WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 29, 2009

ซ่อมจวนพระตะบองสร้างรักไทย-กัมพูชา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29406
สกู๊ปหน้า 1

แม่น่ำส็องแกไหลผ่าเมืองพระตะบองด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำ มีชุมชนชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ประปราย ส่วนด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำ มีวัดดำเรียซอ หรือวัดช้างเผือกเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา มีสถานที่ราชการอยู่มากมายฝั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาล เรือนจำ สถานีรถไฟ และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง

"ผมใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยผ่านทางสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา ที่ได้ช่วยเหลือต่อโครงการซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง"

นายปราชญ์ จันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง กล่าวด้วยเสียงเรียบ นุ่ม ท่ามกลางคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่นำเอาเงินช่วยเหลือซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนกว่า 1 ล้านบาทไปมอบให้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา

ผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย นายปกศักดิ์ นิลอุบล ประธานสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย

โครงการซ่อมจวนผู้ว่านี้ ฝ่ายกัมพูชาบอกว่า จะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 งบประมาณที่ใช้ซ่อมเป็นของ

รัฐบาลกัมพูชา และส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา

นายปกศักดิ์ นิลอุบล นายกสมาคมบอกว่า สมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา เห็นว่า การบูรณะซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ จึงเห็นควรให้
การสนับสนุนเงินซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯเป็นจำนวน 1,069,000 บาท

สิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมืออันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา และยังเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ. 2553

ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง คำตอบในเรื่องนี้คือ จวนผู้ว่าฯหลังนี้ สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เมื่อ พ.ศ.2448 สมัยนั้นกัมพูชายังตกอยู่ภายในอาณานิคมของฝรั่งเศส

เหตุการณ์ต่อมา เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ายที่พำนักจากจังหวัดพระตะบองมาจังหวัดปราจีนบุรี ท่านได้มาสร้างจวนผู้ว่าฯหลังใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันอยู่ในอาณาบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

จวนผู้ว่าฯหลังเก่านั้น รัฐบาลกัมพูชาใช้เป็นสถานที่ราชการสืบมา

หลังใช้อาคารมานานทำให้ผุพังบางส่วน จึงซ่อมแซมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2539 และซ่อมอีกครั้ง คือครั้งนี้ เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 255,000 ดอลลาร์

นายปราชญ์ จันทร์ กล่าวอย่างภูมิใจว่า จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้ "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเนื่องในวโรกาส เสด็จเยือนพระตะบองเมื่อปี พ.ศ.2549 ครั้งนั้น พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทาง
จังหวัดถวายเลี้ยงพระกระยาหารกลางวัน ณ อาคารด้วย"

สำหรับการยื่นมือให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศ นายปราชญ์บอกว่า เมื่อปี พ.ศ.2549 ได้มีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมการบูรณะ ต่อมาก็มีการช่วยเหลืองบประมาณ

เมื่อบูรณะเสร็จ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ใช้เป็นสถานที่ราชการ ของหน่วยงานต่างๆของจังหวัดพระตะบอง เหนือจากนั้น คือ แสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ที่มีมรดกทางศิลปะอันล้ำค่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปะสมัยอาณานิยม หรือ "โคโลเนียล สไตล์"

จังหวัดพระตะบอง ชาวกัมพูชาเรียก "บัดด็อมบอง" แปลว่า ตะบองหาย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดปราจีนบุรีของไทย และตั้งอยู่ทิศตะวันตกของกรุงพนมเปญ ระยะทางจากกรุงพนมเปญมาถึงพระตะบองประมาณ 291 กม.

จังหวัดพระตะบองมีพื้นที่ประมาณ 11,748 ตร.กม. ประชากรประมาณ 1,030,301 คน เป็นแหล่งอารยธรรมอุดมไปด้วยโบราณสถานต่างๆ เช่น ปราสาทวัดเอกพนม ปราสาทเสนง ปราสาทบาแสต ปราสาทพนมส็อมปึว และปราสาทบานอน เป็นต้น

นางสึม มารี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง เล่าบรรยากาศการท่องเที่ยวพระตะบองด้วยว่า พระตะบองมีโบราณสถานมาก และมีแหล่งท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นใดในกัมพูชา

สถิตินักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา นางสึม มารีบอกว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เป็นญี่ปุ่น รองลงมาเป็นเกาหลี จีน และไทย

สาเหตุที่คนไทยมีจำนวนน้อย ทั้งๆที่เป็นคนในประเทศเพื่อนบ้าน สึมบอกว่า คนไทยมักมาติดต่อธุรกิจการค้าแล้วก็กลับ ไม่ค่อยมาอยู่พักเหมือนชาติอื่นๆ

ในแง่ของความสัมพันธ์ไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เปิดใจเรื่องการดำเนินกิจกรรมกระชับสร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาว่า

ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีการไปมาหาสู่กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังนั้น เรื่องการไปมาหาสู่กัน เราควรพัฒนาให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อให้ความสะดวกสบายต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

ดังนั้น "ปี พ.ศ.2553 เรามีโครงการยกเลิกวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไทย กัมพูชา จะได้รับการยกเว้นเมื่อทำวีซ่าเข้าประเทศถึง 30 วัน"

นอกจากนั้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำวีซ่า "ไทยจะเปิดกงสุลใหญ่ที่จังหวัดเสียมเรียบ เพื่อชาวกัมพูชาที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ"

ทั้งสองโครงการนี้ เมื่อแล้วล่วงย่อมเอื้อความสะดวกสบายระหว่างชาวไทยกับกัมพูชาได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องที่กระทบกระทั่งกัน ปัญหาใหญ่มาจากเรื่องเขตแดน

นายชโลทรบอกว่า ปัจจุบันไทยและกัมพูชากำลังดำเนินการปักปันเขตแดนอยู่ บางช่วงตอนจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบ ยังดำเนินการไปได้ไม่มากนัก สำหรับพื้นที่ทางทะเลจำเป็นต้องรอการปักปันเขตแดนทางบกให้เสร็จสิ้นก่อน

"ถ้าเรามีเจตนารมณ์ทางบวกด้วยกันแล้ว ทุกอย่างก็จะไปได้ด้วยดี"

เรื่องกัมพูชาให้สัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ นายชโลทรบอกว่า ยังเป็นเพียงโครงการเท่านั้น ยอมรับว่ามีการเจรจากัน แต่ยังไม่มีการขุดเจาะ แต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายยังอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนอยู่ และขณะนี้ "เราก็มีทิศทางที่ดี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน
และต้องใช้เวลา"

หลังการกระทบกระทั่งกัน สภาพการลงทุนในกัมพูชาเป็นอย่างไรนั้น นางอมรรัตน์ จตุรภัทร นักธุรกิจร้านอาหารไทยและที่พักบอกว่า ธุรกิจของตนไม่มีผลกระทบแต่อย่างไร

และที่สำคัญ "ธุรกิจเราไม่ได้เน้นไปที่นักท่องเที่ยว เราขายให้กับคนท้องที่ พอมีเรื่องก็มักมีคนถามเหมือนกัน เราก็พยายามชี้แจงว่า ข่าวก็คือข่าว ส่วนใหญ่เขาก็เข้าใจ"

สร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาไม่ว่าจะเรื่องช่วยซ่อมจวนผู้ว่าฯจังหวัดพระตะบอง หรือเอื้อไมตรีกันด้านใด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาซึ่งความสงบสุขของคนทั้งสองประเทศทั้งสิ้น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องระมัดระวัง คือ ลิ้นบางลิ้นที่พูดเพื่อประโยชน์ ส่วนตนแล้วทำลายความสัมพันธ์คนทั้งสองประเทศ.

การเมืองเสื่อม

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

วันก่อนเสียงด่าทอกันในสภา ใช้ถ้อยคำหยาบคาย คงจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเสื่อมของการเมืองยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ความแตกแยก ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ความแตกแยกระหว่างประชาชน ความแตกแยกระหว่างข้าราชการ จริยธรรมเสื่อม คุณธรรมบกพร่องก็เพราะความอยุติธรรม

วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่แพร่เชื้อกันไว้ตั้งแต่สมัยยึดอำนาจ ทำให้ประเทศไทยพบกับจุดเสื่อมโทรม ของความเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยรักสันติ ขีดเส้นล้อมวง จำกัดสิทธิและเสรีภาพของการเมืองและประชาธิปไตยให้อยู่ในการควบคุม

อิทธิพลที่เหนือการเมืองและพฤติกรรมเผานาจับหนูที่ผ่านมา หนูไม่ตายแต่กลับเริงร่า เจ้าของนานั่งดูความล่มจม ทั้งศีลธรรมและวัฒนธรรมพลอยเสื่อมไปหมด

สยามเมืองยิ้มกลายเป็นสยามแยกเขี้ยว

จิตใจคนโหดร้ายไปตามสถานการณ์บ้านเมือง ดูอย่างกรณีแก๊งปาหินนั่นปะไร เป็นอันตรายรูปแบบใหม่ของอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน บางครั้งยังน่ากลัวกว่าเมาแล้วขับซะอีก

ก็เพราะ ตำแหน่ง ผบ.ตร.แค่ตำแหน่งเดียว ทำเอาปั่นป่วนกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ลามไปถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวง และตำแหน่งอื่นๆ ที่เข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกเพียงเพื่อจะเอาชนะเท่านั้นเอง

เลยคิดการใหญ่

ตัวอย่างมีผู้นำบางประเทศเข้าไปก้าวก่ายอำนาจยุติธรรม โดยเฉพาะการสั่งปลดบุคลากรของสถาบันยุติธรรม ถึงกับกระเด็นจากตำแหน่ง เวลานี้ มีเทปเสียงการสั่งการให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมายังพิสูจน์ชัดเจนไม่ได้ว่าเป็นเสียงใคร มีการตัดต่อหรือไม่

แต่ก็เริ่มจะปั่นป่วนชี้ให้เห็นถึงก้าวย่างของการเมือง ที่กำลังจะล้างขั้วล้างบางกันอีกกระทอก แม้แต่วอลเปเปอร์เอง ก็ไม่พ้นวิบากกรรม ไปทำอะไรไว้ พฤติกรรมในอดีตเป็นอย่างไร

ได้ดูกันตาแฉะ

บางครั้งอาจจะมองว่าเป็นละครการเมืองน้ำเน่า บางทีอาจจะดูว่าเป็นการเมืองไร้สาระ แต่เมื่อบ้านเมืองปกครองด้วยความไร้สาระ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี

ใครจะคิดว่าละครน้ำเน่ายังติดอันดับไปตลอดกาล ใครจะคิดว่ายุคนี้สมัยนี้ ยังมีการย้อนยุคโกงกินเงินจากชาวบ้านตาดำๆได้ลงคอ เคยได้ยินเรื่องถนนควายเดิน ส.ส.ปลาทู แจกรองเท้าแตะทีละข้าง ยังนึกขำว่าสมัยนั้นคิดทำกันไปได้อย่างไร

แต่วันนี้มีคนปล้นชาวบ้านที่มีแต่ผ้าขาวม้ากับกางเกงขาก๊วยจนได้.

ธรรมะเรื่องสัจจะ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายวันนี้ ท่ามกลางความไม่สบายใจของคนใน เขตดุสิต ที่ต้องตกใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ผมขอพาท่านผู้อ่านไปคุยเรื่องธรรมะกันดีกว่านะครับ เห็นชื่อเรื่องคงแปลกใจ ธรรมะเรื่องสัจจะ ลองไปอ่านดูครับ

หมู่นี้ผมอ่านหนังสือธรรมะของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) หลายเล่ม เลยมีเรื่องดีๆนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อช่วยกันประคับประคองสังคมไทยที่กำลังหลงทาง ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็คือ ธรรมะในเรื่อง "สัจจะ" หรือ "ความจริง" ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของคนทุกชนชั้น แม้แต่ในชั้นอริยภูมิ พระอริยะ ก็ต้องมี "อริยสัจ" ความจริงอันประเสริฐ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคนทั่วไปจะละเลยสัจจะ พูดเท็จกันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ "นักการเมือง" ที่บริหารปกครองประเทศ พฤติกรรมที่เป็นอยู่นอกจากจะ "ไร้สัจจะ" แล้วยัง "พูดเท็จ" กันหน้าตาเฉย เป็นตัวอย่างที่เลวแก่สังคมส่วนรวมด้วย

อย่างที่ได้เห็นได้ฟังจากสื่อต่างๆในช่วงนี้

สมเด็จเกี่ยว ท่านบอกว่า สัจจะเป็นที่ปรารถนาของสังคมทุกระดับชั้น แม้แต่ในกลุ่มคนที่ชอบเล่นเล่ห์กล ตนเองเล่นได้ แต่คนอื่นจะมาเล่นกับตนไม่ได้ จะต้องเป็นคนมีสัจจะ คือมีความจริง แม้แต่คนที่ปลิ้นปล้อนหลอกลวงอยู่เป็นประจำ เรียกว่าหลอกกันตลอดเวลา
หลอกคนนั้น หลอกคนนี้ หลอกคนโน้น แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาหลอกตนเองเหมือนกัน ไม่มีนักหลอกลวงที่ไหนอยากให้มีใครมาหลอกตน

นี่แหละครับ แม้แต่คนที่โกหกเป็นประจำก็ยังชอบสัจจะเหมือนกัน

สมเด็จเกี่ยว จึงบอกว่า สัจจะ เป็น หลักธรรม ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสังคม พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนถึงเรื่องสัจจะไว้ในลักษณะต่างๆที่ท่านได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอก็คือเรื่อง ศีลข้อที่ 4 งดเว้นจากมุสาวาท คือให้พูดสัจจะคือความจริงนั่นเอง

พระพุทธเจ้า ไม่ทรงประสงค์ให้คนในศาสนาของพระองค์เป็นคนที่มีวาจาเป็นเท็จ พระองค์ต้องการให้พูดแต่คำที่เป็นจริง ทรงสอนถึง สัจจบารมี คนที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าต้องมีบารมีข้อหนึ่งคือ สัจจะ

คนสำคัญของบ้านเมืองก็เหมือนกัน ต้องมีบารมีข้อหนึ่ง คือ "สัจจะ" ขาดไม่ได้ ถ้าจะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

บางคนบอกว่า คนที่บริหารบ้านเมืองก็แลดูไม่ค่อยจะมีสัจจะ ให้สังเกตดูก็แล้วกัน ถ้าหากว่าสัจจะน้อย บ้านเมืองก็ระส่ำระสาย สัจจะมาก บ้านเมืองก็สงบ เป็นข้อที่เห็นกันด้วยเหตุด้วยผล

ดังนั้น สมเด็จเกี่ยว จึงสรุปว่า ถ้าหากบ้านเมืองมีคนที่มีสัจจะมาก บ้านเมืองก็ร่มเย็นมากขึ้น ถ้าบ้านเมืองมีคนขาดสัจจะหลอกลวงกันมากขึ้น บ้านเมืองก็ขาดความร่มเย็นเป็นสุขน้อยลงไปตามส่วน

เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะมัวโกหกพกลมกล่าวคำเท็จกันทำไม เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราจะร่มเย็นเป็นสุข จะเจริญก้าวหน้า ก็เพราะสัจจะ ไม่ใช่เพราะมุสา เป็นไปไม่ได้เลยที่ศาสนาจะเจริญ เพราะคนโกหกมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาติบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า
เพราะคนในชาติบ้านเมืองโกหกกันมาก มีแต่บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า เพราะคนมีสัจจะมาก ศาสนาจะเจริญเพราะคนมีสัจจะมาก

สัจจะที่ว่านี้ จะต้องเป็นทั้ง สัจจะในการพูด และ สัจจะในการกระทำ ไม่ใช่สัจจะแต่พูดอย่างเดียว แต่ไม่มีสัจจะในการกระทำ

แล้ว สมเด็จเกี่ยว ก็สรุปเป็นข้อคิดว่า สัจจะเป็นสิ่งจำเป็น เราทุกคนควรจะได้ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีสัจจะ ทั้งการทำและการพูด อย่าเป็นคนพูดอะไรให้มีคำเท็จเจือปนจนมากเกินไป

เหมือน นักการเมืองไทย ที่ชอบ พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว หรือ พูดความเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์ คือ พูดอย่างหนึ่ง แต่ ทำอีกอย่างหนึ่ง เหมือนฟ้ากับดิน มือกับเท้า อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ทุกวันในช่วงนี้ แต่คนอื่นที่มาพูดกับตัวเอง นักการเมืองขี้ห๊กเหล่านี้กลับต้องการ
สัจจะ พูดความจริงกับเขาเท่านั้น.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

องค์กรครูขู่แสดงพลังค้านเด้ง ปลัด ศธ.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29475

รมว.ศึกษาธิการ ปฏิเสธ ยังไม่คิดย้ายใคร เรียกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา กล่อมไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว ด้าน "ชินภัทร" ย้ำ สนองนโยบายเต็มที่แล้ว ...

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวกรณีมีข่าวเรียกประธาน สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เข้าพบ เพื่อไม่ให้สหภาพฯออกมาเคลื่อนไหวหากจะมีการปรับ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) ออกจากตำแหน่ง สาเหตุมาจากการดำเนินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.5 ตามเงื่อนไขใหม่ล่าช้าว่า ตนไม่เคยเชิญใครมาพูดคุยเรื่องนี้ และขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับ ปลด หรือย้ายใครทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่นายสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะล่ารายชื่อ ส.ส.ในพรรค เพื่อยื่นต่อตนให้พิจารณาการทำงานของ ดร.ชินภัทรนั้น ส.ส.สามารถเสนอความคิดเห็นได้ แต่ท้ายที่สุดตนจะใช้
ดุลพินิจเองว่าความเหมาะสมคืออะไร โดยดูที่ผลของงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ดร.ชินภัทรได้รายงานความคืบหน้าการชี้แจงเงินกู้ ช.พ.ค.5 เงื่อนไขใหม่ให้ ผอ.สกสค.จังหวัดทราบ ถือเป็นความพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้

ดร.ชินภัทรกล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าการปรับปรุงเงื่อนไขการกู้เงิน ช.พ.ค.5 พร้อมผลการประชุม ผอ.สกสค.จังหวัด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหากใครอยากกู้หลักเกณฑ์ใหม่ก็ต้องรอจนกว่าจะมีผลบังคับใช้ แต่หลักเกณฑ์เก่าสามารถกู้ได้ทันที โดยวันที่ 31 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมบอร์ด ช.พ.ค.เพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ และในวันที่ 2 ก.ย.จะมีการประชุมบอร์ดของธนาคารออมสิน หากเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ใหม่ก็จะมีการลงนามเพิ่มเติม ส่วนจะสามารถใช้หลักเกณฑ์ใหม่ได้ในทันทีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระเบียบของ ธนาคารออมสิน ทั้งนี้ ไม่ได้พูดคุยเรื่องการโยกย้าย เพราะที่ผ่านมาตนได้พยายามดำเนินการตามนโยบายอย่างเต็มที่แล้ว

ด้านนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า หากมีการย้าย ดร.ชินภัทรจริง ทางองค์กรครู 4 ภูมิภาคกว่า 1 หมื่นคน และสหภาพฯจะออกมาแสดงพลังคัดค้านให้ถึงที่สุด พร้อมจะยื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง เพราะเป็นการรังแกข้าราชการประจำ ขณะที่เครือข่ายครูรักประชาธิปไตยขู่จะนำพวงหรีด 9,999 พวง พร้อมผ้าดำเขียนข้อความไว้อาลัยให้กับผู้ที่คิดจะย้ายปลัด ศธ.

ทหาร-ตร.คุมเข้ม ทำเนียบฯ รับมือเสื้อแดงบุก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29463

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเริ่มวางกำลังรอบทำเนียบฯ ทั้งวางแท่งคอนกรีต-รั้วลวดหนามเป็นแนวป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมใหญ่วันอาทิตย์นี้ (30 ส.ค.) บุก พร้อมขนปืน เอกสารออกจากทำเนียบฯ..

เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 ส.ค. ต่อเนื่องจนกถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 29 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแท่งคอนกรีตมาวางตามถนนบางจุด รอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ทหารเริ่มวางกำลังภายในทำเนียบรัฐบาลบางส่วนแล้ว เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ (30 ส.ค.) นอกจากนี้ยังมีการขนลวดหนามเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมทำแนวรั้วกั้น ตลอดแนวกำแพงทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าไปภายใน
 
ส่วนถนนรอบทำเนียบ ซึ่งตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะห้ามไม่ให้มีการใช้เส้นทางรอบทำเนียบรัฐบาลนั้น ล่าสุดผู้สื่อรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มนำแท่งคอนกรีต เข้าไปวางตามจุดต่างๆ แล้วเช่นกัน

นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผอ.สำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ตำรวจและทหารจะเริ่มทยอยเข้ามารักษาความปลอดภัยในทำเนียบรัฐบาลตามแผนของ ศูนย์อำนวยการรักษาความเรียบร้อยตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศอ.สร.)ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดิมที่เคยเข้าดูแลความปลอดภัยในทำเนียบฯ จึงมีความคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ มีการขนเอกสารสำคัญออกจากอาคารต่างๆ รวมถึงขนอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวนมากออกจากอาคารรักษาการณ์ ซึ่งเป็นที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่เหมือนเมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมายึดทำเนียบรัฐบาล

ศาลปค.สูงสุด ไม่รับฟ้อง ถอนพรบ.มั่นคง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29433

กลุ่มคนเสื้อแดงแห้ว ศาลปครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องให้เพิกถอนมติ ครม.ที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ในวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย. ในพื้นที่เขตดุสิต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณา..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ศาลปกครองสูงสุด โดยนายจรัญ หัตถกรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดและคณะ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของนายจตุพงศ์ ขวานทอง คนเสื้อแดงย่านบางแค กทม. ที่ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ต่อศาลปกครองสูงสุด ในข้อหาร่วมกันประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่เขตดุสิตระหว่างวันที่ 29 ส.ค. -1 ก.ย. ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ ที่อนุมัติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติ ครม. ดังกล่าวและมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ออกไปก่อนจนกว่ามีเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เป็นเพียงการมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต กทม. ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 ไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่มีสภาพเป็นกฎ และมิใช่เป็นกฎที่ออกโดย ครม.หรือโดยความเห็นชอบของ ครม. จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า กอ.รมน.ได้ออกข้อกำหนด โดยความเห็นชอบจาก ครม. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย อีกทั้งมาตรา 23 วรรค2 แห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้การดำเนินคดีใดๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้นศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ เมื่อศาลไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำขอทุเลาการบังคับตามมติของ ครม. จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกนอกระบบ

ครส. คัดค้านหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ ชี้ละเมิดสิทธิทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

28 ส.ค.52 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ออกแถลงการณ์คัดค้านการออกหมายจับแกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ที่ไปชุมนุมเรียกร้องการแก้ปัญหาเลิกจ้างที่หน้าทำเนียบและรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ในข้อหามั่วสุมเกิน 10 คน ก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดย ครส.ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนเรื่องดังกล่าวและมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกหมายจับ รวมทั้งเน้นการแก้ไขปัญหาแรงงานก่อนจะบานปลาย
รายละเอียดของแถลงการณ์มี ดังนี้
ตามที่ สน.ดุสิต ออกหมายจับสุนทร บุญยอด,น.ส.บุญรอด สายวงศ์,น.ส.จิตรา คชเดช มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนก่อวุ่นวาย นำชุมนุมไทรอัมพ์เหตุถูกเลิกจ้าง ล้อมทำเนียบนั้น
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ขอคัดค้านเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ถอนหมายจับโดยทันที และเห็นว่ารัฐบาลกำลังจะมาผิดทาง การใช้กฎหมายใดก็ตามจะต้องไม่เป็นไปเพื่อคุกคามสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของประชาชน การกระทำนี้นอกจากขัดรัฐธรรมนูญและยังเป็นปฏิปักษ์กับกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง(ICCPR) ซึ่งจะทำให้รัฐไทยถูกตั้งคำถามและมองภาพลบมากยิ่งขึ้น เพราะการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์นั้น เป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองที่จะถูกลิดรอนไม่ได้ ในสังคมประชาธิปไตยไม่ห้ามเรื่องนี้ ยกเว้นประเทศเผด็จการอย่างพม่า เกาหลีเหนือ หรือฮอนดูรัส ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีต้องทบทวนเรื่องนี้ และสั่งยกเลิกหมายจับคดีดังกล่าวโดยทันที
รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับปัญหาภาคแรงงานมากขึ้น ในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามบานปลาย หรือมีการชุมนุมของแรงงานมากกว่านี้ เพราะทุกประเทศในยุโรปก็ล้วนให้ความสำคัญกับภาคแรงงาน แต่ประเทศไทยมีกระทรวงแรงงานกระทรวงเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่เคยเป็นสิทธิ์เป็นเสียงของแรงงานเลย นอกจากการเอาใจกลุ่มทุนมาโดยตลอด และการที่แรงงานลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขาจะทำได้ และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ภาคแรงงานจะอดทนอดกลั้นและหากขาดลง รัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ได้ หากเขาคิดว่ารัฐบาลก็ไม่มีความชอบธรรม และที่ผ่านมารัฐบาลก็มักจะอุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจนเท่าที่ควร จนปัญหาหมักหมม
ครส.เชื่อว่า รัฐบาลยังมีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ถ้าจริงใจ และผลักดันนโยบายที่สำคัญต่อภาคแรงงาน ไม่ให้กลุ่มทุนและโรงงาน เอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดแรงงานมากเกินไป อย่าลืมว่าถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปลดความขัดแย้งทางชนชั้นนี้ ในหลายประเทศทั่วโลกบานปลายไปถึงการปฏิวัติและยึดโรงงานในที่สุด
เมธา มาสขาว
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

ตูนGag Lasvegas:หมดท่า..ลูกผู้ดีนักเรียนนอก

ที่มา Thai E-News

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

ที่มา Voice TV



ผลงานของ อาจารย์ป๋วย ระดับ"มาสเตอร์พีซ"นั่นคือ คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

"ป๋วย อึ้งภากรณ์"ในทัศนะอ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา Voice TV



อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นทั้งลูกศิษย์ และเพื่อนร่วมงานร่วมรำลึกถึง อ.ป๋วย