วนเรื่องการทำบัตรสมาชิกคนเสื้อแดง ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ย.52 เป็นต้นไปนั้น จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการขอเรียกเก็บค่าใช้ทำบัตรใบละ 20 บาท จากเดิมที่ได้ประกาศไว้ว่า ทำบัตรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากต้นทุนสูงและมีผู้ประสงค์ต้องการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ทำให้แกนนำไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายให้ได้ทั้งหมด
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินล่ารายชื่อคนเสื้อแดงเพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ต้องการนายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น และขอยืนยันว่า คนเสื้อแดงไม่ยอมรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และจะคัดค้านถึงที่สุด เพราะคนเสื้อแดงไม่ได้กระทำความผิดใด เหมือนเช่นกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบและสนามบิน หรือพวกเสื้อสีน้ำเงินที่ออกมาสร้างสถานการณ์ป่วนบ้านเมือง
ที่มาบางส่วน เว็บไซต์ไทยรัฐ

หากรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 12
22 สิงหาคม 2552

อารยะขัดขืน เอามาใช้ให้เต็มที่ และรัฐบาลพลัดถิ่น ต้องตั้งขึ้นมาสวนควันปืนทันที เรื่องอื่นๆ ขอเก็บไว้หน่อย ปล่อยให้ (อำมาตย์) งง


แทบจะไม่มีใครนึกฝันว่า กระบวนการลงชื่อถวายฎีกากรณีคุณทักษิณ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เบาบางที่สุดแล้วในเส้นทางอันยาวไกล จะทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเกิด “วินาศกาเล วิปริตพุทธิ” ขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างนี้

เห็นปัญญาแปรปรวนวิปลาสไป ทำให้ฉุกคิดว่าถึงคราววินาศเสียแล้วล่ะกระมัง

อำมาตย์ไม่รู้หรอกหรือว่า ชาวประชาธิปไตยที่เอาจริงเอาจังเขาไม่ได้เห็นด้วยกับฎีกาทุกคน แต่เงียบสงบกันอยู่ตลอดมานี้ก็เพราะเห็นว่าสังคมไทยต้องเดินไปตามวงเวียนกรรมของตนเองเสียก่อนที่จะเกิดความเข้าใจทะลุปรุโปร่งว่าทุกข์ทางการเมืองในขณะนี้เกิดจากอะไร

ผิดหวังอีกสักรอบหนึ่งอาจจะเป็นการศึกษาที่ดีว่าการต่อสู้ตามสิทธิ์ของความเป็นมนุษย์ กับการลดความเป็นมนุษย์ของตนเองลงเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เราต้องการนั้น มีความแตกต่างกันนักหนา

การต่อสู้ย่อมเหนื่อยยาก ยาวนาน แต่ยั่งยืน

การขอร้องนั้นเร็วทันใจและดูเหมือนได้ผล แต่เขาจะเอากลับคืนไปอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อใดก็ตามในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ อำนาจสูงสุดที่เป็นของปวงชน เสรีภาพส่วนบุคคล สังคมเสมอภาค หลักกฎหมาย และผู้ใช้อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่สังคมของเรามีคนมากมายและหลากหลาย กว่าจะเกิดแนวคิดที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างที่เรียกว่าฉันทามตินั้น บางครั้งต้องยอมให้เจ็บตัวบ้าง เหมือนเด็กเล็กที่ต้องหกล้มสักครั้งสองครั้งก่อนจะเรียนรู้ว่าพื้นคอนกรีตนั้นมันแข็งและไม่ควรปล่อยตัวให้หกล้ม

พลังประชาธิปไตยที่รอคอยอย่างเงียบสงบในกระบวนการถวายฎีกา รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นการศึกษาของสังคม โอกาสที่จะได้มาซึ่งทางออกอย่างยั่งยืนและระบอบประชาธิปไตยแท้จริงด้วยวิธีการอย่างนี้แทบจะไม่เห็นทาง แต่ก็ต้องให้สาธุชนทั้งหลายรู้เองด้วยประสบการณ์ส่วนตัว บอกล่วงหน้าไม่ได้

คนกำลังหลงใหลอะไร อย่าไปขัดคอขัดใจให้เกิดโกรธเคืองกันเลยครับ ความหลงถูกทำลายได้ไม่ยากด้วยความจริง เราไม่ควรห่วงใยจนเกินเหตุนัก

ความจริงที่ว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เป็นที่พึ่งที่หวังได้เลยสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะใช้เวลาตลอดชีวิตในการบดขยี้ทำลายล้างให้เป็นภัสมธุลี ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือที่จะกล่าวนั้น เป็นความจริงที่เจ็บปวด ฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อขาวอีกเป็นจำนวนมากยังปลงใจเชื่อไม่ได้ และยังฝันว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยเป็นคำตอบที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยสถิตสถาพรได้

สมการง่ายๆ ว่าฝ่ายอำมาตย์คือผู้ทำลายประชาธิปไตย และประชาธิปไตยจะเกิดและอยู่ถาวรได้ในประเทศนี้ต่อเมื่อฝ่ายอำมาตย์ต้องพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด ยังไม่ใช่สมการที่ผู้คนส่วนใหญ่หรือจำนวนมากพอเข้าใจและยอมรับ

เราจึงต้องใจเย็น

ผมถูกป้ายสีมาตั้งแต่ออกจากเมืองไทยว่า เป็นคนประเภทใช้กำลัง เพราะไปเอ่ยถึงเรื่องการจัดตั้งกองกำลังเพื่อเตรียมสู้รบกับฝ่ายอำมาตย์ในการให้สัมภาษณ์ ทั้งๆ ที่พูดสื่อความหมายในทางตรงข้ามว่า ฝ่ายอำมาตย์ไม่ควรบีบบังคับฝ่ายประชาชนให้ถึงขั้นคิดใช้และจัดตั้งกองกำลังเลย

พูดเตือนสติกับสุนัขบ้าที่กำลังน้ำลายฟูมปาก มันก็กัดเข้าให้

ขณะนี้ได้นำบทเรียนนี้มาขบคิดใคร่ครวญและฉีดวัคซีนรอบสะดือไว้แล้วเรียบร้อยโรงเรียนไทยแล้วครับ อย่าได้เป็นห่วง เชื่อเถิดว่า ความวุ่นวายในหมู่อำมาตย์จนชีวิตกลายเป็นจลาจลในขณะนี้ จะเป็นคุณอย่างมากต่อการยอมรับความจริงที่หลีกเลี่ยงมิได้ของฝ่ายประชาธิปไตย

ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่าถวายฎีกาแล้วจะเกิดปฏิกิริยาอย่างหนักหน่วงจากฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๒ จำพวก

หนึ่ง-อำมาตย์ใหญ่และคนวงใน จะทำท่าเงียบเฉยจนดูเหมือนให้ความร่วมมือ แต่รอเวลาที่จะตลบหลังเปลี่ยนฉากทำให้คนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยกลายเป็นผู้ร้ายไป

สอง-อำมาตย์ระดับกลางและระดับปฏิบัติการจะวิ่งวุ่น แสดงออกโต้งๆ เลยว่าไม่สามารถอดทนต่อกระบวนการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงได้ เพราะรู้ดีว่ากำลังเสี่ยงภัยมหาศาล ถ้าอำมาตย์ใหญ่เกิดรับลูกฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นมา จะจริงใจหรือไม่ก็ช่างเถิด ตัวเองอาจถูกจับบูชายัญแทนเจ้านายผู้เป็นอำมาตย์ใหญ่ที่หาทางลงไม่ได้ หรือถ้าอำมาตย์ใหญ่วางแผนตลบหลังคนเสื้อแดงเสียเอง ก็จะได้หน้าว่าออกมาช่วยอำมาตย์ใหญ่ตั้งแต่ต้น

เราจึงเห็นหน้าของคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ คุณอานันท์ ปันยารชุน คุณสุรพล นิติไกรพจน์ ฯลฯ ในบัดนี้ เพราะเป็นฤดูกาลหาเสียงของฝ่ายอำมาตย์เขา

ไม่มีทางเลยที่วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะจบลงด้วยความยอมรับนับถือในทัศนะของประชาชน เพราะหากมี DNA ประชาธิปไตยอยู่ในตัวบ้าง คงไม่จุดไฟเผาเมืองตัวเองจนเป็นจุลมหาจุลอย่างนี้มาแต่ต้น

การปะทะระหว่างกลุ่มมวลชนเป็นไปได้ ตั้งแต่ปะทะใหญ่โตเป็น ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึงปะทะน้อยๆ แต่สร้างภาพให้น่าสะพรึงกลัวในโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และเว็ปของฝ่ายอำมาตย์ จนประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าสถานการณ์ไร้การควบคุม และยอมให้จัดตั้งรัฐบาลพิเศษขึ้นมาปกครองในรูปแบบที่ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖

คนเสื้อแดงถูกทำลายภาพลักษณ์จนกลายเป็นผู้ร้าย คิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยฎีกาที่ยกขบวนกันไปยื่น ทำลายชื่อเสียงกลางเมืองกันอย่างนั้นก็เป็นไปได้

และจนถึงใช้วิธีรัฐประหาร ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เพราะกองทัพเป็นเครื่องมือชิ้นเดียวที่ยังไม่ออกมาแสดงท่าทีในเรื่องฎีกา อาจจะรอทำผลงานทีเดียวหลังจากที่กลไกอื่นๆ ทำลายภาพลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยจนย่อยยับแล้ว เหมือนใช้วิทยุยานเกราะ หนังสือพิมพ์อย่างดาวสยามและบางกอกโพสต์ก่อนเหตุการณ์โหดเหี้ยม ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ จนนักศึกษาในที่ชุมนุมกลายเป็นญวนเป็นแกว และคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเมืองไทยด้วยกำลังอาวุธ

ละครแบบนี้เล่นมาหลายรอบแล้ว และเขาก็เชื่อมั่นว่ายังได้ผล

เมื่อเขายังเชื่อมั่นอย่างนั้น เราก็ต้องระมัดระวัง

บทความที่เขียนอยู่นี้ยังไม่รู้ว่าจะได้ลงพิมพ์ทันเวลาหรือไม่

แต่บอกไว้ตรงนี้ว่าอะไรที่พลาดมาจาก ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ เราจะนำมาเป็นบทเรียนและทำเสียให้แตกต่างในครั้งนี้
เลิกเอาไข่ใส่ในตะกร้าเดียวกันเหมือนที่มั่นใจว่ามีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเหลือเฟือ และลืมสร้างกลไกอื่นๆ นอกสภาเอาไว้สู้
กลับมาสนับสนุนขบวนการและกลุ่มประชาธิปไตยเสื้อแดงและเสื้อขาวที่กระจายกำลังกันอยู่แล้วทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างเต็มที่ เพราะเขาคือพระเอกนางเอกตัวจริง

คนที่เป็น ส.ส. และคนที่อยากเป็น ก็เข้าช่วยเขาในเขตนั้นๆ ด้วยกำลังปัญญา กำลังทรัพย์ และกำลังใจ โดยใช้ความสามารถในการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเข้าไปสมทบ

อารยะขัดขืน เอามาใช้ให้เต็มที่

และรัฐบาลพลัดถิ่น ต้องตั้งขึ้นมาสวนควันปืนทันที

เรื่องอื่นๆ ขอเก็บไว้หน่อย ปล่อยให้ (อำมาตย์) งง.
-------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

จักรภพร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:นำชาติอย่าหวาดกลัว

ที่มา Thai E-News


สร้างเสาหลักปักลงให้ตรงจุด
จิตของเราคืออาวุธเขาหวั่นไหว
จะกี่ปีกี่เดือนคอยเตือนใจ
เอาประชาธิปไตยของเรามา

อ้อมแอ้มแหน่มน้อมคือยอมเขา
บอกจะเอาอะไรยังไม่กล้า
แล้วสีแดงแรงฤทธิ์ร่วมกิจจา
ไปเงื้อง่าคาค้างอยู่อย่างไร

มวลชนทั้งหลายไม่ใฝ่ต่ำ
พร้อมจะทำลายแหลกทุกแอกไถ
ถึงผู้นำทำทางอยู่กลางไพร
ก็พร้อมใจเดินป่าทุกนาที

เขาเดินทางมาไกลได้ระยะ
ผู้นำจะถอยร่นคงป่นปี้
หากเราสู้แพ้สงครามคือความดี
หากใจคิดหลบหนีก็เลวทราม

รากหญ้าลุกแล้วทุกแนวรบ
ไม่เลี่ยงหลบพร้อมคลุกทุกสนาม
ประชาชนท้าอำมาตย์ประกาศนาม
ผู้นำไม่พร้อมตามก็ข้ามเอา

แพ้อะไรแพ้เถิดเกิดประโยชน์
แต่อย่าแพ้โจรโฉดเพราะกลัวเขา
ประชาชนยังไม่กลัวแล้วตัวเรา
จะใจเบาไปถึงไหนเห็นใจคน

กี่สิบปีจัดตั้งย่อมนั่งนิ่ง
แต่สรรพสิ่งทั้งปวงเริ่มร่วงหล่น
เมื่อปัญญามืดดับก็อับจน
ถึงเวลามวลชนดั้นด้นไป

“ลุงโง่ย้ายภูเขา” คือเราท่าน
ร่วมทุกสายย้ายทุกวันก็หวั่นไหว
ทีละกำทีละก้อนผุกร่อนไป
สู้ด้วยใจและศักดิ์ศรีมีความรัก

ย้ายภูเขาอย่าบอกว่าเนินเขา
จงตั้งเป้าสูงส่งดำรงศักดิ์
เกียรติยศมวลชนมนต์ขลังนัก
ให้รู้ว่าล้มยักษ์คือหลักเรา

พอภาพลักษณ์ยักษาเราล่าถอย
ประชาชนดูด้อยและโง่เขลา
อำนาจเขาแท้จริงอำนาจเรา
ถึงมีเสามีกระบองให้ลองดู

เกิดเป็นคนมีศักดิ์ศรีและวิญญาณ
ถ้ายอมตัวหมอบคลานก็อดสู
แผ่นดินเราต้องดำรงไม่ลงรู
หยุดสมสู่อำมาตยาผู้สามานย์.



จักรภพ เพ็ญแข

คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 12

---------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

เจ้าของแท่งประหยัดน้ำมันขู่ฟ้องนักสืบหว้ากอผ่าพิสูจน์ ผศ.ได้ค่าทดสอบกับออกใบรับรอง 2 หมื่น

ที่มา Thai E-News


ขู่ฟ้องนักสืบหว้ากอ-หลังจากชุมชนห้องสนทนาหว้ากอ เวบพันทิป ผ่าพิสูจน์แท่งประหยัดน้ำมัน และตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคที่รับพิษจากน้ำมันแพงเลยเสียเงินซื้อมาใช้ แต่ไม่ได้เป็นไปตามคำแอบอ้าง ล่าสุดเจ้าของสินค้าได้ออกโรงยันของดีจริง ขู่จะฟ้องร้องคนผ่า แต่ยังพูดสับสนกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ม.ราชมงคลผู้ทดสอบสินค้านี้ เรื่องประสิทธิภาพของการประหยัดน้ำมัน( ภาพ:คุณปลากวน )

เรียบเรียงโดย กานต์ ทัศนภักดิ์
21 สิงหาคม 2552


ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย อาจารย์วิศวกรเครื่องกล - คนที่ 2จากซ้าย (ภาพจาก http://www.cm108.com/bbb/18934.html )

เจ้าของ ‘NP Faster’ ออกโรงโต้ ยืนยันแท่งประหยัดน้ำมันใช้ได้ผลจริง อ้างทดสอบกับรถรุ่นใหม่แล้ว บางคันประหยัดได้ถึง 30% เตรียมพิสูจน์ต่อหน้าสื่อมวลชนเร็วๆ นี้ ระบุเห็นใจนักวิชาการคนออกใบรับรอง เหตุฝ่ายการตลาดรู้เท่าไม่ถึงการณ์เอาขึ้นเวบจนเกิดเรื่อง อ้างโดนคู่แข่งโจมตี พร้อมเผยเตรียมฟ้องคนผ่าพิสูจน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ด้านผศ.ล้านนาคนออกใบรับรองพูดไปอีกทางว่าผลการทดสอบอาจใช้ได้แต่กับรถเก่า และประหยัดได้แค่9-15% ระบุทดสอบเป็นวิชาการไม่ได้รับรองเพื่อค้าขาย เผยค่าทดสอบสองหมื่นไม่มีเปอร์เซ็นต์ คนใช้เน็ตวิจารณ์อื้อ เรียกร้องรัฐ-ต้นสังกัดตรวจสอบ



จากกรณีที่มีผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลและภาพถ่ายการผ่าพิสูจน์ 'NP Faster' อุปกรณ์ที่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอ้างว่าช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ 10-30% ใช้งานด้วยการเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ในรถยนต์ โดยอ้างการรับรองผลิตภัณฑ์และการทดสอบจาก 2 มหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งราคาจำหน่ายอันละ 1,500-2,500 บาท แต่เมื่อเปิดดูภายในกลับพบเพียงวงจรต่อไฟ LED ราคาไม่ถึงร้อยบาท ตามที่ได้มีรายงานไปก่อนหน้าแล้วนั้น

เจ้าของ ‘แท่งประหยัด’ ออกโรงโต้-เตรียมฟ้องคนผ่า ผศ.เผยค่าทดสอบแค่ 2 หมื่น

เจ้าของออกโรงโต้ ยันประหยัดจริง ทดสอบกับรถรุ่นใหม่แล้ว ทั้งนี้นายทธ จตุรัตน์ หนึ่งในกรรมการ หจก.เอ ฟาสเตอร์ ได้แสดงความเห็นใจผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย หนึ่งในผู้ทดสอบและรับรองที่ถูกโจมตี พร้อมทั้งเปิดเผยว่า เคยติดต่อไปยังสถาบันการศึกษามีชื่อแห่งหนึ่งในกทม.ให้ทำการทดสอบแล้ว แต่ถูกเรียกค่าทดสอบถึง 2แสนบาท ทางผู้ผลิตซึ่งมีทุนน้อยจึงได้มาติดต่อกับผศ.สมศักดิ์ ซึ่งคิดเพียง 2 หมื่นบาท โดยไม่ได้เรียกร้องเปอร์เซ็นต์จากการขาย แต่ต่อมาฝ่ายตลาดได้นำใบรับรองนั้นไปแสดงในเวบไซต์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนถูกโจมตีจากคู่แข่ง ส่วนกรณีที่มีผู้นำไปแกะดูโดยไม่ขออนุญาตนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องกันต่อไป

กรรมการ หจก.เอฟาสเตอร์ ผู้นี้ยังระบุด้วยว่า ทางผู้บริหารและอาจารย์ผู้คิดค้นและผลิตอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันจะทำการพิสูจน์ NP Faster ว่าประหยัดน้ำมันจริงหรือไม่ ต่อหน้าคณะกรรมการและสื่อมวลชนแน่นอน ในเร็ววันนี้ ทั้งที่กทม.และเชียงใหม่ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่ผศ.สมศักดิ์ออกมาระบุว่า อุปกรณ์นี้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้แค่ 9-15% แต่ผู้ผลิตและจำหน่ายกลับอ้างว่าประหยัดถึง 30% ก็ได้รับคำตอบว่า ได้มีการทดสอบภายหลังกับรถรุ่นใหม่ ทั้ง HONDA TOYOTA และ ISUZU แล้ว ซึ่งบางคันประหยัดได้ถึง 30% ส่วนการจดสิทธิบัตรนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยยอมรับว่าเลขที่มีผู้นำไปเผยแพร่เป็นเพียงเลขที่คำขอเท่านั้น

ผศ.ระบุทดสอบเป็นวิชาการ ไม่เกี่ยวค้าขาย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมเครื่องกล ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หนึ่งในผู้ทดสอบและลงนามในเอกสารรับรองผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงถึงวิธีการทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าว ก็ได้มีผู้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผศ.สมศักดิ์ตามหน้าเวบบอร์ดเป็นจำนวนมาก และมีหลายรายที่เรียกร้องให้ทางม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนี้อย่างจริงจัง

โดยล่าสุด ผศ.สมศักดิ์ ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยนิวส์ว่า หลังจากที่กรณีนี้เป็นข่าวออกไป คนใกล้ชิดต่างก็แสดงความเป็นห่วงตน ลูกสาวที่ทำงานอยู่ต่างประเทศก็โทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียด ซึ่งตนก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับผู้ที่ด่าตนนั้นก็จะไม่ขอฟ้องร้อง และยืนยันว่าการทดสอบที่ทำนั้นเป็นวิชาการ ไม่ได้ไปรับรองเพื่อช่วยให้เอกชนนำไปค้าขาย และได้รับค่าใช้จ่ายในการทดสอบเพียง 2 หมื่นบาท ไม่มีเปอร์เซ็นต์จากการขายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนทางมหาวิทยาลัยจะสอบสวนหรือไม่ก็สุดแท้แต่ผู้บริหาร ซึ่งตนจะให้การตามความเป็นจริง ซึ่งเกี่ยวกับกรณีนี้ ไทยนิวส์รายงานว่า ได้พยายามติดต่อชัยยง เอื้อวิริยานุกุล อธิการบดี ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อสอบถามว่าจะดำเนินการสอบสวน ผศ.สมศักดิ์หรือไม่ แต่อธิการบดีติดพิธีเปิดประชุมทางวิชาการ

ผศ.ราชมงคลพูดคนละเรื่องกับเจ้าของสินค้าผลทดสอบใช้ได้แต่กับรถเก่า

ก่อนหน้านี้ มื่อวันที่ 19 ส.ค. 52 ได้ปรากฏรายงานข่าวในในเวบไซต์ cm108.com โดยบุณย์ มหาฤทธิ์ ระบุ ว่า ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมเครื่องกล ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หนึ่งในผู้ทดสอบและลงนามในเอกสารรับรองผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 52 โดยมีอาจารย์สุทิน ประเสริฐสุนทร รองอธิการบดี ม.เทคโนโลยีราชมงคลฯ และ ผศ.อาคม ตันตระกูล ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย ร่วมรับฟังการชี้แจงด้วย


แจงวิธีการทดสอบ ระบุผลประหยัดเฉลี่ย 9-15% แต่กับรถรุ่นเก่าเท่านั้น

ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย ระบุว่า ตนได้ออกใบรับรองการทดสอบให้แก่ผู้ผลิตสินค้า NP faster จริง โดยตนได้ออกใบรับรองภายหลังการทดสอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับรถตู้โตโยต้ารุ่น เก่า ซึ่งใช้น้ำมันดีเซล และรถเก๋งนิสสันซันนี่ ที่ใช้น้ำมันเบนซิน อย่างละ 1 คัน ซึ่งในการทดสอบครั้งแรกใช้รถตู้โตโยต้า เติมน้ำมัน 20 ลิตร ทดสอบขับจากตัว อ.เมืองเชียงใหม่ ไปยัง อ.ไชยปราการ จำนวน 2 รอบ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 1 รอบ เมื่อดูดน้ำมันออกวัดปริมาณเปรียบเทียบพบว่ารอบที่ใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัด น้ำมัน 1 ลิตร ส่วนในการทดสอบครั้งที่สองใช้รถเก๋งนิสสัน ทดสอบโดยขับจากลานครูบาศรีวิชัยขึ้นไปหน้าบันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพ จำนวน 5 รอบ และขับไปทดสอบถนนสายดอนจั่น-น้ำพุร้อน บนทางเรียบ ระยะ 5 กม. ด้วยความเร็ว 3 ระดับ 40-60-90 กม./ชม. พบว่าประหยัดน้ำมันเกือบ 1 ลิตร คือต่ำกว่าการทดสอบครั้งแรก

ผศ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า การทดสอบแต่ละครั้งได้ใช้ช่วงเวลาใกล้เคียงกันมากที่สุด และระบุถึงข้อสังเกตหลังผลการทดสอบว่าขาวิ่งขึ้นไป อ.ไชยปราการประหยัดน้ำมันได้มากกว่าขากลับ และในการทดสอบครั้งที่สองคือวิ่งขึ้นดอยสุเทพกับวิ่งทางเรียบประหยัดน้ำมัน ได้น้อยกว่าวิ่งระยะทางไกล สรุปแล้วการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำให้ประหยัดน้ำมันได้เฉลี่ย 9-15% ไม่ใช่ 30% ซึ่งตนได้ยืนยันในหนังสือรับรองแล้ว

ทั้งนี้ ผศ.สมศักดิ์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เนื่องจากในการทดสอบใช้รถรุ่นเก่าที่จ่ายน้ำมันผ่านคาบูเรเตอร์ทั้งสองคัน ข้อสรุปเรื่องการประหยัดน้ำมันจึงจำกัดอยู่ที่รถรุ่นเก่าเท่านั้น และอาจใช้ไม่ได้กับรถรุ่นใหม่ แต่หากจะให้ตนทดสอบกับรถรุ่นใหม่ก็ไม่ขอรับทำอีก


ออกตัว ไม่ทราบเหตุประหยัด

สำหรับเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์ดัง กล่าวช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ ด้วยการเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ นั้น ผศ.สมศักดิ์ กล่าวว่าตนก็ไม่ทราบ เพราะดำเนินการเฉพาะการทดสอบ ไม่ได้ผ่าพิสูจน์ดู แต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตามหลักการที่นักวิชาการต่างประเทศเคยวิเคราะห์ไว้แล้ว คือ
“ทำ ให้เกิดคลื่นวิทยุที่จะรวบรวมคลื่นแม่เหล็กที่อยู่ในรถให้รวมเป็นทิศทาง เดียวกัน ทำให้อัตราการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงสมดุลและประหยัดกว่าปกติก็อาจเป็นไปได้”



วอนผู้ผลิต/ขาย หยุดนำใบรับรอง-ตราไปกำกับสินค้า

เกี่ยว กับกรณีมีการนำใบรับรองพร้อมตรามหาวิทยาลัยไปแสดงไว้ในเวบไซต์นั้น ผศ.สมศักดิ์ระบุว่า ภายหลังตกเป็นข่าว ตนได้แจ้งให้ผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าดังกล่าวยุติการนำใบรับรองนั้นไปกำกับ สินค้า “เพราะถือเป็นการทดสอบทาง วิชาการ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ แม้แต่ค่าจ้างทดสอบก็ไม่ได้มากมายอะไร” พร้อมทั้งยืนยันได้ว่าไม่ได้รับเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้าดังกล่าว ส่วนกรณีที่มีตรามหาวิทยาลัยในประกาศรับรองก็ดำเนินการเอง ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

คนใช้เนตชี้มีตัวแปรอื่น - ผศ.แจงไม่เหมือนพูดใน 'คลิป'

ภายหลังการเผยแพร่ของรายงานข่าวดังกล่าว ได้มีการโพสต์วิพากษ์วิจารณ์ถึงการชี้แจงของผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย ทั้งในกระทู้รายงานข่าวดังกล่าวเอง และในโต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip ซึ่งเป็นที่ที่เปิดเผยการผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยส่วนใหญ่วิจารณ์ถึงช่องโหว่ของการทดสอบ ว่ายังมีตัวแปรสำคัญอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกควบคุมและส่งผลต่ออัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งระบุว่าต้องการการชี้แจงที่อ้างอิงหลักการทางวิศวกรรมเกี่ยวกับวงจรที่อยู่ในอุปกรณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ผู้โพสต์บางรายได้ระบุว่า การออกมาชี้แจงครั้งนี้ของผศ.สมศักดิ์ต่างจากที่พูดในคลิปของ www.npfaster.com


เปิด 'คลิป' NP Faster

สำหรับคลิปดังกล่าว ซึ่งเปิดให้ชมและดาวน์โหลดได้ใน www.npfaster.com นั้น เป็นบันทึกการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ NP Faster ทั้งผู้ผลิต-ชุมพร วงศ์สวัสดิ์ ผู้ทดสอบและรับรอง-ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย ตลอดจนผู้ใช้ ซึ่งรวมถึงพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วด้วย

ทั้งนี้ ชุมพร วงศ์สวัสดิ์ ผู้ประดิษฐ์ ได้อธิบายหลักการทำงานของอุปกรณ์นี้ว่า เป็นไปตามทฤษฎีการลดแรงโน้มถ่วงของโลก หรือ 'แรง G' ส่วนระบบการทำงานของ NP Faster คือการเสริมสร้างสนามแม่เหล็กในยานยนต์ให้มีความเสถียร "เพื่อลดแรงโน้มถ่วงของโลกหรือแรง G ทำให้ยานยนต์เคลื่อนที่คล่องตัวขึ้น ทำให้การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลง" โดยไม่มีผลเสียใดๆ ต่อผู้โดยสารและเครื่องยนต์

ในส่วนของผู้ทดสอบและรับรอง ผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย ได้กล่าวอธิบายถึงขั้นตอนและวิธีการทดสอบ ก่อนจะระบุว่าภายหลังการทดสอบตนได้ไปสอบถามถึงหลักการทำงานจากเจ้าของ และได้รับคำตอบว่า "เป็นในรูปสนามแม่เหล็ก" ซึ่งทำให้ตนนึกขึ้นได้ว่าสนามแม่เหล็กโดยปกติจะฟุ้งกระจายไม่เป็นรูปร่าง และสิ่งหนึ่งที่สร้างสนามแม่เหล็กในรถคืออุปกรณ์ที่มักเรียกกันว่าไดชาร์จ พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของสนามแม่เหล็ก และแรง G (Gravity - แรงดึงดูดของโลก) ในขณะที่รถวิ่ง ก่อนจะอธิบายการทำงานอุปกรณ์ดังกล่าว ว่า "เป็นการสร้างสนามแม่เหล็กของตัวรถ ให้มันเป็นรูปลักษณะรี หรือกลม" ดังนั้นพอแรง G มาปะทะก็จะแฉลบ ทำให้ลดแรง G ลงได้ และทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดี จึงช่วยให้ประหยัด


คนใช้เพียบ - 'พระพยอม' ปลื้ม

สำหรับส่วนที่เหลือของคลิปดังกล่าว เป็นการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ NP Faster หลายคน รวมทั้งพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ซึ่งทั้งหมดมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บางรายระบุด้วยว่าช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานดีขึ้น

ส่วนพระพยอม กัลยาโณ แม้จะไม่ได้ขับรถเอง แต่ก็ได้เล่าประสบการณ์ว่า เริ่มจากรู้จักอุปกรณ์นี้เมื่อมีโยมนำมาแจกในวัด 28 อัน ซึ่งเมื่อสอบถามผู้ที่ได้นำไปทดลองใช้หลายราย ก็ได้รับคำตอบว่าประหยัดน้ำมันได้ 15% บ้าง 20% บ้าง และเมื่อได้ทดลองนั่งรถที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตัวเองก็พบว่ารถวิ่งนิ่ม รวมทั้งประหยัดเวลาและน้ำมันได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะแสดงความชื่นชมต่อผลิตภัณฑ์นี้เป็นอย่างมาก แต่พระพยอมก็ได้ระบุไว้ในตอนท้ายการสัมภาษณ์ว่า อยากให้ผู้ผลิตพูดความจริงและซื่อสัตย์กับลูกค้า ก่อนที่จะจำหน่ายอะไรก็ตามต้องมีการพิสูจน์ความจริง หากไม่ดี ไม่มีประโยชน์ต้องรับคืน หากของดีจริงต้องพูดความจริง

การสำรวจตามหน้าเวบไซต์พบว่า ผู้จำหน่าย NP Faster มักอ้างชื่อพระพยอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยมีเป็นจำนวนมากที่กล่าวอ้างว่า “พิสูจน์แล้วว่าประหยัดน้ำมันจริง โดย พระพยอม กัลยาโณ” และในบางเวบไซต์ได้แสดงภาพพระพยอมถืออุปกรณ์ดังกล่าวเอาไว้ด้วย

ผู้ประดิษฐ์-ผู้ผลิตตัวจริงหายเงียบ หลายเวบไซต์ยังขายต่อ

นับตั้งแต่มีการผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ NP Faster และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ยังไม่ปรากฏการออกมาชี้แจงใดๆ จากชุมพร วงศ์สวัสดิ์ ผู้ประดิษฐ์ แต่บษัทผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว ได้ชี้แจงสั้นๆก่อนหน้านี้ โดยเชา สานต์คีรี เจ้าของเว็บไซต์ npfaster.com และการชี้แจงของผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย กระทั่งวันนี้เจ้าของสินค้าออกมาตอบโต้และจะฟ้องร้องคนที่ผ่าพิสูจน์ ขณะที่ในหลายเวบไซต์ไซต์ยังคงมีการโฆษณาจำหน่ายสินค้านี้อยู่ตามปกติ

'หว้ากอ' ข้องใจสื่อไม่สน สคบ.ไม่ขยับ

ขณะเดียวกันก็ได้มีการวิพากษ์ วิจารณ์ในโต๊ะหว้ากอ ถึงประเด็นที่กรณีนี้แทบไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเท่าที่ควร ซึ่งที่ผ่านมา สื่อที่เสนอข่าวนี้มีเพียง ไทยนิวส์ ประชาไท และ ThaiEnews เท่านั้น รวมทั้งยังไม่มีการออกมาให้ความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภค (สคบ.) ทั้งที่มีผู้ส่งข้อมูลร้องเรียนไปแล้วหลายราย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ของผู้บริโภค


Link ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง:
- รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED - ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง
- อ.ราชมงคลยัน NP Faster ประหยัดน้ำมันจริง
- www.npfaster.com
- แค่เสียบ XXXX เข้ากับที่จุดบุหรี่ รถคุณจะเบาลงเลยทีเดียว?
- NPFaster.com เชิญมาพิสูจน์ หาความจริง อุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน
- ร่วมลงขันซื้อ NP Faster อุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน เพื่อทดสอบทางวิทยาศาสตร์
- ผลการผ่าพิสูจน์ NP Faster
- ผลการผ่าพิสูจน์ NP Faster (Part 2)
- แนวทางการแจ้งความ และร้องเรียน สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้า NP Faster ไปแล้วครับ

ในหลวงรับสั่งหนักพระทัยมาหลายปี ให้ผู้มีความรู้ช่วยกันปฏิบัติไม่ให้บ้านเมืองล่มจม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าวประจำพระราชสำนัก ททบ.5
21 สิงหาคม 2552

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 21 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวง นำนายอานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (เลขาธิการ วช.) และคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รวม 11 ประเทศ พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายจดหมายเหตุสิทธิบัตรฝนหลวงโดยคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจัดทำขึ้น ซึ่งรวบรวมการดำเนินการการจดสิทธิบัตรฝนหลวง ตั้งแต่ปี 2545–2550 จำนวน 100 เล่ม และถือเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกของของโลกที่ทรงได้รับสิทธิบัตร


ผู้ประกาศข่าวช่องททบ.5 ระบุว่า โอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงมีพระราชดำริถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ความว่า

"ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนบ้านเมืองจะล่มจม โดยเฉพาะในระยะนี้บ้านเมืองของเรา เรียกว่าบ้านเมืองกำลังล่มจม ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปอย่างไร เราก็รู้สึกเป็นห่วงว่า ประเทศไทยกำลังล่มจม แต่พวกท่านจะทำให้ไม่จมได้ ซึ่งต้องมีการพัฒนาสร้างให้ดีขึ้น สร้างบ้านเมืองให้ก้าวหน้า ประชาชนมีความเจริญ เราก็มีความหวังมีความรู้สึกว่า บ้านเมืองจะไม่ล่มจม เพราะระยะเวลาที่ผ่านมา เรารู้สึกว่า บ้านเมืองเรากำลังล่มจม เพราะว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร แต่ตอนนี้โชคดีที่มีผู้มีความรู้ต่างๆกัน มาร่วมมือกัน บัดนี้ขอยืนยันว่า ถ้าทุกคนที่มีความรู้ มีความตั้งใจดีก็จะสามารถสร้างให้บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง ขอให้ท่านช่วยกันทำ หากท่านไม่ช่วยกันทำ บ้านเมืองก็ล่มจมแน่ ขอให้ทราบกันทั่วทุกฝ่ายว่า หากตั้งใจทำดีบ้านเมืองจะก้าวหน้า บ้านเมืองจะไม่จม เรื่องบ้านเมืองจะล่มจมนี้หนักใจมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ตอนนี้มีหวัง เมื่อท่านตั้งใจช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันปฏิบัติ บ้านเมืองก็ไม่ล่มจมแน่ ขอให้ท่านจงช่วยกันทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง"

Friday, August 21, 2009

เฉลิมชงพท. ขับนายกฯ ตั้งรรท.ผบ.ตร.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27871

เฉลิม อยู่บำรุง

อดีตตำรวจ - เฉลิม ตั้งวงอัดยับนายกฯ แต่งตั้ง รักษาการ ผบ.ตร. เตรียมชงเข้าที่ประชุม พท. 25 ส.ค. ยื่นถอดถอน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ด้าน อดีต ส.ส.ร.ปี 40 ฉะ อดีต ส.ส.ร.ปี 50 ปิดปากเงียบ การเมืองแทรก ตร. ...

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการสัมมนา "การแทรกแซงองค์กรตำรวจของกลุ่มการเมือง" โดย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวตอนหนึ่งว่า การบริหารราชการแผ่นดินที่ดีคนที่เป็นนายต้องถามผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ต้องการอะไร ไม่ใช่บอกว่าตัวเองต้องการอะไร ที่ผ่านมาไม่เคยเห็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถามผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต้องการใคร มีแต่บอกว่าต้องการใคร นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าใจและขาดประสบการณ์บริหาราชการแผ่นดิน หากศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าในอดีตมีการแก้ปัญหาโหวตเลือกผบ.ตร.ด้วย วิธีที่ดีกว่าปัจจุบัน เช่น การลงคะแนนลับ แล้วเป็นคณะกรรมการส่วนของตำรวจและกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ถ้าเปิดให้โหวตโดยเปิดเผยจะเปลี่ยนแปลงภายหลังไม่ได้ ดังนั้นในจำนวน 5 คนที่ไม่โหวตให้พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ จะมาโหวตให้ภายหลังไม่ได้ โดยเฉพาะนายนพดล อินนา กรรมการตรวจสอบและติดตามนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ไม่มีทางที่จะโหวตให้พล.ต.อ.ปทีปแน่

ด้าน พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช รองนายกสมาคมตำรวจ กล่าวว่า ตามหลักการเมื่อเมื่อนักการเมืองจากทุกพรรคการเมืองเข้ามาใช้อำนาจ เป็นธรรมดาที่จะแทรกแซงองค์กรตำรวจว่ามากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าใครล้วงมากล้วงน้อย ตำรวจจึงเป็นจำเลย ทุกวันนี้เป็นขยะของสังคม เพราะนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะให้เอื้อต่อการเลือกตั้ง เมื่อตำรวจต้องบริการนักการเมืองแล้วถามว่าจะมองเห็นหัวประชาชนหรือไม่ ในเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้แล้วจะคาดหวังอะไร

ขณะที่ นายคนิณ บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 กล่าวว่า ปัญหาการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นแค่ปลายเหตุ ที่ไม่เพียงกระทบต่อองค์กรตำรวจ แต่กระทบการเมืองทั้งระบบ อดีตส.ส.ร. ปี 2550 จะอธิบายเรื่องนี้ได้ดี แต่ปรากฏว่าเงียบสนิท ถ้าเป็นสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปยุ่งเหยิงกับตำรวจขนาดนี้ ป่านนี้คงได้ออกมารุมถล่มกันวายวอด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็นวิกฤติ ส่วนกรณี นายกรัฐมนตรี พูดถึงหลักนิติรัฐ อยากถามว่านายกรัฐมนตรี เข้าใจหรือไม่ว่านิติรัฐคืออะไร

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร.รักษาการแทน ผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ไปราชการต่างประเทศในครั้งแรกนั้น ผิดระเบียบการจัดลำดับอาวุโส ส่วนกรณี ตั้งพล.ต.อ.วิเชียรรักษาราชการแทนผบ.ตร. ที่ถูกสั่งไปปฏิบัติราชการในภาคใต้ จะเป็นเหตุให้สามัคคีกันเดินเข้าคุก เพราะการตั้งรักษาการผบ.ตร. ต้องทำในกรณีตำแหน่งว่างลง และกรณีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แต่พล.ต.อ.พัชรวาท ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าแทรกแซงตำรวจ จงใจไม่นำพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยเรียร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. ลงประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 195 ที่ระบุว่าพระบรมราชโองการใดก็ตามที่พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยหรือเสมือ หนึ่งว่าโปรดเกล้าฯ แล้วต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ในวันที่ 25 ส.ค.นี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมพรรคเพื่อไทยว่า พฤติกรรมเช่นนี้เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพื่อดำเนินการฟ้องร้องและถอดถอนนายอภิสิทธิ์หรือไม่ โดยจะเป็นคนที่เขียนคำร้องทุกกล่าวโทษด้วยตัวเอง

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อถึงการตั้งพล.ต.อ.วิเชียร รักษาราชการแทนผบ.ตร.ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดภาคใต้ ว่า เรื่องนี้ปรากฏชัดว่าขัดต่อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา157 ที่สำคัญรัฐธรรมนูญเขียนชัดว่านายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาทันที แต่ เก็บไว้ทำไม เกือบ 2 เดือนแล้ว ที่สำคัญที่สุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. พล.ต.อ.วิเชียร ทำหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนการประกาศการปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในราช กิจจานุเบกษาไปก่อน ดังนั้นพล.ต.อ.วิเชียร ได้สามัคคีเข้าคุกไปกับนายอภิสิทธิ์แน่ โดยจะตนจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างถึงลูกถึงคน เพราะนายกรัฐมนตรี มีพฤติการณ์ส่อใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องยื่นถอดถอน ตามมาตรา 270

ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า หากตนเป็นพล.ต.อ.พัชรวาทจะให้สัมภาษณ์อัดนายกรัฐมนตรี มันจะได้ทำให้นักการเมืองกลัว ไม่กล้าเข้ามายุ่งอีก ที่พูดไม่ได้ปกป้องพล.ต.อ.พัชรวาท เพราะไม่จำเป็นต้องพึ่งเขาอีก 40 วัน ก็ไปแล้ว แต่ตนยังอยู่ ยังมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะว่าตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจหากนายอภิสิทธิ์ไป ป่านนี้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ยังไม่ไปก็ไม่เป็นไร จากนี้ต่อไปไล่ทุกวัน เพราะสรุปว่ามีฝ่ายการเมืองแทรกแซงองค์กรตำรวจชัดเจน แบบที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนก่อนกล้าทำมาก่อน รัฐธรรมนูญ 2550 มันเขียนมาขยับไม่ได้ ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น ความยุติธรรมในเมืองในวันนี้ขาดมาตรฐาน ความยุติธรรมไม่มีความสามัคคีไม่เกิด

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผบ.ตร. กล่าวว่า การเมืองแทรกแซงองค์กรตำรวจมีอยู่จริง แต่ตอนนี้ตำรวจ รู้จักวางตัวให้เข้ากับการเมือง นายอภิสิทธิ์ พลาดที่ตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นรักษาการผบ.ตร. ถึง 2 ครั้ง แล้วไม่เสนอชื่อเป็น ผบ.ตร. ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดินคนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องทราบ รู้กฎกติการ ธรรมเนียมประเพณี แต่นายกรัฐมนตรี พลาด เพราะขาดประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน ผิดพลาดติดต่อกันหลายครั้ง ในกรณีของผบ.ตร.หากมีการฟ้องร้องศาลปกครอง นายกรัฐมนตรีจะตกที่นั่งลำบาก ขอฟันธงเลยว่าความผิดพลาดที่ได้กระทำต่อตำรวจ จะมีผลต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในเร็ววันนี้แน่นอน

"เข้าใจอยู่แล้วว่าใครที่กุมอำนาจรัฐ ผู้นั้นควบคุมตำรวจ แต่ผู้ที่มีอำนาจต้องใช้อำนาจด้วยระบบคุณธรรม ด้วยความยุติธรรม ไม่ใช่ลุแก่อำนาจ ตำรวจจะหมดความอดทน ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างว่า ตอนนี้องค์กรตรวจสอบที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเข้าไปแทรกแซงกระบวนการ ยุติธรรม ป.ป.ช.ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร แต่ป.ป.ช.ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ผิดรัฐธรรมนูญชัดเจน ผมอยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเมื่อใดก็ตามที่ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดต่อตำรวจในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่7 ต.ค. 2551 เมื่อไหร่ วันนั้นผมจะออกมานำตำรวจทั่วประเทศเอง" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ดีเดย์ชุมนุมใหญ่ 30 ส.ค. นปช.จี้ยุบสภา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_27866

ที่ประชุม นปช.มีมตินัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า 30 ส.ค.พร้อมยกขบวนไปทำเนียบฯจี้มาร์คยุบสภาฯ ย้ำนายกฯเตะถ่วงฎีกา ล่าชื่อถอดถอนแน่...

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงผลการประชุมแกนนำ นปช.ว่า ที่ประชุมมีมติเชิญชวนคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยทุกสีเสื้อแต่งกายสีดำทั่วประเทศในวันที่ 26 ส.ค.52 เพื่อร่วมรำลึกถึงวันเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ยกกำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 ในวันเดียวกันนี้เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา

โฆษก นปช.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีมติให้จัดการชุมนุมใหญ่ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 30 ส.ค.52 ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เพื่อเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้กับประชาชน ส่วนจะมีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่นั้น แกนนำกลุ่ม นปช.จะพิจารณาตามความเหมาะสม ขณะที่การดำเนินการล่ารายชื่อคนเสื้อแดง 10 ล้านคน เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะดำเนินการทันทีหากพบว่า รัฐบาลมีท่าทีจะหน่วงเหนี่ยวการแสดงความเห็นประกอบฎีกาของคนเสื้อแดง

ด้านนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมการเคลื่อนไหวของ นปช. ตลอดเดือน ก.ย.52 จะเป็นการกระชับความคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงทั่วประเทศ โดยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนจะมีการจัดอบรมสัมมนาวิทยากรแดงทั้งแผ่นดิน จากนั้นตั้งแต่สัปดาห์ที่สองจนถึงวันที่ 30 ก.ย.52 จะเป็นการเดินสายอบรมแกนนำคนเสื้อแดง 2,000 คน ทั่วประเทศ เป็นรายภาคและจังหวัด ส่วนเรื่องการทำบัตรสมาชิกคนเสื้อแดง ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ย.52 เป็นต้นไปนั้น จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการขอเรียกเก็บค่าใช้ทำบัตรใบละ 20 บาท จากเดิมที่ได้ประกาศไว้ว่า ทำบัตรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากต้นทุนสูงและมีผู้ประสงค์ต้องการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ทำให้แกนนำไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายให้ได้ทั้งหมด

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินล่ารายชื่อคนเสื้อแดงเพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ต้องการนายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น และขอยืนยันว่า คนเสื้อแดงไม่ยอมรับ พรบ.นิรโทษกรรม และจะคัดค้านถึงที่สุด เพราะคนเสื้อแดงไม่ได้กระทำความผิดใด เหมือนเช่นกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบและสนามบิน หรือพวกเสื้อสีน้ำเงินที่ออกมาสร้างสถานการณ์ป่วนบ้านเมือง.

บล็อกเกอร์จีนถูกกักบริเวณ ‘ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน’ ชี้จีนหวังปิดปากคนเห็นต่าง

ที่มา ประชาไท

บล็อกเกอร์จีนถูกทางการกักบริเวณในบ้านพัก องค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคาดจีนต้องการจะปิดปากเสียงที่เห็นต่าง เพื่อเตรียมฉลองงานครบรอบ 60 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายจากทางการจีนต่อกรณีดังกล่าว

องค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RFS) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ไม่แสวงกำไร ที่เคลื่อนไหวรณรงค์ในเรื่องเสรีภาพสื่อ รายงานว่า เจ้าฮั่น บล็อกเกอร์ชาวจีน ผู้ใช้นามแฝงว่า โม จื้อซู ในการเขียนบล็อกในประเด็นสิทธิมนุษยชน ได้ถูกทางการจีนกักบริเวณไว้ในบ้านพักในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยก่อนที่เขาจะถูกกักบริเวณ เขาถูกทางการจีนเรียกตัวไปสอบสวนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2551 เจ้าฮั่นได้ลงชื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยในจีน ผ่านแถลงการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ ชาร์เตอร์ 08 และเมื่อเร็วๆ นี้เขาเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในสมัยหน้าของ Chinese Independent Pen Centre องค์กรของนักเขียนอิสระจีน
องค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุว่า การตัดสินใจกักตัวเจ้าฮั่นครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนต้องการจะปิดปากเสียงที่เห็นต่าง เพื่อเตรียมฉลองงานครบรอบ 60 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายจากทางการจีนต่อกรณีดังกล่าว
ทั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ว่า การตัดสินใจกักบริเวณเจ้าฮั่น อาจเพื่อป้องกันการขึ้นบริหารองค์กรนักเขียนอิสระจีนในสมัยหน้าของเขา หรือไม่ก็เพื่อโต้ตอบการที่เขาไปช่วยสนับสนุนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
ขณะเจ้าฮั่นอายุ 20 ปี ในช่วงปี 2532 ยุคนั้น ประชาชนมีเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลมากกว่าในปัจจุบัน โดยการวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่การปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งเอาแนวคิดเรื่องสังคมนิยมมาโจมตีคนที่เห็นต่าง โดยใช้ทั้งพลังของคนหนุ่มสาว และกองกำลังของรัฐ เพื่อทำลายกลุ่มคนที่ถูกติดฉลากให้ว่าเป็นศักดินา หรือชนชั้นกระฎุมพี ซึ่งเจ้าฮันเองก็อยู่ในกลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบล็อกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของจีน ชื่อ บลูด็อก ซึ่งตอนนี้ก็ถูกบล็อคไปแล้วเรียบร้อย
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บ้านของเขาบุกเข้าตรวจค้น ขณะที่เขากำลังเตรียมจัดงานรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 20 ปี ของการสลายการชุมนุมของนักศึกษา เมื่อปี 2532 ต่อมา และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เขาและปัญญาชนชาวจีน 19 คนได้เข้าร่วมการสัมมนาที่ปักกิ่ง ในหัวข้อเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2532 ด้วย
องค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน รายงานด้วยว่า บทความภาษาจีนในเว็บไซต์ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในจีน ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกกักบริเวณในบ้านเป็นเวลา 10 วัน จากนั้น หลิว เสี่ยวโป สมาชิกขององค์กรนักเขียนอิสระจีน และผู้ที่ลงนามในชาร์เตอร์ 08 ก็ถูกจับกุมเป็นรายต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551
นอกจากการกักบริเวณเจ้าฮั่นแล้ว ก่อนหน้านี้ ทางการจีนก็ได้จับกุม ซู จี้ ยอง ผู้ก่อตั้ง กองเมิ้ง (Gongmeng) องค์การพัฒนาเอกชนด้านกฏหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งถูกรัฐบาลจีนสั่งปิดไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงมีการจับกุมอิลฮาม ทอติ บล็อกเกอร์ชาวอุยกูร์ สมาชิกขององค์กรนักเขียนอิสระจีน ระหว่างการจราจลในซินเจียงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แปลและเรียบเรียงจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Charter_08 (เรียกดูเมื่อ 20 ส.ค. เวลา 0.10น.)

จากพระเอกลิเกหลงโรง มาตั้งคณะตลก มาร์ค เชิญยิ้ม

ที่มา thaifreenews


โดย..คำเกิ่ง

มาร์คจะรู้ตัวหรือไม่ครับว่า จริงๆแล้วมาร์คยังไม่เหมาะแม้กระทั่งเป็นหัวหน้าพรรค เพราะด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์มันยังไม่เพียงพอ เพราะการบริหารที่ยากที่สุดคือการบริหารคน มาร์คยังไม่เคยเป็นแม้แต่ผู้จัดการบริษัทเล็กๆ มีพนักงานให้ดูแลและบริหาร ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่า ให้ไปขอฝึกงานกับ ยิ่งลักษณ์ก่อน สัก 6 เดือนแล้วค่อยมาเป็นหัวหน้าพรรค

ประสบการณ์ของมาร์ค ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการเลยโดยเฉพาะบริหารองค์กร ทั้งชีวิตของมาร์คเป็นคุณหนูที่มีคนอื่นจัดการให้ทั้งหมด แม้แต่กดเงินใน ATM ยังกดไม่เป็น สิ่งที่มาร์คติดมาด้วยมีเพียงเคยสอนหนังสือ กับเป็นนักพูดนักปาถกฐา งานส่วนใหญ่ของมาร์คก็เลยเน้นไปทางเดินสายปาถกฐา ไม่ได้เน้นงานบริหารเลย เช่นวันนี้วันเดียว "ช่วงเช้า"จะเดินทางไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปาฐกถาด้านอาหาร พลังงานทางเลือก และสิ่งแวดล้อม ก่อนจะไปปาฐกถาที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี รวมถึงจะปาฐกถาที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ในช่วงเย็น

ก็อย่างว่าแหละ ครับช่วงนี้กำลังหอมไปพูดที่ใหนใครก็ฟังแถมอาจต้องแย่งตัวกันเลย เรียกว่างานชุกก็ว่าได้ เพราะชั่วโมงนี้ไม่มีคณะตลกใหนดูแล้วขำเท่าคณะ มาร์ค เชิญยิ้มได้ แค่มองหน้าแล้วนึกถึงตอนที่มาร์คสั่งอะไรแล้วข้าราชการไม่ยอมทำตามก็ขำ กลิ้งแล้ว

ก่อนหน้านั้นพัชรวาสก็หนีกลับจากเมืองจีนทีนึงแล้วอ้าง เจอมรสุม คราวนั้นก็ฮาอุจาระแตกอุจาระแตนไปแล้ว อุตส่าหาทางให้พัชรวาสลาพักร้อนเพื่อจะได้ตั้งรักษาการมาดูแลโผการโยกย้าย ตำรวจแทน แต่ดันกลับมาไม่บอกไม่กล่าว ทำให้รักษาการหงายหลังตกเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังไม่วาย ส่งเขาต่อไปราชการภาคใต้ ที่มันตลกก็เพราะ ผู้บัญชาการตัวจริงไปต่างจังหวัด แล้วดันตั้งรักษาการ ไม่เคยมีใครที่ใหนเขาทำกันหรอกถ้าไม่ด้านจริงๆ อยู่ต่างจังหวัดมันก็ไม่ต่างจากกลับไปนอนบ้านหรอกมาร์ค เพราะไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงานเหมือนกัน โทรสั่งงานได้

มะวานก็เอาอีก แล้ว ประชุมร่วมกับ กตช.โดยมาร์คนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เพื่อหา ผบตร. คนใหม่ ปกติแล้วร้อยทั้งร้อยเสร็จคนเป็นประธานหมดแหละครับคงไม่มีใครกล้าขัดใจ หากประธานมีอำนาจและบารมีพอ ทุกคนย่อมกลัวตัวเองไม่ก้าวหน้า แต่งานนี้ คณะ กตช. เขาหักหน้ามาร์คอย่างจัง โดยไม่ยอมเอา ปทีป ตามที่มาร์คเสนอ โดยให้เหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สรุปก็คือ ฉันไม่เอาตามแกก็แล้วกัน เพราะเขาไม่กลัว และรู้ว่ามาร์คเป็นแค่ตัวตลกไม่ได้มีอำนาจจริง จะสั่งปลดเขาก็ไม่ได้ โดนเขาฟ้องศาลอะไคฟงแน่เลย เหมือนกับที่ทำกับพัชรวาส จะปลดตรงๆเลยก็ไม่กล้า บีบอยู่นั่นแหละ จนไข่ฟ่อหมดแล้ว ชาวบ้านเขาดูอยุ่โว๊ย ว่าเล่นอะไรกันอยู่ จึงเป็นเหตุให้การประชุมล้ม และเลื่อนการประชุมออกไป ขอเวลาให้ลูกพี่ไปเคลียร์ก่อน แล้วค่อยประชุมใหม่

มาร์ คอาจออกมาแถลงข่าวแก้เขินว่า ที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะ การแต่งตั้ง ผบตร. คนใหม่เป็นเรื่องของตำรวจ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปล้วงลูกแต่อย่างใด อ้ายเว...ระ แล้วแกเสนอชื่อ ปทีป ทำไม มาร์คต้องนั่งฟังเฉยๆ เห็นหรือยังว่าเรื่อง วัยวุฒิเรื่องอาวุฌโสเนี่ยะ ข้าราชการไทยเขาถือมาก เป็นผมนะ คงอายอยากมูดแผ่นดินหนี แนะนำให้มาร์คลาออกไปตั้งคณะตลก มาร์ค เชิญยิ้ม ดีกว่ามั๊ง ถนัดอยู่แล้วนี่ งานเดินสายเกาะโพเดี้ยมโชว์ตัว


ภาพนี้ได้มาจากเว็บประชาไท ดูแล้วมันเข้ากันจริงๆ ขำโคตรๆ

เพื่อนพ้องน้องพี่

ที่มา thaifreenews

โดย : มาหาอะไร

พอดีได้ดูหนัง VCD
เรื่อง ชนวนไฟสงคราม อะไรนี่แหล่ะถ้าจำไม่ผิด
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งประเทศอิสราเอล
จะขอเล่าย่อๆ แบบพอจำความได้ประมาณว่า
พระเอกของเรื่องเป็นคนยิว
ได้ใช้กลลวงขนคนยิว
ที่หนีตายจากการกวาดล้างของฮิตเล่อร์
มาอยู่ในเกาะแห่งหนึ่ง
ซึ่งอยู่ในการควบคุมของอังกฤษ
โดยแกล้งทำทีว่าเป็นทหารอังกฤษ
ปลอมเอกสารหลอกเจ้าหน้าที่ที่ดูแลค่ายกักกัน
พาคนยิวจำนวนมากขึ้นเรือเตรียมออกเดินทาง
แต่ความเกิดแตกอังกฤษส่งเรือปิดล้อมปากอ่าวไม่ให้ออก
สุดท้ายพระเอกในเรื่องจำชื่อไม่ได้
สั่งให้ทุกคนโยนอาหารในเรือทิ้งให้หมด
แล้วยอมอดตายประท้วงอังกฤษ
สุดท้ายนายพลอังกฤษที่คุมเกาะแห่งนั้นทนดูไม่ไหว
ต้องบินด่วนไปเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ
ในที่สุดรัฐบาลอังกฤษยอมเปิดทางให้ไปต่อได้

เรือลำนั้นมุ่งหน้าไปยังดินแดนอิสราเอลในปัจจุบัน
ซึ่งตอนนั้นดินแดนแถบนี้
ยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
และในเวลานั้น
มีขบวนการกู้เอกราชเกิดขึ้นหลายกลุ่มในอิสราเอล
พระเอกของเรื่องก็ดูท่าจะอยู่ในกลุ่มกู้เอกราชกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเป็นพวกหัวรุนแรง
การที่ช่วยพาคนที่หนีอพยาพมาจากยุโรป
ก็เพื่อมาคนอิสราเอลที่นี่
และคงหวังเพื่อมาร่วมขบวนการด้วย
ส่วนพ่อของพระเอกกับไม่ชอบหน้ากลุ่มนี้
ซึ่งดูเหมือนพ่อพระเอกจะเป็นเพื่อนกับหัวหน้าใหญ่ของกลุ่ม
เขามองว่าพวกนี้กำลังจะทำให้อิสราเอลไม่ได้รับอิสรภาพ
เพราะตอนนั้นก็เริ่มมีการรณรงค์
หาประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
มาหนุนให้อิสราเอลได้ตั้งเป็นประเทศ
คงเกรงว่าจะทำให้เกิดความเสียหายอะไรประมาณนั้น

แต่พวกกลุ่มหัวรุนแรงก็ยังคงดำเนินตามแนวทางของเขา
สุดท้ายไประเบิดโรงแรมหรือสถานที่อะไรสักแห่ง
แต่ก็สะใจได้ไม่นาน โดนตำรวจอังกฤษรวบยกแก๊งส์
พ่อของพระเอกก็ไปเยี่ยม และได้พูดกับพระเอกทำนองว่า
ต้องช่วยเขาให้พ้นจากการถูกประหารชีวิต
คือถ้าเป็นคนอังกฤษเวลานั้นอาจมองว่าพวกนี้เป็นพวกก่อการร้าย
แต่ถ้าคนอิสราเอลตอนนั้นคงมองว่าเป็นวีรบุรุษ
แม้บางคนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา
เช่นเดียวกับพ่อของพระเอก

ในที่สุดพระเอกก็ไปหาเพื่อนรักชาวอิสลาม
ที่เคยเติบโตมาด้วยกัน
ซึ่งเพื่อนเขาคนนี้ท่าทางมีพาวเวอร์ของชาวอิสลาม
ในดินแดนอิสราเอลในตอนนั้น
ไม่แน่ใจว่าเป็นอิหม่ามหรือเป็นอะไรใหญ่ๆ สักอย่าง
พอดีดูหนังจะไม่ค่อยจำรายละเอียดมากนัก
นอกจากจำโครงเรื่องได้คร่าวๆ
พระเอกไปเพื่อชวนให้ร่วมกันช่วยนักโทษแหกคุก
โดยฝั่งพระเอกก็ช่วยพรรคพวกพระเอก
ส่วนฝั่งเพื่อนพระเอกก็ช่วยนักโทษอิสลาม
ที่ถูกจำคุกอยู่ในตอนนั้น
สุดท้ายก็สามารถแหกคุกสำเร็จ
แต่หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มพระเอกพลาดท่า
โดนยิงเสียชีวิต
พระเอกบาดเจ็บสาหัสอาการโคม่า
ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือจากแฟนที่เป็นพยาบาลชาวอเมริกัน
ที่ไปเจอกันตอนหนีมาจากเกาะที่กล่าวมาในตอนต้นเรื่อง
และได้หลบพักรักษาตัวอยู่ในที่พักของเพื่อนรักชาวอิสลามคนนั้น

ในวันที่มีการลงประชามติตั้งประเทศอิสราเอล
คนอิสราเอลนับแสนมาร่วมกันลุ้น
ประเทศต่างๆ ในองค์การสหประชาชาติ
ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการตั้งประเทศอิสราเอล
สุดท้ายคะแนนเสียงส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเห็นด้วย
ท่ามกลางความยินดีของชาวอิสราเอลที่ไม่ได้นับถืออิสลาม
ส่วนชาวอิสราเอลที่นับถืออิสลามตอนนั้น
เหมือนคิดว่าตัวเองเป็นคนกลุ่มน้อย
เริ่มตั้งกลุ่มหวังแยกประเทศและต่อสู้กัน
ซึ่งเพื่อรักพระเอกคนนี้ก็หนีไม่พ้น
กับความขัดแย้งทางศาสนา
อีกฝั่งก็เพื่อนรัก อีกฝั่งก็คนในศาสนาเดียวกัน
ช่วยได้อย่างเดียวคือให้พระเอกหนีไปให้เร็วที่สุด
และสุดท้ายหนังจบลงตรงพระเอกไปเจอสภาพเพื่อนรักของเขา
ถูกแขวนคอ และโดนทำเครื่องหมายของชาวยิวไว้ที่ตัว
ประมาณว่าจะประนามว่าเป็นคนยิวไม่ใช่มุสลิมอะไรประมาณนั้น
คงโดนพวกเดียวกันจัดการเพราะไม่ไว้ใจอะไรประมาณนั้น

ข้อคิดจากอิสราเอล
ของแนวทางการต่อสู้
แบบสายเหยี่ยวกับแบบสายพิราบ
สุดท้ายแล้วที่แยกได้สำเร็จ
เป็นวิธีแบบสายพิราบ
ผ่านการรณรงค์ต่อสู้
จนได้รับมติเป็นเอกฉันท์
ให้ได้รับเอกราช
แต่หลังจากนั้น
ก็ยังต้องใช้สายเหยี่ยวจับปืนสู้รบต่อไป
และในกรณีประเทศอื่นๆ
ส่วนใหญ่ก็ใช้สายเหยี่ยวในการต่อสู้เหมือนกัน
แต่ส่วนใหญ่มักมีประเทศอื่นหนุนหลังแบบลับๆ
โดยการแอบช่วยเรื่องด้านอาวุทยุธโธปกรณ์ต่างๆ
และก็มักมีการสูญเสียบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
จะเห็นได้ว่าแยกกันไม่ค่อยออกเท่าไหร่
จะเหยี่ยวไปตลอดกาลก็ไม่เหมาะสม
จะพิราบตลอดไปก็ไม่ได้รับความนิยม
มันอยู่ที่สถานการณ์ ณ เวลานั้นๆ มากกว่า
ว่าควรใช้วิธีใดๆ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดแบบใดแบบเดียวไปตลอดรอดฝั่ง

ข้อดีของสายพิราบ
คือสามารถเล่นบนดินแบบเปิดเผยได้อย่างสง่าผ่าเผย
ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนสายเหยี่ยว
และความอันตรายก็ต่างกัน

ข้อดีสายเหยี่ยว
คือไม่รู้ใครเป็นใคร
จะทำอะไรยังไงไม่รู้
และทำให้เกิดการแตกหักได้ไว
แต่จบไวไม่ไวขึ้นอยู่กับฝีมือการรบ
บางทีก็นานหลายสิบปี
บางทีก็ไวบอกไม่ได้เหมือนกัน
แต่เสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินหนักแน่ๆ
อันนี้มั่นใจ

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตยคือมวลชน
ถ้ารบชนะแต่ไม่ได้ใจมวลชนส่วนใหญ่
ก็ต้องเป็นเผด็จการแน่นอน
เพราะจะไม่กล้าให้มีการเลือกตั้งแน่ๆ
เลือกไปก็แพ้ หรือไม่ก็โกงเลือกตั้งทุกวิถีทาง
เพื่อเอาชนะให้ได้
จนทำให้ชาวบ้านรับไม่ได้
ต้องออกมาขับไล่อยู่ดี

โดย มาหาอะไร www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php