ที่มา Voice TV
วีระ ประกาศเลื่อน ระบุ รัฐบาลทำเกินกว่าเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง
วันนี้ (29 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวภายหลังการประชุมแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า แกนนำทั้งหมดมีมติเลื่อนการชุมนุมในวันที่ 30 ส.ค. นี้ ไปเป็นวันที่ 5 ก.ย. เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลไม่จริงใจและทำเกินกว่าเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ในพื้นที่เขตดุสิตระหว่าง วันที่ 29 ส.ค.ถึงวันที่ 1 ก.ย.
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า หากในวันที่ 5 ก.ย. รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปอีก.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, August 30, 2009
เสื้อแดงประกาศเลื่อนชุมนุม
ยุบสภา
ที่มา ไทยรัฐ
"เสื้อแดง" ชุมนุมอีกแล้ว หวังล้อมทำเนียบปิดประตูทำงาน กดดัน "ยุบสภา" แต่เจอ "คลิป" ตัดต่อเข้าไปงานน่าจะกร่อยไปทีเดียว หากงานนี้พลาดเล่นงานไม่ได้ต่อไปคงหามุกยากแล้ว
ข่าว "เขย่าขวด" สุดสัปดาห์นี้ ที่คิดและหวังจะให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นคงจะต้องรอกันอีกนาน เพราะการเมืองไทยยังคงวนอยู่ ในระนาบเดิมๆ
กลุ่มเสื้อแดงภายใต้การนำของ "3 เกลอ" นัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปฯ จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล
เพื่อกดดันให้ "ยุบสภา" ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
รัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมให้ไม่เกิดความรุนแรง มีการกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมนอกเขต
ใครฝ่าฝืนหลังเลิกยุติการชุมนุมก็ติดคุกแน่
แม้ประกาศว่าไม่ล้อมทำเนียบแล้วจะยุติการชุมนุมตอนเที่ยงคืน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่เชื่อ และเร่งเกรงว่าจะยืดเยื้อเพื่อไม่ให้นายกฯและรัฐมนตรีได้เข้าทำงานในทำเนียบ
เพราะจุดนี้จะอันตรายที่สุด เพราะถ้าหากทำงานไม่ได้อีกครั้งก็หมดท่าแน่
อย่างไรก็ดี ก่อนจะมีการชุมนุมดูเหมือนว่าจะมีขบวนการเพื่อขยายเหตุไปสู่ความรุนแรง เมื่อมีการปล่อยคลิปเสียงนายกฯ
สั่งการให้ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง เมื่อเหตุการณ์วันสงกรานต์ที่ผ่านมา
จิตเจตนานี้ก็คงจะชัดเจนว่าต้องการจะปลุกระดม ยั่วยุให้มวลชนเกิดความไม่พอใจนายกฯ สอดรับกับการชุมนุมเพื่อให้เกิดความรุนแรง
ปรากฏว่าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงเสียก่อนว่าเป็นการตัดต่อ ไอซีทีได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าพบว่ามีการตัดต่อกัน 20 จุด มีความเกี่ยวพันกับบริษัทชื่อดัง พรรคการเมืองใหญ่ และแพร่กระจาย ไปทั่ว เริ่มจากที่อุดรฯแล้วย้อนมาเมืองกรุง
ชี้เป้าไปที่เครือข่าย "นายใหญ่"
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ดูเหมือนว่านายกฯจะไม่พอใจอย่างยิ่ง สั่งให้มีการสอบสวนและเอา เรื่องถึงที่สุด แม้กระทั่งปะหน้า พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ แห่งพรรคเพื่อไทย ยังสอบถาม
เนื่องจากรู้ตัวว่า พ.ต.ท.สมชายเป็น 1 ในหลายคนที่นำมาเผยแพร่ต่อ และน่าจะรู้ถึงความเป็นไป เมื่อเจอกันเลยถูกนายกฯถาม คำตอบก็คือไม่รู้ว่าใครทำ แต่มีคนมามอบให้
เจอคำถามนายกฯถึงกับซีดไปเหมือนกัน
ว่ากันว่า พ.ต.ท.สมชายนั้นชอบมีความลึก ข่าวลับ ข่าวลวงออกมาบ่อยๆ ด้วยบุคลิกอย่างนี้เคยเข้าตามาแล้ว
เกือบจะได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
เพียงแต่ว่าเมื่อมีการเจรจาให้รับตำแหน่ง เจ้าตัวก็พร้อมเต็มที่ มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนอย่างเดียวขอเคลียร์หนี้เก่า 10 กว่าล้านเท่านั้น
เดี๋ยวได้เป็นนายกฯลูกหนี้มาทวงที่ทำเนียบแล้วจะยุ่ง
สุดท้ายก็เลยแห้วไปตามระเบียบ
ในสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลเกิดปัญหาขัดแย้งภายใน การเคลื่อนไหวจากภาย นอกสภา และการโจมตีรัฐบาลในจุดต่างๆ อย่าง การพิจารณางบประมาณก็ทำให้สภาป่วน จนประธาน "ชัย ชิดชอบ" ต้องขู่ยุบสภาหากงบผ่านทันทีเพื่อแก้เกม
ทำให้รัฐบาลต้องเจอทั้งศึกนอก-ศึกในบีบคั้นและเป็นเกมยาวขึ้นมาอีก
นายกฯและพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งยังไม่ พร้อมเลือกตั้ง และยังมีการเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ม.190 และการเลือกตั้ง ซึ่งต้องการให้เป็นแบบวันแมนวันโหวต เขตเล็ก เพราะหากเป็นเขตใหญ่ไม่มีทางสู้ได้
แน่นอนว่าบรรยากาศการทำงานย่อมไม่สะดวกราบรื่น อยู่ที่ว่านายกฯจะทนแรงกดดันได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้
เพราะขืน "ยุบสภา" ตอนนี้ก็จบกันทันที
ก็ต้องติดตามสถานการณ์กันวันต่อวันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับคนอยู่ต่างประเทศก็คงจะลุ้นเป็นพิเศษ เผื่อฟลุกจะได้คืนเมืองเสียที
นอกจากจะชนะได้อำนาจคืนแล้ว ยังมีบัญชี ค้างแค้นอย่างน้อยก็มีอยู่ 5 คน ที่อยู่ในลิสต์ เริ่มจาก ว.-น.-อ.-ส.-ส. คนคุ้นเคยเก่ากันทั้งนั้น
แต่บวก-ลบ-คูณ-หารแล้วดูท่าจะยาก...!!!
"ลิขิต จงสกุล"
กุมอำนาจไว้ ไม่ปากแห้ง
ที่มา ไทยรัฐ
ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง เข้าขั้นปรอทแตก
จากสถานการณ์ท้าทายภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในกรณีว่าด้วยการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนใหม่
ปัญหาท้าทายภาวะผู้นำในครั้งนี้ เริ่มต้นจากปมที่นายกฯต้องการเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อันเนื่องมาจากการที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ส่งสัญญาณตรงถึงนายอภิสิทธิ์ว่าเกิดปัญหาเจอตอ ส่อเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนดำเนินคดี
จนนำมาสู่ปฏิบัติการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การสอบสวนดำเนินคดีเดินหน้าต่อไปได้
พ่วงไปถึงเรื่องการปรับเกลี่ยตำแหน่งนายตำรวจตาม โครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถึงขั้นมีการกดดันให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ลาราชการไปต่างประเทศ และตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ 10 มานั่งรักษาการ ผบ.ตร. อยู่หลายวัน
จากนั้นก็ตามมาด้วยการออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ลงไปตรวจงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.รอบสอง ในห้วงเวลาสั้นอีก 2-3 วัน
ท่ามกลางกระแสข่าวครึกโครมว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการปรับย้ายข้าราชการตำรวจ
จนมีการตอบโต้จากนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทของนายกฯอภิสิทธิ์ว่า
นายตำรวจใกล้ชิด ผบ.ตร.มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ ซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราช-การตำรวจ
ส่งผลให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงกันวุ่นวายไปหมด
จากปมเหตุดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาลากยาวมาถึงการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้
โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ให้ ก.ต.ช.พิจารณาเห็นชอบ เป็น ผบ.ตร.คนใหม่
แต่ปรากฏว่า ก.ต.ช.5 ต่อ 4 เสียง คัดค้าน และขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน โดยอ้างว่าควรจะเสนอชื่อมากกว่า 1 คน และอยากฟังวิสัยทัศน์แคนดิเดต ผบ.ตร.คนอื่นๆ
นายกฯถูกฉีกหน้ากลางที่ประชุม
ภาวะผู้นำถูกเขย่าอย่างแรง
เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ต.ช. แต่เมื่อตัดสินใจเลือก ผบ.ตร.คนใหม่แล้ว ฝ่ายที่อยู่ใต้บังคับบัญชากลับแสดงอาการคัดค้านขวางลำ
สถานการณ์สั่นสะเทือนถึงขั้นมีข่าวว่านายกฯจะตัดสินใจยุบสภา
แต่ก็มีการปฏิเสธออกมาจากแกนนำรัฐบาลว่าเป็นเพียงข่าวลือ
ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการตั้งลำ เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งในการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่
ชนิดที่เรียกว่า ต้องต่อสายเคลียร์รอบด้าน
ทั้งนี้ จากปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่
ทำให้เกิดภาพของความขัดแย้งรุนแรง ทั้งระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โยงไปถึงความขัดแย้งระหว่างนายกฯกับกองทัพ และความขัดแย้งระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล
แน่นอน เมื่อมีภาพของความขัดแย้งระหว่างนายกฯกับ พล.ต.อ.พัชรวาทปรากฏขึ้น ก็ย่อมกระทบไปถึง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ชาย ที่เป็นพี่ใหญ่ ของกองทัพ
ขณะเดียวกัน การที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โหวตสวนนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ในที่ประชุม ก.ต.ช.
ก็เป็นภาพของความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ให้ถ่างขยายมากขึ้น
จากที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาขัดแย้งปะทุให้เห็นกันมาแล้วหลายระลอก ทั้งปัญหาการดึงเรื่องอนุมัติโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี ของกระทรวงคมนาคม การล้มประมูลระบายข้าวและข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์ ในกำกับดูแลของรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย
รวมไปถึงการที่นายกฯอภิสิทธิ์ดึงเรื่องการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ในการประชุม ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นัยว่าเป็นการเอาคืนที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยโหวตสวน คัดค้านการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่
ขณะที่ล่าสุด นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาจุดประเด็น อาจมีการยุบสภาหลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ผ่านสภาฯแล้ว
แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็ออกมาปฏิเสธทันควัน ยังไม่คิดเรื่องยุบสภา รัฐบาลยังเดินหน้าทำงานต่อไป เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ภาพความขัดแย้งระหว่างตัวนายกฯอภิสิทธิ์กับพรรคภูมิใจไทย ยิ่งดูรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ส่งผลให้บรรดาคอการเมืองทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์กันแซดในทำนองว่า เมื่อภาวะผู้นำของนายกฯถูกเขย่ารุนแรง ขณะที่พรรคร่วมรัฐ-บาลขัดแย้งกับพรรคแกนนำโจ่งแจ้ง
ไปกันไม่ได้แน่ แววเจ๊งสูง
อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ปมปัญหาความขัดแย้งในเรื่องการโหวตเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เมื่อมีการเคลียร์กันอย่างรอบด้านแล้ว ก็พบว่า
ต้นเหตุเป็นเพราะมีตัวแปรพิเศษ ทำให้การสื่อสารระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลผิดพลาด
เมื่อจูนคลื่นตรงกัน ฝุ่นเริ่มจาง ทุกอย่างก็คลี่คลาย
ดังนั้น เมื่อมีการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่อีกครั้งในการประชุม ก.ต.ช.สัปดาห์หน้า เชื่อได้ว่าทุกอย่างจะลงตัว
อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยก็จะลดลง
คงไม่เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลรุนแรงถึงขั้นยุบสภา อย่างที่บรรดาคอการเมืองและสภากาแฟคาดการณ์กัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาใหญ่ที่ท้าทายศักยภาพผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์ จ่อคอหอยอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากเรื้อรัง
นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ประกาศดีเดย์ระดมพลคนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 30 สิงหาคมนี้
กดดันให้ยุบสภา ขับไล่รัฐบาล
งานนี้ นายกฯอภิสิทธิ์แสดงภาวะผู้นำ ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน
งัดมาตรการเข้ม ควบคุมสถานการณ์
ป้องกัน รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ยอมให้ม็อบเสื้อแดงบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เหมือนกับที่ม็อบเสื้อเหลืองเคยบุกยึดมาแล้ว
รวมทั้งเป็นการป้องกันเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ความวุ่นวาย กลายเป็นเหตุการณ์จลาจลเหมือนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
ที่สำคัญ การที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯในครั้งนี้ มีเสียงขานรับจากสังคมมากพอสมควร
โพลสำนักต่างๆชี้ชัดว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านเมือง
ในขณะเดียวกัน แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังยืนยัน ไม่หวั่นเกรงกฎเหล็ก อ้างใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย
30 สิงหาคมนี้ บุกทำเนียบรัฐบาลแน่
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง
เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรงหรือไม่
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์จะสามารถควบคุมสถานการณ์ รักษาความสงบเรียบร้อยได้มากน้อยเพียงใด
ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของ "อภิสิทธิ์" เต็มๆ
อย่างไรก็ ตาม "ทีมข่าวการ เมืองไทยรัฐ" ขอบอกว่า การที่ม็อบเสื้อแดงจะมาเขย่าล้มรัฐบาลคงเป็นไปได้ยาก
แต่สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายความอยู่รอดของรัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ก็คือพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผนึกเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ
ถ้าพรรคร่วมเลิกหนุน รัฐบาลก็พัง
แต่จากสภาพการณ์ในขณะนี้ ทีมของเราฟันธงว่า ยังไม่ถึงเวลาแตกหัก
เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยังไม่พร้อมที่จะกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง
ยังไม่พร้อมทั้งกระแสและกระสุน เสบียงกรัง
ด้านกระแส ผลโพลที่ออกมา ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ยังแน่นในภาคเหนือและภาคอีสาน
ส่วนด้านกระสุน เสบียงกรัง อุปมาอุปไมยเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลกำลังหุงข้าว เตรียมเมนูไว้แล้ว รอเพียงเงินไปจ่ายกับข้าวมาปรุงอาหารเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ คงไม่มีใครทุบหม้อข้าว ทุบสำรับทิ้งดื้อๆ
แม้มีอะไรบีบคั้น ก็ต้องทนกล้ำกลืนกันต่อไป
เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์
เมื่อตอนนี้มีอำนาจ และผลประโยชน์อยู่ในกำมือแล้ว
ใครจะยอมปล่อยให้หลุดมือ-ปากแห้ง.
"ทีมการเมือง"
นักวิชาการชี้ แดงยุติ ชั่วคราวรอปะทุ
ที่มา ไทยรัฐ
นักวิชาการชี้ม็อบแดงเลื่อนชุมนุม แค่ชั่วคราว รอปะทุ เชื่อไม่พ้นเผชิญหน้ารุนแรง เหตุฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ รธน. อีกฝ่าย ม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาการเมือง รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์พิเศษประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกรณี แกนนำกลุ่มเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้่านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศยุติการชุมนุมใหญ่วันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. ว่า ทำให้ปัจจัยทางการเมืองที่เกรงว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ จะหยุดลงไปชั่วคราว ส่งผลจิตวิทยาต่อประชาชนนักลงทุนที่กังวลว่าเหตุการณ์จะบานปลาย อาจมีการใช้ความรุนแรงจากการเผชิญหน้ากันได้หายไป
นายสมชาย กล่าวต่อว่า การประกาศหยุดการชุมนุมครั้งนี้ เป็นเพียงชั่วคราว เพราะปัญหาการเมืองยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ทำให้อนาคตคงหนีไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากัน และปัญหาก่อตัวรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันยังไม่ประสานประโยชน์กันได้ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาการเมือง จึงต้องเดินหน้าตามแนวทางตัวเองต่อไปอีก แต่รัฐบาลต้องหาวิธีไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การใช้ผลงานในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมาและมาตรการอื่นเพิ่มเติม เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การยกเลิกชุมนุมประท้วงของม็อบเสื้อแดง เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บรรยากาศการลงทุนของเอกชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศอีกมาก รัฐบาลต้องรักษาความมีเอกภาพทางการเมือง ไม่เช่นนั้นนักลงทุนก็จะหนีไปประเทศอื่น และการเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์จากทุกฝ่าย หาจุดลงตัวร่วมกัน จากนั้นก็ให้หันมาอยู่ในกรอบกฎหมายเดียวกัน เพราะทุกคนร่วมกันสร้างขึ้น ก็ต้องเคารพในกรอบกติกาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากบริหารไม่ดีประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก
นักวิชาการ นิด้า กล่าวด้วยว่าการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เป็นปกติของระบบประชาธิปไตย เห็นได้จากญี่ปุ่นในช่วงหลังมานี้เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยมาก แต่ทุกคนเคารพและอยู่ในกรอบกติกาทำให้สามารถเดินหน้าบริหารงานและแก้ปัญหา เศรษฐกิจได้ ดังนั้น รัฐบาลไทยก็ไม่ควรห่วงแต่เล่นการเมืองจนลืมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรทุ่มเทการทำงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ควรแต่ประท้วงจนสร้างปัญหาต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศ หากปรองดองกันได้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวได้
เทือกจองเวรแดง คงพรบ.มั่นคง จนเลิกการชุมนุม
ที่มา ไทยรัฐ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
"เทพเทือก" ระบุ รัฐไม่เสี่ยงที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ อีก ยันจะคง พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อไป จนกว่าเสื้อแดงจะเลิกการชุมนุม ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากนายกฯ ...
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังจากกลับมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ถึงกรณีเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมออกไปจากวันที่ 30 ส.ค. เป็นวันที่ 5 ก.ย.ว่า รัฐบาลจะไม่เสี่ยงที่จะปล่อยให้เกิดเหตุร้ายเสียหายกระทบกระเทือนต่อประเทศไทยอีกต่อไป หรือจะไม่เสี่ยงให้เกิดเหตุแบบที่พัทยา หรือกรุงเทพฯ ในช่วงสงกรานต์อย่างนั้นอีกแล้ว มาตรการทั้งหลายยังคงดำเนินการต่อไป เพื่อให้มีการป้องกันให้รัดกุม เพราะตนเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ คงไม่ประสงค์ที่จะเห็นประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จลาจล ฉะนั้นต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลป้องกันให้รัดกุม ส่วนถ้ากลุ่มเสื้อแดงยังคงยืนยันที่จะมาชุมนุมอีก รัฐบาลก็ยังคงที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เช่นเดียวกัน
"มาตรการที่เตรียมไว้พร้อมที่จะเข้ามาป้องกันแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที เพราะนับจากที่เกิดเหตุต่างๆขึ้นมา ตนยังไม่เคยไว้วางใจเลย แต่ใจตนก็อยากให้กลุ่มเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมต่อไป จนกระทั่งไม่มีการจัดการชุมนุมหรือไม่มีการก่อเหตุใดๆ ทำให้ดีกับประเทศเป็นอย่างมาก" นายสุเทพ กล่าว
ส่วนที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ขอเวลาดูสถานการณ์อีก 1 วัน ก่อนจะตัดสินใจยกเลิก พ.ร.บ.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาของตน ท่านสามารถที่จะสั่งเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทุกเวลา แต่ว่าตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งจากนายกฯ เป็นอย่างอื่น ตนในฐานะผู้ที่มีความรับผิดชอบก็ต้องปฎิบัติหน้าที่ให้เต็มความสามารถ ส่วนการเรียกประชุมหารือของศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) คาดว่าน่าจะมีในวันที่ 31 ส.ค. นี้ เพราะต้องมีการรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี
จาตุรนต์ ฉายแสง สวนกระแส"ยุบพรรค" "อดีตไม่ใช่สิ่งสมมุติ"
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์
สัมภาษณ์พิเศษ
จาตุรนต์ ฉายแสง สวนกระแส"ยุบพรรค" "อดีตไม่ใช่สิ่งสมมุติ"
การแสดงความเห็นต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ที่ต่อสู้ทางการเมืองมาและเป็นนักการเมืองในระบบรัฐสภา ไม่ได้พูดแทนพรรคไทยรักไทยหรือคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ผมมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด แต่ถ้ามีก็ไม่ควรเป็นสาเหตุให้ต้องยุบพรรคไทยรักไทย เพราะพรรคไทยรักไทยและมวลสมาชิกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
: มองการเมืองในขณะนี้อย่างไร ?
การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่รุนแรงและซับซ้อน บางเรื่องคล้ายกับในอดีต และบางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่มากๆ ไม่ใช่เพียงเรื่องรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคการเมืองบางพรรคจะถูกยุบหรือไม่
แต่เป็นวิกฤตของระบอบประชาธิปไตย ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ นั่นคือระบอบประชาธิปไตยจะก้าวหน้าพัฒนาต่อไป หรือจะถอยหลังครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ขณะนี้บุคคลและกลุ่มบุคคลต่างก็แสดงความคิดเห็นทางการเมืองกันอย่างหลากหลาย ต่างก็อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของตน ต่างก็ว่าความคิดของตนถูก ปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะตัดสินว่าจะมีข้อยุติอย่างไร จะอาศัยกระบวนการ วิธีการอย่างไร และจะส่งผลต่อระบบอย่างไร
ทุกฝ่ายดูจะอ้างประชาชน และสุดท้ายแล้ว ทั้งกระบวนการ วิธีการที่จะใช้ตัดสิน และระบบที่จะตามมาเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งก็ต้องดูว่าเชื่อมโยงกับประชาชนหรือไม่ ประชาชนตรวจสอบได้หรือไม่ ปัญหาวิกฤตการเมืองไทยขณะนี้คงต้องพูดกันยาว ย้อนอดีตกันเล็กน้อย วิเคราะห์ปัจจุบัน และมองไปข้างหน้า
: สรุปว่า การเมืองขณะนี้เป็นปัญหาอะไร?
พูดให้ง่ายๆ คือ ปัญหาว่าอำนาจในการกำหนดความเป็นไปในบ้านเมืองจะเป็นของใคร เป็นของคณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือของประชาชน หรืออำนาจอธิปไตยจะเป็นของประชาชนจริงหรือไม่
ถ้าจะให้อำนาจเป็นของประชาชนจะแสดงออกอย่างไร จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร นี่คือปัญหาดั้งเดิมของการเมืองไทยมาตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปัญหานี้ดำรงอยู่ตลอดมา มีการพัฒนาแบบลุ่มๆ ดอนๆ ก้าวหน้าบ้างถอยหลังบ้าง แต่ก็มีวิวัฒนาการมามากพอสมควร จนมีความซับซ้อนมากขึ้น และขณะนี้ก็เกิดวิกฤตที่ทำให้ไม่แน่ใจเลยว่าจากนี้ไประบอบประชาธิปไตยจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่
เพราะอย่างน้อยในช่วงหลายเดือนมานี้ก็ถอยหลังไปบ้างแล้ว และกำลังอยู่ในภาวะทรงกับทุรด หากแก้กันได้ดีก็คงกระเตื้องขึ้น ก็จะพ้นวิกฤตกันไปได้ แล้วตั้งหลักกันใหม่แล้วก้าวต่อไป แต่ถ้าตั้งหลักไม่ดีก็จะถอยหลังก้าวใหญ่ และจะชะงักงันล้าหลังไปอีกนาน
: ที่ว่าเป็นปัญหาดั้งเดิมคืออย่างไร
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา การเมืองไทยลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด มีการปกครองในระบบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ สลับกับการทำรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วใช้รัฐธรรมนูญการปกครองไม่กี่มาตรา ซึ่งเป็นเผด็จการ บางช่วงก็เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
เนื้อหาสาระที่แตกต่างกันมาตลอดก็คือ อำนาจในการปกครองประเทศอยู่ที่ใคร แม้ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาตั้งแต่ร่างโดยใคร มาจากประชาชนมากน้อยเพียงใด และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นการชิงกันอยู่ระหว่างจะให้ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งมีอำนาจมากกว่ากัน
เวลาที่การร่างรัฐธรรมนูญถูกกำหนดโดยคณะบุคคลที่ยึดอำนาจมา เนื้อหาก็จะเน้นไปทางผู้มีอำนาจเอง และผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าร่างกันในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ อย่างรัฐธรรมนูญปี 2517 หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากให้น้ำหนักมาทางฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังเพิ่มและเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังมีเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นพิเศษ
ในแต่ละช่วงของพัฒนาการที่แตกต่างกันนี้ มีรูปแบบ กลไกสำคัญๆ ที่ต่างกัน เช่น มีคณะปฏิวัติ ธรรมนูญการปกครอง สภาร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติ มีการใช้ประกาศคณะปฏิวัติที่มีผลเท่ากับ พ.ร.บ.
อีกทางหนึ่งก็จะมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร มีการเลือกตั้งและมีสาระสำคัญอื่นๆ อีกพอสมควร แต่เนื้อหาสาระจริงๆ แล้วก็อยู่ที่อำนาจในการปกครองบ้านเมืองจะอยู่ที่ใคร มาจากไหน จะเป็นเผด็จการโดยคณะบุคคลหรือเป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จะต้องให้ทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งก็คือจะรับรองระบอบรัฐธรรมนูญหรือไม่
: นักวิชาการบางท่านเห็นว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การไปเลือกตั้ง
การเลือกตั้งนั้นจะเท่ากับทั้งหมดของประชาธิปไตยก็คงไม่ใช่ จะเป็นประชาธิปไตยแต่ยังต้องมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น การมีสิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตรวจสอบผู้มีอำนาจ เป็นต้น แต่การเลือกตั้งก็เป็นกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ การเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญ แต่การมีการเลือกตั้งหรือไม่นั้นสำคัญมากกว่า
การปกครองแบบประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะที่ใช้ระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ต้องการมีเลือกตั้ง และให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งและองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งทั้งนั้น
: การเมืองในปัจจุบันน่าจะมาไกลกว่าที่พูดมามากแล้ว
ความจริงก็มาไกลมากแล้ว แต่ก็กำลังมีปัญหาถึงขั้นที่อาจจะถอยหลังไปอย่างมากก็ได้
ปัญหาการเมืองในช่วงหลายเดือนมานี้ เกิดจากความไม่พอใจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ทั้งตัวบุคคล นโยบาย และการบริหารราชการ จนกระทั่งเกิดการเคลื่อนไหวให้นายกฯ ออกจากตำแหน่ง และกดดันให้ออกไปจากการเมือง
ฝ่ายรัฐบาลได้มีการยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งขึ้น ต่อมามีการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบ ต้องเลือกตั้งกันใหม่ โดยที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเลือกตั้งกันเมื่อไรแน่
ในหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีข้อเสนอหลายข้อที่มีเนื้อหามุ่งที่จะแก้ปัญหาที่เกิดจากความไม่พอใจดังกล่าวด้วยวิธีการต่างๆ นัยว่ามีเจตนาเพื่อบ้านเมืองและประชาชน แต่สิ่งที่เสนอนั้นไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย
เช่น
- ให้ออก พ.ร.ฎ.ยกเลิก พ.ร.ฎ.ยุบสภา (และกำหนดวันเลือกตั้ง) เพื่อให้กลับมามีสภาตามเดิม
- ให้นายกรัฐมนตรี และ ครม. ลาออก เพื่อเข้าสู่เงื่อนไขมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี
- ให้ออก พ.ร.ฎ.ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อขอรัฐบาลใหม่
- ให้มีการปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อนที่จะให้มีการเลือกตั้ง
ในการเสนอข้อเสนอเหล่านี้ มีการเสนอความคิดเห็นประกอบในเรื่องที่เป็นหลักการสำคัญที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
เช่น หากให้เลือกตั้งก็จะได้ผลอย่างเดิม เพราะฉะนั้น ควรจะปฏิรูปการเมืองเสียก่อน หรือขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตเป็นพิเศษ จะมัวยึดรัฐธรรมนูญกันอยู่ไม่ได้ หรือปัญหาของบ้านเมืองสำคัญอยู่ที่ให้ได้คนดีมาปกครอง จะเป็นระบบอะไรก็ได้ไม่สำคัญ
หรือแม้กระทั่งถ้าทหารจะปฏิวัติ ต้องปฏิวัติเพื่อประชาชน อย่าปฏิวัติเพื่อตัวเอง เพราะจะอยู่ได้ไม่นาน เหล่านี้เป็นต้น ข้อเสนอและความคิดเห็นเหล่านี้ควรจะได้มีการอธิบายโต้แย้งกันด้วยปัญญาและเหตุผล
: ความเห็นต่อข้อเสนอและความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ
หนึ่ง การออก พ.ร.ฎ.ยกเลิก พ.ร.ฎ.ยุบสภา เพื่อให้สภากลับมาใหม่นั้น ถึงวันนี้คงไม่มีใครคิดถึง เพราะล่วงเลยเวลามานานแล้ว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาเป็นการถ่วงดุลกับสภา และเมื่อยุบสภาแล้วก็ต้องมีการเลือกตั้งโดยเร็ว จะย้อนกลับไปใหม่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเห็นว่าการยุบสภามีเหตุผลเพียงพอ และเหมาะสมหรือไม่ก็ตาม
สอง การออก พ.ร.ฎ.ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อขอรัฐบาลใหม่ก็เป็นไปไม่ได้ แม้จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้ในอดีต แต่ระบบรัฐธรรมนูญพัฒนามาถึงขั้นนี้แล้ว จะย้อนไปอย่างนั้นไม่ได้ พ.ร.ฎ.มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญมาก การออก พ.ร.ฎ. ที่ขัดรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผล เรื่องเล็กกว่านี้ที่ไม่ใช่เรื่องขัดรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองก็เพิ่งวินิจฉัยให้ พ.ร.ฎ. ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแล้ว
สาม การขอให้นายกรัฐมนตรี และ ครม. ลาออก เพื่อให้เข้าข่ายมาตรา 7 นั้น สืบเนื่องมาจากการที่พยายามเสนอว่าบ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤต แม้มีการเลือกตั้ง แต่พรรคฝ่ายค้านก็ไม่ลงสมัคร เป็นเหตุการณ์พิเศษ เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่ยอมรับ เรื่องไม่เป็นที่ยอมรับนั้นผมก็เห็นด้วยตั้งแต่ต้น แต่เขาเสนอให้ใช้มาตรา 7 ซึ่งไม่เข้าข่าย ต่อมาจึงเสนอให้นายกฯ และ ครม. ลาออกเพื่อจะให้เข้าเงื่อนไข เพราะเมื่อครม.ว่างลง รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกไว้ว่าใครจะมาทำหน้าที่ ครม. ได้อย่างไร
แต่ถ้า ครม. ลาออกทั้งคณะจะมีผลอย่างไร ก็ต้องมีคณะบุคคลมาทำหน้าที่ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการแต่งตั้ง เช่น อาจตั้งปลัดกระทรวงก็ได้ หรือใครก็ได้มาทำหน้าที่ นี่คือขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อ่านรัฐธรรมนูญสักหน่อยประกอบกับศึกษาความเป็นมา เหตุผลที่เขาร่างรัฐธรรมนูญกันมาอย่างนี้ก็จะพบว่า ในอดีตเมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ คณะรัฐประหารก็จะให้ปลัดกระทรวงหรือใครก็ได้มาทำหน้าที่รัฐมนตรีไปพลางจนกว่าจะตั้ง ครม. ซึ่งก็มาจากการแต่งตั้งอีก และก็อาจจะมาจากข้าราชการประจำ คือเป็นทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการประจำในเวลาเดียวกัน
เขาจึงกำหนดในรัฐธรรมนูญปิดช่องทางที่จะให้ทำอย่างนั้นได้อีก โดยให้ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม. ใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะมีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ส.ส. ลงมติเลือกนายกฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ใหม่และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ครม. เก่าจึงจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ได้
หมายความว่ารัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ข้าราชการประจำหรือใครที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งมาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว หากให้เกิดขึ้นก็ไม่ต่างอะไรจากกรณีที่มีการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ต่อต้านคัดค้านอยู่แล้ว
สี่ สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมืองเสียก่อน จึงให้มีการเลือกตั้งนั้นก็คือ การฉีกรัฐธรรมนูญดีๆ นี่เอง ถ้าทำอย่างนั้นใครจะเป็นคนแก้รัฐธรรมนูญ จะเชื่อถือกันได้อย่างไรว่าจะทำเพื่อประชาชนและจะเป็นประชาธิปไตย ประชาชนจะตรวจสอบได้อย่างไร
รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่รัฐสภา ขณะนี้ยังไม่มีรัฐสภาที่สมบูรณ์ จึงยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นก็ต้องรอให้มีขึ้น แล้วจึงแก้รัฐธรรมนูญได้
ถ้าแก้รัฐธรรมนูญโดยคณะบุคคล ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จะต่างอะไรกับการร่างรัฐธรรมนูญในยุคเผด็จการ อาจจะบอกว่าสามารถเลือกคนดีมาแก้ พวกที่ยึดอำนาจในอดีตก็อ้างอย่างเดียวกัน หลายคนก็เป็นคนดีด้วย แต่เป็นระบบที่ทั่วโลกเข้าไม่ยอมรับและก็ได้แค่รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจริง
: มีกระแสข่าวเรื่องปฏิวัติ - รัฐประหาร เพื่อเป็นทางออก
ประเด็นที่ดูจะแหลมคม แต่อาจจะคลุมเครืออยู่บ้าง ว่าผู้พูดต้องการหมายถึงอย่างไร คือ เรื่องทหารปฏิวัติ ฟังดูเผินๆ คล้ายกับเตือนทหารว่าอย่าปฏิวัติ แต่พอมีคำว่า "เพื่อตัวเอง" ก็มีคนเข้าใจว่าถ้าปฏิวัติเพื่อประชาชนก็เป็นเรื่องดีได้ ซึ่งความเห็นทำนองนี้มีการเสนอมาก่อนแล้ว
ความจริงคำว่าปฏิวัตินี่ต้องเรียกว่ารัฐประหาร คือ ยึดอำนาจโดยคณะบุคคลที่มีกำลังอาวุธอยู่ในมือ ในอดีตเวลาจะยึดอำนาจก็อ้างประเทศชาติและประชาชน เสร็จแล้วก็เห็นทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ปราบประชาชน ทำร้ายประเทศชาติและประชาชนกันทั้งนั้น
การรัฐประหารยึดอำนาจเป็นระบบเผด็จการโดยคณะบุคคลไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีทางที่จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติได้เลย จะทำให้ประเทศเสื่อมถอยตกต่ำ ไม่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก จึงไม่ต้องแยกว่าทหารปฏิวัติเพื่อประชาชนหรือเพื่อตัวเอง เพื่ออะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น ถ้าเห็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญต้องคิดอย่างนี้
เมื่อรวมกับความเห็นทำนองว่า บ้านเมืองวิกฤตมากจะมัวยึดถือรัฐธรรมนูญกันอยู่ไม่ได้ หรือขอให้ได้คนดีด้วยวิธีการอย่างไร ระบบอย่างไรก็ได้นั้น จะเห็นว่ากลุ่มความเห็นข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ยึดถือสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เห็นว่าความเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หรือการมีระบบรัฐสภา ซึ่งเขามีกันทั่วโลก เป็นเรื่องสำคัญจริงจังอะไร
ตรงกันข้ามกลับถือเอาว่า ความคิดของกลุ่มบุคคลคณะบุคคลซึ่งรวมทั้งพวกของตนเป็นใหญ่ สามารถกำหนดความดี ความถูกต้องได้ โดยประชาชนไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมได้อย่างไร ความเห็นเหล่านี้มีแต่จะนำไปสู่ระบบเผด็จการโดยคณะบุคคลรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมเท่านั้น
: การปฏิรูปการเมือง - แก้รัฐธรรมนูญ
ที่มีการเสนอให้ปฏิรูปการเมือง แก้รัฐธรรมนูญ ดูจะมีการกล่าวถึงกันเป็นระยะๆ มีการให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังมากน้อยต่างกันไป
ปัญหาคือ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครเสนออะไรที่ชัดเจนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ที่ว่าจะปฏิรูปการเมืองนั้นจะปฏิรูปอย่างไร มีประเด็นสำคัญๆ อยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนเพียงพอ และถ้าให้ผู้ที่สนใจทั้งหลายมาหารือกันจะตรงกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ
บางทีก็ไปถึงขั้นว่า แก้ปัญหาบุคคลเสียก่อนแล้วค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญ แล้วการปฏิรูปการเมืองก็จะเกิดขึ้นได้เอง
: ทางออกควรจะเป็นอย่างไร
ความจริงการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองขณะนี้ ทางออกสำคัญอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง ทุกฝ่ายควรจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง สภาพการณ์ทางการเมืองทุกวันนี้ ใครจะพอใจหรือไม่ก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่เกี่ยวกับโครงสร้าง ระบบ มันมีความเป็นมาและมีการพัฒนาการ จากความไม่พอใจนายกฯ รัฐบาล และการใช้อำนาจ รวมไปถึงเรื่องของพรรคการเมืองก็ดี การตรวจสอบที่ล้มเหลวก็ดี และอื่นๆ นั้น ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมืองครั้งล่าสุด
ในการปฏิรูปการเมืองครั้งล่าสุด ต้องการแก้ปัญหาสำคัญๆ ทางการเมืองและปัญหาของประเทศชาติให้ได้ดีที่สุด โดยพยายามนำเอาสิ่งที่เห็นว่าดีๆ ทั้งหลายบรรจุในรัฐธรรมนูญ มีการพูดถึงความคิดรัฐธรรมนูญนิยมที่ต้องยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกันครั้งใหญ่อย่างเป็นระบบ จนกระทั่งทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายถือว่าเป็น รธน. ที่ดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
ในส่วนของการเมืองต้องการแก้ปัญหาการได้มาของผู้มีอำนาจทั้งหลาย ต้องการให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แก้ปัญหาการมีรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่เข้มแข็ง และไม่มีประสิทธิภาพ ให้มีองค์กรตรวจสอบที่เข้มแข็งและสามารถถ่วงดุลกัน กับต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
หลายเรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ ผลของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั่นเอง ถ้าเห็นว่ามีข้อบกพร่องก็ต้องแก้ และต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ ต้องมีความหวังและเชื่อว่าจะแก้ได้
ผมได้เสนอความเห็นมาตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้วว่า วิกฤตการเมืองครั้งนี้ต้องอาศัยการแก้รัฐธรรมนูญ มาถึงวันนี้ก็ยังเห็นอย่างเดิม เพียงแต่ว่าปัญหาที่เร่งด่วนมากกว่าที่จะต้องมาพิจารณากันคือการรักษารัฐธรรมนูญ รักษาระบอบประชาธิปไตย เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ช่วยกันคิดแก้รัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น โดยวิถีทางตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
อย่าลืมว่ากว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาเป็นเรื่องยากเย็น ต้องสู้กับ รสช. ต้องเสียเลือดเนื้อของผู้คนไปไม่น้อย ถ้าย้อนอดีตไปอีกหน่อย กว่าจะได้ประชาธิปไตยมาเมื่อ 14 ตุลา 16 ก็ยิ่งต้องยากลำบากเสียหายกันมาก สิ่งที่ประชาชนต้องการร่วมกัน นอกจากให้บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ที่เป็นจุดร่วมคือความเป็นประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญที่เรียกร้องหรือแก้ไขกันมานี้ ไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นหลักประกันของความเป็นประชาธิปไตย ที่จะยืนยันว่าบ้านเมืองจะปกครองโดยคณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ได้ ต้องมีกติกา มีครรลองที่ถูกต้อง ต้องกำหนดให้ชัดว่ามาจากประชาชนตามวิถีทางที่เป็นที่ยอมรับ ประชาชนตรวจสอบได้
มาถึงวันนี้เราจะลืมเรื่องเหล่านี้เสียหมด ถือเอาเป็นเรื่องสมมติเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้น จะย้อนกลับไปอยู่ในอดีตในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าอย่างนั้นหรือ
: ประเทศไทยกับสังคมโลก
ข้อเสนอหลายๆ ข้อที่เสนอกันในช่วงนี้มีหลักเหตุผลว่าต้องการให้ได้คนดีและสภาพการปกครองที่ดี โดยไม่คำนึงถึงวิถีทางและระบบหรือผลต่อระบบ คนดีและคนไม่ดีนั้นมีในทุกระบบ แต่ระบบที่ดีคือระบอบประชาธิปไตยนั้น นอกจากมีหลักประกันว่าถ้าได้อะไรไม่ดีเกิดขึ้น นอกจากประชาชนจะสามารถตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงได้โดยสันติแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับของสังคมโลกอีกด้วย
นอกจากนั้นเวลาสังคมโลกมองไปที่ประเทศกำลังพัฒนาประเทศใดประเทศหนึ่ง เขาไม่เพียงมองเฉพาะเหตุการณ์ชั่วขณะๆ หนึ่ง แต่มองความเป็นมาและความต่อเนื่อง ถ้ามองความเป็นประชาธิปไตยก็ต้องดูว่าเป็นมาต่อเนื่องนานแค่ไหน ความคิดที่ยอมให้ประชาธิปไตยหยุดชะงักชั่วคราว ล้มกระดานแล้วตั้งหลักกันใหม่ จึงสร้างความเสียหายในแง่ของการทำลายความต่อเนื่องของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นความเสียหายที่มีราคาแพง จะกู้คืนมาได้ก็ต้องใช้ความพยายามอีกมาก และใช้เวลานานมาก เพราะต้องนับหนึ่งกันใหม่ ไม่เหมือนกับการที่จะพยายามช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่องสำคัญๆ และพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเสียหายน้อยกว่า ไม่ว่าจะมองว่าระยะผ่านจะมีอะไรที่ไม่น่าพอใจมากเพียงใด ก็ยังเสียหายน้อยกว่าการถอยหลังไปที่ศูนย์ เสร็จแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่
อีกแง่มุมหนึ่งที่ควรพูดเสียด้วยก็คือ ผลทางเศรษฐกิจ หากประเทศไทยเราเปลี่ยนไปในทางที่สังคมโลกไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับแล้ว ผลเสียหายทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจก็รุมเร้ามามากอยู่แล้วด้วย
: มีความเป็นห่วงว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป อาจจะนำไปสู่ความรุนแรง
ที่ผ่านมาทุกฝ่ายก็เป็นห่วงและยังเป็นห่วงกันอยู่ มีข้อดีที่ทุกฝ่ายพยายามเต็มที่ไม่ให้เกิดความรุนแรง ฝ่ายประท้วงก็ยืนยันเสมอมา ฝ่ายรัฐบาลก็กำชับเต็มที่ไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่ก็จะเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้น ทุกคนก็ห่วง เพราะอาจมีการสร้างสถานการณ์ขึ้นจากใครก็ได้ เพราะฉะนั้น ความวิตกว่าจะเกิดความรุนแรงและความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงจึงได้นำไปสู่ทางออก เช่น การยุบสภา หรือการประกาศเว้นวรรคของนายกรัฐมนตรี จากนี้ไปอาจเกิดสภาพที่เป็นความเสี่ยงขึ้นอีกก็ได้ ยังไม่ทราบสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร
เรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้ความรุนแรง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก็คือ การทำให้เกิดสถานการณ์ที่อาจจะกลายเป็นความรุนแรง และหลักเหตุผลวิธีคิดที่ว่า หากเกิดความรุนแรงขึ้น รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้และจะต้องหลีกเลี่ยงด้วยการถอยไปเสียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งถ้ายอมรับวิธีคิดแบบนี้ ในระยะยาวจะเป็นปัญหาคือ รัฐบาลใดที่ไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็จะกลายเป็นวิถีทางที่ไม่สอดคล้องกับครรลองของระบอบประชาธิปไตย เพราะการไปการมาของรัฐบาลไม่เป็นไปตามที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ
: มีข้อเสนอให้ 3 ศาลมาดูแลการเลือกตั้ง
เข้าใจว่าข้อเสนอนี้คงไม่ได้ให้ศาลมาจัดการหรือดำเนินการเลือกตั้ง แค่ต้องการให้มาตัดสินคดีความให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม บางคนเสนอให้ กกต. ทำหน้าที่ต่อไป แต่ให้จัดการเลือกตั้งอย่างเดียว และไม่เห็นใครเสนอให้กลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง
การให้ศาลมีหน้าที่ตัดสินว่าการเลือกตั้งเขตใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือผู้สมัครคนใดทุจริตหรือไม่ ไม่ใช่ไม่เคยใช้กันมาก่อน ความจริงเป็นอย่างนั้นมาเป็นส่วนใหญ่นับแต่มีการเลือกตั้งกันมา เมื่อก่อนกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง มีปัญหาก็ใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ถ้าตัดเรื่องใครจัดการเลือกตั้งออกไป ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับการใช้กระบวนการยุติธรรมปกติมาดูแลความยุติธรรม ความสะอาดของการเลือกตั้ง ก็จะพบว่ามีการลงโทษผู้กระทำผิดน้อยมาก และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็น้อยมากจนเกือบไม่เกิดขึ้น นี่คงเป็นเหตุที่เขาหันมาใช้ กกต. เพียงแต่ให้ทำหน้าที่ทั้งจัดการและตัดสินความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง เรื่องจึงยากหน่อย
ส่วนการตั้งศาลเลือกตั้งโดยมีองค์ประกอบของ 3 ศาลนั้น ก็คงต้องดูปัญหาที่จะตามมาว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่ โดยเฉพาะเจตนารมณ์ที่ให้มีระบบศาลคู่ ไม่ใช่ศาลเดี่ยว ให้มีศาลหลายศาลที่เป็นอิสระจากกันและไว้คานกันได้ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเคยแย้งศาลปกครองมาแล้ว ต้องถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้หรือไม่ และถ้ายังไม่ได้แก้ก็ต้องถือว่า "3 ศาล" อาจหารือหรือควรหารือกันได้ว่าจะรักษาความยุติธรรม ความถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ หรือจะส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างไร
แต่ถึงขั้นตกลงกันว่าจะวินิจฉัยรายละเอียดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปทางเดียวกัน โดยละทิ้งความเป็นอิสระจากกันหรือการคานอำนาจกัน คงไม่ถูกต้อง
: ความเห็นต่อการยุบพรรคการเมือง
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตาม ผมถือหลักนี้ในทุกเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ถึงศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นโดยความบริสุทธิ์ใจด้วยความเป็นห่วง ซึ่งไม่ใช่ห่วงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ห่วงกระแสความคิดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ มีประเด็นที่อยากเสนอให้พิจารณา 2-3 ประเด็นดังนี้
หนึ่ง ดังที่เป็นข่าว ซึ่งผมไม่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง ไม่อาจยืนยันหรือโต้แย้งอะไรได้ถูก ผมยึดหลักกฎหมายทั่วไปและหลักเหตุผลแบบสามัญสำนึกปกติ คือ แม้ว่ามีการกระทำผิดขึ้นของทุกพรรคจริง จะถือว่าเป็นความผิดของคณะกรรมการบริหารทั้งคณะหรือทั้งพรรคได้อย่างไร ในเมื่อคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคเกือบทั้งหมดไม่รู้เห็นด้วยเลย
สอง ในจำนวนพรรคที่จะถูกวินิจฉัยยุบนั้น จะมี 2 พรรคใหญ่อยู่ด้วย พรรคหนึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด เคยมีที่นั่งในสภาสูงสุด กับอีกพรรคหนึ่งเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุด หากคำนึงถึงคำถามในข้อหนึ่ง และคำนึงถึงหลักในเรื่อง "การคำนึงถึงผล" ที่เกิดขึ้นอย่างที่เคยใช้พิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะอธิบายต่อสังคมโลกได้อย่างไรว่า เกิดอะไรขึ้น
มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่มีกรณีอย่างนี้ ลำพังการยุบพรรคการเมืองถ้ามีเหตุตามกฎหมายก็คงไม่แปลก แต่การยุบพรรคใหญ่ที่สุด 2 พรรคนั้น สิ่งที่ตามมาคือ ผลกระทบต่อระบบพรรคการเมืองอย่างรุนแรง
ระบบรัฐสภากับระบบพรรคการเมืองนั้นเป็นของคู่กัน ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้ เมืองไทยเราสลับกันระหว่างการปกครองแบบให้มีพรรคการเมืองกับไม่มีพรรคการเมืองเลย คือยึดอำนาจเกือบทุกครั้งก็ยุบเลิกพรรคการเมือง ยึดทรัพย์สินของพรรคการเมืองเสียด้วย ระหว่างที่มีพรรคการเมืองก็เริ่มต้นจากการมีพรรคการเมืองที่อ่อนแอ บางครั้งไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก็ได้ ผ่านการมีพรรคเล็กพรรคน้อย มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เนื่องจากมีหลายพรรคเกินไป
เราผ่านการเลือกตั้งที่คนไม่สนใจพรรค ไม่เข้าใจระบบพรรคมาแล้ว และก็ได้พยายามให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง มาถึงวันนี้เราต้องการเห็นผลอะไร คงไม่ใช่ต้องการให้คนกลับไปเลือกตั้งโดยไม่สนใจนโยบายพรรค แต่ได้รองเท้ามาแล้วข้างหนึ่ง แล้วเลือกผู้สมัครเพื่อให้ได้รองเท้าอีกข้างหนึ่งอย่างสมัยก่อนกระมัง
หรือเราต้องการเพียงเพื่อจัดการให้บุคคลคนใดคนหนึ่งพ้นไปจากการเมือง แต่ไม่มีวิธีตามครรลองปกติ จึงเลือกใช้วิธีนี้ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเกิดอะไรกับการพัฒนาประชาธิปไตย สังคมโลกจะมองประเทศไทยอย่างไร นี่คือ "ผล" ที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นหรือ
สาม กระบวนการพิจารณายุบพรรคที่กำลังทำกันอยู่นี้จะได้ข้อยุติเมื่อไร บางกระแสว่าอาจใช้เวลานาน 3-6 เดือน ซึ่งก็มีผู้ชี้ช่องบ้างแล้วว่า สุดท้ายจะนำไปสู่วิถีทางไม่ปกติ ซึ่งพอเข้าใจได้เพราะถ้านานอย่างนั้น เรื่องก็คงยุ่งเหยิงมากทีเดียว ลองนึกดูว่ากำหนดวันเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 ก็คงไม่ได้ ถ้าไม่ได้และยืดออกไปนานๆ นอกจากเรื่องจะยุ่งยากแล้ว ก็ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว คือ 60 วันหลังยุบสภา แต่ถ้ามีการเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มีการยุบพรรคใหญ่ 2 พรรค ใครจะลงเลือกตั้งได้บ้าง การเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร ยอมรับกันได้หรือ ถ้าโยงกับกระแสความคิดหลายๆ ประเด็นที่ผมกล่าวมาแล้ว ชวนให้น่าคิดว่าทั้งหมดนี้ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกับระบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และระบบพรรคการเมืองกันแน่
: มีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า จะลาออก ช่วยแสดงจุดยืนให้ชัดเจน
ผมเคยพูดไปแล้วว่าจะไม่ลาออก ขอขยายความว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยเคยให้เหตุผลว่ามีงานด้านการศึกษาต้องทำอีกมากและงานเหล่านี้รอไม่ได้ กับไม่ต้องการเปิดช่องให้เรื่องลุกลามไปจนถึงขั้นต้องใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีใครทำหน้าที่ ครม.
นี่ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่ออยู่ในตำแหน่ง แต่คิดอย่างนั้นจริงๆ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า เมื่อยุบสภาแล้ว ครม. ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ เจตนารมณ์ในเรื่องนี้ก็คือ "ไม่ต้องการให้ผู้ใดที่ไม่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้ยึดโยงกับการเลือกตั้งของประชาชนมาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้แม้แต่วินาทีเดียว"
ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียนปัญหามาจากอดีต ที่เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจก็มักตั้งปลัดกระทรวงรักษาการแทนรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็ตั้งใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรี โดยไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการตัดสินใจของประชาชน
รบ.แจก"เช็ค2พัน"ไม่ได้ผล ภท.เสนอใช้วิธียั่งยืนสู้
ที่มา มติชน
คอลัมน์ ต้มยำทำข่าว
โดย ผู้สื่อข่าวยียวน
มือที่สามกำลังอาละวาด
เครือข่ายใหญ่ โยงใยทั้งนอก-ในประเทศ ระดับขบวนการข้ามชาติเชียวนา สัปดาห์ที่ผ่านมา ปล่อยคลิปออกมาสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว ที่อเมริกา ร่ำลือกันใหญ่ว่า "ไมเคิล แจ๊กสัน" ยังไม่ตาย มีคลิปโผล่ทางเว็บไซต์ประกอบการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่างหาก ดูคลิปแล้ว ไม่รู้แกไม่มีที่ซ่อนตัวหรือยังไง ถึงได้ไปแอบหลบอยู่ในรถขนศพตัวเอง ถ้าอยู่ในโลงป่านนี้คงไม่มีใครรู้ ความมาแตก ภาพจับได้แวบๆ ตอนจอดรถ
มีคนเห็นเป็นเงา ลูบเป้าแล้วเดินหายไป (ฮา)
ก็เลยเม้าธ์กันใหญ่ว่า ยังไม่ตาย เมืองไทยเรามีคลิปกับเขาเหมือนกัน เป็นคลิปเสียงใส่ร้ายป้ายสี ขวัญใจแม่นาค พี่ "มาร์ค" ขา หาว่า ออกคำสั่งให้สร้างสถานการณ์ ให้ผู้ชุมนุมยิงปืนเข้าใส่กลุ่มต่อต้าน การประกาศใช้ พ.ร.ก.จะได้สมจริงสมจัง ใครเชื่อก็บ้า "อภิสิทธิ์" ไม่ใช่คนอย่างนั้นซะหน่อย ที่สำมะคัญ แกสั่งใครได้ที่ไหน
นั่งหัวโต๊ะแท้ๆ ยังแพ้ 5:4 (ฮา)
คนเรานี่ก็แปลก คนตายไปแล้วก็บอกว่า ยังไม่ตาย ไอ้ที่กำลังจะตาย กลับโกหกหน้าตาเฉยว่า กำลังฟื้น "แจ๊กสัน" ลูบเป้า แต่ใครบางคนไม่ลูบ ได้แต่ตั้งเป้า "ไตรมาส 4" ต้องดีกว่านี้แน่ๆ
คนแท้ มีฝีมือจริง เค้าไม่คุย "เป้า" โม้โอ้อวดเท่านั้นเท่านี้หรอก
ไตรมาสไหนก็ "ตุง" ได้ จริงมั้ย "ชาคริต" (ฮา)
อนึ่ง! แฟนเสื้อเหลือง ทวิตเตอร์มาถามว่า "เสี่ยแม้ว" ที่คุยว่าไปทำเหมืองเพชรที่เซาธ์ แอฟริกา ดูรูปที่ส่งมาแล้ว ไม่น่าใช่ "เหมืองเพชร" ไปแอบขุดควนขายที่ไหนก็ไม่รู้ (ฮา)
แต่ก็เอาเหอะ ถ้าทำมาหากินสุจริต ไม่มีใครเค้าว่าหรอก มัวแต่งอมืองอเท้า รอโชคชะตา รอการประชาสงเคราะห์ มีหวังอดตายพอดี เพราะนานๆ เค้าจะแจกที ได้มาแป๊บเดียวก็หมด ดู "เช็คสองพัน" เป็นตัวอย่างดีที่สุด ได้มาใช้ไปแป๊บเดียวก็หมด บางคนเก็บไว้ก็ยังบ่น ช้ำใจ ติดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ยังไม่พอค่ารักษา
เช็คสองพัน (ค่า) หวัด "สองพันเก้า" (ฮา)
บอกแล้วไม่เชื่อ ของพรรค์นี้ ได้มาก็ใช้ไป ต้องให้อะไรที่ไม่มีวันหมด นี่เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังคิดเสนอเรื่องใหญ่เข้าสภา แจกเช็คให้ ยังไงชาวบ้านก็ไม่มีวันรวย
แจก "กล้วย" ยั่งยืนกว่า (ฮา)
สะเพร่า!
ที่มา มติชน
คอลัมน์ เดินหน้าชน
โดย ภาคภูมิ ป้องภัย
เรื่องพิลึกพิลั่นเกิดขึ้นอีกครั้งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน หลังจากเกิดเรื่องแบบนี้มาเป็นระยะๆ
ไม่ว่าจะเป็นการทำมาหากินกับงบฯโครงการชุมชนพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องนั่งรอออกรายการสดที่ช่อง 11 นาน 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงนายกฯในที่ประชุม "ลับ"หลุดออกมา ฯลฯ
ล่าสุด โดนฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยเรื่องจัดทำงบประมาณแบบ "สอดไส้"
เรื่องของเรื่องคือ ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าเอกสารร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเห็นชอบเปลี่ยนแปลงรายการปรับเพิ่ม-ลดไปเรียบร้อยแล้ว ดันมีมือดีไปแก้ไขใหม่แล้วสอดไส้เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ 3 ทั้งๆ ที่ไม่ผ่านที่ประชุม กมธ.แปรญัตติฯ
ฉบับผ่าน กมธ.แล้ว เนื้อหาระบุว่า
"มาตรา 12 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงคมนาคม ให้ตั้งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,771,858,800 บาท จัดสรรให้กรมทางหลวง 857,454,300 บาท
มาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา ให้ตั้งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 152,880,000 บาท จัดสรรให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 152,880,000 บาท"
ฉบับสอดไส้เข้ามาใหม่เฉพาะหน้า 6-1,10-1 และ 10-2 เนื้อหาระบุว่า
"มาตรา 12 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงคมนาคม ให้ตั้งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4,635,357,800 บาท
กรมทางหลวง 720,953,300 บาท
มาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา ให้ตั้งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 289,381,000 บาท
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 247,800,000 บาท
สถาบันพระปกเกล้าฯ 41,581,000 บาท"
ร่างสอดไส้แก้ไขใหม่ระบุงบฯกรมทางหลวงหายไป 136,501,000 บาท เพื่อนำไปเพิ่มให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ จำนวน 94,920,000 บาท ที่เหลืออีก 41,581,000 บาท จัดให้สถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งในร่างแรกไม่ปรากฏ
หลังจากเล่นแร่แปรธาตุแล้ว นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. ได้ขอนัด กมธ.แปรญัตติประชุมลงมติรับรองการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ในมาตรา 12 และ 26
ฝ่ายค้านได้ทีเล่นเกมไม่ยอมร่วมสังฆกรรมด้วย ทีนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ
เพราะมันเกิดปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาทันทีว่าไอ้ที่ไปปรับลดปรับเพิ่มใน 2 หน่วยงานโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม กมธ.อย่างเป็นทางการนั้น ถือว่าถูกต้องตามระเบียบกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร
ว่าไปแล้ว กมธ.แปรญัตติฯโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบในความบกพร่องนี้ไปเต็มๆ มีอย่างที่ไหน สถาบันพระปกเกล้าฯเป็นถึงหน่วยงานสร้างภาพบวกให้รัฐสภา ไฉนจึงไม่ได้งบฯแม้แต่บาทเดียว
จะว่า กมธ.โหดร้ายตัดทิ้งทั้งหมดก็ไม่น่าใช่ เพราะสถาบันได้งบฯบริหารงานต่อเนื่องทุกปี ปีละหลายร้อยล้านบาท เช่น ปี 2552 ได้ไป 360 ล้านบาท มาปี 2553 สำนักงบประมาณจัดสรรให้สูงกว่าเดิมถึง 364 ล้านบาท จู่ๆ กมธ.มาตัดเหลือศูนย์บาท อย่างนี้สู้ยุบทิ้งเสียมิดีกว่าหรือ
สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ กมธ.ซีกรัฐบาลสะเพร่า โดยเฉพาะนายชัย ชิดชอบ ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันพระปกเกล้าฯไม่หือไม่อืออะไร จนมารู้ว่าหน่วยงานใต้สังกัดไม่ได้เงินสักบาทก็เมื่อสายไปแล้ว
ส่วนนายชัย ชิดชอบ พอรู้ตัวว่าพลาดไปแล้วก็เอาว่ะ ยอมหั่นงบฯจากหน่วยงานที่เด็กของลูกชายคุมอยู่ ไปโปะให้สถาบันพระปกเกล้าฯ แถมได้งบฯดูงานต่างประเทศติดปลายนวมมาด้วย
แม้ขั้นตอนยัดไส้เอกสารร่างแก้ไขใหม่เข้าสู่วาระ 2 จะโดนก่นด่าจากฝ่ายค้านอยู่บ้าง แต่ก็ด่าพอเป็นพิธี เพราะฝ่ายค้านเองรอโครงการส่วนแบ่งจาก "ไทยเข้มแข็ง" อยู่เช่นกัน
เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสะเพร่าเล็กๆ และใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ "ขายผ้าเอาหน้ารอด" ทว่าต่อไปอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ ถ้า ส.ส.ฝ่ายค้านบางกลุ่ม หรือผู้มีส่วนได้เสีย ไปยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหารัฐบาลฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรค 6 หรือยื่นร้อง ป.ป.ช.ถอดถอนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 270 ฯลฯ
รัฐบาลอาจตกอยู่ในสภาพ "ปลาตายน้ำตื้น"ในท้ายสุด
"นายกฯ"แก้โจทย์"ภาวะผู้นำ" "การเมือง"บนเส้นด้าย พิสูจน์ใจ"อภิสิทธิ์"
ที่มา มติชน
วิเคราะห์
คำตอบก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเรียกความเชื่อมั่นในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลับคืนมา
เป็นการเรียกความเชื่อมั่นในภาวะผู้นำ ภายหลังจากเหตุการณ์หลายๆ อย่างได้บั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยเฉพาะเหตุการณ์การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น เป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด
เพราะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ปรากฏว่ามีกรรมการเป็นเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ในประเด็นการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในเดือนกันยายนนี้
ทั้งๆ ที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติที่มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นกรรมการที่อยู่ในซีกฝั่งรัฐบาล
แต่เสียงส่วนใหญ่กลับโหวตคว่ำความเห็นของนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น เมื่อปรากฏข่าวออกมาสู่สาธารณะ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์
และกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างมิอาจปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ได้พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็น "นายกรัฐมนตรี"
ประการแรก คือ การพูดคุยกับแกนนำอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง การพูดคุยกับนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี การพูดคุยกับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์มาโดยตลอด
กระทั่งในที่สุดได้ปรากฏกระแสข่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติครั้งต่อไป คณะกรรมการจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับนายอภิสิทธิ์อย่างแน่นอน
เพียงแต่จะเป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือจะเป็นนายตำรวจระดับ พล.ต.อ.คนใดนั้น
วันนี้ยังไม่แน่นอน?
มีข่าวว่า ความแน่นอนจะเกิดขึ้นเมื่อนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กลับจากต่างประเทศ !
ทั้งนี้ หากนายอภิสิทธิ์ สามารถปรับความคิดกับคณะกรรมการ ก.ต.ช. จนเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
ศักดิ์ศรีความเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมกลับคืน
แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ยังดื้อเหมือนครั้งที่ผ่านมา โอกาสเกิดวิกฤตทางการเมืองย่อมมีสูง
ประการที่สอง คือ ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด นายอภิสิทธิ์ได้แสดงภาวะผู้นำ ทั้งในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับปลัดกระทรวง และการรักษาความสงบในช่วงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยเฉพาะการรักษาความสงบในช่วงการประชุมใหญ่ของคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน
ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน
ครอบคลุมวันที่ 30 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่
พร้อมกันนั้นนายอภิสิทธิ์ได้มอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
เท่ากับว่า รายละเอียดการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมด มอบให้นายสุเทพเป็นผู้ดำเนินการ
ถือเป็นการแก้โจทย์เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโจทย์เรื่องการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม การกู้วิกฤตภาวะผู้นำที่นายอภิสิทธิ์กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะเห็นผลชัดเจนก็ต่อเมื่อ
หนึ่ง การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านพ้นไปอย่างสงบเรียบร้อย
และสอง การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นไปตามที่เหมาะที่ควร
แต่หากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงรุนแรง ไม่สงบ นายอภิสิทธิ์คงจะต้องแก้โจทย์ที่ยากขึ้น
เช่นเดียวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หากยังปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรียังไม่สามารถหาจุดลงตัวที่ดีได้ นายอภิสิทธิ์ก็จะดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลำบาก
ในยามนี้จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ นายอภิสิทธิ์คงต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเอง รับฟังความรอบข้าง
คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง
คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก
เพราะในขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะนายอภิสิทธิ์เท่านั้นที่ต้องรับผลกระทบจากการตัดสินของนายอภิสิทธิ์
หากแต่การเมืองไทยในขณะนี้กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
แขวนอยู่บนการตัดสินใจของคนที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
‘มาร์ค’ แปลกใจเสื้อแดงไม่มา ยัน พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้ห้ามชุมนุม
ที่มา ประชาไท
มาร์คแปลกใจเสื้อแดงเลื่อนชุมนุม ยัน พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้ห้ามชุมนุม
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนบันทึกเทปรายการ กรณีกลุ่มเสื้อแดงเลื่อนวันชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ประกาศถึงวันที่ 1 กันยายน ดังนั้นการประชุมครม.ในวันที่ 1 กันยายน จะพิจารณาทบทวนกันอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะไม่มีการยกเลิกและยังคงกำลังไว้เหมือนเดิม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็คงจะดูอีกวัน ที่จริงแล้วตนก็แปลกใจ เพราะที่เราประกาศกฎหมาย ก็เพื่อที่จะให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย โดยให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบให้เกิดความเข้มข้นเรื่องอาวุธอะไรต่างๆ ทำให้การชมนุมที่มีคนมาจำนวนมากไม่มีอะไรมาแทรกซ้อนได้ และการประกาศกฎหมายนี้ ก็ไม่ได้ห้ามการชุมนุม สามารถชุมนุมได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า แกนนำเสื้อแดงบอกว่าหากรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงไปเรื่อยๆ ก็จะเลื่อนชุมนุมไปเรื่อยๆ แล้วถ้าจะมีการชุมนุมแน่นอน จะทำอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งช่วงนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรก็ดีอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากวันที่ 5 กันยายนแล้วมีการชุมนุมอีกรอบ รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในการประชุมครม.วันที่ 1 กันยายนนี้จะพิจารณาอีกทีหนึ่ง
เทพไทอัดเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมแสดงว่าเคลื่อนไหวไม่สุจริต
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมจากวันที่ 30 สิงหาคม ไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการชุมนุมภายใต้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า เป็นการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทำให้เห็นเจตนาชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวไม่สุจริต รวมทั้งกลุ่มเสื้อแดงคงประเมินแล้วว่า ได้รับเสียงการตอบรับการเข้าร่วมชุมนุมน้อย จึงทบทวนท่าทีและล่าถอย
"แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว จนต้องเลื่อนการชุมนุมออกไป ก็ขอเรียกร้องให้กลุ่มเสื้อแดงทบทวนถึงการชุมนุมครั้งต่อไปด้วยว่า เป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ" นายเทพไท กล่าว
โฆษก กอ.รมน. แนะรัฐบาลคง พ.ร.บ.ความมั่นคงยาวถึง 5 ก.ย. สามารถทำได้
ด้าน พล.ต.ดิฎฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณราจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า หากสถานการณ์ไม่น่าวิตกกังวลคงไม่ต้องใช้กำลังมาก เพื่อจะได้ให้กำลังพลได้มีโอกาสพักผ่อน แต่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลว่าจะประกาศยกเลิกหรือยังคงประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง ไว้ ซึ่งไม่ว่า รัฐบาลสั่งการอย่างไรก็พร้อมปฎิบัติ และหากยกเลิก ทหารก็จะกลับเข้ากรมกองเพื่อทำงานตามหน้าที่ต่อไป
“แต่หากรัฐบาลเห็นว่า สถานการณ์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องคงไว้ยาวจนถึงวันที่ 5 กันยายนก็สามารถทำได้ เพราะในที่ประชุมศอ.รส.ได้อนุมัติหลักการว่า สามารถจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อได้โดยไม่ต้องเสนอให้ครม.อนุมัติ เพราะกฎหมายไม่มีข้อห้ามในเรื่องระยะเวลา อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่มีการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงออกมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่อย่างใด และคิดว่า การประกาศจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจหรือกระทบต่อมุมองของต่างชาติ แต่คิดว่า การประกาศใช้ จะทำให้ต่างชาติมั่นใจเข้ามาร่วมประชุมในไทยว่า มีความปลอดภัยและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้”โฆษกกอ.รมน.กล่าว
แม่ทัพภาค 1 ลดกำลังคุมพื้นที่เขตดุสิต-ทำเนียบ-รัฐสภาแล้ว
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมว่า การประชุม ศอ.รส. ที่เดิมจะเริ่มในเวลา 15.00 น.วันที่ 29 สิงหาคมได้ยกเลิกแล้ว เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับรายงานแล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงยกเลิกการชุมนุม และสั่งการให้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้พิจารณาเรื่องการปรับลดกำลัง ทั้งในส่วนของจุดตรวจ และการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล ให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็น และพื้นที่ล่อแหลม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง แม่ทัพภาคที่ 1 สามารถพิจารณาปรับเพิ่มกำลังได้ตามความเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเป็นกำลังหลักในการดูแลสถานการณ์
ในส่วนของ ศอ.รส.คงประชุมประเมินสถานการณ์เป็นระยะ เพื่อเสนอข้อมูลนำเรียนตามสายการบังคับบัญชา ส่วนการพิจารณาเรื่องใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะพิจารณาตามข้อมูล ที่ส่วนต่างๆ จะนำเสนอ โดยศอ.รส.ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะเสนอข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรี
“การยกเลิกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ไม่ถือว่าทหารเสียหน้า เพราะเราปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง” โฆษก ศอ.รส.กล่าว
ด้าน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ได้ปรับลดกำลังดูแลพื้นที่สำคัญรอบเขตดุสิต ทั้งทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เขตพระราชฐานตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น สถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รวมทั้งไม่มีข่าวเรื่องปัญหามือที่ 3 ที่อาจจะเข้ามาก่อความวุ่นวายแต่อย่างใด
ที่มา: เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์