WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 24, 2009

ภัควดี วีระภาสพงษ์: ชัยชนะในสมรภูมิกฎหมายของ ‘โรงงานไม่มีเจ้านาย’: ‘ซานอง’ เป็นของประชาชนแล้ว!

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม: โรงงานไม่มีเจ้านายได้ชัยชนะในสมรภูมิกฎหมาย: โรงงานซานองเป็นของประชาชนแล้ว

คนงานที่โรงงานเซรามิกส์ FASINPAT (คำย่อจาก “โรงงานไม่มีเจ้านาย”) ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ในอาร์เจนตินาได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้โรงงานเป็นสมบัติของประชาชนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สภานิติบัญญัติประจำมณฑลลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการยึดโรงงานเซรามิกส์และมอบโรงงานให้สหกรณ์แรงงานเป็นผู้บริหารจัดการอย่างถูกกฎหมายและไม่มีระยะเวลาจำกัด
นับตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา แรงงานในโรงงานซานอง (ชื่อเดิมของโรงงานแห่งนี้) ต่อสู้เรียกร้องให้กฎหมายรับรองอำนาจการบริหารของแรงงานในโรงงานเซรามิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้แห่งนี้ก่อให้เกิดการจ้างงาน เป็นหัวหอกโครงการต่างๆ ในชุมชน สนับสนุนขบวนการสังคมทั่วโลก และแสดงให้โลกเห็นว่า แรงงานไม่จำเป็นต้องมีเจ้านาย
“ไม่อยากจะเชื่อ พวกเรามีความสุขมาก การเวนคืนโรงงานคือปฏิบัติการแห่งความยุติธรรม” คือคำพูดที่ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกถึงชัยชนะของอเลฆันโดร โลเปซ เลขาธิการของสหภาพแรงงานเซรามิกส์ “เราไม่เคยลืมประชาชนที่คอยสนับสนุนเราในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด รวมทั้งประชาชน 100,000 คนที่ลงชื่อในคำร้องสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ด้วย”
คนงานหลายร้อยคนจากโรงงาน FASINPAT รอคอยการตัดสินใจของสภาอย่างกระวนกระวายจนกระทั่งดึกดื่น กฎหมายเวนคืนโรงงานผ่านด้วยคะแนนเห็นชอบ 26 เสียงและคัดค้าน 9 เสียง ผู้สนับสนุนหลายพันคนจากองค์กรแรงงานอื่นๆ กลุ่มสิทธิมนุษยชนและขบวนการสังคม ตลอดจนครอบครัวคนงานและนักศึกษามาสมทบกับคนงานและรอคอยหน้าสภานิติบัญญัติในเมืองเนวเก้นซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ พวกเขาต้องอดทนกับอากาศร้ายกาจในฤดูหนาวของดินแดนปาตาโกเนีย บรรดานักกิจกรรมจึงตีกลองและตะโกนแก้หนาวว่า “พวกเขาคือแรงงานแห่งซานอง แรงงานไม่มีเจ้านาย”
FASINPAT บริหารภายใต้การควบคุมของแรงงานมาตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เมื่อเจ้าของโรงงานซานองตัดสินใจปิดโรงงานและไล่คนงานออกโดยไม่จ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่หรือค่าชดเชยใดๆ ก่อนการลอยแพครั้งใหญ่และการปิดโรงงาน คนงานหยุดงานประท้วงต่อเนื่องตลอดปี ค.ศ. 2000 ลูอิซ ซานอง เจ้าของโรงงาน ซึ่งมีหนี้สินกว่า 75 ล้านดอลลาร์ โดยมีเจ้าหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (รวมทั้งหนี้ธนาคารโลกกว่า 20 ล้านดอลลาร์) ไล่คนงานส่วนใหญ่ออกเกือบทั้งหมดและปิดโรงงานเพื่อลอยแพคนงานใน ค.ศ. 2001 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน คนงานประกาศให้โรงงานอยู่ภายใต้การควบคุมของคนงาน จากนั้น คนงานก็ตั้งค่ายอยู่หน้าโรงงานถึงสี่เดือน แจกใบปลิวและปิดกั้นถนนสายที่ไปเมืองหลวงเนวเก้นเป็นบางส่วน ขณะที่คนงานตั้งค่ายหน้าโรงงาน ศาลก็ตัดสินให้ลูกจ้างขายสินค้าที่เหลืออยู่ในโกดังได้ หลังจากสินค้าหมดในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2002 สมัชชาคนงานก็ลงคะแนนเสียงให้เปิดสายการผลิตใหม่โดยไม่ต้องมีเจ้านาย นับตั้งแต่ยึดโรงงานมา คนงานก็ตั้งชื่อโรงงานใหม่ว่า FASINPAT (โรงงานไม่มีเจ้านาย)
คนงานตั้งเวทีพร้อมจอขนาดยักษ์เพื่อให้ผู้สนับสนุนหลายพันคนชมการลงคะแนนเสียงของสภา เมื่อมติสภาประกาศออกมา คนงานสวมกอดกันทั้งน้ำตา พวกเขาแทบไม่เชื่อว่าหลังจากต่อสู้มา 8 ปี ในที่สุด คนงานก็ควบคุมโรงงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียที
“มติสภาครั้งนี้สะท้อนถึงการต่อสู้อย่างมีการจัดตั้ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั่วทั้งสังคม” คือคำกล่าวของเวโรนิกา อุลลิปาน จากสหพันธ์ชาวพื้นเมืองมาปูเช เธอกล่าวว่าเครือข่ายชุมชนชาวพื้นเมืองมาปูเชในปาตาโกเนียร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของคนงานซานอง และกล่าวว่าการตัดสินใจทางกฎหมายครั้งนี้คือ “ชัยชนะทางการเมืองขององค์กรแรงงาน”
คนงานซานองเตือนใจผู้สนับสนุนว่าการต่อสู้ของซานองคือการต่อสู้ของคาร์โลส ฟูเอนเตอัลบา ด้วย คาร์โลส ฟูเอนเตอัลบาเป็นครูโรงเรียนรัฐจากมณฑลเนวเก้น ซึ่งถูกตำรวจฆ่าตายระหว่างการประท้วงอย่างสงบเพื่อปกป้องการศึกษาภาครัฐ คนงานซานองไม่เพียงสร้างการจ้างงาน แต่พวกเขายังสนับสนุนการต่อสู้ของแรงงานทั้งในท้องถิ่น ในระดับประเทศและระหว่างประเทศ แรงงานจาก FASINPAT อยู่ร่วมในการประท้วงที่ฟูเอนเตอัลบาถูกตำรวจยิงกระสุนแก๊สน้ำตากลางแสกหน้า ขณะที่ตำรวจเข้าปราบปรามการประท้วงตามคำสั่งของแนวร่วมพรรคการเมือง MPN ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์ที่ปกครองเมืองเนวเก้นและมณฑลปาตาโกเนียมาตั้งแต่ยุคเผด็จการทหารในสมัย ค.ศ. 1976-1983
“นี่คือบทสำคัญในการต่อสู้ของแรงงานซานอง ซึ่งต่อสู้บนท้องถนนมานานกว่า 9 ปี ตอนแรกพวกเขาพยายามขับไล่เราออกไปเพื่อขายทิ้งโรงงาน การต่อสู้ของแรงงานและชุมชนกดดันจนรัฐบาลต้องยอมเวนคืนโรงงาน “ ราอูล โกโดย คนงานซานองบอกนักข่าวจาก Página/12 ซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับประเทศ ทุกวันนี้ โรงงานส่งออกกระเบื้องให้แก่ 25 ประเทศ
ผู้แทนในสภาส่วนใหญ่ต้องการเรียกร้องให้คนงานในสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ “ยอมรับกติกาเพื่อความสงบสุขของสังคม” แต่สำหรับแรงงาน กติกาเพื่อความสงบสุขของสังคมถูกละเมิดจนป่นปี้ไปแล้ว เมื่อนักธุรกิจฉ้อโกงและแกล้งล้มละลาย แล้วขับไล่คนงานหลายร้อยหลายพันคนออกไปกลางถนน “นายทุนประกาศสงครามกับการขึ้นภาษีเสมอ พวกนั้นสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการไล่คนงานออก ก่อนสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น คนงานต้องปกป้องตัวเองก่อน และคนงานซานองตั้งปณิธานว่าจะปกป้องตัวเรา ไม่ว่าในท้องถนนหรือที่ไหน ไม่ว่าด้วยวิธีการไหนก็ตาม”
ตามกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมา สหกรณ์ FASINPAT ซึ่งจ้างคนงาน 470 คนและส่งออกเซรามิกส์ไปกว่า 25 ประเทศ จะยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของสหกรณ์ รัฐจะจ่ายหนี้ 22 ล้านเปโซ (ราว 7 ล้านดอลลาร์) ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่รายหนึ่งคือธนาคารโลก ซึ่งให้เงินกู้ถึง 20 ล้านดอลลาร์แก่ลูอิซ ซานอง เพื่อนำมาสร้างโรงงาน ซึ่งเขาไม่เคยจ่ายคืนเลย เจ้าหนี้รายใหญ่อีกรายคือบริษัท SACMY ของอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตกระเบื้องระดับแนวหน้าและเป็นเจ้าหนี้กว่า 5 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม คนงานคัดค้านการที่รัฐจะจ่ายหนี้แทน โดยกล่าวถึงเรื่องที่ศาลได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าหนี้เหล่านี้มีส่วนรู้เห็นการแกล้งล้มละลายของโรงงานใน ค.ศ. 2001 ทั้งนี้เพราะเงินสินเชื่อทั้งหมดไหลลงกระเป๋าของลูอิซ ซานองที่เป็นเจ้าของโรงงานและไม่เคยเอามาลงทุนจริง ๆ ในโรงงานเลย “ถ้ามีใครต้องจ่ายหนี้ คนนั้นก็ควรเป็นลูอิซ ซานอง ซึ่งกำลังเจอข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีอยู่” โอมาร์ วีญาบลันกาจาก FASINPAT กล่าว
ชัยชนะกับการขับไล่
ในขณะที่ชัยชนะของ FASINPAT นำพาความหวังมาสู่สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้กว่า 200 แห่ง ซึ่งดำเนินงานภายใต้การบริหารจัดการด้วยตัวเองของแรงงานในอาร์เจนตินา แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ยังเผชิญหน้ากับการโจมตีทางกฎหมาย
ในเช้าตรู่หลังจากซานองได้ชัยชนะแค่ไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจก็เข้าขับไล่คนงานในโรงงาน Textil Quilmes โรงงานด้ายที่คนงานเข้ายึดในกระแสยึดโรงงานระลอกใหม่ใน ค.ศ. 2009 คนงานสี่คนที่เฝ้ายามกลางคืนถูกขับไล่ด้วยวิธีการรุนแรง รัฐบาลท้องถิ่นประจำมณฑลบัวโนสไอเรสกำลังหารือเกี่ยวกับการออกกฎหมายเวนคืนโรงงาน Textil Quilmes และสถานประกอบการอื่นอีกหลายแห่งในมณฑลบัวโนสไอเรส คนงานสิ่งทอออกมาขัดขืนการขับไล่หน้าประตูโรงงาน ระดมกำลังสนับสนุนเพื่อกลับเข้าไปในโรงงานอีก แม้จะมีตำรวจเฝ้าอยู่ก็ตาม คนงานได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายชั่วคราว เนื่องจากกฎหมายเวนคืนได้รับการเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาผู้แทนราษฎรประจำมณฑล
คนงาน Textil Quilmes ยึดโรงงานเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 “เราตั้งค่ายหน้าโรงงานเพื่อกันไม่ให้พวกเจ้านายขายเครื่องจักรทิ้ง แล้วคนงานก็ตัดสินใจปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า เข้ายึดโรงงานและก่อตั้งสหกรณ์”เอดูอาร์โด ซานติญาน กล่าว เขาเป็นคนงานสิ่งทอคนหนึ่งในโรงงานนี้ จากฝ้ายดิบที่ยังเหลืออยู่ในโรงงาน คนงานเริ่มเดินเครื่องผลิตด้ายทันที ตอนที่มีการไล่คนงานออกนั้น มีคนงานทำงานที่โรงงานกว่า 80 คน เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจทุกคนที่ยื่นล้มละลายทั้งๆ ที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เจ้าของบริษัท Febatex นายรูเบน บาญานี ติดหนี้ค่าแรงคนงานมาหลายเดือน ทั้งยังไม่ยอมให้คนงานหยุดพักร้อนและไม่จ่ายเงินประกันสังคม คนงานรายงานด้วยว่า เจ้าของคนนี้บังคับให้ลูกจ้างทำงานถึงกะละ 12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายมาเกือบ 100 ปีแล้ว
หกเดือนหลังจากคนงานถูกไล่ออก และสหภาพแรงงาน (Sindicato Textil—AOT) ไม่ยอมเข้ามาแทรกแซง คนงาน Textil Quilmes ก็เริ่มเดินสายพานการผลิตอีกครั้ง พวกเขากล่าวหาสหภาพว่าหันหลังให้คนงานตอนที่ถูกไล่ออก แถมตอนนี้ยังไปเจรจาเพื่อประโยชน์ของเจ้านายอีก
การยึดสถานประกอบการในอาร์เจนตินาเพิ่มสูงขึ้นเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อประเทศในอเมริกาใต้ โรงงานช็อกโกแลต Arrufat โรงงานขนมหวาน Disco de Oroempanada โรงพิมพ์ Indugraf โรงงานผลิตด้าย Febatex และโรงงานบรรจุเนื้อ Lidercar เข้าร่วมขบวนการสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ในช่วง ค.ศ. 2008-2009 คนงาน Textil Quilmes ต่อสู้ร่วมกับคนงานโรงงานอื่น ๆ ที่ยึดโรงงานนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเพื่อเรียกร้องกฎหมายเวนคืน ยังไม่มีโรงงานไหนที่มีอนาคตทางกฎหมายที่แน่นอน
นักวิเคราะห์อิสระหลายคนคาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระดับโลกส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของอาร์เจนตินา อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นและความเติบโตของอุตสาหกรรมชะลอตัวลง ในขณะที่ภาคการเงินยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะมันเจอผลกระทบอย่างสาหัสมาแล้วตั้งแต่ปี 2001 กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินากำลังใช้วิกฤตการณ์รอบใหม่นี้เป็นข้ออ้างเพื่อลดขนาดและลอยแพคนงาน โดยมุ่งหวังเงินช่วยเหลือและสินเชื่อจากภาครัฐ
ปรากฏการณ์ของสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้จะยังคงขยายตัวต่อไป ขณะที่โลกจมดิ่งลงสู่ภาวะถดถอยในปัจจุบัน นับแต่ปี 2008 มีการยึดโรงงานครั้งใหม่ในอาร์เจนตินาเกือบ 20 โรงงาน นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนงานกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกรอบใหม่ด้วยบทเรียนและเครื่องมือที่ได้จากขบวนการยึดโรงงานหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจหลัง ค.ศ. 2001 และการลุกฮือของประชาชน ทุกวันนี้ มีกิจการที่แรงงานกอบกู้ราว 250 แห่งที่เปิดดำเนินการ มีการจ้างงานกว่า 13,000 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่บริหารงานภายใต้การบริหารจัดการด้วยตัวเองของแรงงานมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 โรงงานเหล่านี้จึงกลายเป็นขุมคลังที่สั่งสมบทเรียน การทดลอง ยุทธศาสตร์และการเรียนรู้จากความผิดพลาดมาเกือบหนึ่งทศวรรษ
คนงานซานองและคนงานอื่นๆ จากขบวนการสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถทำสิ่งที่เจ้านายไม่สนใจจะทำ นั่นคือ การสร้างงานและการทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือเหตุผลที่พวกผู้แทนราษฎรในรัฐบาล ผู้นำภาคอุตสาหกรรมและเจ้าของโรงงานจึงปิดปากเงียบ และหลายครั้งก็แสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์ในประเด็นนี้ เพราะพวกเขากลัวว่าสถานประกอบการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นตัวอย่างให้ปฏิบัติตาม
ที่โรงงานซานอง คนงานมีคำขวัญที่ใช้กันอยู่เสมอว่า “Zanon es del pueblo” หรือ “ซานองเป็นของประชาชน” คนงานตั้งเป้าหมายของการผลิต ไม่ใช่แค่การมีงานทำและมีเงินเดือนสำหรับคนงาน 470 คนเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างงานเพิ่ม บริจาคเงินแก่ชุมชนและสนับสนุนขบวนการสังคมอื่นๆ สำหรับคนงานในสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ การยึดสถานประกอบการมีความหมายมากกว่ารักษางานของตัวเองไว้ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อโลกที่ปราศจากการกดขี่ขูดรีด ในขณะที่ชัยชนะของซานองคือย่างก้าวในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังมีสถานประกอบการอื่นอีกมากมายที่กำลังเผชิญกับคำสั่งขับไล่ ตอนนี้สหกรณ์ FASINPAT สามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายและอาจสนใจแค่การผลิตเซรามิกส์ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ล้มลุกคลุกคลานก็ได้ แต่สหกรณ์ซานองกลับแสดงออกถึงปณิธานที่จะสืบสานต่อไปในการปกป้องสิทธิของคนงานและสิทธิในการบริหารจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งหมายถึงการปกป้องงานทุกตำแหน่งของแรงงานตามคำขวัญที่ว่า “si nos tocan a uno, nos tocan a todos” “รังแกพวกเราคนหนึ่ง เท่ากับรังแกพวกเราทุกคน”
*Marie Trigona เป็นนักเขียน ผู้ผลิตรายการวิทยุและนักสร้างภาพยนตร์ในอาร์เจนตินา เธอกำลังเขียนหนังสือเรื่อง Worker Self-Management in Latin America ซึ่งจะจัดพิมพ์โดย AK Press สามารถติดต่อเธอได้ที่ mtrigona(at)msn.com

การ์ตูนGag Lasvegas:ขอให้ความเสื่อมจงบังเกิดแก่ท่าน

ที่มา Thai E-News

'ฎีกา' เป็นแค่สัญลักษณ์ที่บอกว่า 'หัวใจหลายล้านดวง กำลังถูกย่ำยี'

ที่มา Thai E-News


โดย คุณอ่างขาง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
23 สิงหาคม 2552

"ทักษิณ" มีดีอะไร ทำไมคนถึงงมงายนัก และก็พากันวิเคราะห์ไปต่างๆ นาๆ

หลงคิดกันไปว่า นโยบายลดแลกแจกแถมไง ประชาชนถึงชอบ แล้วก็เริ่มปฏิบัติการด้วยการลดแลกแจกแถมแข่ง "ให้มากกว่าทักษิณ ที่เคยให้"

ยังไม่ได้ผล คนครึ่งประเทศ กลับมองว่า "ไม่มีค่า" และร่วมใจกันออกมาต่อต้าน

รัฐบาลชุดนี้ยังเข้าถึงประชาชนไม่ได้ ไปไหนมีแต่คนสาปแช่ง ประท้วง ไม่เลิกรา

แล้วมันอะไรละ ที่จะชนะใจคนไทยได้ พวกเขาคิดไม่ตก การเลือกตั้งซ่อม ที่ จ.สกลนคร เป็นการพิสูจน์อีกครั้ง ที่ฝั่งรัฐบาลพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทั้งที่เลียนแบบการทำงานของคุณทักษิณมาทั้งสิ้น เข้าไปกิน ไปนอน อยู่ในหมู่บ้าน ซื้อใจประชาชนกันไปเลย แล้วยังมีอำนาจรัฐเข้ามาจัดการเสริมให้อีกด้วย แต่ก็ไม่สามารถ ฟันฝ่า ใจคนที่รักทักษิณออกไปได้

คะแนนเสียงที่ได้มาทั้งหมดไม่มีใครเถียงได้เลย ยิ่งกว่าบริสุทธิ์ เพียงเพราะคุณทักษิณ แค่โทรศัพท์บอกว่า "ช่วยพาผมกลับบ้านด้วย"

แค่นั้นมันไม่ใช่เรื่องปกติเลย ที่มีประชาชนหลายล้านคน ร่วมแสดงออกมาในทิศทางเดียวกัน มาร่วมกันลงชื่อขอให้คนคนหนึ่ง หลุดพ้นโทษ มันน่าจะมีความหมายอะไรบ้าง ให้กับคนอีกหลายคนที่คิดต่าง จะนำเอาความคิดของคนหลายล้านคนนี้ มาวิเคราะห์บ้างไหม

อะไรมันคือเหตุ และเหตุแห่งเหตุ ควรลบล้างไป หรือ ควรหาทางเอามาปรับปรุงแก้ไข ?

"กฎ" หรือ "กฏิกา" ที่กำหนดกันอยู่นี้ ถูกกำหนดโดยใคร เพื่อประโยชน์ของใคร ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกฎ หรือ กติกา นี้ อะไรจะเกิดขึ้น

"ฎีกา" แค่ สัญลักษณ์ในการแสดงออก ของ การร่วมใจของคนกลุ่มใหญ่ มันบอกอะไรได้บ้าง

"นัย" ของเรื่องนี้ มันอยู่ที่จำนวนคนที่ร่วม หรือ เนื้อหาของฎีกากันแน่ มีใครมองออกบ้างไหม

ฝ่ายผู้มีอำนาจที่พยายามเล่นกันอยู่นี้ เอาเนื้อหาของฎีกามาตีความ เอาข้อกฎหมายมาจับผิด โดยลืมไปว่า มี "หัวใจหลายล้านดวง กำลังถูกย่ำยี"

นี่คือประเทศที่ชื่อว่า "ราชอาณาไทย" กำลังจะเกิดอะไรขึ้น นับแต่บัดนี้ ประเทศนี้ยังมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องขยายความกันอีกแล้ว ว่า คนผู้นี้ มาเป็นนายกฯ ด้วยสาเหตุอะไร แต่ที่แน่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ได้เลือกให้มาเป็นก็แล้วกัน

มีบทความและคำพูดของผู้นำในการชุมนุม ได้พูดไว้หลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกัน ในความหมายที่ว่า "อยากจะให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ต่อ" ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้ว มองภาพออก

1. เราจะไม่รู้เลยว่า นายกฯทักษิณดีขนาดไหน ถ้าไม่มีนายกฯที่ชื่ออภิสิทธิ์ นำเอามาเปรียบเทียบ

2. เราจะไม่รู้เลยว่า มีอำนาจที่อยู่ภายใต้เงามืดครอบครองประเทศนี้อยู่อีกชั้นหนึ่ง ที่เหนือกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ 3 สถาบันอันสูงสุดของประเทศนี้ ที่สามารถ บันดาลอะไรให้กับพวกตนก็ได้ และสามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

3. เราจะไม่รู้เลยว่า ขบวนการ ยุติธรรม ในประเทศนี้ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า โดยไม่ต้องใช้เลนส์ขยาย ว่า "มาตรฐานไม่มีซะเลย" ว่ากันตามธงที่กำหนดแค่นั้น

4. ประชาชนในประเทศ มีถูกแบ่งเกรดชัดเจน "คนอาจไม่ใช่คน"

5. ความอดอยาก ทุกข์ยาก ของประชาชนมาทีหลัง บัลลังก์ของผู้มีอำนาจจะต้องสำคัญที่สุด

6. ที่นี่ คือ "ดินแดนแห่งการพูดปด" สื่อไม่มี มีแต่ คล้ายสื่อ

7. "ตอแหล" เท่านั้น จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

8. ถ้าไม่มีอภิสิทธิ์ก็จะไม่มี "แดงทั้งแผ่นดิน"

9. "แดงทั้งแผ่นดิน" จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ การเกิดของคำว่า "คนไทย"

มันบ่งบอกอะไรได้บ้าง ในความหมายข้างต้น การต่อสู้ของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า "คนเสื้อแดง" ได้เดินทางมาถึงบางอ้อทั้งหมดทั้งสิ้น

ประชาชนบางส่วน จากคนที่นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น เริ่มจะเห็นสัจธรรมและรู้ว่า ในไม่ช้าภัยกำลังจะมาเยือนถึงตัวและครอบครัว ถ้าขืนปล่อยไว้เช่นนี้

พวกเขาจึงได้เริ่มทยอยกันออกมาสู้ และนั่นคือการร่วมใจ ร้อยประสานพร้อมกันออกมาลงชื่อถวายฎีกา ทั้งที่มีกระแสต่อต้านอย่างแรงกล้า จากทุกฝ่ายที่เป็นอำนาจของรัฐ

จากคำถามข้างต้น "ทักษิณ" มีดีอะไร ทำไมคนถึงงมงายนัก

เพื่อดวงตาของท่านนายกฯอภิสิทธิ์จะได้เห็นธรรม ผมจะตอบให้เพื่อเอาบุญไว้ดังนี้ครับ

ทักษิณไม่ได้มีดีอะไรเลยครับ เพียงแต่ว่า "พวกท่านเลวมากเท่านั้น" คนไทย ไม่ได้ซื้อใจกันด้วยเงิน อย่างที่พวกท่านได้ดูถูกกันเอาไว้ พวกท่านทำกับประชาชนไว้นานแค่ไหนแล้ว และทุกวันนี้ ก็ยังกระทำกันไม่เลิก เหยียดหยามพวกเขา เหมือนไม่ใช่คนด้วยกัน หมิ่นน้ำใจพวกเขาด้วยคำพูด แสดงออกด้วยการกระทำทุกอย่างที่จะทำได้ ปากเก่งกันดีนัก อะไรก็โทษว่า ประชาชนโง่ ใช้เงินซื้อได้

วันนี้ก็พิสูจน์กันไปเลย เงินซื้อได้จริงไหม กลุ่มพวกท่าน ทุ่มไปเท่าไรแล้ว ได้ผลบ้างหรือเปล่า และขณะนี้ท่านยิ่งมืดบอดเข้าไปอีก ด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ได้ใช้แต่อำนาจเข้ามาจัดการกับพวกเขา หวังให้เขากลัว หวังให้เขาไม่กล้าขัดขืนพวกท่าน โดยที่ท่านไม่เคยคิดจะให้ความรักกับพวกเขาเลย

"ความกลัวมันตายด้าน กลายเป็นความกล้ากันทั้งแผ่นดินไปแล้ว" อะไรมันจะเกิดนับจากนี้ไป มันก็จะเกิด คุก ตาราง ความตาย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว ยิ่งโดนมาก คนก็เริ่มเข้ามาร่วมอีกมาก เพราะนี่คือธาตุแท้ของคนไทย

และจากนี้ไปมันไม่จบแน่ เพียงแต่พวกท่านจะรักษาตัวเองให้รอดไปได้นานแค่ไหนเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะทักษิณโน้มน้าว คนเก่งหรอกครับ แต่เพราะ พวกท่านต่างหาก ที่ทำให้ทักษิณเป็นที่รักยิ่งของคนมากขึ้นต่างหาก

โชคดีของประเทศไทย ที่มี "ทักษิณ" ไม่อย่างนั้น ก็จะไม่มีวันนี้ให้เห็น วันที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร แบบนานาอารยะประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ไม่มีอีกแล้ว อำนาจซ้อนอำนาจ ภายใต้แอบอ้างสถาบันฯ

นานแค่ไหนก็จะรอวันนั้นมาถึง (เสียงจากหลายล้านคนที่แนบมา)

ทักษิณเชิญผ่านทวิตเตอร์ ร่วมทานก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็ก

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว thaienews
23 สิงหาคม 2552


วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 52 เวลาเที่ยง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เชิญชวนพี่น้องข้ามโลกผ่านทวิตเตอร์ ทานก๋วยเตี๋ยวร่วมกัน ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ต.โภชนา วัดดงมูลเหล็ก

ข้อมูลและภาพร้านก๋วยเตี๋ยว จากคุณ Rider v3 เวบไซต์ clubthaksin


ต.โภชนา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงมูลเหล็ก อยู่เชิงสะพานพระราม 7 ขาเข้าเมือง ถ้ามาจากวิภาวดีรังสิต ให้ยูเทิร์นใต้สะพานพระราม 7 แล้วชิดซ้าย จอดในปั๊มเอสโซ่

ถ้ามาจากบางพลัด จรัลสนิทวงศ์ พอลงจากสะพานพระราม 7 ก็ชิดซ้ายทันที จอดในปั๊มเอสโซ่ ค่าบริการจอด 20 บาท เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงร้าน



แผนที่โดย คุณระเบิดมันจำเข้าของไม่ได้ จากเวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
ภาพจาก google earth โดย คุณเกลอเก่า จากเวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน

Sunday, August 23, 2009

เป้าหมายแฝง ปลดล็อกการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_28037

ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ

กรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญ เป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ ผู้กระทำความผิดในการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 และระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 14 เมษายน 2552

เพื่อให้การกระทำทั้งหลายของบุคคลใด ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองในสองช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะกระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ ให้กระทำ ผู้ถูกใช้ ผู้ออกคำสั่ง หรือผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง

หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายให้พ้นจากความผิดและความรับผิดทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัยอย่างสิ้นเชิง

และให้ศาลปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดที่ถูกฟ้องหรือถูกคุมขังอยู่ ให้พนักงานสอบสวนยุติการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกกล่าวหา

อ้างเหตุผลเพื่อต้องการให้เกิดความสามัคคี เนื่องจากการชุมนุมของประชาชนทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง เป็นการแสดงออกทางการเมืองโดยสุจริต

แต่ตอนนี้หลายคนถูกดำเนินคดี หากจะทำให้ประเทศสามัคคีกันได้ ต้องให้โอกาสคนเหล่านี้ เพื่อให้หันหน้าเข้าหากัน

พร้อมออกตัวการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่รวมถึงผู้กระทำผิดกรณียุบพรรคการเมือง ยืนยันนักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111 รวมทั้งคดีหมิ่นสถาบัน จะไม่ได้อานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้

ในขณะที่นายชัยซึ่งเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็รับลูกสั่งบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนทันที เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในสัปดาห์หน้า

การขับเคลื่อนเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยแบบสายฟ้าแลบครั้งนี้

ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย งงเป็นไก่ตาแตก

จับต้นชนปลายกันไม่ถูกว่า ทะลุ่มทะลุยเสนอเข้ามาได้ยังไง

หรือแม้แต่กลุ่มคนที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้

ทั้งบรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ "เสื้อเหลือง" และแกนนำกลุ่ม นปช. "เสื้อแดง" ก็ตั้งตัวกันไม่ติด

เพราะไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่เคยมีการประสานงานกันมาก่อน

ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน กลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เดาทางกันไม่ถูกว่า การเดินเกมเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย

มีเป้าหมายอะไรกันแน่

ต้องการสร้างความสมานฉันท์ ลดการเผชิญหน้า แก้ปัญหาความแตกแยกแบ่งฝ่ายแบ่งสี หรือมีวาระแฝงมากกว่านั้น

กลายเป็นปมปริศนาที่ทุกฝ่ายขบคิดวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง รีบออกมาบอกปัดแนวทางนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย โดยมองว่า

มีวาระซ่อนเร้น

พร้อมบลัฟกลับคดีของคนเสื้อแดงจะมาแลกกับคดีของคนเสื้อเหลืองไม่ได้ เพราะความผิดแตกต่างกัน

กลุ่มคนเสื้อเหลืองมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตจากการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ขณะที่คนเสื้อแดงมีโทษเล็กน้อยจากการปิดถนนเท่านั้น

ในขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อเหลืองก็ปฏิเสธแนวทางนิรโทษกรรมครั้งนี้ โดยระบุว่า

ลึกๆแล้วพรรคภูมิใจไทยหวังนิรโทษกรรมให้ข้าราชการประจำระดับสูงที่อิงแอบกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะนายตำรวจใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบคดีสลายม็อบหน้ารัฐสภา

และเมื่อร่างกฎหมายนี้เข้าสภาฯก็อาจจะไต่ระดับไปนิรโทษกรรมให้นักการเมืองอีกหลายสิบคนที่ถูกดำเนินคดีต่างๆอยู่ในขณะนี้

ยืนยันคดีความของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯทุกคนไม่เคยวิตกกังวล พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม

เสื้อแดงปฏิเสธ เสื้อเหลืองไม่รับมุก

ในขณะที่แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.ชี้ว่า เจตนาของพรรคภูมิใจ-ไทย ในการยื่นร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องการนิรโทษกรรมให้ เจ้าหน้าที่รัฐที่สั่งการ หรือรับคำสั่งให้ปฏิบัติการในการชุมนุม

ยกความผิดในคดีอาญา คดีแพ่ง และความผิดทางวินัย แต่จะตอบคำถามญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และพิการจากเหตุการณ์ สลายการชุมนุมอย่างรุนแรงที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ไม่ได้

ที่สำคัญการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างนี้อาจจะเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชนหรือไม่ หากร่างกฎหมายนี้เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาเชื่อว่าต้องถูกคัดค้านอย่างแน่นอน

ส.ว.ขวางลำการออกกฎหมายช่วยเจ้าหน้าที่รัฐให้พ้นผิด

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยว่า

คงต้องฟังเหตุผลก่อนว่าครอบคลุมถึงใคร ความผิดอะไรบ้าง และเหตุใดต้องมีกฎหมายลักษณะนี้

กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ได้และต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายตามปกติ แต่โดยหลักต้องคำนึงว่า มีเหตุผลพิเศษ เพราะถ้าทำบ่อยหรือทำพร่ำเพรื่อ ก็จะเป็นจุดที่ทำให้คนมองว่า ต่อไปอาจจะละเมิดกฎหมายได้

ฉะนั้น ในแต่ละครั้งที่จะทำต้องมีเหตุผลพิเศษจริงๆ จึงคิดว่าน่าจะดูให้รอบคอบเพราะกฎหมายที่พิเศษอย่างนี้ต้องสามารถอธิบายได้ และคิดถึงอนาคตด้วย

ยืนยันไม่ใช่ร่างกฎหมายของรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เสนอและไม่มีนโยบายในเรื่องของนิรโทษกรรม ส่วนที่ประธานสภาฯบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วน ถือเป็นดุลพินิจของประธานสภาฯ

เน้นย้ำไม่ใช่ร่างกฎหมายของรัฐบาล โยนให้เป็นเรื่องของสภาฯ

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามความเคลื่อนไหวในการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย เพื่อยกเว้นความผิดให้แก่ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเจ้าหน้าที่ของรัฐในครั้งนี้ เราขอชี้ว่า

เป็นสิทธิที่สามารถจะทำได้ตามครรลองระบอบประชาธิปไตย

และถือว่าถูกต้องที่ใช้เวทีสภา เป็นเวทีในการแก้ปัญหา

ทั้งนี้โดยขั้นตอนในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เมื่อประธานสภาฯบรรจุระเบียบวาระการพิจารณา

อาจมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาก่อนรับหลักการ หรือรัฐบาลอาจจะรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการก็ได้ และอาจมีการเพิ่มเติมหรือเสนอร่างกฎหมายเข้ามาประกบ

หรือเมื่อสภาฯพิจารณารับหลักการแล้วและตั้งคณะกรรมาธิการแปรญัตติ ก็สามารถมีการเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปได้อีก

ฉะนั้น เมื่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภาฯ แม้ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ยืนยันว่า

ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมนักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111

แต่เมื่อร่างกฎหมายเสนอเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภาฯแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการนิรโทษกรรมนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 พ่วงเข้าไปด้วย

หรืออาจรวมไปถึงนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ขึ้นอยู่กับความสมประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมืองที่มีเสียงสนับสนุนอยู่ในสภาฯ

ขณะเดียวกัน ในขณะที่สภาฯดำเนินการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็อาจเป็นเชื้อให้การเมืองนอกสภาฯ ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง หยิบเอามาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวก่อม็อบ

พร้อมที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา

เหนืออื่นใด ทีมของเราขอชี้ว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์

คงหวังผลได้ยาก เพราะปรากฏการณ์เสื้อเหลืองและเสื้อแดง ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา

แต่เป็นปรากฏการณ์ ต่อเนื่องมาจากการไม่ยอมรับ "ระบอบทักษิณ" และการต่อสู้เพื่อทวงคืนอำนาจของ "ระบอบทักษิณ"

ฉะนั้น แม้จะมีการนิรโทษกรรมให้กลุ่มคนเสื้อเหลือง ไม่ต้องรับโทษในกรณีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

และนิรโทษกรรมให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ต้องรับโทษในกรณีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาและการก่อเหตุจลาจลช่วงสงกรานต์

ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ที่สำคัญเห็นได้ชัดว่า ทั้งแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อ เหลือง ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจไยดีต่อการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้

แถมยังตั้งแง่ ตั้งข้อสงสัย พรรคภูมิใจไทยมีเจตนาแอบแฝง

จากปฏิกิริยาที่แสดงออกมา สะท้อนให้เห็นว่า การออกกฎหมายล้างผิดให้กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ไม่ได้ช่วยให้ ความสมานฉันท์เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันยิ่งจะเป็นการสร้างปัญหา ทำให้ระบบกฎหมาย ระบบนิติรัฐ เสียหาย

เพราะเป็นการแก้ปัญหาให้กฎหมู่ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง

เหนืออื่นใด การออกกฎหมายนิรโทษกรรมลักษณะนี้ อาจกลายเป็นตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐานก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต

ใครใช้กฎหมู่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เดี๋ยวก็นิรโทษกรรมกันได้ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีใครยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามขั้นตอน

ถ้าเสียงข้างมากเอาด้วยก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าเสียงข้างมากไม่เอาด้วยก็จบไป

แต่ทีมของเราขอย้ำว่า การนิรโทษกรรมให้กลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ไม่ใช่การแก้ปัญหา ที่ต้นเหตุ ไม่ช่วยให้เกิดความสมานฉันท์

เพราะตราบใดที่ "ทักษิณ" ยังไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ วิกฤติความวุ่นวายก็ยังไม่จบ.

"ทีมการเมือง"

ญาติแม้วแนะ รบ.มาร์คทำขายหน้าควรลาออก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_28090

ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

อดีต ผบ.สส. โต้ ปชป.ไม่รู้จักบริษัทปุ๋ยถือเป็นวิบากกรรมคนตระกูลชินวัตร จวกรัฐบาล "มาร์ค" ทำขายหน้าควรลาออก เย้ยเป็นผู้นำทำพลาดได้อย่างไร ถ้าไร้ฝีมือให้ "นายหัวชวน" มาเป็นแทน ...

วันนี้ (22ส.ค.) พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติผู้พี่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ลับ ลวง พราง" ถึงการถูกโยงว่าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ที่โยงไปถึงเรื่องปุ๋ยในภาคอีสานว่า พวกนี้เป็นประเภทฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด ตนเป็นประธานโครงการแก้จนถาวร ให้เกษตรกรที่ยากไร้ ที่ซื้อปุ๋ยแพง แต่ผลผลิตเท่าเดิม

"ที่ผมทำเป็นโครงการที่เกี่ยวกับปุ๋ย ผมไม่ได้เป็นคนขายปุ๋ย บริษัทเขาเสียหายที่การเมืองมาเล่นงานเขาเรื่อยๆ ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัทของเขาเลย ตระกูล 'ชินวัตร' ทำอะไรก็ผิดหมด บางคนไม่เกี่ยวข้อง ก็ไปจับมาเกี่ยวข้อง สร้างศัตรูให้ 'นาย' ทุกวัน พวกที่คิดแต่คนอื่นว่าเป็นศัตรูบ้านเมืองจะสงบได้อย่างไร" พล.อ.ชัยสิทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นวิบากกรรมของคนนามสกุลชินวัตรหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ตอบว่า "อะไรก็เกี่ยวข้องหมด ทั้งที่เราก็ไม่เกี่ยวคงอยากให้เราเกี่ยวข้อง" เมื่อถามว่า รัฐบาลจะไปรอดหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ตอบว่า เป็นตนลาออกไปแล้ว มันไม่ไหว ขายหน้าเค้า เป็นผู้นำพลาดได้อย่างไร เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่รอให้เขาไล่ ไม่ไหวหรอก ไม่มีฝีมือก็เอาคนเก่าก็ได้ นายชวน หลีกภัย ก็ได้ เอามวยหลักก็ได้ ไม่ใช่มวยสะเปะสะปะ เมื่อถามว่า มีข่าวจะเปลี่ยนตัว นายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายชวน พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ มันไม่ไหว อ่อน นึกว่าตัวเองแน่ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ กุนซือต้องเข้มแข็ง และตัวเองรู้อะไรมากมาย ผิดทั้งนั้น ตั้งรักษาการตำรวจ ก็ผิดกฎหมาย ก็เถียงว่าไม่ผิด อย่างว่ากฎหมายไทยก็แปลไปข้างๆ คูๆ สองแง่สามง่ามไปได้ ถ้ามือไม่ถึงอย่ามาดีกว่า ไม่รู้ว่า เค้าทำอะไรกัน บางคนบอกเล่นลิเกกันอยู่หรือ

เมื่อถามถึงข่าวปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.ชัยสิทธิ์ บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันเขาคงถนัดแบบนั้น อาจจะออกข่าวเพื่อปรามเสื้อแดง อย่าลืมว่าประชาชนไม่โง่ เขารู้หมด คนไม่รู้คือคนที่โดนคนรอบข้างประจบสอพลอ ถ้าเล่นการข่าว ต้องรู้ว่าประชาชนโกรธเกลียดขนาดไหน สร้างความเกลียดชังทุกวันจะอยู่ได้อย่างไร ประเทศชาติต้องการความรักความสามัคคี แต่คุณไม่เปิดโอกาสเลย คุณไม่ใจกว้าง กระแหนะกระแหนเขาไปเรื่อยเหมือนเด็ก เมื่อถามว่า หมอดูบอก ถ้าไม่ยุบสภา จะเจอปฏิวัติเดือน ต.ค.

พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่ใน ต.ค.นี้ ใครมาขวางโลก ขวางลิขิตฟ้า คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต เขาลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว คุณรู้ล่วงหน้าแล้วไม่แก้ ไม่ร่วมมือกัน ก็เหนื่อย ตนอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ความจริงบางทีก็พูดได้ บางทีก็เป็นอันตราย ตนยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ใครว่ามันเสรี ตนว่ามันอึมครึม น่าอึดอัดเรื่องข่าว ทั้งทีวี-นสพ. ทีวีถือว่าไม่ใช่ถูกแทรกแซง แต่ถูกครอบคลุม ครอบงำ ประชาชนมีความรู้สึกว่า ทีวีธรรมดาไม่อยากดูแล้ว ไปดูช่องพิเศษกันหมด เพราะให้ข่าวไม่เสมอกัน

ข่าวอิศรา: เมื่อความยุติธรรมเดินช้า...ญาติ “อิหม่ามยะผา” ยื่นฟ้องถูกซ้อมตาย

ที่มา ประชาไท

คดีการเสียชีวิตของยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ ระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เป็นการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยญาติของผู้เสียชีวิตเอง หาใช่เป็นการดำเนินการโดยฝ่ายรัฐอย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อแสดงถึงความจริงใจและเยียวยาความรู้สึกของผู้สูญเสียแต่อย่างใดไม่


ที่มา: โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

คดีการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกหนึ่งคดีแล้ว คือคดีของ นายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เป็นการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยญาติของผู้เสียชีวิตเอง หาใช่เป็นการดำเนินการโดยฝ่ายรัฐอย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อแสดงถึงความจริงใจและเยียวยาความรู้สึกของผู้สูญเสียแต่อย่างใดไม่
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค.2552 ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของนายยะผา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.วิชา ภู่ทอง ร.ต.ศิริเขตต์ วาณิชบำรุง จ.ส.อ.เริงณรงค์ บัวงาม ส.อ.ณรงค์ฤทธิ์ หาญเวช ส.อ.บันฑิต ถิ่นสุข ซึ่งเป็นทหารสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 และ พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ กับพวกที่ยังไม่ทราบชื่ออีกหลายคน ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด, กักขังหน่วงเหนี่ยว, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย
ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 290, 295, 297, 309, 310 ประกอบมาตรา 81, 91 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 26, 32, 39 และอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2550
ภายหลังยื่นฟ้อง ศาลจังหวัดนราธิวาสได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 19 ต.ค.2552 เวลา 13.30 น. (คดีที่ประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลเอง ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง) โดยการยื่นฟ้องดังกล่าวมีทนายความจากศูนย์ทนายความมุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ช่วยเหลือประสานงาน
แหล่งข่าวจากองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ เผยว่า การที่ชาวบ้านยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐเอง เป็นการอาศัยช่องทางตามกฎหมาย และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่น ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเคารพการตัดสินใจของประชาชน และอาศัยช่องทางตามกฎหมายในการต่อสู้ด้วยเช่นกัน
ย้อนรอย”อิหม่ามยะผา”ถูกซ้อมเสียชีวิต
อนึ่ง นายยะผา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2551 หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารได้นำกำลังไปปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านกอตอ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยได้ควบคุมตัว นายยะผา กับพวกรวม 6 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และนำตัวไปควบคุมไว้ที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ภายในวัดสวนธรรม หมู่ 2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ โดยใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ซึ่งเป็นรถยนต์ควบคุมตัวผู้ต้องหาของ สภ.รือเสาะ เป็นที่ควบคุมตัวนายยะผากับผู้ต้องสงสัยรวม 7 คน
ระหว่างที่ นายยะผา ถูกควบคุมตัวในวันที่ 20 มี.ค.2551 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 21 มี.ค.2551 เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัว นายยะผา ไปซักถามหลายครั้ง ต่อมาในวันที่ 21 มี.ค.2551 เวลาประมาณ 06.30 น. นายยะผาถึงแก่ความตายในห้องควบคุมดังกล่าว
การเสียชีวิตของนายยะผา ถือว่าเป็นการตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ พนักงานอัยการจึงยื่นคำร้องในคดีชันสูตรพลิกศพ ขอให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150
กระทั่งวันที่ 25 ธ.ค.2551 ศาลจึงมีคำสั่งว่า ผู้ตาย คือ นายยะผา กาเซ็ง ตายที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ 2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551 เวลา 06.30 น. เหตุที่ตายเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วในช่องอกด้านขวา ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่
กระบวนการยุติธรรมยังเดินช้า
แม้ศาลจะมีคำสั่งในคดีไต่สวนการตายว่า นายยะผา ถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งตามปกติหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน แต่ปรากฏว่าความคืบหน้าของคดีเป็นไปอย่างล่าช้า
ขณะเดียวกัน ญาติของผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ คือเดือน มี.ค.2551 ซึ่งทางพนักงานสอบสวนสภ.รือเสาะ ได้สรุปสำนวนคดีในเบื้องต้นส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อตามขั้นตอน เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คดีก็ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าชัดเจนเช่นกัน กระทั่งญาติผู้ตายต้องนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลเองดังกล่าว
สำหรับคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับนายยะผานั้นยังมีอีก 2 คดี โดยเป็นคดีที่ญาติผู้ตายยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2552 และศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปแล้ว ได้แก่
1. คดีหมายเลขดำที่ 1084/2552 โดย นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของนายยะผา และบุตรผู้เยาว์อีก 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ศาลแพ่งกำหนดนัดชี้สองสถานหรือกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีในวันที่ 28 ก.ย.2552 เวลา 13.30 น.
2. คดีหมายเลขดำที่ 1086/2552 นายรายู ดอคอ (ผู้เยาว์) โดย น.ส.สาลีมะ หะมะ มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นโจทก์ฟ้องกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ศาลแพ่งกำหนดนัดชี้สองสถานหรือกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีในวันที่ 31 ส.ค.2552 เวลา 09.00 น.
กอ.รมน.ไม่ติดใจญาติ”อิหม่ามยะผา”ยื่นฟ้องเอง
ด้านบทบาทของฝ่ายความมั่นคง หลังเกิดกรณีของอิหม่ามยะผา ปรากฏว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ออกมายอมรับว่า เหตุดังกล่าวเป็นการกระทำของทหารที่ไม่ดี และได้สั่งย้ายกำลังพลในหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ออกจากพื้นที่ยกหน่วยไปแล้ว พร้อมประกาศให้กระบวนการยุติธรรมจัดการโดยจะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำความผิด
ขณะที่ พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า คดีนี้อยู่ในกระบวนการของศาลยุติธรรมอยู่แล้ว การกระทำผิดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องตัวบุคคล ซึ่งกองทัพเองก็ยอมรับ และเมื่อเกิดเหตุ ทุกอย่างก็เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา คือผู้ใดกระทำผิดก็ต้องรับโทษไปตามนั้น ส่วนการยื่นฟ้องของภรรยานายยะผา ก็ถือเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และกองทัพจะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยจะไม่ปกป้องหรือปกปิดใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อกระบวนการยุติธรรมยังถูกตั้งคำถาม
แม้คดี อิหม่ามยะผา จะเป็นคดีหนึ่งที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายอย่างรวดเร็ว คือใช้เวลาไม่ถึงปี ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว ผิดกับคดีตากใบหรือกรือเซะ (เหตุการณ์เสียชีวิตของประชาชน 85 คนจากการสลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดกรือเซะ จนมีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 32 ราย) ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่การมีคำสั่งไต่สวนการตายก็ยังเป็นเพียงการพิสูจน์ความยุติธรรมในขั้นต้นเท่านั้น เพราะเป็นกระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 ที่ให้อำนาจศาลไต่สวนการตายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือการตายระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ในลักษณะถ่วงดุลไม่ให้ฝ่ายความมั่นคงหรือตำรวจทำสำนวนกันเอง
แต่ประเด็นก็คือ นี่คือความยุติธรรมขั้นต้นซึ่งยังไม่ได้ลงลึกไปในเนื้อหาสาระแห่งคดีเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและลงโทษตามกฎหมายเลยด้วยซ้ำ
คำถามก็คือ กระบวนการลักษณะนี้เพียงพอและเหมาะสมแล้วหรือสำหรับพื้นที่พิเศษที่มีความอ่อนไหวเช่นนี้
หากย้อนกลับไปดูคดีตากใบ จะพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 แต่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2552 หรือเกือบ 5 ปีหลังเกิดเหตุ ถ้าชาวบ้านผู้เสียหายเลือกฟ้องต่อเอง ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ความยุติธรรมถึงจะปรากฏ
และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของการที่กระทรวงยุติธรรมต้องไปจัดทำ "แผนยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความยุติธรรมเฉพาะพื้นที่แผนแรกของประเทศไทย และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นำมาแย้มพรายในการให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ครั้งล่าสุดว่า จะหยิบมานำร่องใช้ในพื้นที่เล็กๆ ต้นเดือน ต.ค.นี้ ซึ่ง “ทีมข่าวอิศรา” ได้เก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ มาพร้อมแล้ว และจะนำเสนอเป็นสกู๊ปข่าวบนเว็บไซต์ต่อไป
เพราะความยุติธรรมนั้นแค่ทำอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้เห็นและรู้สึกว่ายุติธรรมด้วย หรือที่ภาษาอังกฤษบอกว่า justice must be seen to be done…
ฉะนั้นโปรดติดตาม!

ประกาศเสียเลยว่า ผมไม่ใช่แดงซ้าย และไม่ใช่พวกไม่เอาเจ้า

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย




ตอนนี้เห็นมีวิวาทะกันในเรื่องนี้มากพอสมควร ผมเลยขอเคลียร์ประเด็นให้ชัดเจน

คนเสื้อแดงนั้นประกอบขึ้นมาจากหลายกลุ่มด้วยกันเพราะเป็นการรวมตัวกันขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่หากแยกความเห็นทางการเมืองโดยใช้ "อุดมการณ์ทางการเมือง" หรือ Idealism แล้ว ผมคิดว่าคนเสื้อแดงจริงๆ แล้วแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่านั้นคือ พวกแนวทาง "เสรีนิยม" (ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) กับอีกพวกหนึ่งคือพวกสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์







ทั้งสองกลุ่มนี้ต้องการ "ปฏิวัติประชาธิปไตยดึงอำนาจจากระบอบอำมาตยาธิปไตย เข้ามาสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ในเรื่องนี้ผมคิดว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีความเห็นหรือเป้าหมายที่คล้ายกัน จึงร่วมมือกันได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะปัญหาเฉพาะหน้าคือ การปฏิวัติประชาธิปไตย ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่ในนาม มีพวกแอบอ้างประชาชนเข้ามาตัดสินใจแทนประชาชน

พวกเสรีนิยม มีแนวคิดทางการเมืองแบบเปิดกว้าง สนับสนุนระบอบเศรษฐกิจแบบเสรี และสนับสนุนประชาธิปไตย ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่ได้ปฏิเสธระบอบกษัตริย์ หากสามารถปรับตัวได้ไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายของสังคม เป้าหมายของเสรีนิยมคือ เสรีภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ทุกคนสามารถแสวงหาความมั่งคั่งได้อย่างเสรีภายใต้กฎกติกาของสังคม

มาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์ สนับสนุนการปฏิวัติสังคมเพื่อให้ทุกคนเท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจและ สังคม และต้องการสังคมที่ไม่มีชนชั้น พวกนี้เชื่อว่า "กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน" นั้นคือสาเหตุแห่งความไม่เท่าเทียมกัน คอมมิวนิสต์จึงต้องการให้ทุกอย่างเป็นของรัฐหรือของสังคม เป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนกลาง มาร์กซิสต์จริงๆ แล้วไม่เอากษัตริย์หรือแนวคิดอะไรก็ตามที่ทำให้คนไม่เท่าเทียมกัน ในความเห็นของมาร์กซิสต์คือ คนเท่าเทียมกันในทุกระดับ ภาษาเศรษฐศาสตร์คือ Homogeneous degree Zero คือไม่แตกต่างกันเลย

แต่ผมคาดว่ามาร์กซิสต์หรือคนที่นิยมในแนวทางนี้ในกลุ่มเสื้อแดงมีไม่มากนัก ส่วนมากคนเสื้อแดงจริงๆ ต้องการประชาธิปไตย ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และยังยอมรับระบอบกษัตริย์อยู่ แต่ไม่ใช่แบบแนวคิดแบบเทวะราชา แต่ต้องการให้อยู่พ้นการเมืองออกไปแบบอังกฤษ ญี่ปุ่น ซึ่ง ในทางทฤษฎีหรือกฎหมาย ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่มากมาย

ผมว่าแนวคิดทางการ เมืองไม่มีใครผิด เพราะเป็นค่านิยมพื้นฐานของแต่ละคน คนบางคนยังบูชาเจ้า คลั่งเจ้า จะไปตำหนิบางคนที่เขาคลั่งความเท่าเทียมกันได้อย่างไร

ในส่วนตัวผมเองนั้น ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดมาร์กซิสต์ ผมปฏิเสธทฤษฎียกเลิกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน เพราะผมคิดว่ามนุษย์ยังมีกิเลสเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ และมาร์กซิสต์จริงๆ นั่นจะขาดความคิดริเริ่ม ขาดแรงจูงใจในการผลิต และขาดการคิดค้นนวัตกรรม นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ให้ประเทศคอมมิวนิสต์ล้มเหลว คือ มาร์กซิสต์หากทำให้ได้ก็ต้องให้มนุษย์ทุกคน "บรรลุโสดาบัน" เป็นอริยบุคคลหมดเสียก่อน และในสังคมของพระอรหันต์นั้น จึงจะเป็นมาร์กซิสต์ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะตัดกิเลสสิ้นไปแล้ว




ผมไม่ได้ปฏิเสธระบบกษัตริย์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนชั้นสูงที่ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ เข้ามาแทรกแซงอำนาจทางการเมือง ผมต้องการให้ระบอบกษัตริย์เป็นแบบอังกฤษและอยู่เหนือการเมือง

บางคนพยายามปฏิเสธว่า อำมาตยาธิปไตยไม่มี ไม่มีใครแทรกแซงทางการเมือง แต่ยุคนี้อย่าคิดว่าประชาชนโง่ และผมยืนยันว่าองคมนตรีไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ พวกนี้เป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่เป็นอำมาตยาธิปไตย และมีผลประโยชน์ในสังคม แต่ผลประโยชน์ของพวกเขาไม่ใช่ของสถาบัน

แต่ผมเห็นว่าระบอบกษัตริย์ยังมีประโยชน์ในการ "รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี" และวัฒนธรรมบางประการของสังคมเอาไว้ได้ แต่ผมก็ไม่ใช่พวกคลั่งเจ้า และผมเป็นชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนามามากพอสมควรผมจึงไม่คิดว่า เจ้ามีความแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป และเป็นสมมุติเทพ นั่นเป็นศาสนาพราหมณ์ ผมคิดว่ากษัตริย์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐมาตามประเพณี ไม่เสียหายอะไรที่ประเทศจะมีประมุขที่มาจากประเพณีแบบอังกฤษ หากไม่ขัดแย้งต่อ "อำนาจของปวงชน"

ผมไม่ใช่แดงซ้าย แต่เป็น แดงขวา คือ ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่อยู่ร่วมกับระบบ ได้หากปรับตัว และก็อยากให้ปรับตัวใจจะขาด ทุกวันนี้ก็ยังงงๆ อยู่ว่า "สู้เพื่อระบอบอำมาตย์ไปทำไม" ไม่ใช่ผลประโยชน์ของระบบสักหน่อย แต่เป็นผลประโยชน์ของขุนนาง สู้เพื่อขุนนางไปทำไม เฮ้อ เลยงงๆ

บางคนอาจคิดว่ายุคนี้ คอมมิวนิสต์นั้นล้าหลังไม่มีใครพูดถึงไปแล้ว คนอาจแค่ต้องการประชาธิปไตย เป็นซ้ายนิดๆ

ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว คอมมิวนิสต์แบบรัสเซียหรือจีนไม่มีคนพูดถึงกันแล้ว แต่นักมาร์กซิสต์จริงๆ แล้วเขาคิดว่า นั่นไม่ใช่ระบอบมาร์กซิสต์ แต่เป็นลัทธิเลนินนิสต์ หรือสตาลินนิสต์ครับ คือ เอาแนวคิด "ปฏิวัติชนชั้น+มาร์กซิสต์" มาใช้ โดยมี "นักปฏิวัติ เป็นผู้จุดประกาย เพื่อกระโดดข้ามทุนนิยม ไปสู่คอมมิวนิสต์เลย เป็นการกระโดดข้ามการพัฒนาตามลำดับของสังคมตามแนวคิดของมาร์ก เข้าสู่การพัฒนาสังคมในระยะสุดท้ายที่สมบูรณ์เลยคือ ไม่มีชนชั้น ที่เรียกว่าคอมมิวนิสค์

มาร์กซิสต์ หรือนีโอมาร์กซิสต์ ถือว่านั้นเป็นความผิดพลาด พวกเขาคิดว่าต้องให้สังคมพัฒนการไปตามพัฒนาการของมันคือจากศักดินาเข้าสู่ทุนนิยม แล้วไปสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ในภายหลังมาร์กซิสต์ แบบ อ.ใจ จึงมาสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตย และให้สังคมผ่านระบอบทุนนิยมไปก่อน

ที่จริงระบอบการเมือง กับระบอบเศรษฐกิจมันก็ต้องสอดคล้องกันด้วย แต่บางทีมันก็สับสนปนเประหว่าง ประชาธิปไตย กับ ระบบเผด็จการ

มาร์กซิสต์จริงๆ เป็นประชาธิปไตย เน้นปวงชน

ทุนนิยมก็ต้องการประชาธิปไตย

แต่แนวทางเลนิน สตาลิน เหมา ทำให้เกิดเผด็จการโดยระบบพรรคขึ้น

สรุป คือ ทุนนิยมตอนนี้ เขาก็ลดแนวคิดลงเป็นเพียง Market Mechanism คือเน้นกลไกตลาดเป็นตัวจัดสรรทรัพยากร ใครจะผลิตอะไร ประชาชนจะบริโภคอะไร จะซื้ออะไร ให้เป็นไปตามดีมานต์ ซับพลาย เพราะจะเกิดประสิทธิภาพ

เยอรมันพัฒนาแนวคิด Social market Economy ขึ้นคือ ในระดับการจัดสรรทรัพยากร ใช้ระบบตลาด แต่ในเรื่องสังคม ใช้ระบบ สังคมนิยม เช่น สวัสดิการต่างๆ เพื่อให้คนที่แข่งขันไม่ได้ ได้รับการดูแล้วเป็นต้น

มันก็ผสมกันไปหมดแล้ว จะน้อยหรือมากเท่านั้น

ผมคิดว่าเรื่องสังคมมันแยกออกมาจากระบบเศรษฐกิจได้ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ระบบเศรษฐกิจคุณ จะเอากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล หรือ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ

ผมว่าคนส่วนใหญ่ออกแนวผสม

แต่เชื่อเถอะไม่มีใครเอา ศักดินา หรืออำมาตย์ที่เราเรียกว่า Aristocracy สักกลุ่ม สำหรับคนธรรมดานะครับ

ยกเว้นชนชั้นนำที่เกิดมาบนกองเงินกองทองและสถานะทางสังคมสูง ก็อยากให้มีคนกราบไว้บูชาตน อยากมีอำนาจในสังคม โดยไม่ต้องมีประชาชนยอมรับ

ยุคก่อนคนไม่มีความรู้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ยุคนี้คนมีความรู้มากขึ้น ใครเขาจะยอมให้คนเอา ชาติตระกูล ฐานะมากดขี่เขาได้ อะไรประมาณนี้


พ่อแม่ใจยักษ์จับลูกพิการใส่กรงขังนาน 20 ปี

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ได้อ่านหนังสือต่างประเทศเรื่องหนึ่ง เกี่ยวพ่อแม่ใจยักษ์ที่จับลูกซึ่งพิการใส่กรงขังเช่นสัตว์เลี้ยง ครอบครัวใจยักษ์นี้ได้กระทำกับลูกในใส้แท้ๆ หลังจากลูกพิการนี้เกิดมา ทั้งสองก็ให้มีความรังเกียจเป็นอย่างมาก เพราะต้อง

เพิ่มภาระเลี้ยง ดู เนื่องจากเดินเหิรไปใหนด้วยตัวเองไม่ได้ พ่อแม่จึงจับใส่กรงขัง จะถ่ายจะฉี่ก็อยู่ในกรงนั้นถึงเวลาก็เอาน้ำเอาข้าวมาให้กินเช่นสัตว์เลี้ยง บางครั้งก็พาไปอาบน้ำแต่ไม่ทุกวัน สภาพความเป็นอยู่ แย่มากๆ แต่

พ่อ แม่ใจยักษ์ก็ไม่เคยนึกสงสารลูกของตัวเอง ลูกพิการที่พูดได้แค่อ้อเเอ้ไม่สามารถตะโกนออกไปให้ใครช่วยได้ เพราะพูดลิ้นคับปาก เขาต้องถูกขังอยู่ในกรงนานถึง 20 กว่าปี กว่าจะมีคนช่วยเอาออกจากขุมนรกนั้น แถมขัง

ในห้องใต้ดินที่มีแสง สว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงคราวที่สาวพิการนี้จะพ้นเวรพ้นกรรมจากพ่อแม่ใจยักษ์ เกิดเหตุไม่คาดฝันเนื่องจากไฟรัดวงจรที่อยู่ห้องใต้เกิดช๊อคขึ้นมา มีควันลอดออกมาจากห้องใต้ดิน เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้

กัน โทรแจ้งหน่วยกู้ภัยและหน่วยดับพลิงมาทันเวลา หน่วยกู้ภัยและดับเพลิงได้ทำการพังประตูห้องใต้ดินเข้าไป ต่างตกตลึงกับภาพที่เห็นอยู่ในกรง นั่นคือมนุษย์เป็นๆที่ถูกขังอยู่ในสภาพโทรมเหมือนสัตว์ตัวหนึ่งอยู่ในนั้น หน่วย

กู้ภัยจึงได้ช่วยเหลือผู้หญิงพิการคนนี้ออกมาและนำส่งโรง พยาบาลด่วนเพื่อช่วยเหลือชีวิต ระหว่างที่เพลิงไหม้ห้องใต้ดินนั้นพ่อแม่ใจยักษ์ไม่ได้อยู่บ้าน หลังจากนั้นตำรวจได้จับกุมพ่อแม่ใจยักษ์คู่นี้เข้าคุกรับใช้เวรที่ก่อให้กับ

ลูก ในใส้ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันหดหู่ใจเป็นอย่างมาก อีกเรื่องหนึ่งแม่จับลูกวัย 4 อาทิตย์ใส่ตู้ไมโครเว็ปเพราะโกรธที่ลูกร้องไห้ไม่หยุด เรื่องนี้เกิดที่อเมริกา เรื่องจับลูกใส่กรงขังนี่แถวรัชเซีย เรื่องของพ่อแม่ใจยักษ์เนี่ยคงมี

อยู่ทั่วๆไป บางที่ก็ฆ่าลูกที่เพิ่งคลอดแล้วเพคใส่ถุงเอาเข้าช่องฟิตแช่แข็ง เรื่องนี้เกิดที่เยอรมันนี่เองหลายรายทีเดียว แล้วที่ประเทศไทยจะไม่มีพ่อแม่ใจยักษ์บ้างหรือ? เป็นไปไม่ได้ แต่ที่เห็นอยู่กับตา ก็มีพ่อแม่ของครอบครัว

หนึ่ง ที่รักลูกลำเอียง นี่ก็อยู่ในบัญชีพ่อแม่ใจยักษ์เช่นกัน สั่งฆ่าลูกได้อย่างเลือดเย็น คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คน ทำไมถึงทำได้ลงคอ? คนจำพวกนี้จิตใจช่างอำมหิตผิดมนุษย์ ฆ่าได้กระทั่งลูก ฆ่าได้กระทั่งพี่ ฆ่าได้กระทั่งน้อง

ใจคอโหดร้าย นึกแล้วขยะแขยง ข่าวเรื่องฆ่าลูกในใส้มีเกิดขึ้นบ่อยๆในต่างประเทศ ที่ฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ก้มีข่าวหือฮาเกิดขึ้น น้องชายได้ฆ่าพี่ชายกินเป็นอาหาร บ้านอยู่ทางเหนือของฝรั่งเศส เขาตัดข้อมือข้อเท้าพี่ มา

ต้มเป็นซุปซดกิน อ่านข่าวแล้วแทบอาเจียนเรื่องจริงน๊ะเนี่ย ตำรวจจับได้ เพราะแกไปสารภาพผิดกับตำรวจ ว่าฆ่าพี่ชายตายกินเป็นอาหาร โลกนี้มันมีอะไรเพี้ยนๆชอบกล ระวังกันให้ดี หากโลกมันอาเพทหาอะไรกินกันไม่ได้ คง

หันมาฆ่ากันเองกินเป็นอาหารแน่ๆ นึกแล้วกลัวไปดีกว่า............


แสดงความเห็นได้ที่นี่
http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=1219

ระหว่างสายยุทธการกับสายเสนาธิการ

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ในทางปฏิบัติระหว่างทำการรบนั้น เขาจะแบ่งออกเป็นฝ่ายยุทธการ และฝ่ายเสนาธิการ Commander in Chief จะดูจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้นำหน่วย ดูความเหมาะสมของหน่วยทหารที่จะมอบหมายภารกิจ สภาพสมรภูมิ ข้าศึกที่เรากำลังรบกับเขาอยู่ ฯลฯ ก่อนจะแต่งตั้งผู้ทรงอำนาจสูงสุดในสมรภูมิใดขึ้นมา คนผู้นี้บางครั้งก็มาจากสายยุทธการ แต่บางครั้งก็มาจากสายเสนาธิการ ไม่มีความแน่นอนว่าเลือกฝ่ายไหนแล้วรับรองได้ว่าจะต้องชนะ เพราะนายทหารทุกคนนั้นผ่านการศึกษาและผ่านประสบการณ์มาแล้วทุกคน มิฉะนั้น ก็ไม่ได้นำหน่วยหรอก

แต่นายทหารทุกคนต่างก็อยากเป็นแม่ทัพในสมรภูมิย่อยหรือสมรภูมิหลักกันทั้งนั้น จึงต้องมีการนำเสนอตนเองและแนวทางของตนว่าเยี่ยมยุทธ นี่ถือได้ว่าเป็น Conflict of Interest ในกลุ่มผู้นำด้านการทหาร อันเป็นเรื่องปกติ ตอนที่โซเวียตเลือกแม่ทัพจะบุกเบอร์ลินนั้น จอมพลสองคนต่างก็เสนอแผนงานที่ดีเยี่ยมและมีเป้าหมายดี แต่เชื่อกันว่า เหตุผลที่กรรมาธิการทหารเลือกจอมพลชูคอฟเป็นผู้นำทัพยึดเบอร์ลินนั้น เพราะชูคอฟเคยพิสูจน์ตนเองด้วยชัยชนะและยุทธวิธีสงครามกองโจรในเมืองแบบเกาะติดศัตรูที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้ ถ้าต้องนำกองทัพที่อ่อนด้อยกว่าด้านแสนยานุภาพ ชูคอฟสามารถหยุดยั้งยุทธวิธีสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ของเยอรมันโดยจอมพลเพาลุสที่สตาลินกราดได้สำเร็จ เยอรมันต้องพ่ายแพ้ ทหารและแม่ทัพถูกจับเป็นเชลยศึกมากมาย ในส่วนตัวนั้น จอมพลชูคอฟเองก็เป็นนายทหารที่กำลังพลรักใคร่เคารพ ถึงลูกถึงคน ลงสนามรบร่วมจับปืนกับพลทหาร เด็ดขาดขนาดปลดและสั่งจับนายพลสามคนทันทีที่ขัดคำสั่ง รวมทั้งได้ทุ่มเทเพื่อการปฏิวัติมาตลอด ไม่ใช่นายพลอีกคนหนึ่งที่ก่อนจะเข้าร่วมกองทัพแดงนั้น เคยเริ่มชีวิตทหารในกองทัพพระเจ้าซาร์มาก่อน

สถานการณ์ในกลุ่มเสื้อแดงวันนี้เราจะเห็นการนำเสนอที่แตกต่างกันในการเคลื่อนไหว การนำเสนอนั้นหากพิจารณาแนวทางที่แตกต่างซึ่งแสดงออกกันมา ผนวกกับข้อมูล ของความขัดแย้งระหว่างบุคคล โดยเฉพาะคนที่เคยปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้เป็น Commander in Chief ถึงขั้นที่คุยกันไม่ได้อีกแล้ว ก็ยิ่งมองได้ว่า นี่อาจเป็นยุทธวิธีเพื่อชิงการนำกันเท่านั้น เนื่องจากเสื้อแดงวันนี้มีมวลชนมากมาย มีผลถึงอนาคตทางการเมืองของผู้นำการเคลื่อนไหวด้วย จึงมีการจัดตั้งมวลชน การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องน่างุนงงประเภทที่ว่า ทำไมในช่วงที่ทุกกลุ่มโดนทั้งการใช้กำลัง การติดคุก ปิดสถานีสื่อสารข้อมูล แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยผจญปัญหาเลยสักอย่าง แม้แต่ในช่วงที่ฝ่ายตรงข้ามมีทั้งกฎหมายและเหตุผลที่จะทำได้อย่างสบาย

การที่ฝ่ายใดจะเข้ามาชิงการนำได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่จะต้องทำให้ Commander in Chief และมวลชนคล้อยตามให้ได้ และผู้ตัดสินใจก็ต้องสุขุมคิดหลาย ๆ ชั้นให้ดี อย่าทำไปด้วยข้อมูลอันไม่ครบถ้วนรอบด้าน เพราะราคาการตัดสินใจผิดพลาดนั้นมันแพงมาก ก่อนจะตัดสินใจอย่างไร Commander in Chief ต้องฟังเสียงที่ดังมากของมวลชนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ด้วย ข้อมูลที่รอบด้านจำเป็นสำหรับนักบริหาร มิฉะนั้น พลังส่วนรวมที่เข้มแข็งจะอาจถูกทำให้อ่อนแอไปเสียเปล่า ๆ โดยใช่เหตุ ควรดูภาพรวม ประเมินผลที่จะเกิดขึ้น และผลงานที่ผ่านมากันดีกว่า แน่นอนที่ไม่มีใครทำให้ทุกคนพอใจได้ทุกสิ่ง แต่ต้องมองผลภาพรวมมาพิจารณามากกว่าเอาจุดอ่อนบางจุดมาตัดสิน