WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 28, 2009

จำคุก 18 ปี ดา ตอร์ปิโด คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

เวลา 9.00 น. ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี
"นี่คือยุคของการต่อสู้ทางความคิด" ดารณีกล่าวหลังรับฟังคำพิพากษา
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยระบุว่าจะเตรียมการยื่นอุทธรณ์ต่อไปหลังได้สำเนาคำพิพากษา สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน
ถัดจากการพิจารณาคดี 112 นางสารดารณี ได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ต่อทันทีในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้มีการสืบพยานจำเลย และศาลนัดพิพากษาคดีในวันที่ 16 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง
และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน
ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

รายงาน: ‘อภิสิทธิ์’ ลั่นค้าน ‘พ.ร.บ.ความมั่นคง’ (เหตุเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว)

ที่มา ประชาไท

ทัศนะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) คัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเห็นว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” อย่างไม่แยกแยะ อาจมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด และย้ำว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่ใช้ความรุนแรง การควบคุมต้องต่างจากการก่อการร้าย และย้ำว่าหากกฎหมายผ่าน สนช. ต้องแก้ไข

ทีมข่าวการเมือง

1.
“ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด”
“ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน”
“การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,
ในบทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน”, 24 มิ.ย. 50
2.
“ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 10 พ.ย. 50
3.
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 26 ส.ค. 52
0 0 0
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยให้มีการประกาศใช้ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. เป็นเวลา 4 วัน ในบริเวณพื้นที่เขตดุสิต โดยให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ [1]
ใครจะไปคิดบ้างว่า คนที่สั่งการให้ใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ในวันนี้ คือคนที่เคยคัดค้านการมีกฎหมาย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เมื่อ 2 ปีก่อน
0 0 0
พ.ศ. 2550
หากไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด
โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2550 ในช่วงรัฐบาล คมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ของเขาในเว็บไซต์ www.abhisit.org แสดงความห่วงใยกรณีที่จะมีการเสนอร่างกฎหมายความมั่นคง โดยเกรงว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” โดยไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด [2]
รายละเอียดของบทความมีดังนี้ (ตัวเน้นโดยประชาไท)
กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิถุนายน 2550
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราช อาณาจักร พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการทำงานด้านความมั่นคง และเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปพร้อมๆ กัน โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป
ความจริงความพยายามที่จะตรากฎหมายใหม่ทางด้านความมั่นคงมีมาโดยตลอด หลังจากที่ปัญหาการก่อการร้ายสากลได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และดูจะเป็นปัญหาที่หลายประเทศมีความตื่นตัวและข้อถกเถียงอย่างมาก
รัฐบาลที่แล้วก็เคยตราพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการคลี่คลายสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้
หลังการรัฐประหาร ก็มีการนำกฎอัยการศึกมาประกาศใช้และยังคงใช้อยู่ในหลายพื้นที่
พร้อมๆ กับการเกิดแนวคิดที่จะใช้ กอ.รมน. เคลื่อนไหวงานด้านมวลชน ซึ่งแยกแยะได้ยากว่า เป็นงานความมั่นคง หรือเป็นงานการเมือง
แม้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ก็เชื่อว่า การพิจารณากฎหมายฉบับใหม่จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จะมีขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากกฎหมายลักษณะนี้จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางแล้ว หากกำหนดเครื่องมือความมั่นคงที่ไม่รัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดูแลรักษาความมั่นคงด้วย
ผมจึงอยากเห็นการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีกรอบและหลักคิดที่ชัดเจนดังนี้
1. นิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” ในลักษณะต่างๆให้ชัด ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด
ยกตัวอย่างเช่น การก่อการร้าย ซึ่งหมายถึง การมุ่งทำลายล้างชีวิตหรือทรัพย์สินต่างๆ ในปัจจุบันจะอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ การติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการควบคุม หรือ จำกัดสิทธิในบางสถานการณ์ บางครั้งการจำกัดสิทธิอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตของบุคคลทั่ว ไป แต่ก็จำเป็นจะต้องมีการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ
ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน
อย่าลืมว่าในโลกปัจจุบัน การป้องกันการก่อการร้าย เป็นเรื่องที่โลกประชาธิปไตยยอมรับได้ แต่การจำกัดสิทธิทางการเมือง นอกจากจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงอีกด้วย
กฎหมายใหม่จึงควรมีการแยกแยะกรณีต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน
2. ต้องมีความชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เราอยู่ในช่วงที่กำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกฎหมายแม่บทรับรองสิทธิ เสรีภาพต่างๆเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บางมาตราอาจมีความเข้มข้นกว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ด้วยซ้ำ นอกเหนือจากกฎอัยการศึก ซึ่งมักจะมีการเขียนรับรองไว้ กฎหมายอื่นๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานในสาระ สำคัญ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น การตรากฎหมายฉบับใหม่จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากมีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะบังคับใช้ไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา
3. สะสางกฎหมายความมั่นคงให้เกิดเอกภาพ หากมีการใช้กฎหมายฉบับใหม่ควบคู่ไปกับกฎหมายอีก 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในเรื่องการใช้อำนาจในทุกระดับ ตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมาย การมีอำนาจ การมอบอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรณีของกฎหมายใหม่เป็น กฎหมายในลักษณะที่ให้มีอำนาจถาวรจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้สูง
เมื่อจะตรากฎหมายทั้งที ควรจะจัดระบบกฎหมายความมั่นคงให้เป็นเอกภาพ มิใช่เพื่อประโยชน์ในความเข้าใจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิรับทราบและเข้าใจ
4. ต้องมีกลไกควบคุมหรือถ่วงดุลการใช้อำนาจ แม้ในบางสถานการณ์รัฐจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความรับผิดก็ดี การยกเว้นคำสั่งและการกระทำมิให้อยู่ภายใต้บังคับศาลปกครองก็ดี ทำให้โอกาสที่จะมีการใช้อำนาจในทางที่ผิดเกิดขึ้นได้มาก ควรยอมรับให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ โดยอาจให้การยกเว้นเป็นเพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นในการปฏิบัติการ เป็นต้น นอกจากนี้การควบคุมตัวที่ไม่ถือว่าเป็นการจับกุม ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนที่เกิดขึ้นในการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกลับเป็นการเพิ่มบุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐ
5. ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง การกำหนดโครงสร้างในกฎหมายใหม่ ยังมีความลักลั่นและความสับสนอยู่ เช่น การคาบเกี่ยวกันของสำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น หากจะมีกฎหมายในเชิงโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ สะสาง และปฏิรูปไปในตัว
การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
0 0 0
พร้อมปรับแก้
ต่อมา เมื่อ 10 พ.ย. 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในวาระแรกไปแล้ว โดยอภิสิทธิ์เห็นว่าหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านแล้วมีประเด็นกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้
โดยเขากล่าวว่า จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนว่ากฎหมายใดก็ตามหากขัดหลักประชาธิปไตย ก็จำเป็นต้องปรับแก้ เพราะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เช่น การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการดำเนินการใดๆ รวมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ต่างๆ แต่บางเรื่องอาจจะพอเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลได้ อาทิ การที่เกรงว่าหากมีการนำเรื่องไปร้องศาลปกครองแล้วศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้อาจจะพอรับได้ แต่ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่ายกเว้นการตรวจสอบตลอดไป
"อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป" [3]
0 0 0
คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน
อีกไม่กี่วันก่อนการลงมติ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดย สนช. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.50 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยซึ่งจัดในช่วงค่ำ
ในตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะที่จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ตอนนี้ สนช.ควรจะพักผ่อนได้แล้ว
"คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน รอให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง"
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าหากกฎหมายความมั่นคงผ่านการพิจารณาของ สนช. และพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคของเขาจะไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่จะแก้ไขในสาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.คำจำกัดความของคำว่า "ความมั่นคง" ที่ขณะนี้ดูเหมือนว่าครอบคลุมกว้างขวางเกินไป 2.ปรับแก้โครงสร้างองค์กรที่รับผิดชอบความมั่นคง (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.) โดยต้องทำให้สามารถตรวจสอบได้ 3.ศาลปกครองจะต้องมีอำนาจเหนือกฎหมายนี้ และสามารถดูแลการละเมิดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์ได้ 4.จะพยายามปรับให้กฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด [4]
โดยถัดมาหลังจากนั้น วันที่ 20 ธ.ค.50 เวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประชุม สนช. ก็ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยมติเห็นชอบ 105 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญใดๆ [5]
000
พ.ศ. 2552
ไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ต้องการให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

ผ่านมา
1 วัน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชี้แจงสาเหตุ ที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน โดยระบุว่าเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“สาเหตุที่ประกาศพื้นที่รักษาความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่เขตดุสิต ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคม เพื่อต้องการให้การชุมนุมเกิดความเรียบร้อย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้
ต้องขอความกรุณาสื่อมวลชนเสนอข่าวสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุจะเกิดจากใคร และคิดว่าหากทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความสงบ ขอให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือก็เท่านั้น กลุ่มผู้ชุมนุมก็ชุมนุมโดยสงบไป ก็ไม่มีอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้จับตากลุ่มเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ แต่จับตาทุกกลุ่ม เพราะกังวลว่าเมื่อเกิดการชุมนุมใหญ่ ก็จะมีความละเอียดอ่อนทั้งหมด เพราะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกับประเทศมาก และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก
รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้เกิดความสงบทั้งหมด และหากการชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา
อ้างอิง
[1] รัฐบาลประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง 4 วัน เฉพาะเขตดุสิต สกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่, ประชาไท, 25 ส.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25577
[2] กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิ.ย. 2550, http://www.abhisit.org/visiondetail.php?cate_id=55
[3] รุมต้านพ.ร.บ.ปกครองชายแดน อจ.จุฬาฯชี้อำนาจยิ่งกว่าพระเจ้า, มติชนรายวัน, 12 พ.ย. 50 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0114121150
[4] “อภิสิทธิ์” ประกาศหากเป็นรัฐบาลจะแก้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" แนะ สนช. พักผ่อนได้แล้ว, ประชาไท, 19 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15199
[5] ผ่านแล้วกฎหมายรัฐทหาร! สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.ความมั่นคง 105 ต่อ 8, ประชาไท, 20 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15218

30ส.ค.โจรพธม.ซุ่มเสี้ยมจลาจลโยนขี้เสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2552

สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!

เป็นหัวข้อสกู๊ป"ผ่าประเด็นร้อน"ของเวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงโจรผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ต่อสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายชี้ธงไว้ว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ไทยอีนิวส์ได้ย้อนไปดูสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงหลายครั้งที่ผ่านมา และพบว่าเวบกระบอกเสียงโจรก่อการร้ายนั้นมีความ"แม่นยำ"ในทางข่าวอย่างเหลือเชื่อ ราวกับนั่งเขียนอยู่ในวอร์รูมของเผด็จการผู้เข่นฆ่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

แต่แล้วเราก็ต้องเปลี่ยนความนิยมเชื่อถือต่อเวบไซต์กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย เพราะเมื่อตรวจค้นกลับไปดูเหตุการณ์ทีละช็อตๆแล้วก็กลับพบว่า หลังมีเสียงเตือนอันตรายต่างๆ ก็ปรากฎวากลุ่มโจรก่อการร้ายนี่เองเป็นผู้จุดชนวนเลือดความรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ แล้วร่วมกันป้ายร้ายโยนความผิดใส่เสื้อแดง ดังจะเรียงให้ดูดังต่อไปนี้

1.เหตุการณ์โจรพันธมิตรยิงและฆ่าณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง,2 กันยายน 2551

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายนำเสนอข่าวล่วงหน้าว่าพวก"แดงถ่อย"จะยกกำลังมาโจมตีพันธมิตรที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้น

ความจริง-เสื้อแดงเดินขบวนจากสนามหลวงมุ่งหน้าทำเนียบฯเพื่อกดดันให้พันธมิตรยกเลิกยึดทำเนียบฯ ปรากฎว่าการ์ดของพันธมิตรออกไปตั้งรับที่บริเวณสะพานมัฆวาฬแล้วเปิดฉากยิงปืนใส่ และใช้อาวุธไม้กอล์ฟ เป็นต้น กลุ้มรุมทำร้ายพวกเสื้อแดงที่อยู่แนวหน้าและไร้อาวุธอย่างป่าเถื่อนและบาดเจ็บหลายราย มีเสียชีวิต 1 รายคือวีรชนณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

ผลของเหตุการณ์-รัฐบาลนายสมัครประกาศพรก.ฉุกเฉิน แต่ทหารตำรวจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ นักวิชาการเอ็นจีโอออกแถลงการณ์ให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เรียกร้องนายสมัครลาออกจากนายกฯรัฐมนตรี ประณามว่าเสื้อแดงก่อความรุนแรงต่อพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสงบ นายอภิสิทธิ์หัวหน้าฝ่ายค้านขณะนั้นไปเยี่ยมให้กำลังใจพันธมิตร และคัดค้านพรก.ฉุกเฉิน...

2.ทนายพธม.+ไอ้ก๊องหัวหมู่ของลิ้ม+มือที่สามสงกรานต์เลือด,13 เมษายน 2552

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย และสื่อกระแสหลักโหมกระพือว่าเสื้อแดงก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เอารถแก๊สจะไปถล่มแฟลตดินแดง บุกเผามัสยิดย่านถนนเพชรบุรี จึงต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดตามพรก.ฉุกเฉิน



ความจริงข้อแรก-มีการพิสูจน์ภายหลังว่ารถแก๊สที่นำไปจอดที่แฟลตดินแดงนั้นต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวพันกับกลุ่มเนวินสร้างสถานการณ์ ส่วนการที่ชายคนหนึ่งแต่งกายสะพายกล้องแบบนักข่าวจิกผมผู้หญิงเสื้อแดงลากไปกับพื้น นายคนนี้เปิดเผยว่าเขาชื่อกวีไกร โชคพัฒนะเกษมสุข เป็นการ์ดพันธมิตรมีบทบาททั้งการยึดทำเนียบและยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และเคยก่อเหตุยิงใส่คนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมกันที่สนามกีฬาแห่งชาติมาแล้ว และประกาศมีแผนจะบอมบ์สังหารทักษิณ และจะฆ่าพวกเสื้อแดงหากมีโอกาส




ความจริงข้อที่สอง- ภายหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด แกนนำนปช.ได้นำภาพวีดิโอที่ระบุว่า เป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การปะทะของกลุ่มชาวบ้านกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณปากซอย ถ.เพชรบุรี ซอย 5 และซอย 7 มา แถลงยืนยันว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมี นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร(2รูปบน) และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานพันธมิตร(ภาพล่าง ซึ่งนายสนธิมักใช้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันงานบู๊ต่างๆมาโดยตลอด ได้เข้ามาแทรกแซงสร้างสถานการณ์อยู่ด้วย ซึ่งภาพวีดิโอที่แสดงได้ปรากฎ เป็นภาพขณะที่กลุ่มชาวบ้านย่านดังกล่าวชุมนุมอยู่บนถนนเพชรบุรี หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์เป็นจำนวนมาก โดยมีนายนิติธร และนายชนะ ยืนพูดคุยกับกลุ่มประชาชนอย่างสนิทสนม

นายสมยศ กล่าวว่า จากการที่ นปช.ได้ รวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า มีกระบวนการแทรกแซง ปล่อยข่าวสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบ ปรามผู้ชุมนุม ดังที่ปรากฎภาพนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของกลุ่มพันธมิตร และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานของกลุ่มพันธมิตร อยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะมีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 เม.ย.

ผลของเหตุการณ์-มีการให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดงก่อเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองจึงต้อมปราบปรามด้วยพรก.ฉุกเฉิน และทำให้ฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ในสมรภูมิข่าวสารที่ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตย์วางแผนอย่างแนบเนียน

3.เหตุการณ์วันเสื้อแดงชุมนุมถวายฎีกา-สมุนโจรปลอมเป็นเสื้อสีน้ำเงินก่อเหตุลอบกัดเสื้อแดง,17 สิงหาคม 2552
ความเท็จ-สนธิ ลิ้มและกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายเตือนว่า จะเกิดเหตุร้ายเผชิญหน้ากันระหว่างม็อบเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง กับม็อบเสื้อสีน้ำเงินที่มาสนับสนุนนายเนวิน ชิดชอบที่มาฟังคดีกล้ายางในวันที่ 17 ส.ค. เมื่อปะทะกันจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

ความจริง-นาย Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่าไม่มีการปะทะหรือเผชิญหน้าใดๆของเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงิน แต่เมื่อเขาผ่านมาทางสำนักงานASTVที่ถนนพระอาทิตย์ ได้มีการ์ดพันธมิตรประมาณ 20-30 คน ตะโกนใส่แท็กซี่ รถตู้และรถบัสที่มีคนเสื้อแดงขับผ่าน การ์ดพันธมิตรบางคนยิงหนังสติ๊กใส่รถยนต์ และปาก้อนหิน ในตอนแรกพวกเขาต้องการNickไป โดยNickเล่าว่า "แต่หลังจากที่ยืนยันว่าผมจะอยู่และถ่ายภาพ เราก็เริ่มต้นเจรจา-ผมสามารถถ่ายภาพได้แต่ต้องไม่เห็นหน้าพวกเขา อย่างน้อยที่สุด ขณะที่ผมอยู่ตรงนั้น การ์ดปล่อยให้รถตุ๊กตุ๊กและจักรยานยนต์ที่บรรทุกคนเสื้อแดงผ่านไปได้ และยิงเพียงแค่รถยนต์และรถบัส หนึ่งในการ์ดบอกกับผมว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการทำร้ายร่างกายใคร เพียงแค่ต้องการทำให้กลัวเท่านั้น"


ไม่นานหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงโดยรถยนต์หนึ่งคันและมอเตอร์ไซค์อีกหลายคัน บรรดาการ์ดก็กลับเข้าไปในออฟฟิศเอเอสทีวีและเหตุการณ์ก็สงบลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการ์ดพันธมิตรไม่ได่ใส่เสื้อเหลือง แต่ใส่เสื้อสีน้ำเงินเหมือนกับว่าจะให้เป็นไปตามที่นายของพวกเขาต้องการ คือเหตุการณ์เสื้อแดงปะทะเสื้อน้ำเงิน นำไปสู่การก่อการัฐบประหาร

ผลของเหตุการณ์-เนื่องจากนายเนวินไม่ได้จัดตั้งเสื้อสีน้ำเงินเข้ามามากอย่างที่สนธิลิ้มคาด ทำให้ไม่สามารถขยายผลอะไรได้

4.เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาล 30 สิงหาคม

ความเท็จ-กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายได้ออกมาปั่นกระแสอีกครั้งว่า
สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!


พร้อมทั้งชี้นำไปด้วยว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ความจริงและผลของเหตุการณ์นี้ -จับตามองว่า พวกมันกำลังก่อการร้าย เป็นมือที่สามเสี้ยมสถานการร์แล้วลอยนวล โยนบาปโยนขี้อะไรให้เสื้อแดงอีก.....?

รอยเตอร์:คุก18ปีดาตอร์ปิโดกำหราบเสรีภาพ

ที่มา Thai E-News


ยังยิ้มได้ - น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมนปช. สวมหน้ากากอนามัยฟังศาลพิพากษา ก่อนยกมือชูสองนิ้วแสดงชัยชนะแม้ถูกสั่งจำคุก 18 ปีในคดีหมิ่นเบื้องสูง เมื่อวันที่ 28 ส.ค.(ภาพและคำบรรยาย:มติชนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวรอยเตอร์
28 สิงหาคม 2552


"ก็เป็นไปตามที่ฉันคาดไว้สำหรับคำตัดสินคดี"สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างคำให้สัมภาษณ์ของดารณี เชิงชาญ ศิลปกุล "ดา ตอร์ปิโด" หลังจากศาลตัดสินจำคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเธอกล่าวว่าจะยื่นขออุทธรณ์ต่อไป


รอยเตอร์ชี้ว่าผลการตัดสินล่าสุดให้ดารณีติดคุก 18 ปี ถือเป็นการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทย ประเทศซึ่งยกฐานะกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษาเสมือนพระนายรายณ์เสด็จลงมาอวตาร และมีสถานะทรงอยู่เหนือการเมือง

ดารณีซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจถูกจับกุมและพิจารณาคดีเป็นการลับ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง เรื่องนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านมาแล้ว โดยอ้างว่าจะทำให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

ดา ตอร์ปิโดกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เธอไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่สนับสนุน"ความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ดำรงอยู่ในสหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น"

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้ได้รับการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

เคยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกเคยส่งจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลไทยทบทวนการบังคับใช้กฎหมายนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาจะพยายามจัดสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลังจากนั้น

รายละเอียดคำพิพากษาและแนวทางต่อสู้ต่อไปของจำเลย

ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี

หลังจากนี้ ในช่วงบ่าย ดา ตอร์ปิโด จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้ จะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรก

สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน

หลังคำติดสิน นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง

และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน

ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

เทิดพระเกียรติคอลเล็กชั่นใหม่ส่งเสริมศิลปาชีพ

ที่มา Thai E-News


15 นางแบบกิตติมศักดิ์ ลูกสาวของท่านผู้หญิง และสาวในแวดวงสังคมไฮโซร่วมแสดงแฟชั่นโชว์ ในชุดผ้าไหมไทย คอลเล็กชั่นใหม่ของมูลนิส่งเสริมศิลปาชีพ ออกแบบโดย30ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ที่ร้านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ณ หอรัษฎากรณ์พิพัฒน์ พระบรมมหาราชวัง เมื่อ 27 ส.ค. ( ที่มา:มติชน )

ตัดสินจำคุกดา18ปีคดีหมิ่น เจ้าตัวไม่พรั่นชู2นิ้วสู้

ที่มา Thai E-News


ยังยิ้มได้ - น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมนปช. สวมหน้ากากอนามัยฟังศาลพิพากษา ก่อนยกมือชูสองนิ้วแสดงชัยชนะแม้ถูกสั่งจำคุก 18 ปีในคดีหมิ่นเบื้องสูง เมื่อวันที่ 28 ส.ค. (ภาพและคำบรรยาย:มติชนออนไลน์)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
และ บล๊อกกาซีน ประชาไท
28 สิงหาคม 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ดาตอร์ปิโด:"เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านเรา"

คดีนี้ตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่ที่ศาลตัดสินจำคุก 18 ปีนั้น ให้เหตุผลว่าเพราะจำเลยพูดปราศรัยกระทำผิดถึง 3 หน จึงตัดสินจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมเป็น 18 ปี


ที่ศาลอาญา รัชดา เมื่อเวลาราว 10.00 น.วันนี้ ศาลได้ตัดสินพิพากษาจำคุกดารณี เชิงชาญศิลปกุล "ดา ตอร์ปิโด"จำเลยคดีหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ และราชินี เป็นเวลา 18 ปี ตามฐานความผิดพูดปราศรัยที่สนามหลวงในระหว่างเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม 2551 ซึ่งศาลพิเคราะห์หลักฐานแล้วจำเลยมีความผิดชัดแจ้งตามกฎหมายอาญามาตรา112

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ไปให้กำลังใจดา ตอร์ปิโดราว 30 คน เมื่อดาทราบผลการตัดสินแล้วก็เดินออกจากห้องพิจารณาโดยชู2นิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อผู้สื่อข่าว

คดีนี้ตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่ที่ศาลตัดสินจำคุก 18 ปีนั้น ให้เหตุผลว่าเพราะจำเลยพูดปราศรัยกระทำผิดถึง 3 หน จึงตัดสินจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมเป็น 18 ปี

รายละเอียดคำพิพากษาและแนวทางต่อสู้ต่อไปของจำเลย

ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี

หลังจากนี้ ในช่วงบ่าย ดา ตอร์ปิโด จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้ จะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรก

สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน

หลังคำติดสิน นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง

และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน

ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จากกรณีที่เธอปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชนเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551 และห้ามประกัน แม้ว่าสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาคดี

ดารณีปฏิเสธข้อกล่าวหาดูหมิ่นฯพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลนัดตัดสินวันนี้ในเวลา09.00 น. (รายละเอียดคดี คลิ้กที่นี่)


Before & After-ภาพบนคือดารณีในช่วงมีอิสรภาพปราศรัยต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ที่สนามหลวง ภาพล่างหลังถูกขังคุกคดีหมิ่นแบบห้ามประกัน ห้ามไม่ให้ไปหาหมอฟันทั้งที่ปวดฟันจนกินข้าวแทบไม่ได้ ถูกพิจาณาคดีเป็นการลับ ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นวันศุกร์ที่ 28 นี้ แต่อยุติธรรมยังไม่สามารถกัดกร่อนจิตใจทรหดของเธอได้..ความอยุติธรรมสำหรับคนๆหนึ่ง ในกรณีนี้อาจเป็นความอยุติธรรมสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งแผ่นดิน..


ขอเชิญชวนท่านเขียนจดหมายรักหรือโปสการ์ดให้กำลังใจดารณีส่งตรงถึง

คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ห้อง 1/3 อาคารเพชร ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900


ติดต่อสอบถามที่ อ้นดีเจวิทยุแท็กซี่ โทร. ๐๘๓ - ๘๑๒๕๖๕๙ ontontnong@hotmail.com

ผู้รักความยุติธรรมรณรงค์เขียนจดหมายถึงดาตอร์ปิโด


ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า นี่เป็น จม. ที่ผมเขียนถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ไม่แน่ใจว่าจะผ่านเงื่อนไข ผ่านการเซนเซอร์ของผู้คุมหรือเปล่า

...

“เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่ ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน”
-บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
...

นี่รูปครับ อาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก


จดหมายฉบับอื่นๆ


วันพิพากษากระบวนยุติธรรมไทย:ความอยุติธรรมต่อคนๆหนึ่ง คือความอยุติธรรมต่อทั้งสังคม

ที่มา Thai E-News




You'll never walk alone-ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (บน) วันนี้ ขณะที่วันก่อนสมัชชาสังคมก้าวหน้าไปรณรงค์ที่ชุมนุมสนามหลวงให้ผู้รักความยุติธรรมร่วมกันต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดาตอร์ปิโด และจะไปให้กำลังใจเธอในวันตัดสินคดีในวันนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
และ บล๊อกกาซีน ประชาไท
28 สิงหาคม 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ดาตอร์ปิโด:"เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านเรา"

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จากกรณีที่เธอปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชนเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551 และห้ามประกัน แม้ว่าสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาคดี

ดารณีปฏิเสธข้อกล่าวหาดูหมิ่นฯพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลนัดตัดสินวันนี้ในเวลา09.00 น. (รายละเอียดคดี คลิ้กที่นี่)


Before & After-ภาพบนคือดารณีในช่วงมีอิสรภาพปราศรัยต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ที่สนามหลวง ภาพล่างหลังถูกขังคุกคดีหมิ่นแบบห้ามประกัน ห้ามไม่ให้ไปหาหมอฟันทั้งที่ปวดฟันจนกินข้าวแทบไม่ได้ ถูกพิจาณาคดีเป็นการลับ ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นวันศุกร์ที่ 28 นี้ แต่อยุติธรรมยังไม่สามารถกัดกร่อนจิตใจทรหดของเธอได้..ความอยุติธรรมสำหรับคนๆหนึ่ง ในกรณีนี้อาจเป็นความอยุติธรรมสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งแผ่นดิน..


เชิญผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่ออยุติธรรมให้กำลังใจดา ตอร์ปิโดถูกตัดสินคดีหมิ่น28ส.ค.

ความอยุติธรรมต่อคนๆหนึ่ง อาจหมายถึงอยุติธรรมต่อคนทั้งแผ่นดิน สำหรับกรณีนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังหมดอิสรภาพ เพราะต่อต้านอำนาจที่อยุติธรรม

สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยให้กำลังใจคุณดา ตอปิโด ที่ศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00 น. เพื่อให้กำลังใจแก่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันตัดสินคดีหมิ่นฯ


และขอเชิญชวนท่านเขียนจดหมายรักหรือโปสการ์ดส่งตรงถึง

คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ห้อง 1/3 อาคารเพชร ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900


ติดต่อสอบถามที่ อ้นดีเจวิทยุแท็กซี่ โทร. ๐๘๓ - ๘๑๒๕๖๕๙ ontontnong@hotmail.com

ผู้รักความยุติธรรมรณรงค์เขียนจดหมายถึงดาตอร์ปิโด


ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า นี่เป็น จม. ที่ผมเขียนถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ไม่แน่ใจว่าจะผ่านเงื่อนไข ผ่านการเซนเซอร์ของผู้คุมหรือเปล่า

...

“เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่ ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน”
-บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
...

นี่รูปครับ อาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก


จดหมายฉบับอื่นๆ


เปิดคลิปลับเสียงมาร์คพิสูจน์ยังไม่รู้จริงหรือตัดต่อ

ที่มา Thai E-News




แกะเสียงพิสูจน์-ผู้อ้างว่าเชี่ยวชาญเรื่องเสียง ได้ท้าพิสูจน์เสียงคลิปลับคล้ายเสียงอภิสิทธิ์ โดยฝ่ายแรกโพสต์ลงประชาไทเชื่อว่าอาจไม่ใช่การตัดต่อ(ภาพบน) ส่วนฝ่ายหลังโพสต์ลงห้องหว้ากอ พันทิปว่าอาจเป็นการตัดต่อ(ภาพกลาง) ส่วนภาพล่างสุดในบอร์ดประชาไทระบุอาจเป็นการตัดต่อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไทบอร์ด และ ห้องหว้ากอ พันทิป
27 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สำหรับเรื่องคลิปเสียงมาร์คนี้ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณด้วยความรอบรอบ โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นต่างเป็น2มุม แต่หากเป็นการตัดต่อ ไทยอีนิวส์ขอประณามการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม


ฝ่ายพิสูจน์เชื่อว่าอาจเป็นของจริง-ประชาไท

ผู้ใช้นาม MirrorMask เขียนกระทู้เรื่อง +++ วิเคราะห์คลิปเสียงคนสั่งฆ่าประชาชน ด้วยโปรแกรมอัดเสียง Sony Soundforge +++ โดยระบุว่าเขา "มีความรู้ระดับผม ที่เรียนด้าน Post Production และ Sound Engineer เบื้องต้น มาจากครูระดับกรรมการตัดสิน Oscar ด้าน Sound ( ตรงนี้ ขอคุยหน่อยนะครับ อย่าหมั่นไส้ เพราะผมศิษย์มีครูจริงๆ )" พร้อมนำภาพและคำอธิบายดังต่อไปนี้




ขอสรุปเลยนะครับ

1. เป็นเสียงคนๆ เดียวกันพูด

2. ใช้ไมค์ตัวเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ระบบคุมเสียงเดียวกัน

3. ห้องที่อัดมาเป็นห้องประชุมขนาดเล็ก หรือห้องสัมนา ขนาดนั่งไม่เกิน 10 กว่าคน

4. มีการตัดต่อระหว่างประโยคจริง แต่ผมพิสูจน์ไม่ออก ว่ามีการตัดต่อระหว่างคำต่อคำ

5. ผู้พูดมีเสียง tenor แต่เอาปากจ่อไมค์้น้่้อยกว่า 1 คืบ ทำให้เกิดเสียง peak และเสียงทุ้มกลางขึ้นกว่าเดิม เป็นผู้เชี่ยวชาญในการพูด และควบคุมโทนอารมณ์ได้สม่ำเสมอเหมือนกันทุกคำพูด

อาจกล่าวได้ว่า เป็นการพูดรวดเดียว ในวาระเดียวกัน

6. เป็นการอัดเีสียง โดยผู้ควบคุมเสียงของห้องประชุมนั้นๆ ไม่ใช่การแอบอัด หรืออัดโดยมือถือ

น่าจะอัดมาเป็นเทปดิจิต้อล หรือ DAT แล้วมาแปลงเป็นไฟล์ mp3 อีกที



ผมจะไม่ฟันธง ว่าเป็นเสียงของใคร หรือตัวจริงใช่มั้ย แต่จะวิเคราะห์ตามที่รู้ โดยใช้ความรู้ที่เรียนมาเรื่องเสียง

1. เส้นเสียง Ambient เป็นเสียงบรรยากาศรอบด้านครับ แม้แต่ห้องเงียบที่สุด ระดับห้องอัดเสียงฮอลลีวู้ด มันก้อมีเลียงของมัน

เสียงบรรยากาศในห้องสม่ำเสมอแบบนี้ อนุมานได้ว่า ผู้พูด พูดในห้องๆ เดียว มีเสียงสะท้อนพอสมควร ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอก ฟันธงได้ว่าเป็นห้องประชุม หรือห้องสมนาขนาดกลาง ไม่ใหญ่มาก ( ใหญ่มาก จะมีเสียงเอ๊คโค่ตามมาเบาๆ )

ถามว่า ใช้โปรแกรม ทำให้เสียงแอมเบี้ยนสม่ำเสมอได้มั้ย

ตอบว่า ได้ครับ แต่เป็นเรื่องยากมากๆ ต้องซ้อนเลเยอร์เสียงเข้าไป แต่จะทำให้เกิดตัวแปร คือความคมชัดของเสียงผู้พูด ลดลงไปมากมาย

เส้นที่ 2 และ 3 เป็นเสียงระดับความดังของผู้พูด ทำให้บอกได้เลยว่า อัดเสียงมาในระบบสเตอริโอ ตั้งแต่แรกพูดเลยครับ แชนแน่ลซ้าย ระดับคงที่ แชนแน่ลขวาก้อระดับคงที่

ข้อนี้ ทำให้ฟันธงได้อีก ว่าไม่ใช่การตัดต่อคำต่อคำ จากหลายๆ คลิป เพราะการสัมภาษณ์จากที่ต่างๆ และการพูดบนโพเดี้ยม นอกจากระดับเสียงบรรยากาศจะไม่เท่ากันแล้ว

ระดับความดังของแชนแน่ลซ้าย-ขวา ก้อจะไม่เท่ากันอีกด้วย

ถามว่า - ทำให้เท่ากันได้มั้ย

ตอบว่า - ทำได้ครับ แต่เมื่อเร่ง หรือลดทุกๆ คำพูดก่อนตัดต่อให้เท่ากัน
คุณภาพของเสียง จะสะดุด เกิดการกระโดดของเสียงในแต่ละคำ

ใครเอาเงินมากองให้ผม 1 ล้านให้ทำให้เนียนแบบนี้ ผมตอบได้คำเดียวว่า ทำไม่ได้ครับ สรุปแน่นอน ว่าอัดเสียงระบบสเตอริโอ จากห้องสัมนานั้นๆ โดยตรง ไม่ได้อัดโดยมือถือ หรือเทป หรือเครื่องอัดเสียงพูดซึ่งไม่มีคุณภาพ

ลูกศร

1 ระดับเสียง Peak ของการใช้ไมค์ ระดับเสียงสม่ำเสมอ มีคุณภาพสูง ความอิ่มของเสียงสม่ำเสมอ ไม่กระโดด ยืนยันได้ว่าพูดด้วยไมค์ตัวเดียวกัน เพราะไมค์แต่ละตัว เสียงจะต่างกัน มีต่ำ ทุ้ม ทุ้มกลาง ทุ้มแหลม แต่ระดับเสียงผู้พูดราบเรียบ อยู่ในโซน ทุ้มกลาง อารมณ์ในการพูดสม่ำเสมอ อยู่ในโทนอารมณ์เดียวกัน ไม่น่าจะมาจากการตัดต่อ ของเสียงพูดหลายๆ ไมค์ หลายแห่ง หลายเครื่องคุมเสียง

สังเกตุง่ายๆ ที่ระดับเสียง Peak ครับ

ระดับเหลือง คือพี้ค เกิดจากการจ่อปากใกล้ไมค์น้อยกว่า 1 คืบ ผู้พูดชอบเอาปากจ่อไมค์ใกล้ๆ นั่นเองครับ

และเป็นผู้ที่เชียวชาญการใช้ไมค์ในระดับสูง นำ้หนักเสียงเท่ากันทุกคำ เสียงดังสม่ำเสมอ

การเอาไมค์จ่อปาก ทำให้เสียงดูทุ้มต่ำมากขึ้นครับ แสดงถึงบารมี ท่านที่ชอบร้องเพลง เอาไมค์จ่อปากใกล้้ๆ จะรู้ว่า หากเสียงขอท่านเป็นเสียง Tenor คือทุ้มแหลม พอจ่อไมค์ใกล้ๆ เสียงจะกลายเป็นทุ้มกลาง ทุ้มต่ำ

คุณสมบัติของผู้พูด จริงๆ แล้วเป็น tenor ทุ้มแหลมครับ ( เวลาวี๊ดๆ ตุ้งติ้งอ้ะนะ )

พอเอาปากจ่อไมค์ใกล้ๆ เสียงจะทุ้ม และฟังดูมีบารมี ไม่บาดหู

ถามว่า - สามารถทำให้เสียงตัดจากจากหลายๆ แห่ง มีคุณภาพเท่ากัน เหมือนใช้ไมค์และระบบเสียงเดียวกันได้ไหม

ตอบว่า ได้ครับ แต่ถ้าใครเอาเงินมากองให้ผม 1 ล้านตอนนี้ ผมยังนึกชื่อ Sound Engineer คนไหน ที่สามารถทำแบบนี้ได้


ต่อไปก้อเป็นเรื่อง การตัดต่อนะครับ มีการตัดต่อจริง แต่ไม่น่าจะใช่คำต่อคำ แต่ตัดตรงช่วงต่อของประโยคออกไปครับ ( ตรงนี้ มีนัยยะว่า อาจตัดเสียงบุคคลที่ 2 และ 3 ที่ไม่ต้องการเผยแพร่มาในคลิปออกไป )

แต่การตัดต่อ คำต่อคำ พูดตรงๆ ว่าความรู้ระดับผม ที่เรียนด้าน Post Production และ Sound Engineer เบื้องต้น มาจากครูระดับกรรมการตัดสิน Oscar ด้าน Sound ( ตรงนี้ ขอคุยหน่อยนะครับ อย่าหมั่นไส้ เพราะผมศิษย์มีครูจริงๆ )

ผมจับไม่ได้ว่ามีการตัดต่อ ตำต่อคำ จะพบเสียงกระโดดนิดเดียว ตรงช่วงรอยต่อของประโยคเท่านั้น ( มี 2-3 จุด )นอกนั้นที่สะดุด ก้อเป็นการพูดติดอ่างของผู้พูดครับ ซึ่งมีอยู่ 2-3 จุด

แย้งผลพิสจน์จากคนประสบการณ์แวดวง14ปีน่าตัดต่อมากกว่า
อย่างไรก็ตามคุณLEE O PUT เขียนในกระทู้เดียวกันนี้ในประชาไทโต้แย้งว่า มีการตัดคำ ต่อคำในหลายจุดจริง บางจุดจะชัดเจนมาก ซึงอาจจะเป็นไปได้ว่า ผู้ทำ ฝีมือยังไม่เข้าขั้น หรือทำเพื่อสนุก หรือทำเพื่อหวังผลอย่างได้อย่างหนึ่ง

ลืมบอกไปนะครับ...อิอิอิ ผมผลิตรายการวิทยุสำเร็จรูปรายการหนึ่ง ซึ่งจะใช้โปรแกรมนี้ในการ Edit wave เพื่อให้ออกมาสมบุรณ์ที่สุด ซึ่งโปรแกรมสามารถทำได้ทุกอย่าง มากกว่าที่เราคิดเสียอีก ผมจึงใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา 14 ปี ออกความเห็นให้ฟังนะครับ

ฝ่ายพิสูจน์ว่าอาจเป็นของตัดต่อ-หว้ากอ พันทิป

ผู้ใช้นามแฝง phonetics โพสต์ในหัวข้อ ผลการวิเคราะห์คลิปเสียงของนายก โดยนำรูปภาพการทดสอบมาประกอบอย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า

ผมลองเข้าไปฟังแล้วคิดว่ามีหลายจุดที่น่าสงสัย

เนื่องจากเป็นคนที่ทำงานด้านเสียงเลยยอมไม่ได้ที่มีคนเอาวิชาชีพมาใช้ในทางที่ผิด

เลยขอลองมาพิสูจน์ซะหน่อย (เห็นเรื่องแบบนี้ห้องหว้ากอชอบ)

การวิเคราะห์จะใช้โปรแกรม audacity ธรรมดานี่แหละนะครับ โดยดูทั้ง waveform ใน time domain และ spectrum และฟังประกอบ มีข้อสังเกตดังนี้ครับ


1. เสียงการพูดออกไปในเชิงการแถลงหรือบรรยาย ไม่ใช่การสั่งการครับ ทำให้พอฟังแล้วรู้ทันทีว่าของปลอม

2. มีเสียงซ้อนกันตรงที่ "...โดยเริ่มจาก..." ถ้าสังเกตจาก spectrogram จะเห็นว่าช่วงที่จบจากคำแรกนั้นมีความต่อเนื่องที่ไม่ควรมีเนื่องจากเสียงแทรก

3. ตอนเริ่มต้นมีการเปลี่ยนแปลงของ background noise แบบฉับพลันซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติในการอัดเสียงนอกจากจะมีเสียง click จากไมโครโฟน

4. ลักษณะของ noise กับการเว้นคำเหมือนกันมากเกินไป สังเกตได้จากตรงที่พูดว่า "...ผมประสงค์...ที่จะให้เกิดภาวะเช่นนั้นเพื่อสร้างเงื่อนไข..."

spectrogram ของบริเวณดังกล่าวครับจะเห็นว่าเหมือนกันจนไม่เหมือนการเว้นช่วงหายใจ

5. จังหวะการเว้นวรรคแปลกมาก สังเกตจาก spectrogram จะพบว่าคำในช่วงแรกพูดต่อกัน 3 คำติด แต่พอมาคำหลังๆ พูดห่างกันจนเห็น word boundary ชัดเจน

6. ถ้าลองฟังจะพบว่า pitch (หรือเสียงสูงต่ำ) ไม่มีความต่อเนื่อง และบางจุดเหมือนมีการ warp หรือ shift pitch ที่อาจเป็นผลมาจากการพยายามที่จะ smooth เสียงให้เหมือนกันเสียงอื่น รอบด้าน

ถ้าใครสังเกตตรงไหนได้อีกลองเอามาแชร์กันนะครับ

7. mysterious spike มันมาได้ยังไงหว่าจากคำว่า "...ผมก็อยากจะเรียกร้อง.." เกิดหลังคำว่า "ก็" ครับ

8. จากตรงคำว่า "..ใช้ความรุนแรง..." คำว่าใช้สงสัยคนตัดลืมเอาส่วน fricative มา จริงส่วนนี้ spectrogram ต้องมีค่าสูงนะครับ เพราะมีความถี่สูง แต่จากที่เห็นไม่มีเลย ฟังๆ ไปเลยเหมือน "ให้" แทน "ใช้"

9. ช่องว่างปริศนาอีกครั้งตรง "..ทำอย่างไร...ก็ได้.." ผมไม่เคยเห็นนายกเว้นวรรคขนาดนี้ตรงที่มันไม่ควรมีเว้นวรรคนะครับ

10. จากประโยค "ผู้ชุมนุมพยายามที่จะสร้างความวุ่นวาย" คำว่า "...พยายาม..." อันโดดเดี่ยวไปหน่อยมั้งครับ จะเว้นวรรคกันอะไรบ่อยปานนั้น

Thursday, August 27, 2009

ข้อสังเกตที่บ่งชี้ว่า คลิปมาร์คน่าจะเป็นเรื่องจริง

ที่มา Thai E-News

ทีมงานไทยอีนิวส์

แหล่งข่าว เนชั่น

หลังจากมีการเผยแพร่คลิปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปราบปราบคนเสื้อแดงในเหตุการณ์สงกรานตเลือด ปรากฏว่าคนของพรรคประชาธิปัตญ์ออกมาแก้ข่าว โดยระบุว่าเป็นการตัดต่อและมุ่งหวังดิสเครดิตนายกรัฐมนตรี

วงสนทนา ของ Twitter ตั้งข้อสังเกต ว่าคลิปมาร์ค น่าจะเป็นเรื่องจริงโดยระบุข้อบ่งชี้ต่างๆ ดังนี้

1.ข้อความในคลิปส์ เป็นการพูดในคืนที่จะมีปฏิบัตการ ปราบคนเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดง “ปฏิบัติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ กับผู้ชุมนุมนะครับ โดยเริ่มจากประมาณดึกของวันนี้ไปจนถึงวันพรุ่งนี้” และเป็นการพูดหลังเหตุการณ์ ทุบรถนายกที่กระทรวงมหาดไทย “ทุกท่านก็คงจะได้มีการติดตามการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และทางวิทยุเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมอยู่ในรถคันนั้นที่มีการทำร้ายนะครับ” เวลานั้นเป็นเวลาที่นาย อภิสิทธิ์ อยู่ในค่ายทหาร วงสนทนายังได้ตั้งข้อสังเกตุอีกว่า พลทหารอภินพ ที่ถูกประทุษร้ายจนเสียชีวิตอย่างมีปริศนา น่าจะอยู่ในบริเวณนี้ด้วย

2.ทำไมมาร์คพูดแบบไม่ปิดบังอำพราง พูดตรงไปตรงมา?

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ได้พูดในที่สาธารณะแต่พูดในที่ที่มาร์ครู้สึกมั่นคง กับคนกันเองในค่ายทหาร (ที่ซึ่งมาร์คและเสเทพใช้เป็นที่พักในคืนนั้น) และพูด ภายหลังเหตุการณ์พัทยา,เหตุการณ์บุกกระทรวงมหาดไทยของคนเสื้อแดง ซึ่งสะสมความเคียดแค้นให้มาร์คมาก

3.การปราบประชาชนที่ดินแดง และเหตุการอื่นๆ ที่ระบุในคลิป “ดึกของวันนี้ไปจนถึงวันพรุ่งนี้” เป็นเหตุการณ์ที่มีทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับสิ่งที่มาร์คพูดในคลิปอย่างเหมาะเจาะ

4.ทำไมคลิปจึงถูกนำมาเปิดเผยในช่วงนี้ ?

วงสนทนาระบุว่ามีเนื่องจาก เจ้าหน้าที่บางส่วนที่ร่วมในขณะนั้น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้าย หรือ เลื่อนตำแหน่ง จึงทำให้เกิดความแค้น และต้องการประจานมาร์คต่อสาธาณชน

5.ทำไมจึงไม่เชื่อว่ามีการตัดต่อ ?

จากการฟังคลิปทั้งหมด ไม่ใช่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่เกิดขึ้น ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างสถานที่ เพราะไม่มีพิรุธของเสียงแวดล้อม อีกทั้งโทนเสียงกลมกลืนกันทั้งคลิป อีกทั้งไม่สามารถระบุได้ว่าช่วงไหนของคลิปมีพิรุธ ที่บ่งชี้ว่ามีการตัดต่อ ประกอบกับสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายอภิสิทธิ์ออกมายอมรับว่าเป็นเสียงจริง

6.การโต้แย้งของนายอภิสิทธิ์ และคนพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ว่าเป็นการตัดต่อ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ของจริงที่ไม่ได้ตัดต่อคืออะไร คนตัดต่อ ตัดตรงไหนเพิ่มตรงไหนเข้าไป จึงเกิดคลิปนี้ขึ้น

เนชั่นนำเสนอ รายละเอียดการถอดเทปดังนี้:

ตื่นตูมไปหรือเปล่า

ที่มา ไทยรัฐ

แล้ว ครม.ก็มีมติเห็นชอบตามที่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ เสนอ ให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรเฉพาะเขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน เป็นเวลา 4 วัน เพื่อรับมือกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของ คนเสื้อแดง โดยมอบให้ รองนายกฯสุเทพ เป็นผู้กำกับดูแลสถานการณ์

ส่วนวันพรุ่งนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเรียกประชุม กอ.รมน.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เพื่อบูรณาการกำลังทหารและตำรวจในการรับมือกับการชุมนุมด้วย แสดงว่ารัฐบาลเชื่อว่าสถานการณ์จะรุนแรงจริง

นายกฯอภิสิทธิ์ให้เหตุผลที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯว่า จากรายงานด้านการข่าวยังวางใจไม่ได้ อาจมีมือที่สาม หรืออุบัติเหตุ ที่ทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจได้ จึงตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ขยายความเพิ่มเติม ว่า มีการประเมินด้านการข่าวว่า แกนนำกลุ่มเสื้อแดงต้องการให้มีการเคลื่อนไหวใหญ่ ถึงขั้นให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และยอมรับว่ามีความวิตกกังวลว่าจะเกิดความรุนแรง จึงต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ให้อำนาจพิเศษเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะ

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ที่ทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ก็ไปออกโทรทัศน์ช่อง 11 เพื่อชี้แจงประชาชนเรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯของรัฐบาล กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ผมฟังดูแล้วก็อยากจะติง นายกฯอภิสิทธิ์ ไว้ตรงนี้ว่า รัฐบาลตื่นตูม เกินไปหรือเปล่า ทำไมจึงเชื่อมั่นข่าวที่ได้รับสูงขนาดนี้ ทั้งๆที่ระบบข่าว กรองของไทยมักผิดพลาดตลอด ทำไมต้องรีบประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ล่วงหน้า ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้นักธุรกิจต่างชาติและ คนไทยทั้งประเทศเกิดความวิตกกังวล กลัวจะเกิดความรุนแรงจนกฎหมายปกติและกำลังตำรวจรับมือไม่อยู่ จึงต้องใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯมารับมือ

ต่อให้การข่าวที่ได้รับมาเป็นความจริง 100 เปอร์เซ็นต์

ผมก็ไม่อยากเห็นรัฐบาลแสดงความตื่นกลัวขนาดนี้

นายกฯอภิสิทธิ์น่าจะมีความสุขุมเยือกเย็นกว่านี้ ถ้าคิดว่าทำใจไม่ได้ อยากจะมีอะไรไว้ในมือเพื่อความอุ่นใจป้องกันไว้ก่อน นายกฯก็สามารถที่จะขออนุมัติ ครม.ให้มอบอำนาจการตัดสินใจประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ให้กับนายกฯล่วงหน้าได้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะดีกว่า เมื่อถึงเวลาคับขัน นายกฯก็สามารถประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯได้ทันที โดยไม่ต้องเรียกประชุม ครม.อีก

แต่นี่เหตุการณ์ยังไม่เกิด ทุกอย่างยังสงบนิ่ง เสื้อแดงก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว มีแต่การข่าวที่ออกไปว่าเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลวันที่ 30 สิงหาคมนี้เท่านั้น

เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่รัฐบาลตัดสินใจประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉินล่วงหน้า 4-5 วัน แสดงว่ารัฐบาลไม่ไว้ใจตำรวจ เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์- สุวรรณ ผบ.ตร. คู่ขัดแย้งนายกฯยังอยู่ในตำแหน่ง จึงต้องการให้ทหารเข้ามาประกบตำรวจ

แต่เอาเข้าจริง ทหารก็คงพึ่งไม่ได้ เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่า- จินดา ผู้บัญชาการทหารบก เล่นลาไปราชการเมืองนอก ปล่อยให้ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ รอง ผบ.ทบ.รักษาการแทน แม้แต่ ผู้ใช้อำนาจ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ไม่ใช่ตัวจริง เพราะ นายกฯอภิสิทธิ์ มอบอำนาจให้ รองนายกฯสุเทพ เป็นผู้สั่งการแทน ตัวแทนสั่งตัวแทนไม่รู้ใครจะฟังใคร

ก็คงต้อง ปล่อยประเทศไทยให้เป็นไปตามยถากรรม ผมก็ได้แต่ อ้อนวอน พระสยามเทวาธิราช ขอให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย อย่ามีความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นเลย แค่นี้ก็บอบชํ้ากันเต็มทีแล้ว ทั้งเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจคนไทย

ป.ล.หนังสือรวมบทความที่คัดสรรแล้วจากคอลัมน์ "ลม เปลี่ยนทิศ หมายเหตุประเทศไทย" เล่ม 1-2-3 และฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 มีวางขายแล้วที่ ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา เป็นบทความเชิงสร้างสรรค์ที่อ่านได้ตลอดเวลา.

"ลม เปลี่ยนทิศ"