WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 27, 2009

เริ่มขู่ ก็เริ่มกลัว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ในที่สุดรัฐบาลก็งัดกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงออกมารับมือกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่นัดรวมตัวกันอีก ในวันที่ 30 ส.ค.

ประกาศให้เขตดุสิต เป็นพื้นที่ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น

"รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่ก็มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย อีกทั้งก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการที่จะช่วยดูแลไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เพื่อให้บรรยากาศของบ้านเมืองเอื้อต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ" คือวาทะของนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ยังอ้างถึงการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ภูเก็ต ระหว่างการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา ทำให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้กระทบสิทธิของประชาชนมากนัก แต่อาจจะมีความไม่สะดวกบ้าง

การประกาศพื้นที่ความมั่นคงในเขตดุสิต เข้าใจว่ารัฐบาลเกรงว่าม็อบเสื้อแดงจะเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แบบที่กลุ่มพันธมิตรฯเคยอุกอาจทำ

นั่นเป็นความคาดคะเน คาดการณ์เท่านั้น

อย่างในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีผู้ใหญ่ในพรรคบางคนวิเคราะห์อย่างน่ากลัวว่าอาจจะมีม็อบบุกสำนักราชเลขาธิการ

เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่มีเหตุเกิดขึ้น แต่ก็งัดกฎหมายขู่ปราบปรามเสียแล้ว

เมื่อเริ่มงัดกระบอง ก็แสดงว่าเริ่มกลัว และไม่มั่นใจว่าจะกุมสภาพการนำได้ต่อไปหรือไม่

สำหรับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ถือว่ายังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย

ยกเว้นกรณีเหตุการณ์เดือนเมษายน ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปะทะกันที่พัทยา

ที่สำคัญรัฐบาลนี้ ยังไม่มีน้ำยาที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้

สารพัดโฆษกขยันพูด เอาจริงเอาจังในการสร้างประเด็นตอบโต้ทุกเม็ด ไม่เคยลดราวาศอก

แถมตัวนายอภิสิทธิ์ ก็ทำให้ใครๆ มองออกว่าเลือกสี เลือกข้าง ถือหางฝ่ายใด

แม้จะยกคำเท่มาพูดอยู่บ่อยครั้ง เช่น ไม่ว่าใส่สีอะไร ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ไม่มีเว้น

อย่างล่าสุดก็บอกว่า "ผมไม่ได้สนใจว่าใส่เสื้อสีอะไร เป็นสมาชิกเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ หน้าที่ของรัฐบาลคือดูแลไม่ให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"

ถ้าเป็นอย่างที่พูดจริง คดียึดสนามบิน ซึ่งมีความผิดถึงขั้นก่อการร้าย ก็ต้องเอาจริงด้วย

ต้องทำให้คนเห็นจริงๆ ว่าถือหลักความเสมอภาคโดยกฎหมาย

แต่ก็ยังยึกๆยักๆ งึกๆงักๆ เหมือนเกรงอกเกรงใจกันอยู่

ภาวะผู้นำ

ที่มา ข่าวสด

บทบรรณาธิการ



ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ครั้งใหม่ จะไม่เปลี่ยน แปลงจากกำหนดเดิมในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม นี้

แต่เมื่อพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์ทั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานก.ต.ช.เองก็ดี หรือการยืนยันของคนใกล้ชิดในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนก็ดี

มีแนวโน้มว่า นายอภิสิทธิ์จะยังคงยืนยันเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้ามาให้ที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่อีกครั้ง

อันเป็นประเด็นที่คนจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวล ทั้งในแง่ของประเด็นกฎหมาย ประ เด็นมารยาทและความเหมาะควร

รวมไปถึงความเป็นห่วงถึงผลกระ ทบต่อเนื่องในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

มีคำถามว่า หากประธานก.ต.ช.ยืนยันที่จะเสนอชื่อเดิมซึ่งแพ้การลงมติในครั้งก่อนเข้ามาอีกครั้ง แล้วมติที่ประชุมยังออกมาเป็นเช่นเดิม

จะกระทบกระเทือนสถานภาพของประธาน ก.ต.ช.ในฐานะนายกรัฐมนตรีมากน้อยเพียงใด

จะทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจขึ้นระหว่างกัน จนเป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการทำงานในเรื่องอื่นๆ หรือไม่

หรือจะทำให้ความประสงค์ในเรื่องอื่นๆ ของนายกรัฐมนตรี พลอยลดความศักดิ์สิทธิ์และความหนักแน่นไปด้วยหรือไม่

จะส่งผลกระทบภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี ทั้งในเชิงภาพพจน์และในการทำงานจริงมากน้อยเพียงใด

เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

การตัดสินใจอย่างรอบคอบนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรอบด้าน ซึ่งอันที่จริงก็มีผู้พร้อมจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายนอกหรือบุคคลใกล้ชิดภายในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับพร้อมจะเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลหรือความเห็นที่แตกต่างมากน้อยเพียงใด

และมีความสามารถในการแยกแยะข้อมูลที่ได้รับ รวมไปถึงหยั่งเจตนาของผู้ให้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนเพียงไหน

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงตำแหน่งผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นในระดับใด

วิกฤตการณ์ทุกครั้งล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์คุณสมบัติของผู้นำ

ยุบสภา-ลาออก

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



หลังจากยกฐานะกรมตำรวจขึ้นเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วต่อมานำเอาพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 มาบังคับใช้ โดยเป็นกฎหมายที่พยายามจะทำให้องค์กรตำรวจปลอดพ้นการเมืองมากที่สุด

มาบัดนี้ หลายคนเริ่มรู้สึกว่า พ.ร.บ.ตำรวจฉบับนี้ก็พอจะสกัดกั้นการเมืองได้พอสมควร

อย่างการตั้งผบ.ตร.ใหม่ ไม่ง่ายดายอย่างที่นายกฯคิด

มีกฎกติกาหลายประการ ที่นักการเมืองยังตามไม่ทัน ยังนึกว่าตั้งผบ.ตร.ง่ายเหมือนสมัยตั้งอ.ตร.

มีความแข็งแกร่งของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. เป็นด่านสำคัญ

ล่าสุดนายกฯมาร์คบอกว่า สัปดาห์หน้า จะประชุมก.ต.ช.เพื่อเลือกผบ.ตร.ใหม่ได้ โดยคราวนี้มั่นใจว่าจะไม่วุ่นเหมือนเดิม

ถ้าเป็นเช่นนั้นคงจะดี ไม่งั้นประเทศชาติจะต้องมามีปัญหาเสียเวลา เพราะนายกฯตั้งผบ.ตร.คนใหม่ไม่ได้เสียที!?

แต่บังเอิญตรวจสอบข้อมูลข่าวสารทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางที่นายกฯจะดันคนเดิมผ่านด่านก.ต.ช.ได้เลย

ถ้ายังยืนชื่อเดิม ก็จะติดปัญหาเสียงข้างมากในก.ต.ช.ไม่ให้ผ่านอยู่ดี

*งานนี้ไม่ใช่เรื่องต่อรองผลประโยชน์การเมืองอะไร แต่เป็นเรื่องใหญ่ประเด็นความมั่นคงของชาติ ความยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมไทย*

ใครจะมาล็อบบี้ ก็ยากจะแปรเปลี่ยน

จะดกดำหรือบางหรือเถิก ก็ไม่สามารถกล่อมให้ใครเชื่อได้!

ย้อนกลับไปตอนประชุมก.ต.ช. ที่นายกฯแพ้โหวต 5 ต่อ 4 คงจำกันได้ว่าเย็นย่ำค่ำคืนวันนั้น มีข่าวสะพัดตามมา

ทั้งยุบสภา และทั้งนายกฯจะลาออก

คนที่มีอำนาจตัดสินใจทั้ง 2 อย่างนี้ คิดอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องลือกันเล่นๆ

จนผู้อาวุโสต้องมาเกลี้ยกล่อม ให้วัยรุ่นลดความใจร้อนลง

แต่เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกว่า แนวรบผบ.ตร.สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง!

จึงยังมองไม่ออกว่า ประชุมก.ต.ช.หนต่อไป จะยุติได้เช่นไร

นายกฯเป็นผู้เสนอชื่อก็จริง แต่มือของกรรมการอีก 10 คน เป็นผู้ตัดสิน

ถ้ายังยันกันอยู่เช่นนี้ สุดท้ายอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ

ทั้งยุบสภาหรือลาออก ก็ยังเป็นไปได้ทั้งนั้น

เก้าอี้ตำรวจตัวเดียว อาจส่งผลให้พังกันทั้งรัฐบาลหรือทั้งสภา!

การยึดมั่นในความดี - บทเรียนจาก "กษิต ภิรมย์"

ที่มา ประชาไท

อาทิตย์กว่าๆ ที่ผ่านมา ผมได้ไปกระทรวงการต่างประเทศเพื่อฟังวิทยากรคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการต่างประเทศ วิทยากรคนนั้นคือ รมว.ต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ปรากฏว่าแทนที่ผมจะได้ฟังเรื่องนโยบายการต่างประเทศ ผมกลับได้ฟังโอวาทแทนครับ คุณกษิตใช้เวลาส่วนใหญ่พูดถึงเรื่อง "การยึดมั่นอยู่ในความดี" เขาบอกว่าเราทุกคนต้องยึดมั่นอยู่ในความดี ไม่หวั่นไหวต่อความเกลียดชังที่อาจได้รับ ไม่ว่าจะมีคนจะด่าว่าแค่ไหน มีคนอยากสาดกระสุนใส่จนเดินไปไหนต้องมีบอดี้การ์ดรอบตัว เราก็จะต้องไม่สั่นคลอน เราต้องมั่นคงในความดีที่เราทำ เขาบอกว่า เขารู้ว่ามีคนเกลียดเขามากมาย แต่เขาไม่เคยสนใจ และการยึดมั่นในความดีโดยไม่สนใจผู้เกลียดชังนี้ ทำให้เขาตั้งมั่นอยู่ในความดีได้ด้วยจิตใจที่แจ่มใสเสมอ ผมคิดว่าความคิดนี้ของคุณกษิตเป็นความคิดที่ผิดพลาดและอันตราย
คำถามที่เราควรถามคุณกษิตคือ "คนดีที่คนทั้งเมืองเกลียด นั้นมีอยู่จริงด้วยหรือ" ถ้าเราเชื่อว่าการทำความดี คือการสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่นให้ได้มากที่สุดและสร้างความเดือดร้อนน้อยที่สุด เราก็ต้องเชื่อว่า "คนดีที่คนทั้งเมืองเกลียด" นั้นไม่มีอยู่จริง ทั้งนี้เพราะว่า ความชื่นชอบและความเกลียดของผู้อื่นต่อตัวเรานั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการกระทำของเราได้สร้างประโยชน์หรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นมากกว่ากัน ถ้าเราสร้างความเดือดร้อนมาก ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่คนอื่นจะเกลียดเรา ถ้าเราสร้างประโยชน์มาก ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ผู้อื่นจะชื่นชอบเรา ดังนั้น ถ้าผมเชื่อว่าผมเป็นคนดี (ซึ่งหมายความว่า ผมเชื่อว่าผมสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นมากกว่าสร้างความเดือดร้อน) แต่คนทั้งเมืองกลับเกลียดผม ผมก็ต้องทบทวนตัวเองล่ะครับ ว่าผมได้สร้างประโยชน์แก่คนอื่นจริงหรือ และถ้าผมสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น ทำไมเขาจึงพากันเกลียดผม พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผมก็ต้องทบทวนตัวเอง ว่าผมเป็นคนดีจริงหรือไม่
แน่นอน คุณกษิตคงไม่ได้เชื่อหรอก ว่าความดีคือการสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น เขาเชื่อว่าความดีเป็นอะไรที่ absolute มี "กฎศีลธรรม" กำหนดชัดเจนเป็นข้อๆ เช่น 1.ห้ามฆ่าสัตว์ 2.ห้ามลักขโมย 3.ห้ามนอกใจคู่สมรส 4.ห้ามพูดปด ส่อเสียด เพ้อเจ้อ 5.ห้ามดื่มเหล้า ตอนที่ผมถามที่ ก.ต่างประเทศ คุณกษิตก็พูดว่า "ผมเชื่อในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธบอกว่าให้รักษาศีล 5 ผมไม่เคยโกง ไม่เคยพูดปดปลิ้นปล้อนเหมือน... ไม่ว่าใครจะเกลียดผมยังไง ผมก็รู้ตัวว่าผมยึดมั่นอยู่ในศีล" คุณกษิตเชื่อว่า เพียงแค่เขาปฏิบัติตามกฎศีลธรรมเหล่านี้ (ซึ่งเทพเจ้าที่ไหนประทานมาก็ไม่รู้) เขาก็สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นคนดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องคิดคำนวณเลยว่าการกระทำของเขาสร้างประโยชน์หรือความเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากกว่ากัน เช่นนี้ เขาก็อาจพูดได้ว่า ถึงแม้คนทั้งเมืองจะเกลียดเขา เขาก็ยังนับว่าเป็น "คนดี" ได้ ตราบใดที่เขายึดมั่นในกฎเกณฑ์ความดีเหล่านี้
แต่ถึงแม้ว่าเราจะใช้นิยาม "ความดี" ของคุณกษิต ผมคิดว่าเราก็ยังไม่สามารถเรียกคุณกษิตว่าเป็น "คนดี" ได้อยู่ดี ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ครับ เหตุผลแรกก็คือ ถ้าคุณกษิตคิดว่าตัวเองประพฤติตัวตามศีล 5 แต่คนทั้งเมืองเกลียดเขา เขาก็ต้องทบทวนตัวเองว่าการกระทำของเขาอยู่ในกรอบศีล 5 จริงหรือไม่ เหตุผลที่สองก็คือ ต่อให้คุณกษิตประพฤติตามศีล 5 จริง แต่ถ้าคนทั้งเมืองยังเกลียดเขา เขาก็ต้องทบทวนว่า ศีล 5 เป็นหลักศีลธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หรือว่าการเป็นคนดีต้องทำอะไรที่มากกว่า 5 ข้อนี้ เช่น ต้องรับฟังเสียงของผู้อื่น ต้องไม่ดูถูกผู้อื่น (เช่นคนจน) ต้องไม่พูดจาสร้างความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านหรือก่อสงคราม คำถามที่ว่า "ผมเป็นคนดีหรือไม่" นั้น เป็นคำถามที่ผมตอบให้ตัวเองไม่ได้หรอกครับ ผมต้องถามคนอื่น
"การยึดมั่นอยู่ในความดี" จึงเป็นแนวคิดที่อันตราย เพราะมันมักถูกใช้เป็นข้ออ้างของคนประเภท self-righteous ที่เข้าข้างตัวเอง คิดว่านิยามความดีของตัวเองถูกและก้มหน้าก้มตาทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าดี (และบางคนก็ตั้งหน้าตั้งตาโฆษณาความดีแบบของเขา) โดยไม่ฟังเสียงผู้อื่น ว่าเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เขาทำหรือไม่ คนพวกนี้ใช้คำว่า "ยึดมั่นในความดี ความถูกต้อง" เพื่อที่จะเมินเฉยต่อคำวิพากษ์วิจารณ์และความเกลียดชัง คนพวกนี้มักเดินหน้าทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง ถึงแม้จะมีคนเกลียดชังเพราะเดือดร้อนจากการกระทำของเขา ตัวอย่างคนประเภทนี้ เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, เบนิโต มุสโสลินี, โจเซฟ สตาลิน, และระเบียบรัตน์ พงษ์พาณิชย์ นี่คือบทเรียนที่ผมได้จาก กษิต ภิรมย์ ครับ

สหภาพแรงงานไทรอัมพ์: พลังของคนตัวเล็กๆ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้จัดให้มีการมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ให้แก่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีการกล่าวเปิดงาน “พลังและความหมายของคนตัวเล็กๆ”โดยคุณกรอุมา พงษ์น้อย ภรรยาของคุณเจริญ วัดอักษร ผู้ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกปองร้ายด้วยเหตุของการเป็นแกนนำในการต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าที่ราชบุรีจนประสบความสำเร็จ

ต่อจากนั้นคุณจิตรา คชเดช ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์แสดงปาฐกถา “บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ” แล้วมีการอภิปราย เรื่องทางเลือกทางรอดของขบวนการแรงงานในยุคเสรีนิยมใหม่โดย รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ และ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ ซึ่งได้ปรากฏในรายงานข่าวตามสื่อมวลชนในวันถัดมาอย่างแพร่หลาย แต่น่าเสียดายที่ประเด็นในเหตุที่มีการมอบเหรียญเจริญ วัดอักษรในวันนั้นมีการพูดถึงในสื่อกระแสหลักน้อยมาก

สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2523 ได้ผ่านการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด มาอย่างต่อเนื่อง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนงาน เช่น การลางาน เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในปี 2524 มีการยื่นข้อเรียกร้องให้นายจ้างเยอรมันหยุดกิริยาเหยียดหยามคนไทย และมีผลงานติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 29 ปีของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์เป็นเวลาที่ต้องต่อสู้ตลอดนับตั้งแต่วันเริ่มต้นที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ กว่าจะมีองค์กรได้ ก็ต้องเริ่มต้นปกป้อง เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปากท้อง ความเป็นอยู่ที่ดีของคนงานต่อนายทุน ต่อรัฐบาล ไม่เคยมีสักครั้งที่ทุกอย่างจะได้มาโดยง่ายดายแต่ พวกเขายังได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถึงจะยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่มันเกิดจากการ “รวมตัวกัน” ของคนงานจึงทำให้พวกเขามีอำนาจและพลังที่จะสามารถต่อรองได้

จนล่าสุดเมื่อ 29 มิถุนายน 2552 บริษัทได้ประกาศเลิกจ้างคนงานทั้งหมด 1,959 คน โดยการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการมุ่งหวังที่จะทำลายสหภาพแรงงาน หาแหล่งค่าจ้างราคาถูก เตรียมใช้ระบบจ้างงานซับคอนแทค ที่นายทุนไม่ต้องรับผิดชอบสวัสดิการหรือการเรียกร้องจากสหภาพแรงงาน จึงเป็นเหตุให้กิดการชุมนุมประท้วงครั้งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลายๆไม่เข้าใจหรือไม่พยายามที่จะเข้าใจโดยคิดแต่เพียงว่าในเมื่อนายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแล้วก็น่าจะจบกัน มาเรียกร้องอะไรกันอีก โดยลืมไปว่ากฎหมายที่ว่านั้นมันเป็นธรรมแล้วล่ะหรือ แน่นอนว่ากฎหมายที่ออกโดยชนชั้นใด ก็ย่อมที่จะเอื้อต่อชนชั้นนั้น เมื่อชนชั้นแรงงานไม่มีโอกาสในการร่างกฎหมายก็ย่อมยากจะหาความยุติธรรมแก่ชนชั้นแรงงานได้

ที่สำคัญคือนายทุนหรือผู้ร่างกฎหมายมองเขาเหล่านั้นเป็นเพียงสินค้าหรือวัตถุ มิได้มองว่าเขาเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันที่ยังมีหลายปากท้องที่ต้องรอคอยอยู่ข้างหลัง แต่ต้องกลับมาถูกเลิกจ้างด้วยเหตุเพียงเพราะหลักการกำไรสูงสุดของลัทธิทุนนิยมนั่นเอง ผมจึงขอนำเอาคำประกาศของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อความถูกต้องหรือกำลังถูกกดขี่ข่มเหงจากระบอบทุนนิยมสามานย์ ดังนี้

คำประกาศเนื่องในโอกาสการมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ประจำปี 2552 แก่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์
สหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ใช้แรงงานตัวเล็กๆ ในการปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตนในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นที่อยู่ร่วมสังคม ในการปกป้องสิทธิของตนจากการแสวงหาประโยชน์ทั้งจากบรรดานักลงทุนไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันหรือต่างชาติ และจากทางภาครัฐที่มักมองเห็นความสำคัญของตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตและความกินดีอยู่ดีของผู้ใช้แรงงาน

ด้วยบทบาทในการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้แรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานมักถูกมองไปในด้านลบหรือถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ตระหนักถึงประโยชน์หรือความเจริญของส่วนรวม สหภาพแรงงานจึงมักไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากเท่าใดในการดำเนินบทบาทเพื่อปกป้องคุณค่าและความหมายของผู้ใช้แรงงาน
อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกในห้วงเวลาปัจจุบันมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบการจ้างงาน ระบบเสรีนิยมใหม่ที่เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนย้ายทุนอย่างเสรี การแข่งขันในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ เป็นผลให้สหภาพแรงงานต้องตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากมากขึ้น
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะต้องได้รับในฐานะของผู้ใช้แรงงาน อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคอย่างมากทั้งจากภายในและภายนอกโรงงาน แม้จะเผชิญกับปัญหาอย่างมากมายแต่การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทางสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันของคนตัวเล็กๆ อย่างแข็งขัน
ความสำเร็จของสหภาพแรงงานแห่งนี้อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะชัยชนะในการต่อรองกับทางฝ่ายนายจ้างเท่านั้น บทเรียนที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในความพยายามกำหนดชะตาชีวิตของกลุ่มร่วมกันในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับอุ้งมือที่มองไม่เห็นขนาดใหญ่ นับเป็นคุณูปการที่จะมอบให้ทั้งกับผู้ใช้แรงงานและกับสังคมไทยที่จะได้มองเห็นถึงบทเรียน ข้อจำกัด รวมถึงการสร้างทางเลือกที่จะเป็นทางรอดให้กับคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทยกลุ่มอื่นได้เรียนรู้ต่อไปในอนาคต
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอมอบเหรียญเจริญ วัดอักษร ประจำปี 2552 ให้กับทางสหภาพแรงงานไทรอัมพ์

เราจะเห็นได้ว่าการต่อสู้ของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ซึ่งเป็นคนตัวเล็กๆ ในสังคมนั้นมิได้ไร้ค่าเสียทีเดียว เพราะถึงแม้ว่าสภาพการณ์ในปัจจุบันนี้สหภาพแรงงานถูกแยกสลาย ถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสื่อกระแสหลักและจากภาครัฐก็ตาม หรือแม้แต่ในตัวของสหภาพแรงงานเองหลายๆ สหภาพก็ตามก็ถูกเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางพวกบางฝ่ายไปแล้ว และมิหนำซ้ำตัวผู้นำของสหภาพแรงงานหลายๆ คนได้ถูกแปรสภาพกลายเป็น “ขุนนางกรรมกร” ไปทั้งเครื่องแต่งกาย (ชุดสูทหรือปกติขาว) และจิตใจ ด้วยการเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการไตรภาคีหรือแม้แต่การไปเป็นผู้พิพากษาสมทบจนลืมพวกพ้องและรากเหง้าของตนเอง
---------------------------

คนเสื้อแดงแต่งดำพรึ่บสนามหลวง

ที่มา ประชาไท

คนเสื้อแดงกลุ่มย่อยในกรุงเทพและปริมณฑลจัดชุมนุม “โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40” แต่งดำฟังปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม อัดทหาร-ชนชั้นนำแทรกแซงการเมือง ก่อนฝนตกช่วงค่ำทำเวทีล่ม แกนนำยังยัน 27 ส.ค. จะไปศาลปกครองสูงสุดขอคุ้มครองชั่วคราวหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เล็งยื่นเรื่องต่อกรรมการสิทธิฯ ด้วย

เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (26 ส.ค.) ที่ท้องสนามหลวง แนวร่วมคนเสื้อแดง “กลุ่มแดงต้านระบอบอำมาตย์” ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงย่อยหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงนนทบุรี กลุ่มคนเสื้อแดงนครปฐม กลุ่มคนเสื้อแดงตากสิน สมัชชาสังคมก้าวหน้า และกลุ่มย่อยคนเสื้อแดงเขตต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร และคนเสื้อแดง จ.ปริมณฑล ฯลฯ จัดการชุมนุม “โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40” โดยตั้งเวทีเยื้องมาทางมุมสนามหลวงด้านติดสะพานพระปิ่นเกล้าฯ หันเวทีไปทางวัดพระแก้วมรกต มีผู้ร่วมชุมนุมราวสามพันคน
โดยถือโอกาสชุมนุมช่วงครบรอบวันคล้ายวันเกิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อไว้อาลัยให้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมชุดสีดำ ตลอดการชุมนุมมีการปราศรัยบนเวทีของแกนนำกลุ่มย่อยต่างๆ มีเนื้อหาต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองของทหารและข้าราชการในนามของระบอบอำมาตยาธิปไตย มีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และมีการอ่านบทกวีโดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที
นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยโดยแกนนำกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า โดยเนื้อหาช่วงหนึ่งเรียกร้องให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ และโจมตีว่าชนชั้นนำขัดขวางรัฐสวัสดิการเพราะไม่ต้องการเสียภาษีที่ดินที่พวกของตนครอบครองจำนวนมาก และไม่ต้องการเสียภาษีมรดก ผู้ปราศรัยของกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้ายังเรียกร้องให้มีแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย
ผู้ปราศรัยจากกลุ่มย่อยคนหนึ่งประกาศให้มีการยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ผู้ปราศรัยระบุว่านักศึกษาและประชาชนซึ่งถูกปราบปรามนั้น เกิดจากการปลุกกระแสว่าผู้ที่ชุมนุมใน ม.ธรรมศาสตร์ ขณะนั้นไม่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกระแสปลุกเร้าเช่นนี้กำลังกลับมาโดยมีการโจมตี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชรและบุคคลวงการต่างๆ ที่ออกมาโจมตีคนเสื้อแดง อย่างเผ็ดร้อน
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 21.00 น. กิจกรรมการปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงและกิจกรรมทั้งหมดต้องยุติลง หลังมีพายุฝนโหมกระหน่ำมาอย่างหนัก ทำให้นั่งร้านเวทีพังถล่มลงมาทับเต็นท์ ซึ่งมีบรรดาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหลบฝนอยู่ภายใน ต่างหนีตายกันอลหม่าน โดยเฉพาะนางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจสาวไฮโซชื่อดัง ที่อยู่หลังเวทีกำลังตกใจสุดขีดระหว่างวิ่งหนี โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม แกนกลุ่มเสื้อแดง ยังคงยืนยันว่าในวันนี้ (27 ส.ค.) จะเดินทางไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วนช่วงบ่ายจะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อตรวจสอบกรณีที่รัฐบาล ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในการชุมนุมวันที่ 31 ส.ค.นี้ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยสำหรับบรรยากาศการชุมนุมตลอดทั้งวันนี้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย

แกะรอย ‘แดงดอกเห็ด’ สำรวจการก่อตัวของเครือข่ายเสื้อแดงไซส์เล็ก

ที่มา ประชาไท

การชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ‘คนไม่เปรม’ ที่แต่งดำ เมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 89 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และครบรอบ 1 ปี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและทำเนียบรัฐบาล หากสังเกตให้ดีจะพบว่างานนี้แรง...ในแนวทางขับไล่อำมาตย์อยู่เช่นเดิม แม้ว่าแกนนำ นปช. อย่างวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ จะหันไปในประเด็นขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว
หากสังเกตให้ดีจะพบว่างานนี้เล็ก...ไม่เหมือนที่ผ่านๆ มา เวทีปราศรัยไม่ใหญ่โตนัก เครื่องเสียงก็จำกัดไม่ก้องกังวานเหมือนครั้งก่อนๆ
เบื้องหลังเวทีนั้นอาจยิ่งทำให้นักข่าวงุนงงเพราะเต็มไปด้วยคนไม่คุ้นหน้าคุ้นตา จะพอคุ้นบ้างก็เพียง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย,สมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวทีจัดขึ้นโดยการผนึกกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ ที่เพิ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ประกอบด้วยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แดงนนทบุรี แดงตากสิน แดงนครปฐม สมัชชาสังคมก้าวหน้า เครือข่ายศิลปิน ฯลฯ
“ถ้าเราไม่จัดอะไรเลย คนก็จะลืมไปหมดว่าวันนี้มีนัยสำคัญยังไง” วันเพ็ญ หญิงวัยกลางคน/คนชนชั้นกลาง/คุณแม่ลูกสาม/แกนหลักกลุ่มแดงตากสินบอก
กลุ่มของเธอเพิ่งก่อตัวไม่นาน จากการที่มาชุมนุมกันเมื่อเดือนเมษายนแล้วเจอคนละแวกเดียวกันหลายคนทำให้เริ่มเกาะกลุ่มกันได้ และจัดกิจกรรมใหญ่เปิดตัวกลุ่มครั้งแรกเมื่อ 25 ก.ค. ที่อนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่
“นปช.ใหญ่เขาจะจัดอะไรก็ไปร่วม แต่เราก็มีกิจกรรรมแบบของเราด้วย เรามันแดงชาวบ้าน บางทีเราก็เคลื่อนในประเด็นที่เขาอาจไม่สะดวกจะเคลื่อน อย่างหลังถวายฎีกาเขาก็ไม่เคลื่อนเรื่องอำมาตย์กันอีก”
“การต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ที่แข็งแกร่งมากมันไม่ได้ทำได้ในวันสองวัน แล้วประชาชนเสื้อแดงก็หลากหลายมาก เราต้องพยายามรวมกลุ่ม แล้วหาแนวร่วม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกาะกันเองแต่กลุ่มเสื้อแดงอย่างเดียว คนที่อินในประเด็นเศรษฐกิจก็เคลื่อนไหวได้ แล้วเราก็พยายามชวนเขาถามต่อว่าปัญหาเศรษฐกิจนี้ปัจจัยหลักมันมาจากอะไร มาจากรัฐประหาร คมช. และรัฐบาลที่อุ้มสมกันมาใช่ไหม เราเดินตามประเด็นและแนวทางต่างๆ แต่หลายกระแสเดินมารวมที่ถนนเส้นเดียวกันได้”
“ที่สำคัญคือการยกระดับความคิดมวลชน”
สุ้มเสียง แนวคิดเกี่ยวกับมวลชนแบบนี้ออกจะคุ้นหู เมื่อซักไซ้ไล่เรียงจึงรู้ว่า เธออยู่ในขบวนการนักศึกษาสมัย 6 ตุลา 19 และเกือบได้เข้าป่ากับเขาด้วยเหมือนกัน
“ตอนนั้นอยู่ มศ.5 พี่กำลังจะไปอยู่แล้ว แต่อารมณ์คิดถึงบ้านเลยกลับบ้านก่อน แล้วโดนพ่อล็อกไว้เลย ออกไม่ได้”
ไม่เพียงเท่านั้น การก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงการเคลื่อนไหวของเธอก็ไม่เป็นไปอย่างคาด
“ตั้งแต่รัฐประหารเราก็ไม่เอาอยู่แล้ว มันอยู่ในสายเลือด แต่เราก็ไม่ได้มาร่วมอะไรกับเสื้อแดงเค้า มาวนๆ ดูที่สนามหลวงบ้าง เพราะเราได้ยินเรื่องทักษิณมาเยอะเลยมาดูข้อมูลอื่นๆ จากนั้นเราก็เห็นสองมาตรฐานที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนมันไม่ไหว”
“เราคุยกับผู้คน สงสัยเหมือนกันไอ้ที่เขาว่าจ้างมา มาดูเอง เห็นเอง ชาวบ้านเค้าก้าวหน้า ทุ่มเท ต้องยอมรับเค้าจริงๆ” วันเพ็ญเล่าถึงปฏิบัติการทางเมืองตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์ กระทั่งถึงจุดหักเหบางหตุการณ์ที่ทำให้เธอแน่ใจ เหมือนที่คนจำนวนไม่น้อยประสบอาการที่พวกเขานิยามว่า “ตาสว่าง”
เธอทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มย่อยของย่อยอีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มบางพลัด พุทธมณฑล บางบอน เพื่อมาแลกเปลี่ยนและระดมความคิด ระดมเงินทุนในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นผู้คน โดยเฉพาะคนประเภทที่เธอเรียกว่า “คนหน้าจอ” ซึ่งแสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางของคนเสื้อแดงอยู่ในโลกไซเบอร์
“เราออกมาเดินถนนแล้ว เราก็ต้องกระตุ้นให้เขาพร้อมออกมาเดินบนถนนเดียวกัน” วันเพ็ญว่า
“อย่างงานวันนี้ก็ประชุมกันสามรอบ รอบแรกคุยคอนเซ็ปท์ รอบสองแจกงาน รอบสามก็เช็คลิสต์ ลูกๆ มันก็บ่นจะตาย กลับบ้านไม่เจอแม่ เดี๋ยวประชุมอีกแล้ว กิจกรรมก็เยอะนะ แต่ก่อนออกมาเราก็ทำกับข้าวไว้ให้เค้าก่อนแล้ว กลับมาดึกดื่น หกโมงตื่นไปส่งลูกอีกแล้ว”
เมื่อถามถึงเรื่องทุนรอน เธอตอบตรงไปตรงมา ชัดถ้อยชัดคำ “ลงขันกันสิ ขอนักการเมืองบ้าง ได้มาเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีทางพอ นี่ก็ออกค่ากับข้าวไปห้าหกพัน ยังไม่รู้จะได้กลับมามั่งมั้ย แต่ถือว่าเราทำด้วยใจ ไม่เป็นไร”
“คนลงแรงก็เยอะ นี่พี่คนหนึ่งก็มาช่วยหุงข้าว เขาเป็นแม่ค้าธรรมดา หนังสือไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ใครชอบว่าคนรากหญ้าโง่ ไม่เลย แล้วเขาก็มีลักษณะที่ไม่ปิดตัวเองด้วย มาชุมนุม เขาก็ได้ยกระดับแนวคิด ข้อมูล การชุมนุมมันทำหน้าที่นี้ เราถึงต้องพยายามจัดกิจกรรม”
“ในกลุ่มก็มีคนหลากหลายที่ช่วยกันทำงาน เราอาจถนัดคิดโครงการ เสนอไอเดีย ก็ทำไป แต่ถ้าไม่มีเขา ไม่มีมวลชนมันก็เดินไปไม่ได้ นี่พี่เค้ารับหุงข้าวให้เป็นร้อยกล่อง เตาถ่านด้วย โคตรเก่งเลย”
แปลกไปกว่าอาการอดรนทนไม่ได้จนต้องลุกมาเอ็กเซอร์ไซส์ทางการเมืองของเธอ ยังมีปรากฏการณ์ที่เธอนิยามว่า “เหมือนสายน้ำไหลกลับมาเจอกันใหม่”
ระหว่างพยายามรวบรวมเครือข่ายคนเสื้อแดงกันในระดับหมู่บ้านและประสานกับเขตอื่นๆ เธอก็เจอกับแกนนำแดงนนทบุรี - “ชิน”
“ตอนแรกคนอื่นแนะนำชื่อมา เราก็ไม่รู้จัก พอเจอหน้า เค้าเข้ามาตบหัวเลย ไม่ได้เจอกันน้านนนน รุ่นพี่เราเอง แต่เค้าเข้าป่า”
ชิน วัย 50 กว่าปีที่ยังดูหนุ่มแน่นประกอบธุรกิจด้านอินเตอร์เน็ต เขาเริ่มต้นหากลุ่มจากอินเตอร์เน็ตนั้นเอง จากคนคอเดียวกันในกระดานสนทนาต่างๆ ก็เกิดไอเดียทำร้านกาแฟเสื้อแดงเพื่อหาจุดนัดพบแลกเปลี่ยนกัน ในครั้งแรกมีคนมาร่วมวงคุย 9 คน
“จุดเริ่มต้นเราเหมือนกัน เราเห็นการเคลื่อนไหวของทักษิณมาตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง เราเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ไม่คิดเลยว่าจะเกิดวงจรของระบอบอำมาตย์ในประเทศอีก ทักษิณอาจไม่ถูกด้านวิธีการบ้าง แต่ถูกต้องในหลักการ”
จากนั้นชินก็เริ่มหาทางรวบรวมคนคอเดียวกันทั้งหลายเป็นกลุ่มก้อน แต่เขามีมุมมองในการสร้างเครือข่ายที่ต่างออกไปโดยพยายามให้เกิดกลุ่มย่อยมากที่สุด ทำงานประสานกัน แต่ไม่รวมศูนย์เป็นกลุ่มใหญ่
“คนเสื้อแดงก็เหมือนพี่น้อง ถ้าอยู่บ้านเดียวกันก็ชอบทะเลาะกัน แต่ถ้านานๆ เจอกันที โคตรจะรักกัน แดงนนทบุรีไม่ใช่องค์กร แต่ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน กลุ่มย่อยต่างๆ กลุ่มบ้านบัวทอง พฤกษา3 ตะวันฉาย แล้วก็อีกหลายที่มาประชุมกัน เวลาจะทำงานร่วมกันก็ชวนแกนๆ มาคุยกัน ต่างคนต่างใหญ่ แบบนี้ความขัดแย้งไม่เกิด”
“เราอยากให้การทำงานลักษณะนี้ขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย” ชินกล่าว
กลุ่มแดงนนทบุรีก็เพิ่งก่อตัวไม่นาน และเพิ่งเปิดเว็บไซต์ www.d-nontaburi.org อย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีการติดต่อให้ทักษิณโฟนอินเข้ามาคุยกับประชาชนกลุ่มย่อยด้วย
“วันนั้นท่านทักษิณโฟนอินเข้ามาด้วย เป็นครั้งแรกที่เขาคุยกับมวลชนระดับย่อยมาก คนรู้ก็กระจายข่าวกันสู่แคมฟอกซ์กันใหญ่”
เขายังระบุถึงวิธีการสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจด้วย นั่นคือ การรับสมัครสมาชิก และมีการประสานกับร้านค้าในจังหวัดนนทบุรีเพื่อสร้างส่วนลดให้กับสมาชิก
“เรากำลังทำระบบที่ให้เอาบัตรสมาชิกไปใช้เป็นส่วนลดได้ ตามร้านที่เข้าร่วม ตอนนี้ก็มีหลายร้าน ทั้งร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านปริ๊นท์สกรีน เราทำแบบเอเอสทีวีไม่ได้ แต่เราก็พยายามช่วยเหลือกัน แล้วก็กะจะมีการแจ้งรายจ่าย รายรับของกลุ่มในเว็บด้วย”
สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนั้น ชินกล่าวว่า กลุ่มย่อยๆ นี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับ นปช. แม้จะคิดต่างบ้างในรายละเอียด แต่ก็มีแนวทางใหญ่ร่วมกัน ไม่แตกแยก
เมื่อถามถึงประวัติในช่วงเป็นนักศึกษา ชินบอกว่าเขาอยู่ชมรมเชียร์ และออกจะเป็นแนวสายลมแสงแดดด้วยซ้ำ กระทั่งเกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ เขาตัดสินใจเข้าไปใช้ชีวิตในป่าในเขตงานสุราษฎร์ฯ แม้ไม่ได้มีพื้นฐานเป็นซ้ายจ๋า เขาก็ได้เรียนรู้วิธีการมองโลก และวิธีคิดหลายๆ อย่างซึ่งยังคงนำมาใช้อยู่ในปัจจุบัน
เขาวิเคราะห์ว่าขบวนการคนเสื้อแดงขณะนี้อยู่ในระหว่างสะสมปริมาณเพื่อก้าวไปสู่คุณภาพ และการเคลื่อนไหวของเขาก็จะไม่ใจร้อนขณะเดียวกันก็ไม่เฉื่อยเนือย ต้องค่อยๆ บ่มเพาะรอจนภาววิสัยพร้อม เขาเชื่อด้วยว่าการให้การศึกษาประชาชนไปเรื่อยๆ จะทำให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ทางการเมืองที่สูญเสียเลือดเนื้อได้ แม้ในห้วงยามแห่งการเปลี่ยนผ่านก็ตาม
“ที่เราต้องทำคือ การวิเคราะห์สถานการณ์ให้ละเอียดในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมแต่ละครั้งเท่านั้นเอง เราก็ไม่อยากสูญเสีย มันมากพอแล้ว”
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของคนหลังเวทีหน้าแปลกๆ (=ใหม่ๆ) ที่ไม่มีใครรู้จัก และกำลังมีปฏิบัติการทางการเมืองที่น่าจับตา.

สัมภาษณ์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล : ว่าด้วยความพอดีของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

28 สิงหาคมนี้จะเป็นวันตัดสินคดีของผู้ต้องหาในคดีที่เรียกกันว่า ‘คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ อีกหนึ่งคดี นั่นคือ กรณีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เราได้ยินข่าวคราวเรื่องนี้กันค่อนข้างถี่ และมีคนทั่วๆ ไปถูกจำคุกแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็น บุญยืน ประเสริฐยิ่ง ดาวไฮปาร์กสนามหลวงที่เป็นแม่ค้าขายของเก่าและหมอดู, สุวิชา ท่าค้อ พ่อลูกสาม นักท่องโลกไซเบอร์ หรือกระทั่งคนที่ไม่เกี่ยวพันกับการเมืองไทยอย่างแฮรี่ นิโคไลดส์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย ยังไม่นับรวมนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโตอีกหลายคนที่โดนข้อกล่าวหานี้ แต่พวกเขาไม่ได้ถูกจับกุมคุมขัง และมีระยะพิจารณาคดีที่ยาวนานกว่า

ปรากฏการณ์นี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในสังคมไทย โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่จัดได้ว่าเราอยู่ในโลกสมัยใหม่ โลกทุนนิยมสามานย์ โลกประชาธิปไตย ฯลฯ และเมื่อมันเกิดขึ้นก็มักไม่มีใครอยากเพ่งมองหรือพูดถึงกันมากนัก แม้มีความพยายามผลักดันการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่ซ่อนอยู่บ้างเป็นระลอก
ในจังหวะที่คลื่นแห่งการถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้กำลังจะค่อยๆ เงียบหาย และเชื่อว่าจะสงัดมากขึ้นหลังคดีดารณี ‘ประชาไท’ จึงชวนคุยกับ ‘ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล’ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิจารณากันตามหลักวิชาอีกครั้ง
0 0 0
อาจารย์มองปรากฏการณ์การขยายตัวของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปัจจุบันอย่างไร
ขออนุญาตพูดถึงสถานะของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระบบกฎหมายไทยก่อน แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น ต้องขอบอกว่า เรามีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่ คือมาตรา 326 ‘ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท โทษคือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี’
นี่เป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะไม่ถูกใส่ความ แม้ว่าประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 แต่ขอบเขตของการใช้สิทธิเสรีภาพอยู่ที่มาตรา 28 นั่นคือ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ฉะนั้น จึงเป็นคำตอบว่า ประชาชนมีเสรีภาพในการพูด แล้วกฎหมายหมิ่นประมาทมาจำกัดเสรีภาพได้อย่างไร พูดอีกแบบก็คือ มีเสรีภาพเท่าที่ไม่ไปใส่ความคนอื่น
ฉะนั้น โดยหลักทั่วไปเรามีตรงนี้อยู่แล้ว แต่ระบบกฎหมายไทยตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่องของประมุขของประเทศรวมถึงสมเด็จพระราชินีและรัชทายาท ซึ่งเห็นกันว่าเป็นสถานะซึ่งควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ เลยมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกิดขึ้นมา
ความพิเศษของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ 1.มีโทษมากกว่า 2.ไม่มีข้อยกเว้น คือ ถ้าเป็นหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป จะมีข้อยกเว้น 2 ประการ คือ 1) มาตรา 329 ถ้าเป็นความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่ผิด 2) มาตรา 330 ถ้าแม้ไม่เข้า 329 ถ้าพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่พูดไปนั้นเป็นความจริง ก็ไม่ต้องรับโทษถึงแม้ผิด ซึ่งข้อยกเว้นลักษณะนี้ไม่มีอยู่ในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ในแง่ของโทษ ขอเล่าย้อนหลังว่า แต่เดิมในสมัยรัตนโกสินทร์ ‘พระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.118’ นั้น มีมาตราหนึ่งเกี่ยวกับพระมหากษตริย์ คือมาตรา 4 บอกว่า ‘หมิ่นประมาทต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ดำรงสยามพุทธมณฑล ฤาสมเด็จพระอัครมเหสี ฤาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ดี โดยการกล่าวเจรจาด้วยปาก ฤาเขียนด้วยลายลักษณ์อักษร หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่เปิดเผยที่ในชุมชนทั้งหลาย ด้วยกาย วาจา อันมิบังควร ซึ่งแลเห็นได้ชัดว่าเป็นการหมิ่นประมาทแท้ ท่านว่าผู้นั้นกระทำผิด และให้จำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี’
ฉบับต่อมา เพียง 9 ปีให้หลัง ก็มีกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 ออกมา เพิ่มโทษเป็นจำคุก 7 ปี ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย ก็ประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 มาตรา 112 นี่คือประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในมาตรานี้ โทษตอนต้น คือจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ นั่นหมายถึงว่า ขั้นต่ำแค่วันเดียวก็ได้
เมื่อมีการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อตุลาคม 2519 ก็มีการออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง (ปร.) ฉบับที่ 41 เพิ่มโทษขั้นต่ำเป็น 3 ปี ขั้นสูงเป็น 15 ปี
ปัญหาคือ แต่เดิมขั้นต่ำไม่มี วันเดียว หนึ่งเดือน สองเดือน ก็ได้ แต่ปัจจุบันขั้นต่ำกลายเป็น 3 ปี ซึ่งนี่มันรุนแรงมาก นอกจากนี้ขั้นสูงก็ไปถึง 15 ปี การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดเมื่อมีการยึดอำนาจเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 และเรายังใช้มาจนถึงปัจจุบัน
กฎหมายทั่วไปมีลักษณะการบังคับขั้นต่ำไหม การกำหนดขั้นต่ำมีความหมายอย่างไร
บางเรื่องก็เขียนแค่ขั้นสูงไว้ แต่บางเรื่องก็เขียนขั้นต่ำไว้ด้วย โดยหลักแล้วส่วนใหญ่เราจะมีแต่ขั้นสูง เพื่อเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจได้ เพื่อความเป็นธรรมว่าควรลงโทษเท่าไร แม้กระทั่งรอลงอาญา ศาลก็ยังทำได้ โดยสรุปก็คือ กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเรื่องจริง หรือติชมด้วยความสุจริตใจก็ไม่ถือเป็นความผิด แต่ถ้าผิดขึ้นมาโทษก็ไม่เกิน 1 ปี แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนจะกลายเป็นไม่เกิน 2 ปี เพราะเผยแพร่ออกไป
ว่าง่ายๆ ว่า ขั้นต่ำของเราตอนสมัยประชาธิปไตย เป็นขั้นสูงสุดของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันประหลาดมาก น่าจะมีปัญหาบางอย่างเรื่องของโทษ
มีบางแนวคิดที่เสนอให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไป เพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไปอยู่แล้ว
อันนี้ผมว่า การคงกฎหมายนี้ไว้ก็พอฟังได้ ลำพังกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่ปัญหาในตัวของมันเอง ในประเทศอื่นๆ ที่มีพระมหากษัตริย์ เขาก็มีตรงนี้เอาไว้ เพียงแต่โทษเขาไม่สูง แต่ของเราโทษมันสูงเกินไป
ประการที่สอง โดยเหตุที่ประเทศไทย ตำรวจค่อนข้างพันกับการเมืองมาก จะอยู่จะไปขึ้นอยู่ที่การเมืองเยอะ และตำรวจทำหน้าที่เป็นต้นทางของการดำเนินคดีที่เป็นความผิดต่อรัฐ มันเลยเกินปัญหาขึ้นมา เนื่องจากอาจถูกแทรกแซงได้มาก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลยถูกนำมาใช้ในทางการเมืองเยอะ
อีกทั้งเรื่องนี้เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ใครก็ฟ้องร้องได้ ความจริงระบบแบบนี้ก็พอไปได้กับระบบของตำรวจที่เป็นมืออาชีพ และเป็นอิสระ เพราะตำรวจเป็นต้นทางของการดำเนินคดี แต่โดยโครงสร้างของประเทศไทยดันไปผูกกับฝ่ายการเมืองเยอะ ประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติก็เป็นนายกรัฐมนตรี
การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราต้องเข้าใจว่า ถึงยกเลิกตรงนี้ไป ก็ยังหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไม่ได้ เพราะยังมีมาตรา 326 อยู่ดี อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าการมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นปัญหา แต่ปัญหาคือ โทษมันแรงไป และกระบวนการในการฟ้องร้องมีปัญหา
ที่ผ่านมามีกรณีที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพจริงๆ แต่หลายเรื่องก็ไม่น่าจะถึงขั้นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงเคยมีพระราชดำรัสออกมาว่า เอะอะๆ ก็หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เดือดร้อนพระองค์ ต้องมาคอยอภัยโทษให้ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องพิจารณาดู คงต้องไปแก้ในวิธีพิจารณาความอาญาว่า ถ้าเกิดเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้เสียหายที่จะแจ้งความดำเนินคดีเป็นสำนักราชเลขาธิการได้ไหม เพราะจะได้มีการกรองชั้นหนึ่ง
ข้อยกเว้นในกฎหมายหมิ่นประมาทมีเจตนารมณ์อย่างไร
ข้อยกเว้น 2 ประการนั้น คือประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่มีเสรีภาพในการพูดโกหก แต่ถ้าพูดจริงต่อให้ทำให้คนนั้นเสียชื่อเสียงก็ไม่ผิด เพียงแต่คนพูดต้องพิสูจน์นะ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับคนพูด แต่มันก็แฟร์เพราะในเมื่อคุณทำให้เขาเสียชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม มันมีข้อยกเว้นของยกเว้น กฎหมายไม่เปิดให้พิสูจน์นะ ถ้าเรื่องนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ความแตกต่างกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ตรงที่ว่าการตีความ “ผู้ใดหมิ่นประมาท” อันนี้คือหมิ่นประมาทเดียวกันกับมาตรา 326 ไม่มีข้อสงสัย “การแสดงความอาฆาตมาดร้าย” อันนี้ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ “ดูหมิ่น” อันนี้อาจมีปัญหาในการตีความ เพราะความหมายมันกว้าง และโดยเหตุที่ไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้พูดเรื่องจริงก็ผิด อันนี้พูดในทางวิชาการ เพราะเราไม่ได้มีการยกเว้นเอาไว้
ในการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 สามารถไม่ให้ประกันตัว หรือการพิจารณาคดีโดยปิดลับได้หรือไม่
ต้องเข้าใจว่า เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาต้องเป็นหลักเดียวกันไม่ว่าจะเป็นความผิดมาตราใดก็แล้วแต่ แต่ก็พอเข้าใจศาลได้ว่า ศาลซึ่งทำงานในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ จึงอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับบทบาทหน้าที่ของเขาในแง่ของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่เราปกป้องด้วยวิธีนี้ไม่ได้ เพราะยิ่งไปเพิ่มโทษ ยิ่งไปจับโดยที่บางทีไม่ได้ผิดถึงขั้นนั้น ไม่ให้ประกันตัว หรือทำอะไรที่หนักเข้าไป การต่อต้านก็จะยิ่งมากขึ้น ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องดี
วิธีการทำให้สถาบันพระมหาษัตริย์อยู่ได้ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่วิธีนี้ ดูตัวอย่างในยุโรป นั่นคือความยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องให้สถาบันนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยความที่ประชาชนรักจึงช่วยกันปกป้อง ไม่ใช่ใช้ politic of fear ใช้ความกลัว ใช้โทษแรง พอโทษแรงมาก คนที่เขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมก็จะต่อต้าน เปิดเผยไม่ได้ก็ใต้ดินทางเว็บไซต์ เว็บบอร์ดต่างๆ พอแรงขึ้นปุ๊บ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ยิ่งจับมากขึ้นๆ ๆ ๆ คนต่อต้านก็ต่อต้านมากขึ้นๆ ๆ ๆ สุดท้ายแล้วด้วยการกระทำของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแบบนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ได้รับผล ปัญหามันไม่เกิดกับคนจับแต่มันเกิดกับสถานบัน ยิ่งจับมากคนก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมมาก ผมว่าใช้ให้เหมาะ พอดีๆ มันก็จะไม่เกิดปัญหาเหมือนในปัจจุบัน
ประเทศไทยโดยการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 เราเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตั้งแต่ต้น คำปรารภในรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งประกาศใช้ 3 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมีใจความดังนี้ “โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ทรงที่ยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎรจึงทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติดังมาตราต่อไปนี้ มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” นี่คือการตกลงกันระหว่างผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือคณะราษฎรกับรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจแต่เดิม ว่าเราจะเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงยินยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
ฉะนั้น ในแง่ของการจะมีโทษที่รุนแรงไปกว่าแม้กระทั่งยุคนั้น ผมว่าเป็นเรื่องประหลาด และการปราบปรามนั้นก็เข้าใจว่าคนทำเขาก็ทำด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักพระเจ้าอยู่หัว แต่ต้องเข้าใจในมุมกลับด้วยว่า มันทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นระหว่างประชาชนส่วนหนึ่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะเกิดมากขึ้นได้ ยิ่งทำแรงมากเท่าไร ความรู้สึกไม่เป็นธรรมก็ยิ่งมาก และปัญหาที่กระทบกับสถาบันก็ยิ่งมาก นโยบายแบบนี้ไม่ดีเลย เพราะเกิดผลเสียกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง
ส่วนเรื่องการห้ามประกันตัว ศาลทำผิดไหม ไม่ผิด เพราะนี่เป็นอำนาจของศาล แต่ผมเสนอว่า ให้ทำพอดีๆ เพราะถ้าทำเกินไป ผลเสียอาจตกกับสถาบันพระมหากษัตริย์
หลักอย่าง The King can do no wrong เท่ากับไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ไหม หรือในระบอบประชาธิปไตยจะวิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยสุจริตได้อย่างไร
ตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีข้อยกเว้นเป็นการเฉพาะเหมือนกับหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา แต่ผมคิดว่า ถ้าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยสุจริต โดยไม่เป็นการดูหมิ่น เราย่อมพูดถึงได้เหมือนสถาบันต่างๆ ในสังคม
มันไม่ได้แปลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะแตะต้องไม่ได้ อันนี้ก็สุดโต่ง แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติในมาตรา 8 ว่า ‘องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ก็ตาม’
การฟ้องร้องก็ชัดเจนว่าคืออะไร ส่วนการละเมิดกับกล่าวหาก็คล้ายๆ กัน จะไปล่วงละเมิดไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะพูดถึงไม่ได้เลย แต่เป็นเรื่องของ ‘พูดอย่างไร’ ต่างหากในทางซึ่งไม่ละเมิด ไม่ดูหมิ่น
ในต่างประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ดูเหมือนจะมีทิศทางในการจัดการที่เบากว่านี้
กฎหมายหมิ่นต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นแค่โทษปรับ เป็นทิศทางที่หลายๆ ประเทศยกเลิกโทษจำคุกไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องบุคคลกับบุคคล ไม่น่าจะถือว่าร้ายแรงขั้นจำคุก อย่างไรก็ตาม เรื่องหมิ่นประมาทก็จำเป็นต้องมี เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เป็นหน้าที่ของรัฐอย่างหนึ่ง เพราะเราก็ต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมที่เรารู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกใครทำร้าย แต่โทษต้องเหมาะสม
โทษจำคุก มีความหมายในทางนิติปรัชญาอย่างไร
ทฤษฎีอาชญากรรมและการลงทัณฑ์ก็พูดถึงว่า จำคุกเพื่ออะไร อันแรกคือ คนนี้เป็นภัยต่อสังคม และการอยู่ร่วมกัน ความผาสุกของคนในสังคม จึงเอาตัวมากักขังไว้ ถ้าเผ่นพล่านไปแล้วจะก่อความเดือดร้อน
อันที่สองคือ เป็นการล้างแค้น ความผิดของคุณต้องได้รับการชำระ เช่น ไปฆ่าใครตาย คุณก็ต้องตายด้วย ล้างแค้นให้ญาติพี่น้องคนที่เขาตาย
อันที่สาม เป็นทฤษฎีระยะหลังมา คือ เอาคนคนนั้นมากล่อมเกลาให้กลับเป็นคนดี และเมื่อเป็นคนดีก็จะคืนคนดีสู่สังคม อันที่สี่ เพื่อเป็นการบังคับใช้กติกาว่าถ้าใครทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ เพื่อให้คนอื่นไม่ทำผิดแบบนี้
ในต่างประเทศก็มีอะไรน่าสนใจ หลายประเทศก็ไม่เอาขังคุก แต่ติดกำไรที่ไปไหนเจ้าหน้าที่รัฐรู้หมด เหมือนที่ติดกับปลาโลมาอะไรแบบนั้น แนวทางเรื่องการจำคุกมีอยู่ทุกประเทศ โดยเรื่องจำคุกกับความผิดหมิ่นประมาทมันแรงไปไหมก็เริ่มถกเถียงและปรับกันในหลายประเทศ
เป็นเพราะในต่างประเทศเขายึดถือหลักเรื่องสิทธิเสรีภาพใช่ไหม
เพราะคนเขาเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ สังคมมีวุฒิภาวะมากขึ้น มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นพร้อมๆ กับวุฒิภาวะที่มากขึ้นด้วย

Wednesday, August 26, 2009

ทางออกของสังคมไทย / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์26/8/2552


ทางออกของสังคมไทย
เดือนกันยายน 2552 การขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยจะดำเนินมาครบ 4 ปี มีคำถามว่า อีกนานเท่าไหร่คนไทยจึงจะรักใคร่ปรองดองกันเหมือนในอดีต
คำถามนี้ไม่มีใครตอบได้ แต่มีบทความของนพ.ประเวศ วะสี ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2552 สรุปเนื้อหาได้ดังนี้
ขณะนี้สังคมไทยวิกฤตทุกด้าน และเข้าไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองจนสุดทางไป ซึ่งอาจเกิดสงครามกลางเมืองบ้านแตกสาแหรกขาด เหมือนในสหรัฐอเมริกา, ศรีลังกา, รวันดา
สังคมไทยมีการขัดแย้งกันในเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปะทะนองเลือดหลายครั้ง และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำให้โรคลุกลามมาถึงยุคปัจจุบันและมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
นพ.ประเวศ วะสี ระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและทรงศักยภาพในการไกล่เกลี่ย ได้ถูกดึงเข้ามาสู่ความขัดแย้งและตกเป็นเป้าถูกโจมตีด้วย ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางออก และไม่มีทางถอยไปสู่สภาพเก่า จึงขอเสนอให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาส เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดมิคสัญญี และปฏิรูปสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นดังนี้
1.การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้า อย่าให้มีใครใช้ความรุนแรง ทุกฝ่ายจะต้องลดการโจมตีกล่าวหาปลุกระดม
2.ยกสถาบันพระมหากษัตริย์และแยก”ทักษิณ”ออกจากสมการขัดแย้ง โดยในส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไม่ให้ใครดึงเข้ามาสู่การขัดแย้งทางการเมือง ต้องเลิกกล่าวหากันว่าใครไม่จงรักภักดี และบทเรียนในอังกฤษก็คือ ในเบื้องต้นเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายประชาธิปไตย แต่เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว ประชาชนจะช่วยกันปกป้องบ้านเมือง และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปลอดภัยมั่นคงไปด้วย
สำหรับกรณี”ทักษิณ” ถ้ายังถูกดึงเข้ามาสู่เกมการต่อสู้จะสาหัสและบอบช้ำมาก และไม่มีใครชนะ มีคนหลายกลุ่มต้องการใช้”ทักษิณ”เป็นเครื่องมือด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนั้น”ทักษิณ”จึงต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่า จะยุติเกมการต่อสู้ และจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสู้แล้วนำไปสู่การเกิดกลียุค ไปเป็นการสร้างสรรค์ได้หรือไม่
3.เหลือทางไปทางเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ประสบการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมานานกว่า 100 ปี ผ่านการเลือดตกยางออกมาหลายครั้ง ได้ให้บทเรียนว่าสังคมไทยต้องการอะไรและปฏิเสธอะไร ยกตัวอย่างเช่น ไม่สามารถกลับไปเป็นระบอบราชาธิปไตยได้อีก และมีสิ่งที่แก้ปัญหาของประเทศชาติไม่ได้อีกหลายข้อได้แก่ การเป็นคอมมิวนิสต์, เป็นเผด็จการทหาร, การปฏิวัติรัฐประหาร, การเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียง, การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ, ระบบความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม, ระบบเศรษฐกิจและสังคมขาดความเป็นธรรม ฯลฯ
สังคมไทยไม่มีทางออกด้านอื่น มีแต่การเป็นประชาธิปไตยทางเดียวเท่านั้น จึงต้องรวมพลังแห่งสันติเพื่อเดินไปสู่ทิศทางนี้
4.ร่วมกันปฏิรูประเทศไทย โดยเปลี่ยนมุมมองแบบแยกส่วน มาเป็นการมององค์รวมทั้งระบบ แล้วแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกันในด้านจิตสำนึก,โครงสร้าง,ระบบบริหารจัดการ ฯลฯ ต้อง เปลี่ยนเกียร์ต่อสู้มาเป็นการทำงานสร้างสรรค์ร่วมกัน
5.สื่อสารสร้างสังคมใช้ความรู้และเหตุผล ทั้งนี้เพราะสังคมไทยแต่โบราณใช้อำนาจมากใช้ความรู้และเหตุผลน้อย ทำให้ตีบตัน ขัดแย้ง และรุนแรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เป็นสังคมที่ใช้ความรู้และมีเหตุผล มีการสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว
นพ.ประเวศ วะสี สรุปว่า คนไทยและสังคมไทยต้องใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการสลัดมายาคติที่ครอบงำมานาน เลิกดูถูกตนเอง มีสำนึกอิสระรู้คุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และใช้ศักยภาพของตนป้องกันไม่ให้เกิดกลียุค เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดลงตัวใหม่ที่มีศานติสุขทั่วหน้ากัน

นักวิชาการชี้ พรบ.มั่นคง เข้าทางเสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_28888

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

นักวิชาการ มธ. ชี้ พรบ.มั่นคง เข้าทางเสื้อแดงช่วย เรียกแขกให้เข้ามาชุมนุมกันมากขึ้น เรียกร้องรัฐ-กอ.รมน. ประกาศใช้กฎหมายนี้ เท่าที่จำเป็น ชี้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่สามารถแก้ได้ด้วยอำนาจ ...

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกรณีรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อคุมม็อบเสื้อแดงในพื้นที่เขตดุสิตตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.- 1 ก.ย.ว่า รัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการเกินความจำเป็น เพราะตามพ.ร.บ.ความมั่นคง แม้ว่าจะต่ำกว่าพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ มาตรา 16(1) ให้อำนาจรัฐบาลและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง แก้ไข บรรเทาเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร จึงอยากเรียกร้องรัฐบาลและกอ.รมน. ที่ประกาศใช้กฎหมายนี้ขอให้ใช้เท่าที่จำเป็น

นายปริญญา กล่าวด้วยว่า ความจริงกฎหมายที่มีอยู่ก็ให้อำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยเพียงพออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่รัฐบาลต้องออกพ.รบ.ความมั่นคง เหมือนกับว่ารัฐบาลกำลังคิดว่าการประกาศ พ.ร.บ.นี้ เพื่อให้มีอำนาจแล้วจะแก้ปัญหาได้ เป็นความคิดที่ผิดเพราะเรื่องอุดมการณ์ไม่สามารถแก้ด้วยอำนาจได้ แต่ต้องแก้ด้วยการเมือง การใช้อำนาจจะเป็นการเข้าทางฝ่ายตรงข้าม ส่วนตัวคิดว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 ส.ค. ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไร เนื่องจากมีบทเรียนจากเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาทำให้เกิดกติกาว่าคน ที่กระทำล้ำเส้นเกินไป คนในสังคมก็จะไม่ส่งเสริมไม่เอาด้วย และจะต้องพ่ายแพ้ไปเองในที่สุด บทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนที่มาชุมนุม เพราะรัฐบาลไปประกาศห้าม หรือมีการโจมตีหรือทำอะไรรุนแรง เช่น เหตการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่ตำรวจเข้าไปปราบปรามทำให้นักศึกษาลุกฮือ เหตุการณ์พฤษภา 2535 ก็เช่นเดียวกันที่มีการไล่ล่าประชาชน รวมทั้ง เหตุการณ์ล่าสุด 7 ตุลา 2551ที่มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เหตุการณ์เหล่านี้มาจากรัฐบาลใช้อำนาจระงับเหตุการณ์ชุมนุมทั้งสิ้นกรณีนี้ ก็เช่นเดียวกันการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงอาจจะทำให้แกนนำเสื้อแดงชอบด้วยซ้ำ เพราะเป็นการเรียกแขกให้เข้ามาชุมนุมกันมากขึ้น