WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 30, 2009

ชัยชนะของดา:คดีหมิ่นฯฉาวโลก-องค์กรสิทธิฮึ่ม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สื่อต่างประเทศ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล
29 สิงหาคม 2552

สื่อมวลชนต่างประเทศ และองค์การทางด้านสิทธิมนุษยชนให้ความสนใจเผยแพร่ข่าวศาลตัดสินจำคุกดาตอร์ปิโด 18 ปี คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างมาก นอกจากสำนักข่าวรอยเตอร์จะเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว สื่อมวลชนระดับสากลที่มีชื่อเสียงอย่างนิวยอร์กไทม์สของอเมริกา ไฟแนนเชียลไทม์สของอังกฤษ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ของออสเตรเลีย รวมทั้งองค์กรนานาชาติสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเสรี ( International Freedom of Expression eXchange -IFEX)ก็แสดงความวิตกต่อกรณีนี้ด้วย


IFEX:องค์กรนานาชาติวิตกกฎหมายหมิ่นละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

IFEXนำเสนอข่าวพาดหัวว่า นักกิจกรรมถูกตัดสินจำคุก 18 ปีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมทั้งชี้ว่าองค์กรที่รณรงค์ทางด้านสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพกำลังวิตกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เพิ่งพูดเมื่อไวๆนี้ว่าจะพิจารณาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้ไม่ถูกใช้อย่างไม่ยุติธรรม

นิวยอร์กไทม์ส:สาเหตุที่กฎหมายหมิ่นฯถูกนำมาใช้มากในช่วงนี้

ส่วนนิวยอร์กไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ รายงานในตอนหนึ่งว่า สำหรับโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประเทศไทยยังคงใช้กฎหมายที่รุนแรงที่สุดกฎหมายหนึ่งของโลก เพื่อต่อต้านการหมิ่นฯ และได้มีการนำมาใช้อย่างมากเมื่อไม่กีปีมานี้

คดีที่เพิ่มขี้นนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการวิตกกังวลในพระพลานามัยของกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษา และอนาคตของพระราชวงศ์ เช่นเดียวกับความยุ่งเหยิงต่อเนื่องของการเมืองในประเทศ

นอกจากกรณีดา ตอร์ปิโดแล้ว ผู้ต้องหารายอื่นก็เช่น ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้หนีไปประเทศอังกฤษ โดยโดนข้อหาดูหมิ่นพระราชวงศ์จากบทความในหนังสือที่เขาแต่งขี้น

นอกนั้นก็มีคดีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองวัย 28 ปี ซึ่งปฎิเสธที่จะยืนตรงในระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ น.ส.จิตรา คชเดช เพื่อนของนายโชติศักดิ์ นักเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่ออกทีวีโดยสวมเสื้อยืดมีตัวหนังสือบนเสื้อว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม”

เมื่อเดือนเมษายน นายสุวิชา ท่าค้อ วิศวกรเครื่องกลวัย 34 ปี ทำงานให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ได้ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เมื่อตำรวจได้ตามรอยการโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ที่คาดว่าเป็นการหมิ่นราชวงศ์

ไฟแนนเชียลไทม์ส:ดาเลือกที่จะต่อสู้แทนการยอมรับผิดและขออภัยโทษ

ไฟแนนเชียลไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานตอนหนึ่งว่า มีจำเลยในคดีหมิ่นฯ เพียงไม่กี่คน ที่เลือกจะต่อสู้คดีอย่างที่ น.ส.ดารณีได้กระทำ ทนายหลายคนต่างพูดว่า กฎหมายมีความคลุมเครือและเกือบจะไม่มีทางที่จะต่อสู้คดีได้ จำเลยส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมรับสารภาพผิด และขอพระราชทานอภัยโทษต่อกษัตริย์ กฎหมายไทยกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า จำเลยที่สารภาพผิดจะได้รับการผ่อนปรนโทษ

เมื่อต้นปีนี้ นักเขียนชาวออสเตรเลีย แฮรี่ นิโคไลด์ส ถูกตั้งข้อหาว่าหมิ่นพระรัชทายาท จากนวนิยายซึ่งขายได้ไม่ถึง 10 เล่ม ยอมรับสารภาพผิด และได้รับโทษจำคุก 6 ปี และถูกปล่อยตัวหลังจากได้รับการพระราชทานอภัยโทษในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาถูกจำคุกทั้งหมดเป็นเวลา 6 เดือน

เว็บไซต์โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ ซึ่งติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รายงานว่า มีอีกอย่างน้อย 15 คน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนในคดีหมิ่นฯ รวมถึงชายคนหนึ่งที่ปฎิเสธจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ และโจนาธาน เฮด อดีตผู้สื่อข่าวของบีบีซี ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาแบบเปิด ซึ่งอาจจะไปละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ก็ได้

เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการลงเสียงของสภาที่อื้อฉาวเมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เขากล่าวว่างานหลักของเขาคือ การปกป้องราชวงศ์

เขาได้พูดตั้งแต่แรกว่า เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการนำกฎหมายหมิ่นฯมาใช้ แต่อภิสิทธิ์แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย พระราชดำรัสของกษัตริย์ในปี พ.ศ.2548 ได้ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่เหนือคำวิจารณ์

ซิดนีย์มอร์นิ่งฯ:ย้อนรอยนักเขียนออสซี่โดนคุก

สื่อยักษ์ใหญ่ออสเตรเลีย คือ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ก็ไม่พลาดข่าวสำคัญนี้ โดยชี้ว่านอกจากดารณีแล้วก็มีนักเขียนชาวออสเตรเลียเคยโดนจำคุกคดีเดียวกัน แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาแล้ว และกล่าวถุงเหยื่อคดีนี้รายอื่นๆด้วยเช่นกัน

รอยเตอร์:ดารณีเผยไม่มีเจตนาล้มล้าง แต่อยากเห็นสถาบันเป็นแบบอังกฤษกับญี่ปุ่น

รอยเตอร์ ชี้ว่าผลการตัดสินล่าสุดให้ดารณีติดคุก 18 ปี ถือเป็นการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทย ประเทศซึ่งยกฐานะกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษาเสมือนพระนายรายณ์เสด็จลงมาอวตาร และมีสถานะทรงอยู่เหนือการเมือง

ดารณีซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจถูกจับกุมและพิจารณาคดีเป็นการลับ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง เรื่องนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านมาแล้ว โดยอ้างว่าจะทำให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

ดา ตอร์ปิโดกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เธอไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่สนับสนุน"ความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ดำรงอยู่ในสหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น"

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้ได้รับการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

เคยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกเคยส่งจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลไทยทบทวนการบังคับใช้กฎหมายนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาจะพยายามจัดสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลังจากนั้น

รอยเตอร์ได้นำเสนอ FACTBOXนำเสนอถึงเหยื่อผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นนอกเหนือจากดารณีด้วย โดยระบุว่าประกอบไปด้วย จักรภพ เพ็ญแข,สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย,ใจ อึ๊งภากรณ์,สุวิชา ท่าค้อ,แฮรี่ นิโคไลด์ส,ส.ศิวรักษ์,จิตรา คชเดช,โอลิเวอร์ จัฟเฟอร์ เป็นต้น

Saturday, August 29, 2009

แกนนำเสื้อแดงแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 ก.ย.นี้

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กรุงเทพฯ 29 ส.ค. - ฝ่ายทหาร ตำรวจ วางกำลังเตรียมพร้อม หลัง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเขตพื้นที่ดุสิต มีผลบังคับใช้เป็นวันแรก แต่แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แกนนำเสื้อแดงออกมาแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ และจะเลื่อนอีก หากยังใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน จะปักหลักสู้

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง แถลงเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลยังคงใช้การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เสื้อแดงก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน ซึ่งครบรอบ 3 ปี ที่มีรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะปักหลักสู้ เพราะตอนนี้ไม่เห็นประโยชน์ที่จะชุมนุม และขอฝากรอยยิ้มให้นายกรัฐมนตรี

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวไทย” เกี่ยวกับการปฏิบัติของกองทัพ หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศเลื่อนการชุมนุม ว่า ทหารจะยังคงปฏิบัติภารกิจตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติความมั่นคง โดยจะดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนราชการสำคัญ ด้วยการตั้งจุดตรวจอาวุธ และวางกำลังดูแลทำเนียบรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ ในพื้นที่เขตดุสิต มีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังและเตรียมพร้อมรักษาความเรียบร้อยสถานที่ราชการสำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ทำเนียบรัฐบาลมีการนำรถบดถนนของ กทม.มาจอดขวางประตูทางเข้าออกนำรั้วลวดหนามมาขึงตลอดแนวกำแพง รวมทั้งวางแท่งคอนกรีตบนถนนบางจุดรอบทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด และติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่รอบทำเนียบรัฐบาลด้วย

และช่วงเช้าที่ผ่านมา ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังซักซ้อมแผนรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเน้นการรักษาฐานที่มั่นและการป้องกันตั้งรับ มีการใช้เพียงโล่ กระบอง และหมวกปราบจลาจลเท่านั้น ขณะเดียวกัน ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นตลอดถนนคู่ขนาน ถนนราชดำเนินนอก และราชดำเนินกลาง ซึ่งการซักซ้อมครั้งนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางมาตรวจดูความพร้อมด้วย

และก่อนที่แกนนำเสื้อแดงส่วนกลางจะแถลงเลื่อนการชุมนุม มีความเคลื่อนไหวของแนวร่วมเสื้อแดงภาคใต้ที่เตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยนางนิษิฏภัทร ณ นคร แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายคนเสื้อแดงในภาคใต้อย่างน้อย 10 จังหวัด จะทยอยเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-29 12:19:01

ผีซ้ำด้ำพลอย(น้ำลดตอผุด?)ที่ สตง.

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com



การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย

เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมากจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนโดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว

หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ

1.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง. (ส่วนกลาง) ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)

2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ (หมายเลขแดงที่ 1357/2552)

ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้กำหนดไว้ แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม

ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไรกรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษาที่คุณหญิงจารุวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้

1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรงเนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมาย ฯลฯ

2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ จนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับคดีตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549

ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวร ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ.2548

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)

ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้วปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อนเช่นเดียวกับนายอภิชัย

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น

ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้

ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่

ก่อนม็อบจะมา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



คณะรัฐมนตรีลงมติให้มีการประกาศใช้กฎหมายรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเฉพาะในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน

ด้วยเหตุผลว่าเพื่อเป็นการป้องปราม มิให้การนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคมเกิดเหตุบานปลาย หรือว่ามี "มือที่ 3" เข้ามาแทรกแซงทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนยิ่งขึ้น

แม้รัฐบาลจะพยายามแสดงออกถึงความระมัดระวังยิ่งในการใช้กฎหมายดังกล่าว ด้วยการจำกัดพื้นที่และระยะเวลาเอาไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ก็ยังมีความเห็นอันเป็นประโยชน์อีกหลายประการที่รัฐบาลพึงรับฟัง

เพื่อนำไปประกอบการลงมือปฏิบัติจริง



โดยข้อสังเกตที่ตรงกันอย่างหนึ่งของนักวิชาการหลายท่านก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฟากไหน น่าจะสรุปบทเรียนได้ว่า การกระทำที่ล้ำเส้นความเหมาะควร จะทำให้สูญเสียแรงสนับสนุนจากสังคม

ขณะที่การใช้อำนาจหรือกฎหมายเข้าบังคับนั้น แม้ว่าจะมีความจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และพึงตระหนักถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมาให้มาก

ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง และปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากกว่าจะพยายามผลักดันให้เป็นไปตามใจของตนฝ่ายเดียว

ซึ่งมีโอกาสจะเกิดการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงขึ้นได้



สิ่งที่ผู้อยู่คนละฟากของอำนาจในปัจจุบันจะต้องตระหนักด้วยก็คือ ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริงนั้นคือการเป็นผู้ครองใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การก้าวล้ำนำหน้ามวลชนเพราะมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอยู่ก็ดี หรือการใช้อำนาจที่ขาดความรอบคอบระมัดระวังก็ดี ล้วนมีผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน

นั่นคือจะสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นทำลงไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำให้เห็นเป็นจริงตามนั้นด้วย

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ที่มา Thai E-News


มัสยาหลงเหยื่อ-เคยเป็นชื่อนวนิยายโดยฤดี เริงชัย ว่าด้วยนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายทำตัวเป็นสมภารหลอกกินไก่วัด ว่ากันว่าตอนนี้วงการเอ็นจีโอก็มีพวกสมภารกินไก่วัดกันทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้แวดวงดีๆมีอุดมการณ์พลอยเสื่อมเสียเหม็นหึ่งไปด้วย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
29 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกันความเชี่ยสัดๆ


ทีนี้เรื่องNGO ทำไมคนชอบแผลงชอบล้อเป็น"เอ็นโตดี" อันนี้มันมีที่มาหวะ


แล้วก็ฉายาว่า"เอ็นโตดี"นี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะ แต่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและลำแข้ง ฟังแล้วแม่งเน่ากันสุดๆเลยสัดดเอ๊ย...

เรื่องวงการNGOก็เหมือนวงการทั่วไปที่ต่างก็เป็นคนเดินดินกินขี้ปี้นอน แต่ที่ต่างจากวงการทั่วไปก็เพราะดันประกาศตัวว่าเป็นผู้เสียสละ มีอุดมคติ อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม เคร่งครัดเรื่องส่วนตัวนี่แหละ แม่งก็เลยมีเรื่องให้ได้เมาธ์กันไม่จบไม่สิ้น

ซักเกือบ20ปีก่อนนี่ก็ไปเกิดเรื่องที่องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิง คือปกตินักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีมันก็ต้องต่อสู้เพื่อผู้หญิงใช่ไม่ใช่-ใช่

เรื่องทำนองชู้สาวมันก็ควรต้องเป็นข้อยกเว้น

แต่ก็ดันมีเรื่องขึ้นมา เพราะเฟมินิสต์รายนึงในองค์กรนี้ดันไปปิ๊งรุ่นพี่นักกิจกรรมสมัย6ตุลาฯที่ออกจากป่าเข้าให้ รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่ได้หน้าโจรๆแบบนักกิจกรรมทั่วไปที่5ย.เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายางนะ แต่หล่อมาดเนี้ยบ พูดจานุ่มนิ่มยิ้มกริ้มกรุ่มกรุ้มกริ่ม

ปิ๊งแล้วก็จบแค่นั้น เก็บเธอไว้ในใจก็ไม่เป็นไร ดันร้องว่า"เค๊าจะเอาๆๆๆ"ก็เลยเสร็จคุณเธอ แต่รุ่นพี่นั่นเสือกมีเมียแล้วนี่สิ เลยเป็นเวรของกรรมขึ้นมา ไอ่รุ่นพี่ผู้ชายที่ทำงานอยู่ค่ายป๋าส.ก็ต้องทิ้งลูกทิ้งมีเมียมาอยู่กับนังนี่

ในองค์กรนี้อีกเหมือน ทางหน่วยงานก็ส่งเฟมินิสต์อีกรายไปประสานงานกับพวกแรงงานหญิง กับทางนักศึกษา ประสานไปประสานมาไปเจอ"ดุ้น"เข้าให้อีก ก็เลยดั๊นไปได้กับนักกิจกรรมนักศึกษาแถวท่าพระจันทร์. ..ก็เลยน้ะ พอดีเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ มันก็มีแต่ผู้หญิงเต็มไปหมด ก็เลยได้นินทากัน แล้วก็มีเมาธ์กันไปในวงกามเอ็นโตดีกันพอสมควร

แต่นั่นแค่น้ำจิ้มนะ คือรักกันได้กัน ไม่หลอกฟันแล้วชิ่ง รักจริงหวังแต่งก็ว่ากันไป เรื่องของหอยกับดอของพวกเมิง ใครก็คงไม่อยากเสือกหรอก

ที่มันหนักหนานี่ก็คือ พวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นนักอุดมคติ นักอุดมการณ์ แล้วดันออกลายมีสันดานทำให้เกิดเรื่องงามไส้ขึ้นในทำนองนิยายเรื่อง"มัสยาหลงเหยื่อ"ของฤดี เริงชัย เขียนแขวะพวกฝ่ายซ้ายเก่าหลอกแดกไก่วัดนี่สิมันแสบยิ่งกว่าทิงเจอร์ราดหนองในเน่า

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า ในวงการมันก็มีรุ่นใหญ่ขึ้นหิ้งเอาไว้กราบไหว้ ลงมายันเอ็นโตดีรุ่นอ่อนเอ๊าะ

พวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายก็เหมือนปู+ชะนี+บุคคลแหละ

ส่วนเด็กใหม่นี่ส่วนใหญ่คือทางมูลนิธิอาสาสมัครแห่งหนึ่ง(ไม่ใช่อาสาสมัครร่วมกตัญญู หรืออาสาสมัครปอเต๊กตึ๊งนะ ส่วนจะอาสาสมัครอะไร ก็อย่าไปใส่ใจเลย คนดีๆเขาจะพลอยเสียหายไปด้วย)

มูลนิธิอาสาสมัครที่ว่านี้มี"เอ็นจีอ้วน"เขาตั้งขึ้นมา เขาก็จะนำนักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่มีพื้นเพทำกิจกรรมค่ายอาสาในมหาลัยมาเป็นอาสาสมัคร อบรมกันเสร็จก็ส่งไปทั่วประเทศอยู่กับหน่วยงานองค์กรต่างๆของพวกเอ็นจีโอ

บรรยากาศก็เหมือนเด็กฝึกงานทั่วไปแหละ ไปใหม่ๆพวกนี้ก็ตื่นตาตื่นใจ เห็นพวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งก็นึกว่าเป็นidolที่น่าเคารพกราบไหว้ ไอ่พวกขึ้นหิ้งทั้งหลายแทนที่จะให้เขาลุยสนามทำงาน มันก็บอกเอามาเรียนรู้งานที่ออฟฟิศก่อน

งานหลักก็เหมือนออฟฟิศทั่วไปคือเป็นที่รองมือรองตีน ให้ช่วยถ่ายเอกสาร ช่วยถอดเทปที่ขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายไปพูดบรรยายตามงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็ชงกาแฟ...

หากเป็นอาสาสมัครผู้ชายนี่ก็ไม่เป็นไร ให้ชงกาแฟไม่กี่วันก็ไล่มันลงพื้นที่ จบ

แต่ผู้หญิงสมัยนี้เกิดมาแยะ แล้วตามมหาลัยผู้หญิงเป็นนักกิจกรรมมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายช่วงหลังๆก็กลางวันโดดเรียน ตกเย็นแดรกเหล้า ค่ำๆแทงบอล ดึกๆตีหม้อ...ผู้หญิงก็เลยมาทำงานกิจกรรมนักศึกษามากกว่า ก็แน่นอนว่าหลุดมาเป็นอาสาสมัครก็ย่อมมากกว่า ออกไปฝึกงานกับพวกขึ้นหิ้งทั้งหลายมากกว่า

ไอ่พวกขึ้่นหิ้งนี่แม่งก็อาศัยความที่เด็กมันศรัทธาในชื่อเสียงภาพลักษณ์ อาศัยว่าอ้างว่า ช่วยเทรนเด็ก แล้วมันก็ใกล้ชิดกันด้วยสภาพงานชงกาแฟ พิมพ์งานให้ ถอดเทปให้

ถอดเทปไปถอดเทปมา ไอ้ห่านผู้ใหญ่ขึ้นหิ้งนี่ก็ดันอยากถอดมากกว่าเทปนี่สิ คือแมร่งอยากจะไปถอดผ้าเค๊า...เชี่ยมั๊ยหละสัดดด

ที่ผมว่านี่ไม่ได้เหี้ยกันทุกตัวหรอก แต่บังเอิญว่ามีกันกระจัดกระจายทั่วทุกภาคของประเทศ(ยังกับข่าวอุตุนิยมวิทยา)

ไอ่ขึ้นหิ้งตัวหนึ่งนี่อยู่ทางภาคอีสาน ยกย่องกันว่าเป็นพญาราชสีห์กันเลยทีเดียว คือคงจะมีหนวดมีเคราแบบราชสีห์หนะเลยได้ฉายามางี้ ก็แบ่บว่าตอนหนุ่มกว่านี้บ้าลุยงานมาก มีเมียมีลูกเต้าด้วยกันสองคน หน้าตาน่ารัก เด็กฉลาดมาก แต่แม่มันทนไม่ไหวหอบผ้าหอบผ่อนพาลูกหนีไปอยู่เมืองนอกซะ

ขาใหญ่ราชสีห์ของเราก็เลยตกพุ่มหม้าย แล้วก็ไม่ยอมมีเมียใหม่(เป็นเรื่องเป็นราว) ก็เหงาว้าเหว่่ ไอ้ครั้นจะไปลงอ่างก็จะเสียlookพญาราชสีห์ ก็เนี่ยเลยทำตัวเป็นสมภารแดรกไก่วัดแม่งซะเลย พวกนักศึกษาฝึกงาน พวกอาสาสมัครนี่แหละ กรุบกรอบขบเผาะดีนักแล

ตอนแรกๆก็มาฟอร์มนิยาย"มัสยาหลงเหยื่อ"แหละ คือพอใกล้ชิดเด็กเข้าก็บอก"พี่เหงา"(ความจริงอายุอานามไปเรียกตัวเองว่าพี่นี่แม่งก็น่าจะกระดากปากตัวเองซะมั่ง เมิงมันรุ่นปู่เค๊าแล้วเชี่ย)ชีวิตพี่่รันทด ลูกเมียครอบครัวไม่เข้าใจทิ้งพี่ไปเมืองนอก พี่ก็เก็บความสดมาตลอด ไม่เคยวอกแวกเลย

ก็เพิ่งมารู้สึกว่า"ใช่เลย"กับน้องนี่แหละ. ..อันนี้่ถ้าเด็กก็มีใจด้วย ก็เสร็จโดยละม่อม

แต่หากเด็กไม่มีใจนี่ ก็มีอีกสเต็ป คือฟอร์มสะตอบอแหลไปอีกแบบ เช่น วันนี้หนูอย่าลงพื้นที่ลงสนามเลยช่วงนี้แบ่บว่าพี่ป่วยหนัก(ก็เสือกแดกเหล้าหนัก)ช่วยอยู่ดูแลพยาบาลพี่ที ว่าแล้วก็ให้เด็กเข้าไปในที่รโหฐานสองต่อสองคอยปรนนิบัติพัดวีป้อนข้าวป้อนยา เด็กเผลอก็รวบซะเลย แล้วก็บอกน้องนี่แหละคนที่ใช่ของพี่...

อุบาทวก์กว่านั้น คือสะตอบอแหลยังไงก็แล้วเด็กมันไม่เล่นด้วย ก็ปล้ำแม่งซะเลย เสร็จบอกว่า พี่มันเหี้ย จะฆ่าแกงยังไงก็ได้ พอดีวันนั้นพี่เมาหนักไปหน่อย (ความจริงแม่งก็อาการเพียบทุกวันแหละ)

ก็รู้กันทั้งบางว่ามีเรื่องจังไรพรรค์นี้เกิดขึ้น แต่ก็เคลียร์จบทุกราย ก็ระหว่างคนอยู่บนหิ้งมีคนกราบไหว้บูชามีอุดมการณ์อุดมคติสูงส่ง กับเด็กอาสาสมัคร หรือเด็กนศ.ฝึกงาน มันก็น้ำหนักต้องไปอยู่ข้างไอ่แก่ราชสีห์หัวงูอยู่แว้วว...

คือเกิดเคสเดียวนี่ก็พอทำเนา แต่แดกนศ.ฝึกงาน รับประทานอาสาภาคสนามปาจำนี่ มันเชี่ยมั๊ย.."เอ็็นจีอ้วน"ตอนนั้นยังไม่มาทำงานกับแม้วเต็มลำ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครอยู่ ก็รับรู้เรื่องนี้เต็มๆ เพราะเด็กส่งไปฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมันก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งมาฟ้องกัน เอ็นจีอ้วนก็มีเคืองสะสมแต้มเรื่องนี้อยู่เรื่อง ต่อมาเลยเลิกเป็นโซ่ข้อกลางให้พวกเอ็นจีโอกับรัฐบาลเหลี่ยม ตอนที่อ็นจีอ้วนมาเป็นกุนซือให้เหลี่ยมสมัยเหลี่ยมมีอำนาจวาสนาเป็นนายกฯอยู่หลายปี

เรื่องของกระดอแท้ๆเลยกลายเป็นลุกลามให้ความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับเหลี่ยมบาดหมางขาดผึง หันมารบรากันจนทุกวันนี้

เรื่องพรรค์นี้มีไปทั่วในอีสาน ที่ดังก็แถบอีสานใต้นี่ดังมากกรณีหนึ่ง ไอ่พวกระดัีบหัวแถวตรงนั้นคนนึงก็ดันได้เด็กอาสาฯนี่แหละ ปกติชิ่งออกตัวสำเร็จ แต่เคสนี้ชิ่งไม่ออก เลยเจอเมียด่าบ้านแตกบอกว่า เด็กมันดีกว่ากรูตรงไหน? กรูทั้งสวยทั้งขาว เด็กแม่งดำปื๊ดอ้วนยังกะหมีควาย

ไอ่เหี้ยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าสารภาพ แต่ในใจคงตอบว่า"เด็กมันหนึบกว่ามึงไง..."

อีกตัวก็มาจากปักษ์ใต้มาอยู่อีสานใต้มีอุดมคติสูงส่งเป็นนักเขียนมีหนังสือลงเผยแพร่ เด็กฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่น เด็กอาสาไปเมื่อไหร่ก็เสร็จมันทุกราย โดยเฉพาะหากเด็กมาจากต่างบ้านต่างเมืองและเหงา จะมีเราเป็นเพื่อนร่วมทางทันใด แต่ไอ่นี่เนียนก็ยังทำมาหาแดรกมาได้จนป่านนี้

อีกตัวคนใต้เคยอยู่อีสาน หลังๆย้ายลงไปทำงานเอ็นโตดีปักษ์ใต้ ได้ใจว่าหล่อขาวสูงหน้าตาเทร็นด์เกาหลีั คนนี้ไอ่ยะใสหน้าดำใกล้ชิดมันเคยมาแต่งงานมัน เมียมันก็เป็นพวกเอ็นจีโอแวดวงเดียวกัน เคยไปสมัครสว.ลากตั้ง นึกว่าแต่งงานเสร็จจะหยุดอยู่ที่เธอ ไอ่เหี้ยนี่ก็มีเรี่ยราดไปทั่ว มันบอกทำไงได้ เด็กมันมาเอง ชั้นป่าวน๊าเด็กมันมาเอ๊ง กรูป่าวชวนน๊าเด็กมันมาให้ล่อเอง

ส่วนทางเหนือนี่ก็เป็นตำนานท่านเอ็นโตดีนักเขียน ฟังชื่อก็โอ้โหอย่างอุดมคติโรมานซ์ ก็พฤติการณ์สมภารแดกไก่วัดเหมือนกัน มีอยู่เคสนึงเคลียร์ไม่จบจนถึงตอนนี้ ยังเอ้อเร่อเอ้อเต่อกันอยู่

ส่วนอีกรายก็เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์ป๋วยแหละ ก็ตามสูตรน้องชมรมในมหาลัยก็เสร็จมันก่อนอันดับแรก แต่ก็กระเตงกันไปได้เรื่อยๆ มันขอทุึนฝรั่งไปลงพื้นที่อีสาน เมียจบโทไปเป็นอาจารย์ทางโน้น เมียก็รู้สันดานผัวดี ไม่ยอมรับเด็กฝึกงานจากมูลนิธิอาสาสมัครส่งมาให้ ก็เลยคัดเด็กที่ว่าหน้าตาไม่ได้เรื่อง หุ่นเตี้ยตะแหมะแขะไปเป็นเด็กนักศึกษาฝึกงานกับผัวตัวเองแล้วนะ แม่งยังฟาดไก่วัดตอนเมียเผลอเลยสัดดด

เมียก็เซ็งสัดๆ หนีไปทำปริญญาเอกเมืองนอก กะจะไม่กลับมา โดยยื่นคำขาดว่า ให้เลือกเอาจะเอาชั้นหรือเอาเด็ก ไอ้นี่เลยต้องหวานอมขมกลืนทิ้่งเด็ก เด็กแม่งก็หมดอนาคต จบมาหางานในด้านพวกเ้อ็นจีโอไม่ได้เลย เพราะเมียมันติดแบล็กลิสต์ไปทั่วราชอาณาจักร เมียได้ด๊อกเตอร์เลยยอมกลับมา ส่วนเด็กชะตาไม่ดี ไปได้เป็นเมียชาวนาในพื้นที่ตอนนี้ทั้งเตี้ยล่ำดำสิว. ..อนาถจิตเจงๆ

อันนี้คนอ่านของผมเขาเพิ่มเติมมาให้อุบาทว์จิตอีกว่า เรื่องหลอกล่อผู้เยาว์เนี่ย บางคนในแวดวงนี้เขาเทพ และเนียนมาก (พวกหื่นกาม ฉุด ญ เข้าพงหญ้ายังเลวน้อยกว่านี้ เพราะ ญ และสังคม ยังด่าไอ่พวกหื่นกามได้เต็มปาก ) แต่พวกเทพๆ นี้ หลังเสร็จกิจ น้อง ญ ส่วนมากจะโทษและรู้สึกรังเกียจตัวเองไปเลย

บางคนรู้สึกแย่จนถึงคิดฆ่าตัวตาย เพราะ "ไปทำให้ครอบครัวของพี่ๆ เขาแตกแยก" ส่วนไอ่พี่ ช นั่น ยิ้มสบาย พี่ ญ ก็จะราวีหรือเอาไงดี

ปัจจุบัน น้อง ญ บางคน ถูก (เพื่อนๆ และแวดวง) โดดเดี่ยว รับภาระเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกผิด และยังเชิดชูบูชา ไอ่พี่ ช คนนั้นอยู่ - - แมร่งงงงงงเอ๊ย ห่วยอีหลี - - ยิ่งกว่าพล็อตละครหลังข่าวซะอีก!

ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกัน

ป.ล.ในบ้านเมืองนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไอ้ที่ดีๆเค๊าก็มีบึ้ม กราบขออภัยหากเรื่อง(จริง)นี้ไปทำให้คนดีในวงการแปดเปื้อนมัวหมอง

พูดเรื่องนี้ผมเลยว่าพวกนี้มันมีsex driveสูงหวะ...ต้องเข้าใจว่าพวก NGO นี่มันมนุษย์พันธฺุ์พิเศษนะ ปกติธรรมดามนุษย์มนานี่เป็นกันไม่ได้หรอก มันต้องมีแรงขับอะไรเป็นพิเศษ

หากแรงขับนั้นเป็นเรื่องพระเรื่องเจ้าเข้าวัดเข้าวาอย่างน้าเอียด ดีพูน สมพจน์ สมบูรณ์ มงกุฎ แก่นเดียว อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ที่แกเป็นคริสเตียน หรือหมอยงยุทธอะไรนี่ก็ดีไป แต่เสือกมีแรงขับด้านsex driveนี่กรูหละสยองแทนพวกไก่วัดเป็นอันมาก

ส่วนไอ้ว่าที่เหี้ยๆนี่ก็เล่ามาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์นะสาวเอยจะบอกให้ เผื่อใครอ่านๆอยู่ และกำลังฝันๆหวานจะไปเป็นเด็กฝึกงานหรือเป็นอาสาสมัคร หรือไปเป็นเด็กใหม่เอ็นจีโอ พวกเอ็งก็ระวังไว้นี๊สนุง หน้าฉากพ่อพระนักบุญราชสีห์ หรือแสงดาวแห่งศรัทธา ปณิธานอันมุ่งมั่นสนั่นโลกาโกวิทย์วัฒนาสถาพรบำรุงที่เห็นๆกันนั้น มันอาจแค่เปลือกๆ...

ของจริงนี่มันเอ็นโตดี กว่าจะรู้อีกทีเอ็นก็เข้าไปอยู่ในรูซะแร๊ะ. ....เชี่ยสัดๆๆๆ

00000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เห็นปัญหาแต่ไม่แก้

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหาอยู่มากทั้งความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย เช่น การแบ่งพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนออกเป็น 8 เขต หรือ 8โซน การกำหนดให้ ส.ว.มาจาก 2 ทาง ทางที่หนึ่ง ให้เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ไม่ว่าจังหวัดเล็กอย่างระนอง หรือจังหวัดใหญ่อย่างกรุงเทพฯก็มี ส.ว.ได้ 1 คน กับอีกทางหนึ่ง ให้มาจากการสรรหา โดยจำนวนของที่มาทั้ง 2 ทางไล่เลี่ยกัน กล่าวคือ ส.ว.เลือกตั้ง 76 คน ส.ว.สรรหา 74 คน รวมเป็น 150 คน การยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย ฯลฯ และการเขียนบทบัญญัติที่ไม่ชัดเจน ตีความไปได้หลายทาง ก่อให้เกิดความสับสนและนำมาซึ่งความขัดแย้ง รวมทั้งกระทบต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

มิไยที่จะกล่าวถึงการแสดงพฤติกรรมของ ส.ส.กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่หยุดถ้อยคำด่าอันไม่บังควรออกมา สะท้อนถึงวุฒิสภาที่ต่ำทรามของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า ผู้แทนปวงชน ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายคราว ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติใดที่จะกำกับควบคุมมิให้นักการเมืองบางส่วนแสดงพฤติการถ่อยและเถื่อนออกมา หากแต่ยังมีเรื่องที่ควรจะถูกหยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบและเริ่มต้นเสียทีแทนที่จะมัวโอ้เอ้เอาแต่รำมวยกันไปมาอยู่อย่างนั้น

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า จากการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเห็นพ้องกันว่าสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือ แก้ไขการเลือกตั้งจากแบ่งเขตเรียงเบอร์ (เขตละ 3 คน) เป็นเขตละ 1 คน หรือวันแมนวันโหวต ตามรัฐธรรมนูญ 2540 อีกประเด็นหนึ่ง คือมาตรา 190 เกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่รัฐบาลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนถึงจะไปลงนามกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสภาของ ส.ส.ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะกระทำไม่ได้ หากเรื่องที่พิจารณาเป็นผลได้ผลเสียกับนายกฯและรัฐมนตรี กรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่สภาพิจารณาวาระ 2 และ 3 ปรากฏว่านายกฯและรัฐมนตรีไม่มีใครกล้าลงมติ เพราะเกรงว่าถ้าลงมติไปอาจถูกร้องเพื่อนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เพราะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ทำให้คะแนนเสียงเมื่อหักนายกฯและรัฐมนตรีออกไปแล้ว เสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีมากกว่าพรรคฝ่ายค้านอยู่แค่ 6 เสียง ถือว่าหมิ่นเหม่ต่อการเพลี่ยงพล้ำในการลงมติ ซึ่งหากเกิดเหตุขัดข้องประการใดก็แล้วแต่ที่เสียงรัฐบาลออกมาแพ้ฝ่ายค้าน หรือไม่ครบองค์ประชุม ก็จะส่งผลกระทบต่อเถสียรภาพรัฐบาลถึงขั้นนายกฯต้องยุบสภาได้

ความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี ความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยก็ดี และรวมไปถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สมควรอย่างยิ่งที่ทุกพรรคทุกฝ่ายในสภาผู้แทนฯและในวุฒิสภาจะได้ปรึกษาหารือกันแล้วเริ่มต้นเสนอเป็นร่างแก้ไขเข้าสู่รัฐสภา แต่น่าเสียดายที่สภาผู้แทนฯและวุฒิสภาไม่แสดงถึงความร่วมไม้ร่วมมือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีหลายเรื่อง หลายมาตราของรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาในการปฏิบัติและกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญได้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อไรจะลงมือแก้ไขเสียที และอีกนานเท่าไรความสมานฉันท์ปรองดองจะยังเกิดขึ้นโดยความเห็นพ้องต้องกันของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ขออย่าให้เหมือนกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่รัฐสภาต้องรอให้ประชาชนถูกทหารปราบปรามจนคนเจ็บล้มตายจำนวนมากเสียก่อนจึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

เป็นนายกฯ นะครับ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ถ้าเป็นลิง ก็กำลังแก้แห

ถ้าเป็นวัว ก็กำลังพันหลัก

เก้าอี้ผบ.ตร.ตัวเดียว ยุ่งชุลมุนอีนุงตุงนังไปหมด

จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ท่านนายกฯ?

ยิ่งเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กลับมาจากเยอรมัน

ก็จะยิ่งชุลมุนอีนุงตุงนังหนักกว่าเก่า??

ถ้านายกฯ ยังดื้อตาใส แล้วยังพูดแผ่นเสียงตกร่อง "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" อย่างมั่นอกมั่นใจ

ก็ตัวใครตัวมันครับพี่น้อง!!

ก่อนเกิดกรณีผบ.ตร. ภาวะผู้นำไต่ระดับได้อย่าง น่าทึ่ง

ทั้งปราบม็อบแดง ทั้งขวางรถเมล์ 4 พันคัน ทั้งเบรกจำนำพืชผลเกษตร

แต่พอมายุ่งวุ่นวายกับผบ.ตร.เท่านั้นแหละ

ภาวะผู้นำร่วงรูดหมดสภาพ?

เป็นนายกฯ แต่ปลดคนเก่าก็ไม่ได้ ตั้งคนใหม่ก็ไม่ได้

เพราะอะไร??

ถ้าสรุปสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็เพราะ ไม่เป็นงาน

ขยายความหน่อย ก็เพราะ ไม่มีทักษะของนักบริหาร ไม่มีศิลปะของนักปกครอง

และไม่มีทีมงานที่รอบรู้ เชี่ยวชาญ ไว้ใจได้

ไม่มี ไม่รู้ไม่พอ ยังได้ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดที่อันตรายและน่ากลัวมากๆ

โดยเฉพาะวอลเปเปอร์ หัวหน้าม็อบ และ"หัวเถิก"!!

นายกฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่า 2 เจ้าแรกนั้น ผ่านการล้มละลายมาแล้ว

แหะ แหะ แต่ล้มบนฟูกพุงกระเพื่อมนะครับพี่น้อง

ส่วนเจ้าหลัง แหะ แหะ ระดับหลายมงกุฎตัวพ่อเลยนะท่าน

แต่นายกฯ กลับเลือกที่จะเชื่อ ลุ่มหลง เสน่หา!

ขนาดผู้จัดการรัฐบาล"เทพเทือก" หรือเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ คนกันเองแท้ๆ ก็ยังงงๆ

ไม่ลองตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกดูหรือว่าวอลเปเปอร์รับมาแล้วเท่าไหร่?

หัวหน้าม็อบวางกลเกมเรื่องคน เรื่องตำแหน่ง เรื่องคดีร้ายแรงของตัวเองไว้อย่างไร?

"หัวเถิก" ใช่บุคคลพิเศษ หรือแค่ราคาคุย "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" หาผลประโยชน์ไปวันๆ?

นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ สมควรต้องรู้ให้มาก รู้ให้เร็วโดยด่วน

เพราะเบสิกเบื้องต้นของคนเป็นผู้นำ

ต้องรู้คน รู้งาน

จะมัวมาแก้แห เดินพันหลักอย่างหมดสภาพแบบนี้ไม่ได้

เป็นนายกฯ นะครับ ไม่ใช่...!?

ซ่อมจวนพระตะบองสร้างรักไทย-กัมพูชา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29406
สกู๊ปหน้า 1

แม่น่ำส็องแกไหลผ่าเมืองพระตะบองด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำ มีชุมชนชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ประปราย ส่วนด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำ มีวัดดำเรียซอ หรือวัดช้างเผือกเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา มีสถานที่ราชการอยู่มากมายฝั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาล เรือนจำ สถานีรถไฟ และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง

"ผมใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยผ่านทางสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา ที่ได้ช่วยเหลือต่อโครงการซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง"

นายปราชญ์ จันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง กล่าวด้วยเสียงเรียบ นุ่ม ท่ามกลางคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่นำเอาเงินช่วยเหลือซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนกว่า 1 ล้านบาทไปมอบให้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา

ผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย นายปกศักดิ์ นิลอุบล ประธานสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย

โครงการซ่อมจวนผู้ว่านี้ ฝ่ายกัมพูชาบอกว่า จะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 งบประมาณที่ใช้ซ่อมเป็นของ

รัฐบาลกัมพูชา และส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา

นายปกศักดิ์ นิลอุบล นายกสมาคมบอกว่า สมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา เห็นว่า การบูรณะซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ จึงเห็นควรให้
การสนับสนุนเงินซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯเป็นจำนวน 1,069,000 บาท

สิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมืออันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา และยังเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ. 2553

ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง คำตอบในเรื่องนี้คือ จวนผู้ว่าฯหลังนี้ สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เมื่อ พ.ศ.2448 สมัยนั้นกัมพูชายังตกอยู่ภายในอาณานิคมของฝรั่งเศส

เหตุการณ์ต่อมา เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ายที่พำนักจากจังหวัดพระตะบองมาจังหวัดปราจีนบุรี ท่านได้มาสร้างจวนผู้ว่าฯหลังใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันอยู่ในอาณาบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

จวนผู้ว่าฯหลังเก่านั้น รัฐบาลกัมพูชาใช้เป็นสถานที่ราชการสืบมา

หลังใช้อาคารมานานทำให้ผุพังบางส่วน จึงซ่อมแซมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2539 และซ่อมอีกครั้ง คือครั้งนี้ เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 255,000 ดอลลาร์

นายปราชญ์ จันทร์ กล่าวอย่างภูมิใจว่า จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้ "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเนื่องในวโรกาส เสด็จเยือนพระตะบองเมื่อปี พ.ศ.2549 ครั้งนั้น พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทาง
จังหวัดถวายเลี้ยงพระกระยาหารกลางวัน ณ อาคารด้วย"

สำหรับการยื่นมือให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศ นายปราชญ์บอกว่า เมื่อปี พ.ศ.2549 ได้มีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมการบูรณะ ต่อมาก็มีการช่วยเหลืองบประมาณ

เมื่อบูรณะเสร็จ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ใช้เป็นสถานที่ราชการ ของหน่วยงานต่างๆของจังหวัดพระตะบอง เหนือจากนั้น คือ แสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ที่มีมรดกทางศิลปะอันล้ำค่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปะสมัยอาณานิยม หรือ "โคโลเนียล สไตล์"

จังหวัดพระตะบอง ชาวกัมพูชาเรียก "บัดด็อมบอง" แปลว่า ตะบองหาย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดปราจีนบุรีของไทย และตั้งอยู่ทิศตะวันตกของกรุงพนมเปญ ระยะทางจากกรุงพนมเปญมาถึงพระตะบองประมาณ 291 กม.

จังหวัดพระตะบองมีพื้นที่ประมาณ 11,748 ตร.กม. ประชากรประมาณ 1,030,301 คน เป็นแหล่งอารยธรรมอุดมไปด้วยโบราณสถานต่างๆ เช่น ปราสาทวัดเอกพนม ปราสาทเสนง ปราสาทบาแสต ปราสาทพนมส็อมปึว และปราสาทบานอน เป็นต้น

นางสึม มารี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง เล่าบรรยากาศการท่องเที่ยวพระตะบองด้วยว่า พระตะบองมีโบราณสถานมาก และมีแหล่งท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นใดในกัมพูชา

สถิตินักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา นางสึม มารีบอกว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เป็นญี่ปุ่น รองลงมาเป็นเกาหลี จีน และไทย

สาเหตุที่คนไทยมีจำนวนน้อย ทั้งๆที่เป็นคนในประเทศเพื่อนบ้าน สึมบอกว่า คนไทยมักมาติดต่อธุรกิจการค้าแล้วก็กลับ ไม่ค่อยมาอยู่พักเหมือนชาติอื่นๆ

ในแง่ของความสัมพันธ์ไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เปิดใจเรื่องการดำเนินกิจกรรมกระชับสร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาว่า

ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีการไปมาหาสู่กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังนั้น เรื่องการไปมาหาสู่กัน เราควรพัฒนาให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อให้ความสะดวกสบายต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

ดังนั้น "ปี พ.ศ.2553 เรามีโครงการยกเลิกวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไทย กัมพูชา จะได้รับการยกเว้นเมื่อทำวีซ่าเข้าประเทศถึง 30 วัน"

นอกจากนั้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำวีซ่า "ไทยจะเปิดกงสุลใหญ่ที่จังหวัดเสียมเรียบ เพื่อชาวกัมพูชาที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ"

ทั้งสองโครงการนี้ เมื่อแล้วล่วงย่อมเอื้อความสะดวกสบายระหว่างชาวไทยกับกัมพูชาได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องที่กระทบกระทั่งกัน ปัญหาใหญ่มาจากเรื่องเขตแดน

นายชโลทรบอกว่า ปัจจุบันไทยและกัมพูชากำลังดำเนินการปักปันเขตแดนอยู่ บางช่วงตอนจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบ ยังดำเนินการไปได้ไม่มากนัก สำหรับพื้นที่ทางทะเลจำเป็นต้องรอการปักปันเขตแดนทางบกให้เสร็จสิ้นก่อน

"ถ้าเรามีเจตนารมณ์ทางบวกด้วยกันแล้ว ทุกอย่างก็จะไปได้ด้วยดี"

เรื่องกัมพูชาให้สัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ นายชโลทรบอกว่า ยังเป็นเพียงโครงการเท่านั้น ยอมรับว่ามีการเจรจากัน แต่ยังไม่มีการขุดเจาะ แต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายยังอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนอยู่ และขณะนี้ "เราก็มีทิศทางที่ดี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน
และต้องใช้เวลา"

หลังการกระทบกระทั่งกัน สภาพการลงทุนในกัมพูชาเป็นอย่างไรนั้น นางอมรรัตน์ จตุรภัทร นักธุรกิจร้านอาหารไทยและที่พักบอกว่า ธุรกิจของตนไม่มีผลกระทบแต่อย่างไร

และที่สำคัญ "ธุรกิจเราไม่ได้เน้นไปที่นักท่องเที่ยว เราขายให้กับคนท้องที่ พอมีเรื่องก็มักมีคนถามเหมือนกัน เราก็พยายามชี้แจงว่า ข่าวก็คือข่าว ส่วนใหญ่เขาก็เข้าใจ"

สร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาไม่ว่าจะเรื่องช่วยซ่อมจวนผู้ว่าฯจังหวัดพระตะบอง หรือเอื้อไมตรีกันด้านใด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาซึ่งความสงบสุขของคนทั้งสองประเทศทั้งสิ้น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องระมัดระวัง คือ ลิ้นบางลิ้นที่พูดเพื่อประโยชน์ ส่วนตนแล้วทำลายความสัมพันธ์คนทั้งสองประเทศ.

การเมืองเสื่อม

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

วันก่อนเสียงด่าทอกันในสภา ใช้ถ้อยคำหยาบคาย คงจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเสื่อมของการเมืองยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ความแตกแยก ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ความแตกแยกระหว่างประชาชน ความแตกแยกระหว่างข้าราชการ จริยธรรมเสื่อม คุณธรรมบกพร่องก็เพราะความอยุติธรรม

วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่แพร่เชื้อกันไว้ตั้งแต่สมัยยึดอำนาจ ทำให้ประเทศไทยพบกับจุดเสื่อมโทรม ของความเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยรักสันติ ขีดเส้นล้อมวง จำกัดสิทธิและเสรีภาพของการเมืองและประชาธิปไตยให้อยู่ในการควบคุม

อิทธิพลที่เหนือการเมืองและพฤติกรรมเผานาจับหนูที่ผ่านมา หนูไม่ตายแต่กลับเริงร่า เจ้าของนานั่งดูความล่มจม ทั้งศีลธรรมและวัฒนธรรมพลอยเสื่อมไปหมด

สยามเมืองยิ้มกลายเป็นสยามแยกเขี้ยว

จิตใจคนโหดร้ายไปตามสถานการณ์บ้านเมือง ดูอย่างกรณีแก๊งปาหินนั่นปะไร เป็นอันตรายรูปแบบใหม่ของอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน บางครั้งยังน่ากลัวกว่าเมาแล้วขับซะอีก

ก็เพราะ ตำแหน่ง ผบ.ตร.แค่ตำแหน่งเดียว ทำเอาปั่นป่วนกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ลามไปถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวง และตำแหน่งอื่นๆ ที่เข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกเพียงเพื่อจะเอาชนะเท่านั้นเอง

เลยคิดการใหญ่

ตัวอย่างมีผู้นำบางประเทศเข้าไปก้าวก่ายอำนาจยุติธรรม โดยเฉพาะการสั่งปลดบุคลากรของสถาบันยุติธรรม ถึงกับกระเด็นจากตำแหน่ง เวลานี้ มีเทปเสียงการสั่งการให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมายังพิสูจน์ชัดเจนไม่ได้ว่าเป็นเสียงใคร มีการตัดต่อหรือไม่

แต่ก็เริ่มจะปั่นป่วนชี้ให้เห็นถึงก้าวย่างของการเมือง ที่กำลังจะล้างขั้วล้างบางกันอีกกระทอก แม้แต่วอลเปเปอร์เอง ก็ไม่พ้นวิบากกรรม ไปทำอะไรไว้ พฤติกรรมในอดีตเป็นอย่างไร

ได้ดูกันตาแฉะ

บางครั้งอาจจะมองว่าเป็นละครการเมืองน้ำเน่า บางทีอาจจะดูว่าเป็นการเมืองไร้สาระ แต่เมื่อบ้านเมืองปกครองด้วยความไร้สาระ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี

ใครจะคิดว่าละครน้ำเน่ายังติดอันดับไปตลอดกาล ใครจะคิดว่ายุคนี้สมัยนี้ ยังมีการย้อนยุคโกงกินเงินจากชาวบ้านตาดำๆได้ลงคอ เคยได้ยินเรื่องถนนควายเดิน ส.ส.ปลาทู แจกรองเท้าแตะทีละข้าง ยังนึกขำว่าสมัยนั้นคิดทำกันไปได้อย่างไร

แต่วันนี้มีคนปล้นชาวบ้านที่มีแต่ผ้าขาวม้ากับกางเกงขาก๊วยจนได้.

ธรรมะเรื่องสัจจะ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายวันนี้ ท่ามกลางความไม่สบายใจของคนใน เขตดุสิต ที่ต้องตกใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ผมขอพาท่านผู้อ่านไปคุยเรื่องธรรมะกันดีกว่านะครับ เห็นชื่อเรื่องคงแปลกใจ ธรรมะเรื่องสัจจะ ลองไปอ่านดูครับ

หมู่นี้ผมอ่านหนังสือธรรมะของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) หลายเล่ม เลยมีเรื่องดีๆนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อช่วยกันประคับประคองสังคมไทยที่กำลังหลงทาง ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็คือ ธรรมะในเรื่อง "สัจจะ" หรือ "ความจริง" ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของคนทุกชนชั้น แม้แต่ในชั้นอริยภูมิ พระอริยะ ก็ต้องมี "อริยสัจ" ความจริงอันประเสริฐ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคนทั่วไปจะละเลยสัจจะ พูดเท็จกันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ "นักการเมือง" ที่บริหารปกครองประเทศ พฤติกรรมที่เป็นอยู่นอกจากจะ "ไร้สัจจะ" แล้วยัง "พูดเท็จ" กันหน้าตาเฉย เป็นตัวอย่างที่เลวแก่สังคมส่วนรวมด้วย

อย่างที่ได้เห็นได้ฟังจากสื่อต่างๆในช่วงนี้

สมเด็จเกี่ยว ท่านบอกว่า สัจจะเป็นที่ปรารถนาของสังคมทุกระดับชั้น แม้แต่ในกลุ่มคนที่ชอบเล่นเล่ห์กล ตนเองเล่นได้ แต่คนอื่นจะมาเล่นกับตนไม่ได้ จะต้องเป็นคนมีสัจจะ คือมีความจริง แม้แต่คนที่ปลิ้นปล้อนหลอกลวงอยู่เป็นประจำ เรียกว่าหลอกกันตลอดเวลา
หลอกคนนั้น หลอกคนนี้ หลอกคนโน้น แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาหลอกตนเองเหมือนกัน ไม่มีนักหลอกลวงที่ไหนอยากให้มีใครมาหลอกตน

นี่แหละครับ แม้แต่คนที่โกหกเป็นประจำก็ยังชอบสัจจะเหมือนกัน

สมเด็จเกี่ยว จึงบอกว่า สัจจะ เป็น หลักธรรม ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสังคม พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนถึงเรื่องสัจจะไว้ในลักษณะต่างๆที่ท่านได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอก็คือเรื่อง ศีลข้อที่ 4 งดเว้นจากมุสาวาท คือให้พูดสัจจะคือความจริงนั่นเอง

พระพุทธเจ้า ไม่ทรงประสงค์ให้คนในศาสนาของพระองค์เป็นคนที่มีวาจาเป็นเท็จ พระองค์ต้องการให้พูดแต่คำที่เป็นจริง ทรงสอนถึง สัจจบารมี คนที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าต้องมีบารมีข้อหนึ่งคือ สัจจะ

คนสำคัญของบ้านเมืองก็เหมือนกัน ต้องมีบารมีข้อหนึ่ง คือ "สัจจะ" ขาดไม่ได้ ถ้าจะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

บางคนบอกว่า คนที่บริหารบ้านเมืองก็แลดูไม่ค่อยจะมีสัจจะ ให้สังเกตดูก็แล้วกัน ถ้าหากว่าสัจจะน้อย บ้านเมืองก็ระส่ำระสาย สัจจะมาก บ้านเมืองก็สงบ เป็นข้อที่เห็นกันด้วยเหตุด้วยผล

ดังนั้น สมเด็จเกี่ยว จึงสรุปว่า ถ้าหากบ้านเมืองมีคนที่มีสัจจะมาก บ้านเมืองก็ร่มเย็นมากขึ้น ถ้าบ้านเมืองมีคนขาดสัจจะหลอกลวงกันมากขึ้น บ้านเมืองก็ขาดความร่มเย็นเป็นสุขน้อยลงไปตามส่วน

เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะมัวโกหกพกลมกล่าวคำเท็จกันทำไม เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราจะร่มเย็นเป็นสุข จะเจริญก้าวหน้า ก็เพราะสัจจะ ไม่ใช่เพราะมุสา เป็นไปไม่ได้เลยที่ศาสนาจะเจริญ เพราะคนโกหกมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาติบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า
เพราะคนในชาติบ้านเมืองโกหกกันมาก มีแต่บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า เพราะคนมีสัจจะมาก ศาสนาจะเจริญเพราะคนมีสัจจะมาก

สัจจะที่ว่านี้ จะต้องเป็นทั้ง สัจจะในการพูด และ สัจจะในการกระทำ ไม่ใช่สัจจะแต่พูดอย่างเดียว แต่ไม่มีสัจจะในการกระทำ

แล้ว สมเด็จเกี่ยว ก็สรุปเป็นข้อคิดว่า สัจจะเป็นสิ่งจำเป็น เราทุกคนควรจะได้ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีสัจจะ ทั้งการทำและการพูด อย่าเป็นคนพูดอะไรให้มีคำเท็จเจือปนจนมากเกินไป

เหมือน นักการเมืองไทย ที่ชอบ พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว หรือ พูดความเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์ คือ พูดอย่างหนึ่ง แต่ ทำอีกอย่างหนึ่ง เหมือนฟ้ากับดิน มือกับเท้า อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ทุกวันในช่วงนี้ แต่คนอื่นที่มาพูดกับตัวเอง นักการเมืองขี้ห๊กเหล่านี้กลับต้องการ
สัจจะ พูดความจริงกับเขาเท่านั้น.

"ลม เปลี่ยนทิศ"