WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 27, 2009

พัชรวาทฟ้อง เอเอสทีวี ทำให้เสื่อมเสีย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29140

ผบ.ตร.ฟ้องเอเอสทีวีอีกคดี ใส่ความ"คดีสนธิ" กล่าวหา โจทก์ปฏิบัติมิชอบเพื่อแสวงหาความร่ำรวยก่อนเกษียน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 22 พ.ย. 2552 เวลา 09.00 น.

ที่ศาลอาญาวันที่ 27ส.ค.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทเอเอสทีวี ผู้จัดการ นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 31ก.ค.- 26 ส.ค.52

ใส่ความว่า "การสอบสวนคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจอตอ และ ช็อก "ตอ" ทวงคืนโผตำรวจพันล้าน" กับ ข้อความอื่นๆทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า โจทก์ขัดขวางการสอบสวนคดียิงนายสนธิ เป็นคนประพฤติมิชอบ ทุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ และ หาว่าโจทก์ใส่ร้ายผู้อื่นเพื่อให้ตนรอดในการสลายการชุมนุม ช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ให้ถูกถอดยศ ช่วยเหลือบุตรสาว เพื่อให้เป็นตำรวจสัญญาบัตร หาว่าโจทก์ปฏิบัติมิชอบเพื่อแสวงหาความร่ำรวยก่อนเกษียน เพื่อให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ถูกสังคมดูหมิ่นเกลียดชังไม่ให้โจทก์เป็นผบ.ตร.อีกต่อไป ทั้งที่โจทก์ยึดมั่นในระเบียบแบบแผนมาตลอด และไม่เคยขัดขวางการสอบสวนคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 22 พ.ย. 2552 เวลา 09.00 น.

เสธ.แดงร่วม เปิดตัวหนังสือ ที่ดินรัชดา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29166

ขัตติยะ สวัสดิผล

ทนายเสื้อแดง นำ "เสธ.แดง" ร่วมงานเปิดตัว หนังสือ "ต่างความเห็น เห็นความต่าง"ปัญหาคดีที่ดินรัชดาภิเษก เผยมีการนำคำพิพากษาทนายเสียงข้างน้อยมาอ้างอิงด้วย อ้างเป็นการพัฒนาความรู้ด้านนิติศาสตร์

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 27 ส.ค. เวลา 13.40 น.ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เลียบทางด่วนรามอินทรา มีการเปิดตัวหนังสือ "ต่างความเห็น เห็นความต่าง" คดีที่ดินแปลงรัชดาภิเษก จัดทำโดยชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยและเครือข่าย ที่มีนายพิชา วิจิตรศิลป์ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และผู้เรียบเรียง มี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พล.ต.ทัพเทพ ยศทองเจิม นายทหารนอกราชการ นายสิงห์ทอง บัวชุม อดีตผู้สมัคร ส.ว.สอบตก กรุงเทพมหานคร (กทม.) และนายศิลป์ ราศรี ผู้ได้รับการเสนอชื่อสรรหา ส.ว. ร่วมงาน

นายพิชา กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง แนวคิด รวมทั้งได้นำความเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในคดีที่ดินย่านรัชดาภิเษก การประมูลซื้อที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษก ระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ (ชินวัตร) อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี ความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นำมาอ้างอิงไว้ด้วย เป็นความเห็นที่แตกต่างจากสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และความเห็นต่างในคำพิพากษา ถือเป็นสิ่งมีคุณค่า ในการพัฒนาความรู้ด้านนิติศาสตร์ จำเป็นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เห็นต่างด้วย

สำหรับหนังสือดังกล่าวหน้าปกเป็นรูปใบหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หันหน้ายิ้มให้กัน มีทั้งหมด 128 หน้า เนื้อหามีตั้งแต่บทที่ 1 -9 เป็นการเล่าความเป็นมาตั้งแต่สถานะทางกฎหมายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ความเป็นมาของที่ดินรัชดาฯ ขั้นตอนการขายทรัพย์สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ รวมทั้งการขายที่ดินดังกล่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และคำพิพากษาคดีที่ดินย่านรัชดาภิเษก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในคดีดังกล่าวอีกด้วย หนังสือดังกล่าวจำหน่ายในราคา 120 บาท

ศาลพิพากษา จารุวรรณ ย้ายขรก.มิชอบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29163

ศาลปกครองพิพากษาคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ สตง.โดยมิชอบอีก ขณะที่ผู้ฟ้องระบุ ถูก อดีต ผู้ว่าการ สตง. สั่งย้ายเพราะความไม่พอใจส่วนตัว

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ 40/2549 ฉบับลงวันที่ 10 มี.ค.2549 ที่แต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร9) ในขณะนั้น ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ในสายงานนักวิชาการตรวจอเงินแผ่นดิน 9 เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามที่นายอภิชัยได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า การออกคำสั่งดังกล่าวของคุณหญิงจารุวรรณไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาจากความไม่พอใจเป็นการส่วนตัว ที่ตนเองไม่ยอมมีมติไม่ลงโทษทางวินัยข้าราชการผู้หนึ่ง ตามที่คุณหญิงจารุวรรณต้องการ ทำให้มีผลกระทบต่อสถานะและสิทธิอื่นๆที่ตนควรจะได้รับโดยชอบ รวมทั้งทำให้ตนได้รับเงินประจำตำแหน่งลดลง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นิติกร9) ตามโครงสร้างใหม่ มาตรฐานกำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นิติกร9) ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมา แล้ว หรือต้องผ่านการอบรมหลักสูตรดังกล้าวภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์ นุชถาวร ผู้ร้องสอดในคดีนี้ ก็ไม่พบว่า ผ่านหลักสูตรกับริหารระดับสูงมาก่อน เช่นเดียวกับนายอภิชัย รวมทั้งยังไม่เคยบริหารงานในตำแหน่งผู้บริหารสำนักงานมาก่อนด้วย ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากประวัติราชการ ความรู้ความสามารถในการทำงาน เห็นว่า นายชูวิทย์ นุชถาวร ผู้ร้องสอดในคดีนี้มีความเหมาะสมมากกว่าจึงฟังไม่ขึ้น ประกอบกับยังปรากฎข้อเท็จจริงว่า ทั้งนายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับแต่งตั้งในระดับ9 พร้อมกัน ในโครงสร้างเดิมนายอภิชัยได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณี พิเศษ1ขั้น เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2548 แสดงให้เห็นว่า นายอภิชัยมีผลการประเมินเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร9) ในระดับดีเด่น ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่ว่า นายชูวิทย์มีความรู้ความสามารถและอาวุโสที่เหมาะสม ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย(นิติกร9) จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำได้

คุณหญิงจารุวรรณมีคำสั่งให้นายอภิชัยไปดำรงผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ9 ในสายงานนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 9 โดยไม่ยอมทำตามมติของคณะกรรมการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆตาม โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ จึงเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ทำให้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 40/2549 ลงวันที่ 10 มี.ค.2549 ในส่วนที่แต่งตั้งนายอภิชัยไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน2 และคุณหญิงจารุวรรณมีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิชัยดำรงตำอหน่งอื่นที่เหมะสม กับความรู้ความสามารถ ทั้งนี้ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการจัดคนลงตามโครงสร้างใหม่ ตามมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในการประชุมครั้งที่4 /2549 ลงวันที่ 18ม.ค.2549 และมติของคณะกรรมการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆตามโครงสร้างการแบ่ง ส่วนราชการภายในใหม่มาประกอบพิจารณาการแต่งตั้งด้วย โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน30วัน นับตั้งแต่คดีถึงที่สุด

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาในคดีนางสาวสุมิตรา เนตรสว่าง อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยื่นฟ้องสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ในข้อหาหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง สตง.ที่ 40/2549 ลงวันที่ 10 มี.ค. 2549 เฉพาะส่วนที่แต่งตั้ง นางสาวสุมิตรา ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 สังกัดกลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 (จ.พระนครศรีอยุธยา) และให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของ นางสาวสุมิตราได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ที่ส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร-กทม.) ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2549 จนเกษียณอายุราชการ

ผู้เชี่ยวชาญฟังเทปลับมาร์คแล้วฟันธงตัดต่อ100%

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
27 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:อ่านกระทู้ประกอบผ้เชี่ยวชาญเรื่องเสียงฟันธงตัดต่อ100% ท่านที่ต้องการนำไปพิสูจน์ว่าเป็นของตัดต่อ100% ก็คลิ้กฟังดูที่นี่ ซึ่งไทยอีนิวส์ขอประณามการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม

นายกฯอภิสิทธิ์ระบุคลิปเสียงตัดต่อรู้ต้นตอแล้ว อ้างคนที่เผยแพร่มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง อยู่กับเครือข่ายบริษัทของอดีตนายกฯอยู่ ลั่นไม่ปล่อยแน่ หากนำเผยแพร่เวทีเสื้อแดง มอบ"พัชรวาท"จัดการ “ชวน”การันตี“มาร์ค”ไม่พูดจาหยาบคาย



วันนี้(27ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ ในช่วงการรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยในคลิปเสียงระบุว่า ต้องการทำให้เหตุการณ์รุนแรงและทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายและจับแกนนำคนเสื้อแดงว่า ตนเพิ่งได้ฟังคลิปเสียงแล้วเมื่อคืนวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ฟังดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเสียงของตนจริงๆ แต่เสียงข้างหลังและระดับเสียงไม่เท่ากัน เพราะตนไม่เคยพูดอะไรอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็ชัดเจนว่าเป็นการตัดต่อ โดยตนพร้อมให้พิสูจน์ว่าเป็นการตัดต่อ คนที่ทำมีเจตนาที่จะทำร้ายบ้านเมืองชัดเจน ต้องการยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด เพื่อให้เกิดความรุนแรง ขอยืนยันว่านโยบายที่ตนใช้ในการแก้ปัญหาการชุมนุมไม่สงบต่างๆ อยู่บนหลักกฎหมายในการเคารพสิทธิเสรีภาพชัดเจน และโดยส่วนตัวตนไม่เคยต้องการที่จะเห็นการทำร้ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีการใช้วิธีการที่สกปรก เป็นวิธีการที่ล่อแหลมที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายความรุนแรงต่อบ้านเมือง ซึ่งผมก็จะดำเนินการทางกฎหมายกับคนที่ทำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยีการตัดต่อและเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ส่วนคนที่ส่งคลิปเสียงต่อๆกันไป ตนรู้ว่าบางคนอาจจะไม่มีเจตนา แต่การส่งคลิปเสียงต่อๆกันไปก็จะมีความผิดด้วย ส่วนคนที่เป็นต้นตอขอคลิปเสียงที่ส่งต่อๆกันมานั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม เช่น ต้องการให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น ต้องการช่วยเหลือคดีของคนที่ตนได้ฟ้องร้องอยู่ อยากจะเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและต้องดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีความอ่อนไหวจะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อที่ให้โอกาสตนชี้แจงเบื้องต้น ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่องและเมื่อพิสูจน์ได้หลายคนต้องรับผิดชอบบ้าง เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าการออกคลิปเสียงมาในช่วงเวลาที่กลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมกันในวันที่ 30 ส.ค.นี้ เพื่อหวังผลอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็คงเป็นเจตนาชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง ทำให้เกิดปัญหามากขึ้น โดยส่วนนี้ตนจะนัดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มาคุยด้วย เพราะผบ.ตร.ต้องนำข้อมูลนี้ไปชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรมีการนำคลิปไปเปิดบนเวทีชุมนุมของคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้บอกแล้วว่าเป็นการตัดต่อ หากเวทีคนเสื้อแดงนำไปเผยแพร่อีก แสดงว่ามีเจตนาก็จะมีความผิดด้วย

เมื่อถามว่า ทำให้เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวใต้ดินเพิ่มขึ้น นายอภิสิทธิ์ “เรื่องนี้เป็นตัวฟ้องว่าถ้าคนที่ทำไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ชุมนุม ก็อยากจะเรียนกับผู้ชุมนุมว่าวิธีการใส่ความ การตัดต่อ เป็นความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขทำให้เกิดความรุนแรงไม่ใช่วิธีการของประชาธิปไตย ผมหวังว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ใครที่เกี่ยวข้องก็ต้องรู้ว่าตัวเองไม่ใช่นักประชาธิปไตย และเป็นการทำผิดกฎหมาย”

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ ขอความกรุณาสื่อช่วยเผยแพร่ข้อเท็จจริงด้วย เมื่อถามว่าจะให้กระทรวงไอซีทีเข้ามาช่วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไอซีทีคงเกี่ยวน้อย เพราะการผลิตคงไม่ยากจนเกินไป การส่งต่อทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่ยากจนเกินไป แต่ของที่ผิดกฎหมายใครส่งต่อก็ผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบแหล่งที่มีของคนปล่อยคลิปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีที่อยู่ของคนที่ปล่อยเป็นคนแรกอยู่แล้ว แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อถามว่า จะมีการจับคนที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าว ถ้าจับได้ก็ยิ่งดี เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม เมื่อถามว่า จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนกำลังดูข้อกฎหมายอยู่

เวลา 11.15 น.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ที่อาคารรัฐสภา ว่านายกฯได้มอบหมายให้ตนรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่เท่าที่ตนติดตามการให้สัมภาษณ์ของนายกฯมาตลอด ตรงนี้ตนไม่เคยฟัง ตนจึงต้องนำคลิปนี้ไปฟังใหม่อีกครั้ง ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯระบุว่าคลิปนี้เป็นการตัดต่อ จะสาวไปยังต้นตอได้หรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ขอเวลาหน่อย เมื่อถามว่า จะให้หน่วยงานไหนตรวจสอบ ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องหารือกับฝ่ายกฎหมาย เมื่อถามว่า หากคนเสื้อแดงนำคลิปนี้ไปเปิดบนเวทีการชุมนุม ในวันที่ 30 ส.ค.นี้ จะเป็นอย่างไร ผบ.ตร. กล่าวว่า อันนี้ต้องระวังเหมือนกัน เพราะคลิปดังกล่าวนายกฯไม่ได้ มันอาจผิดกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามต้องไปศึกษากฎหมายก่อน เมื่อถามว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน อาจจะนำไปปลุกระดมได้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเข้าใจและกลัวเรื่องนี้อยู่แล้ว และพยายามแก้ไข

“ชวน”การันตี“มาร์ค”ไม่พูดจาหยาบคาย

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยินคลิปเสียง รู้แต่เพียงว่ามีการทำออกมา แต่ไม่รู้ว่าใคร ถึงแม้ว่าตนจะยังไม่เคยได้ยินข้อความ แต่ก็รับประกันได้ว่านายกฯไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะนายกฯเป็นคนอย่างไรเราก็รู้กันอยู่ เมื่อถามว่ามองเจตนาของคนที่ทำเรื่องนี้อย่างไร นายชวน กล่าวว่า ตนไม่แปลกใจ คงจะเป็นวิธีการอันหนึ่งในหลายวิธีที่ทำมาตลอดเวลา เพื่อจะสร้างสถานการณ์ สร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมา

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าใจนายกฯผิด นายชวน กล่าวว่า คงต้องอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ตนก็ยังไม่เคยเห็นคลิปเสียงดังกล่าว มีเพียงนักข่าวแจ้งให้ตนทราบ คิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจ แต่ไม่ได้หมายถึงคนทั้งหมด รัฐบาลก็จะต้องชี้แจง โดยเฉพาะตัวนายกฯเอง เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่นายกฯ จะพูดอะไรหยาบช้า เพราะธรรมดาโดยทั่วไปเราก็ไม่เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากนายกฯอยู่แล้ว

ต่อข้อถามว่า คาดว่าคนที่ทำเรื่องนี้เป็นคนระดับไหน นายชวน กล่าวว่า ระดับคน ซึ่งพฤติกรรมอยู่ที่ตัวบุคคล ถ้าคนเช่นนั้นมาเป็นนักการเมือง ก็เป็นแบบนั้น แต่ถ้าไม่ใช่นักการเมืองก็เป็นอย่างอื่น และในขณะนี้ตนมองว่าคน คนนี้ไม่สนใจเพราะสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ซึ่งตนไม่ได้แปลกใจอะไร แต่รัฐบาลคงต้องเหนื่อยหน่อย ที่ไม่แปลกใจเพราะเชื่อว่า เขาทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้ทำอย่างนั้น ใครที่รู้จักนายกฯเป็นการส่วนตัวก็จะรู้ดี และนายกฯ ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ

"จตุพร" ชี้หากคลิปเสียงเป็นของจริงนายกฯ-ครม.ต้องออก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำนปช. แถลงข่าวว่า จากกรณีที่มีคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯออกมานั้น ตนก็ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง ซึ่งคลิปเสียงดังกล่าวตนทราบมานานแล้ว แต่ว่าไม่ได้มีการแถลงข่าวเนื่องจากภาวนาขอให้เป็นการตัดต่อ หากเป็นเสียงจริงคนพูดต้องไม่ใช่นายกฯ แต่จะเป็นสัตว์นรกกระหายเลือดมากกว่า ซึ่งเมื่อตนได้ฟังก็รู้สึกไม่สบายใจ และอยากให้เป็นการตัดต่อมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่เท่าทีฟังรู้สึกว่าเนียนมากเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ขอให้สบายใจว่าฝ่ายค้านจะไม่ใช้ประเด็นนี้ในการปรักปรำนายกฯ และไม่ถนัดที่จะใช้วิธีการใต้ดิน ซึ่งส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่ นายกฯต้องรู้ว่าที่ผ่านมาพูดอะไรกับใครบ้าง แต่หากเป็นเรื่องจริงนายอภิสิทธิ์จะเป็นนายกฯต่อไปไม่ได้ รวมถึงครม.ด้วยต้องออกทั้งคณะ

“ผมไม่รู้ว่านายกฯมีใครไม่พอใจบ้าง เพราะถ้าเสียงดังกล่าวเป็นจริง ก็ต้องออกมาจากพัน 1 รอ. แต่เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา เพราะหากเป็นคลิปเสียงของจริงวันที่ 30 ส.ค.นี้ไม่จบแน่ ดังนั้นเมื่อนายอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นเสียงตัดต่อก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นการตัดต่อหรือไม่ แต่ใครที่ฟังก็เชื่อว่าเป็นเสียงของนายกฯ เพราะมีการตัดต่อได้เนียนมาก” นายจาตุพร กล่าว

ธีระเดชสั่งสันติบาลอุดรฯสอบแพร่คลิป“อภิสิทธิ์”

พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล(ผบช.ส.)กล่าวว่า ทราบว่าคลิปเสียงดังกล่าวพบมีการเผยแพร่ครั้งแรกที่จ.อุดรธานี จึงได้สั่งการในสันติบาลในพื้นที่ จ.อุดรธานี ตรวจสอบที่มาที่ไปแล้ว รวมทั้งสันติบาลในส่วนอื่น ๆ ด้วย

ผบช.ส.กล่าวว่า ตนได้ฟังคลิปเสียงดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ได้ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยได้ส่งกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจไปตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบต้องมีการนำเสียงของตัวจริง มาเปรียบเทียบกับเสียงในคลิป ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ทราบว่าจะต้องให้ตัวจริงมาพูดในคำพูดเดียวกัน เรื่องราวเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบการสั่นสะเทือนของเสียง ถ้าผลมาเหมือนกัน อยู่ในระดับเดียวกัน คือเสียงของคนเดียวกัน เช่นเดียวกับประเด็นว่าเป็นการตัดต่อหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบทางเทคนิค โดยผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาว่า พฐ.สามารถตรวจได้เองหรือต้องส่งไปต่างประเทศ ทั้งนี้ยังบอกไม่ได้ว่าการตรวจสอบทางเทคนิคจะได้ผลเมื่อไหร่ แต่การตรวจสอบที่มาที่ไปคงในเร็ววันนี้

อนุสอบเหตุดินแดงรับลูกสอบคลิปเสียงนายกฯ

พล.ต.ท.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดง ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองฯแถลงว่า อนุกรรมการฯได้รับคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯจึงได้มีการหารือกันว่าควรที่จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะเท่าที่ฟังคลิปเสียงพบว่าเป็นเสียงของนายอภิสิทธิ์จริง แต่จะมีการตัดต่อหรือไม่นั้นคงต้องมีการตรวจสอบ เพราะเรื่องที่นายกฯพูดถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และจะทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม จึงต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

อย่างไรก็ตามจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯในวันที่ 31 ส.ค.นี้ว่าจะให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งหากคณะกรรมการชุดใหญ่เห็นชอบให้อนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดงตรวจสอบเราจะรีบดำเนินการตรวจสอบในทันที โดยจะเชิญนายกฯและผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงโดยด่วน

พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รองประธานอนุกรรมการฯจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวาน (26 ส.ค.)ตนกลับถึงบ้านตอน 20.00 น. และเด็กเฝ้าบ้านบอกว่ามีมอเตอร์ไซต์นำซองสีน้ำตาลที่บรรจุซีดีและกระดาษที่ถอดถ้อยคำพูดของนายกฯมาให้ ตนจึงได้ให้ลูกสาวช่วยเปิดให้ฟัง แล้วก็พบว่าเป็นเสียงของนายกฯ ก็เลยนำเข้าสู่ที่ประชุมอนุกรรมการฯในวันนี้ (27 ส.ค.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นคณะอนุกรรมการฯได้เปิดซีดีเสียงของนายอภิสิทธิ์ให้สื่อมวลชนฟัง ซึ่งภายหลังจากฟังเสร็จ พล.ต.ท.สุเทพ กล่าวว่า เมื่อฟังคลิปเสียงแล้วก็มีการตั้งคำถามหลายอย่างจากคณะอนุกรรมการฯ และเมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องมาตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“สาทิตย์”ชี้ไม่แปลกใจเสื้อแดงปฏิเสธเอี่ยวคลิป

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นึกอยู่แล้วว่าเขาต้องปฏิเสธ ไม่แปลก แต่ถ้าวิเคราะห์เสียงได้ก็จะทราบที่มาที่ไป สามารถตามดูได้ เรื่องนี้ต้องจัดการโดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นตนเชื่อว่าจะมีการนำไปขยายผลอย่างแน่นอน เช่น ในสภาหรือนอกสภา

จดหมายถึงดารณี:You'll never walk alone

ที่มา Thai E-News




You'll never walk alone-ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (บน) วันพรุ่งนี้ ขณะที่วานนี้สมัชชาสังคมก้าวหน้าไปรณรงค์ที่ชุมนุมสนามหลวงให้ผู้รักความยุติธรรมร่วมกันต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดาตอร์ปิโด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
และ บล๊อกกาซีน ประชาไท
27 สิงหาคม 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ดาตอร์ปิโด:"เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านเรา"

เชิญผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่ออยุติธรรมให้กำลังใจดา ตอร์ปิโดถูกตัดสินคดีหมิ่น28ส.ค.

ความอยุติธรรมต่อคนๆหนึ่ง อาจหมายถึงอยุติธรรมต่อคนทั้งแผ่นดิน สำหรับกรณีนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังหมดอิสรภาพ เพราะต่อต้านอำนาจที่อยุติธรรม

สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยให้กำลังใจคุณดา ตอปิโด ที่ศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00 น. เพื่อให้กำลังใจแก่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันตัดสินคดีหมิ่นฯ


และขอเชิญชวนท่านเขียนจดหมายรักหรือโปสการ์ดส่งตรงถึง

คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ห้อง 1/3 อาคารเพชร ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900


ติดต่อสอบถามที่ อ้นดีเจวิทยุแท็กซี่ โทร. ๐๘๓ - ๘๑๒๕๖๕๙ ontontnong@hotmail.com

ผู้รักความยุติธรรมรณรงค์เขียนจดหมายถึงดาตอร์ปิโด


ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า นี่เป็น จม. ที่ผมเขียนถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ไม่แน่ใจว่าจะผ่านเงื่อนไข ผ่านการเซนเซอร์ของผู้คุมหรือเปล่า

...

“เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่ ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน”
-บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
...

นี่รูปครับ อาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก


จดหมายฉบับอื่นๆ


วิดีโอบันทึกเสวนา : วิกฤติเลิกจ้าง วิกฤติแรงงาน วิกฤติเศรษฐกิจการเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม พ.ศ. 2552 เวลา 13.00 น. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม และ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนา " วิกฤติเลิกจ้าง วิกฤติแรงงาน วิกฤติเศรษฐกิจการเมืองไทย " ที่ห้องประชุมนิสิตเก่า ชั้น 2 ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ผู้ร่วมเสวนา

บุญรอด สายวงศ์ : เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์
วรดุลย์ ตุลารักษ์ : นักวิชาการอิสระ (อดีตนักวิจัย TDRI )
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชาลี ลอยสูง : รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ แรงงานไทย
จิตรา คชเดช : ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์, อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์

ดาวน์โหลดไฟล์ .MP4

สื่อเห้สุมหัวรัฐบาลโจรปล้นชาติต่างตอบแทน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
27 สิงหาคม 2552
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:แฉ!ไอ้ต้อยนักข่าว100ล้านTNEWSกับภารกิจ"ลึกลับระดับสูง"จากพฤษภาทมิฬสู่การปูดข่าวป้ายสีเสื้อแดงล้มสถาบัน
-ซีรีส์สุดมันส์:ลากไส้สื่อเหี้ย!

รัฐบาลหุ่นเชิดกับสื่อโจรที่ร่วมกันล้มล้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ตอนนี้ทำอะไรไม่ต้องเกรงใจเจ้าของประเทศกันแล้ว โจ่งครึ่มทั้งมาร์คพารัฐมนตรีครึ่งครม.พาเหรดไปแต๊งค์กิ้วปาร์ตี้เปิดทีวีช่องใหม่ให้ลิ้มในวันครบรอบ1ปีที่โจรพันธมิตรยึดทำเนียบไว้ให้ ทั้งต่างตอบแทนนำเงินภาษีไปซื้อโฆษณาทีวีของเนชั่นพุ่งพรวดในงวดครึ่งปีแรกสวนกระแสธุรกิจแขนงเดียวกันที่ทรุดฮวบ ขณะที่ไทยโพสต์เปลวสีเงินได้โฆษณาหราหน้า1ไทยโพสต์ ทั้งใช้สำนักข่าวที่มีบทบาท"ลึกลักระดับสูง"มาก่อนออกโรงป้ายสีเสื้อแดงล้มสถาบัน




โจ๋งครึ่ม-อภิสิทธิ์กับทีมงานรัฐมนตรีครึ่งครม. รวมทั้งกษิต ภิรมย์แห่กันมาเปิดงานทีวีช่องภาษาอังกฤษของASTV ซึ่งเป็นของสนธิ ลิ้ม หัวโจกตัวเอ้ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน และผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ให้อภิสิทธิ์ครบ 1 ปีในวันนี้

กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เวบผู้จัดการรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดรายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศได้รับรู้ข่าวสารมากขึ้น

วานนี้ (26 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด รายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณ Eden Zone โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้

เนื่องจากทางช่อง ASTV ได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการนำเสนอข่าวและได้ปรับปรุงเวบไซด์ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศ และเผยแพร่ให้นักธุรกิจและทูตานุทูตได้รู้จักช่อง TAN Network มากขึ้น



ทั้งนี้ ภายในงานยังมีบุคคลสำคัญมาร่วมงาน อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งบรรยากาศในงานได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์คุ้ม ทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่ง แต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักขาดทุนบักโกรก


มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน พลิกสถานการณ์จากเคยกำไรมาขาดทุนบักโกรก110ล้าน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน
.....

ไฟใต้ในสายตา 'จอม เพชรประดับ'

ที่มา Voice TV



จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนที่เกาะติดปัญหาสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

เสื้อแดงยืนยัน พ.ร.บ.มั่นคง ขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา Voice TV



พ.ร.บ.มั่นคง ป่วน นปช. แกนนำเรียกประชุมปรับแผนชุมนุม แต่ยืนยันยังใช้ กำหนดการเดิม พร้อมระบุ พ.ร.บ.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิ์ประชาชน

ปิดฉากสมานฉันท์

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ในที่สุด ความสมานฉันท์และความปรองดองของคนในชาติก็ได้พิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่า ในรอบ 8 เดือนที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศไม่สามารถลดความขัดแย้ง แตกแยกในหมู่คนไทยได้ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์แถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นได้แค่เพียงถ้อยคำอันไพเราะ แต่หาได้นำไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลที่เป็นรูปธรรมไม่

หากย้อนกลับไปตรวจสอบจะพบว่า ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนขึ้นอ่าน ในเรื่องที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ข้อ 1.1.3 ระบุว่า "เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี รวมทั้งฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตลอดจนสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ ภายใต้กรอบของบทบาทอำนาจและหน้าที่ขององค์กร" แท้จริงแล้ว รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรที่จะก่อให้เกิดการยอมรับจากฝ่ายที่ขัดแย้งและแตกแยกกันอยู่เลยแม้แต่น้อย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้าง เช่น การเปิดประชุมร่วมรัฐสภาให้ ส.ส.และ ส.ว.มาอภิปรายในเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" จนต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีตัวแทนจากทุกพรรคมาร่วมเป็นกรรม แต่ผลการศึกษาก็เป็นได้แค่ตัวอักษรในกระดาษที่วางไว้บนโต๊ะ ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะเห็นความสำคัญแล้วนำมาปฏิบัติแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม หลังจากเหตุกาณ์ "สงกรานต์เลือด" ผ่านพ้นไป จวบจนมาถึงวันนี้นับเวลาได้เกือบ 5 เดือน ดูเหมือนความขัดแย้ง แตกแยกกลับเพิ่มทวีไปมากกว่าเดิมหลายเท่า ความไม่คืบหน้าในการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ฯลฯ ที่คนเสื้อแดงมองว่าเป็น 2 มาตรฐานก็ยังเปรียบเสมือนเมฆดำที่ปกคลุมสังคมไทยจนสร้างความรู้สึกนึกคิดของคนเสื้อแดงที่ปฏิเสธรัฐบาลและโครงสร้างอำนาจอธิปไตย การล่ารายชื่อประชาชนคนเสื้อแดงได้ 3.5 ล้านคนทูลเกล้าฯถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้พระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ตอกล่มให้รอยร้าวฉานในหมู่คนไทยบาดลึกยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า "บ้านเมืองเรากำลังล่มจม เพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร.." ควรจะทำให้คนไทยได้สติแต่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การชุมนุมของคนเสื้อแดงในบ่ายวันที่ 30 สิงหาคม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าก่อนจะไปล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ได้ถูกรัฐบาลนำ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมาใช้เพื่อสกัดกั้นและขัดขวางการชุมนุมดังกล่าว การใช้มาตรการทางกฎหมายซึ่งถือเป็น "ไม้แข็ง" ในการรับมือกับคนเสื้อแดง แต่ถ้าหากแกนนำคนเสื้อแดงและมวลชนไม่กลัวการถูกตั้งข้อหาหรือแม้แต่การใช้กำลังตำรวจ-ทหารที่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างเต็มที่ เพราะคนเสื้อแดงถือว่าการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง อีกทั้งคนเสื้อแดงมองเห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขาดความชอบธรรมและไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจเป็นความโกลาหล วุ่นวายของประเทศที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจของรัฐบาลตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะถูกตั้งคำถามว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไร ชอบธรรมหรือไม่

เมื่อความสมานฉันท์ ความสามัคคีปรองดองไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็ต้องรอไปถึงรัฐบาลหน้าซึ่งจะต้องผ่านการเลือกตั้งไปก่อน ไม่มีใครตอบได้ว่า รัฐบาลหน้าจะประกอบไปด้วยพรรคไหน ใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะสร้างความสมานฉันท์ได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้อย่างไม่ผิดพลาดก็คือ ความล่มจมของบ้านเมืองจะหนักหนาสาหัสกว่านี้เป็นหลายเท่า หากคนไทยยังขัดแย้ง แตกแยกกันอยู่เช่นนี้