WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 24, 2009

วัคซีน ‘อึด ฮึด สู้’

มา บางกอกทูเดย์

หน้าตาซีดเซียว...ผ่ายผอมการต่อสู้ดิ้นรนชีวิตของคนไทยในยุค “ข้าวยากหมากแพง”ซึ่งดูแล้วรัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร กับเรื่องปากท้องการกินอยู่ ของประชาชนเล่นการเมือง...จนขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อ “บ้านเมือง”ไปมุ่งเน้นแสวงหาครอบครองยึดติดกับ “อำนาจ” จนลืมตัวเป็นเวลาไม่น้อย...กับการที่รัฐบาลนำโดย “ประชาธิปัตย์”ขึ้นทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้สโลแกน“ประชาชนต้องมาก่อน”วาระประชาชน คือ วาระของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นคำพูดที่ท่านเคยให้ไว้ตอนขึ้นรับตำแหน่งผู้นำประเทศถึงวันนี้คำพูดสวยหรู กับการกระทำ ได้เป็น“เครื่องพิสูจน์”ชี้ให้เห็นแล้วว่า...เป็นการพูดจา “โป้ปดมดเท็จ”อันสร้างความรู้สึก “เจ็บปวด” ให้กับคนไทย...ที่ฝากความหวังรอเพียง “ผู้นำ” ที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองการชิงธงการต้องการนำกระแสและการดึงเอา“ความชอบธรรม” มาไว้อยู่กับตนและพวกพ้องพวกท่านให้ความสนใจ...ล็อบบี้ดิวงานกันอย่าง “ขะมักเขม้น”ชนิดที่เรียกว่า ผิด หรือ ถูก ไม่จำเป็นต้องลืมหูลืมตาแต่สิ่งสำคัญที่พวกท่านกลับลืม คือ “ประชาชน”“ประชาธิปัตย์” รัฐบาลแห่งความหวังที่ “ผู้มีอำนาจ”อยู่เบื้องหลัง...พยายามผลัก พยายามดัน จนเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจวันนี้คงเห็นเพียงภาพ “รัฐบาลเด็กเส้น” ที่คิดขึ้นมาบริหารประเทศ...แต่สุดท้ายทำกันไม่เป็น...ไม่มีอะไรดีเป็นชิ้นเป็นอัน

หรือคำพูดของคนเฒ่าคนแก่ที่ว่า...คนดี คนเก่ง ไม่สามารถขึ้นเป็นใหญ่ เป็นผู้นำมวลชน สร้างผลประโยชน์ตอบแทนอันคุ้มค่าให้กับประชาชนเป็นคำพูด “สัตย์จริง” ซึ่งเป็น คำตอบที่ดีที่สุด แห่งการสร้างและการดำรงอยู่ของอุดมคติทางความคิด “ทางการเมือง”ประเทศไทยเจ็บกระดองใจ...ที่บุคคลเหล่านี้ขึ้นมากระทำย่ำยีกับประชาชนและประเทศชาติจนย่อยยับ “ฉิบหาย” เฉกเช่นความจริงทุกวันนี้ประเทศไทยมีความเป็นที่สุดของโลกในหลายเรื่อง...แต่ใครเล่าที่คิดใช้ “มันสมอง” ถ่ายทอดผ่านการปฏิบัติให้เกิดการ “สัมฤทธิผล”ไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวอันดับ 6 ของโลก มีการส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1...อาหารไทยเป็นอาหารยอดนิยมติด1 ใน 5 ของโลก ร่วมกับ อาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่นและ จีนกรุงเทพฯ ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมามากที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นอันดับ 3 ของโลกทำไม?? “ความได้เปรียบ” กลับกลายเป็น “ความเสียเปรียบ”คนไทยยามนี้จำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากัน “รักใคร่” และ“พึ่งพาอาศัยปรองดอง” เพราะภูมิต้านทานอันน้อยนิดที่“ผู้มีอำนาจ” ไม่ใคร่ยินดีส่งเสริมน.พ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวไว้ว่า...วัคซีน “อึด ฮึด สู้” ถือเป็นภูมิต้านทานที่คนไทยทุกคนจะต้องมีติดตัวอยู่เสมอเพื่อเป็นยาใจที่จะถูกนำมาใช้โดยอัตโนมัติ ยามเมื่อชีวิตเกิดวิกฤติปัญหารุมเร้าท่าจะจริงครับคุณหมอ...สู้โว้ยย!! ■

ไม่ธรรมดา

ที่มา บางกอกทูเดย์

คงไม่นานจากนี้ คำตอบจะออกมาว่าในความรู้สึกหรือความต้องการของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น เขาจะเลือกใครเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ??แต่ในชั้นนี้ มาร์ค-อภิสิทธิ์ ได้ออกมาเปิดใจว่า...ที่ผ่านมาทำไมจึงต้องเลือก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐจเรตำรวจเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป??นายกฯ อภิสิทธิ์ เปิดใจชนิดที่เรียกว่า “ร่ายยาว”อย่างนี้...ประการแรก คุณอภิสิทธิ์มีอำนาจเต็มตามกฎหมาย

ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะเสนอชื่อใคร หรือแต่งตั้งใครเป็น ผบ.ตร.ก็ได้ประการต่อมา...เพราะฝันอยากเห็น สตช. ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ โยนการเมืองในอดีตล้วงลูกมานานแม้งานนี้จะมี “อุบัติเหตุทางการเมือง” ที่ คุณชวรัตน์ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาคัดค้าน โดยการเสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมายแทน ก็ถือเป็น “เรื่องใหญ่ในเรื่องเล็ก”!!คือ...ในแวดวงการเมืองไทยนั้น อะไรก็มักจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอวันนี้ มท.1 ก็ยังพบปะพูดจากับ สร.1 มาร์ค-อภิสิทธิ์ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นแปลความว่า...อะไรที่ว่าแน่ๆ ก็อาจจะไม่แน่?? และในที่สุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็อาจจะสามารถดันทุรังใช้อำนาจ “นายกรัฐมนตรี” ที่มีอยู่ ดึงดันเสนอพล.ต.อ.ปทีป อีกครั้ง และหนนี้คงผ่านการเห็นชอบจาก “คนที่ไม่เห็นด้วย” มาก่อน??อภิสิทธิ์คงต้องมีคาถาดีหรือมียาเสริมกำลังอย่างดีหมีอยู่ด้วย จึงยืนยันนั่งยันตลอดเวลาว่า ที่ต้องเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป นั้น เพราะในสังคมตำรวจได้ถูกการเมืองล้วงลูกอยู่นาน!!อภิสิทธิ์เน้น ย้ำ และยืนยันกระต่ายขาเดียว เราต้องการก็คือทำอย่างไรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก้าวเข้าสู่ความเป็นตำรวจอาชีพ??ต้องยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมามีเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซง และระบบคุณธรรมในตำรวจได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เพราะฉะนั้นบุคคลที่เขาเสนอชื่อมองว่า จะต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่าง คือ

1. สามารถทำให้ความขัดแย้งภายในลดลงได้เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับนับถือ และมีบุคลิกสามารถประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทำให้การทำงานตำรวจมีประสิทธิภาพ

2. ภายนอกต้องมีการยอมรับนับถือในลักษณะของความเป็นกลางทางการเมือง สามารถเดินหน้าคดีต่างๆ ได้ดี ส่วนการประชุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมาอาจจะมีข้อมูลหรือความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดาในอดีตที่ผ่านมา กระบวนการกว่าจะได้ ผบ.ตร.หรืออธิบดีกรมตำรวจ ก็มีเรื่องแบบนี้ที่เคยเกิดขึ้นเหมือนกันผมเองก็เชื่อว่า...งานนี้ของมาร์ค “ไม่ใช่ธรรมดา”แต่เป็นในที่สุดจะจบลงแบบ “ไม่ธรรมดา” ■

ทำง่ายให้ยาก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของชาติ..ที่ในยามที่ความแตกแยกกำลังแผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงกันออกไป..จนประเทศกำลังจะกลายเป็นเสี่ยงๆ อยู่นี่คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เป็นผู้นำประเทศ..จะต้องเป็นคนที่พูดจาเชื่อถือได้..เป็นผู้มีบารมีที่ทุกๆ ฝ่ายให้ความเกรงอกเกรงใจ..จะต้องเป็นคนแบบที่..มองถูกคิดถูก..และรู้จักเรื่องราวของความเป็นคน..หรือเรื่องราวของคนมากกว่านี้วิกฤติของแผ่นดินแบบนี้..ไม่ใช่เวลาของเด็กอมมือจะเข้ามาเล่นขายของกันอยู่ใต้ตึกไทยคู่ฟ้า..หรือใช้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นห้องทดลองวิชาการเมือง..วิวัฒนาการของโลกนั้น..มีกฎแห่งความจริงอยู่ประการเดียว..นั่นคือ..จะต้องทำสิ่งที่ยากให้ง่าย..ไสยศาสตร์เป็นจินตนาการ..แต่วิทยาศาสตร์ทำให้จินตนาการนั้นเป็นความจริงแต่นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน..ท่านมีวิวัฒนาการที่สวนทางกับกฎแห่งความจริง..ท่านทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก..อย่างเรื่องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ไม่ว่าจะในเรื่องที่ไม่อยากจะให้เขาทำอะไรและให้เขาทำอะไร..ท่านเพียงบอกเขาไป..และหากเขาไม่ทำ..ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่านมีอำนาจเต็มที่อยู่แล้วที่จะเชิญเขาเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล..และมอบ

งานให้ผู้รักษาการเขาทำสนองเจตนารมณ์และอุดมประโยชน์ของท่านแต่ท่านกลับใช้วิชา..เด็กเลี้ยงแกะ..และขอทานปลูกมะม่วง..อย่างเรื่องการเตรียมการตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..เพียงท่านนำเสนอเข้าไป 2 ชื่อคือ..อันดับ 1 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และอันดับ 2 พล.ต.อ.ปทีป ตันประสริฐ..ก็จะถูกต้องตามแบบแผนประเพณี..และด้วยความสมบูรณ์ของเหตุและผล..พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์..ซึ่งยังเหลืออายุราชการอีก 3 ปีก็จะต้องหลีกทางให้กับ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ..สมดังเจตนารมณ์ของท่าน..เพียงท่าน..ใช้เวลาก่อนประชุมสัก 1 ชั่วโมง..หารือนอกรอบ..ท่านก็จะไม่ต้องอับอายขายหน้า..กับการถูกฉีกหน้าแบบนี้..และไม่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่..จนถึงขั้นต้องถูกถามว่า..จะลาออกหรือยุบสภาเมื่อท่าน..มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ..ดูแลเรื่องความมั่นคง..ซึ่งหมายความถึงดูแลกิจการตำรวจด้วยแล้ว..ท่านต้องเชื่อในคนที่เขาเลือกมา..ถึงวันนี้ไม่มีใครกลัวเรื่องยุบสภา..เพราะไม่มีใครฝันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี..เพราะยุบสภา..มันจะให้คำตอบทันทีก่อนถึงวันเลือกตั้ง..ว่า..นายกรัฐมนตรีคนใหม่..ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและในเมื่อเชื่อแน่นอนว่า..หลังเลือกตั้งท่านไม่ใช่นายกรัฐมนตรี..การลาออกของท่านนั่นแหละ..ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย..เวลานี้ ■

ปชป. อย่าซ่า! ขู่คนที่อยากเลิก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องถือว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีจังหวะของดวงชะตาในขณะนี้ไม่สอดคล้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริงๆแตะลงไปตรงไหน มีเรื่องตรงนั้นให้เห็นอยู่ร่ำไปตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก็เป็นเรื่องเข้าไปแตะโผ 152 นายพล ก็เป็นเรื่องถอยลงมายุ่งกับเรื่อง โผระดับผู้บังคับการระดับสัญญาบัตรตามแรงเชียร์ของ “วอลล์เปเปอร์” นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลาที่ไม่ชอบอยู่สงขลา แต่ชอบอยู่หน้าจอเวลาที่นายกฯ ออกทีวีก็กลายเป็นเรื่องยุ่งอีกขนาดเรื่องแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เป็นคนเสนอชื่อไปให้ ก.ต.ช.เห็นชอบแท้ๆก็ยังกลายเป็นเรื่อง

แบบนี้ดวงขัดกันยิ่งกว่าดาวพุธถอยหลัง ราหูเดินเข้ามาในเรือนเกิดเสียอีกเจอแต่เรื่องไม่หยุดแบบนี้ เป็นใครก็ต้องเครียด!!!อย่าว่าแต่นายกฯ มือใหม่หัดขับอย่าง “มาร์ค” ที่มีอายุอานามแค่ 45 ปีเลยด้วยเหตุนี้ทำให้ นายอภิสิทธิ์ ประกาศก้องกลางรายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศแบบขัดใจนายกฯ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า…“สัปดาห์ที่ผ่านมา...พี่น้องประชาชนได้รับรู้ข่าวสารมากที่สุดคงหนีไม่พ้นปัญหาในเรื่องของการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงอยากจะขอเรียนว่า...การแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้น ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องของการบริหารงานตำรวจซึ่งในกฎหมายนั้นก็กำหนดเอาไว้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดเลือกรายชื่อ ผบ.ตร. เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติที่เรียกสั้นๆ ว่า ก.ต.ช. เพื่อให้ความเห็นชอบฉะนั้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา...เราก็เริ่มต้นกระบวนการที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั่นก็หมายความว่า...ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี และทำหน้าที่เป็นประธาน ก.ต.ช. ก็เสนอชื่อที่ผมเห็นว่ามีความเหมาะสมให้ทางคณะก.ต.ช. ได้ให้ความเห็นชอบแต่ปรากฏว่าในการลงมติในวันนั้นยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้ก็ถือว่ายังไม่ยุติมีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการสอบถามว่าเป็นอย่างไร...ทำไมการเสนอชื่อสามารถเสนอชื่อได้กี่ชื่ออยากจะย้ำอย่างนี้ว่า...ที่จริงในการดำเนินการในเรื่องนี้ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็จะมี

คณะกรรมการเช่นเดียวกันเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ผู้มีอำนาจเสนอชื่อเข้าไปจะเสนอชื่อเดียว!ทั้งเป็นประเพณีปฏิบัติ และที่สำคัญ คือถ้าตามกฎหมายปัจจุบัน การที่กฎหมายใช้ถ้อยคำว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่จะเป็นคนคัดเลือกชื่อหมายความว่า...เสนอไปเพื่อขอความเห็นชอบถ้าเสนอหลายชื่อเขาจะไม่เรียกเห็นชอบเขาจะเรียกว่าเป็นการคัดเลือก เป็นการเลือกตั้งส่วนกระบวนการคัดเลือกนั้นเป็นหน้าที่ของผมในฐานะนายกรัฐมนตรี สำหรับการคัดเลือกและการที่จะขอความเห็นชอบในครั้งนี้ผมก็เรียนสั้นๆ นะครับว่า...ไม่ได้หมายความว่าผมก็คิดอะไรของผมเอง ผมได้มีการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานสุดท้ายผมยืนยันครับว่า...สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมต้องการจะเห็นเกิดขึ้น คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการที่จะต้องรักษากฎหมาย ดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อยเป็นที่วางใจ มั่นใจ และศรัทธาของประชาชนโดยเฉพาะในยามที่ปัญหาของการเมือง ปัญหาความขัดแย้งมีมาก และปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ที่พี่น้องบ่นมา จะเป็นเรื่องยาเสพติด จะเป็นเรื่องอะไรก็ตามมีมากฉะนั้น สิ่งที่ผมต้องการให้เห็นเกิดขึ้นก็คือ ประสิทธิภาพสูงสุดได้วิเคราะห์สถานการณ์ในวันนี้ สิ่งที่เราต้องการก็คือ...ทำอย่างไรให้ ตร. ก้าวเข้าสู่ความเป็นตำรวจอาชีพ ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา...มีเรื่องของการเมืองเข้าไปแทรกแซง และระบบคุณธรรมในตำรวจได้รับผลกระทบอย่างค่อนข้างรุนแรงเพราะฉะนั้นบุคคลที่ผมเสนอชื่อ...ผมมองว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่าง อย่างแรก คือ สามารถที่จะทำให้ความขัดแย้งภายในลดลงได้ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับนับถือ

และมีบุคลิกในลักษณะที่จะสามารถประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพประการที่ 2 ในภายนอกต้องมีความยอมรับนับถือในลักษณะของความเป็นกลางทางการเมือง และสามารถที่จะเดินหน้าคดีต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมาในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา...อาจจะมีข้อมูลอาจจะมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะในอดีตกระบวนการที่จะได้ ผบ.ตร. หรืออธิบดีกรมตำรวจ(อ.ตร.) ในอดีตก็มีอย่างนี้ที่เคยเกิดขึ้นเหมือนกันเสนอไปครั้งแรกก็ยังไม่เรียบร้อย ก็มีการเสนอครั้งที่ 2แม้กระทั่งครั้งที่ 3 เข้าใจว่าก็ยังเคยมีเช่นเดียวกันฉะนั้นเรื่องนี้ ผมก็ทำงานต่อไป เพื่อที่จะได้เฟ้นตัว ผบ.ตร.ที่ผมคิดว่าจะมีคุณสมบัติในลักษณะที่ผมได้กล่าวมาแล้วเพื่อที่จะให้ ตร. สามารถที่จะเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชนและที่สำคัญ คือ สนองนโยบายของรัฐบาลได้ถามว่าจะดำเนินการได้เสร็จเมื่อไร ก็อยากจะเรียนว่า...ที่จริงก็เป็นความตั้งใจดีว่าอยากจะเสร็จก่อนเดือนสิงหาคมเพราะว่าในกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ในส่วนของตำรวจจะมีนิดหนึ่งก็คือว่า ในส่วนตำแหน่งรองลงไปจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นอำนาจของ ก.ตร. (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) ซึ่งมีท่านรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานอยู่ผมพยายามที่จะผลักดันว่าจะเสร็จก่อนเดือนสิงหาคมเพื่อที่จะให้ทาง ก.ตร. ได้ทราบว่าใครเป็นผู้บัญชาการคนใหม่น่าจะดีกว่า แต่ว่าท่าน ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ท่านได้บอกกับผมว่าที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็น แม้ว่ากระบวนการของ ก.ต.ช.เรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่ ยังไม่เรียบร้อยก.ตร. ก็สามารถที่จะพิจารณาในส่วนของ ก.ตร. ก่อนหรือทำต่อก็ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล อาจจะต้องใช้เวลายาวกว่าที่ผมคิดนิดนึงเท่านั้นเอง แต่ว่าสิ่งที่ผมต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของตัวองค์กรตำรวจเองเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้นผมมุ่งมั่นเดินหน้าอย่างเต็มที่ และเชื่อครับว่าจะก้าวพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้นะครับ”ระบายกันออกมามากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นอาการป่วยก็ต้องถือว่าถ่ายท้องกันอย่างหนักเลยทีเดียว...ไม่มียั้ง ไม่มีอั้นมีเท่าไหร่ไหลระบายออกมาหมดซึ่งอาการนี้จริงแล้วไม่ได้เกิดความอึดอัดอย่างหนักกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เพียงฝ่ายเดียวแต่ทางฝ่ายภายในพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายสุเทพเทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด และ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีผู้เป็นเหมือนโซ่ข้อกลางระหว่างรุ่นใหญ่อาวุโส แต่เป็นรุ่นเก่าภายในพรรค กับรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นใหญ่ภายในพรรค!!!ล้วนแล้วแต่พลอยอึดอัดแน่นเฟ้อ เรอไม่ออกตามไปด้วยซ้ำร้ายเวลานี้พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินก็พลอยติดร่างแหไปด้วยเต็มๆ ในข้อหาก่อการกบฏในการลงมติ ก.ต.ช.ถึงขนาด ส.ส.ประชาธิปัตย์บางคน งัดเอาเพลง “จังซี่มันต้องถอน” ของ ปอยฝ้าย มาลัยพร มาขย่มข่มขู่ไล่บี้ตั้งแต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย...ว่าสมควรถูกถอนออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้แล้วโดยมี นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันนายกองอาสาร้องด่าท้าทาย ออกมาจุดพลุให้นายอภิสิทธิ์ขับพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัญหาก็คือ พรรคภูมิใจไทยและก๊วนเพื่อนเนวินกลัวคำขู่ของกลุ่ม ส.ส.ซ่า ที่ตบเท้าหนุนนายอภิสิทธิ์หรือไม่???ตรงนี้ต่างหากที่น่าคิด

เพราะกระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็คือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ฉลาดหรือโง่ในทางการเมืองกันแน่นั้น สุดท้ายคงต้องดูกันให้ลึกๆการที่ออกมาข่มขู่ “ปู่จิ้น” ว่า หากยังดึงดันโหวตสวนนายกฯคงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้นั้น...แค่คิดก็ผิดแล้วหลานเอ๊ยขู่แบบนี้จะไปเข้าทางปู่จิ้นเสียเปล่าๆ รวยก็รวยแล้ว เกียรติยศชื่อเสียงก็มีแล้ว อายุก็ขนาดนี้แล้ว จะยังต้องการอะไรอีกทะลึ่งมาขู่คนที่อยากจะเลิกอยู่แล้ว...แบบนี้บ้าหรือเปล่า???ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์เองล้วนๆล้านเปอร์เซ็นต์ในเมื่อเรื่องนี้คีย์แมนคนที่ประสานงาน คือ นายสุเทพและนายนิพนธ์ ที่ระบุชัดว่าให้โหวตใคร โหวตอย่างไรซึ่งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เคยประสานตรงกับนายอภิสิทธิ์อยู่แล้ว...ดังนั้น จึงไม่ได้มีการรู้มาก่อนเลยว่านายอภิสิทธิ์จะเลือกเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐที่ผลโหวตออกมาไม่ตรงกัน ก็เพราะในประชาธิปัตย์ไม่เคลียร์กันเองนั่นแหละคำถามคือทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่เคลียร์กับนายสุเทพและนายนิพนธ์ให้เรียบร้อยชัดเจนเสียก่อน...จะได้ไม่ต้องมาหน้าแตกหมอไม่รับเย็บแบบนี้ฉะนั้น เรื่องนี้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ หากยังไม่รู้ลึกรู้จริงก็อย่าได้เที่ยวออกมาพูด เพราะเดี๋ยวจะยุ่งเดี๋ยวเข้าทางปู่จิ้นเสียเปล่าๆ...ที่หวังว่ารัฐบาลจะอยู่ให้ข้ามปีใหม่ อาจจะหดสั้นจุ๊ดจู๋เหมือนหางลูกอ๊อดก็เป็นได้การที่ตบเท้าออกมาทำคะแนนหรือออกมาเสนอหน้าหวังแข่งกับวอลล์เปเปอร์นั้นเข้าใจได้ แต่สำคัญคือต้องรู้ให้จริงเสียก่อน ดังนั้น หากอยากรู้เรื่องนี้ให้ลึกจริงๆ ต้องไปถามนายนิพนธ์กับนายสุเทพแล้วจะกระจ่าง!!!จะได้ไม่ทำอะไรเฟอะฟะในทางการเมืองกันอีก ..ตั้งแต่หัวแถว ปชป. ลงมาเลยนั่นแหละ ■

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



มือเปล่ากับรถถัง-BBCนำเสนอภาพและคลิปข่าวบุรุษนิรนามคนหนึ่งขึ้นไปกอดปืนบนรถถังไม่ให้กราดยิงประชาชนในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด นี่เป็น1ภาพแทนพันๆคำว่า นี่หรือคนที่NGOหรือใครจะหมิ่นแคลนว่าเขารับจ้างทักษิณมา หรือทำเพื่อทักษิณเพียงคนๆเดียวโดยใช้"ความรุนแรง" ทั้งที่เขาวีระอาจหาญกล้าสู้กล้าเอาชนะกล้าเสียสละ และอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ภาพข่าวกำลังฟ้อง( ภาพและคลิปข่าวBBC คลิ้กที่นี่ )


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
24 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่เป็นตอนๆนับแต่บัดนี้



#สารี อ่องสมหวัง(ขวา)กับรสนา โตสิตระกูล

#นิมิตร์ เทียนอุดม

โฉมหน้าผู้ออกใบอนุญาตปราบสงกรานต์เลือด-สารี อ่องสมหวัง ผู้นำเอ็นจีโอด้านสลัมและสิทธิผู้บริโภค กับนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้นำเอ็นจีโอด้านเอดส์ เป็นแกนนำเอ็นจีโอที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับสมาคมนักข่าวฯในนามเครือข่ายกลุ่มประชาชนไม่เอาสงครามกลางเมืองระบุทักษิณ ชินวัตรยั่วยุและนปช.ก่อความรุนแรง จึงขอให้รัฐบาลใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่าที่"จำเป็น" และต่อมาหลังสงกรานต์ทมิฬได้ร่วมกันรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย" แต่ตอนพันธมิตรทำร้ายประเทศไทย ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยึดสถานีโทรทัศน์ ไม่รู้พวกเขาหลับอยู่ที่ไหน!?


#ศยามล ไกรยูรวงศ์
#วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ
#เรวดี ประเสริฐเจริญสุข
#บรรจง นะแส

โฉมหน้าพวกเสนอตัวรับใช้เผด็จการเป็นสว.ลากตั้ง-แกนนำเอ็นจีโอทั้งหมดข้างต้นนี้ รวมทั้งนิมิตร์ เทียนอุดม เสนอตัวเป็นสว.ลากตั้งต่อคณะกรรมการลากตั้ง โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งของคนไทย 63 ล้านคน แต่ถูกเปรมปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไย แต่ปานนี้ก็หาได้สำนึกตัว คำถามคือพวกเขาเคารพต่อเสียงอันแท้จริงของพลเมืองไทยจริงหรือจากพฤติการณ์นี้?

พอดีมีคนถามผมถึงเอ็นจีโอในรุ่นถัดมาจากพวกขาใหญ่ทั้งหลายอย่างหมอประเวศ ส.ศิวรักษ์ เสน่ห์ จามริก

มาถามจุดคีมึ้งพอดี เพราะถามถึงนิมิตร์ เทียนอุดม ผมก็เลยจะฉายภาพให้เห็นถึงความริยำอัปรีย์ของคนพวกนี้ว่าหน้าไหว้หลังหลอก กลับกลอกกับประชาชน กับประเทศชาติ กับประชาธิปไตยไทยอย่างไรให้ฟัง

เอ็นจีโอที่ไปร่วมมือกับพันธมิตรเต็มลำไม่ได้มีแค่พิภพ ธงชัย กับสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นะครับ ว่าไปแล้วก็แทบทั้งยวง ทั้งที่เก็บอาการอยู่ และเก็บอาการไม่อยู่

หลังๆก็มีบรรจง นะแส ประธานเอ็นจีโอภาคใต้ โดดขึ้นเวทีพันธมิตรแบบปักหลักยาว และเลยมาถึงตั้งพรรคเหี้ยๆอย่างพรรคการเมียใหม่

นอกจากนั้นก๋มีนิมิตร์ เทียนอุดม ที่เป็นผู้นำเอ็นจีโอด้านเอดส์ ตอนแรกในเบื้องต้นก็แสดง"ปรากฏการณ์"ว่า เป็นคนมีอุดมคติดูว่าผ่านเบ้าหลอมเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอะไรนี่มาพอสมควร

แต่เก็บอาการไม่อยู่ก็โดดขึ้นเวทีพันธมิตรก่อนมีรัฐประหาร 19 กันยา แล้วก็ไปไฮปาร์คประมาณว่า คนที่โปรเหลี่ยมสนับสนุนทักษิณนี่นะเป็นพวก"ขาดข้อมูล"

พูดง่ายๆด่าว่าชาวบ้านโง่ ซึ่งผมเองก็งงๆอยู่คนทำงานภาคประชาชนห่าอะไรวะ มองชาวบ้านที่เลือกเหลี่ยมไม่ต่างจากพวกเหี้ยเหลืองเลยคือมองว่าโง่ โดนซื้อเสียง...พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ทั้งที่ชาวบ้านเขาก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว

ผมฟังตอนแรกก็อุตส่าห์แก้ตัวให้ว่า เอาหนะอาจจะเผลอพูดไปตามความมันส์และบรรยากาศบนเวทีชุมนุมการเมืองแค่นั้นมั๊ง เพราะที่รู้จักกันมานิมิตร์ก็เป็นคนใช้ได้ มีหลักมีการคนนึงนี่หว่า

แต่ที่ไหนได้ตอนหลังรัฐประหารที่มีการแต่งตั้งส.ว.จำกันได้ใช่มั๊ย ที่มันมีส.ว.ลากตั้งกันหนะที่บอกให้พวกอำมาตย์7คน(ความจริงใครก็รู้ว่าคนเดียวคือเปรมเป็นคนสั่งจะเอาไม่เอาใคร)เป็นคนลากตั้ง ขณะที่ชาวบ้าน63ล้านคนเลือกส.ว.ได้จังหวัดละคน ซึ่งก็คือการดูถูกริดรอนสิทธิ์ของประชาชนเห็นๆ

แล้วเป็นไง นิมิตร์ก็แร่ไปเสนอตัวเป็นสว.ลากตั้ง พร้อมกับพวกเอ็นจีโอหัวแถวตั้งหลายคน คือบรรจง นะแส ,วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ แกนนำเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม,เรวดี ประเสริฐเจริญสุข(หากผมจำไม่ผิดตอนนั้นเรวดีน่าจะเป็นประธาน กป.อพช.)คือเป็นประธานใหญ่ของNGOแล้วก็นก-ศยามล เมียนก-ภาคภูมิไปหน้าด้านเสนอตัวเป็นสว.ลากตั้ง

สุดท้ายป๋าเปรมก็ไม่เอาซักตัว

ป๋าก็ไปตั้งพวกที่จะเห่าหอนแทนป๋าได้อย่างไอ่เอ๋สมชาย แสวงการ ที่เคยเป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุทีวี หรือคำนูณ สิทธิสมาน แล้วก็ประสาร ไตรรัตน์วรกุล...

หากผมเป็นนิมิตร์หรือพวกหน้าด้านทั้งหลายที่เอ่ยมาเป็นเสนียดปาก ผมคงมียางอายและมาทบทวนตัวเองมั่ง นี่ก็เปล่า

ตอนพวกพันธมิตรประท้วงไล่รัฐบาลทำเลวร้ายสารพัดทั้งยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ยึดโทรทัศน์ ยกพวกไปยิงวิทยุแท็กซี่ ฆ่าม็อบเสื้อแดงตาย พวกห่านี่ก็ออกแถลงการณ์ว่า"อย่าทำร้ายผู้ชุมนุม" คัดค้านรัฐบาลออกประกาศฉุกเฉิน เรียกร้องรัฐบาลสมัคร-รัฐบาลสมชายลาออก

แต่พอเสื้อแดงม็อบมั่งในตอนเมษาเลือด แล้วรัฐบาลออกประกาศฉุกเฉิน ทหารถืออาวุธมาเต็มกราดยิงพวกเสื้อแดงระนาว พวกมันก็ออกแถลงการณ์ไปคนละเรื่องเลย มีองค์กรด้านเอดส์ของนิมิตร์นี่ไปลงชื่อด้วย ตอนนั้นจับมิอกับสารี อ่องสมหวัง เอ็นจีโอที่ใกล้ชิดทีมเดียวกันกับรสนา โตสิตระกูล พากันออกแถลงการณ์บอกว่า"
ขอให้คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเคารพกฎหมาย และต่อสู้ภายใต้กรอบกระบวนการยุติธรรม ยุติการอ้างประชาธิปไตยและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาผลประโยชน์ของตนเอง ส่วนกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องชุมนุมโดยสงบ และไม่สร้างเงื่อนไขยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง"
โดยแถลงการณ์นี้ออกดักหน้าตั้งแต่ตั้งม็อบกันหน้าทำเนียบวันที่ 8 เมษายน โดยที่ตอนนั้นไร้วี่แววเหตุการณ์รุนแรงใดๆ(คลิ้กอ่านแถลงการณ์ที่นี่)

และพอทหารเริ่มปราบปรามประชาชนเสื้อแดงในวันที่ 13 เมษายน แทนที่เอ็นจีโอพวกนี้จะออกแถลงการณ์คัดค้านการออกประกาศฉุกเฉิน และห้ามทำร้ายผู้ชุมนุมแบบที่เคยทำตอนพันธมิตรทำสิ่งเลวร้ายสารพัด ก็ไปร่วมมือกับสมาคมนักข่าวออกแถลงการณ์ว่า "ผู้ชุมนุมอย่ารุนแรง"แถมออกบัตรเชิญให้มีการปราบปรามด้วยคำสวยหรูว่า"หากรัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ก็ให้ทำเท่าที่จำเป็นอย่าให้บาดเจ็บล้มตาย"

ผมจำได้ว่าเมื่อผมเห็นแถลงการณ์นั้นของเอ็นจีโอกับของสมาคมนักข่าว(ซึ่งทุกคนก็คือเพื่อนเก่าของผมทั้งนั้น)ผมก็เดาได้ไม่ยากว่าอะไรกำลังจะตามมา


แล้วก็ผมก็ร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจ
....
...
....
หากผมจะทำอะไรให้กับเหยื่อ13เมษายนได้บ้าง ก็คืออย่างที่ผมได้เปิดโปงแวดวงนักข่าว และกำลังถึงคิวNGOในเวลานี้

เรื่องแถลงการณ์ที่ว่านี้ ผมขอบันทึกไว้เพื่อเป็นอัปยศแก่วงการเอ็นจีโอให้เป็นหลักฐานผมขอนำมาลงแสดงไว้ที่นี้


แถลงการณ์ร่วมขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ

จันทร์, 13 เมษายน 2009

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ ๙ และ ๑๐ เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ ๑๓ เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

๑. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

๒. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

๓. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

๔. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

๕. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง

๑๓ เมษายน ๒๕๕๒


เรื่องทุเรศยังงี้ เข้าใจว่ามีคนออกมาท้วงอยู่คนเดียวคือจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่ก็เป็นไปในแวดวงจำกัดคือตั้งกระทู้ในบอร์ดเวบฟ้าเดียวกัน ไม่มีสื่อที่ไหนนำไปลงเลยมั๊ง ผมขอคัดมาดังนี้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน"

หมายเหตุของผม:กระทู้ของอาจารย์สมศักดิ์อันนี้ลงไว้ตอน9โมงเช้าวันที่13เม.ย.น่าจะเป็นการออกมาท้วงว่าทำไมนักข่าว เอ็นจีโอไม่ออกแถลงการณ์คัดค้านการปราบปรามเสื้อแดงแบบเคยหนุนหลังพันธมิตรมั่ง แต่แทนที่นักข่าวกับเอ็นจีโอจะตอบรับข้อท้วงติงของสมศักดิ์ ก็ไปออกแถลงการณ์ดังข้างบนที่ผมลงไว้ ในช่วงราวเที่ยงหรือบ่ายวันนั้นเองเหมือนให้ใบอนุญาตรัฐบาลปราบปราม และฟันธงว่าพวกเสื้อแดงรุนแรง ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าคงรุนแรงอยู่ แต่มันรุนแรงเท่าพันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยึดทีวีช่อง11 ล้อมสภา บุกยึดบชน. บุกยิงวิทยุแท็กซี่ไหม ตอนนั้นทำไมนักข่าวกับเอ็นจีโอออกแถลงการณ์ว่าอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุม และให้รัฐบาลลาออกวะ?)

กระทู้ของสมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ล่าสุด นับว่าเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคยออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยสมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

โดยแถลงการณ์ในตอนนั้นมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
-"องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 5 องค์กรออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน"
-"กป.อพช.เรียกร้องนายกฯ ลาออก ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน..."

และเพื่อให้เรื่องนี้จบแบบสมบูรณ์
ผมขอบันทึกอัปยศแนบท้ายไว้อีกหน่อยว่า...

1.ความจริงเคยมีแถลงการณ์ประณามพันธมิตรอยู่หนเดียว โดยสมาคมนักข่าว กรณีพันธมิตรบุกยึดNBT แต่เนื้อหาแถลงการณ์นั้นก็ออกมาแนวหน่อมแน้มพอสมควร(ลองไปเสิร์ซหาอ่านกันเองแล้วกัน )

ผมก็ถามไอ้พวกมือออกแถลงการณ์ทำนองว่า ทำไมพวกเมิงเพิ่งจะมาออกแถลงการณ์วะ มันก็ว่า แม่งไอ้พวกพันธมิตรนี่มันก็ดันพวกกันเองทั้งนั้น ออกไปไม่ดูตาม้าตาเรือก็โดนแม่งด่าเปิง แต่กรณีบุกยึดNBTนี่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ พวกกรูก็หนีไม่ออก เลยจำเป็นต้องออกแถลงซะหน่อย...!!

2.หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือดแล้ว พวกเอ็นจีโออย่างนิมิตร์ และสารี รวมทั้งกป.อพช. หรือคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาภาคเอกชน ที่เป็นแกนกลางประสานงานของเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย


อ้าว! แล้วมึงจะรณรงค์ไปทำพ่องเหรอ ก็ในเมื่อพวกมึงนี่แหละริยำอัปรีย์ตัวพ่อเลยในการทำร้ายประเทศไทย...ทำร้ายประชาธิปไตยไทย ออกใบอนุญาตให้เผด็จการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ไม่รู้ว่า พวกมึงจะสะตอบอแหลและเหี้ยสัดๆๆกันไปถึงไหน ไอ่พวกเอ็นโตดีเหี้ยๆ


00000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง

อนาคตพุทธศาสนาในไทย-2

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ขอนำเรื่อง "พระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีภัยรอบด้าน" ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาเล่าต่ออีกวันนะครับ

สมเด็จเกี่ยว บอกว่าความไม่เที่ยงสูงสุด พระพุทธเจ้า หมายถึง ความไม่เที่ยงของเบญจขันธ์ แต่ความไม่เที่ยงของโลกนี้เหมือนกันหมดทุกอย่าง เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วย่อมมีผลกระทบทอดกันไปหมดไม่มากก็น้อย

ความไม่เที่ยงอย่างธรรมดาที่ต้องการให้คิด ก็คือ ความไม่เที่ยงของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ พระพุทธศาสนาในเมืองไทย เมื่อรู้ว่ามันจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน แล้วทำไมเราไม่เตรียมการ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาอย่างรู้เท่าทัน

แม้การให้มีพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ การสร้างวัดขึ้นในต่างประเทศ การให้พระได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ก็เพื่อเตรียมต่อลมหายใจพระพุทธศาสนาในอยู่ในโลกต่อไป ไม่ใช่เพื่ออะไร ก็เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน

ที่ทำนี้ก็ทำตามคำพระพุทธเจ้าสอน พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้เพราะพุทธบริษัท แล้วพุทธบริษัทคือใคร ที่เห็นชัดก็คือพระเณร ถ้าพระเณรไม่ทำแล้วใครจะทำ

ข้อนี้คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจ แม้แต่พระระดับมหาเถรสมาคมบางองค์เองก็ยังไม่เข้าใจ ยังคิดไม่ถึง กลับคิดไปว่าพระไปทำไมเมืองนอกเมืองนา พระไปเที่ยวเหมือนชาวบ้าน ไปแล้วก็ผิดศีล รักษาวินัยไม่ได้ ถ้าพระจะผิดศีลผิดวินัย อยู่เมืองไทยก็ผิด ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกเมืองนาหรอก แต่ไม่ได้มองให้ทะลุไกลไปกว่านั้น ไม่ได้มองไกลออกไปจนเห็นว่า เพื่อเป็นการอนุเคราะห์โลก

ไม่ต้องเอาอื่นไกล ที่เมืองไทย หาก พระโสณะ และ พระอุตตระ ไม่เสียสละเดินทางมา แล้วจะมีพระพุทธศาสนาไหม สุวรรณภูมิก็คือต่างประเทศของอินเดียสมัยโน้นนั่นเอง หากวันหนึ่งข้างหน้า เมืองไทยจะไม่มีที่สำหรับพระพุทธศาสนา อย่างน้อยพระพุทธศาสนาก็มีลมหายใจ อยู่ต่อไปได้ในต่างประเทศ

ปัญหาจะเกิดขึ้นวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน เอานานหน่อยก็ 100 ปี เมืองไทยจะไม่มีพระพุทธศาสนาอย่างทุกวันนี้ แม้เมืองไทยจะยังอยู่ แต่ก็จะไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ไม่มีพระพุทธศาสนาเลยนะ แต่ไม่มีพระพุทธศาสนาอยู่ในลักษณะอย่างปัจจุบันนี้ แต่จะอยู่ในอีกลักษณะหนึ่ง อย่างหลวงพ่อนี้ไม่ทันได้เห็นหรอก แต่พวกเราไม่แน่

ตอนนี้ พระบารมี ของ พระมหากษัตริย์ ยังอยู่ จึงทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทยยังเปลี่ยนแปลงช้ากว่าสิ่งอื่น แต่ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ต่อไปสังคมจะหมุนเร็ว พระศาสนาก็จะเปลี่ยนแปลงเร็วตามไปด้วย จะไม่ใช่อย่างทุกวันนี้แล้ว

ทุกวันนี้ พระเณรยังได้เรียนนักธรรม เรียนภาษาบาลี และ "ในหลวง" ยังพระราชทานสมณศักดิ์ ยังได้เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ ต่อไปข้างหน้าจะไม่มีอย่างนี้แล้ว แต่นั่นไม่ใช่หลักที่สำคัญ หลักที่สำคัญก็คือ "การศึกษา" ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พระเณรต้องมีการศึกษา จึงจะนำพาพระพุทธศาสนาให้รอดได้

คำสอนของ "สมเด็จเกี่ยว" เรื่อง "การศึกษา" เพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่เพียงสำคัญต่อการต่อลมหายใจให้พระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยด้วย ยิ่งความรู้ เด็กไทยวันนี้ สอบตกกราวรูดทุกเรื่อง ไม่ว่าวิชาการ การรู้จักคิด ไปจนถึงการวิเคราะห์ อนาคตประเทศไทยน่าห่วงไม่แพ้พระพุทธศาสนาที่กำลังถูกคุกคามทุกด้านเหมือนกัน

วันนี้ ภัยคุกคามทางศาสนา ได้เริ่มขึ้นแล้วที่สิงคโปร์ (จากคำปราศรัยของ ลีเซียนหลุง นายกฯสิงคโปร์) และกำลังขยายไปยังประเทศอื่น "สมเด็จเกี่ยว" ทรงเตือนเมื่อ 11 ปีที่แล้ว วันนี้เริ่มเห็นแล้ว อีก 50 ปี 100 ปีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้นยังไม่รู้ การเตรียมพร้อมรับมือสำคัญที่สุดครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

อนาคตพุทธศาสนาในไทย-1

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายๆวันนี้ มาคุยเรื่องที่ฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจสำหรับชาวพุทธกันสักวันนะครับ ผมอ่านเรื่อง "พระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีภัยรอบด้าน" ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แล้วต้องบอกว่า รู้สึกเป็นห่วง อนาคตของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ขึ้นมาทันที

เรื่องนี้ สำนักพิมพ์อนันตะ นำมารวบรวมไว้ในหนังสือ เย็นหิมะในรอยธรรม

สมเด็จเกี่ยวเล่าว่า พุทธศาสนาในเมืองไทยกำลังมีภัยรอบด้าน ซึ่งแทรกแซงเข้ามาทุกรูปแบบ อาจจะล้มครืนลงในวันใดก็ได้ แต่พระสงฆ์ทั้งหลายก็ยังเหมือนปลาในน้ำเย็น จึงตายใจว่า พุทธศาสนาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทย เลยไม่รู้สึกถึงการล่มสลายซึ่งกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

สมเด็จเกี่ยวให้มองไปข้างหน้าอีก 50 ปี โดยให้ดูผลแห่งความเปลี่ยนแปลง ครั้งละ 10 ปี ทุก 10 ปีให้ดูความเปลี่ยนแปลงแต่ละปี ในแต่ละปีก็ต้องดูความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันด้วย จนกว่าจะถึง 50 ปี เพื่อคาดการณ์ว่าอีก 50 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

"ถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้วเราจะทำอย่างไร"

ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้น พุทธศาสนาในอินเดียปากีสถาน บังกลาเทศ และ อัฟกานิสถาน ก็คงไม่ล่มสลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา ในอดีต จนเป็นเหตุให้พระที่ยอมสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา ถูกฆ่าตายหมู่พร้อมกันมากกว่า 8 พันองค์ เป็นสิ่งที่พระและชาวไทยควรจะนำมาเตือนสติอยู่เสมอว่า "อย่าประมาท" อย่านึกว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มองไปที่ไหนก็มีแต่วัด เห็นแต่จีวรเหลืองอร่าม แล้วเหตุการณ์อย่างมหาวิทยาลัยนาลันทาจะเกิดขึ้นไม่ได้ น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย ชั่วเพียงวินาทีเดียวทุกอย่างก็พลิกได้

การพัฒนาประเทศไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในบ้านเมือง พุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน ที่จริงการพัฒนาประเทศไทยที่เรียกว่าความเจริญ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน เพิ่งเริ่มมาได้ 50 ปีนี้เอง ให้รู้ว่า 50 ปีที่ผ่านมายังเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ ถ้าลองนับต่อไปอีก 50 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน

การเปลี่ยนแปลงสมัยก่อน มันเปลี่ยนแปลงช้า ระยะเวลา 10 ปีสมัยก่อน เท่ากับ 1 ปีในปัจจุบัน และ 10 ปีสมัยก่อน เดี๋ยวนี้ก็เพียงปีเดียวเท่านั้นเอง นี่ ความเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างนี้

ให้จำคำของหลวงพ่อไว้ ไม่เกิน พ.ศ. 2594 บ้านเมืองจะไม่ใช่อย่างนี้แล้ว ถึงปีนี้นับไปอีกก็เท่ากับ 53 ปี (แสดงว่าท่านพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2541 เมื่อ 11 ปีมาแล้ว) เหตุการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ลองคิดดูว่า ถ้านับไปอีก 53 ปีข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเป็นไปถึงขนาดไหน ความจริงที่พูดอย่างนี้ คิดอย่างนี้ และเตรียมการวางแผนเพื่ออนาคตอย่างนี้ ไม่ใช่พวกเราพระหนุ่มเณรน้อยหรอก

แต่ต้องเป็น พระระดับมหาเถรสมาคม ระดับเจ้าคณะภาค ที่จะต้องคิดต้องพูดกัน ถ้าเป็นทางบ้านเมืองก็ต้องเป็นรัฐบาล ที่จะต้องคิดเรื่องพวกนี้ ต้องวางแผนเพื่อ 5 ปี 10 ปีข้างหน้า

"อย่างพระพุทธศาสนาในเมืองไทย อีก 50 ปี อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราเห็นอยู่ในเวลานี้ก็ได้ ประเทศไทยตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ประเทศไทยสำหรับพระพุทธศาสนาอีกต่อไปแล้ว"

อ่านคำทำนาย "อนาคตพุทธศาสนาไทย" ของ "สมเด็จเกี่ยว" แล้ว ผมก็คิดถึงคำพูดของ ลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่พูดกับชาวสิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทันที เขาได้บอกกับชาวสิงคโปร์ ให้ตระหนักถึง ภัยคุกคามทางศาสนา ที่กำลังรุนแรงขึ้น มีการเผยแพร่
คำสอนที่รุนแรง เพื่อชักชวนให้ผู้อื่นเปลี่ยนศาสนา โดยชี้ให้เห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของสิงคโปร์ ไม่ใช่ขึ้นกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับการเคารพความเชื่อของผู้อื่นต่างหาก

วันจันทร์ขอต่ออีกวันครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

แผนสังหาร

ที่มา ไทยรัฐ

แหล่งข่าวกรองของประเทศ อินโดนีเซีย ระบุกับสื่อต่างประเทศว่า กรณีการลอบวางระเบิดโรงแรมริตช์ คาร์ลตัน และโรงแรมเจดับบลิว แมริออท ในกรุงจาการ์ตา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากหลักฐานเชื่อว่าคนร้ายเป็นเครือข่ายของ เจไอ หรือเจมาห์อิสลามิยาห์

นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าคนร้ายมีแผนที่จะใช้อาวุธปืน สไนเปอร์ ลอบสังหาร ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ในระหว่างเยือนอินโดนีเซียอีกด้วย

ข่าวกรองอินโดนีเซียสามารถระบุถึงชื่อของตัวมือปืน ซึ่งมีจำนวน 2 คนด้วยกันคือ ออาริโอ ซูตาร์โซ และโมฮัมหมัด ชยาหรีร์ อยู่ในระหว่างการหลบหนี โดยมีหน้าที่ในการลอบสังหารประธานาธิบดีโอบามา ในขณะเยือนอินโดนีเซียในอีก 3 เดือนข้างหน้า

สำหรับปืนสไนเปอร์ หรือ MK-3s เป็นปืนยาวที่ใช้ยิงมุ่งหวังผลในระยะไกล คนที่จะใช้อาวุธดังกล่าวต้องฝึกฝนมาเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า หน่วยลอบสังหาร ปืนชนิดดังกล่าวผลิตในรัสเซียและนิยมใช้ในกลุ่มกบฏตาลีบันและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในตอนใต้ ของฟิลิปปินส์

ในขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าโอบามาจะแวะเยือนประเทศใดในแถบนี้บ้าง ในโอกาสที่จะมาประชุมความร่วมมือ เอเชีย-แปซิฟิกที่ประเทศสิงคโปร์ ในเดือน พ.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศอินโดนีเซียก็น่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในแผนการเยือนของโอบามา เนื่องจากมีความผูกพันในตอนเด็ก เมื่อข่าวนี้ออกไป หน่วยรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีสหรัฐฯต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะประเทศในเอเชียยังไม่มีมาตรฐานพอกับการรับมือกับการก่อการร้าย

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ตำรวจสากล จับตัวแกนนำผู้ก่อการร้ายได้ ในประเทศไทยทางภาคเหนือ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาปฏิเสธกันให้วุ่น เพราะบ้านเราเองก็ถูกจับตาว่าเป็นเมืองสวรรค์ของผู้ก่อการร้าย

การก่อการร้ายในภาคใต้ของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ความรุนแรงในการปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มคงไม่ค่อยดีนัก ภาพข่าวที่ออกมา รถยนต์เจ้าหน้าที่ถูกระเบิดขาดสองท่อน

ภาพพจน์ด้านความมั่นคงไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร

ครั้นจะหาเจ้าภาพคงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอสมควร มีแต่มือสมัครเล่น ว่ากันตามจริงแล้ว มือใหม่หัดขับมากกว่าทางด้านเศรษฐกิจซะอีก เดชะบุญว่าความรุนแรงยังอยู่ในพื้นที่จำกัด

ย้อนไปถึงเรื่อง ปืนสไนเปอร์ บ้านเรา มีใช้เฉพาะในหน่วยราชการเท่านั้น ซึ่งก็มีจำกัด ว่ากันว่า มีอยู่แค่ 2 หน่วยงานที่ใช้ อาวุธดังกล่าว หน่วยทหารที่ลพบุรี กับหน่วยสวาทของตำรวจ

สมัยรัฐบาลก่อนหน้าโน้น เคยมีการเช็กกันละเอียดว่า มีการเบิกอาวุธปืนชนิดนี้ ไปใช้งานหรือไม่ อยู่ที่ใครบ้าง เข้าใจว่าฝ่ายความปลอดภัยเกรงจะมีการนำอาวุธปืนสไนเปอร์ไปใช้ในการสังหารผู้นำ

การเมืองที่ตกหลุมลึกในบ้านเรายามนี้ ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ปืนสไนเปอร์จะออกมาเพ่นพ่านบ้างหรือเปล่า เพราะวิกฤติการเมืองไทยพ้นเส้นที่จะเจรจากันด้วยสันติวิธีแล้ว ต้องแหลกกันไปข้าง.

หมัดเหล็ก

จ่อใช้พรก.ฉุกเฉินรับมือแดง 30 ส.ค.

ที่มา ไทยรัฐ

รองนายกฯ ​สุเทพ เผย เตรียมใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รับมือกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหว วันที่ 30 ส.ค. เสนอที่ประชุม ครม.​ 25 ส.ค. นี้ ...

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.15 น. วันนี้ (24 ส.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี เป็นการส่วนตัวนาน 20 นาที ภายหลังเลิกการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนต้องเรียนเรื่องสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 30 ส.ค. ให้นายกรัฐมนตรี ได้ทราบ และตนกังวลใจเรื่องวันที่ 30 ส.ค. เพราะตนอยากเห็นภาพของประเทศไทยคืนกลับสู่ความสงบเรียบร้อย จะได้แก้ปัญหาของประเทศชาติ และประชาชนกันไปได้ เชื่อว่าแม้แต่ประชาชนคนไทยหรือพี่น้องคนกรุงเทพฯ ก็ไม่อยากเห็นภาพของความชุลมุนวุ่นวาย ผู้คนมาก่อเหตุจลาจลอะไรต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพราะเป็นการซ้ำเติมภาพพจน์ของประเทศ ทำให้นักลงทุน นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น มีความจำเป็นที่ตนจะต้องตัดสินใจวางแนวทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว เช่น อาจต้องเตรียมการที่จะประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตนต้องเรียนนายกฯ ก่อนว่ามีความจำเป็นต้องทำ เพราะต้องรักษาความสงบเอาไว้ให้ได้ ซึ่งต้องตัดสินใจทุกอย่างให้ได้ในวันเดียวกันนี้ เพื่อจะได้ทำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 25 ส.ค.นี้

เมื่อถามว่าเท่าที่ประมินแล้วสถานการณ์จะรุนแรงถึงขนาดต้องใช้กฎหมายนั้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ดูท่าทีของกลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศออกมา ตนต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจจะนำปสู่ความยุ่งยากในบ้านเมือง ทั้งนี้การที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมานั้นไม่ใช่เป็นเพราะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะไม่มีอะไรเลยที่รัฐบาลไม่ตอบสนองการเรียกร้องของประชาชน ถ้ามีเหตุผล ถ้าเสื้อแดงออกมาชุมนุมโดยสงบไม่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เป็นการแสดงออกทางระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ตนไม่ขัดข้อง แต่ถ้ามาแล้วปิดล้อมสถานที่ไม่ให้คนเข้าไปทำงานได้ที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา หรือไปล้อมสถานที่ราชการต่างๆ ถือว่าไม่ใช่การแสดงออกทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สิ่งที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องมาตนยังไม่เคยไปต่อต้านขัดขืนอะไร

เมื่อถามว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงก่อนหน้านี้ไม่มีอะไร ครั้งนี้ทางการข่าวมีรายงานว่าจะก่อเหตุรุนแรงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าพูดไปจะกลายเป็นการกล่าวหา เอาเป็นว่าไม่ประมาท พยายามจะดูแลให้รอบคอบเอาไว้ก่อน ตนต้องการปกป้องบ้านเมือง ภาพพจน์ของประชาชน และต้องการดูแลให้บ้านเมืองเรียบร้อย เมื่อถามว่า มีสัญญาณหรือไม่ว่าอาจจะมีบางกลุ่มแอบอ้างบางสีเข้ามาผสมโรง ทำให้บานปลายจนต้องใช้กฎหมายพิเศษ นายุสเทพ กล่าวว่า ตนจะพยายามติดตาม ทั้งนี้การจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯหรือกฎหมายความมั่นคงจะใช้นานเท่าใดต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตั้งใจให้เกิดความเรียบร้อยและให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า ทำไมไม่ใช้การเจรจา นายสุเทพ กล่าวว่า ใช้ไปบ้างแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะทางฝ่ายเสื้อแดงมีเป้าหมายชัดเจน เมื่อถามว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงมีการโจมตีกลุ่มอำมาตย์อย่างต่อเนื่อง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ใช่อำมาตย์ แต่มีหน้าที่รักษาบ้านเมือง ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่ยอมหยุด นัดเสื้อแดงไปรวมตัวพูดคุยกันที่ร้านเกี๋ยวเตี๋ยวเนื้อ แต่ตนพูดแทนพี่น้องประชาชนไทยได้ว่าไม่ต้องการเห็นกลุ่มเสื้อแดงออกมาทำอะไรให้บ้านเมืองวุ่นวาย เมื่อถามว่า ในวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กลุ่มเสื้อแดงจะนัดแต่งดำกันจะเตรียมรับมืออย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า คงไปห้ามไม่ได้ แต่ถ้าถามความเห็น คิดว่าไม่สมควร เพราะไม่อยากให้เกิดความรู้สึกอะไรที่ไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนกังวลใจเรื่องวันที่ 30 ส.ค. มากกว่า เหตุการณ์วันที่ 26 ส.ค. แต่พยายามจะดูแลให้เต็มที่และไม่ประมาท

ม.เที่ยงคืน มอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ให้ 'สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ'

ที่มา ประชาไท

23 ก.ค.52 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดพิธีมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ประจำปี 2552 ให้แก่ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมชาย ปรีชาศิลปกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อ่านคำประกาศเนื่องในโอกาสการมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ประจำปี 2552 แก่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ความว่า สหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ใช้แรงงานตัวเล็กๆ ในการปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตนในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นที่อยู่ร่วมสังคม ในการปกป้องสิทธิของตนจากการแสวงหาประโยชน์ทั้งจากบรรดานักลงทุนไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันหรือต่างชาติ และจากทางภาครัฐที่มักมองเห็นความสำคัญของตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตและความกินดีอยู่ดีของผู้ใช้แรงงาน
ด้วยบทบาทในการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้แรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานมักถูกมองไปในด้านลบหรือถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ตระหนักถึงประโยชน์หรือความเจริญของส่วนรวม สหภาพแรงงานจึงมักไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากเท่าใดในการดำเนินบทบาทเพื่อปกป้องคุณค่าและความหมายของผู้ใช้แรงงาน
อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกในห้วงเวลาปัจจุบันมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบการจ้างงาน ระบบเสรีนิยมใหม่ที่เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนย้ายทุนอย่างเสรี การแข่งขันในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ เป็นผลให้สหภาพแรงงานต้องตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากมากขึ้น
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะต้องได้รับในฐานะของผู้ใช้แรงงาน อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคอย่างมากทั้งจากภายในและภายนอกโรงงาน แม้จะเผชิญกับปัญหาอย่างมากมายแต่การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทางสหภาพสหภาพไทรอัมพ์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันของคนตัวเล็กๆ อย่างแข็งขัน
ความสำเร็จของสหภาพแรงงานแห่งนี้อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะชัยชนะในการต่อรองกับทางฝ่ายนายจ้างเท่านั้น บทเรียนที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในความพยายามกำหนดชะตาชีวิตของกลุ่มร่วมกันยามที่ต้องเผชิญหน้ากับอุ้งมือที่มองไม่เห็นขนาดใหญ่ นับเป็นคุณูปการที่จะมอบให้ทั้งกับผู้ใช้แรงงานและกับสังคมไทยที่จะได้มองเห็นถึงบทเรียน ข้อจำกัด รวมถึงการสร้างทางเลือกที่จะเป็นทางรอดให้กับคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทยกลุ่มอื่นได้เรียนรู้ต่อไปในอนาคต
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ประจำปี 2552 ให้กับทางสหภาพแรงงานไทรอัมพ์
แล ดิลกวิทยรัตน์ นักวิชาการด้านแรงงาน เป็นตัวแทนมอบเหรียญแด่ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ บุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพฯ
กรอุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี กล่าวถึง “พลังและความหมายของคนตัวเล็กๆ” ว่า ที่วันนี้เราต้องมาค้นหาความหมายของคนตัวเล็กๆ ซึ่งก็คือประชาชนตาดำๆ เพราะในอดีต คนตัวเล็กๆ ถูกตีค่าให้เป็นแค่เพียงสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในสังคม ถูกตีค่าโดยคนตัวใหญ่ที่คิดว่าตัวเองมีสิทธิมีเสียงออกแบบทุกอย่างได้ แต่ที่ผ่านมา กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกฯ ได้รู้จักตัวเองในอีกความหมายหนึ่ง ผ่านประสบการณ์คัดง้างกับนโยบายรัฐ และต่อสู้การกระทำของทุน ซึ่งมีกำหนดการสร้างโรงไฟฟ้าที่บ้านของพวกเรา ตอนนั้นถ้าคิดแบบที่เขาตีค่าวันนี้ต้องประสบปัญหาวิถีชีวิตแน่ เพราะตอนนั้นคนตัวใหญ่บอกว่ากำลังพัฒนาประเทศชาติ และพลังงานไฟฟ้ากำลังขาดแคลน ทั้งที่ตอนนั้นไฟสำรองเหลือ 20% แต่การสร้างโรงไฟฟ้าเป็นไปเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ถูกกำหนดให้มีขึ้น แบบเดียวกับอิสเทิร์นซีบอร์ดที่ระยอง
กรอุมา กล่าวว่า จากการได้ฟังประสบการณ์การต่อสู้ของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ทำให้ทราบว่า ประสบปัญหาแบบเดียวกัน คือต่อสู้กับปัญหาโครงสร้างที่รัฐกับทุนร่วมมือกันและแปรวิกฤตเป็นโอกาสของตัวเอง ขณะที่สหภาพแรงงานไทรอัมพฯ เจอประสบการณ์ทุนหว่านล้อมอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อให้สามารถกระจายงานไปยังชนบท ชาวบ่อนอกเองก็เจอแรงเสียดทานแบบเดียวกัน กรณีของบ่อนอกฯ โชคร้ายกว่าที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จนต้องเสียเจริญ วัดอักษรไป นอกจากนี้ ความเป็นคนเล็กคนน้อย ทำให้มีหลายท่านโดนคดี รวมทั้งตนเองด้วย ทั้งคดีแพ่งและอาญา โดยแม้ว่าโรงไฟฟ้าจะไปแล้ว แต่คดีความก็ยังไม่จบ
ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาทั้งสองรอบไม่ได้กระทบกลุ่มของเธอแม้แต่น้อย โดยยังขายว่านหางจระเข้ สับปะรด กุ้งแชบ้วย ฯลฯ ได้ราคาดีอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการยืนหยัดต่อสู้เพื่อรักษาวิถีชีวิตเอาไว้ และมีผลพลอยได้ คือ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นี่คือพลังเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย และที่ผ่านมา ประเทศไทย มีคนเล็กคนน้อยอีกหลายกลุ่มแม้ไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบไม่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่ก็ทำให้สังคมได้ตื่นรู้
กรอุมา กล่าวว่า ปัญหาที่พี่น้องไทรอัมพ์ประสบอยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นสันดานของนายทุนที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ที่คิดเพียงว่า ต้องเแสวงหากำไรสูงสุดและต้นทุนต่ำสุด โดยสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้เปิดเผยข้อมูลของบริษัทมาตลอดว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและยอดส่งออกยังดีอยู่ แต่สาเหตุที่มีการเลิกจ้างนั้น เป็นเพราะฝ่ายทุนพยายามสลายการรวมตัวของสหภาพแรงงานฯ ที่ที่เข้มแข็งและสามารถต่อรองกับนายทุนได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของบริษัทถือเป็นความเลวร้ายอย่างที่สุด
เธอกล่าวว่า จากที่เคยประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน อยากให้กำลังใจว่า ตราบใดสหภาพฯ ไม่หมดพลังและเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง ก็เชื่อว่า จะพลิกฟื้นสถานการณ์และฝ่าฝันวิกฤตร่วมกันได้ สังคมเราโหดร้ายขึ้น พร้อมบดขยี้คนเล็กคนน้อยตลอดเวลา ถ้าไม่ช่วยกัน เราอาจจะราพณาสูร ถ้าจะให้มีพลังต้องรวมตัวกัน
จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ในฐานะตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวปาฐกถา เรื่อง “บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ” ตอนหนึ่งระบุว่า ตลอดระยะเวลา 29 ปีของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ เป็นเวลาที่ต้องต่อสู้ตลอดนับตั้งแต่คนงานรุ่นแรกๆ ที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ กว่าจะมีองค์กรได้ โดยต้องเริ่มต้นปกป้อง เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปากท้อง ความเป็นอยู่ที่ดีของคนงานต่อนายทุน ต่อรัฐบาล ไม่เคยมีสักครั้งที่ทุกอย่างจะได้มาโดยง่ายดาย และแม้ว่าจะได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มันก็เกิดจากการรวมตัวกันของคนงานจึงทำให้เรามีอำนาจ พลังที่จะสามารถต่อรองได้
จิตรา กล่าวว่า สหภาพแรงงานฯ กำลังถูกทำลายโดยนายทุนที่ร่วมมือกับรัฐบาล กลไกทุกอย่างของรัฐที่สร้างขึ้นมา เช่น คุก ศาล ทหาร ตำรวจ กระทรวงแรงงาน มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน เพราะนายทุนต้องการกำไรสูงสุด รัฐบาลก็มีแต่ตัวแทนนายทุน ในขณะที่คนงานคนจนไม่มีตัวแทนในรัฐบาลและต้องคอยเรียกร้องให้รัฐบาลช่วย เพราะเชื่อว่ารัฐจะเป็นกลาง
“แต่ตลอดระยะเวลาการต่อสู้ของคนงานไทรอัมพ์ไม่เคยมีสักครั้งที่รัฐจะช่วยเหลือและเป็นกลาง มีแต่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงเมื่อคนงานอย่างพวกเรากำลังจะได้อะไรจากนายทุนบ้าง เมื่อพวกเราถูกกระทำเราไม่เคยเห็นหน้ารัฐ เช่นทุกวันนี้ที่พวกเราชุมนุมกันที่หน้าโรงงานเพราะถูกเลิกจ้าง ทำไมต้องเลิกจ้างเพราะนายทุนและรัฐกำลังทำลายการรวมตัวของเรา เพราะเขารู้ว่าเราสู้ได้เรานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเรารวมตัวกัน” จิตรา กล่าวและว่า ขณะที่กลไกสำคัญที่รัฐสร้างขึ้นมาและคนงานส่วนใหญ่หลงเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตคนงานดีขึ้นคือระบบไตรภาคี ก็กลับทำให้คนงานแบ่งแยก ช่วงชิงและไม่ได้ให้ประโยชน์กับขบวนการแรงงาน แต่เป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้นำบางคน ที่สุดแล้วคนงานก็ยังถูกควบคุมมากขึ้นจากพวกเรากันเองด้วยซ้ำ
"เมื่อเราย้อนถึงคำพูดของคุณเจริญ วัดอักษร ที่ว่า “เราสู้ได้ ถ้าพี่น้อง ประชาชน ยังรวมตัวกัน” เช่นเดียวกัน คนงานสู้ได้ถ้าเรารวมตัวกัน การต่อสู้ของคนงาน คนจนไม่มีวันจบสิ้นตราบใดที่นายทุนยังไม่หยุดการแสวงหากำไรสูงสุด ตราบใดที่อำนาจรัฐอยู่ในมือนายทุน และตราบใดที่คนงานคนจนยังขาดการรวมตัวกันและคนงานคนจนยังไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ" จิตรา กล่าว (อ่านปาฐกถาฉบับเต็มได้ที่ ปาฐกถา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ: บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ)
อนึ่ง เหรียญเจริญ วัดอักษร เริ่มต้นขึ้นหลังจาก เจริญ วัดอักษร นักต่อสู้ภาคประชาชนของชาวบ้านกรูด-บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2547 ทั้งนี้ เพื่อที่จะกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงสิ่งที่เจริญ วัดอักษร ได้กระทำให้กับสังคมไทย ในฐานะผู้ดูแลปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงจัดให้มีการสร้างเหรียญเจริญ วัดอักษรขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่มอบให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การปกป้องทรัพยากร หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนในทุกรูปแบบ
ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้มอบเหรียญเจริญ วัดอักษร แด่ ชุมชนบ่อนอก-บ้านกรูด (2547) พระอธิการเอนก จนทปญโญ เจ้าอาวาสวัดคลองศิลา (สันทรายคองน้อย) พระนักอนุรักษ์ลุ่มน้ำฝาง (2548) เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อ.จะนะ จ.สงขลา (2549) อรุณี ศรีโต ผู้นำแรงงาน (2550) และกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (2551)