WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 28, 2009

มาร์เดินหน้าหา คนส่งคลิป ไม่รีบยื่นยุบพท.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29374

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ มั่นใจหาต้นตอส่งคลิปเสียงได้ ยอมรับลากคอคนตัดต่อลำบาก ไม่ผลีผลามยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ซัดอีก ส.ส.เพื่อไทย แค่ถามหาคลิป กลับปูดถูกต่อว่ากลางสภาฯ...

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(28 ส.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการกับพรรคเพื่อไทยที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้เผยแพร่คลิปเสียงของนายกฯที่สั่งการให้ทหารสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ตอนนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ เพราะความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์และยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ใช่ความผิดต่อบุคคล แต่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูคิดว่าจะสามารถย้อนกลับไปหาต้นตอคนที่คลิปเสียงได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การย้อนกลับไปในแง่ของการส่งอีเมล์ต่อๆกันคงไม่ยาก สามารถย้อนกลับหาตัวคนที่ส่งอีเมล์เป็นคนแรกได้ แต่คนคนนั้นต้องอธิบายว่า ได้มาอย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่นำขึ้นไป แต่ในส่วนของคนที่ตัดต่อคลิปเสียงนั้นอาจจะยาก เพราะคนที่เอามาขึ้นเว็บไซต์หรือส่งต่ออาจไม่ใช่คนที่ตัดต่อก็ได้ ทั้งนี้มีข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาจากหลายที่แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันได้

ส่วนจะยื่นให้มีการยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ามีต้นตอมาจากพรรคดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริง ยังสรุปไม่ได้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุ ทหารอาจเป็นคนทำ นั้น ต้องพิสูจน์กันไป แต่ตนไม่ได้ถามเรื่องนี้กับฝ่ายทหาร

ผู้สื่อข่าวถามถึงการ ที่นายกฯสอบถามเรื่องนี้กับพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พ.ต.ท.สมชาย มายื่นหนังสือเพื่อขอให้ระงับการจัดซื้ออาวุธปืน ตนบอกว่ามาก็ดีแล้วเพราะตนอยากจะถาม พ.ต.ท.สมชาย ว่า ได้คลิปเสียงมาอย่างไร เพราะมีการพูดกันว่าพ.ต.ท.สมชาย พูด หรือเอาให้ผู้สื่อข่าว ซึ่ งพ.ต.ท.สมชาย บอกว่า ไม่ทราบเรื่อง จึงบอกว่า ถ้าไม่ทราบก็ไม่เป็นอะไร แต่ พ.ต.ท.สมชายกลับไปพูดในที่ประชุมสภาฯ ว่า ตนไปต่อว่า พ.ต.ท.สมชาย เป็นผู้ตัดต่อคลิปเสียง ตนไม่เคยพูดเรื่องทำตัดต่อแต่ตนถามว่าได้มาอย่างไร.

ไทยเข้มแข็ง ใครเข้มแข็ง?

แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ กว่า 1.4 ล้านล้านบาทเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้เหตุผลว่า ไทยมีจุดอ่อนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคนและเทคโนโลยีด้วยเหตุนี้เพื่อ “การขับเคลื่อน” ประเทศให้ทะยานล้ำหน้า..รัฐบาลจึงต้องวางยุทธศาสตร์ปันงบประมาณ กระจายไป “สนับสนุน”ประกอบด้วย...

1. ภาคการเกษตร คิดเป็นสัดส่วนประมาณ20% จะนำไปใช้แก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำด้วยการจัดสรรโครงการขนาดกลางและเล็กเพิ่มพื้นที่รับน้ำจากระบบชลประทาน

2. ภาคการขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ40% เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาด ด้วยระบบขนส่งคมนาคมและโลจิสติกส์ที่ดี

3. ภาคสังคม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20%ในการสร้างคนที่มีคุณภาพในโครงการเรียนฟรีเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงระบบสาธารณสุขโครงการไทยเข้มแข็งนี้มีระยะเวลาดำเนินการ3 ปี (2533-2555) จะใช้งบประมาณจาก 3 ส่วนได้แก่ งบประมาณปี 2553 จำนวน 613,855ล้านบาท เงินกู้จาก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. 800,000ล้านบาท จำนวน 692,244 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 260,768 ล้านบาทนอกจากนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณประจำปี2554 และ 2555 มาใช้ด้วย ฉะนั้น งบก้อนดังกล่าวจึงเป็นงบก้อนมหึมาและเป็นงบผูกพันนานถึง 3 ปีแผนงานโครงการไทยเข้มแข็งนี้มีทั้งหมด13 หมวด ได้แก่ สาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร, สาขาขนส่ง/โลจิสติกส์, สาขาพลังงาน,สาขาการสื่อสาร, สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว, สาขาพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข, สาขาการศึกษา

สาขาสวัสดิภาพของประชาชน, สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สาขาสิ่งแวดล้อม,สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว, สาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และสาขาการลงทุนในระดับชุมชนโดยเงินลงทุนที่ต้องการในปี 2552-2553มีจำนวน 235,720 ล้านบาท และวงเงินลงทุนที่ต้องการในปี 2554-2555 มีจำนวน 685,796ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นจำนวนมากถึง921,516 ล้านบาท โดยรัฐบาลประกาศว่าจะนำไปใช้ในโครงการขนาดเล็กได้มากถึง6,000 โครงการสำหรับการจัดสรร ปันส่วน งบประมาณต่างเพื่อนำไป “สานต่อ” ให้เป็นรูปธรรมแบ่งเป็น...พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจาก “อภิสิทธิ์” มากที่สุด ด้วยการมอบกระทรวงบิ๊กเบิ้มอย่าง “คมนาคม” ให้จัดการบริหาร…โครงการขนส่งทางถนน โดยมี กรมทางหลวงเป็น “เจ้าภาพ” ในการจัดการบริหาร และมี กระทรวงคมนาคม “กำกับดูแล” ภายใต้ประมาณ (ปี 2552-2555) ทั้งหมด 98,054ล้านบาทงบประมาณดังกล่าว “กระจาย” ไปสร้างโครงการต่างๆ อาทิ การเร่งรัดขยายทางสายประธานเป็น 4 ช่องจราจรระยะที่ 2 วงเงิน11,465 ล้านบาท งานบำรุงรักษาทางหลวงอยู่ที่ 44,865 ล้านบาท งานอำนวยความปลอดภัยอยู่ที่ 12,870 ล้านบาทส่วนกรมทางหลวงชนบท นั้น มีโครงการทั้งสิ้น 4 โครงการ จะต้องใช้งบประมาณผูกพันทั้งสิ้น 41,707 ล้านบาท อาทิ โครงการถนนไร้ฝุ่นใช้งบประมาณมากที่สุด คือ 34,341.485ล้านบาท นอกจากนี้ ก็มีการก่อสร้างถนนสายA17 ลาดกระบัง 3,436 ล้านบาท ถนนสายต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก 2,070ล้านบาท และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1,860 ล้านบาท รวมสาขาขนส่งทางถนนทั้งหมดต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น139,761.525 ล้านบาท

นอกจากนี้ ตามแผนในปี 2553-2555 ยังมีโครงการระบบรถไฟฟ้ารวม 135,314 ล้านบาทโครงการระบบราง 17,190 ล้านบาท โครงการขนส่งทางอากาศ 1,119 ล้านบาท ประกอบอยู่ในแผนงานโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงคมนาคมด้วยชาติไทยพัฒนา มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นหลัก เพราะเป็นเจ้าภาพดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น192,148.258 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่กรมชลประทานจะนำไปจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 78,432 ล้านบาทกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีได้รับแบ่งงบก้อนนี้ไปด้วยงบประมาณ21,339.686 ล้านบาท เป็นงบในกรมทรัพยากรน้ำ18,330.650 ล้านบาท ซึ่งเทงบก้อนใหญ่ไปที่โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำมากถึง12,155.650 ล้านบาท ตามด้วยงบที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ 3,009.036 ล้านบาทกระทรวงพลังงาน น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูลคู่เขย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้รับจัดสรรในส่วนของกระทรวงพลังงาน 79,944 ล้านบาทสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ งบก้อนใหญ่อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ 130,578 ล้านบาทที่มี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองลงมา คือกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมีการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ได้งบ 83,374 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ขุนพล” พรรคประชาธิปัตย์รวม 116,481 ล้านบาทยังมี “ยิบย่อย” อีกหลายบาท!...รัฐบาลบุญทุ่มซะขนาดนี้อีก 3 ปี เราจะเห็นความเข้มแข็งของไทย(หรือเปล่า) โปรดติดตาม... ■

อยู่เพื่อ ‘ทำประโยชน์’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำให้เป็นจริงเป็นจัง...หรือสนับสนุนขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ” ถือเป็นเรื่องดีและเป็น “ประโยชน์” กับประชาชนสำหรับการรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยหันมาใส่ใจ “ดูแลสุขภาพ” โดยเริ่มต้นจากการดูแล สุขภาพกายภายนอก พัฒนาไปสู่ สุขภาพใจภายในเห็นพยายามทำกันมาได้สักระยะ...ในการที่สภาฯ เดินหน้าตั้งศูนย์สุขภาพ ส.ส. และ ส.ว. ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอความเห็นหลังพบว่า...สุขภาพของ ส.ส. และ ส.ว.ส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ อาทิ ความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงดูได้จาก “อายุอานาม” ของแต่ละท่าน...ถือว่าย่างเข้าสู่ “วัยชรา” ซึ่งเป็นเรื่องง่ายต่อการถูกคุกคามจาก “โรคภัย” นานาชนิดว่ากันว่า...ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งมีอาชีพเป็น “นักการเมือง” มีความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้มากกว่าบุคคลทั่วไปถึง 2 เท่าเหตุผลสำคัญเป็นเพราะ “ความเครียด” และภาวะเศรษฐกิจของเงินในกระเป๋าที่ดู “มีอันจะกิน” จนไม่มีเวลาออกกำลังกายเพื่อการ “เผาผลาญ”ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ “คุณลุงอ้วนลงพุง” ที่มีบุคลิก

เป็น “อาเสี่ย” หรือไม่ก็ “คุณป๋า” เต็มทั่วทั้งสภาฯน.พ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า...สุขภาพของ ส.ส.ชาย มีภาวะอ้วนลงพุง (รอบเอวเกิน 90 ซม.) 44% ปริมาณไขมันในช่องท้องเกินค่ามาตรฐาน 82% สุขภาพของ ส.ส.หญิง มีภาวะอ้วนลงพุง (รอบเอวเกิน 80 ซม.) 67% ปริมาณไขมันในช่องท้องเกินค่ามาตรฐาน 44% ขณะที่ สุขภาพของ ส.ว. เกือบทั้งหมดของจำนวน ส.ว. มีไขมันในช่องท้องเกินเกณฑ์มาตรฐานมากกว่า 80% ขึ้นไป บำรุง “ความอ้วน” จนอ้วนจ้ำม่ำ...ว่าแต่เขา “อิเหนาเป็นเอง” กระผมอีก 3 โลก็ครบ 100 พอดีครับท่านแม่เจ้าโว้ย...เหมือนแม่ค้าประกาศขายมังคุด 3 โล 100 เลยเว้ยเฮ้ย!!หากดำเนินการ “นำร่อง” รณรงค์ให้เกิด “ความสำเร็จ” เชื่อว่าจะเป็น “ประโยชน์” ให้เกิดแนวทางปฏิบัติใครบ้าง...ไม่อยากมีชีวิต “ยืนยาว” แต่หากพูดให้ “ปากฉีกถึงรูหู” แต่ตัวบุคคลนั้นไม่ให้ความสนใจหรือปฏิบัติตามก็คงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ไร้ความหมายชีวิตเป็นของทุกคน...ต้องหันมา “ดูแลเอาใจใส่” กันเองหลักสัจธรรมแห่งการ “ดำรงอยู่” ต้องถามต่อไปว่า เมื่อมีลมหายใจและมีชีวิตยืนยาว... บุคคลเหล่านั้นคิดจะ “ทำประโยชน์” เพื่อส่วนรวม และเพื่อประเทศชาติอย่างไรบ้างชีวิตที่มีคุณค่า คือ ชีวิตที่ได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นที่พูดนี้...ต้องการส่งผ่านไปให้เข้าถึงหู “ผู้มีอำนาจ” หากยังคิด “โกงกิน” ทำร้ายประเทศชาติไม่รู้จักเพียงพอการมีชีวิตยืนยาวคงไม่มีความหมาย ตายไปเสียดีกว่า... แผ่นดินนี้จะได้สูงขึ้น!!

ไอ้เสือถอย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาล จึงสั่งถอยกรูด??ถ้าเป็นหนังบู๊ก็คงต้องร้องตะโกน...“ไอ้เสือถอย”!!การที่ชินวรณ์ออกมาพูดถึงปัญหาที่ทำให้การประชุมในวันที่ 26 นี้ ต้องเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ออกไปเป็นวันที่ 27-28สิงหาคม เพราะ“ความไม่พร้อม”คุณชินวรณ์ให้เหตุผลแบบต้องแปลไทยเป็นไทยประมาณว่า...เนื่องจาก ติดขัดเรื่องข้อบังคับของการประชุมโดยยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านที่ต้องถอดสมการกันให้ชัดเจนในวันนี้ก็น่าจะเป็นคำว่า...“เนื่องจากติดขัดเรื่องข้อบังคับของการประชุม” มันคืออะไร??ข้อบังคับอะไรที่คุณชินวรณ์บอกว่า...“ติดขัด”??ท่านผู้รู้ต่างยืนยันข้อติดขัดที่จะเกิดขึ้นในการพิจารณาร่างพระราช

บัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 นั้น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ 22 คน จะไม่มีสิทธิ์ในการ“ยกมือสนับสนุน”เพราะถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ อย่างไม่มีทางเลี่ยงจริงอยู่...แม้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาพูดจาเหมือนเด็กเล่นขายของง่ายไปเสียหมดว่าให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ยกมือสนับสนุนไปก่อนถ้าฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทยจะติดใจสงสัยก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้แต่ขอให้งบประมาณผ่านไปก่อน!!ขอเน้นว่า...ถ้า รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. จำนวน 22 คนไม่สามารถยกมือให้ได้ เสียงของรัฐบาลก็จะเกิน“กึ่งหนึ่ง” อยู่เพียง 6 เสียง...ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่า “หมิ่นเหม่มาก”!!ยิ่งพรรครวมใจไทยฯ กำลังมี “ปัญหาคาใจ” กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทั้งในเรื่องการเสนอชื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีปัญหาเรื่องการ“เบรก” ไม่เสนอชื่อ ยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตามที่รมต.พรทิวา นาคาศัย เสนอ ก็ยิ่งทำให้แลดูน่ากลัวมากขึ้น??สรุป...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องปรับหรือจูนคลื่นความคิดให้ตรงกับพรรคภูมิใจไทยให้ได้เสียก่อน ถึงจะเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต่อได้...ไม่อย่างนั้น...เตรียมร่างคำยุบสภาไว้ได้เลย!!■

เครื่องจับเท็จ

ที่มา บางกอกทูเดย์

วิทยาศาสตร์บนโลกใบนี้..ยืนยันว่า..จะไม่มีใบหน้าใดของพลเมืองในโลกนี้ที่เหมือนกัน100 เปอร์เซ็นต์รับรองกันแล้วว่า..ลายมือของประชาชนบนโลกใบนี้..ไม่ว่ากี่พันล้านคน แต่ละคนจะไม่เหมือนกันวิทยาศาสตร์..บอกว่า..ตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าของมนุษย์..ถูกกำหนดให้ผิดเพี้ยนกัน..จนถึงขั้นเอามาประกบกับกล้องวงจรปิด..เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายในแต่ละสนามบินนำเรื่องขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..เสียงของมนุษย์นั้นก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันประดุจลายมือ..และไม่มีมนุษย์ 2 คนบนโลกใบนี้ที่มีเสียง มีลายมือ และมีตำแหน่งของใบหน้าที่เหมือนกันทุกประการคลิปการสั่งราชการของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ที่กำลังสร้างความคลางแคลงสงสัย..ว่า เป็นเสียงจริงหรือเสียงที่เกิดจากการตัดต่อ..เพราะหากว่าเป็นเสียงจริงจากตัวจริง..เรื่องราวที่อยู่ในแถบเสียง..กับการสั่งการเช่นนั้นบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ก็เป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสำหรับใครก็ตามที่อยู่ใต้อำนาจปกครองของเขาผู้นี้ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องพูดซ้ำในประโยคที่

ปรากฏในคลิป..แล้วนำเส้นเสียงที่ปรากฏขึ้นมาทั้งจากคลิปที่เป็นข่าว และคลิปเสียงที่พูดขึ้นมาใหม่มาเทียบเคียงกันความจริงก็จะปรากฏออกมา..เหมือนความแตกต่างระหว่างลายมือที่พบในที่เกิดเหตุและลายมือของผู้ต้องสงสัยไม่มีอะไรสลับซับซ้อนไม่มีการเสแสร้งใดๆ จะถูกปกปิดได้..ไม่ว่าดัดเสียงให้ผิดแผกแตกต่างกันออกไปอย่างไร..วิทยาศาสตร์จะยืนยันออกมา..เหมือนกับการพิสูจน์ลายมือเหมือนกับการจับเท็จจะมีใครรู้ดีกว่า..ผู้ที่ถูกกล่าวหา..ผู้ที่อยู่ในที่รับคำสั่งหรือวางแผน..หากนำเข้าเครื่องจับเท็จและตั้งคำถามให้ตอบอย่างมีวิชาการวิทยาศาสตร์จะบอกว่า..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..พูดในคลิป..หรือไม่ได้พูด..ไม่ว่าจากเครื่องจับเท็จหรือแถบเสียงที่นำมาปรากฏเป็นภาพสำคัญแต่ว่า..ผู้เสียหาย ผู้ถูกทำให้เสียหาย..ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะกล้าเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวหรือไม่..ท่านพร้อมจะเผชิญหน้ากับวิทยาศาสตร์หรือไม่

ปากกับใจ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปากก็ร่ำร้องอยากให้ประเทศไทย..เหมือนเก่าแต่..การกระทำกลับไม่ใช่..ชนะแพ้ของนักการเมืองในเมืองไทย..ไม่ใช่ใครจะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน..แพ้ชนะของนักการเมืองในเมืองไทยใครจะได้เป็นผู้ครอบครองงบประมาณแผ่นดินใครจะเป็นผู้บริหารงบประมาณรายจ่ายใครจะได้เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างการเมืองเมืองไทย..จึงไม่เหมือนการเมืองในหลายๆ ประเทศที่เราไปลอกแบบอย่างมา..แต่เราเอามาไม่หมดเราอยากมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง..แต่เราปฏิเสธการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน..นายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นแก้วสารพัดนึกของผู้แทนปวงชนในสภา..นายกรัฐมนตรีจึงเป็นฐานะและความมั่งคั่ง..ของผู้แทนปวงชนชาวไทยเพื่อจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้ให้ครบสมัย..เพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ให้ได้..นายกรัฐมนตรีต้องตาบอดหูหนวกกับการคอร์รัปชั่นการ

ฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าฐานอำนาจที่อยู่ข้างล่างแค่ 76 ปีของประชาธิปไตย..เราจึงมีนายกรัฐมนตรี..เฉลี่ยแล้ว 5 ปี 2 คนสายเกินไปแล้วที่จะนำประเทศไทยกลับไปที่เก่า..เอาแค่จะให้หยุดอยู่กับที่ไม่ตกต่ำต่อไป..ก็ต้องรับว่ายากเย็นแสนเข็ญนักการเมืองแต่ละฝ่ายต่างฉกฉวย..สื่อออกมา..ทำการโจมตีซึ่งกันและกัน..และกำลังพัฒนาไปถึงการสร้างสื่อของพรรค..แน่นอนว่าข้างหน้าประชาชนจะแตกแยกกันยิ่งกว่าในวันนี้..สงครามระหว่างสีจะทำให้ประเทศนี้มีสงครามกลางเมืองครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์..และหลังจากนั้น..ประเทศนี้จะเล็กลงในขณะที่ภูมิภาคนี้จะมีประเทศเพิ่มขึ้นผู้รับผิดชอบต่อประเทศในวันนี้..จะถูกเสียดสีสาปแช่งจากลูกหลานในวันหน้า..ในฐานะผู้พาความหายนะเข้ามาสู่แผ่นดิน..ในระหว่างการต่อสู้..ผู้คนมากมายจะพากันล้มตาย..หลังการต่อสู้จะมีผู้ถูกนำตัวไปสู่ตะแลงแกงแดนประหาร..ในศาลชื่อแปลกๆ และไม่คุ้นหูไม่ต้องแก้ไข..ไม่ต้องทำอะไร..แล้วเราจะพากันเดินไปถึงตรงนั้น..ไม่นานจากนี้ ■

คลิปฉาวทำแสบ! ‘มาร์ค’ ยัน ตัดต่อ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครไม่เคยโดนคลิปฉาว คงไม่มีวันรู้ว่าเจ็บปวดและขมขื่นเพียงใดแต่กับคนที่เคยโดนคลิปฉาว มันปวดร้าวยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!!!หลายต่อหลายคนเสียอนาคต ต้องสูญเสียหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะหน้าที่การงานหรือครอบครัวบางทีแม้กระทั่งบ้านก็ต้องย้ายหนีนี่คือภัยร้ายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นจนแนบเนียนมากขึ้น แต่จิตใจคนกลับไม่ได้พัฒนาตามสังคมจึงได้รับรู้ข่าวการล่วงละเมิดทางเพศแล้วถ่ายคลิปไว้ข่มขู่ประจานอยู่เป็นระยะๆที่ผ่านมาสังคมแวดวงดาราโดนมากที่สุด ใครได้ยินหรือเฉียดเข้าใกล้คำว่า “คลิปหลุด” เป็นต้องขนหัวลุกด้วยความสยดสยองสะพรึงกลัวนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะเพศหญิง ถือเป็นเหยื่อโอชะอันดับ 2 ของคลิปหลุด ขนาดไม่ได้ไปพลาดพลั้งเสียท่าจิ้งจอกสังคม หรือไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ วิตถารมนุษย์ยังแอบไปซ่อนกล้องถ่ายใต้กระโปรงตามบันไดสะพานลอยตามห้างสรรพสินค้า หรือตามห้องน้ำกลายเป็นดาราคลิปหลุดไม่รู้ตัวกันมานักต่อนักแล้วในแวดวงคนการเมืองก็มีบ้างประปราย ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีไปเหมือนกันแต่วูบเดียวก็หาย เพราะคนส่วนใหญ่มองว่า คนเหล่านี้ คือ เหยื่อคลิปแต่ใครจะนึกถึงว่าคนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ที่มีคุณสมบัติเต็มเปี่ยมในหลายๆ ด้านอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะตกเป็นเหยื่อคลิปเป็นคลิปเสียงที่ใครได้ยินได้ฟังแล้วยากที่จะเชื่ออย่าง

แน่นอนว่า นายอภิสิทธิ์จะเป็นคนพูดเช่นนั้น แต่อุตริมนุษย์ก็ยังอุตส่าห์เผยแพร่ขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนยิ่งกว่าระเบิดลงทั้งนายอภิสิทธิ์และครอบครัว รวมทั้งพลพรรคประชาธิปัตย์ต่างเดือดร้อนไปตามๆ กันเพราะนายอภิสิทธิ์ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าเสียงคลิปที่สั่งการจัดการคนเสื้อแดงนั้นเป็นการตัดต่อเนื่องจากไม่เคยสั่งการในลักษณะดังกล่าวเลยและจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ความจริงปรากฏ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงโดย นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต มีเนื้อหาสั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเสื้อแดง โดยยอมรับว่าเป็นเสียงของตนเองจริง แต่มีการตัดต่อเพราะช่วงระดับเสียงไม่เท่ากัน และไม่เคยพูดในลักษณะเช่นนั้นพร้อมยืนยันว่า ตลอดมาจะใช้นโยบายแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่อยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมาย ในการเคารพสิทธิเสรีภาพอย่างชัดเจน ไม่เคยต้องการเห็นการใช้ความรุนแรงหรือการทำร้ายกัน“ผมพร้อมให้พิสูจน์เรื่องนี้ คนที่ทำมีเจตนาทำร้ายบ้านเมืองชัดเจน ต้องการยั่วยุให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรงหรือจะเป็นการช่วยเหลือคดีบุคคลที่ผมฟ้องร้องอยู่ก็ดีก็อยากเตือนอีกครั้งว่ามันผิดกฎหมาย และอยากเตือนหลายคนที่ไม่เจตนาแต่ส่งคลิปนี้ต่อไปให้คนอื่น อาจจะมีความผิดทางกฎหมายเช่นกัน”นายกรัฐมนตรีประกาศด้วยว่า จะทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และหากพิสูจน์ได้มีหลายคนต้องรับผิดชอบ ซึ่งพอทราบเหมือนกันว่า คนที่เผยแพร่คลิปนี้อยู่กับพรรคการเมืองบ้าง อยู่กับเครือข่ายอดีตนายกรัฐมนตรีบ้างขณะเดียวกันก็จะนัดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาหารือเรื่องท่าทีที่จะไปทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมและต้องการให้ไปเจรจาเงื่อนไขการชุมนุมเพื่อให้ทุกอย่างและทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจว่า จะไม่เกิดความรุนแรงรวมถึงจะหารือเรื่องคลิปเสียงฉาวในครั้งนี้ด้วย“ผมพอมีที่อยู่ของคนที่ปล่อยคลิปคนแรกและจะพิสูจน์ตามลูกโซ่ โดยจะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาให้ความเป็นธรรม ถ้าจับคนอยู่เบื้องหลังได้ก็ยิ่งดี เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปเกิดกับใครอีก”ส่วนจะทำอย่างไร หากมีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในการชุมนุมของคนเสื้อแดง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอกชัดเจน

แล้วว่า เป็นการตัดต่อ ดังนั้น หากยังนำไปเผยแพร่อีกก็แสดงว่ามีเจตนาที่จะทำความผิด ซึ่งในความผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ คนทำก็ผิด คนเผยแพร่ก็ผิด“ผมไม่อยากเชื่อว่าจะมีการใช้วิธีสกปรก และเป็นวิธีการล่อแหลมที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมืองผมก็จะดำเนินการตามกฎหมายกับคนที่ทำวิธีการเช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นการใส่ร้าย เป็นการตัดต่อพร้อมสร้างเรื่องให้เกิดความรุนแรง ผมก็หวังว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คงจะเข้าใจ” นายกรัฐมนตรียืนยันและเพราะศิษย์รักโดนแรงขนาดนี้ มีหรือพระอาจารย์ใหญ่จะไม่ออกโรงช่วยเหลือศิษย์ที่ตกเป็นเหยื่อคลิปฉาว ซึ่ง นายชวน หลีกภัยประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้ยังไม่เห็นคลิปหรือข้อความที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการทหารให้ใช้ความรุนแรงแต่ขอรับประกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ใช่คนอย่างนั้น!!!และไม่รู้สึกแปลกใจกับการปล่อยคลิปฉาว เพราะเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีที่ทำมาตลอด เพื่อสร้างสถานการณ์และเงื่อนไขให้เกิดเหตุวุ่นวาย“ผมคิดว่าคนที่ทำเรื่องนี้คงไม่ได้สนใจอะไรและทำอะไรได้ทุกอย่างรวมถึงสามารถโกหกได้ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจ แม้ไม่ทั้งหมดซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรหยาบคายหรือพูดอย่างนั้น อย่าว่าแต่ชีวิตการเมืองเลย ชีวิตธรรมดาทั่วๆ ไปเราก็ไม่เคยได้ยิน”นายชวนยืนยันว่า รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะต้องอธิบายให้ชาวบ้านทราบว่า ความจริงคืออะไร ซึ่งอาจจะต้องเหนื่อยในการชี้แจงขณะที่รองนายกรัฐมนตรีอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องคลิปฉาวครั้งนี้เป็นการดิสเครดิตเป็นการตัดต่อ ขอให้ประชาชนใช้ความหนักแน่น เนื่องจากมีขบวนการต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย“รัฐบาลยืนยันไม่จำกัดสิทธิของประชาชนในการประชุมกอ.รมน.วันนี้ (28 ส.ค.) จะจัดตั้งศูนย์อำนวยการดูแลการชุมนุมซึ่งมีผมเป็นประธาน และจะอนุมัติใช้แผนดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน และจะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด”

ซึ่งนายสุเทพได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ กรณีการเผยแพร่คลิปเสียงนายอภิสิทธิ์อย่างจริงจังแล้ว“ผมอยู่กับนายกรัฐมนตรีมาตลอด ยืนยันไม่เป็นความจริงปัจจุบันนี้มีเทคนิคในการตัดต่อ ก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ และข้อความที่มีการรายงานมาให้ผมทราบ มันเป็นเรื่องจริงไปไม่ได้เลย เป็นเรื่องตลกแต่เป็นตลกร้ายยืนยันว่าจะต้องหาทางในการที่จะนำไปตรวจสอบว่า ทำกันได้โดยวิธีไหนอย่างไร แต่เชื่อว่าเป็นขบวนการจงใจดิสเครดิตรัฐบาล เพราะมีการทำทุกอย่าง โดยทำให้คนวุ่นวายสับสนสงสัย ไม่เชื่อถือ ให้คนเข้าใจผิดกันมากมาย ทำกันหลายอย่างไม่ใช่เฉพาะคลิปเสียง แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้สงบ”ส่วนกรณีฝ่ายค้านจะขอนำคลิปเสียงดังกล่าวไปเปิดในที่ประชุมสภาฯ รัฐบาลจะขัดข้องหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่การเผยแพร่คลิปเสียงผิดกฎหมายอยู่แล้ว และแม้คลิปดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว แต่ขอให้ประชาชนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณ เพราะมีความจงใจก่อความวุ่นวายในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ยืนยันว่า ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่กับนายกรัฐมนตรีตลอด ไม่ได้ยินว่ามีการสั่งการเช่นในคลิป และถ้ารู้จักนายกรัฐมนตรีดีจะทราบว่าไม่ใช่คนอย่างนั้นส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการตัดต่อ เรื่องนี้จะต้องสืบเสาะหาต้นตอส่วนจะฟ้องร้องหรือไม่ ขอตรวจสอบก่อนว่าใครทำ และความเสียหายที่เกิดกับนายกรัฐมนตรีผิดกฎหมายใด?ขณะเดียวกัน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการนั่งฟังคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสั่งการในช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีความยาวประมาณ 5 นาทีจากนั้น นายสาทิตย์ให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ฟังผู้ที่กระทำการตัดต่อเผยแพร่ มีเจตนาให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากเนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีความขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอีกทั้งในช่วงระหว่างวันที่ 11-12 เม.ย. มีโอกาสอยู่ใกล้กับนายกรัฐมนตรีโดยตลอด ก็ไม่เคยได้ยินการพูดในลักษณะเช่นนี้อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการพิสูจน์

เสียงแล้ว เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง และสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้“ถือว่าเป็นกรณีใหญ่ เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่นายกรัฐมนตรี แต่ถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วยอย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดในเรื่องการปลอมแปลงเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น การตัดต่อภาพ การตัดต่อเสียงหรือการปลอมแปลงเสียงเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต้องมีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายแต่การสาวถึงตัวต้นตอยอมรับว่าทำได้ยาก แต่ถ้ามีการส่งต่อกันสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก”พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลระบุว่า จากการฟังคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีที่ถูกนำมาเผยแพร่ถ้าเป็นการตัดต่อก็ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยจะให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ละเอียดอีกครั้ง และหาต้นตอมือปล่อยคลิปและจุดเผยแพร่ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างช้าวันนี้ (28 ส.ค.) จะรู้ว่าใครเป็นคนทำ??แน่นอนเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะคนที่โดนคลิปฉาวเป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางลากคอคนทำออกมาเล่นงานให้ได้เพียงแต่เรื่องนี้ซับซ้อนมาก นายอภิสิทธิ์เองอาจจะต้องนั่งทำใจสงบๆ และนึกไตร่ตรองดูให้ดีว่า ใครบ้างที่จะทำคลิปฉาวแบบนี้แต่ที่สำคัญ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งที่นายกฯ อภิสิทธิ์และคนรอบข้างสงสัยนั้นจะเป็นจริงเสมอไปเพราะสิ่งที่คิดว่าใช่ อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้เพราะปกติคลิปฉาวใดๆ ก็ตาม มักจะไม่ได้เกิดจากฝีมือของฝ่ายตรงข้าม หากแต่เกิดขึ้นจากฝีมือของคนใกล้ชิดด้วยกันนั่นแหละยิ่งในสมัยนี้ที่วลี “รู้หน้าไม่รู้ใจ” หรือ “หน้าเนื้อใจเสือ” นั้น ในยุคที่เส้นคั่นระหว่างความกตัญญูกับเนรคุณห่างกันแค่พลิกฝ่ามือหรือมิตรแท้กับมิตรเทียมที่ยากจะพิสูจน์ได้ด้วยรอยยิ้มหรืออ้อมกอดนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นนายอภิสิทธิ์จึงจำเป็นต้องหาให้ได้ว่า ช่วงนี้ไปขัดใจใครขึ้นมาบ้างหรือไม่เพราะคลิปฉาวปกติเผยแพร่ออกมาก็เพราะเกิดอาการขัดใจเกิดอาการไม่ได้อย่างใจแทบทั้งนั้น จึงได้เอาคลิปมาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ถึงวันที่ “มาร์ค” เจอบทเรียนที่หนักหนาสาหัสบนถนนการเมืองอีกครั้งหลังจากนี้คงจะแกร่งและฉลาดมากขึ้นที่จะรู้ว่าใครคบได้ ใครคบไม่ได้เราเตือนคุณแล้วไม่ใช่หรือ?!? ■

จำคุก 18 ปี ดา ตอร์ปิโด คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

เวลา 9.00 น. ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี
"นี่คือยุคของการต่อสู้ทางความคิด" ดารณีกล่าวหลังรับฟังคำพิพากษา
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยระบุว่าจะเตรียมการยื่นอุทธรณ์ต่อไปหลังได้สำเนาคำพิพากษา สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน
ถัดจากการพิจารณาคดี 112 นางสารดารณี ได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ต่อทันทีในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้มีการสืบพยานจำเลย และศาลนัดพิพากษาคดีในวันที่ 16 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง
และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน
ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

รายงาน: ‘อภิสิทธิ์’ ลั่นค้าน ‘พ.ร.บ.ความมั่นคง’ (เหตุเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว)

ที่มา ประชาไท

ทัศนะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) คัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเห็นว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” อย่างไม่แยกแยะ อาจมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด และย้ำว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่ใช้ความรุนแรง การควบคุมต้องต่างจากการก่อการร้าย และย้ำว่าหากกฎหมายผ่าน สนช. ต้องแก้ไข

ทีมข่าวการเมือง

1.
“ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด”
“ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน”
“การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,
ในบทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน”, 24 มิ.ย. 50
2.
“ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 10 พ.ย. 50
3.
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 26 ส.ค. 52
0 0 0
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยให้มีการประกาศใช้ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. เป็นเวลา 4 วัน ในบริเวณพื้นที่เขตดุสิต โดยให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ [1]
ใครจะไปคิดบ้างว่า คนที่สั่งการให้ใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ในวันนี้ คือคนที่เคยคัดค้านการมีกฎหมาย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เมื่อ 2 ปีก่อน
0 0 0
พ.ศ. 2550
หากไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด
โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2550 ในช่วงรัฐบาล คมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ของเขาในเว็บไซต์ www.abhisit.org แสดงความห่วงใยกรณีที่จะมีการเสนอร่างกฎหมายความมั่นคง โดยเกรงว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” โดยไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด [2]
รายละเอียดของบทความมีดังนี้ (ตัวเน้นโดยประชาไท)
กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิถุนายน 2550
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราช อาณาจักร พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการทำงานด้านความมั่นคง และเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปพร้อมๆ กัน โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป
ความจริงความพยายามที่จะตรากฎหมายใหม่ทางด้านความมั่นคงมีมาโดยตลอด หลังจากที่ปัญหาการก่อการร้ายสากลได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และดูจะเป็นปัญหาที่หลายประเทศมีความตื่นตัวและข้อถกเถียงอย่างมาก
รัฐบาลที่แล้วก็เคยตราพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการคลี่คลายสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้
หลังการรัฐประหาร ก็มีการนำกฎอัยการศึกมาประกาศใช้และยังคงใช้อยู่ในหลายพื้นที่
พร้อมๆ กับการเกิดแนวคิดที่จะใช้ กอ.รมน. เคลื่อนไหวงานด้านมวลชน ซึ่งแยกแยะได้ยากว่า เป็นงานความมั่นคง หรือเป็นงานการเมือง
แม้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ก็เชื่อว่า การพิจารณากฎหมายฉบับใหม่จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จะมีขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากกฎหมายลักษณะนี้จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางแล้ว หากกำหนดเครื่องมือความมั่นคงที่ไม่รัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดูแลรักษาความมั่นคงด้วย
ผมจึงอยากเห็นการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีกรอบและหลักคิดที่ชัดเจนดังนี้
1. นิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” ในลักษณะต่างๆให้ชัด ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด
ยกตัวอย่างเช่น การก่อการร้าย ซึ่งหมายถึง การมุ่งทำลายล้างชีวิตหรือทรัพย์สินต่างๆ ในปัจจุบันจะอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ การติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการควบคุม หรือ จำกัดสิทธิในบางสถานการณ์ บางครั้งการจำกัดสิทธิอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตของบุคคลทั่ว ไป แต่ก็จำเป็นจะต้องมีการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ
ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน
อย่าลืมว่าในโลกปัจจุบัน การป้องกันการก่อการร้าย เป็นเรื่องที่โลกประชาธิปไตยยอมรับได้ แต่การจำกัดสิทธิทางการเมือง นอกจากจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงอีกด้วย
กฎหมายใหม่จึงควรมีการแยกแยะกรณีต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน
2. ต้องมีความชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เราอยู่ในช่วงที่กำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกฎหมายแม่บทรับรองสิทธิ เสรีภาพต่างๆเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บางมาตราอาจมีความเข้มข้นกว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ด้วยซ้ำ นอกเหนือจากกฎอัยการศึก ซึ่งมักจะมีการเขียนรับรองไว้ กฎหมายอื่นๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานในสาระ สำคัญ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น การตรากฎหมายฉบับใหม่จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากมีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะบังคับใช้ไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา
3. สะสางกฎหมายความมั่นคงให้เกิดเอกภาพ หากมีการใช้กฎหมายฉบับใหม่ควบคู่ไปกับกฎหมายอีก 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในเรื่องการใช้อำนาจในทุกระดับ ตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมาย การมีอำนาจ การมอบอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรณีของกฎหมายใหม่เป็น กฎหมายในลักษณะที่ให้มีอำนาจถาวรจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้สูง
เมื่อจะตรากฎหมายทั้งที ควรจะจัดระบบกฎหมายความมั่นคงให้เป็นเอกภาพ มิใช่เพื่อประโยชน์ในความเข้าใจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิรับทราบและเข้าใจ
4. ต้องมีกลไกควบคุมหรือถ่วงดุลการใช้อำนาจ แม้ในบางสถานการณ์รัฐจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความรับผิดก็ดี การยกเว้นคำสั่งและการกระทำมิให้อยู่ภายใต้บังคับศาลปกครองก็ดี ทำให้โอกาสที่จะมีการใช้อำนาจในทางที่ผิดเกิดขึ้นได้มาก ควรยอมรับให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ โดยอาจให้การยกเว้นเป็นเพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นในการปฏิบัติการ เป็นต้น นอกจากนี้การควบคุมตัวที่ไม่ถือว่าเป็นการจับกุม ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนที่เกิดขึ้นในการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกลับเป็นการเพิ่มบุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐ
5. ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง การกำหนดโครงสร้างในกฎหมายใหม่ ยังมีความลักลั่นและความสับสนอยู่ เช่น การคาบเกี่ยวกันของสำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น หากจะมีกฎหมายในเชิงโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ สะสาง และปฏิรูปไปในตัว
การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
0 0 0
พร้อมปรับแก้
ต่อมา เมื่อ 10 พ.ย. 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในวาระแรกไปแล้ว โดยอภิสิทธิ์เห็นว่าหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านแล้วมีประเด็นกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้
โดยเขากล่าวว่า จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนว่ากฎหมายใดก็ตามหากขัดหลักประชาธิปไตย ก็จำเป็นต้องปรับแก้ เพราะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เช่น การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการดำเนินการใดๆ รวมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ต่างๆ แต่บางเรื่องอาจจะพอเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลได้ อาทิ การที่เกรงว่าหากมีการนำเรื่องไปร้องศาลปกครองแล้วศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้อาจจะพอรับได้ แต่ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่ายกเว้นการตรวจสอบตลอดไป
"อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป" [3]
0 0 0
คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน
อีกไม่กี่วันก่อนการลงมติ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดย สนช. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.50 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยซึ่งจัดในช่วงค่ำ
ในตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะที่จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ตอนนี้ สนช.ควรจะพักผ่อนได้แล้ว
"คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน รอให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง"
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าหากกฎหมายความมั่นคงผ่านการพิจารณาของ สนช. และพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคของเขาจะไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่จะแก้ไขในสาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.คำจำกัดความของคำว่า "ความมั่นคง" ที่ขณะนี้ดูเหมือนว่าครอบคลุมกว้างขวางเกินไป 2.ปรับแก้โครงสร้างองค์กรที่รับผิดชอบความมั่นคง (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.) โดยต้องทำให้สามารถตรวจสอบได้ 3.ศาลปกครองจะต้องมีอำนาจเหนือกฎหมายนี้ และสามารถดูแลการละเมิดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์ได้ 4.จะพยายามปรับให้กฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด [4]
โดยถัดมาหลังจากนั้น วันที่ 20 ธ.ค.50 เวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประชุม สนช. ก็ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยมติเห็นชอบ 105 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญใดๆ [5]
000
พ.ศ. 2552
ไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ต้องการให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

ผ่านมา
1 วัน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชี้แจงสาเหตุ ที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน โดยระบุว่าเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“สาเหตุที่ประกาศพื้นที่รักษาความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่เขตดุสิต ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคม เพื่อต้องการให้การชุมนุมเกิดความเรียบร้อย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้
ต้องขอความกรุณาสื่อมวลชนเสนอข่าวสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุจะเกิดจากใคร และคิดว่าหากทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความสงบ ขอให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือก็เท่านั้น กลุ่มผู้ชุมนุมก็ชุมนุมโดยสงบไป ก็ไม่มีอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้จับตากลุ่มเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ แต่จับตาทุกกลุ่ม เพราะกังวลว่าเมื่อเกิดการชุมนุมใหญ่ ก็จะมีความละเอียดอ่อนทั้งหมด เพราะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกับประเทศมาก และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก
รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้เกิดความสงบทั้งหมด และหากการชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา
อ้างอิง
[1] รัฐบาลประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง 4 วัน เฉพาะเขตดุสิต สกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่, ประชาไท, 25 ส.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25577
[2] กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิ.ย. 2550, http://www.abhisit.org/visiondetail.php?cate_id=55
[3] รุมต้านพ.ร.บ.ปกครองชายแดน อจ.จุฬาฯชี้อำนาจยิ่งกว่าพระเจ้า, มติชนรายวัน, 12 พ.ย. 50 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0114121150
[4] “อภิสิทธิ์” ประกาศหากเป็นรัฐบาลจะแก้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" แนะ สนช. พักผ่อนได้แล้ว, ประชาไท, 19 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15199
[5] ผ่านแล้วกฎหมายรัฐทหาร! สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.ความมั่นคง 105 ต่อ 8, ประชาไท, 20 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15218

30ส.ค.โจรพธม.ซุ่มเสี้ยมจลาจลโยนขี้เสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2552

สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!

เป็นหัวข้อสกู๊ป"ผ่าประเด็นร้อน"ของเวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงโจรผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ต่อสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายชี้ธงไว้ว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ไทยอีนิวส์ได้ย้อนไปดูสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงหลายครั้งที่ผ่านมา และพบว่าเวบกระบอกเสียงโจรก่อการร้ายนั้นมีความ"แม่นยำ"ในทางข่าวอย่างเหลือเชื่อ ราวกับนั่งเขียนอยู่ในวอร์รูมของเผด็จการผู้เข่นฆ่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

แต่แล้วเราก็ต้องเปลี่ยนความนิยมเชื่อถือต่อเวบไซต์กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย เพราะเมื่อตรวจค้นกลับไปดูเหตุการณ์ทีละช็อตๆแล้วก็กลับพบว่า หลังมีเสียงเตือนอันตรายต่างๆ ก็ปรากฎวากลุ่มโจรก่อการร้ายนี่เองเป็นผู้จุดชนวนเลือดความรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ แล้วร่วมกันป้ายร้ายโยนความผิดใส่เสื้อแดง ดังจะเรียงให้ดูดังต่อไปนี้

1.เหตุการณ์โจรพันธมิตรยิงและฆ่าณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง,2 กันยายน 2551

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายนำเสนอข่าวล่วงหน้าว่าพวก"แดงถ่อย"จะยกกำลังมาโจมตีพันธมิตรที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้น

ความจริง-เสื้อแดงเดินขบวนจากสนามหลวงมุ่งหน้าทำเนียบฯเพื่อกดดันให้พันธมิตรยกเลิกยึดทำเนียบฯ ปรากฎว่าการ์ดของพันธมิตรออกไปตั้งรับที่บริเวณสะพานมัฆวาฬแล้วเปิดฉากยิงปืนใส่ และใช้อาวุธไม้กอล์ฟ เป็นต้น กลุ้มรุมทำร้ายพวกเสื้อแดงที่อยู่แนวหน้าและไร้อาวุธอย่างป่าเถื่อนและบาดเจ็บหลายราย มีเสียชีวิต 1 รายคือวีรชนณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

ผลของเหตุการณ์-รัฐบาลนายสมัครประกาศพรก.ฉุกเฉิน แต่ทหารตำรวจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ นักวิชาการเอ็นจีโอออกแถลงการณ์ให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เรียกร้องนายสมัครลาออกจากนายกฯรัฐมนตรี ประณามว่าเสื้อแดงก่อความรุนแรงต่อพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสงบ นายอภิสิทธิ์หัวหน้าฝ่ายค้านขณะนั้นไปเยี่ยมให้กำลังใจพันธมิตร และคัดค้านพรก.ฉุกเฉิน...

2.ทนายพธม.+ไอ้ก๊องหัวหมู่ของลิ้ม+มือที่สามสงกรานต์เลือด,13 เมษายน 2552

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย และสื่อกระแสหลักโหมกระพือว่าเสื้อแดงก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เอารถแก๊สจะไปถล่มแฟลตดินแดง บุกเผามัสยิดย่านถนนเพชรบุรี จึงต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดตามพรก.ฉุกเฉิน



ความจริงข้อแรก-มีการพิสูจน์ภายหลังว่ารถแก๊สที่นำไปจอดที่แฟลตดินแดงนั้นต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวพันกับกลุ่มเนวินสร้างสถานการณ์ ส่วนการที่ชายคนหนึ่งแต่งกายสะพายกล้องแบบนักข่าวจิกผมผู้หญิงเสื้อแดงลากไปกับพื้น นายคนนี้เปิดเผยว่าเขาชื่อกวีไกร โชคพัฒนะเกษมสุข เป็นการ์ดพันธมิตรมีบทบาททั้งการยึดทำเนียบและยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และเคยก่อเหตุยิงใส่คนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมกันที่สนามกีฬาแห่งชาติมาแล้ว และประกาศมีแผนจะบอมบ์สังหารทักษิณ และจะฆ่าพวกเสื้อแดงหากมีโอกาส




ความจริงข้อที่สอง- ภายหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด แกนนำนปช.ได้นำภาพวีดิโอที่ระบุว่า เป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การปะทะของกลุ่มชาวบ้านกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณปากซอย ถ.เพชรบุรี ซอย 5 และซอย 7 มา แถลงยืนยันว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมี นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร(2รูปบน) และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานพันธมิตร(ภาพล่าง ซึ่งนายสนธิมักใช้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันงานบู๊ต่างๆมาโดยตลอด ได้เข้ามาแทรกแซงสร้างสถานการณ์อยู่ด้วย ซึ่งภาพวีดิโอที่แสดงได้ปรากฎ เป็นภาพขณะที่กลุ่มชาวบ้านย่านดังกล่าวชุมนุมอยู่บนถนนเพชรบุรี หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์เป็นจำนวนมาก โดยมีนายนิติธร และนายชนะ ยืนพูดคุยกับกลุ่มประชาชนอย่างสนิทสนม

นายสมยศ กล่าวว่า จากการที่ นปช.ได้ รวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า มีกระบวนการแทรกแซง ปล่อยข่าวสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบ ปรามผู้ชุมนุม ดังที่ปรากฎภาพนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของกลุ่มพันธมิตร และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานของกลุ่มพันธมิตร อยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะมีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 เม.ย.

ผลของเหตุการณ์-มีการให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดงก่อเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองจึงต้อมปราบปรามด้วยพรก.ฉุกเฉิน และทำให้ฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ในสมรภูมิข่าวสารที่ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตย์วางแผนอย่างแนบเนียน

3.เหตุการณ์วันเสื้อแดงชุมนุมถวายฎีกา-สมุนโจรปลอมเป็นเสื้อสีน้ำเงินก่อเหตุลอบกัดเสื้อแดง,17 สิงหาคม 2552
ความเท็จ-สนธิ ลิ้มและกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายเตือนว่า จะเกิดเหตุร้ายเผชิญหน้ากันระหว่างม็อบเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง กับม็อบเสื้อสีน้ำเงินที่มาสนับสนุนนายเนวิน ชิดชอบที่มาฟังคดีกล้ายางในวันที่ 17 ส.ค. เมื่อปะทะกันจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

ความจริง-นาย Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่าไม่มีการปะทะหรือเผชิญหน้าใดๆของเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงิน แต่เมื่อเขาผ่านมาทางสำนักงานASTVที่ถนนพระอาทิตย์ ได้มีการ์ดพันธมิตรประมาณ 20-30 คน ตะโกนใส่แท็กซี่ รถตู้และรถบัสที่มีคนเสื้อแดงขับผ่าน การ์ดพันธมิตรบางคนยิงหนังสติ๊กใส่รถยนต์ และปาก้อนหิน ในตอนแรกพวกเขาต้องการNickไป โดยNickเล่าว่า "แต่หลังจากที่ยืนยันว่าผมจะอยู่และถ่ายภาพ เราก็เริ่มต้นเจรจา-ผมสามารถถ่ายภาพได้แต่ต้องไม่เห็นหน้าพวกเขา อย่างน้อยที่สุด ขณะที่ผมอยู่ตรงนั้น การ์ดปล่อยให้รถตุ๊กตุ๊กและจักรยานยนต์ที่บรรทุกคนเสื้อแดงผ่านไปได้ และยิงเพียงแค่รถยนต์และรถบัส หนึ่งในการ์ดบอกกับผมว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการทำร้ายร่างกายใคร เพียงแค่ต้องการทำให้กลัวเท่านั้น"


ไม่นานหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงโดยรถยนต์หนึ่งคันและมอเตอร์ไซค์อีกหลายคัน บรรดาการ์ดก็กลับเข้าไปในออฟฟิศเอเอสทีวีและเหตุการณ์ก็สงบลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการ์ดพันธมิตรไม่ได่ใส่เสื้อเหลือง แต่ใส่เสื้อสีน้ำเงินเหมือนกับว่าจะให้เป็นไปตามที่นายของพวกเขาต้องการ คือเหตุการณ์เสื้อแดงปะทะเสื้อน้ำเงิน นำไปสู่การก่อการัฐบประหาร

ผลของเหตุการณ์-เนื่องจากนายเนวินไม่ได้จัดตั้งเสื้อสีน้ำเงินเข้ามามากอย่างที่สนธิลิ้มคาด ทำให้ไม่สามารถขยายผลอะไรได้

4.เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาล 30 สิงหาคม

ความเท็จ-กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายได้ออกมาปั่นกระแสอีกครั้งว่า
สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!


พร้อมทั้งชี้นำไปด้วยว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ความจริงและผลของเหตุการณ์นี้ -จับตามองว่า พวกมันกำลังก่อการร้าย เป็นมือที่สามเสี้ยมสถานการร์แล้วลอยนวล โยนบาปโยนขี้อะไรให้เสื้อแดงอีก.....?