WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 30, 2009

เคาะวันเลือกนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ 4 ต.ค.นี้

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. เทศบาลนครเชียงใหม่ เตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ใน วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยได้มีการเปิดรับสมัครผู้ลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีฯ ในวันที่ 3-7 กันยายน นี้

ทั้งนี้เนื่องจาก ร.อ.หญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ได้แถลงหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่มีหนังสือด่วนที่สุด วันที่ 23 มิ.ย.2552 ถึงเทศบาล ลงนามโดยนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุให้ ร้อยเอกหญิงเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ โดยมีผลทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ได้รับเลือกตั้ง เนื่องมาจากขาดคุณสมบัติในการสมัครลงเลือกตั้ง โดยมีชื่อในเขตเลือกตั้ง ก่อนวันลงสมัครเพียง 5 วัน ซึ่งตามเกณฑ์คุณสมบัติต้องมีชื่ออยู่ในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี ถึงแม้ฝ่าย ร.อ.หญิง ดร.เดือนเต็มดวง จะมีการอุทธรณ์ว่าได้เสียภาษีโรงเรือนค่าเช่าอาคารและที่ดินอย่างถูกต้องให้แก่เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นเวลา 3 ปี ก็ตาม

จากกรณีดังกล่าวทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครเชียงใหม่จึงต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างต่อไป โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติ ครั้งที่ 43/2552 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ให้เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ แทนตำแหน่งที่ว่าง ภายใน 45 วัน นับจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ โดยกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 3-7 กันยายน 2552 เวลา 08.30-16.30 น. และคาดว่าจะมีว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 10 คน และกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีจะอยู่ที่คนละไม่เกิน 8 แสนบาท

โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง เพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 เวลา 08.00-15.00 น.

ดร.เคน สันติธรรม ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 60% จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จำนวน 113,303 คน โดยจะมีการแบ่งหน่วยเลือกตั้งออกเป็นหน่วยย่อยทั้งหมด 175 แห่ง โดยใช้หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่นับคะแนน

ด้านนายมานพ ศักดาพร ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีลงมติให้จัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ภายใน 45 วันนับจากวันที่ประกาศ

โดยกำหนดให้มีการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 3-7 ก.ย.2552 และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค.2552 โดยการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปตามที่ นายเคน สันติธรรม ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า ไม่มีนายกเทศมนตรีปฏิบัติหน้าที่แล้ว และ กกต.ได้มีมติดังกล่าว

การเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้แบบบัญชีรายชื่อใหม่ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้มีการรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งตามกฎหมายทำให้ผู้สมัครในการเลือกตั้งในครั้งนั้นหมดสภาพความเป็นผู้สมัครไปด้วย ส่วนคุณสมบัติของผู้สมัครนั้นเป็นหน้าที่ของ กกต.ท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่จะทำการพิจารณาผู้สมัครแต่ละรายว่ามีคุณสมบัติหรือไม่สำหรับกรณีการที่ผู้สมัครบางรายเดินหน้าหาเสียงชูนโยบายต่างๆ นั้น จะมีการพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่มีผลต่อเนื่องมายังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือไม่ โดยหากมีก็จะมีการนำมาใช้ในการพิจารณาต่างๆ ด้วย เช่น การแจกเสื้อ การจัดเลี้ยง เป็นต้น พร้อมกันนี้ ยอมรับว่าอาจมีผู้สมัครบางรายที่ได้รับการสนับสนุนจากการเมืองระดับชาติ หรือมีการโยกงบประมาณจากบางหน่วยงานมาสนับสนุนในพื้นที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.จะมีการพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ อีกครั้งว่ามีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด

นายมานพ ยังกล่าวถึงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้ว่า คงจะต้องมีการแข่งขันกันอยู่แล้วเป็นปกติ ซึ่งสิ่งที่ กกต. จะจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษจะเป็นในเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง ที่ผ่านมาได้มีการส่งสายลับลงหาข้อมูลข่าวล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการจัดการเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยหากพบว่ามีการกระทำความผิดและมีหลักฐานชัดเจนก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

'โทษที่ไม่เป็นธรรม' : ฟองสบู่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วิกฤตความจงรักภักดีด้อยคุณภาพ

ที่มา ประชาไท

บทบรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกันฉบับล่าสุด (ปีที่7 ฉบับ2 : โทษที่ไม่เป็นธรรม)
ฟองสบู่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
วิกฤตความจงรักภักดีด้อยคุณภาพ
1

เช้าวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ศาลอนุมัติหมายจับ น.ส. ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่คนเสื้อแดงว่า ดา ตอร์ปิโด บ่ายวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายศาลเข้าจับกุม น.ส. ดารณีทันทีในข้อหากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 หรือที่เรียกกันติดปาก "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" อันเนื่องมาจากคำปราศรัยของเธอ ณ ท้องสนามหลวง ดารณีกล่าวอะไรที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์? เท็จจริงเป็นเช่นไร? และจะพิสูจน์ถูกผิดกันอย่างไร? มาถึงวันนี้สาธารณชนก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ การพิจารณาคดีถูกปิดเป็นความลับ ที่พอจะทราบคือ เธอถูกออกหมายจับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการออกหมายเรียกใดๆ ก่อนเลย และศาลไม่อนุญาตให้เธอประกันตัวด้วยเหตุผลที่ว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง รวมทั้งเกรงว่าเธอจะหลบหนีหรือกระทำผิดซ้ำอีกหากปล่อยตัวไปชั่วคราว หลังจากที่ดารณีถูกจองจำอยู่กว่า 1 ปี เธอจะได้รับฟังคำพิพากษาในพระปรมาภิไธยปลายเดือนสิงหาคมนี้
2

วันที่ 15 สิงหาคม 2551 ตำรวจออกหมายจับนางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง อาชีพรับซื้อของเก่าและรับทำนายดวงชะตา ผู้ผลิกผันตนเองกลายเป็นขาไฮด์ปาร์คหลังการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ในข้อหาหมิ่นรัชทายาทตาม ม. 112 จากกรณีการปราศรัยบนเวทีสนามหลวง บุญยืนเข้ามอบตัวในวันเดียวกันและถูกคุมขังทันทีนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาเธอให้การรับสารภาพด้วยความหวาดกลัวและหวังว่าจะขอพระราชทานอภัยโทษใน ภายหลัง ในที่สุดศาลพิพากษาจำคุกบุญยืน 12 ปี และลดโทษเหลือกึ่งหนึ่งเนื่องจากเธอรับสารภาพ ปัจจุบัน บุญยืนยังอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ขอลดหย่อนโทษ ขณะที่บ้านและรถที่ใช้ในการประกอบอาชีพของครอบครัวได้ถูกยึดไปหมดแล้ว เนื่องจากขาดผ่อนชำระ เพราะเธอซึ่งเป็นกำลังหลักของครอบครัวถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สามีของเธอจึงต้องหารายได้ด้วยการรับจ้างทั่วไปมาจ่ายเป็นค่าเช่าบ้านและ เลี้ยงดูลูกคนเล็กซึ่งยังเรียนหนังสืออยู่
3

วันที่ 14 มกราคม 2552 สุวิชา ท่าค้อ วิศวกรในบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศเข้า จับกุมขณะกำลังเดินซื้อของกับภรรยาในตลาดอำเภอเมืองนครพนมด้วยข้อหาเผยแพร่ รูปและข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงทางอินเทอร์เน็ต ก่อนจะถูกควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินมาสอบปากคำที่กรุงเทพฯ ในคืนนั้น สองวันต่อมาสุวิชาถูกนำตัวไปฝากขังยังศาลอาญา กระบวนการทั้งหมดกระทำไปโดยที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายให้คำปรึกษา ภายหลังถูกจับกุมเพียงไม่กี่วัน บริษัทที่สุวิชาทำงานอยู่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างเขาและไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ โดยอ้างว่าการกระทำของเขาทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง ระหว่างที่สุวิชาถูกคุมขัง ญาติของเขาพยายามยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตด้วยเหตุผลว่า สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนทั้งประเทศ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และกรณีนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง อัตราโทษสูง ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่บอกเขาว่า หากให้ความร่วมมือแล้วจะปล่อยตัวกลับบ้าน สุวิชาอยากกลับบ้าน เขาจึงยอมรับสารภาพตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ แม้จะต้องแต่งเรื่องราวไปตามพล็อตเรื่องขบวนการ ต่อต้านเบื้องสูงดังความเชื่อของเจ้าหน้าที่ก็ตาม ทว่าสุดท้าย ในวันที่ 3 เมษายน 2552 ศาลก็ตัดสินจำคุกเขาจากความผิด 2 กระทง กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี และลดโทษให้คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี สุวิชาถูกพรากจากภรรยา ซึ่งต้องดูแลลูกวัยเรียนอีก 3 คนเพียงลำพัง
4

วันที่ 19 กันยายน 2549 กองกำลังผูกริบบิ้นสีเหลืองเคลื่อนออกมานอกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของตน และก่อการ "รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ทว่าโดยมิคาดฝัน ปฏิบัติการทางการเมืองของพวกเขากลับส่งผลสะเทือนย้อนไปบ่อนเซาะทำลายตัว เองอย่างถึงราก ท่ามกลางการต่อสู้/ขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวางของบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี หมิ่นฯ พระมหากษัตริย์ฯ นับเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีนัยสำคัญยิ่ง กล่าวให้ถึงที่สุด ปรากฏการณ์ "ฟองสบู่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หลังเหตุการณ์ 19 กันยาฯ จนลุกลามกลายเป็น "วิกฤตความจงรักภักดีด้อยคุณภาพ" นั้น มิได้เกิดจากเพียงปัญหาการตีความ ม. 112 หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หากยังเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากความตึงเครียดครั้งใหญ่ภายในวัฒนธรรมการ เมืองแบบไทยๆ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปัญหาใจกลางที่สังคมไทยต้องเข้าเผชิญหน้าประการหนึ่ง จึงอยู่ที่ว่า ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันประเพณีอันสืบทอด/ ตกค้างมาจากระบอบเก่า ที่จะเหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทย ซึ่งย่อมไม่ย้อนไปเป็นเช่นเดิมก่อนหน้า 19 กันยาฯ อีกแล้วนั้น ควรเป็นเช่นไร สังคมไทยสมัยปลายรัชกาลจะเขยื้อนไปสู่ทิศทางใด ด้วยต้นทุนเท่าไร คงขึ้นอยู่กับระดับวุฒิภาวะและความกล้าหาญที่จะแสวงหาคำตอบดังกล่าว


สารบัญ
คำขบวน
Recuperated Workplaces สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้
ภัควดี วีระภาสพงษ์


เงินเดินดิน
ฟองสบู่ เงินเฟ้อ การเงินปืนกล และเงินตราแห่งอนาคต
สฤณี อาชวานันทกุล


ปีกซ้ายไร้ปีก
ข่าวว่ามาร์กซ์จะคืนชีพ ตอนวิกฤตเศรษฐกิจ

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี


รายงานพิเศษ
ขวบปีที่ทุลักทุเล ของมรดกโลกพระวิหาร
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี


ทัศนะวิพากษ์
ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรมและการปิดกั้นความจริงในมาตรา 112 แห่งประมวลกฏหมายอาญา

จรัญ โฆษณานันท์


กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับความมั่นคงของรัฐ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีการถกเถียง/ขัดแย้งกันมากที่สุดในสังคมไทยท่าม กลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ปัญหาอันเกิดขึ้นจากการบังคับใช้มาตรา 112 ได้กระตุ้นให้องค์กรวิชาการจาก 4 สถาบันการศึกษา ร่วมกันงานสัมมนาว่าด้วยเรื่อง "หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ขึ้น ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ ฟ้าเดียวกัน จึงขอนำเสนอผลงานของนักวิชาการ 2 ท่านที่ได้เข้าร่วมเวทีสัมมนาดังกล่าว เริ่มต้นด้วยข้อเขียนของจรัญ โฆษณานันท์ นักนิติปรัชญาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยปัญหาความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม การยกสถานะภาพของสถาบันกษัตริย์ให้สูงกว่ากฎหมาย รวมทั้งปัญหาการไม่ยอมรับต่อข้อยกเว้นความผิดและโทษในมาตรา 112 จากนั้น ฟ้าเดียวกัน ได้เรียบเรียงคำอภิปรายของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชวนเราตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 112 กับระบอบการปกครองและรัฐธรรมนูญไว้อย่างน่าสนใจ มาเผยแพร่ ณ ที่นี้


วิกฤตปัจจุบันในทัศนะฝ่ายซ้าย ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและ ปัญหาอำนาจนำของสหรัฐอเมริกา
ภารุต เพ็ญพายัพ
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก รวมทั้งฝ่ายกระแสรองจำนวนไม่น้อย มักมอง "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" โดยพุ่งเป้าไปที่ปัญหาความบกพร่องของการกำกับควบคุมและการเก็งกำไรในภาคการ เงิน นักคิดฝ่ายซ้ายปีกหนึ่งได้วิพากษ์ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ววิกฤตซับไพรมนั้น เป็นเพียง "อาการของโรค" อย่างหนึ่งของระบบทุนนิยมที่แสดงออกในภาคการเงิน อันมีรากฐานมาจากข้อจำกัดของภาคการผลิตที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ผนวกกับพลวัตความเสื่อมถอยทางอำนาจนำของสหรัฐฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบระเบียบของเศรษฐกิจการเมืองโลกในอนาคต


เงื่อนไขความสำเร็จ/ล้มเหลวของยุทธวิธี ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม: ศึกษากรณีขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินจังหวัดลำพูน
กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น

ภาพตัวแทนคนจน ในรายการเกมส์โชว์ทางโทรทัศน์
ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์
บทความ 2 ชิ้นจากวิทยานิพนธ์รางวัล "วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์" ครั้งที่ 1 ชิ้นแรกศึกษาขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน จังหวัดลำพูน กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็นได้พยายามตอบคำถามว่าเหตุใดขบวนการฯ จึงเลือกใช้ยุทธวิธีการบุกยึดที่ดิน และด้วยเหตุปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ขบวนการฯ ประสบความสำเร็จ / ความล้มเหลวในแต่ละช่วงเวลา ผ่านแนวคิดชุดยุทธวิธีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและแนวคิดว่าด้วยตัวแบบ กระบวนการทางการเมือง ชิ้นที่สองได้ศึกษารายการโทรทัศน์ "เกมปลดหนี้" โดยใช้กรอบวิเคราะห์ตามแนวทางวัฒนธรรมศึกษา ขวัญฟ้า ศรีประพันธ์ได้ถอดรหัสให้เราเห็นกลยุทธการสร้างภาพตัวแทน ?คนจน? ผ่านการผลิตของสื่อในโทรทัศน์ ซึ่งทำหน้าที่ทางอุดมการณ์เพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งในสังคม และรักษาสถานภาพความไม่เท่าเทียมกันไว้คงเดิม


บทวิพากษ์ "การเมืองภาคประชาชน" ในประเทศไทย: ข้อจำกัดของแนววิเคราะห์และยุทธศาสตร์การเมืองแบบ "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่"
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ & เควิน ฮิววิสัน
การเกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ได้ก่อให้เกิดคำถามต่อสิ่งที่เรียกกันว่า "การเมืองภาคประชาชน" เหตุใดองค์กรและบุคคล "ภาคประชาชน" จำนวนมากถึงเลือกที่จะทำแนวร่วมและเคลื่อนไหวผ่านอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อประชาธิปไตย ซึ่งลักลั่นข้ดแย้งกับการศึกษาวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคมในรอบเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เก่งกิจ กิติเรียงลาภได้ลองหาคำตอบและคลี่คลายปมปัญหานี้ โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของยุทธศาสตร์การเมืองกระแสหลักของ "การเมืองภาคประชาชน" รวมทั้งข้อจำกัดของกรอบวิเคราะห์แบบขบวนการทางสังคม โดยเฉพาะทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ซึ่งปฏิเสธการวิเคราะห์และมิติทางชนชั้นของสำนักมาร์กซิสต์

ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:วันกลับ

ที่มา Thai E-News


กลับเอ๋ย กลับบ้าน
ใครที่จากมานานย่อมอยากกลับ
หวังอย่างผู้พเนจรว่าต้อนรับ
ไม่เสือกไสไล่ขับให้กลับไป

อันบ้านเกิดเมืองนอนคนรอนแรม
ใช่ของแถมแต่เป็นต้นไม้ใหญ่
ถึงชีวิตแพร่พัดระบัดใบ
ต้องยึดรากแก้วไว้คล้องใจตน

แต่เมื่อโจรปล้นบ้านผลาญสินทรัพย์
จู่โจมจับจนเจ้าของต้องล่องหน
สู้รักษาชีวิตไว้สู้ภัยคน
ถึงลำบากก็ไม่บ่นจะทนทาน

บ้านของเราเราถูกขับก็คับข้อง
รวมพี่น้องผองเราเข้าต่อต้าน
ยกพลเข้ารุมล้อมป้อมปราการ
ลบตำนานโจรใหญ่ให้จบลง

ไม่กลับบ้านเพียงบ้านรอให้กลับ
กลับเพื่อปลุกคนหลับให้เลิกหลง
กลับเพื่อชวนเข้าลู่สู่ทางตรง
กลับเพราะใจยืนยงคงเสรี

คนอยู่บ้านบางทีไม่มีบ้าน
เพราะถูกผลาญสิทธิ์ไทยจนไร้ที่
กลายเป็นคนชั้นรองเพราะลองดี
กล้าประกาศศักดิ์ศรีจึงบี้แบน

บ้านจักเป็นบ้านได้ต้องให้สิทธิ์
ประชาธิปไตยในจิตต้องหวงแหน
หากไม่มีเสรีในดินแดน
เหมือนวงแหวนไร้มณีไม่มีเรือน

จึงอาศัยไพรพนาเวลานี้
รอรวมผองน้องพี่ให้มีเพื่อน
ถึงอยู่ไกลไม่ถอยจะคอยเตือน
จักคืนเรือนเมื่อเราเข้าใจกัน

ขอผู้อยู่เมืองไทยทำใจกว้าง
ร่วมหักร้างถางพงคงสร้างสรรค์
ให้มวลชนโดดเด่นเป็นนิรันดร์
สร้างสวรรค์ขึ้นในเรือนให้เหมือนใจ

ขอไม่กลับเข้าถ้ำของอำมาตย์
มีสิทธิ์ขาดอย่างเจ้าของใช่อาศัย
เลือกนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ต้องไม่มีอำนาจไหนมาไล่ลง

กลับเอ๋ย กลับบ้าน
จะรอนานเพียงไหนใจประสงค์
ขอกู้สิทธิ์ประชาชนรณรงค์
แล้วจักตรงเข้าบ้านไม่นานเอย.


จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 13



TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ชัยชนะของดา:คดีหมิ่นฯฉาวโลก-องค์กรสิทธิฮึ่ม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สื่อต่างประเทศ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล
29 สิงหาคม 2552

สื่อมวลชนต่างประเทศ และองค์การทางด้านสิทธิมนุษยชนให้ความสนใจเผยแพร่ข่าวศาลตัดสินจำคุกดาตอร์ปิโด 18 ปี คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างมาก นอกจากสำนักข่าวรอยเตอร์จะเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว สื่อมวลชนระดับสากลที่มีชื่อเสียงอย่างนิวยอร์กไทม์สของอเมริกา ไฟแนนเชียลไทม์สของอังกฤษ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ของออสเตรเลีย รวมทั้งองค์กรนานาชาติสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเสรี ( International Freedom of Expression eXchange -IFEX)ก็แสดงความวิตกต่อกรณีนี้ด้วย


IFEX:องค์กรนานาชาติวิตกกฎหมายหมิ่นละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

IFEXนำเสนอข่าวพาดหัวว่า นักกิจกรรมถูกตัดสินจำคุก 18 ปีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมทั้งชี้ว่าองค์กรที่รณรงค์ทางด้านสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพกำลังวิตกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เพิ่งพูดเมื่อไวๆนี้ว่าจะพิจารณาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้ไม่ถูกใช้อย่างไม่ยุติธรรม

นิวยอร์กไทม์ส:สาเหตุที่กฎหมายหมิ่นฯถูกนำมาใช้มากในช่วงนี้

ส่วนนิวยอร์กไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ รายงานในตอนหนึ่งว่า สำหรับโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประเทศไทยยังคงใช้กฎหมายที่รุนแรงที่สุดกฎหมายหนึ่งของโลก เพื่อต่อต้านการหมิ่นฯ และได้มีการนำมาใช้อย่างมากเมื่อไม่กีปีมานี้

คดีที่เพิ่มขี้นนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการวิตกกังวลในพระพลานามัยของกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษา และอนาคตของพระราชวงศ์ เช่นเดียวกับความยุ่งเหยิงต่อเนื่องของการเมืองในประเทศ

นอกจากกรณีดา ตอร์ปิโดแล้ว ผู้ต้องหารายอื่นก็เช่น ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้หนีไปประเทศอังกฤษ โดยโดนข้อหาดูหมิ่นพระราชวงศ์จากบทความในหนังสือที่เขาแต่งขี้น

นอกนั้นก็มีคดีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองวัย 28 ปี ซึ่งปฎิเสธที่จะยืนตรงในระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ น.ส.จิตรา คชเดช เพื่อนของนายโชติศักดิ์ นักเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่ออกทีวีโดยสวมเสื้อยืดมีตัวหนังสือบนเสื้อว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม”

เมื่อเดือนเมษายน นายสุวิชา ท่าค้อ วิศวกรเครื่องกลวัย 34 ปี ทำงานให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ได้ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เมื่อตำรวจได้ตามรอยการโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ที่คาดว่าเป็นการหมิ่นราชวงศ์

ไฟแนนเชียลไทม์ส:ดาเลือกที่จะต่อสู้แทนการยอมรับผิดและขออภัยโทษ

ไฟแนนเชียลไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานตอนหนึ่งว่า มีจำเลยในคดีหมิ่นฯ เพียงไม่กี่คน ที่เลือกจะต่อสู้คดีอย่างที่ น.ส.ดารณีได้กระทำ ทนายหลายคนต่างพูดว่า กฎหมายมีความคลุมเครือและเกือบจะไม่มีทางที่จะต่อสู้คดีได้ จำเลยส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมรับสารภาพผิด และขอพระราชทานอภัยโทษต่อกษัตริย์ กฎหมายไทยกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า จำเลยที่สารภาพผิดจะได้รับการผ่อนปรนโทษ

เมื่อต้นปีนี้ นักเขียนชาวออสเตรเลีย แฮรี่ นิโคไลด์ส ถูกตั้งข้อหาว่าหมิ่นพระรัชทายาท จากนวนิยายซึ่งขายได้ไม่ถึง 10 เล่ม ยอมรับสารภาพผิด และได้รับโทษจำคุก 6 ปี และถูกปล่อยตัวหลังจากได้รับการพระราชทานอภัยโทษในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาถูกจำคุกทั้งหมดเป็นเวลา 6 เดือน

เว็บไซต์โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ ซึ่งติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รายงานว่า มีอีกอย่างน้อย 15 คน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนในคดีหมิ่นฯ รวมถึงชายคนหนึ่งที่ปฎิเสธจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ และโจนาธาน เฮด อดีตผู้สื่อข่าวของบีบีซี ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาแบบเปิด ซึ่งอาจจะไปละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ก็ได้

เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการลงเสียงของสภาที่อื้อฉาวเมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เขากล่าวว่างานหลักของเขาคือ การปกป้องราชวงศ์

เขาได้พูดตั้งแต่แรกว่า เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการนำกฎหมายหมิ่นฯมาใช้ แต่อภิสิทธิ์แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย พระราชดำรัสของกษัตริย์ในปี พ.ศ.2548 ได้ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่เหนือคำวิจารณ์

ซิดนีย์มอร์นิ่งฯ:ย้อนรอยนักเขียนออสซี่โดนคุก

สื่อยักษ์ใหญ่ออสเตรเลีย คือ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ก็ไม่พลาดข่าวสำคัญนี้ โดยชี้ว่านอกจากดารณีแล้วก็มีนักเขียนชาวออสเตรเลียเคยโดนจำคุกคดีเดียวกัน แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาแล้ว และกล่าวถุงเหยื่อคดีนี้รายอื่นๆด้วยเช่นกัน

รอยเตอร์:ดารณีเผยไม่มีเจตนาล้มล้าง แต่อยากเห็นสถาบันเป็นแบบอังกฤษกับญี่ปุ่น

รอยเตอร์ ชี้ว่าผลการตัดสินล่าสุดให้ดารณีติดคุก 18 ปี ถือเป็นการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทย ประเทศซึ่งยกฐานะกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษาเสมือนพระนายรายณ์เสด็จลงมาอวตาร และมีสถานะทรงอยู่เหนือการเมือง

ดารณีซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจถูกจับกุมและพิจารณาคดีเป็นการลับ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง เรื่องนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านมาแล้ว โดยอ้างว่าจะทำให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

ดา ตอร์ปิโดกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เธอไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่สนับสนุน"ความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ดำรงอยู่ในสหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น"

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้ได้รับการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

เคยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกเคยส่งจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลไทยทบทวนการบังคับใช้กฎหมายนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาจะพยายามจัดสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลังจากนั้น

รอยเตอร์ได้นำเสนอ FACTBOXนำเสนอถึงเหยื่อผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นนอกเหนือจากดารณีด้วย โดยระบุว่าประกอบไปด้วย จักรภพ เพ็ญแข,สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย,ใจ อึ๊งภากรณ์,สุวิชา ท่าค้อ,แฮรี่ นิโคไลด์ส,ส.ศิวรักษ์,จิตรา คชเดช,โอลิเวอร์ จัฟเฟอร์ เป็นต้น

Saturday, August 29, 2009

แกนนำเสื้อแดงแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 ก.ย.นี้

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กรุงเทพฯ 29 ส.ค. - ฝ่ายทหาร ตำรวจ วางกำลังเตรียมพร้อม หลัง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเขตพื้นที่ดุสิต มีผลบังคับใช้เป็นวันแรก แต่แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แกนนำเสื้อแดงออกมาแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ และจะเลื่อนอีก หากยังใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน จะปักหลักสู้

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง แถลงเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลยังคงใช้การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เสื้อแดงก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน ซึ่งครบรอบ 3 ปี ที่มีรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะปักหลักสู้ เพราะตอนนี้ไม่เห็นประโยชน์ที่จะชุมนุม และขอฝากรอยยิ้มให้นายกรัฐมนตรี

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวไทย” เกี่ยวกับการปฏิบัติของกองทัพ หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศเลื่อนการชุมนุม ว่า ทหารจะยังคงปฏิบัติภารกิจตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติความมั่นคง โดยจะดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนราชการสำคัญ ด้วยการตั้งจุดตรวจอาวุธ และวางกำลังดูแลทำเนียบรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ ในพื้นที่เขตดุสิต มีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังและเตรียมพร้อมรักษาความเรียบร้อยสถานที่ราชการสำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ทำเนียบรัฐบาลมีการนำรถบดถนนของ กทม.มาจอดขวางประตูทางเข้าออกนำรั้วลวดหนามมาขึงตลอดแนวกำแพง รวมทั้งวางแท่งคอนกรีตบนถนนบางจุดรอบทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด และติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่รอบทำเนียบรัฐบาลด้วย

และช่วงเช้าที่ผ่านมา ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังซักซ้อมแผนรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเน้นการรักษาฐานที่มั่นและการป้องกันตั้งรับ มีการใช้เพียงโล่ กระบอง และหมวกปราบจลาจลเท่านั้น ขณะเดียวกัน ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นตลอดถนนคู่ขนาน ถนนราชดำเนินนอก และราชดำเนินกลาง ซึ่งการซักซ้อมครั้งนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางมาตรวจดูความพร้อมด้วย

และก่อนที่แกนนำเสื้อแดงส่วนกลางจะแถลงเลื่อนการชุมนุม มีความเคลื่อนไหวของแนวร่วมเสื้อแดงภาคใต้ที่เตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยนางนิษิฏภัทร ณ นคร แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายคนเสื้อแดงในภาคใต้อย่างน้อย 10 จังหวัด จะทยอยเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-29 12:19:01

ผีซ้ำด้ำพลอย(น้ำลดตอผุด?)ที่ สตง.

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com



การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย

เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมากจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนโดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว

หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ

1.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง. (ส่วนกลาง) ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)

2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ (หมายเลขแดงที่ 1357/2552)

ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้กำหนดไว้ แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม

ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไรกรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษาที่คุณหญิงจารุวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้

1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรงเนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมาย ฯลฯ

2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ จนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับคดีตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549

ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวร ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ.2548

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)

ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้วปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อนเช่นเดียวกับนายอภิชัย

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น

ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้

ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่

ก่อนม็อบจะมา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



คณะรัฐมนตรีลงมติให้มีการประกาศใช้กฎหมายรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเฉพาะในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน

ด้วยเหตุผลว่าเพื่อเป็นการป้องปราม มิให้การนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคมเกิดเหตุบานปลาย หรือว่ามี "มือที่ 3" เข้ามาแทรกแซงทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนยิ่งขึ้น

แม้รัฐบาลจะพยายามแสดงออกถึงความระมัดระวังยิ่งในการใช้กฎหมายดังกล่าว ด้วยการจำกัดพื้นที่และระยะเวลาเอาไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ก็ยังมีความเห็นอันเป็นประโยชน์อีกหลายประการที่รัฐบาลพึงรับฟัง

เพื่อนำไปประกอบการลงมือปฏิบัติจริง



โดยข้อสังเกตที่ตรงกันอย่างหนึ่งของนักวิชาการหลายท่านก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฟากไหน น่าจะสรุปบทเรียนได้ว่า การกระทำที่ล้ำเส้นความเหมาะควร จะทำให้สูญเสียแรงสนับสนุนจากสังคม

ขณะที่การใช้อำนาจหรือกฎหมายเข้าบังคับนั้น แม้ว่าจะมีความจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และพึงตระหนักถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมาให้มาก

ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง และปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากกว่าจะพยายามผลักดันให้เป็นไปตามใจของตนฝ่ายเดียว

ซึ่งมีโอกาสจะเกิดการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงขึ้นได้



สิ่งที่ผู้อยู่คนละฟากของอำนาจในปัจจุบันจะต้องตระหนักด้วยก็คือ ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริงนั้นคือการเป็นผู้ครองใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การก้าวล้ำนำหน้ามวลชนเพราะมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอยู่ก็ดี หรือการใช้อำนาจที่ขาดความรอบคอบระมัดระวังก็ดี ล้วนมีผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน

นั่นคือจะสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นทำลงไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำให้เห็นเป็นจริงตามนั้นด้วย

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ที่มา Thai E-News


มัสยาหลงเหยื่อ-เคยเป็นชื่อนวนิยายโดยฤดี เริงชัย ว่าด้วยนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายทำตัวเป็นสมภารหลอกกินไก่วัด ว่ากันว่าตอนนี้วงการเอ็นจีโอก็มีพวกสมภารกินไก่วัดกันทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้แวดวงดีๆมีอุดมการณ์พลอยเสื่อมเสียเหม็นหึ่งไปด้วย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
29 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกันความเชี่ยสัดๆ


ทีนี้เรื่องNGO ทำไมคนชอบแผลงชอบล้อเป็น"เอ็นโตดี" อันนี้มันมีที่มาหวะ


แล้วก็ฉายาว่า"เอ็นโตดี"นี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะ แต่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและลำแข้ง ฟังแล้วแม่งเน่ากันสุดๆเลยสัดดเอ๊ย...

เรื่องวงการNGOก็เหมือนวงการทั่วไปที่ต่างก็เป็นคนเดินดินกินขี้ปี้นอน แต่ที่ต่างจากวงการทั่วไปก็เพราะดันประกาศตัวว่าเป็นผู้เสียสละ มีอุดมคติ อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม เคร่งครัดเรื่องส่วนตัวนี่แหละ แม่งก็เลยมีเรื่องให้ได้เมาธ์กันไม่จบไม่สิ้น

ซักเกือบ20ปีก่อนนี่ก็ไปเกิดเรื่องที่องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิง คือปกตินักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีมันก็ต้องต่อสู้เพื่อผู้หญิงใช่ไม่ใช่-ใช่

เรื่องทำนองชู้สาวมันก็ควรต้องเป็นข้อยกเว้น

แต่ก็ดันมีเรื่องขึ้นมา เพราะเฟมินิสต์รายนึงในองค์กรนี้ดันไปปิ๊งรุ่นพี่นักกิจกรรมสมัย6ตุลาฯที่ออกจากป่าเข้าให้ รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่ได้หน้าโจรๆแบบนักกิจกรรมทั่วไปที่5ย.เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายางนะ แต่หล่อมาดเนี้ยบ พูดจานุ่มนิ่มยิ้มกริ้มกรุ่มกรุ้มกริ่ม

ปิ๊งแล้วก็จบแค่นั้น เก็บเธอไว้ในใจก็ไม่เป็นไร ดันร้องว่า"เค๊าจะเอาๆๆๆ"ก็เลยเสร็จคุณเธอ แต่รุ่นพี่นั่นเสือกมีเมียแล้วนี่สิ เลยเป็นเวรของกรรมขึ้นมา ไอ่รุ่นพี่ผู้ชายที่ทำงานอยู่ค่ายป๋าส.ก็ต้องทิ้งลูกทิ้งมีเมียมาอยู่กับนังนี่

ในองค์กรนี้อีกเหมือน ทางหน่วยงานก็ส่งเฟมินิสต์อีกรายไปประสานงานกับพวกแรงงานหญิง กับทางนักศึกษา ประสานไปประสานมาไปเจอ"ดุ้น"เข้าให้อีก ก็เลยดั๊นไปได้กับนักกิจกรรมนักศึกษาแถวท่าพระจันทร์. ..ก็เลยน้ะ พอดีเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ มันก็มีแต่ผู้หญิงเต็มไปหมด ก็เลยได้นินทากัน แล้วก็มีเมาธ์กันไปในวงกามเอ็นโตดีกันพอสมควร

แต่นั่นแค่น้ำจิ้มนะ คือรักกันได้กัน ไม่หลอกฟันแล้วชิ่ง รักจริงหวังแต่งก็ว่ากันไป เรื่องของหอยกับดอของพวกเมิง ใครก็คงไม่อยากเสือกหรอก

ที่มันหนักหนานี่ก็คือ พวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นนักอุดมคติ นักอุดมการณ์ แล้วดันออกลายมีสันดานทำให้เกิดเรื่องงามไส้ขึ้นในทำนองนิยายเรื่อง"มัสยาหลงเหยื่อ"ของฤดี เริงชัย เขียนแขวะพวกฝ่ายซ้ายเก่าหลอกแดกไก่วัดนี่สิมันแสบยิ่งกว่าทิงเจอร์ราดหนองในเน่า

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า ในวงการมันก็มีรุ่นใหญ่ขึ้นหิ้งเอาไว้กราบไหว้ ลงมายันเอ็นโตดีรุ่นอ่อนเอ๊าะ

พวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายก็เหมือนปู+ชะนี+บุคคลแหละ

ส่วนเด็กใหม่นี่ส่วนใหญ่คือทางมูลนิธิอาสาสมัครแห่งหนึ่ง(ไม่ใช่อาสาสมัครร่วมกตัญญู หรืออาสาสมัครปอเต๊กตึ๊งนะ ส่วนจะอาสาสมัครอะไร ก็อย่าไปใส่ใจเลย คนดีๆเขาจะพลอยเสียหายไปด้วย)

มูลนิธิอาสาสมัครที่ว่านี้มี"เอ็นจีอ้วน"เขาตั้งขึ้นมา เขาก็จะนำนักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่มีพื้นเพทำกิจกรรมค่ายอาสาในมหาลัยมาเป็นอาสาสมัคร อบรมกันเสร็จก็ส่งไปทั่วประเทศอยู่กับหน่วยงานองค์กรต่างๆของพวกเอ็นจีโอ

บรรยากาศก็เหมือนเด็กฝึกงานทั่วไปแหละ ไปใหม่ๆพวกนี้ก็ตื่นตาตื่นใจ เห็นพวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งก็นึกว่าเป็นidolที่น่าเคารพกราบไหว้ ไอ่พวกขึ้นหิ้งทั้งหลายแทนที่จะให้เขาลุยสนามทำงาน มันก็บอกเอามาเรียนรู้งานที่ออฟฟิศก่อน

งานหลักก็เหมือนออฟฟิศทั่วไปคือเป็นที่รองมือรองตีน ให้ช่วยถ่ายเอกสาร ช่วยถอดเทปที่ขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายไปพูดบรรยายตามงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็ชงกาแฟ...

หากเป็นอาสาสมัครผู้ชายนี่ก็ไม่เป็นไร ให้ชงกาแฟไม่กี่วันก็ไล่มันลงพื้นที่ จบ

แต่ผู้หญิงสมัยนี้เกิดมาแยะ แล้วตามมหาลัยผู้หญิงเป็นนักกิจกรรมมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายช่วงหลังๆก็กลางวันโดดเรียน ตกเย็นแดรกเหล้า ค่ำๆแทงบอล ดึกๆตีหม้อ...ผู้หญิงก็เลยมาทำงานกิจกรรมนักศึกษามากกว่า ก็แน่นอนว่าหลุดมาเป็นอาสาสมัครก็ย่อมมากกว่า ออกไปฝึกงานกับพวกขึ้นหิ้งทั้งหลายมากกว่า

ไอ่พวกขึ้่นหิ้งนี่แม่งก็อาศัยความที่เด็กมันศรัทธาในชื่อเสียงภาพลักษณ์ อาศัยว่าอ้างว่า ช่วยเทรนเด็ก แล้วมันก็ใกล้ชิดกันด้วยสภาพงานชงกาแฟ พิมพ์งานให้ ถอดเทปให้

ถอดเทปไปถอดเทปมา ไอ้ห่านผู้ใหญ่ขึ้นหิ้งนี่ก็ดันอยากถอดมากกว่าเทปนี่สิ คือแมร่งอยากจะไปถอดผ้าเค๊า...เชี่ยมั๊ยหละสัดดด

ที่ผมว่านี่ไม่ได้เหี้ยกันทุกตัวหรอก แต่บังเอิญว่ามีกันกระจัดกระจายทั่วทุกภาคของประเทศ(ยังกับข่าวอุตุนิยมวิทยา)

ไอ่ขึ้นหิ้งตัวหนึ่งนี่อยู่ทางภาคอีสาน ยกย่องกันว่าเป็นพญาราชสีห์กันเลยทีเดียว คือคงจะมีหนวดมีเคราแบบราชสีห์หนะเลยได้ฉายามางี้ ก็แบ่บว่าตอนหนุ่มกว่านี้บ้าลุยงานมาก มีเมียมีลูกเต้าด้วยกันสองคน หน้าตาน่ารัก เด็กฉลาดมาก แต่แม่มันทนไม่ไหวหอบผ้าหอบผ่อนพาลูกหนีไปอยู่เมืองนอกซะ

ขาใหญ่ราชสีห์ของเราก็เลยตกพุ่มหม้าย แล้วก็ไม่ยอมมีเมียใหม่(เป็นเรื่องเป็นราว) ก็เหงาว้าเหว่่ ไอ้ครั้นจะไปลงอ่างก็จะเสียlookพญาราชสีห์ ก็เนี่ยเลยทำตัวเป็นสมภารแดรกไก่วัดแม่งซะเลย พวกนักศึกษาฝึกงาน พวกอาสาสมัครนี่แหละ กรุบกรอบขบเผาะดีนักแล

ตอนแรกๆก็มาฟอร์มนิยาย"มัสยาหลงเหยื่อ"แหละ คือพอใกล้ชิดเด็กเข้าก็บอก"พี่เหงา"(ความจริงอายุอานามไปเรียกตัวเองว่าพี่นี่แม่งก็น่าจะกระดากปากตัวเองซะมั่ง เมิงมันรุ่นปู่เค๊าแล้วเชี่ย)ชีวิตพี่่รันทด ลูกเมียครอบครัวไม่เข้าใจทิ้งพี่ไปเมืองนอก พี่ก็เก็บความสดมาตลอด ไม่เคยวอกแวกเลย

ก็เพิ่งมารู้สึกว่า"ใช่เลย"กับน้องนี่แหละ. ..อันนี้่ถ้าเด็กก็มีใจด้วย ก็เสร็จโดยละม่อม

แต่หากเด็กไม่มีใจนี่ ก็มีอีกสเต็ป คือฟอร์มสะตอบอแหลไปอีกแบบ เช่น วันนี้หนูอย่าลงพื้นที่ลงสนามเลยช่วงนี้แบ่บว่าพี่ป่วยหนัก(ก็เสือกแดกเหล้าหนัก)ช่วยอยู่ดูแลพยาบาลพี่ที ว่าแล้วก็ให้เด็กเข้าไปในที่รโหฐานสองต่อสองคอยปรนนิบัติพัดวีป้อนข้าวป้อนยา เด็กเผลอก็รวบซะเลย แล้วก็บอกน้องนี่แหละคนที่ใช่ของพี่...

อุบาทวก์กว่านั้น คือสะตอบอแหลยังไงก็แล้วเด็กมันไม่เล่นด้วย ก็ปล้ำแม่งซะเลย เสร็จบอกว่า พี่มันเหี้ย จะฆ่าแกงยังไงก็ได้ พอดีวันนั้นพี่เมาหนักไปหน่อย (ความจริงแม่งก็อาการเพียบทุกวันแหละ)

ก็รู้กันทั้งบางว่ามีเรื่องจังไรพรรค์นี้เกิดขึ้น แต่ก็เคลียร์จบทุกราย ก็ระหว่างคนอยู่บนหิ้งมีคนกราบไหว้บูชามีอุดมการณ์อุดมคติสูงส่ง กับเด็กอาสาสมัคร หรือเด็กนศ.ฝึกงาน มันก็น้ำหนักต้องไปอยู่ข้างไอ่แก่ราชสีห์หัวงูอยู่แว้วว...

คือเกิดเคสเดียวนี่ก็พอทำเนา แต่แดกนศ.ฝึกงาน รับประทานอาสาภาคสนามปาจำนี่ มันเชี่ยมั๊ย.."เอ็็นจีอ้วน"ตอนนั้นยังไม่มาทำงานกับแม้วเต็มลำ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครอยู่ ก็รับรู้เรื่องนี้เต็มๆ เพราะเด็กส่งไปฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมันก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งมาฟ้องกัน เอ็นจีอ้วนก็มีเคืองสะสมแต้มเรื่องนี้อยู่เรื่อง ต่อมาเลยเลิกเป็นโซ่ข้อกลางให้พวกเอ็นจีโอกับรัฐบาลเหลี่ยม ตอนที่อ็นจีอ้วนมาเป็นกุนซือให้เหลี่ยมสมัยเหลี่ยมมีอำนาจวาสนาเป็นนายกฯอยู่หลายปี

เรื่องของกระดอแท้ๆเลยกลายเป็นลุกลามให้ความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับเหลี่ยมบาดหมางขาดผึง หันมารบรากันจนทุกวันนี้

เรื่องพรรค์นี้มีไปทั่วในอีสาน ที่ดังก็แถบอีสานใต้นี่ดังมากกรณีหนึ่ง ไอ่พวกระดัีบหัวแถวตรงนั้นคนนึงก็ดันได้เด็กอาสาฯนี่แหละ ปกติชิ่งออกตัวสำเร็จ แต่เคสนี้ชิ่งไม่ออก เลยเจอเมียด่าบ้านแตกบอกว่า เด็กมันดีกว่ากรูตรงไหน? กรูทั้งสวยทั้งขาว เด็กแม่งดำปื๊ดอ้วนยังกะหมีควาย

ไอ่เหี้ยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าสารภาพ แต่ในใจคงตอบว่า"เด็กมันหนึบกว่ามึงไง..."

อีกตัวก็มาจากปักษ์ใต้มาอยู่อีสานใต้มีอุดมคติสูงส่งเป็นนักเขียนมีหนังสือลงเผยแพร่ เด็กฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่น เด็กอาสาไปเมื่อไหร่ก็เสร็จมันทุกราย โดยเฉพาะหากเด็กมาจากต่างบ้านต่างเมืองและเหงา จะมีเราเป็นเพื่อนร่วมทางทันใด แต่ไอ่นี่เนียนก็ยังทำมาหาแดรกมาได้จนป่านนี้

อีกตัวคนใต้เคยอยู่อีสาน หลังๆย้ายลงไปทำงานเอ็นโตดีปักษ์ใต้ ได้ใจว่าหล่อขาวสูงหน้าตาเทร็นด์เกาหลีั คนนี้ไอ่ยะใสหน้าดำใกล้ชิดมันเคยมาแต่งงานมัน เมียมันก็เป็นพวกเอ็นจีโอแวดวงเดียวกัน เคยไปสมัครสว.ลากตั้ง นึกว่าแต่งงานเสร็จจะหยุดอยู่ที่เธอ ไอ่เหี้ยนี่ก็มีเรี่ยราดไปทั่ว มันบอกทำไงได้ เด็กมันมาเอง ชั้นป่าวน๊าเด็กมันมาเอ๊ง กรูป่าวชวนน๊าเด็กมันมาให้ล่อเอง

ส่วนทางเหนือนี่ก็เป็นตำนานท่านเอ็นโตดีนักเขียน ฟังชื่อก็โอ้โหอย่างอุดมคติโรมานซ์ ก็พฤติการณ์สมภารแดกไก่วัดเหมือนกัน มีอยู่เคสนึงเคลียร์ไม่จบจนถึงตอนนี้ ยังเอ้อเร่อเอ้อเต่อกันอยู่

ส่วนอีกรายก็เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์ป๋วยแหละ ก็ตามสูตรน้องชมรมในมหาลัยก็เสร็จมันก่อนอันดับแรก แต่ก็กระเตงกันไปได้เรื่อยๆ มันขอทุึนฝรั่งไปลงพื้นที่อีสาน เมียจบโทไปเป็นอาจารย์ทางโน้น เมียก็รู้สันดานผัวดี ไม่ยอมรับเด็กฝึกงานจากมูลนิธิอาสาสมัครส่งมาให้ ก็เลยคัดเด็กที่ว่าหน้าตาไม่ได้เรื่อง หุ่นเตี้ยตะแหมะแขะไปเป็นเด็กนักศึกษาฝึกงานกับผัวตัวเองแล้วนะ แม่งยังฟาดไก่วัดตอนเมียเผลอเลยสัดดด

เมียก็เซ็งสัดๆ หนีไปทำปริญญาเอกเมืองนอก กะจะไม่กลับมา โดยยื่นคำขาดว่า ให้เลือกเอาจะเอาชั้นหรือเอาเด็ก ไอ้นี่เลยต้องหวานอมขมกลืนทิ้่งเด็ก เด็กแม่งก็หมดอนาคต จบมาหางานในด้านพวกเ้อ็นจีโอไม่ได้เลย เพราะเมียมันติดแบล็กลิสต์ไปทั่วราชอาณาจักร เมียได้ด๊อกเตอร์เลยยอมกลับมา ส่วนเด็กชะตาไม่ดี ไปได้เป็นเมียชาวนาในพื้นที่ตอนนี้ทั้งเตี้ยล่ำดำสิว. ..อนาถจิตเจงๆ

อันนี้คนอ่านของผมเขาเพิ่มเติมมาให้อุบาทว์จิตอีกว่า เรื่องหลอกล่อผู้เยาว์เนี่ย บางคนในแวดวงนี้เขาเทพ และเนียนมาก (พวกหื่นกาม ฉุด ญ เข้าพงหญ้ายังเลวน้อยกว่านี้ เพราะ ญ และสังคม ยังด่าไอ่พวกหื่นกามได้เต็มปาก ) แต่พวกเทพๆ นี้ หลังเสร็จกิจ น้อง ญ ส่วนมากจะโทษและรู้สึกรังเกียจตัวเองไปเลย

บางคนรู้สึกแย่จนถึงคิดฆ่าตัวตาย เพราะ "ไปทำให้ครอบครัวของพี่ๆ เขาแตกแยก" ส่วนไอ่พี่ ช นั่น ยิ้มสบาย พี่ ญ ก็จะราวีหรือเอาไงดี

ปัจจุบัน น้อง ญ บางคน ถูก (เพื่อนๆ และแวดวง) โดดเดี่ยว รับภาระเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกผิด และยังเชิดชูบูชา ไอ่พี่ ช คนนั้นอยู่ - - แมร่งงงงงงเอ๊ย ห่วยอีหลี - - ยิ่งกว่าพล็อตละครหลังข่าวซะอีก!

ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกัน

ป.ล.ในบ้านเมืองนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไอ้ที่ดีๆเค๊าก็มีบึ้ม กราบขออภัยหากเรื่อง(จริง)นี้ไปทำให้คนดีในวงการแปดเปื้อนมัวหมอง

พูดเรื่องนี้ผมเลยว่าพวกนี้มันมีsex driveสูงหวะ...ต้องเข้าใจว่าพวก NGO นี่มันมนุษย์พันธฺุ์พิเศษนะ ปกติธรรมดามนุษย์มนานี่เป็นกันไม่ได้หรอก มันต้องมีแรงขับอะไรเป็นพิเศษ

หากแรงขับนั้นเป็นเรื่องพระเรื่องเจ้าเข้าวัดเข้าวาอย่างน้าเอียด ดีพูน สมพจน์ สมบูรณ์ มงกุฎ แก่นเดียว อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ที่แกเป็นคริสเตียน หรือหมอยงยุทธอะไรนี่ก็ดีไป แต่เสือกมีแรงขับด้านsex driveนี่กรูหละสยองแทนพวกไก่วัดเป็นอันมาก

ส่วนไอ้ว่าที่เหี้ยๆนี่ก็เล่ามาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์นะสาวเอยจะบอกให้ เผื่อใครอ่านๆอยู่ และกำลังฝันๆหวานจะไปเป็นเด็กฝึกงานหรือเป็นอาสาสมัคร หรือไปเป็นเด็กใหม่เอ็นจีโอ พวกเอ็งก็ระวังไว้นี๊สนุง หน้าฉากพ่อพระนักบุญราชสีห์ หรือแสงดาวแห่งศรัทธา ปณิธานอันมุ่งมั่นสนั่นโลกาโกวิทย์วัฒนาสถาพรบำรุงที่เห็นๆกันนั้น มันอาจแค่เปลือกๆ...

ของจริงนี่มันเอ็นโตดี กว่าจะรู้อีกทีเอ็นก็เข้าไปอยู่ในรูซะแร๊ะ. ....เชี่ยสัดๆๆๆ

00000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เห็นปัญหาแต่ไม่แก้

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหาอยู่มากทั้งความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย เช่น การแบ่งพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนออกเป็น 8 เขต หรือ 8โซน การกำหนดให้ ส.ว.มาจาก 2 ทาง ทางที่หนึ่ง ให้เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ไม่ว่าจังหวัดเล็กอย่างระนอง หรือจังหวัดใหญ่อย่างกรุงเทพฯก็มี ส.ว.ได้ 1 คน กับอีกทางหนึ่ง ให้มาจากการสรรหา โดยจำนวนของที่มาทั้ง 2 ทางไล่เลี่ยกัน กล่าวคือ ส.ว.เลือกตั้ง 76 คน ส.ว.สรรหา 74 คน รวมเป็น 150 คน การยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย ฯลฯ และการเขียนบทบัญญัติที่ไม่ชัดเจน ตีความไปได้หลายทาง ก่อให้เกิดความสับสนและนำมาซึ่งความขัดแย้ง รวมทั้งกระทบต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

มิไยที่จะกล่าวถึงการแสดงพฤติกรรมของ ส.ส.กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่หยุดถ้อยคำด่าอันไม่บังควรออกมา สะท้อนถึงวุฒิสภาที่ต่ำทรามของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า ผู้แทนปวงชน ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายคราว ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติใดที่จะกำกับควบคุมมิให้นักการเมืองบางส่วนแสดงพฤติการถ่อยและเถื่อนออกมา หากแต่ยังมีเรื่องที่ควรจะถูกหยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบและเริ่มต้นเสียทีแทนที่จะมัวโอ้เอ้เอาแต่รำมวยกันไปมาอยู่อย่างนั้น

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า จากการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเห็นพ้องกันว่าสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือ แก้ไขการเลือกตั้งจากแบ่งเขตเรียงเบอร์ (เขตละ 3 คน) เป็นเขตละ 1 คน หรือวันแมนวันโหวต ตามรัฐธรรมนูญ 2540 อีกประเด็นหนึ่ง คือมาตรา 190 เกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่รัฐบาลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนถึงจะไปลงนามกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสภาของ ส.ส.ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะกระทำไม่ได้ หากเรื่องที่พิจารณาเป็นผลได้ผลเสียกับนายกฯและรัฐมนตรี กรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่สภาพิจารณาวาระ 2 และ 3 ปรากฏว่านายกฯและรัฐมนตรีไม่มีใครกล้าลงมติ เพราะเกรงว่าถ้าลงมติไปอาจถูกร้องเพื่อนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เพราะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ทำให้คะแนนเสียงเมื่อหักนายกฯและรัฐมนตรีออกไปแล้ว เสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีมากกว่าพรรคฝ่ายค้านอยู่แค่ 6 เสียง ถือว่าหมิ่นเหม่ต่อการเพลี่ยงพล้ำในการลงมติ ซึ่งหากเกิดเหตุขัดข้องประการใดก็แล้วแต่ที่เสียงรัฐบาลออกมาแพ้ฝ่ายค้าน หรือไม่ครบองค์ประชุม ก็จะส่งผลกระทบต่อเถสียรภาพรัฐบาลถึงขั้นนายกฯต้องยุบสภาได้

ความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี ความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยก็ดี และรวมไปถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สมควรอย่างยิ่งที่ทุกพรรคทุกฝ่ายในสภาผู้แทนฯและในวุฒิสภาจะได้ปรึกษาหารือกันแล้วเริ่มต้นเสนอเป็นร่างแก้ไขเข้าสู่รัฐสภา แต่น่าเสียดายที่สภาผู้แทนฯและวุฒิสภาไม่แสดงถึงความร่วมไม้ร่วมมือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีหลายเรื่อง หลายมาตราของรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาในการปฏิบัติและกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญได้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อไรจะลงมือแก้ไขเสียที และอีกนานเท่าไรความสมานฉันท์ปรองดองจะยังเกิดขึ้นโดยความเห็นพ้องต้องกันของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ขออย่าให้เหมือนกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่รัฐสภาต้องรอให้ประชาชนถูกทหารปราบปรามจนคนเจ็บล้มตายจำนวนมากเสียก่อนจึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

เป็นนายกฯ นะครับ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ถ้าเป็นลิง ก็กำลังแก้แห

ถ้าเป็นวัว ก็กำลังพันหลัก

เก้าอี้ผบ.ตร.ตัวเดียว ยุ่งชุลมุนอีนุงตุงนังไปหมด

จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ท่านนายกฯ?

ยิ่งเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กลับมาจากเยอรมัน

ก็จะยิ่งชุลมุนอีนุงตุงนังหนักกว่าเก่า??

ถ้านายกฯ ยังดื้อตาใส แล้วยังพูดแผ่นเสียงตกร่อง "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" อย่างมั่นอกมั่นใจ

ก็ตัวใครตัวมันครับพี่น้อง!!

ก่อนเกิดกรณีผบ.ตร. ภาวะผู้นำไต่ระดับได้อย่าง น่าทึ่ง

ทั้งปราบม็อบแดง ทั้งขวางรถเมล์ 4 พันคัน ทั้งเบรกจำนำพืชผลเกษตร

แต่พอมายุ่งวุ่นวายกับผบ.ตร.เท่านั้นแหละ

ภาวะผู้นำร่วงรูดหมดสภาพ?

เป็นนายกฯ แต่ปลดคนเก่าก็ไม่ได้ ตั้งคนใหม่ก็ไม่ได้

เพราะอะไร??

ถ้าสรุปสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็เพราะ ไม่เป็นงาน

ขยายความหน่อย ก็เพราะ ไม่มีทักษะของนักบริหาร ไม่มีศิลปะของนักปกครอง

และไม่มีทีมงานที่รอบรู้ เชี่ยวชาญ ไว้ใจได้

ไม่มี ไม่รู้ไม่พอ ยังได้ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดที่อันตรายและน่ากลัวมากๆ

โดยเฉพาะวอลเปเปอร์ หัวหน้าม็อบ และ"หัวเถิก"!!

นายกฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่า 2 เจ้าแรกนั้น ผ่านการล้มละลายมาแล้ว

แหะ แหะ แต่ล้มบนฟูกพุงกระเพื่อมนะครับพี่น้อง

ส่วนเจ้าหลัง แหะ แหะ ระดับหลายมงกุฎตัวพ่อเลยนะท่าน

แต่นายกฯ กลับเลือกที่จะเชื่อ ลุ่มหลง เสน่หา!

ขนาดผู้จัดการรัฐบาล"เทพเทือก" หรือเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ คนกันเองแท้ๆ ก็ยังงงๆ

ไม่ลองตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกดูหรือว่าวอลเปเปอร์รับมาแล้วเท่าไหร่?

หัวหน้าม็อบวางกลเกมเรื่องคน เรื่องตำแหน่ง เรื่องคดีร้ายแรงของตัวเองไว้อย่างไร?

"หัวเถิก" ใช่บุคคลพิเศษ หรือแค่ราคาคุย "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" หาผลประโยชน์ไปวันๆ?

นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ สมควรต้องรู้ให้มาก รู้ให้เร็วโดยด่วน

เพราะเบสิกเบื้องต้นของคนเป็นผู้นำ

ต้องรู้คน รู้งาน

จะมัวมาแก้แห เดินพันหลักอย่างหมดสภาพแบบนี้ไม่ได้

เป็นนายกฯ นะครับ ไม่ใช่...!?