WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 23, 2009

มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์คุ้ม ทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่ง แต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักขาดทุนบักโกรก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2552

มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน พลิกสถานการณ์จากเคยกำไรมาขาดทุนบักโกรก110ล้าน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน
.....

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง

ที่มา Thai E-News


#ความสบายอกสบายใจของภาคประชาชนสายปฏิรูปในการล้มล้างทักษิณก็คือ พวกเขาไม่ได้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเลย เพราะประชาธิปไตยนั้นถูกล้มล้างไปโดยทักษิณก่อนหน้านั้นแล้ว...สิ่งที่พวกเขาโค่นล้มมันลงไปคือ"ระบอบทักษิณ"ต่างหาก..?!!

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
23 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่เป็นตอนๆนับแต่บัดนี้



เนื่องจากว่ามีคนถามเรื่องเงินเดือนของNGO

ผมเลยจะบอกว่า เงินไม่ได้เป็นปัจจัยผลักดัน หรือแรงดึงดูดใจของคนที่มาประกอบอาชีพนี้หรอกครับ น่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายด้วยซ้ำ

เพื่อตอบคำถามนี้ผมเลยขอปูภาพรวมด้วยข้อเขียนของ"ใต้หล้า" ซึ่งที่น่าแปลกใจมากคือใต้หล้าได้เขียนบทความนี้ลงเผยแพร่ครั้งแรกในเวบปฏิกริยาล้าหลังอย่างเสรีไทยบอร์ด

ผมคิดว่าผมรู้จัก"ใต้หล้า"ดีว่าหมอนี่เป็นใคร? แต่เอาเถอะเห็นแก่ว่าเขียนบทความได้ภาษาสวยดี เลยจะเว้นโทษตายให้ซักคน ไม่ขอแฉว่ามันเคยมีกิ๊กเป็นแอร์สายการบินอาหรับเอมิเรตส์...อุ๊บส์!(NGOเหี้ยอะไรวะแดกของสูงเชียวนะสัดด)

ข้างล่างนี่คืองานเขียนของใต้หล้า ผมก๊อปมาจากเสรีไทย
000000000000000000000000000

ยอยศการเมืองภาคประชาชน,นาฏกรรมบนลานกว้าง:ชีวายอมพลีให้มวลชนผู้ทุกข์ทน ขอยอมตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง

องค์ที่1:สายธารของภาคประชาชน:ต้นธารปฏิรูปVSต้นธารการปฏิวัติ


หากเทียบกับสายน้ำใหญ่แล้ว ประเทศไทยย่อมเคลื่อนไหวในกระแสธารหลัก(Main stream)อันมั่งคั่งเด่นอุดมด้วยสภาพแห่งความเป็นอนุรักษ์นิยม+จารีตนิยม+อำนาจนิยม+บริโภคนิยม

ทว่าก็มีอีกสายที่ประดุจดั่ง"น้ำแยกสาย" เราเรียกมันว่า"สายธารทางเลือกของประชาชน" หรือที่เรียกขานกันทั่วไปว่า"ภาคประชาชน"

ในบทความนี้ผมจะไม่กล่าวถึงสายธารหลักของสังคมไทย เนื่องจากกล่าวไว้ในบทความอื่นของบทความชุดนี้ไปแล้ว แต่จะเจาะจงลงไปที่สายธารของภาคประชาชน หรือจะเรียกสายธารกระแสทวน หรือสายธารทางเลือกก็ตามใจ และตามที่เป็นจริง(ดังจะกล่าวต่อไป)


#ปรีดี พนมยงค์

หลังการปฏิวัติ2475 ของคณะราษฎร์แล้ว ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำทางสติปัญญาของคณะฯต้องล้มเหลวในการปฏิวัติประชาชาติด้านเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง เมื่อต้องเผชิญแรงปฏิกิริยาต่อต้านการปฏิวัติจากพลังจารีตนิยมและอนุรักษ์นิยม+อำนาจนิยม เขาจำต้องกลายเป็นนักปฏิรูปสังคมด้วยข้อจำกัดดังกล่าวในระยะต่อมา

ภายหลังการถึงแก่การอสัญกรรมของแกนนำปฏิวัติ2475คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช อย่างอนาถาในอินโดจีน ก็นับเป็นการขจัดเสี้ยนหนามสำคัญทางทหารของจอมพลป.ผู้เผด็จการ เหลือหอกข้างแคร่ก็เพียงผู้นำสายพลเรือนคือปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต้องเผชิญข้อหาร้ายแรงที่สุดในคราวสวรรคต9มิถุนายน2489

หลังรัฐประหาร8พ.ย.2490 ซึ่งพลิกผันชะตาจอมพลป.จากอาชญากรสงครามกลับสู่บัลลังก์นายกรัฐมนตรีนั้น... ความพยายามการรื้อฟื้นตำนานคณะราษฎร์ของปรีดีต้องประสบความล้มเหลวลงหลายครั้ง หลายคราว ทั้งกรณีกบฏวังหลวง พ.ศ.2492 ทั้งกรณีกบฏเสนาธิการในระยะถัดมา และกรณีกบฏแมนฮัตตันในปี2494 เป็นการปิดฉากของปรีดี พนมยงค์อย่างเบ็ดเสร็จ และเปิดศักราชใหม่ของเผด็จการเต็มคราบ

การกวาดล้างใหญ่ของฝ่ายเผด็จการหลายครั้งหลายระลอกเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดเนื้อของสานุศิษย์ปรีดี ทั้งกรณี4รัฐมนตรีอีสาน เตียง ศิริขันธ์ -จำลอง ดาวเรือง-ทองอินทร์ ภูริพัฒน์-ถวิล อุดล และกรณีนักหนังสือพิมพ์อารีย์ ลีวีระ ทั้งกรณีของการเหวี่ยงแหจับกบฏสันติภาพนำโดยกุหลาบ สายประดิษฐ์-ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และบุตรชาย

การกวาดล้าง ดำเนินต่อไปอีกหลายระลอก กระทั่งการกวาดจับนักหนังสือพิมพ์ และปัญญาชนอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ,ทองใบ ทองปาวด์ ,รพีพร ,อุธรณ์ พลกุล เป็นอาทิ

หลังการอสัญกรรมของผู้เผด็จการสฤษดิ์ในปี2506 ความคลี่คลายขยายตัวของ"ภาคประชาชน"เหล่านี้ก็แยกสายธารอย่างเด่นชัดเป็นแม่น้ำ2สาย คือสายการปฏิวัติ อันเป็นสายกระธารกระแสทวนกับสายธารกระแสหลัก กับสายธารทางเลือก หรือเน้นการปฏิรูป

ทว่าทั้งสองสายล้วนมีต้นธารมาจากแหล่งเดียว ต้นน้ำนั้นชื่อปรีดี พนมยงค์...


องก์ที่2.ว่าด้วยสายธารกระแสทวน-สายธารการปฏิวัติของภาคประชาชนยุคเมื่อแรก



#สฤษดิ์ ธนะรัตน์

ครูครอง จินดาวงศ์ แห่งสกลนคร ผู้สืบสายธารของเตียง ศิริขันธ์ (ขุนพลภูพานตำนานเสรีไทยสายอีสาน และMissionลับสหพันธรัฐอินโดจีน หรือหน้าตาคล้ายๆสหภาพยุโรปเวลานี้ สานุศิษย์ปรีดี)ถูกสฤษดิ์ยิงเป้าในพ.ศ.2506 ย่อมยังผลสะเทือนต่อไขแสง สุกใส นักการเมืองหนุ่มน้อยนครพนม ผู้ชมชื่นทั้งเตียงและครอง สะเทือนไปถึงเปลื้อง วรรณศรี แห่งสุรินทร์,แคล้ว นรปติ-ทองปักษ์ เพียงเกษ แห่งขอนแก่น

การสังหารโหดทั้งนอกกฎหมายและในนามมาตรา 17 นอกจากผลักดันให้นักการเมืองหนุ่มภาคอีสานหันมาสมาทานลัทธิสังคมนิยมอันเป็นสถานการณ์สากลเวลานั้นที่มีให้เลือกคือประชาธิปไตยในนามเผด็จการที่อเมริกา ชี้ชัก กับผลสะเทือนของการปฏิวัติอินโดจีนของโฮจิมินห์ และขบวนประเทดลาว กับขบวนการรักชาติในกัมพูชา) ก็เป็นแรงผลักดันให้ปัญญาชนอย่างจิตร ภูมิศักดิ์-อัศนี พลจันทร(นายผี),อุดม ศรีสุวรรณ-(พ.เมืองชมพู) และพันโทโพยม จุลานนท์(ส.คำตัน) เดินทางสู่เขตป่าเขาร่วมทัพการต่อสู้กับพรรคการเมืองนอกกฎหมายอย่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)

อีกบางส่วนเดินทางลี้ภัยในประเทศสังคมนิยมอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์(ศรีบูรพา) แม้กระทั่งปรีดีและครอบครัว

ต้นสายปลายธารของภาคประชาชนสายการปฏิวัติดำเนินสืบเนื่องมาสู่เจเนชั่นที่ 2 เมื่อไขแสง สุกใส เข้าไปมีการนำต่อผู้นำนักศึกษายุคก่อน14ตุลาฯอย่างธีรยุทธ์ บุญมี-เสกสรร ประเสริฐกุล-ธัญญา ชุณชฎาธาร-สมคาด สืบตระกูล-ประสาร มฤคพิทักษ์-พิรุณ ฉัตรวนิชกุล แม้กระทั่งไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ-ๆไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และฯลฯ

และ หลัง14ตุลา2516ก็ผลิตซ้ำอุดมการณ์ผ่านไปยังคนรุ่นเกรียงกมล เลาหไพโรจน์-คำนูณ สิทธิสมาน-พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ-หมอมิ้งพรหมินทร์,ภูมิธรรม เวชยชัย,สุธรรม แสงปทุม,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,ธงชัย วินิจกุล ,นักศึกษาแพทย์จาตุรนต์ ฉายแสง-จิ้นกรรมาชน-หงาคาราวาน-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ-เสถียร จันทิมาธร และขบวนการนักศึกษาขนาดใหญ่พอสมควร กระทั่งขบวนการนักศึกษานั้นหันมาสมาทานในลัทธิสังคมนิยมอย่างลึกซึ้ง

#6ตุลาคม2519

จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าพอเกิดกรณี6ตุลาคม 2519แล้ว นักศึกษากว่า3,000คนได้เข้าร่วมกับพคท.จับอาวุธขึ้นสู้ในเขตป่าเขา ยกเว้นแต่สายที่นิยมการลุกฮือในเมือง อย่างสายของผิน บัวอ่อน(อันมีคำนูณเป็นแก่นแกนสายนี้)

การปฏิวัติในเขตป่าเขาปิดฉากลงด้วยความขมขื่นพ่ายแพ้ของ"ภาคประชาชน"สายนี้ เมื่อเจเนเรชั่นนี้ต้องไปเกิดCultural gapกับเจเนเรชั่นแรกอย่างวิรัช อังคถาวร และหัวขบวนคอมมิวนิสต์นิยมจีน หรือใครต่อใครประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งสถานการณ์ในทางสากลพลิกผันอย่างรวดเร็ว จีนแตกคอกับโซเวียต และจีนเปิดฉากรุกรานเวียดนามในนามของสงครามสั่งสอน ลาวที่ให้ที่พักพิงกับพคท.ตัดสัมพันธ์กับพรรคไทย เพราะต้องเดินตามเวียดนาม ขณะที่พรรคไทยเดินตามจีน...วิทยุสปท. หรือ"วิทยุปักกิ่ง"(ทางการไทยเรียกยังงั้น)โดนปิดตัวลง

และนั่นก็เป็นการสิ้นสุดตำนานภาคประชาชนในสายธารการปฏิวัติ


องก์ที่3.ว่าด้วยสายธารทางเลือก-สายธารการปฏิรูปของภาคประชาชนเมื่อแรก


ขณะ ที่การคลี่คลายขยายตัวของภาคประชาชนสายปฏิวัติดำเนินไปดังกล่าวข้างต้น อีกสายก็เริ่มแตกหน่ออ่อนเป็นภาคประชาชนที่เน้นการปฏิรูปสังคม น่าพิจารณาก็คือล้วนมีต้นสายจากปรีดี พนมยงค์

ผู้ให้กำเนิดNGO-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ให้กำเนิดNGOในไทยเป็นครั้งแรกราวพ.ศ.2512 ในภาพนำลูกศิษย์ลงจากหอคอยงาช้างไปย่ำโคลนเพื่อพัฒนาชนบทที่ชัยนาท แต่NGOทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปจาก ณ เริ่มแรกอย่างสุดจะคาดคิดถึง คือจากจุดเริ่มที่เห็นศักยภาพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน กลายเป็นอำมาตย์ขุนนางตัวใหม่ที่หมิ่นแคลนรากหญ้าขึ้นมา


ผู้นำการปฏิรูปย่อม เป็นนายเข้ม เย็นยิ่ง-ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตเสรีไทยสายอังกฤษ มิตรร่วมรบสหายศึกของ"รูธ"ปรีดีเมื่อครั้งสงครามโลก และกลายมาเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ

ป๋วยนั้นไม่คิดจะถอนรากถอนโคน สังคมแบบรุนแรงดังสายปฏิวัติ ด้านหนึ่งเขาส่งนักเรียนทุนแบงก์ชาติไปเรียนยุโรปหรืออเมริกา แล้วกลับมามีหน้าตาแบบไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม-วิจิตร สุพินิจ +เอกกมล คีรีวัฒน์ แห่งแบงก์ชาติ

อีกสายหนึ่งป๋วยได้เปิดมูลนิธิบูรณะชนบทอันเป็นองค์การพัฒนาเอกชน(NGO)แห่งแรกๆ ของไทย และมีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตชัยนาทในปี2512 อันมีพิภพ ธงชัย,บำรุง บุญปัญญา(เปี๊ยก),บุญเรือง สุขสวัสดิ์ ,พิศิษฐ์ ชาญเสนาะ แห่งสมาคมหยาดฝน จังหวัดตรัง หรือครูแดง-เตือนใจ ดีเทศน์ เป็นอาทิ

ขณะที่ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม ก็เริ่มมูลนิธิดวงประทีป ในสลัมคลองเตย ในอีกหลายปีต่อมา

ด้านหนึ่งนักเรียนเก่าอังกฤษคือสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือส.ศิวรักษ์ ผู้ศรัทธาในปรีดีและป๋วย ก็สร้างตำนานผ้าม่วง หวนโหยหาภูมิปัญญาไทยในอดีตมาปฏิรูปสังคมไทยในยุคนั้น มีลูกศิษย์ลูกหามากหลาย และเข้าไปซึมแทรกเป็นนักกิจกรรมนักศึกษาสายปฏิรูป หรือสายพุทธอยู่หลายคน อาทิสุชาติ สวัสดิ์ศรี,(ต่อมาเป็น)พระไพศาล วิสาโล,ประชา หุตานุวัตร,สันติสุข โสภณศิริ,เทพศิริ สุขโสภา,วีระ สมบูรณ์,รสนา โตสิตระกูล เป็นอาทิ

ขณะที่ในเขตป่าเขา พคท.ได้รับการต้อนรับอันอบอุ่นและขนานใหญ่จากนักศึกษาฝ่ายซ้าย สายธารภาคประชาชนสายการปฏิวัติหลังเหตุการณ์6ตุลาฯ ในพื้นที่ชนบทอันซ้อนทับกันนั้นคนอย่างพิภพ ธงชัย-เตือนใจ ดีเทศน์-พิศิษฏ์ ชาญเสนาะ และโกมล คีมทอง แห่งสายธารการปฏิรูปก็กำลังเข้าสู่ชนบทในนามของการ?พัฒนา?

ทว่าโชคร้ายที่โกมล คีมทอง ไม่ได้กลับมาจากพื้นที่สุราษฎร์ ว่ากันว่าเขาโดนภาคประชาชนสายการปฏิวัติสังหาร เพราะสงสัยเป็นจารชนของรัฐบาล...

หลังเหตุการณ์6ตุลาฯ ขณะที่ภาคประชาชนสายการปฏิวัติขึ้นสู่กระแสสูง แต่กลับเป็นกระแสต่ำของภาคประชาชนสายการปฏิรูป เนื่องเพราะว่าป๋วยผู้นำการปฏิรูปต้องถูกให้ร้ายจากฝ่ายขวาว่าเขาเป็นผู้นำสายการปฏิวัติ และโดนเนรเทศในกรณี6ตุลาฯ ขณะที่บทบาทของส.ศิวรักษ์ก็เป็นไปในแวดวงจำกัดพอสมควร

สายการปฏิรูปกลับสู่กระแสสูงอีกครั้งหลังเหตุการณ์"ป่าแตก"ในราวปี2524-2525 และถือเป็นการขึ้นสู่กระแสสูงอย่างต่อเนื่องของสายนี้ จนมาเป็นภาคประชาชนที่เราเห็นและรู้จักกันในทุกวันนี้

องก์ที่4.การคลี่คลายขยายตัวของสายธารกระแสทวน กับสายธารทางเลือก


4.1สายการปฏิวัติที่วิวัฒนาการเข้าสู่ทำเนียบไทยคู่ฟ้า

หลัง"ป่าแตก"ในปี2525อย่างเด็ดขาด ภาคประชาชนสายกระแสทวนกลับสู่นาครด้วยสภาพของ"ชิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์"แบบ เสกสรรค์ บ้างก็ในสภาพของ"กรวดเม็ดร้าว-ใบไม้ที่หายไป"แบบจิระนันท์ พิตรปรีชา บ้างก็"นกสีแดง-ตำนานนกสีเหลือง"อย่างวัฒน์ วรรลยางกูล หรือ"แผ่นดินของเขา"แบบศิวะ รณชิต(สุวัฒน์ วรดิลก)

ทุกคนกลับสู่สายธารกระแสหลักที่พวกเขาเคยเห็นเป็น"สังคมเก่า-สังคมทราม"ที่ต้องโค่นล้มเปลี่ยน แปลง ต้องมาเข้าห้องเรียน กลายเป็นดร.เสกสรรค์ กลายเป็นอาจารย์ธีรยุทธ กลายเป็นอาจารย์ดร.สมศักดิ์ เจียมฯ อาจารย์ดร.เกษียร ศ.ดร.ธงชัย กลายเป็นคนหนังสือพิมพ์แบบเสถียร จันทิมาธร มาออกเทปขายแบบหงาคาราวาน หรือ"ชีวิตฉันมีแต่หมานำ"แบบพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

อีกส่วนหนึ่งก็กลับกลายเป็นนักการเมืองอย่างอดิศร เพียงเกษ,จาตุรนต์ ฉายแสง,จตุรนต์ คชสีห์,พินิจ จารุสมบัติ,การุณ ใสงาม และหมอพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในเวลาหลายปีต่อมา รวมทั้งภูมิธรรม เวชยชัย หรือเกรียงกมล ที่เป็นแมนบีไฮด์เดอะซีนของทักษิณ

เมื่อการปฏิวัติในเขตป่าเขาล้มเหลว หนทางการยึดทำเนียบจึงเป็นคูหาเลือกตั้งแทน

ส่วนเจเนเรชั่นที่3ของ สายธารกระแสทวนเป็นไปอย่างกระปลกกระเปลี้ย กว่าจะรื้อฟื้นศูนย์นิสิตกลับมาใหม่ในนามของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย(สนนท.)ก็ล่วงถึงปี2524 โดยนักศึกษาแพทย์มหิดลนามภูษิต ประคองสาย ส่งไม้ต่อให้อภิชาติ ขำเดช ล่วงมาถึงอนุสรณ์ ธรรมใจ,นักศึกษาแพทย์หญิงวิลาสินี หมอกเจริญพงศ์ กว่าจะมาเป็นปริญญา เทวานฤมิตรกุล+กรุณา บัวคำศรี ในยุคพฤษภาทมิฬ2535 และกลายมาเป็นสุริยะใส กตศิลา และในยุคหลังปี2540 ตามติดด้วยอุเชนทร์ เชียงเสน แห่งยุคต้านโรงไฟฟ้าหินกรูด หรือท่อก๊าซไทย-มาเลย์ และยุคปัจจุบันร่วมสมัยที่กำลังงัวเงียถามหาวิญญาณประชาธิปไตยจากรุ่นพี่

ส่วน หนึ่งก็กระจัดกระจายไปทำงานสื่ออย่างเสถียร จันทิมาธร,คำนูณ สิทธิสมาน,พิรุณ ฉัตรวนิชกุล หรือกระทั่งชัชรินทร์ ไชยวัฒน์(ที่มาพลอยฟ้าพลอยฝนโดนจับคดีคอมมิวนิสต์ร่วมกับพิรุณในปี2527) หรือ สำราญ รอดเพชร ไพศาล พืชมงคล เป็นอาทิ

4.2สายธารการปฏิรูปคลี่คลายไปเป็นNGO..ภาคประชาชน

ขณะที่สายธารการปฏิรูปค่อยคลี่คลายเป็นองค์การพัฒนาภาคเอกชนอย่างเป็นทางการในหลังยุค6ตุลาฯ เริ่มต้นจากงานมนุษยธรรมด้วยการช่วยเหลือเขมรอพยพในช่วงปี2521ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และเมื่อหมดยุคเขมรอพยพ ค่อยเข้าสู่การำงานพัฒนาชุมชนในเขตชนบท อันเป็นรูปธรรมเช่น

#อภิชาต ทองอยู่

-ญัค#อภิชาต ทองอยู่ (ซึ่งต่อมาจะเป็นเลขาธิการและโฆษกพรรคมหาชนของเสธ.หนั่น และบอร์ดTPBS)ไปฝังตัวในพื้นที่ขอนแก่น
-เปี๊ยก#บำรุง บุญปัญญา ซึ่งไปเป็น?กูรู?ในวงการพัฒนาภาคเอกชนแถบอีสานใต้ และต่อมาอีสานเหนือ
-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเคลื่อนไหวขบวนการครูในพื้นที่โคราชและบุรีรัมย์ สมทบด้วยสุชน ชาลีเครือ ในพื้นที่เขตชัยภูมิ
-เปี๊ยก#พิภพ ธงชัย ซึ่งปักหลักสร้างซัมเมอร์ฮิลล์ขึ้นในพื้นที่ป่าเมืองกาญจน์ ก่อตำนาน?หมู่บ้านเด็ก?
-ครูแดง#เตือนใจ ดีเทศน์ เข้าไปใน?หมู่บ้านด้วยหัวใจอันเบิกบาน?ในพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย
-ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม บุกเบิกพัฒนาสลัมคลองเตย จนคว้ารางวัลแม็กไซไซ
-โย#บำรุง คะโยธา กรรมกรดีกรีเยอรมัน ซึ่งบุกเบิกงานพัฒนาชุมชนในเขตสายนาวัง กาฬสินธิ์
-สมภพ บุนนาค เชื้อสายขุนนางเก่าไปเปิดงานพัฒนาชุมชนในชื่อองค์การแพลนในย่านขอนแก่น-มหาสารคาม ร่วมกับ?ปู่?เดช พุ่มคชา
-บุญเรือง สุขสวัสดิ์ สืบสานพื้นที่พัฒนาชัยนาทต่อจากยุคเริ่มต้นที่ดร.ป๋วยสร้างเอาไว้
-พิศิษฏ์ ชาญเสนาะ ไปบุกเบิกงานพัฒนาในเขตเกาะแหลมสนแหลมมะขาม อ.สิเกา จังหวัดตรัง
-บรรจง นะแส ซึ่งพกดีกรีปริญญากลับบ้านด้วยวัวตัวหนึ่ง เพื่อเปิดพื้นที่งานพัฒนาในเขตนครศรีธรรมราช
-สุลักษ์ ศิวรักษ์กับสานุศิษย์ ที่เปิดพื้นที่อาศรมวงศ์สนิทนครนายกฯ
-จอน อึ๊งภากรณ์ เปิดพื้นที่เมืองรณรงค์ในโครงการเข้าถึงเอดส์
-เสน่ห์ จามริก ที่เปิดมูลนิธิท้องถิ่นไทย เชื่อมโยงสายใยไปหาศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ในตอนเป็นประธานNGO เชื่อมสายโยงยาวมาเป็น สสส.ในเวลาต่อมา
-รสนา โตสิตระกูล แห่งมูลนิธิโกมลคีมทอง ที่ต่อมารณรงค์เรื่องทุจริตยา
-กวิน ชุติมา และดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ แห่งคณะกรรมการรณรงค์เผยแพร่งานพัฒนา
-พิศิษฏ์ ณ พัทลุง และศรีสุวรรณ ควรขจร ในนามมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชฯ
-ไพโรจน์ พลเพชร สมชาย หอมละออ แห่งสมาคมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน
-แม้กระทั่ง บก.ลายจุด หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งมูลนิธิกระจกเงาในยุคหลังๆ

-บรรจบบรรสานกับนักวิชาการ+ข้าราชการสายปฏิรูปอย่างร.ต.อ.มรว.ศ.ดร.อคิน รพีพัฒน์ แห่งRDI มหาวิทยาลัยขอนแก่น,ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคณะแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,ศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แห่งรายการเวทีชาวบ้าน,ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช แห่งสำนักจุฬาฯ และสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าหวยขาแข้ง และยืนยง โอภากุล ผู้รณรงค์"ไทยนิยม"ผ่านงานเพลง เป็นอาทิ

สิ่งที่ผมพบเจอในขบวนการภาคประชาชนที่ชื่อ NGO โดยรวมๆก็คือ

-พวกเขาล้วนแต่แน่วแน่ในอุดมคติที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น แต่เนื่องจากไม่ได้รับทุนจากภาครัฐ ส่วนใหญ่ก็ต้องขอทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นองค์การสาธารณกุศล หรือองค์การด้านศานา(โบสถ์คริสเตียน) หรือองค์กรด้านแรงงาน ดังนั้นข้อเรียกร้องต้องการต่อคนในขบวนจึงเคร่งครัดไม่ต่างกันนักคือ คนในขบวนต้องมักน้อย ได้เงินเดือนพอยังชีพ ทว่าต้องอุทิศตัวเสียสละอย่างสูง จะหวังความสะดวกสบายหาไม่ได้เลย แล้วยิ่งหวังว่าจะตั้งตัวได้ก็อย่าหวัง ก็เลยกลายเป็นว่าเอาไปเอาก็จะคัดกรองเหลือเฉพาะคนที่มีฐานะทางบ้านดี หรือไม่เป็นภาระจะอยู่ในขบวนการได้ยืดเยื้อหน่อย

-พวกเขามีวิธีคิดที่แข็งตัวไม่ค่อยยืดหยุ่น คือทำตัวเคร่งครัดยิ่งกว่าพระ อาจเป็นเพราะจะได้ทนทานต่อสภาพงานการ คิดภาพเป็นดำเป็นขาว ดังนั้นไม่แปลกนักหากในเวลาต่อมาเมื่อผมพ้นจากการเป็นNGOมาทำงานข่าว หรือกระทั่งกลายเป็นนักธุรกิจแล้วจะถูก?รุ่นใหญ่?บอกว่า?ไอ้นี่มันเปลี่ยนไปแล้ว?(กล่าวคือเปลี่ยนสีแปรธาตุในทัศนะของรุ่นใหญ่เหล่านั้น)

-พวกเขาปฏิเสธและออกจะชิงชังสังคมบริโภคนิยม ทุนนิยม หรือต่อต้านโลกาภิวัตน์ ดังมีเรื่องว่าเมื่อผมไปหาสุลักษณ์ที่บ้านนั้น ที่นั่นไม่มีทีวีให้ดู ลูกเขาต้องไปดูทีวีที่ข้างบ้าน ,เมื่อผมไปเยี่ยมญัค-อภิชาตนั้น เขานอนอยู่ที่?ตูบต่อเล้า?หรือบ้านปั้นดินเหนียวติดฉางข้าว แล้วจุดไต้หรือตะเกียง แทนไฟฟ้า,หรือเมื่อผมไปหาเปี๊ยก-บำรุง บุญปัญญาเพื่อโน้มน้าวให้เขามาเป็นแม่ทัพหน้าในการขับเคี่ยวกับภาครัฐที่กำลัง แย่งชิงทรัพยากร ไล่ที่ทำเขื่อนปากมูล ไล่ที่ปลูกป่ายูคา ไล่ที่ทำนาอุตสาหกรรมนาเกลือนั้น บำรุงกำลังรณรงค์เรื่อง?ภูมิปัญญาชาวบ้าน?อยู่อย่างเอาการเอางาน และเมื่อผมไปเยี่ยมพิภพ ธงชัย ที่หมู่บ้านเด็กนั้น ผมเห็นเด็กที่นั่นกำลังเป็น?สิ่งแปลกแยกกับโลกภายนอกที่มันเป็นจริง? หรือเมื่อผมไปหาโย-บำรุง คะโยธา ในหมู่บ้านที่กาฬสินธุ์นั้น เขากำลังหั่นมันสำปะหลังเลี้ยงหมูอยู่ เพราะเขาต่อต้านรำข้าวจากโรงสีไฟฟ้าฯลฯ

-พวกเขาเน้นการรณรงค์ประชาชนให้กลับไปใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ต่อต้านกระแสทุนสมัยใหม่ที่กำลังเชี่ยวกราก ดังนั้นเขื่อนทุกเขื่อนจึงเป็นเรื่องที่ต้องต่อต้าน เพราะไฟฟ้าไปสู่เมืองและไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมของกลุ่มทุน หรือบรรษัทข้ามชาติ ดังนั้นสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็จึงรณรงค์ตั้งสหกรณ์ครูและชาวนาให้เป็นเกียรติแก่ครูที่เสียสละในการต่อสู้ กับกลุ่มทุนท้องถิ่น,ญัค-อภิชาตจึงเขียนหนังสือ?คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน?, บำรุง บุญปัญญา ก็จึงรณรงค์ชาวนาให้ทำเกษตรผสมผสาน และทำเกษตรแบบทำอยู่ทำกิน(ก่อนจะกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในวาระต่อมาอีก2ทศวรรษ),พิศิษฏ์ ชาญเสนาะ ก็พาชาวมุสลิมในสิเกา ฟื้นฟูป่าชายเลน,เตือนใจ ดีเทศน์ ฝังตัวในหมู่บ้านด้วยหัวใจอันเบิกบาน,ครูประทีปก็อยู่ในสลัมด้วยหัวใจอาสาสมัคร เช่นเดียวกับสุวิทย์ วัดหนู

-พวกเขาไม่ได้ค่อยสนใจในสิ่งที่เรียกว่า"การต่อสู้ในเชิงโครงสร้าง" คือการขับเคี่ยวทางการเมืองนัก และออกจะปฏิเสธวิถีนั้น เพราะได้เห็นแล้วว่าพวกภาคประชาชนสายปฏิวัติก็ทำล้มเหลวมาแล้ว


อย่างไรก็ตามโครงสร้างด้านบนบุกมาเยือนภาคประชาชนสายปฏิรูปอย่างไม่ตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐจะสร้างเขื่อนน้ำโจน จนสืบต้องพลีชีพเพื่อปกป้องป่าผืนนั้น,ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขื่อนปากมูลที่รัฐใช้ความรุนแรงกับช่าวนาเจ้าของพื้นที่อย่างไม่ไยดี,ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐและทุนเข้าไปทำลายพื้นที่นาข้าว3จังหวัดอีสานด้วยการหนุนกลุ่มทุนท้องถิ่นทำอุตสาหกรรมเกลือสินเธาว์,การไล่ชาวนาออกจากพื้นที่ให้ทหารไปปลูกไม้ยูคาลิปตัส,การรุกไล่ชาวบ้านในกรณีท่อก๊าซเมืองกาญจน์,การรุกไล่ชาวบ้านกรณีเหมืองแม่เมาะ,กรณีมลพิษนิคมอุตสาหกรรมลำพูน,กรณีโรงไฟฟ้าหินกรูด และท่อก๊าซไทย-มาเลย์

เมื่อชาวนาอยู่ไม่สุข ใครเล่าจะมีแรงทำเกษตรผสมผสาน ทำเกษตรพออยู่พอกิน ฟอกย้อมหม่อนไหมด้วยสีธรรมชาติ รักษากันด้วยสมุนไพรยาป่า หรือจุดตะเกียงแข่งกับแสงนีออนกันต่อไป ก็จำเป็นอยู่เองที่NGOที่มีลักษณะต่อต้านการบริโภคนิยม ต่อต้านโลกภิวัตน์ จำต้องเข้าเป็นพลังหนุนชาวนา

#บำรุง คะโยธา

กระทั่งก่อรูปขบวนขึ้นเป็นสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน(สกยอ.)ใต้การนำของโย-บำรุง และอโศก ประสานสอน อดีตผู้นำกรรมกร ที่ตอนนี้เป็นชาวนาที่ขอนแก่นบ้าง,สมัชชาคนจนใต้ธงนำของNGOทั้งประเทศบ้าง มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์-บำรุง บุญปัญญาหนุนเนื่องบ้าง,กลุ่มต่อต้านเขื่อนปากมูลใต้การนำของวนิดา ตันติพิทักษ์บ้าง,ต่อต้านท่อก๊าซเมืองกาญจน์ใต้การนำของสุลักษณ์ และพ่วงเอาศิษย์สำนักในอดีตอย่างพิภพ ธงชัยออกมาบ้าง

กระทั่งวันหนึ่งพวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่จัดเจนว่าต้องมีคนของภาคประชาชนไปอยู่ใน สภา นั่นเองครูประทีป,ครูแดง,อาจารย์จอน,อาจารย์เจิม,ครูสุชน,ครูหยุย,ครูยุ่น และใครต่อใครจึงพาเหรดเข้าสภาสูงในยุคทักษิณทรงอำนาจเหนือตึกไทยคู่ฟ้า


องก์ที่5.การบรรจบของ2สายธารในกรณีรัฐประหาร19กันยาฯ



#สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

ส่วนภูมิธรรมที่เคยอยู่สายปฏิรูปด้วยการปลุกปั้นมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอ ส.)ที่จุฬาฯปลุกปั้นคนรุ่นใหม่ออกไปเป็นอาสาสมัครในชนบท เป็นNGOหน่อใหม่มาหลายสิบรุ่นนั้น ผันแปรมาผนึกกับมิตรเก่าสายปฏิวัติในอดีต โดยการไปเป็นกุนซือทางการเมืองให้นายทุนชาติที่ชื่อทักษิณ แล้วก็พ่วงพรรคพวกจากจุฬาฯอย่างสุธรรม แสงปทุม ดึงเอาเกรียงกมล-หมอมิ้ง-จาตุรนต์(ซึ่งทิ้งชีวิตนักศึกษาแพทย์ไว้ในป่า แล้วมาเอาดีด้านรัฐศาสตร์)-พินิจ จารุสมบัติ-สุธรรม แสงปทุม-อดิศร เพียงเกษ-ไอ้ก้านยาว ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว(ปัญญาชาติรักษ์)-ผดุงศักดิ์ พื้นแสน หรือใครต่อใครในเวลาต่อมา

กล่าวได้ว่าขณะที่ภาคประชาชนสายปฏิวัติใน อดีตกลมกลืนไปได้ดีกับนายทุนชาติ และพยายามยิ่งยวดในการเปลี่ยนเจ้าพ่อธุรกิจสื่อสารให้"เท้าติดดิน"ด้วยการ"แปลงภูมิปัญญาNGOให้เป็นทุน"ทั้ง30บาททุกโรค,พักหนี้เกษตรกร,ธนาคารคนจน,OTOP

ทว่าด้านหนึ่งฝ่ายประชาชนสายปฎิรูปยังเดินหน้าต่อต้านโลกาวัตน์อย่างแข็งขืน และยืนท้าทายกระแสบริโภคนิยมอย่างทระนง มีบ้างบางส่วนที่เข้ามาเป็นสว.ภาคประชาชน(ซึ่งก็ยืนตรงข้ามกับทักษิณทั้งนั้น)

กระแสขับเคี่ยวโค่นล้มทักษิณมาถึงก็ต่อเมื่อพลังกระแสหลักของสังคมไทย คือพลังจารีตนิยม+อนุรักษ์นิยม+อำนาจนิยม ไฟเขียวเต็มที่ให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นนายทุนชาติด้านสื่อและอดีตพันธมิตรผู้แนบแน่นกับทักษิณ "หัก"ทักษิณด้วยข้อหา"ทุนสามานย์"และทรราชย์แห่ง"ระบอบทักษิณ"

ไม่ว่าจะเพราะทักษิณเป็นหรือไม่เป็นทุนสามานย์ หรือสนธิลิ้มฯเป็นทุนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าพลพรรคร่วมค่ายซ้ายเก่าอย่างคำนูณ-ไพศาล-สำราญก็ออกศึกรำดาบพุ่งทวนไป ใส่ร่างทักษิณอย่างพร้อมเพียง พร้อมเพรียกหาพันธมิตรที่คุ้นเคยอย่างอาจารย์สมเกียรติ-พิภพ-ส.ศิวรักษ์-หงา คาราวาน-แอ๊ด คาราบาว-เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง-แก้วสรร อติโพธิ์ หนุนเนื่องด้วยประเวศ วะสี และฯลฯออกรบอย่างคับคั่ง

ภาคประชาชนสายปฏิรูปทั้งมวลหรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ต่างร่วมเป็นพันธมิตรทั้งจงใจ และไม่ตั้งใจในการขับเคี่ยวโค่นล้มทักษิณในบริบท และบาทก้าวที่แตกต่างกันไป...

อาจกล่าวได้ว่าภาคประชาชนสายปฏิรูปได้ลุกขึ้นมาโค่นล้มในสิ่งที่ฟากประชาชนสายการปฏิวัติกำลังฟูมฟักว่าเป็นชิ้นงานมาสเตอร์พีซของพวกเขา นั่นก็คือเศรษฐกิจประชาธิปไตยแบบ"ทักษิโนมิกส์"

มาถึงตรงนี้คงพอเดากันออกแล้วว่า ทำไมภาคประชาชนสายปฏิรูปจึงก่อตัวขึ้นสู่กระแสสูงยิ่งในการต่อต้านทัดทานและ โค่นล้มทักษิณ ชินวัตร ก็เนื่องเพราะรากฐานเป็นมานั้นพวกเขารังเกียจกระแสบริโภคนิยม-ทุนนิยม-ทุน ข้ามชาติ กระทั่งเกิดนิยามศัพท์"ทุนสามานย์"ในเวลาต่อมา

ความสบายอกสบายใจของภาคประชาชนสายปฏิรูปในการล้มล้างทักษิณก็คือ พวกเขาไม่ได้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเลย เพราะประชาธิปไตยนั้นถูกล้มล้างไปโดยทักษิณก่อนหน้านั้นแล้ว...สิ่งที่พวกเขาโค่นล้มมันลงไปคือ"ระบอบทักษิณ"ต่างหาก

ทว่าเนื่องจากประสบการณ์ของภาคประชาชนสายปฏิรูปในสายงานด้านการเมืองหรือโครง สร้างด้านบนนั้นมีข้อจำกัดมาก ทำให้พวกเขากำลังงุนงงสับสนกับตัวเองอยู่มากว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการรัฐประหาร19กันยาฯนั้นคืออะไร? ผลพวงที่ตามมานั้นมันเป็นอะไรแน่? ตกลงมันเป็นเผด็จการ หรือแค่"ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังยุคทักษิณ"(Post Thaksin)ไปสู่ประชาธิปไตยที่ชาวบ้านพลเมืองจะได้ถึงยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพจริงๆจังๆ?

คน ที่คิดได้ก่อนอย่างนักวิชาการอย่างศ.ดร.นิธิ,อาจารย์จอน,จรัล ดิษฐาอภิชัย,หมอเหวง,ครูประทีป ก็ออกโรงกลับลำมาต่อต้านผู้ยึดอำนาจรัฐประหารอย่างเอาการเอางานบ้าง หรือผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง

คนที่มีความหวังว่าหลังยุคทักษิณจะดีขึ้นอย่างหมอประเวศก็ให้ศีลให้พรคณะรัฐประหาร ไป เขาจะฟังไม่ฟังก็อีกอย่าง หรือกว่าจะหาที่ยูเทิร์นเจออย่างสุริยะใส ที่ออกมาค้านไม่ให้พลเอกสนธิสืบทอดอำนาจ พรรคพวกเพื่อนฝูงแวดวงก็กาหัวแล้วว่า"ต้องปล่อยเกาะโดดเดี่ยวมันแล้วไอ้ใส"

คนที่หลงเข้าไปเต็มแท่งเต็มลำอย่างแก้วสรร,เจิมศักดิ์,สำราญ,คำนูณ,ไพศาล,ศ. ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ(เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์) ก็ต้องเลือกข้างไปชัดๆด้วยการปลอบใจตัวเองว่า?เผด็จการทหารก็แค่ชั่วคราว เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว ยังไง้ยังไงก็ยังดีกว่าทุนสามานย์อย่างระบอบทักษิณ?

องก์สุดท้าย:รูดม่านนาฏกรรมบนลานพระรูปฯ



สำหรับผมแล้ว ภาพของชาวบ้านที่แห่แหนนำดอกไม้ไปให้กำลังใจคณะรัฐประหาร พาเด็กๆไปร่วมกันถ่ายรูปกับรถถัง และไปทัวร์กันยังกับงานรื่นเริงประจำปีที่ลานพระรูปฯในเหตุการณ์รัฐประหาร 19กันยาฯ สลับกับภาพที่ลุงแท็กซี่นวมทอง ไพรวัลย์ขับรถแท็กซี่ชนรถถังพลีชีพเพื่อปลุกสติสังคมนั้น...ว่าไปแล้วมันก็เป็นนาฏกรรมบนลานกว้างดีๆนั่นเอง

ทว่า เป็นสุขนาฏกรรมของภาคประชาชนสายปฏิรูปที่ไร้เดียงสาทางการเมือง แต่เป็นโศกนาฏกรรมของภาคประชาชนสายปฏิวัติที่เคี่ยวกรำศึกงานการเมืองมาชั่วชีวิต

แต่ทั้งหมดมันก็คือนาฏกรรมที่มีพลเมืองของประเทศนี้ สอดบรรสานเป็นอุปรากรวงใหญ่

เพียงแต่สรรพสำเนียงแห่งเสียงเพลงบรรเลงของภาคประชาชนหนนี้ ฟังไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยใดๆ และไร้รสนิยมอย่างน่าชัง...ท่ามกลางเสียงกลบเย้ยของพลังสายธารกระแสหลักอย่างหยามหยัน

อีกคำรบหนึ่ง!


หมายเหตุอย่าพลาดบทความชุดในซีรีส์ชุดนี้:
ตอนที่1:ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน...

"อภิสิทธิ์"สะดุดขาตัวเอง ลดเครดิต"นายกฯ" บารมี ถดถอย !

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




หากถือเอาเหตุการณ์การตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือนเมษายน 2552 เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเชื่อมั่นในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่กล้าใช้อำนาจจัดการกับม็อบที่ก่อความวุ่นวายภายในประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและศักดิ์ศรีของรัฐไทยเอาไว้

ต้องถือว่ากรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจก้าวล่วงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการใช้อำนาจเข้าไปข้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

เป็นการลดความเชื่อมั่นในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีลงไปมากทีเดียว

นับตั้งแต่วันที่นายอภิสิทธิ์ เรียก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าหารือ และออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะลาไปราชการต่างประเทศ เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีตั้งรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นมาปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนในคดีลอบยิงนายสนธิคืบหน้า

นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

เครดิตของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มีแต่ต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้เพราะหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทเสนอทางออกเกี่ยวกับปัญหา "ตอ" ในคดีลอบยิงนายสนธิ ด้วยการ "ลาราชการ" เป็นเวลา 10 วัน แต่ พล.ต.อ.พัชรวาทกลับให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้เป็นคนเสนอเช่นนั้น

พล.ต.อ.พัชรวาทเพียงแต่บอกว่า มีกำหนดการเดินทางไปยังประเทศจีนเป็นเวลา 3 วัน และหลังจากกลับจากประเทศจีนแล้ว พร้อมทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม

คำปฏิเสธของ พล.ต.อ.พัชรวาท ทำให้คำพูดของนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีถูกบั่นทอน

อย่างไรก็ตาม ในภายหลังปรากฏว่า พล.ต.อ.พัชรวาทได้ทำหนังสือลาไปต่างประเทศเป็นเวลา 10 วัน โดยระบุว่าจะต้องกลับมาประเทศไทยในช่วงวันที่ 11-12 สิงหาคม เพื่อร่วมพระราชพิธีสำคัญ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ขณะที่นายอภิสิทธิ์ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาการแทนตำแหน่งของพล.ต.อ.พัชรวาท

เหตุการณ์ทำท่าว่าจะทำให้เครดิตนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับคืนมา

แต่การณ์กลายเป็นว่า เพียงไม่กี่วัน พล.ต.อ.พัชรวาทก็เดินทางกลับมาประเทศไทย พร้อมทั้งรายงานตัวต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และทำหนังสือเวียนถึงผู้เกี่ยวข้องว่าได้กลับมาประเทศไทยแล้ว

เป็นเหตุให้ พล.ต.อ.วิเชียรต้องพ้นจากการรักษาการแทนตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปโดยปริยาย

เรื่องราวยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะเมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทกลับมาแล้ว ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียรเป็นรักษาการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้สร้างความแคลงใจ เพราะคำสั่งแต่งตั้ง "รักษาราชการแทน" นั้นไม่เหมือนกับคำสั่งแต่งตั้งให้ "ปฏิบัติราชการแทน"

คำสั่งให้ "รักษาการแทน" กระทำในกรณีที่ไม่มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่สามารถทำงานได้

ส่วนการ "ปฏิบัติราชการแทน" เป็นการมอบอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ใครคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน

ดังนั้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียรเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงเกิดข้อสงสัยว่าระยะเวลาดังกล่าวใครคือผู้มีอำนาจในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกันแน่

การดำเนินการดังกล่าวคราวนี้ จึงเสมือนกับเป็นการลดเครดิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจ

กระทั่งมีการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีใช้อำนาจไปเพื่อแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้เพราะแต่ละครั้งที่ พล.ต.อ.พัชรวาทไม่อยู่ และ พล.ต.อ.วิเชียรรักษาราชการแทน ปรากฏว่ามีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทั้งสองครั้ง

สุดท้ายคือการประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. เพื่อเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ต่อจาก พล.ต.อ.พัชรวาท ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้

ข่าวแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.พัชรวาท

แต่ที่ประชุม จำนวน 11 คน กลับเด้งกลับ ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 งดออกเสียง 2 คน

น่าสนใจตรงที่ หนึ่งในผู้ที่ค้านนายอภิสิทธิ์ คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ที่เหลือคือ นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิ พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารจัดการ

และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผลการลงคะแนนดังกล่าวเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผย ไม่ใช่ลงคะแนนลับ

เท่ากับว่าคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติคัดค้านข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติคัดค้านนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นการลดเครดิตนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในห้วงเวลาไม่ถึงเดือน

ดูเหมือนว่านายอภิสิทธิ์กำลังสะดุดขาตัวเอง และทุกๆ การกระทำของนายอภิสิทธิ์ล้วนกระทบต่อเครดิตของ "นายกรัฐมนตรี"

หรือบารมีของนายอภิสิทธิ์กำลังถดถอย ?

"ปทีป"ยุค"ประเทือง"ครองเมือง ทำไม "Eจ๋อย"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ ต้มยำทำข่าว

โดย ผู้สื่อข่าวยียวน



"ปทีป" ไม่ใช่ "ประเทือง" นะยะ

ไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นดองอะไรกะ "ประทิน" อดีตอธิบดีกรมตำรวจด้วยล่ะ "ปทีป" มียศ พล.ต.อ.เป็นแคนดิเด็ต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเชียวนา เรื่องราวของแวดวงสีกากี ยามนี้ตกเป็นข่าวครึกโครม โดยเฉพาะปัญหาแต่งตั้งโยกย้ายตั้งแต่เก้าอี้บนสุด ระดับรองลงไป 152 นายพล และโผระดับรองลงมา มีการวิ่งเต้น ใช้เส้นใช้สาย บางรายด่าคนใกล้ชิดบิ๊กตำรวจแรงๆ ว่า ตั้งโต๊ะซื้อ-ขายเก้าอี้กันเป็นล่ำเป็นสัน

บางนายทำเอะอะเสียงดัง แฉโน่นแฉนี่ ทั้งที่ลงทุนพิมพ์นามบัตรไม่กี่สตางค์ (ฮา)

วิชาการมาร เจอวิชามึงสวนเข้าไปล้มตึงไม่เป็นท่า โจรในเครื่องแบบ เจอโจรเสื้อสูท ลายเซ็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทยก็อ้างกันไป จะเซ็นยังไงก็ได้

ไป "ใต้" ยังเซ็นแต่งตั้ง รักษาการราชแทนเฉยเลย (ฮา)

ประชุม ก.ต.ช.วันก่อน ผู้สื่อข่าวสายร้อน โทรศัพท์จากทำเนียบฯเข้ามายังกองบรรณาธิการสำนักข่าวยียวนเสียงสั่น ราวกับกลัวฟ้าผ่าลงกลางทำเนียบฯ พี่ๆ วันนี้ท่าน "อภิสิทธิ์" เจอเข้ากับตัว ไม่ต้องให้ใครมาแจ้งข้อมูล หรือรายงานให้ทราบอีกต่อไป ปลายสายถามเจออะไรเหรอ พวก "เสื้อแดง" บุกชูโอวัลตินตบขับไล่ถึงทำเนียบฯรึไง

ปล่าวคะ นายกฯเจอ "ตอ" (ฮา)

ไม่ใช่แค่ตอสองตอนะ ตั้ง "5 ตอ" นี่ยังไม่รู้ว่า ตอ "แหล" แกจะแก้ตัวแทนนายว่าไง (ฮา)

ประชุม ก.ต.ช.เที่ยวนี้ ฝ่ายค้านเค้าเม้าธ์กันสนั่นว่า ยิ่งกว่ากฎหมายการเงินโดนคว่ำกลางสภาซะอีก เพราะกฎหมายการเงินก็แค่นายกฯเซ็นเห็นชอบให้เอาเข้าสภา แต่นี่ตัวเป็นๆ หล่อๆ เสนอจะจะ กลางวงประชุม ยังเจอหักซึ่งๆ หน้า ไม่เอาด้วย เสียมวยเห็นๆ งานนี้โชคดีพรรคภูมิใจไทยเค้ามองการณ์ไกล เสนอกฎหมายเตรียมการเอาไว้ อย่าไปถือสา ว่าบริหารไม่เป็น ไม่รู้จักหยั่งเสียงดูก่อน

"นิรโทษกรรม" ให้ละอ่อนไปเหอะ (ฮา)

ความจริงไม่มีอะไรหรอก นายกฯแกเป็นคนดี อยากให้อะไรเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องล็อบบี้ ทำอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมา เสนอใครไปแล้วถ้าได้ก็ "ดี" ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่านึกว่าเข็ด คราวหน้าเอาใหม่ (ฮา)

อนึ่ง ทันทีที่รู้มติ 5:4 "อีจ๋อย" กรี๊ดลั่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสะใจ

"อี" นั่นแหละ "จ๋อย" บ่ใช่ข้อยย่ะ (ฮา)

สะพัดเอกสารไม่ชอบมาพากลโครงการพอเพียงล่องหน ชุมชนอยุธยาแฉโดน สพช.เปลี่ยนโครงการ "ชัยนาท"ส่อทุจริต

ที่มา มติชนออนไลน์

ลือเอกสารไม่ชอบมาพากลโครงการชุมชนพอเพียงหายวับ จนท.สพช.กลัว สตง.-กองปราบฯ ขอดูไม่มีให้ ชุมชนอยุธยาเผยโดนสพช.เปลี่ยนโครงการ ขณะที่ชัยนาทแจ้งจับกก.ชุมชนส่อทุจริต


ความคืบหน้าหลังนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) และนายประโภชฌ์ สภาวสุ ลาออกจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (รอง ผอ.สพช.) เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม มีรายงานข่าวจาก สพช.แจ้งว่า เกิดกระแสข่าวสะพัดไปทั่ว สพช.ว่า เอกสารสำคัญๆเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการชุมชนพอเพียง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่มีความไม่ชอบมาพากลนั้นได้หายไปจาก สพช. คาดว่าจะมีผู้นำออกไปโดยไม่แจ้งให้นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช.ทราบ ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนกังวลว่าจะเกิดปัญหาเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเรียกหาเอกสารสำคัญ


อย่างไรก็ดี นายสุมิท แข่มประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับเอกสาร แต่เบื้องต้นอยู่ระหว่างให้เจ้าหน้าที่ไปรับมอบงานและเอกสารจากนายประโภชฌ์ สภาวสุอย่างเป็นทางการ ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยอ้างมีข้อมูลระบุความสัมพันธ์ของตนกับผู้ถือหุ้นบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)นั้น ยืนยันว่าไม่มีความไม่ชอบมาพากลอะไร เพราะส่วนตัวก็รู้จักกับผู้บริหารบริษัทบีเอ็นบีอยู่แล้ว


นายพิสิฐ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการ สตง. ซึ่งได้รับประสานให้เข้าสอบสวนกรณีทุจริตใน สชพ. กล่าวว่า โดยปกติผู้บริหารที่ถูกโยกย้ายหรือถูกปลดออก มักแอบนำเอกสารสำคัญออกไปพร้อมกับตัวเองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่เอกสารทางราชการ แต่เป็นเอกสารสำคัญส่วนตัว เช่น ข้อมูลการติดต่อบริษัทเอกชน เป็นต้น หรือถึงจะเป็นเอกสารทางราชการ โดยหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องทำสำเนาเก็บเอาไว้ และ สตง.สามารถเรียกสอบได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเรียกแล้วไม่พบ หรือไม่ให้ สตง. เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ต้องมีความผิด ขณะนี้ สตง.ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ สพช.แล้ว


คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะแกนนำภาค กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการชุมชนพอเพียงของพรรคสรุปผลสอบพบสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) 4 คน และสมาชิกพรรค 2 คน ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าให้ชุมชนว่า ไม่คิดว่าเรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นปัญหากระทบต่อคะแนนความนิยมของพรรคใน กทม. แต่ถ้ารู้ว่าใครทำผิดก็ต้องจัดการ ทุกองค์กรย่อมมีคนนอกลู่นอกทางบ้างเป็นเรื่องปกติ ส่วนการลงโทษมีลำดับขั้นตอน เริ่มจากไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ไปถึงขั้นขับออกจากสมาชิก แต่เท่าที่อยู่กับพรรคมานาน พบว่า พรรคจะให้คนมีปัญหาพิจารณาตัวเอง แต่ถ้าเป็นปัญหาใหญ่ก็ต้องจัดการ


นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการสอบข้อเท็จจริงโครงการชุมชนพอเพียง กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ส่งรายงานผลสรุปการสอบให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค คาดว่าจะถึงมือแล้ว


รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า คณะทำงานพรรคพบบุคคล 2 กลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวแยกเป็น 1.กลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทคู่ค้า ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแห่งหนึ่งมีหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายรับรอง ส.ส.ให้นายทุนพรรครายหนี่ง และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ที่มีบทบาทสูงในการจัดตั้งรัฐบาล 2.กลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยและสินค้าทางการเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจอนุมัติโครงการ แต่หลังจากเรื่องทุจริตแดงขึ้นมา คนในกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยพยายามตัดตอนความผิดให้อยู่ที่คนกลุ่มแรก ส่งผลให้บุคคลในกลุ่มแรกแอบส่งข้อมูลสำคัญบางส่วนให้พรรคเพื่อไทยเล่นงานรัฐบาล


ทางด้านความผิดปกติในขั้นตอนการอนุมัติโครงการของชุมชนหลายแห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการชุมชนพอเพียง สพช.ตรวจสอบพบในหลายลักษณะ เช่น ชุมชนบางแห่งยื่นขอโครงการแบบหนึ่ง กลับได้รับอีกแบบหนึ่ง มีการเขียนชื่อประธานชุมชนผิด ไม่มีชื่อนายอำเภอรับรองนั้น ผู้สื่อข่าว "มติชน"ลงพื้นที่ตรวจสอบพบปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง


นายทองหล่อ ฉัตรแก้ว ประธานชุมชนปลายคลองเก่า หมู่ 13 ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.อยุธยา ให้สัมภาษณ์ว่า ชุมชนได้รับงบประมาณโครงการ 150,000 บาท ประชาคมเลือกทำโครงการเครื่องพ่นปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เนื่องจากเหมาะสมกับชุมชนมากที่สุด ต่อมาได้รับแจ้งว่าชุมชนได้โครงการแล้ว พอเปิดเว็บไซต์ สพช.ดูกลับกลายเป็นได้โครงการติดตั้งขยายเขตไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนั้นยังพบว่าชื่อประธานชุมชนเป็นชื่อของบุคคลอื่น คือนายชอบ แสงสว่าง ไม่ใช่ชื่อตน เมื่อถามทางอำเภอไปก็ได้รับยืนยันว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำขอแต่อย่างใด


"ตอนแรกผมคิดว่าปัญหาอาจเกิดที่กระบวนการจัดทำข้อมูล เนื่องจากโครงการมีมาก คิดว่าแค่ติดต่อไปที่ สพช.ให้แก้ไขข้อมูลคงจะเพียงพอแล้ว แต่เมื่อให้อำเภอช่วยติดต่อยืนยันโครงการที่ต้องการไปยัง สพช. กลับได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ สพช.ว่าถ้าชุมชนคิดว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ให้ทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาอีกครั้ง ยิ่งสงสัยมากขึ้นว่าเกิดอะไรกัน จนขณะนี้ยังไม่ได้รับอนุมัติเงิน" นายทองหล่อกล่าว


ส่วนนายวิชา สุขทรัพย์ ประธานคณะกรรมการชุมชนบ้านเกาะใหญ่ หมู่ 2 ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.อยุธยา กล่าวว่า ชุมชนมีปัญหาเช่นกัน หลังจากขอโครงการก่อสร้างและปรับปรุงร้านค้าชุมชน วงเงิน 150,000 บาท แต่กลับได้รับเครื่องพ่นยาและปุ๋ยแทน ที่แรกคิดว่า สพช.คงบันทึกชื่อโครงการชุมชนสลับกับชุมชนปลายคลองเก่า เพราะใช้ชื่อนายทองหล่อ ประธานชุมชนปลายคลองเก่ามาใส่แทนชื่อตน แต่จากการสอบถามไปที่ชุมชนปลายคลองเก่า ทราบว่าชุมชนไม่ได้เสนอโครงการร้านค้าแต่อย่างใด ไม่ทราบว่า สพช.เอาข้อมูลมาจากไหน และว่า ช่วงที่รัฐบาลประกาศทำโครงการ มีบริษัทเอกชนหลายรายส่งไปรษณีย์แนบโบร์ชัวร์สินค้ามาเสนอให้พิจารณา ระบุชื่อตนในฐานะประธานโครงการอย่างชัดเจน ไม่ทราบว่าได้ข้อมูลมาจากไหน เพราะเท่าที่ทราบมีแต่ สพช.เท่านั้นที่มีข้อมูลชุมชน


นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สพช. กล่าวว่า ปัญหาที่ จ.อยุธยาน่าจะมาจากมีโครงการเสนอเข้ามามาก เจ้าหน้าที่อาจพิมพ์ข้อมูลผิดพลาด ประกอบกับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่หลายครั้ง ทำให้การทำงานอาจมีปัญหาเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม จะเข้าไปตรวจสอบ หากพบปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนการทำงาน คงต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ส่วนกรณีที่บริษัทเอกชนเสนอขายสินค้าให้ชุมชนต่างๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เสนอโครงการนั้น ยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ข้อมูลจาก สพช.แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าได้ข้อมูลจากไหน


ที่ จ.ชัยนาท เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีสภาพไม่ต่างไปจาก กทม. กล่าวคือมีกลุ่มบุคคลไปล็อบบี้ให้ชุมชนส่วนใหญ่จัดซื้อสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์จากบริษัทกลุ่มเดียวกับที่ขายสินค้าดังกล่าวให้ชุมชน กทม.ในราคาแพงกว่าราคาท้องตลาดหลายเท่า แยกเป็นชุมชน 36 แห่งซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 9.3 ล้านบาท ชุมชน 51 แห่งซื้อโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 9 ล้านบาท บางชุมชนเกิดปัญหาส่อไปในทางทุจริต บางชุมชนกรรมการชุมชนแจ้งความดำเนินคดีซึ่งกันและกัน เป็นต้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายสมชาย คงฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านปากคลองแพรก หมู่ 3 ต.ชัยนาท อ.เมืองชัยนาท ได้เข้าแจ้งความ พ.ต.ท.สำเร็จ จันทวี พงส.(สบ3)สภ.เมืองชัยนาท ให้ดำเนินคดีกับกรรมการชุมชน 3 คน ซึ่งมีพฤติการณ์ส่อทุจริต สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 นายชด คงฤทธิ์ ประธานร่วมกับกรรมการชุมชน ทำบันทึกเสนอโครงการขุดลอกคูส่งน้ำเพื่อการเกษตร วงเงิน 300,000 บาท โดยมีนายสุชาติ แสนดี นายอำเภอเมืองชัยนาท ลงนามรับรองเสนอไปยัง สพช. แต่ต่อมากรรมการทั้งสามกลับร่วมกันจัดทำบันทึกการประชุมประชาคมอีกฉบับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 แล้วแก้ไขเป็นโครงการโคมไฟถนนต้นละ 50,000 บาทจากบริษัทเอ็นเนอร์ยี โปร เทคโนโลยี จำกัด (บริษัทที่ขายโคมไฟใน กทม.) โดยเอกสารมีข้อพิรุธหลายจุด แต่เจ้าหน้าที่ สพช.ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กลับรีบอนุมัติโอนเงินและติดตั้งโคมไฟเสร็จภายใน 3 วันเท่านั้น

ก.ต.ช.หัก"มาร์ค" เรวัต-สุเทพ-วิชัย โหวตไม่เอา"ปทีป"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทะลุคนทะลวงข่าว




นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) ประชุมในทำเนียบรัฐบาล

และเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติเพียงหนึ่งเดียวขึ้นเป็นผบ.ตร.ใหม่

โดยไม่เสนอชื่อตัวเต็งรายอื่นไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. หรือพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ.10 ให้ที่ประชุมพิจารณา

กรรมการ ก.ต.ช.ที่เข้าครบทั้ง 11 จึงยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

นำทีมโดยนายนพดล อินนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาองค์กร ที่ถามประเด็นเรื่องการบริหาร

ต่อด้วย พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารจัดการ นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่จะเกษียณในเดือนก.ย.นี้

เสียงอภิปรายตั้งประเด็นว่า พล.ต.อ.ปทีปมีความชำนาญด้านการบริหารและงบประมาณ แต่สถานการณ์ของประเทศในตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงและอาชญากรรมเป็นหลัก ทำไมนายกฯจึงไม่เสนอชื่อนายตำรวจที่เชี่ยวชาญงานด้านสืบสวนปราบปราม

พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกฯเสนอชื่อพล.ต.อ.จุมพล หรือนายตำรวจคนอื่นด้วย

ก่อนเสนอให้ที่ประชุมโหวต เพราะนายกฯยืนยันว่ามีข้อมูลเฉพาะพล.ต.อ.ปทีปคนเดียว

จบลงด้วยมติ 5 ต่อ 4 ไม่เอาพล.ต.อ.ปทีป ตามที่นายกฯ เสนอ



5 เสียงที่ไม่สนับสนุนประกอบด้วย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาด ไทย นายวิชัย ศรีขวัญ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุเทพ ธรรม รักษ์ และนายเรวัต ฉ่ำเฉลิม

ส่วนเสียงสนับสนุนพล.ต.อ.ปทีป ประกอบด้วยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายถวิล เปลี่ยนศรี รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายนพดล งดออกเสียง

สิ้นการลงมติ นายกรัฐมนตรีสั่งปิดประชุมทันที

และกระหึ่มด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้าง

ว่ามีบางคนพูดถึงยุบสภา ปรับ ครม. หรือลาออก



เรวัต ฉ่ำเฉลิม เกิด 29 เมษายน 2487

นิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรภาครัฐร่วมเอกชน (วปรอ.) รุ่นที่ 1

เริ่มรับราชการในตำแหน่งพนักงานยึดทรัพย์ กองบังคับคดีแพ่ง กระทรวงยุติธรรม 2510

เป็นอัยการผู้ช่วยกองคดี กรมอัยการ, อัยการจังหวัดผู้ช่วยจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา

อัยการพิเศษฝ่ายพัฒนาข้าราช การฝ่ายอัยการ, อธิบดีอัยการฝ่ายพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ และอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ

2543-46 รองอัยการสูงสุด ขึ้นเป็นอัยการสูงสุดในปี 2546 และเกษียณในปี 2547

เคยเป็นกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส

และอดีตประธานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)



ปลัดวิชัย ศรีขวัญ เกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี เมื่อ 5 มีนาคม 2492

รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์

ลูกหม้อมหาดไทย เริ่มเป็นพนักงานประชาสงเคราะห์ เป็นผอ.กองตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์

ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองผู้ว่าฯอยุธยาและพังงา

ขึ้นเป็นผู้ว่าฯที่ชัยนาท ตามด้วยลพบุรีและเชียงใหม่

2550 เป็นอธิบดีกรมการปกครอง แต่ถูกลมการเมืองจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เด้งไปนั่งรองปลัดกระทรวง โทษฐานสนิทสนมคณะปฏิวัติ

เมื่ออำนาจเข้ามือพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนบ้านเดียวกับสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงกลับมาใหญ่อีกครั้ง

นั่งปลัดมหาดไทยเมื่อม.ค.ที่ผ่านมา และจะเกษียณในเดือนก.ย.นี้



พล.ต.อ.สุเทพ ปัจจุบันอายุ 63 ปีจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 22 ปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์(นิด้า)

จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 399

เป็นอดีตผู้บังคับการกองสารนิเทศ ก่อนขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง

รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)

เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

เป็นก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการวาง แผนหรือการบริหารและจัดการ

พร้อมยืนยันสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ไม่ให้เกียรตินายกฯ แต่เพื่อความรอบคอบ

พลิกคดี"คาร์บอมบ์" ศาลทหารพิพากษา จำคุกพ.อ.-พ.ท.-ร.ท. สรุปไม่ใช่คาร์บ๊อง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี




นับจากเกิดเหตุพบรถบรรทุกระเบิดหรือ "คาร์บอมบ์" เตรียมถล่มขบวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549

ระเรื่อยมาจนถึงการจับกุมผู้เกี่ยวข้องซึ่งล้วนเป็นนายทหาร จนถึงการสั่งฟ้องของตำรวจ และอัยการทหาร

ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามบิดเบือนว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ โดยตั้งชื่อคดีนี้ว่า "คาร์บ๊อง"

โดยไม่สนใจดูพยานหลักฐานที่ปรากฏว่ามีมากมายเพียงใด

แต่เพราะต้องการโจมตีและดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงประการเดียว

ข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงถูกมองข้ามไป หรือพยายามกลบเกลื่อน

เพราะคดีนี้จริงๆ แล้วแม้จะดูเหมือนเกี่ยวข้องกับนายทหาร แต่ทางสืบสวนพบว่าโยงใยถึง "พลเรือน" บางส่วน!??

หลักๆ เป็นแง่สนับสนุนเงินทุน หรือเป็นขุนพลอยพยัก เสนอแนะให้จัดการพ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะห้วงเวลานั้นแม้จะมีการเคลื่อนไหวมวล ชน พยายามขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดปฏิวัติ

จึงเมื่อเกิดเหตุพยายามลอบสังหารผู้นำประเทศ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม แล้วก็ต้องรีบลนลานออกมาดิสเครดิต และเบี่ยงเบนประเด็นว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง!??

ทว่า 3 ปีเศษผ่านไป คดีคาร์บอมบ์ที่ผ่านการพิจารณาของศาลทหาร ก็มาถึงบทสรุปในขั้นต้น

เมื่อมีคำพิพากษาจำคุก 3 นายทหารที่ตกเป็นจำเลย ประกอบด้วย ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ นายทหารสารบรรณที่รับผิดชอบงานในภาคใต้ ทำหน้าที่ขับรถขนระเบิด, พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ นายทหารรักษาความปลอดภัยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) และ พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ หรือ "เสธ.ตี๋" นายทหารแผนกการเงิน กอ.รมน. เกี่ยวข้องกับการทำระเบิดและสนับสนุน

ศาลให้จำคุกคนละ 6 ปี ในข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดและพาไปในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรและร่วมกันมียุทธภัณฑ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต

เป็นการยืนยันว่า "คาร์บอมบ์" มีเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คาร์บ๊องอย่างที่บางกลุ่มพยายามจูงจมูกคนในสังคมให้คล้อยตาม!!

วันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการทหารเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ท.ธวัชชัย, พ.ท.มนัส และ พ.อ.สุรพล เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย



จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาลด้วยใบหน้าเรียบเฉย

เมื่อถึงเวลาผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา เท้าความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคดีนี้มีพยานสำคัญคือ "จ่ายักษ์"จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ พลขับของพ.อ.สุรพล ซึ่งมีส่วนในขบวนการคาร์บอมบ์ด้วย แต่เพราะให้การเป็นประโยชน์และร่วมมือกับพนักงานสอบสวน จึงได้รับการกันตัวเป็นพยาน

"จากคำให้การของพยานสรุปว่า จำเลยทั้งสามได้บังอาจนำวัตถุระเบิดมาประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องติดในรถยนต์ และมีการเชื่อมต่อระบบวงจรครบถ้วน ซึ่งสามารถที่จะระเบิดสังหารบุคคลหรือทำอันตรายให้แก่บุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการเงินให้จำเลยที่ 2 จัดหาและประกอบวัตถุระเบิด และให้จำเลยที่ 1 ขับรถออกจาก กอ.รมน. ไปยังบริเวณใต้สะพานแยกบางพลัดในวันที่ 24 ส.ค. 2549"

"ทั้งนี้ จากคำให้การ จ.ส.อ.ชาคริต เบิกความว่าได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 ให้ไปรับรถยนต์แดวู จากนั้นได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดที่ริมรั้ว กอ.รมน. โดยจะมีการลอบวางระเบิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ทั้งนี้ ยังรับทราบจากจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิด"

ในวันที่ 24 สิงหาคม 2549 วันเกิดเหตุ พบพยานหลักฐานปรากฏว่า รถที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดมีการนำมาจอดทิ้งไว้ภายใน กอ.รมน. ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนวันเกิดเหตุ และเช้าวันที่เกิดเหตุพบว่าจำเลยที่ 1 นำรถออกจาก กอ.รมน. ขับรถมาบริเวณใต้สะพานบางพลัด

จากพยานหลักฐานศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดใน 3 ข้อหา คือร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ข้อหาร่วมกันเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดและพาไปในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรและร่วมกันมียุทธภัณฑ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยทั้ง 3 คน 6 ปี ปรับคนละ 4,000 บาท

แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์จึงให้ลดโทษเหลือ 4 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท

"ส่วนข้อหาพยายามฆ่าพ.ต.ท.ทักษิณ จากคำให้การของพยานไม่อาจมีหลักฐานบ่งชี้ได้ จึงไม่สามารถรับการลงโทษได้ จึงให้ยกฟ้องข้อหานี้ และข้อหาอื่น"



หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาทนายจำเลย ยื่นหลักทรัพย์คนละ 8 แสนบาทขอประกันตัวเพื่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ทันที

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อต้นปี 2549 คดีคาร์บอมบ์ถือว่าเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเมืองไทย เพราะไม่เคยมีผู้นำประเทศไทยคนไหนต้องเฉียดตายเท่ากับพ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน

ขบวนการสังหารนำรถเก๋งแดวู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฐฉ 3085 กทม. บรรทุกระเบิดซีโฟร์ซึ่งมีรัศมีทำลายล้างราวๆ 1 ก.ม. ไปจอดอยู่บริเวณข้างสะพานข้ามแยกบางพลัดเมื่อเช้าวันที่ 24 มีนาคม 2549 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขบวนรถของพ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯ ต้องใช้เดินทางจากบ้านไปทำเนียบ

อย่างไรก็ตาม รถเก๋งคันนี้ไม่รอดหูรอดตาหน่อยรปภ.ของนายกฯ ที่ออกเคลียร์เส้นทางก่อนขบวนมาถึง เพราะมีข้อมูลว่าเป็นรถต้องสงสัยในการลอบสังหาร เนื่องจากไปปรากฏตามจุดต่างๆ ที่นายกฯ ต้องผ่านหลายครั้ง

เมื่อเห็นรถคันนี้อีกครั้ง หน่วยรปภ.จึงประสานกับหน่วยอรินทราช 191 และตำรวจท้องที่ เฝ้าดูและไม่นานจากนั้นพบชายคนหนึ่งเดินลิ่วๆ มาขึ้นรถและขับออกจากจุดดังกล่าว

เจ้าหน้าที่เข้าสกัดจับไว้ได้กลางถนน โดยในรถ พบ ร.ท.ธวัชชัย อดีตคนขับรถของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผอ.กอ.รมน.

ที่นั่งเบาะหลังและกระโปรงท้ายรถมีระเบิดทีเอ็นทีและซีโฟร์ ผูกติดกันไว้ มีถังแกลลอนน้ำมันบรรจุน้ำมันเบนซินผสมปุ๋ยยูเรีย รวมทั้งยังพบแผงวงจรที่เบรกมือด้วย!!!

ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจรถระเบิดซึ่งทิ้งรอยนิ้วมือไว้จำนวนมาก เพราะทีมสังหารมั่นใจว่าเมื่อเกิดระเบิดขึ้นหลักฐานดังกล่าวจะสลายเป็นจุณไปด้วย

หลังจากพบคาร์บอมบ์คันนี้ ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามปั่นกระแสว่าเป็นการสร้าง สถานการณ์ และระเบิดไม่ได้ต่อวงจรไว้

แต่การตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญพบว่าต่อวงจรไว้เรียบร้อย และสามารถเปิดสวิตช์ให้เครื่องทำงานโดยจุดระเบิดจากระยะไกล

และการที่ต้องใช้รถเพียงคันเดียวจนกลายเป็นจุดสนใจ เพราะการต่อวงจรระเบิดนั้นซับซ้อนเกินไป

การทำผู้ลงมือเหมือนตายไปแล้วครึ่งตัว จึงไม่ง่ายหากจะเปลี่ยนรถแล้วทำระเบิดคาร์บอมบ์ขึ้นมาใหม่

ทำให้ขบวนการวางแผนเสี่ยงที่จะใช้รถเพียงคันเดียวเพื่อรอโอกาสเหมาะลงมือสังหาร

คดีนี้ตร.แห่งชาติ จัดทีมสืบสวนมือดีเข้ามาร่วมทำงาน จนนำไปสู่การบุกจับ "จ่ายักษ์" จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ ซึ่งมีส่วนรู้เห็นในคดีนี้อย่างมาก

แต่จ่ายักษ์ ไหวตัวทันเผ่นหนีไปได้ก่อน อย่างไรก็ตามสุดท้าย จ่ายักษ์ ติตต่อขอมอบตัวหลังสงสัยว่าถูก"นาย"สั่งฆ่าปิดปาก เพราะรู้รายละเอียดมากเกินไป

จ่ายักษ์ ระบุว่าเป็นคนไปรับรถคาร์บอมบ์มาจากเต็นท์แห่งหนึ่ง ซึ่ง พ.อ.สุรพล ไปติดต่อซื้อเอาไว้ จากนั้นนำไปให้ พ.ท.มนัส เป็นคนลงมือประกอบระเบิด

พยานสำคัญระบุอีกว่าหลังจากประกอบคาร์บอมบ์สำเร็จ ก็เริ่มวางแผนลอบสังหารหลายครั้ง จ่ายักษ์ ทำหน้าที่ "มาร์กจุด" ขับรถอีกคันไปจอดจองที่เอาไว้เพื่อรอรถคาร์บอมบ์มาจอดแทน

และยังเพื่อตบตาหน่วยรปภ.นายกฯ ที่จะมา ตรวจสอบล่วงหน้า ให้เข้าใจว่าไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเสร็จสรรพ จ่ายักษ์จะขับรถออกจากจุดแล้วให้รถคาร์บอมบ์มาจอดเสียบแทน

จากคำให้การของจ่ายักษ์ และการสืบสวนหาหลักฐานอื่นๆ ของตำรวจ นำมาสู่การออกหมายจับ 3 นายทหารของกอ.รมน.ประกอบด้วย พล.ต. ไพโรจน์ ธีระภาพ, พ.อ.สุรพล และพ.ท.มนัส

ระหว่างการทำคดีนี้ก็เกิดเหตุปฏิวัติ 19 กันยาฯ 49 ฝ่ายตรงข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามให้คดีนี้จบลงไปด้วย

แต่ตำรวจซึ่งมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นผบ.ตร. กลับเดินหน้าทำไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ สร้างความไม่พอใจให้กับบางฝ่ายอย่างมาก

ท้ายที่สุดตำรวจสรุปสำนวนส่งฟ้องให้อัยการทหารพิจารณาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549

ต่อมา พล.ต.อ.โกวิท ก็ถูกย้ายออกจากตำแหน่งผบ.ตร.

ห้วงเวลานั้นทหารกำลังเป็นใหญ่ และคดีนี้ก็อยู่ในมืออัยการทหาร ทำให้ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งประโคมข่าวเรื่อง "คาร์บ๊อง" มากขึ้น

แต่ก็ต้องหน้าม้าน เมื่ออัยการที่พิจารณา สำนวนราวๆ 4 เดือน มีคำสั่งฟ้องพ.อ.สุรพล และ พ.ท.มนัส และร.ท.ธวัชชัย แต่สั่งไม่ฟ้องพล.ต. ไพโรจน์ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

คดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลทหารในช่วงเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งยังอยู่ในห้วงของรัฐบาลคมช. มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ

ศาลทหารใช้เวลาพิจารณาคดีอยู่ 2 ปีเศษ

ก็ได้คำพิพากษาออกมา

มรสุมกระหน่ำ "มาร์ค"เสียศูนย์

ที่มา ข่าวสด



ก่อนหน้านี้ใครต่อใครหลายคนคาดหวังว่าหลังพ้นเหตุการณ์ถวายฎีกาของคนเสื้อแดงวันที่ 17 ส.ค.แล้วสถาน การณ์ทางการเมืองน่าจะคลายความตึง เครียดลง

เพราะข้อเท็จจริงคือเมื่อขบวนทัพ เสื้อแดงนำฎีกาไปยื่นถึงสำนักราชเลขา ธิการแล้ว

ตามกฎระเบียบขั้นตอนต่างๆ ก็บังคับให้ต้องวนกลับมายังรัฐบาลเป็นฝ่ายชี้ขาด

ฉะนั้นการที่รัฐบาลออกอาการตื่นตูมตั้งแต่แรก จึงเป็นการช่วยโหมประโคมสร้างภาพให้พิธีกรรมของคนเสื้อแดงดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และน่ากลัวเกินจริง

โดยเฉพาะการเปิดศึกล่ารายชื่อผู้คัดค้านฎีกาสู้กับฝ่ายเสื้อแดง ทำให้รัฐบาลถูกสังคมครหาว่าเป็นฝ่ายสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนเสียเอง

ทั้งที่จริงเรื่องจำนวนรายชื่อไม่ใช่สาระสำคัญในฎีกา แต่อยู่ที่ว่าฎีกานั้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ข้อกฎ หมายหรือไม่

การตรวจสอบตรงนี้เป็นอำนาจหน้าที่รัฐบาล ซึ่งทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม บอกตรงกันว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 60 วัน

อีกทั้งหากแกนนำกลุ่มเสื้อแดงทำตามคำมั่นสัญญาที่ว่าเมื่อถวายฎีกาเรียบร้อยแล้วจะยุติการเคลื่อนไหว ไม่พูดถึง ไม่ทวงถามความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองเย็นลง

แม้ว่าแกนนำเสื้อแดงจะประกาศยกระดับเปลี่ยนเงื่อนไขการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาล โค่นอำมาตย์ เรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

แต่ดูแล้วเป็นเรื่องยากที่ลำพังกลุ่มคนเสื้อแดงจะผลักดันสถานการณ์ไปสู่จุดนั้นได้



นักการเมืองแก่ประสบการณ์หลายคน มองว่า

อย่างน้อยจนถึงปลายปีที่บรรดาพรรคร่วมรัฐ บาลต้องกัดฟันประคับประคองกันต่อไป เพื่อรอใช้งบประมาณและโยกย้ายข้าราชการให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน

ยกเว้นเสียแต่จะมีเงื่อนไขฉุกเฉินแทรก ซ้อนเข้ามา อย่างเช่นปัญหาคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันไปถึงคนในรัฐบาลกำลังใกล้ถึง จุดได้-เสีย

ไม่ว่ากรณีส.ส.ถือหุ้นต้องห้ามที่อาจเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมครั้งใหญ่

คดีทุจริตกล้ายางที่ส่งผลต่อชะตากรรมของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลคนสำคัญ

กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน โดยมีรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ 2-3 คนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทที่พรรคประชาธิปัตย์เสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค

มีการปล่อยข่าวว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนของ กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 ให้หลุดจากคดี แต่ยังต้องไปลุ้นตรงที่กกต.ชุดใหญ่ว่าจะเห็นตามคณะอนุกรรมการ หรือไม่

ความไม่โปร่งใสในโครงการชุมชนพอเพียง แม้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จะแสดงความรับผิดชอบลาออกจากประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ

แต่ไม่รู้จะชดเชยความเสียหายด้านภาพพจน์ของรัฐบาลได้หรือไม่ ขณะที่เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้นายกอร์ปศักดิ์ ลาออกจากรองนายกฯ ด้วย

ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้คือความขัดแย้งกรณีโผแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ มาจนถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผบ.ตร.คนใหม่

เชื่อกันว่านายอภิสิทธิ์เองคงคาดไม่ถึงเช่นกันว่าความขัดแย้งจะเตลิดมาไกลถึงขนาดนี้

ความวุ่นวายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เพียงแต่ทำให้นายกฯ ต้องตกเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านดำเนินการยื่นถอดถอนข้อหาแทรก แซงข้าราชการ

เกมยื้อแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ยังสะท้อนให้เห็นภาพรอยร้าวระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วม

ตลอดจนความปริแตกในหมู่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง



การที่ปุบปับพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับผู้กระทำความผิดในการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่หลังการปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 เป็นต้นมา

ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์

ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีวาระแฝงเร้น

เพราะการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยอ้างเรื่องความสมานฉันท์ของคนทุกกลุ่มในประเทศ

ขัดแย้งกันเองกับพฤติกรรมของกระทรวงมหาดไทยโดยพรรคภูมิ ใจไทยก่อนหน้านี้ที่สั่งการให้ผู้ว่าราชการและนายอำเภอทุกจังหวัดตั้งโต๊ะล่ารายชื่อต้านฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง

แบ่งประชาชนออกเป็นสองฝ่าย

สำหรับกับคนเสื้อเหลืองถึงจะอยู่ร่วมขั้วเดียวกันแต่ก็มีเรื่องไม่ลงรอยกันมาตลอดโดยเฉพาะเกี่ยวกับตำแหน่งผบ.ตร. ของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

ที่ฝ่ายหนึ่งอยากให้ปลด แต่อีกฝ่ายไม่ให้ปลด

ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาจึงมีการประเมินเป้าหมายแท้จริงว่าน่าจะอยู่ที่การช่วยเหลือนายตำรวจบางนายที่กำลังถูกป.ป.ช. สอบสวนชี้มูล

ให้พ้นจากความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยมากกว่า

รวมถึงประเด็นที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายกฯ ในการคัดเลือกผบ.ตร.คนใหม่ จนมีข่าวนายกฯ ไม่พอใจถึงขั้นขู่จะยุบสภา-ลาออก

สิ่งต่างๆ เหล่านี้นอกจากบ่งบอกถึงเสถียร ภาพของรัฐบาลที่กำลังเสียศูนย์ ล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกขณะอย่างที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนพยายามส่งสัญญาณเตือนถึงนายกฯ แล้ว

ยังแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยที่พยายามจะสถาปนาขั้วการเมือง

ดึงเอาทหาร-ตำรวจเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนอำนาจใหม่

ลอยแพนายอภิสิทธิ์

ที่กำลังโดดเดี่ยวท่ามกลางมรสุมการเมืองที่ซัดกระหน่ำไม่หยุดหย่อน

โทรศัพท์แห่งความตาย

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณ พอคุณรับเขาก็รีบบอกว่าโทรผิด
เคยมั้ย มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณเวลาดึกๆตีสอง ตีสาม ที่คุณหลับไปแล้ว พอคุณตื่นเช้ามา ก็พบ Miss call อย่างสงสัยสุดขีด (ว่ากิ๊กคนไหนแอบโทรมา)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณ พอคุณรับ ได้ยินเสียงปลายสายเป็นภาษาอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง
(ประมาณว่าภาษาอาหรับ ภาษายาวี ภาษาตุรกี ภาษาลาล่า ลูลู่ ฯลฯ)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณ พอคุณรับสาย มันก็รีบตัดสายทิ้ง
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรหยอดมาหาคุณแล้วรีบวาง พอคุณโทรกลับ มันก็ปิดเครื่องไปซะแล้ว
เคยมั้ย หลายๆเบอร์โทรแปลกๆ แบบที่บอกข้างบน พอสองสามวันให้หลัง คุณก็ยังโทรกลับไปหาเบอร์นั้น ด้วยความ ฉงน สงสัย ใคร่รู้ ว่า “แมร่งงง เบอร์ไอ้บ้าตัวไหนวะ...”

เหล่านี้ “อาจ” เป็นโทรศัพท์แห่งความตาย

ขอเตือนว่า คุณอาจ กำลัง “ฆ่าคน” โดยที่คุณไม่รู้ตัว

เพราะ “ไอ้บ้า ตัวนั้น” ที่มันโทรมาหาคุณ
มันใช้วิธีสุ่มหาเบอร์โทรของคุณจากในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเบอร์ของทหาร ตำรวจ หรือคนในแวดวงข้าราชการ
หรือแม้แต่ มันโทรสุ่มสี่สุ่มห้าทั่วๆไปเรื่อยเปื่อย
พอคุณรับสาย มันก็จะบอกว่าขอโทษทีโทรผิด หรือมันรีบตัดสายทิ้ง
แล้วมันจะรีบปิดเครื่องหนี
แล้วมันตั้งเวลาเปิดเครื่องโทรศัพท์เครื่องนั้นไว้ให้เปิดเครื่องเองอัตโนมัติ
แล้วมันก็ เอาโทรศัพท์เบอร์นั้น ไปพ่วงวงจรเข้ากับ “ระเบิด” แสวงเครื่อง
แล้วมันก็เอาไปวางไว้ในที่ลับตาคน หรือในที่คนพลุกพล่านซึ่งไม่มีคนสนใจ
แล้วมันก็จากไป
แล้วด้วยความขี้สงสัยของคุณ คุณก็จะโทรกลับไปหาเบอร์นั้น อีกซักครั้ง สองครั้ง หรือสามครั้ง
แล้ว โทรศัพท์หมายเลขนั้น มันก็เปิดเครื่องเองอัตโนมัติ ตามที่ “มัน” ตั้งเวลาไว้
แล้วพอดี คุณก็โทรเข้าไปเบอร์นั้น ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของคุณอีกที
หรือไม่ก็ พอเครื่องมันเปิดตามเวลาที่ตั้งไว้ ก็จะมี sms เข้าทันที แจ้งหมายเลขโทรเข้าเครื่องนั้น ในระหว่างที่มันปิดเครื่องไว้ (ก็เบอร์คุณนั่นแหละที่โทรเข้าไป) ... บริการแจ๋ว .. แจ๋วจริงๆ
แล้ว โทรศัพท์เครื่องนั้น ก็สั่น ทำให้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าเข้ากับลูกระเบิด

แล้วมันก็ระเบิดขึ้นมาในสถานที่ๆ มันวางเอาไว้ (โดยเฉพาะในแถบชายแดนภาคใต้)
แล้ว ก็มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย

แล้ว คุณก็ “ฆ่าคน” โดยคุณไม่รู้ตัว



แล้ว ตำรวจ ก็สืบหาหมายเลขที่โทร.เข้าโทรศัพท์เครื่องที่ระเบิด
แล้ว ปรากฎว่ามันคือเบอร์คุณ เป็นคนโทรไปให้มันระเบิด
แล้ว คุณก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า เป็นคนจุดชนวนระเบิด
แม้ว่าคุณจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แม้ว่า คุณอาจจะไม่ต้องติดคุก เพราะคุณไม่ได้ทำผิดอะไร
แต่การที่คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัย มันก็อาจทำให้คุณมีเรื่องปวดหัวๆตามมาอีกมากมาย

ขอความกรุณาซักหน่อยนะครับ

ถ้ามีเบอร์โทรแปลกๆที่คุณไม่รู้จักโทรมาหาคุณ

ถ้ารับแล้ว มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง แบบที่ผมบอกไว้

กรุณาอย่าโทรกลับไปครับ

ถ้าเขาที่โทรมามีธุระ ถ้าเขาที่โทรมาเป็นคนรู้จัก ถ้าเขาต้องการติดต่อคุณจริงๆ

เขาจะโทรมาหาคุณใหม่แน่ๆ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรให้มาก

กรุณาอย่าโทรกลับไปอีก ด้วยความสงสัยของคุณ

เพราะความขี้สงสัยของคุณ อาจกำลัง “ฆ่าคน” ก็เป็นได้



หมายเหตุ : รู้แล้วกรุณาส่งต่อๆกันไปครับ

Saturday, August 22, 2009

มาร์คเลือกทางตัน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน



ไม่น่าเชื่อว่า เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตัวนี้ตัวเดียว จะทำให้รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ก้าวเข้าสู่มุมอับ ผลักให้การเมืองภายในรัฐบาลเองเข้าสู่ทางตัน

ภายหลังนายกฯแพ้โหวตในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. ทำให้ชื่อ"ปทีป"ขวัญใจศิริโชคและชาวสีเหลือง ต้องร่วงผล็อย

เชื่อได้เลยว่า นายกฯหนุ่มวัยรุ่นใจร้อน มีแต่ใส่เกียร์เดินหน้าไม่ยอมถอย!

ทั้งจะถูกปลุกเร้าจากผู้มีอิทธิพลทางความคิด จนต้องออกรบแบบแตกหักอีกครั้งกับผบ.ตร.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

คราวนี้จะส่งผลกระทบอย่างขนานใหญ่กับความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลเอง

ที่ว่าการเมืองภายในรัฐบาลเอง หมายถึงนายกฯกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะภูมิใจไทย ไปจนถึงฝ่ายทหารที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตัวแทนอย่างเป็นทางการในนาม 3 ทัพ นั่งร่วมอยู่ในรัฐบาล

กระทบพัชรวาท ย่อมกระเทือนถึงประวิตร กระแทกไปถึงกองทัพ

ขณะเดียวกันการโหวตในก.ต.ช.หนนี้ ทั้งรัฐมนตรีมหาดไทยและปลัดมหาดไทย กลับยกมือตรงข้ามกับนายกฯ แล้วจะทำงานร่วมกันต่อไปอย่างไร

รวมทั้งพล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งโดยปัญหาความขัดแย้งรุนแรงมาก่อนก็ไม่น่าแปลกใจ

แต่นึกอีกที รัฐมนตรีมหาดไทย ปลัดมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจ ไม่เอากับนายกฯ มันก็ยังไงอยู่!?

เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นเช่นไร

วันนี้เลยมีข่าวสะพัด ขู่ยุบสภาบ้าง กระทั่งจะเล่นงานผบ.ตร.อีกหนบ้าง

แต่ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ทุกคนในรัฐบาลหรือผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลนี้พูดตรงกัน จู่ๆนายกรัฐมนตรีจะหาเหามาใส่หัวทำไมก็ไม่รู้

องค์กรตำรวจทุกวันนี้ก็สนองรัฐบาลด้วยดีมาตลอด ไปหาเรื่องทะเลาะตบตีกับเขาเอง

แม้แต่การเสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่

มีแสงสว่างจากฟากฟ้าส่องทางดีๆให้แท้ๆ กลับไปเลือกเดินทางตัน!!