WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 26, 2009

ครบรอบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

26 สิงหาคม 2552...วันสำคัญทาง “การเมืองไทย”ระหว่าง หนึ่งบุรุษ กับ สองเหตุการณ์หนึ่งบุรุษ ที่ว่า...เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 89 ปีของประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ “พล.อ.เปรมติณสูลานนท์”สองเหตุการณ์ คือ ครบรอบ 1 ปี ในเหตุการณ์ที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และ สถานีโทรทัศน์ NBTความสงบเรียบร้อย อันหมายถึงภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม โดยมีความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขจากวันวานยังหวานอยู่เมื่อช่วง 4–5 ปีก่อน...สู่ช่วงปัจจุบันอันขมขื่นเข้าสู่ “กลียุค”ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ “ประสบการณ์”อันมีค่าและใหญ่หลวง...จากการที่บ้านเมืองถูก“แทรกแซง” โดยกลุ่มผู้มีอำนาจที่คิด “ประสงค์ร้าย”มาโดยตลอดปากปราศรัย...แต่น้ำใจเชือดคอ“พล.อ.เปรม” เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่บุคคลสำคัญหลายกลุ่มให้ความ “เคารพนับถือ”และเป็นผู้ชี้แนะ “ให้คำปรึกษา”แต่ความฝันสูง

สุดของท่านดูยังไม่ส่งผล “สัมฤทธิ์”ในการเห็นคนไทย “สมัครสมาน” ปรองดองด้วยสายตาพร้อมกับประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมายาวนานของ “พล.อ.เปรม” เชื่อว่า ดูออกไม่ยาก...เหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาเกิดขึ้นเพราะอะไร?ผู้มีอำนาจในประเทศรวมถึงคณะรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง “พูดจริง” ตามคำพูดหรือไม่?รวมถึงการกระทำที่แสดงออกเพื่อสร้าง “ความสมานฉันท์” แต่กลับสร้าง “ความแตกแยก” เป็นประติมากรรม “ความเกลียดชัง” เกิดขึ้นไปทุกหย่อมหญ้า“ต้นเหตุ” อยู่ตรงนี้! ไม่ใช่เนื่องด้วยเพราะตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด “พล.อ.เปรม”ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งก็อยากเห็นประเทศชาติ “มีความสงบสุข” เห็นถูกเป็นถูก...เห็นผิดเป็นผิดไม่ใช่แผ่นดินที่ “ร้อนเป็นไฟ” ด้วย “เพลิงกิเลส”ของคนบางกลุ่มท่านจำเป็นต้องใช้ความเป็น “ผู้ใหญ่” เตือนสติกลุ่มคนเหล่านั้นให้ “เสียสละ” เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมและในโอกาส ครบรอบ 1 ปี พันธมิตรฯยึดทำเนียบฯ ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT วันนี้ทุกคนยังอยู่สุขสบายทั้งแกนนำและลูกน้องไม่โดนจับ ไม่ต้องติดคุก ไม่โดนพิพากษาบุคคลท่านหนึ่งได้ฝาก “บทกลอน” ไว้เตือนสติให้คิดถึงพึงระลึกว่า...เกิดมาเป็นมนุษย์สุดประเสริฐ...จะดีเลิศเลวทรามขนาดไหน...อยู่ที่คุณความดีที่ทำไป...อย่าให้ใครสาปแช่งยามวายปราณ ■

‘ข้อกฎหมาย’ ใครคือ...‘บุคคลที่ 3’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถือได้ว่าความผิดพลาดครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ เป็นบทเรียนที่นอกจากต้องจดจำแล้วยังท้าทายในการแก้ปัญหานี้จากเจ้าตัวที่ทำให้เกิดการผิดพลาดหนนี้ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งของสังคมไทยและการเมืองไทยว่า การล่มกลางคันของการเลือกตัวผบ.ตร.คนใหม่ วันนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร?ทั้งๆ ที่ถ้าหากนับตามคะแนนเสียงของ ก.ต.ช.11 คน ที่มีสิทธิ์โหวตลงคะแนนถ้าดูเผินๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะได้รับชัยชนะเพราะฝ่ายที่น่าจะโหวตเป็นทางเดียวกันกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล,นายวิชัย ศรีขวัญ, นายถวิล เปลี่ยนศรี และ นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์แต่ผลการลงคะแนนหลังจากมีการทักท้วงว่าน่าจะมีการเสนอชื่อเพิ่ม นอกจาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐที่นายอภิสิทธิ์เสนอชื่อเพียงคนเดียวทำให้รู้ได้ชัดเจนว่าคะแนนเสียงที่คิดว่าน่าจะเป็นของฝ่ายตัวเองกลับไม่ใช่ คะแนนที่แปรผัน 2 เสียงทำให้การเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ หยุดลงกลางคันเพราะประธานในที่ประชุม คือ นายอภิสิทธิ์สั่งให้เลื่อนประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนดทั้งหมด คือ เรื่องความผิดพลาดของ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ก่อนการประชุม ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงพร้อมๆ กันแต่ระหว่าง “ข้อกฎหมาย” กับ “ข้อเท็จจริง”นั้น ถือได้ว่า “ข้อกฎหมาย” นั้นจะศึกษาและพิจารณาง่ายกว่า “ข้อเท็จจริง”และต้องยอมรับว่า “ข้อกฎหมาย” คือ ทางรอดที่ยุติการประชุมกลางคัน ทำให้คนทั่วไปได้เห็นว่า การประชุมก.ต.ช. หนนั้นเกิดล่มหลางคันเพราะฉะนั้น “ข้อเท็จจริง” จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากกว่าน่าศึกษาว่าแคนดิเดตที่มีข่าวเปิดเผยก่อนหน้าว่ามี 2 คนระหว่าง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ กับพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย หรือจะมีตัวเลือกอีก 1 คนคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีนั่นคือข้อเท็จจริงที่นายอภิสิทธิ์ต้องศึกษาต่อไปถึงรายละเอียด ทั้ง “ข้อเท็จจริง” และที่มาของแคนดิเดตทั้งหมดผมเชื่อว่า “ข้อกฎหมาย” นั้น คนในพรรคประชาธิปัตย์คงศึกษาอย่างละเอียดแล้วว่า ทางออกของ “ข้อกฎหมาย” ที่จะประชุม ก.ต.ช. หนต่อไปควรทำอย่างไรนายอภิสิทธิ์ค่อนข้างเชื่อถือและมั่นใจได้แต่ “ข้อเท็จจริง” น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันสำหรับกรณีนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547ก็ตามเพราะทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ทั้ง “ข้อกฎหมาย”และ “ข้อเท็จจริง” รวมกันเพราะนี่คือสังคมไทยและการเมืองประเทศไทยครับพูดได้แค่นี้แหละครับ ■

กฎหมายศรีธนญชัย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปัญหาทั้งหลายจะคลี่คลายลงไปได้มาก..หากว่ากฎหมายบ้านเมืองเรา..ไม่ถูกนักกฎหมายร่างกันขึ้นมาใช้แบบเจ้าเล่ห์แสนกลอีกหลายๆ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น..หากกฎหมายไทยไม่ใช่กฎหมายแบบศรีธนญชัย..สมัยก่อน..หากจะร่างสัญญาหรือทำความตกลงกันในเรื่องกฎหมาย..เขาจะใช้ภาษาฝรั่งเศส..ว่ากันว่ากฎหมายฝรั่งเศส..มีความชัดเจนแบบไม่สองแง่สองง่าม..ดูอย่าง..เรื่องที่กำลังวิวาทกันอยู่ ระหว่างพรรคต่อพรรค นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีมหาดไทย..กรรมการตำรวจแห่งชาติที่แยกเป็น 4 ต่อ 5ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนทำถูกกฎหมาย..วิวาทกันจนถึงขั้นรัฐบาลไม่ลาออกก็ต้องยุบสภา.. กับเรื่องแค่ตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดียวและจะอยู่แค่ปีเดียวกฎหมายตำรวจบอกว่า..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้แต่งตั้งจากข้าราชการยศพลตำรวจเอกดังนั้น..ความอาวุโสความเหมาะสม..ไม่ต้องว่ากัน..เพราะในแต่ละปีจะมีตำรวจเกือบ 10 พลตำรวจเอก..มีสิทธิ์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..หมายความว่าในปีที่จะมีการแต่ง

ตั้ง..พลตำรวจเอกทั้งสิ้นจะต้อง..วิ่งกันพล่านเพื่อตำแหน่งดังกล่าวหมายความว่าพลตำรวจโท..ทั้งหลายจะต้องวิ่งกันพล่านเพื่อที่จะได้ครองยศพลตำรวจเอก..เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในรอบของ..มาตรา 51(1)กฎหมายบอกว่า..การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจแล้วเสนอ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคำว่า..คัดเลือกรายชื่อ..ทำให้เกิดการตีความว่า..นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอคนเดียว..ในขณะที่กรรมการอยากจะให้มีตัวคัดเลือกมากกว่าหนึ่งภาษากฎหมายทำไมจึงไม่ใช้คำว่า..คนหนึ่ง..ทำไมถึงไปใช้คำว่ารายชื่อ..เถยจิตที่เป็นโจร..ของประดานักประดิษฐ์กฎหมายไทย..สร้างปัญหามากมายให้กับแผ่นดินนี้..ทำให้กฎหมาย..กลายเป็นเครื่องมือเครื่องใช้..ของผู้คุมกลไกแห่งความยุติธรรม..ก่อนที่ฝรั่งเศส..จะมีกฎหมายที่แจ่มชัดไม่ต้องตีความ..ก็เมื่อประชาชนทำปฏิวัติใหญ่..เมื่อ 200 ปีก่อน..หลายพันคนต้องเสียหัวสังเวยกิโยติน.. ■

ถึง ชวน หลีกภัย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของชาติ..ที่ในยามที่ความแตกแยกกำลังแผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงกันออกไป..จนประเทศกำลังจะกลายเป็นเสี่ยงๆอยู่นี้คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เป็นผู้นำประเทศ..จะต้องเป็นคนที่พูดจาเชื่อถือได้..เป็นผู้มีบารมีที่ทุกๆ ฝ่ายให้เกรงอกเกรงใจ..จะต้องเป็นคนแบบที่..มองถูกคิดถูก..และรู้จักเรื่องราวของความเป็นคน..หรือเรื่องราวของคนมากกว่านี้วิกฤติของแผ่นดินแบบนี้..ไม่ใช่เวลาของเด็กอมมือที่จะเข้ามาเล่นขายของกันอยู่ใต้ตึกไทยคู่ฟ้า..หรือใช้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นห้องทดลองวิชาการเมือง..แค่เรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่..เรื่องง่ายๆ ของทุกๆ รัฐบาล..ในที่ประชุมซึ่งเต็มไปด้วยคนของรัฐบาลหรือกรรมการที่มาจากข้าราชการโดยตำแหน่ง..หัวโต๊ะคือนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะชี้นิ้วสั่งการเช่นใดก็ได้..ไม่มีใครมีปัญหา..นอกจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในระบอบประชาธิปไตย..ที่ให้ความสำคัญกับองค์คณะมากกว่าตัวบุคคล..นายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย..กลับเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ไปแบบผูกขาดตัดตอน..วิธีการเช่นนี้..ถึงแม้ว่ากรรมการทั้งหมดจะไม่มีปัญหา..ผู้มีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทั้งหมด..ก็สร้างปัญหาขึ้นมาได้..จากความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นแต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ได้รับการสั่งสอน..เมื่อกรรมการทั้งหลาย..พากันท้วงติงคัดค้าน..แม้แต่สมุนบริวารของท่านเอง..ไม่มีใครยอมรับอำนาจเผด็จการ..ผ่านการยกมือสนับสนุนไม่มีใครยอมรับประชาธิปไตย..แบบที่ห้ามคนอื่นใช้สมองอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..หกล้มโดยสะดุดบ่วงที่ตัวเองเป็นคนผูกคนวาง..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมั่นใจถึงขนาดประกาศกับสื่อว่า..จะได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่..ในเดือนสิงหาคม..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เกือบไม่รู้ว่า..สุเทพเทือกสุบรรณ..ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เนวิน ชิดชอบนั้น..มีคนอื่นอยู่ในใจ..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ไม่รู้ว่า..หน้าห้องกับข้างกายในพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละ..ที่ไปขอให้คนต่างพรรค..ปฏิเสธ..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอภิสิทธิ์ท่านประธานที่ปรึกษา..ชวน หลีกภัย..พรรคประชาธิปัตย์จะวอดวาย..หรือหายนะไปจากแผ่นดินนี้..คนไทยไม่มีปัญหา..แต่ถ้าประชาธิปัตย์จะทำให้..คนไทยต้องวายวอดและประเทศไทยหายนะ..มันจะเป็นความผิดของท่าน..เพราะเด็กปั้นของท่าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ■

คะแนน ‘แม้ว’ นำ ‘มาร์ค’!!

ความนิยม ไม่มีตกจริงๆ สำหรับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”แม้แต่ในโลกออนไลน์ก็ยังเต็มไปด้วยแรงสนับสนุน..เว็บไซต์ “ทวิตเตอร์ดอทคอม” จัดประกวดโหวตเพื่อหา“มิสเตอร์ทวิตเตอร์”สรุปผลโหวตออกมามิได้เกินความคาดหมาย “@thaksinlive”หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการโหวตเป็นมิสเตอร์ทวิตเตอร์ของไทย ด้วยคะแนนโหวต 30,000กว่าคะแนนตามด้วย “@chaturon” หรือ นายจาตุรนต์ ฉายแสงมีคะแนนโหวต 20,000 กว่าคะแนนส่วนแฟนพันธุ์แท้ทวิตเตอร์ “@sugree” หรือ นายสุกรีพัฒนภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญทวิตเตอร์ ได้คะแนนเป็นอันดับ 3มีคะแนนโหวต 10,000 กว่าคะแนน ขณะที่ “@PM_Abhisit”หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ในอันดับที่ 11ทั้งนี้ มิสเตอร์ทวิตเตอร์ของประเทศไทยทั้ง 20 อันดับจะเข้าประกวดโหวตต่อในระดับเอเชีย ก่อนที่จะเข้าไปสู่การประกวดโหวต มิสเตอร์ทวิตเตอร์โลกการประกวดโหวตมิสเตอร์ทวิตเตอร์ในระดับเอเชียเสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม สรุปว่า “@thaksinlive”พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังครองแชมป์อันดับหนึ่ง 13,264คะแนน รองลงมา คือ “@chaturon” นายจาตุรนต์ ฉายแสง11,250 คะแนน ขณะที่ทวิตเตอร์ของกลุ่มคนเสื้อแดงคว้าอันดับ 3ไปครองโดย “@PM_Abhisit” หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ได้รับการโหวต 265 คะแนน อยู่ในอันดับ 122ของเอเชียหาก “มิสเตอร์ทวิตเตอร์” ระดับโลกสรุปผลออกมาเมื่อไหร่?เราจะนำมา “เปิดเผย” ให้ทราบทันที โปรดติดตาม ■

‘พินิจ’ ขโมยซีน? 2 หมื่นล้าน-ราคาคุย!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงวันนี้แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้นตัว ทุกอย่างจะดีขึ้นภายในทันตาเห็นไตรมาส 4 ของปีนี้แน่นอนทั้งๆ ที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกายังไม่กล้าที่จะฟันธงชี้ชัดแบบประเทศไทยเลยว่า ไตรมาส 4 ปีนี้จะฟื้นแต่รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกลับกล้ายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาตลาดส่งออกของบรรดาประเทศต่างๆ เป็นหลักถือเป็นความเชื่อมั่นที่แม้ว่าจะดูดี เพราะเมื่อเข้ามารับผิดชอบบริหารประเทศแล้ว ก็สมควรจะต้องเชื่อมั่นแต่ขณะเดียวกันก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเช่นกันว่า จะเป็นการเชื่อมั่นจนกลายเป็นประมาทเกินไปหรือไม่???เนื่องจากในขณะนี้ ความชัดเจนต่างๆ ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีน้อยเต็มที ที่รัฐบาลพูดซ้ำๆ ก็คือเรื่องของเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุ เรื่องของการช่วยเหลือเงินตามโครงการเรียนฟรีซึ่งได้มีการเบิกจ่ายเงินตามวงเงินของแต่ละโครงการไปแทบจะหมดแล้วคำถามที่เกิดตามมาก็คือ แล้วเห็นผลมากน้อยเพียงใดโพลที่บอกว่าประชาชนชอบในเรื่องการแจกเช็คช่วยชาติ2,000 บาทนั้น ไม่ได้สะท้อนว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้จริงมากน้อยเพียงใดเพราะไม่ว่าไปถามใครก็ตาม แม้กระทั่งคนไม่เต็มเต็งว่ามีคนเอาเงินมาแจกให้ฟรีๆ 2,000 บาท จะชอบหรือไม่มีใครหน้าไหนที่จะบอกว่าไม่ชอบฉะนั้น ถูกใจคนที่ได้เงินไปฟรีๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลนั้นมันคนละเรื่องกัน

ที่สำคัญถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ในเรื่องของมาตรการที่เป็นรูปธรรม ที่เป็น Productivity กับระบบเศรษฐกิจ ที่สามารถจับต้องได้เลยจริงถ้าเศรษฐกิจกำลังจะหมุน ถ้าทุกอย่างกำลังจะกระเตื้องขึ้นจริงๆทำไมบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จึงยังไม่ยอมที่จะปล่อยสินเชื่อเหมือนในช่วงที่เคยเชื่อมั่นทำไมต้องให้รัฐบาล ให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาบีบคั้นให้บรรดาธนาคารของรัฐเป็นฝ่ายช่วยระดมกันปล่อยสินเชื่ออุตลุดไปหมด มีการตั้งเป้าที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวจนต้องมีการเปิดช่องให้บรรดาธนาคารของรัฐสามารถแยกบัญชีเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ หากสินเชื่อที่ปล่อยตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกิดมีปัญหาหนี้เน่าขึ้นมารัฐบาลก็จะชดเชยให้!!!นั่นแปลว่ากระทรวงการคลังเองบังดับธนาคารของรัฐ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจลึกๆ ว่ามีโอกาสเกิดหนี้เสีย ไม่เช่นนั้นคงไม่เปิดช่องให้แบงก์รัฐทั้งหลายคลายกังวลเอาไว้แน่ๆดังนั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่าแล้วแบบนี้ความเชื่อมั่นจะมีได้มากมายอย่างที่รัฐบาลบอกจริงหรือเพราะแม้กระทั่งหนึ่งในมังกรการเมืองรุ่นใหม่อย่าง นายพินิจจารุสมบัติ แกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังมองเห็นโอกาสที่รัฐบาลมัวแต่เงอะๆ งะๆ ทำอะไรไม่เป็น ทำได้แต่แก้ปัญหาหรือเล่นขายของ สร้างภาพไปวันๆนายพินิจจึงขโมยซีนจากรัฐบาลไปเต็มๆ ด้วยการจุดประกายความหวังว่า จะดึงทุนจากประเทศจีนและชาวจีนโพ้นทะเลให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในปีนี้ให้ได้ถึง 20,000 ล้านบาทในขณะที่รัฐบาลเองมัวแต่แบะ แบะ ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องมาตรการเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างจริงจังแต่อย่างใดเพราะแม้แต่ตัวเลขล่าสุดของสภาพัฒน์ รวมทั้งตัวเลขPrivate Investment Index (PII) จะพบว่ายังคงติดลบมาตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เรื่อยมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นเลยแม้แต่น้อยก็เพราะความไม่เชื่อมั่นนั่นเอง

และด้วยเหตุนี้เองนายพินิจซึ่งถือเป็นผู้ประสานการทำงานอยู่เบื้องหลังให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จึงใช้บทบาทในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย-จีน ตีกินทางการเมืองได้อย่างสบายๆว่าจะช่วยการดึงการลงทุนจากจีนที่มีศักยภาพมาลงทุนในไทยเนื่องจากรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งนักธุรกิจจีนมีความพร้อมลงทุนทุกแห่งทั่วโลก ไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์จีนต้องการออกไปลงทุนในกิจการที่ลงทุนสูง เช่น กิจการน้ำมันโรงถลุงเหล็ก รถไฟฟ้า ยานยนต์อ้างว่าจีนมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมาก จีนจะใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่เพื่อเป็นประตู กระจายสินค้าส่งออกไป“ผมจำเป็นต้องใช้คอนเนกชั่นเข้ามาช่วยดึงการลงทุนในภาวะเช่นนี้ นักธุรกิจที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกเขาก็สนใจเมืองไทยแต่ทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่า เขากับเราเป็นมิตรกัน ผมคิดว่างานครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับการดึงการลงทุนเข้าไทย”ไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลจะรู้สึกอย่างไร..หน้าชาบ้างหรือไม่หรือว่าเคยชินเสียแล้วหรือแม้กระทั่งไม่ได้ใส่ใจ เพราะมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่ากำลังมะรุมมะตุ้มอยู่ฉะนั้น จึงทำให้การตีปี๊บงานสัมมนาธุรกิจไทย-จีน(Thai’Chainese Business Forum) เพื่อจับคู่ลงทุนระหว่างนักธุรกิจชั้นนำของจีนจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก ซึ่งมาจากทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และจีนโพ้นทะเล 184บริษัท กับนักธุรกิจไทย 209 บริษัทกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่นายพินิจหน้าบานและทำให้ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พลอยหน้าบานตามไปด้วยโดยที่พรรคประชาธิปัตย์รอบนี้ไม่ได้อะไร ตีกินไม่ทัน แถมโดนแย่งซีนไปหมดจนไม่มีที่ให้ยืน

แต่ปัญหาก็คือที่หลังจากนั้นมีการฟุ้งกันอุตลุดว่า ประสบความสำเร็จเกินคาด เนื่องจากนักธุรกิจจีนมีความกระตือรือร้นมากที่จะมาลงทุนในไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอสรุปตัวเลขออกมาว่า มีการลงนามในบันทึกความตกลงในความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันหรือ MOU มากเป็นประวัติการณ์ถึง 42 ฉบับ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 6,248ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 212,432 ล้านบาทโดยเกี่ยวพันถึง 16 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรเพื่อการเกษตรกรรม สิ่งทอและเสื้อผ้างานบริการและการค้า เครื่องประดับ สินค้าหัตถกรรมและของชำร่วย อาหารเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ อัญมณี สปา เวชภัณฑ์การท่องเที่ยวและการค้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง และอื่นๆนั้นเป็นเรื่องจริงแค่ไหน???เพราะเอาเข้าจริงๆ ที่ลงนามเพื่อให้เกิดการลงทุนทันที มีแค่10 ฉบับเท่านั้นส่วนบันทึกข้อตกลงความร่วมมืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมแปรรูปวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน โรงงานยางรถยนต์ การผลิตไบโอเคมีภัณฑ์ การเลี้ยงสัตว์ อาหารแปรรูปยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเวต แอนด์ ซีที่ประกาศหราว่า มั่นใจปี 2553 มูลค่าการค้าการลงทุนจะสูงเกิน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 2,040,000 ล้านบาทนั้นเป็นมูลค่าที่เว่อร์เกินไปหรือไม่ 2 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของประเทศไทย มากกว่าที่นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ดิ้นรนขอกู้ขอเพิ่มเพดานจะกู้ให้ได้ คือ 800,000 ล้านบาทเท่านั้นเองถ้ามีเงินลงทุนเข้ามาขนาดนั้น ไม่เห็นจะต้องวิ่งพล่านขอกู้800,000 ล้านบาทเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจเลยเพราะแม้นักธุรกิจจีนจะต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนอุปสงค์ทั้งในจีนและตลาดส่งออกของจีนทั่วโลก เนื่องจาก

ที่ผ่านมาสินค้าจีนมีปัญหาในเรื่องคุณภาพและการปลอมปนแบบแปลกๆ ทำให้สินค้าจีนขาดความน่าเชื่อถือไปมากดังนั้น การจะย้ายฐานการผลิตมาไทยจึงต้องระวัง เพราะจริงๆ แล้วถามว่าต้นทุนแรงงาน ต้นทุนวัตถุดิบ จริงๆ แล้วในจีนถูกกว่าไทยเยอะอย่างไรก็ตาม ยังไม่ต้องกังวลไป เพราะแหล่งข่าวระดับสูงที่ใกล้ชิดกับคณะรัฐมนตรีของประเทศจีนก็ยอมรับกับ บางกอกทูเดย์ ในเรื่องเหล่านี้ว่าค่าจ้างแรงงานของไทยไม่มีเสน่ห์ หรือไม่มีทางสู้จีนได้เลยประเด็นนี้จึงไม่ใช่แม่เหล็กที่จะดึงจีนให้มาลงทุนในไทยแน่แต่ที่สำคัญที่ทุนจีนตอนนี้ชะงักและรอดูท่าที ก็เพราะ 2 ปัจจัยสำคัญ1. ไม่ไว้วางใจปัญหาการเมืองของไทย ที่นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 เรื่อยมาแล้ว ยังไม่เคยที่จะนิ่งอีกเลย2. ความกังวลกับมาตรฐานของกฎหมายไทย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในมุมมองของต่างชาติ มีความชัดเจนในเรื่องของ2 มาตรฐานมาโดยตลอด ทำให้จีนมองว่าหากนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากๆหากเกิดปัญหาขัดแย้งกันขึ้นมา นักลงทุนจีนจะพึ่งพาระบบกฎหมายของไทยได้อย่างไร“จริงๆ แล้วหากไปดูสถิติทุนจากจีนที่เข้ามามากๆ ในไทยนั้นเข้ามามากในช่วงปี 2546–2547 เพราะความเชื่อถือในนายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปทำให้หลังปี 2549 แม้จะมีทุนจากจีนเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่ได้มากและที่บอกว่าปีหน้าจะมีการเข้ามาลงทุน 60,000 ล้านดอลลาร์หรือ 2 ล้านล้านบาทนั้น ถ้าไทยยังไม่นิ่งแบบนี้มีชาติไหนจะกล้าเสี่ยง” นักธุรกิจจีนที่ใกล้ชิดกับคณะรัฐบาลของจีน กล่าวดังนั้น หากไทยยังเคลียร์ปัญหาการเมืองไม่ได้ เรื่องอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งประเทศต่างๆ มองว่าเป็นปัญหาในข้อกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนในเรื่อง 2 มาตรฐานตรงนี้หากรัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ไขไม่ได้ อย่าคิดว่าใครจะมาลงทุนต่างชาติรู้เรื่องของไทยดีไม่น้อยกว่าคนไทยหรอก อย่าคิดมาหลอกกันเสียให้ยากเลย ■

ปฏิรูปกรมศุลกากร

ที่มา ไทยรัฐ

ผมได้รับข้อมูลจาก คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปกรมศุลกากร โดยจะเน้นการเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านการค้ามากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาเก็บภาษีลูกเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าแผนงานของกรมศุลกากร มีอายุการใช้งานตั้งแต่มีการตั้งกรมศุลกากร ขึ้นมาเป็นเวลากว่า 135 ปีแล้ว เลยจำเป็นจะต้องมีการยกเครื่องกันซะที

ตามนโยบายของ รมช.คลัง ต้องการให้กรมศุลกากรเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดเก็บภาษีมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับการค้า เพราะโลกเรากำลังเดินเข้าสู่ระบบเสรีทางการค้า จึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน

การทำงานร่วมกันระหว่าง กรมศุลกากรและภาคธุรกิจ จะต้องสะดวกขึ้นและง่ายขึ้น ในยามที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆฝ่าย

กรมศุลกากรจะต้องไม่เป็นภาระให้กับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

เนื่องจากกลุ่มธุรกิจมีส่วนช่วยให้ประเทศสามารถประสบความสำเร็จในเวทีการค้าโลก สิ่งที่ธุรกิจต้องการก็คือ ความสม่ำเสมอ เพื่อที่จะคาดการณ์ต้นทุนได้ รวมถึงความโปร่งใสและความรวดเร็ว

ยกตัวอย่างปัญหาที่บริษัทต่างๆพบมากที่สุดก็คือ กรมศุลกากรไม่สามารถระบุให้แน่นอนได้ว่า สินค้าแต่ละชนิดจะจัดอยู่ในหมวดประเภทใด จึงไม่สามารถคำนวณภาษีได้ เมื่อไม่สามารถที่จะคำนวณภาษีได้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่

สินค้าต้องตกค้างเป็นภาระของทั้งกรมศุลกากรและธุรกิจ

ดังนั้น ต่อจากนี้ไป กรมศุลกากรจะให้บริการคำวินิจฉัยล่วงหน้ากับผู้ประกอบการที่ต้องการนำสินค้าหรือวัตถุดิบ กรมศุลกากรจะดำเนินการจัดประเภทพิกัดและวิธีการประเมินภาษีให้เสร็จสรรพ

ที่สำคัญคือจะใช้วิธีประเมินภาษีที่ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าเมื่อไหร่ วิธีไหน จะถูกกำหนดด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด

กระทรวงการคลังเตรียมที่จะขออนุมัติจาก ครม. เสนอร่างกฎหมายศุลกากรใหม่ เป็นการเปิดกว้างให้ฝ่ายตุลาการได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของกรมศุลกากรมากขึ้น

ทั้งนี้ ต้องการให้เกิด ความโปร่งใสและเที่ยงธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของกรมศุลกากรได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เกี่ยวกับบทการลงโทษก็จะมีการกำหนดให้มีมาตรฐาน ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนลง อาทิ การลดแบบฟอร์มที่ต้องยื่นต่อศุลกากรที่มีลักษณะข้อมูลซ้ำซ้อนซึ่งใช้กับสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

โดยกำลังเร่งทำ Single Window สำหรับงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานเพื่อให้ผู้นำเข้าสินค้าและส่งออก สามารถติดต่อกับกรมศุลกากรที่เดียว ไม่ต้องไปติดต่อหลายแห่ง หลายกระทรวง

และสุดท้ายผลจากการปรับปรุงดังกล่าว จะทำให้กรมศุลกากรสามารถเพิ่มรายได้เข้ารัฐประมาณร้อยละ 15 ในระยะเวลาอีก 3-5 ปี ก็จะใช้อำนวยความสะดวกในการเปิดการค้าตามแนวชายแดนให้มากขึ้น.

หมัดเหล็ก

ทิ้งไพ่ตาย

ที่มา ไทยรัฐ

เชื่อว่าคนไทยโดยรวมที่มองปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ คงคิดไม่ต่างกันเท่าใดนัก ว่ายังหาทางออกของประเทศไม่เจอ ไม่รู้ว่ามันจะลงเอยอย่างไร ยังเดินไปสู่ความขัดแย้งเดิมๆ เพียงแต่สร้างเงื่อนไขใหม่ เปิดประเด็นใหม่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แม้แต่ในรัฐบาลเองร่องรอยความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่งในประชาธิปัตย์เอง

กรณีตำรวจดูเหมือนจะทำให้เห็นภาพการเมืองชัดเจนยิ่งขึ้น ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยยืนคนละข้าง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เป็นจุดที่น่าสนใจว่าถึงเวลานี้

จะลงสนามการเมืองเต็มตัวหรือไม่

มีการตั้งคำถาม พล.อ.ประวิตรมาอย่างต่อเนื่อง ว่าจะเล่นการเมืองต่อไปหรือไม่ คำตอบจะเป็นว่าไม่เล่น ไม่เป็นหัวหน้าพรรค การเมือง ไม่เป็นหัวขบวนกลุ่มอำนาจใหม่

สำหรับกลุ่มอำนาจใหม่ที่มีการระบุกันว่า พล.อ.ประวิตรจะเป็นหัวขบวนใหญ่ มี เนวิน ชิดชอบ คนเบื้องหลังภูมิใจไทยคือพลังสนับสนุน อีกทั้งยังมีกองทัพเป็นแรงหนุนอยู่ข้างหลัง แม้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแต่ถึงขั้นนี้แล้ว

เมื่อสถานการณ์ทำท่าจะพาไปไกลเสียแล้ว เมื่อน้องชายที่รู้สึก ว่าถูกการเมืองเล่นงาน ทั้งที่อยู่ในรัฐบาลมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองได้ ตรงนี้อาจจะใช้เป็นเหตุผลเพื่อเข้าสู่ถนนการเมืองที่ปูลาดล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

ทำนองว่าครอบครัวถูกรังแก

จริงๆแล้วหากว่ากันให้ถึงที่สุดแล้ว รัฐมนตรีกลาโหมคนนี้น่าจะมี "ใจ" ให้กับการเมืองมาตลอด เพราะหลังจากปลดเกษียณอายุราชการในตำแหน่งใหญ่ ผบ.ทบ. ก็ยังคลุกการเมืองโดยเฉพาะในพรรคไทยรักไทยแต่ก็เป็นแบบเงียบๆ

มีแต่ชื่อเป็น "รัฐมนตรี" แทบทุกโผ แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่มี อะไรเกิดขึ้น นอกจากความเคลื่อนไหวการเมืองแบบลับๆมากกว่า

มาถึงจุดพีกทางการเมืองก็เลยดัง ได้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีกลาโหม แม้จะไม่มี ส.ส.ในมือ แต่ก็มีกองทัพและพรรค ภูมิใจไทยอยู่ข้างหลัง

นั่นเพราะการตั้งรัฐบาลชุดนี้เอาเข้าจริงแล้ว พล.อ.ประวิตรน่าจะเป็นผู้จัดการตัวจริงมากกว่า เนื่องจากสามารถจับทหารกับนักการเมืองจนสามารถตั้งรัฐบาลแบบพลิกขั้วพลิกค่ายเลยทีเดียว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ ประชาธิปัตย์โผล่ขึ้นมาจากหุบเหวฝ่ายค้านที่ยาวนานมาเป็นรัฐบาล

การขบเหลี่ยมในลักษณะนี้ดูท่าจะยากและคงไม่มีใครยอมใครง่ายๆแน่ ปฏิกิริยาจากการประชุม ก.ต.ช. ที่นายกฯ เสนอชื่อนายตำรวจคนหนึ่ง แต่มติ ก.ต.ช.ออกมา 5 ต่อ 4 ไม่ยอมรับ แน่นอนว่าจะมีเงื่อนไขและตัวแปรหลายอย่าง

แต่การตีโต้ผู้บังคับบัญชากลางแจ้งเยี่ยงนี้ ถือว่าเป็นการประลองกำลังกันกรายๆ ว่าใครจะแน่กว่าใคร นายกฯกับรัฐมนตรีกลาโหม

อย่างไรก็ดี นายกฯก็คงต้องคิดหาทางออกเพราะถอยไม่ได้เช่นกัน หากเสนอชื่อ "คนเก่า" แต่แพ้มติอีกครั้งก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว ครั้งแรกก็แทบจะแย่ถึงขั้นคิดจะโบกมือลาเหมือนกัน แต่มันก็เท่ากับปิดอนาคตทางการเมืองโดยปริยาย

ดีที่ว่าในสถานการณ์ที่เป็นจริงทุกพรรคร่วมรัฐบาลยังต้องการจะบริหารประเทศต่อไป เนื่องจากงบก็ยังไม่ผ่าน เงินกู้ก็ไม่ใช่น้อย การโยกย้ายแต่งตั้งก็ยังไม่เรียบร้อย หากเปลี่ยนแปลงการเมืองมันก็ไม่คุ้มสู้ถูลู่ถูกังกันไปก่อนดีกว่า

เหลือไพ่ในมืออีกใบพอจะใช้ "กำราบ" เท่านั้น.

ทหารม้ามาอีกแล้ว!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_28744

ฝ่ายธุรการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมป้ายชื่อไว้รอได้

ล่าสุด "เคาะโต๊ะ" กันแล้ว พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ คือ ผบ.ตร.คนใหม่


โดยคำอธิบายง่ายๆสั้นๆ ตามหลักการบริหารและเครดิตทางการเมือง คนเป็นนายกรัฐมนตรีโดนหัก เสียเหลี่ยมเบอร์หนึ่งทำเนียบรัฐบาล

จะมีหน้าบริหารประเทศต่อไปได้อย่างไร

คิวนี้เลยต้อง "ช่วยกันอุ้ม" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไว้ก่อน

ส่วนจะกระเตงกันไปได้อีกนานแค่ไหน ในสถานการณ์ที่ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" รัฐบาลเสี่ยงต่อภาวะโรคแทรกได้ตลอดเวลา


ล่าสุดในวงหารือผู้มีบารมี "ตัวจริง" ของพรรคร่วมรัฐบาล ครบหน้าครบตาไล่ตั้งแต่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายใหญ่

พรรคเพื่อแผ่นดิน นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหอกค่ายภูมิใจไทย นัดกันที่บ้านของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เจ้าของยี่ห้อรวมใจไทยชาติพัฒนา

เคาะโต๊ะแก้รัฐธรรมนูญ กลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

ประชาธิปัตย์ยอมคาย "ก้อนเนื้อ" เปิดช่องให้พรรคร่วมรัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กได้ช่องเบียดแทรกกับค่ายใหญ่

แลกกับการกอดคอ


จะมีคิวขัดใจกันก็ตรงรายการ "นิรโทษกรรม" ผลงานที่ค่ายภูมิใจไทยภูมิใจนำเสนอ แต่โดน "เทพเทือก" ติดดิสเบรกตัวโก่ง ในอารมณ์นักเลงคุยกันแบบเพื่อน

"ไอ้ห่า มึงจะให้ม็อบรุมกระทืบเรารึไง"


ด้วยเหตุผลที่สาธยายกันได้เห็นภาพ "เทพเทือก" เปิดอกคุยกับ "เนวิน" ตรงๆ ถ้าปลดล็อกกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อไหร่ ในท่ามกลางสถานการณ์ขึงพืด ม็อบเสื้อแดงนัดดีเดย์ชุมนุมใหญ่

วันที่ 30 สิงหาคม ตั้งท่าล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์ ขณะที่ขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯก็สะกิดเตือนนักเลือกตั้งให้เตรียมหาทางหนีทีไล่ 6 เดือนอันตรายนับจากนี้ จะมีเหตุพลิกผันทางการเมืองแบบล้างบางใหญ่

รัฐบาลยืนอยู่ตรงหว่างกลางเขาควายแหลมๆ

แล้วถ้าทั้งม็อบแดง ม็อบเหลือง รู้ล่วงหน้าว่าจะได้ล้างโทษ อาละวาดแล้วไม่มีผลในทางกฎหมาย ก็เป็นอะไรที่เดาภาพล่วงหน้าได้

ม็อบออกมาตะลุมบอน จุดไฟเผาเมืองกันกระหึ่มแน่


"เนวิน" ฟังแล้วเสียงอ่อน แล้วแต่คนอื่นจะคิดกันยังไง

สรุปในอารมณ์ของนักเลือกตั้งพูดจาประสาเดียวกัน ผลประโยชน์ลงตัวก็กระเตงกันไป ยังอยู่ในวิสัยที่จะเออออห่อหมกกันได้

เหนืออื่นใด โดยเงื่อนไขที่นักเลือกตั้งยังอยากจะมีเวทีเล่นต่อไป

ตามสัญญาณที่ต้องแปลความกันทุกครั้ง ล่าสุด "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พูดกับบรรดาขุนทหาร นายตำรวจใหญ่ที่ตบเท้าเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 89


ยังจำชื่อเล่น "ลูกรัก" ได้แม่นยำ

โดยเน้นเป็นพิเศษไปที่ "บิ๊กตุ้ย" พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด และ "บิ๊กติ๋ว" พล.ต.ไตรรัตน์ รังครัตน์ ผบ.ศูนย์การทหารม้า ในอารมณ์ปรึกษาหารือ ตั้งท่าเปลี่ยนคำขวัญตราสัญลักษณ์จาก "รบจนสุดใจขาดดิ้น"

มาเป็น "รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด"


ปลุกใจเหล่าลูกหม้อทหารม้า ในอารมณ์ที่หวนย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2549 จากคิวที่ พล.อ.เปรมพูดกับขุนทหารในทำนองเปรียบเทียบจ๊อกกี้กับม้าพยศ ก่อนเกิดเหตุรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน

"ป๋าเปรม" พูดเรื่องม้าทีไร ได้ลุ้นเสียวทุกที

และก็เป็นอะไรที่นักเลือกตั้งอ่านเกม ถ้าเกิดเหตุพลิกผันทางการเมือง เลือกตั้งกันใหม่ ณ คาบนี้ ก็เข้าทางตีน "นายใหญ่" ที่ดูไบ

กำลัง "ตีขิม" รอทวงแค้นใหญ่

พร้อมทั้งกระแสตามโพลทุกสำนัก คะแนนนิยมแซงหน้ายี่ห้อ "อภิสิทธิ์" ชนิดที่บิดเบือนตัวเลขช่วยกันไม่ได้ ไหนจะแน่นไปด้วยกระสุนที่วงในยืนยันกำลังมือขึ้นจากการทำธุรกิจระดับโลก เหมาสัมปทานเหมืองเพชร ที่แอฟริกา ยึดสัมปทานหวยที่ประเทศละตินอเมริกา

เผลอๆจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

ไฮโลเปิดถ้วยแทง "ทักษิณ" เข้าวินแน่ๆ โดยเงื่อนไขยากที่เหล่าอำมาตย์ ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย จะปล่อยให้เกมไหลไปเข้าทางนายใหญ่

ทางเดียวที่จะสกัด ต้องจัดการด้วยอำนาจพิเศษ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สื่อเทศมองไทย เสี่ยงสูง การเมืองไม่นิ่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_28802

รอยเตอร์ จัดลำดับความมั่นคงทางการเมืองของไทย พบยังมีความเสี่ยงสูง หลังประกาศใช้พรบ.มั่นคง อยู่ที่ระดับ 3.25 คะแนน จาก 5 คะแนน มากกว่า มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ...

เมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ ด้านความมั่นคงทางการเมืองของไทย จัดลำดับความเสี่ยงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไม่มั่นใจสถานการณ์ในไทย หลังรัฐบาลประกาศผ่านพระราชบัญญัติความมั่นคงเมื่อ 25 ส.ค. โดยนักวิเคราะห์ความเสี่ยงของบริษัทข้อมูลระดับโลก "ไอเอชเอส โกลบอล อินไซท์" วัดความเสี่ยงจากปัจจัย 6 ประเภท ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย การเก็บภาษี การทำงานของรัฐบาล และความมั่นคง ของ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ โดยอันดับคะแนนความเสี่ยงจะวัดจาก 1 คือ มีความเสี่ยงน้อย จนถึง 5 คือ มีความเสี่ยงสูงสุด สำหรับคะแนน ด้านการเมืองของไทยมีความเสี่ยงสูงสุดอยู่ที่ 3.25 คะแนน ขณะที่มาเลเซียและ ฟิลิปปินส์ 2.75 คะแนน ส่วนอินโดนีเซีย อยู่ที่ 2.50 คะแนน

นอกจากนี้ รอยเตอร์ยังนำบทวิเคราะห์การจัดลำดับด้านความเสี่ยงของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่อการเกิดความไม่สงบทางการเมือง ที่ทำโดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ ของนิตยสารอีโคโนมิสต์ เมื่อเดือน มี.ค. มาเผยแพร่ด้วย โดยคะแนนจะวัดจาก 1 คือ ดีสุด ถึง 10 คือแย่สุด กรณีนี้ไทยได้ 7 คะแนน อยู่ลำดับที่ 38 จาก 165 ประเทศทั่วโลกแต่ก็ยังถือว่าดีกว่าพม่าที่ได้ 7.1 คะแนนอยู่ลำดับที่ 33 และกัมพูชาที่ได้ 8.0 คะแนน อยู่ลำดับที่ 4 ของโลก