ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 31, 2009
“มาร์ค” ระบุคนเผยแพร่คลิปเสียงตัดต่อออกไปมีความผิด
อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง "20บิ๊ก" อดีตศาลรธน.-อดีต กกต.-ผู้ตรวจการ คดีขึ้นเงินเดือน หลังดูสำนวนนานเกือบ 2 ปี
ที่มา ประชาไท
ไทยโพสต์แท็บลอยด์สัมภาษณ์ “ไพโรจน์ พลเพชร” ว่าด้วยความมั่นคงของทหาร
ที่มา ประชาไท
ไทยโพสต์แท็บลอยด์
“ไพโรจน์ พลเพชร”เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กับเครือข่าย เป็นนักสิทธิมนุษยชนเพียงหยิบมือเดียวที่ออกมาคัดค้านการประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในสถานการณ์ที่การเมืองเลือกข้าง นักสิทธิมนุษยชนก็เลือกข้าง
นักสิทธิราชการ สถานการณ์ปัจจุบันความรู้สึกเรื่องสิทธิมนุษยชนตกต่ำลง เราจะมองไปข้างหน้าอย่างไร “การไปเลือกข้างในจุดยืนทางการเมืองทำให้เกิดปัญหาทางสิทธิมนุษยชน คือเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องข้ามพ้นจุดยืนทางการเมือง ไม่ว่าใครจะละเมิดสิทธิใคร มันต้องชี้ได้ว่าละเมิดสิทธินะ ตรงนี้เราอาจจะเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทย คือระหว่างจุดยืนทางการเมืองกับจุดยืนสิทธิมนุษยชน มันเหลื่อมกันได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เหมือนกัน ว่าเออ ใช่หรือเปล่า ตัดสินอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ฝ่ายนี้จึงได้ฝ่ายนี้จึงไม่ได้ ผมคิดว่าต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน ต้องยืนยันหลักการ” “แต่ถ้าพูดในระดับชาวบ้าน ความตื่นตัว การแสดงออกทางการเมือง อยากมีสิทธิ์มีเสียง ผมว่ามีสูงขึ้น เขาใช้สิทธิได้มากขึ้น เขารู้สึกว่าเขาต้องใช้ เขาต้องปฏิบัติ เวลาลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะเห็นประชาชนแสดงออกมากกว่าเดิม ไม่ว่าจากการพูดคุย การเข้าร่วม ถามว่านี่เป็นสิทธิที่พัฒนามากขึ้นไหม ผมว่าใช่เลย มันเป็นกระบวนการสร้างคนให้เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิมีเสียงอะไร สามารถแสดงออกอะไรได้บ้าง นี่เป็นเรื่องของสังคมส่วนใหญ่ที่สั่งสมอยู่ตอนนี้” แต่ระดับชาติถ้าเราจะรณรงค์ให้แก้ไขพรก.ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคง คงยาก “ยากมากถ้ายังมีเหตุการณ์แบบภาคใต้ หรือยังมีการชุมนุมที่เป็นแบบนี้ เนื่องจากจิตวิทยาผู้คนมีความกลัว และเห็นว่าตัวเองจัดการไม่ได้ ต้องใช้มาตรการเหล่านี้ เหมือนภาคใต้ถึงที่สุดคนก็มองว่าเป็นภัยคุกคามสังคมไทยทั้งสังคม และเขารู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่จะอยู่ในชาติไทย เลยคิดว่ารัฐต้องใช้อำนาจ ฉะนั้นเวลาเถียงกันเรื่องภาคใต้ นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายก็จะถูกกล่าวหาอยู่เรื่อยว่าไปเข้าข้างโจร มันก็เป็นทัศนะแบบนี้อยู่เสมอๆ” “ที่จริงพรก.ฉุกเฉินใช้มานานมากแล้ว และเห็นผลด้านลบอยู่มาก คือไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมสร้างความเป็นธรรม มันเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง มันลงเอยไม่ได้ พอใช้เครื่องมืออำนาจแบบนี้มันยิ่งไปตอกย้ำความไม่เป็นธรรมให้ขยาย เราใช้กระบวนการยุติธรรมปกติได้ไหม นี่คือคำถาม ฝ่ายความมั่นคงก็เถียงกันอยู่ เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ต่างกัน ฝ่ายรัฐมองว่าภาคใต้เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องใช้มาตรการไม่ปกติเท่านั้น ขณะที่เรายืนยันว่ายิ่งเราใช้มาตรการไม่ปกติมันยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นเรื่อยๆ” ไพโรจน์เห็นว่า พรก.ฉุกเฉินควรแก้ไข แต่พรบ.ความมั่นคงสมควรยกเลิก “พรก.ฉุกเฉินมันให้อำนาจในสถานการณ์ที่พิเศษจริงๆ จึงอาจจะต้องปรับเนื้อหา แต่พรบ.ความมั่นคงใช้ในสถานการณ์ปกติ จริงๆ ก็คือการให้อำนาจทหารมีบทบาททางการเมือง มีบทบาททางงบประมาณ ทรัพยากรของสังคมต้องทุ่มเทให้กับส่วนนี้” “ที่ผ่านมา พรบ.คอมมิวนิสต์ถูกยกเลิก กอ.รมน.เลยหมดภารกิจ ทำอย่างไรที่จะสร้างภารกิจ ให้หน่วยงานนี้ดำรงอำนาจหน้าที่ในสังคมไทย ก็เลยคิดพรบ.ความมั่นคงขึ้นมา ให้มีภารกิจ” ความจริงกอ.รมน.ควรจะยุบไปได้แล้ว “ถูก เพราะเรามีกลไกพัฒนาเต็มไปหมด กระทรวงทั้งหลาย องค์กรท้องถิ่น เขาดูแลเรื่องการพัฒนาหมดเลย แล้วถามว่าคุณทำอะไร งานพัฒนาระดับตำบล อบต.เขาก็ทำ ก็ไม่มีฟังก์ชั่นอะไร เลยต้องมาคิดภารกิจขึ้นมาชุดหนึ่ง ประชาชนเขาก็เติบโตขึ้น ดูแลตัวเอง แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานของรัฐลงไปจัดการ ถามว่าเรื่องทรัพยากรคุณจะไปยุ่งอะไร ประชาชนเขาก็ดูแลตัวเองได้ เด็ก ผู้สูงอายุ เศรษฐกิจ ท้องถิ่นเขาก็จัดการ แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานนี้ ที่สำคัญมันมีอำนาจคู่กับรัฐ เป็นสถาบันที่ชัดเจนรองรับด้วย พรบ.ความมั่นคงทำให้ กอ.รมน.เป็นสถาบันที่ใหญ่กว่าเดิม เดิมเป็นแค่ระเบียบสำนักนายกฯ เวลานี้เป็นสถาบันที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน มีองคาพยพ มีกำลังคน งบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ที่ถูกสร้างขึ้น” ย้อนมาเรื่องสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง ตอนสงกรานต์ กลุ่มของไพโรจน์เองก็ถูกเสื้อแดงต่อว่าเหมือนกัน “เราก็ยืนในจุดว่าถ้าเขาเลยเถิดไปคุกคามชีวิต ไม่ว่าใคร เรารับไม่ได้ เรายังมองชีวิตสูงสุดในทางสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐทำหรือฝ่ายไหนทำ ก็รับไม่ได้ แน่นอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันอาจจะคุกคามชีวิตคนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ฝ่าย นปช.ก็ก่อให้เกิดการคุกคามชีวิตอยู่ด้วย” ปัญหาสิทธิมนุษยชนจะแย่ลงไหมเมื่อเห็นกรรมการสิทธิชุดใหม่ “การเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย.มีผลทำให้ระบบราชการโตขึ้น หรือเข้ามาแทรกแซงอย่างอื่นได้มากขึ้น ที่ฝ่ายนปช.เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย เข้ามาในโครงสร้างทางการเมือง คือเขาวิเคราะห์ว่าองค์กรอิสระถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มทุน ก็มาแทนที่ด้วยระบบราชการ และคิดว่าถ้าแทนที่โดยระบบราชการมันจะแก้ปัญหาได้ ซึ่งผิดทั้งคู่ ทั้ง 2 อันนี้ละเลยประชาชน” “มันกลายเป็นข้อสมมติฐานที่บอกว่ารัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระ เลยพลิกกลับมาอีกด้านหนึ่ง โดยเชื่อว่าสถาบันศาลจะสามารถสถาปนาคนดีเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ทำให้แก้ปัญหาได้ มันก็กลับไปเป็นการสถาปนาอำนาจกลุ่มราชการขึ้นมาแทนที่ในองค์กร นี่คือสิ่งที่พลิกในการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย. ทำให้องค์กรอิสระอาจตกอยู่ในวงจรฝ่ายราชการ ที่สำคัญคือความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ มันเป็นชุดความคิดที่เป็นระบบราชการ ซึ่งมีจุดอ่อนกับการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนแน่ๆ ในการมอง การวินิจฉัย เพราะโดยส่วนใหญ่ในสังคมไทยการละเมิดสิทธิจะเกิดจากระบบราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กฎหมายของรัฐ ดังนั้นมันถึงเหมือนกับต้องเลือกข้างคนที่ถูกละเมิดสิทธิ พอระบบราชการคิดว่าอยู่เป็นกลาง ไม่เลือกข้างมันจึงไม่ใช่” เขาบอกว่าจะไม่เป็นฝ่ายค้าน “ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าโครงสร้างอำนาจเดิมของเราให้อำนาจข้าราชการสูง โอกาสการละเมิดสิทธิจึงสูง มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเรา ที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน โอกาสที่ฝ่ายราชการหรือรัฐบาลจะเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิจึงสูง ถ้าบอกว่าตรวจสอบรัฐบาลว่าละเมิดสิทธิแล้วเป็นฝ่ายค้าน คิดอย่างนั้นผิด สมมติพี่น้องถูกโครงการขนาดใหญ่ลงตูม ชาวบ้านบอกว่ามาละเมิด อย่างราษีไศล 20 กวาปีแล้ว ที่ดินน้ำท่วมหมด มันคุกคามความมั่นคงในชีวิตเขา แล้วจะทำอย่างไร ถ้าจะไม่เลือกข้าง” “มันทำให้อ่อนลงจริงๆ โครงสร้างที่ทำให้ระบบราชการเข้าไปแทนที่ในองค์กรอิสระ ที่สำคัญคือความเป็นอิสระทางความคิด อันนี้เราไม่หลุด วิธีการคัดเลือก วิธีการจัดการเราเอาระบบความสัมพันธ์ของคนเป็นตัวตั้ง” |
สรุปรุกเขายายเที่ยงผิดจริง
สรุปผลสอบทส. ระบุ “บิ๊กแอ้ด” รุกป่าเขายายเที่ยงจริง เผยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้ชัดสภาพผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่มีราษฎรเข้าไปครอบครองที่ดินทำกิน ขณะที่ผู้เข้าอยู่อาศัย ครอบครองที่ดิน จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่งรายงานถึง “สุวิทย์ คุณกิตติ” ดำเนินการแล้ว
นักข่าว CNN เคยปรามาสอภิสิทธิ์ไว้ว่า..อ่อนหัดเกินไป...ผมเชื่อแล้วครับว่าจริง (Too Posh)
ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 สิงหาคม 2552
นั่งนึกถึงตอนที่มาร์คเข้ามาเป็นนายกใหม่ๆ นักข่าวจาก CNN คุณแดน ริเวอร์ส์ ได้เขียนบทความลงใน blog ว่า อภิสิทธิ์อ่อนหัดเกินไป ? ...
ตอนนั้น ผมเข้าไปอ่านความเห็นของคนที่เข้าไปโพส "เถียง" แทนมาร์ค หลายคนพูดว่า"คุณ (แดน) ไม่รู้เรื่องเี่กี่ยวกับเมืองไทย ..ทักษิณมันเลว ...อภิสิทธิ์ดี.."
ในบทความนั้น มีอยู่หลายประโยค ที่เขาเขียน ผมเห็นว่าน่าสนใจ ขอตัดมาบางส่วนเช่น
"His privileged background and lack of "real world" experience will leave many in Thailand wondering whether he really can empathize with their daily difficulties."
แปลว่า ด้วยชาติตระกูลของเขา (อภิสิทธิ์) รวมทั้งการขาดประสบการณ์ในชีวิตจริง จะทำให้คนไทยหลายคนกังวลว่า เขา(อภิสิทธิ์) จะจัดการกับปัญหาที่เข้ามาทุกวันได้หรือไม่ (ภาษาชาวบ้านก็คือ พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ)
ในบทสรุปเขาเขียนว่า
"The problem is he has no mandate from the people at the moment and has only risen to the top, after horse trading and deal making in parliament. Sooner or later he must face that test and go to the nation; and without some quick footwork to prove his mettle I fear he will fail.."
แปลว่าปัญหาคือ เขาไม่ได้รับอำนาจจากประชาชน แต่ได้เป็นนายก เพราะการแลกเปลี่ยนข้อตกลงกันในรัฐสภาเท่านั้น หลังจากนี้เขาจะต้องเจอกับการทดสอบ และต้องเดินอยู่ในเวทีนานาชาติ และด้วยความมัวแต่ไหว้ครูอยู่ เพื่อที่จะพิสูจน์ความกล้าหาญของเขาที่ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า
(ที่มา www.cnn.com )
เรื่องของเรื่องก็คือว่า ในตอนหลังจากรัฐบาลสมชายล้มไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคนั้น กลุ่มพันธมิตรและสาวก ปชป. ต่างไชโยโห่ร้องว่า นี่แหละ นายกคนใหม่ จะสู้ทักษิณ
พอตั้งรัฐบาลอะไรเสร็จเรียบร้อย เรื่องฉาวโฉ่ ก็เข้ามาทันที นั่นคือ คน ปชป.หลายคน ไปเต้นร้องคาราโอเกะที่เกาะสมุย เมากันสุดเหวี่ยง เพื่อ "ฉลอง" กับการได้เป็นรัฐบาล
เราก็ไม่อยากจะว่า เพราะเขาก็เป็นฝ่ายค้านมานาน เขาก็คงจะดีใจ
ต่อมา มีเรื่องอีกแล้ว ...นั่นคือ การโกงปลากระป๋องชาวบ้าน จนรัฐมนตรีต้องลาออก เพื่อโชว์ว่า ข้ามีสปิริตนะ (สปิริตตรงไหน)
เอ้า..เราก็ไม่ว่า พวกสื่อทั้งหลายก็บอกว่า เอาน่า ..ไม่เกี่ยวกัน อภิสิทธิ์ได้โกอินเตอร์ ไปประชุมที่ดาวอส (เพราะสมัยรัฐบาลสมัคร เขาเชิญไป) นักข่าวจากฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิคส์ ขอสัมภาษณ์ เขายังเอามาเขียนบอกว่า อภิสิทธิ์ "ไม่ให้เกียรติ" ในการกินข้าวกับเขาเลย มัวแต่ล่อกแล่กไปมา
ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็เกะกะระรานกับประเทศเพื่อนบ้านไปทั่วอย่างที่รู้กัน คงไม่ต้องเล่า เพราะกระทู้นี้จะเกี่ยวข้องกับอภิสิทธิ์คนเดียว
จนมาตอนช่วงสงกรานต์ ที่กลุ่มเสื้อน้ำเงินสร้างเรื่อง (อันนี้อย่ามาเถียงว่าไม่จริง) เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสลายการชุมนุม และมาถึงสิ่งที่เป็นจุดเสื่อมมากที่สุดของรัฐบาลเทพประทานชุดนี้ ก็คือ "ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" ในการป้องกันไข้หวัด 2009
พอตอนไข้หวัด 2009 ระบาดใหม่ๆ ผมดู CNN ข่าวเขารายงานกันที่เม็กซิโก ห่างกันเป็นหมื่นกิโลฯ แต่แป๊บเดียว ประเทศไทยติดหวัด และจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังตายกันเป็นร้อยศพแล้ว ที่น่าสงสารที่สุดก็คือ หญิงมีครรภ์ที่ตายไป สองคนนั่นแหละ
รัฐบาลยังไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไปโทษคนอื่นหน้าตาเฉย
พูดไปก็คงจะไร้ประโยชน์ เพราะรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นอย่างที่นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขาว่าไว้จริงๆ คือ ไม่ใยดีกับความทุกข์ยากของประชาชน
ในขณะที่รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตากู้เงิน เพื่อเป็นหนี้ประเทศมากขึ้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (จำชื่อไม่ค่อยได้) ได้ออกมาแถลงว่า หนี้สาธารณะเกือบถึงขีดแดงแล้ว เพราะเขาคิดคำนวณว่า ถ้ายอดหนี้ใกล้ตัวเลข 50% ของ GDP ถือว่าอันตราย ของเราปาเข้าไป 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลชุดนี้ ก็ยังใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเดิม
ภาคเอกชน ที่นักข่าวไปสัมภาษณ์ ก็ไปสัมภาษณ์แต่ประธานสภา ฯ โน่นนี่ ..ไม่เคยลงไปถามชาวบ้านร้านตลาดดูบ้างว่า เขา "เชื่อมั่น" แค่ไหนกับรัฐบาล
นอกเหนือจากความอ่อนด้อยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอ่อนด้อยเรื่องการบริหารปกครอง
ดูอย่างกรณีโผตำรวจนี่ไง ...ตอนเป็นฝ่ายค้าน พูดจากระแนะกระแหนเขา บอกว่า ไปแทรกแซงข้าราชการประจำ
ตัวเองเป็นรัฐบาล ย้ายปลัดกระทรวงไม่เป็นธรรม ย้ายคนโน้น ข้ามคนนี้ .. การปลด ผอ.สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย การย้ายข้าราชการแบบคนไม่คิด ...เอาคนตัวเองเข้าแทน ฯลฯ
ผมจาระไนไม่หมดครับ สำหรับความบ้อท่าของมาร์ค
จนกระทั่งมาเมื่อวาน ..ผมเห็นคุณณัฐวุฒิแถลงข่าว ...ฝากรอยยิ้มไปให้อภิสิทธิ์ ...และคำพูดว่า "รักนะ..เด็กโง่"
ผมรู้สึก "ขายหน้า" แทนอภิสิทธิ์ครับ ..
ประโยคของนักข่าว CNN ที่บอกว่า "ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า" นั้น, มันดูท่าจะเป็นจริงเสียแล้วล่ะ
ฝากบอกอภิสิทธิ์ด้วยคนว่า ถ้าคุณคิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไทยแล้วล่ะก็ ...กลับไปทบทวน ให้ดวงตาเห็นธรรม ...ว่าคุณขาดอะไร ...อย่ามัวแต่เล่นลิ้น โทษคนอื่นครับ
---------------------------------------------------------------
ปล. ใครยังไม่เห็นรอยยิ้มของคุณณัฐวุฒิ หาดูได้นะครับ คิดว่า คงมีคนเอามาไว้อยู่ ผมดูแล้ว เป็นรอยยิ้มที่เรียกว่า sincere smiling คือการยิ้มแบบจริงใจ ไม่ใช่ยิ้มแล้วผงกหัว เหมือนผู้นำประเทศบางคน
นักจิตวิทยาหลายคน อย่าง ดร.วัลลภ ผมเคยฟังเขาพูดถึงบุคคลิกของคนว่า คนไหนจริงใจ คนไหนลวงโลก ...ผมเลยได้พิจารณาว่า เขาพูดถูกแฮะ..
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
ที่มา Thai E-News

ทัศนะกับอคติ?-ทัศนะส่วนตัวของดร.นพดล ABAC POLLนั้นออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะเรื่องบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับมาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเพื่อไปปรึกษาเป็นกรณีพิเศษบ่อยๆ
โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
30 สิงหาคม 2552
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ
ความจริงเรื่องของพวกNGO-เอ็นโตดียังไม่จบดีนะ เหลืออีกตอน แต่ขอลัดคิวมาลากไส้ไอ้พวกทำโพลล์ก่อน เพราะให้เผอิญว่าวันนี้มันเป็นวันอาทิตย์ไง...ไอ่พวกเชี่ยทำโพลล์จะชอบออกมาอาละวาดในวันอาทิตย์
มันอาศัยว่าวันอาทิตย์ไม่ค่อยมีข่าว ไม่มีกิจกรรม มันก็ออกมาแถลงโพลล์เป็นข่าวพาดหัวกันสิทีนี้ ฟังผลโพลล์แต่ละที จี๊ดดดขึ้นสมองทุกที บางทีก็ปวดตับ
เอานะวันนี้จะขอลากไส้พรรคพวกในวงกามโพลล์เพื่อให้สาธุชนได้ซี๊ดซ๊าดกันเพื่อฉลองศรัทธาพระเดชพระคุณซักหน่อย...
คือพรรคพวกที่ผมรักใคร่ปรารถนาดี รู้จักกันมาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น เมากันมาตีหม้อกันมาก็ให้บังเอิญว่ามีอยู่ตัวหนึ่งเสือกเป็นนักทำโพลล์ ผมก็แซวมันประจำว่า สัดดมึงไม่นึกจะเปลี่ยนไปทำมาหาแดรกอย่างอื่นเหรอ คนเค๊าด่าพ่อมึงทุกวัน(บังเอิญวันนั้นผมไปงานศพพ่อมันพอดี. ..พ่อมันคงสะดุ้งโหยงอยู่ในโลงแหละ)
มันก็ตอบว่า อาชีพกรูนี่ดีอย่างสัดดเอ๊ย ทำให้ใกล้ชิดพ่อแม่บุพการี เพราะแกสะดุ้งโหยงหลายรอบในแต่ละวัน แกต้องคอยโทรมาเช็คว่าวันนี้กรูทำโพลล์ไปกระเทือนกบาลใครอีก เพราะผลโพลล์ออกมายังไงพวกกรูก็โดนด่าแม่ด่าพ่อ คือออกมาอย่างคะแนนเหลี่ยมดีกว่ามาร์ค พวกเสื้อแดงแม่งก็เชียร์กรู ไอ่พวกประชาวิบัติก็ด่าแม่กรู ไอ่พวกเหี้ยเหลืองก็โทรมาด่าพ่อกรู พอออกโพลล์มาว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยยื่นฎีกา ไอ่เหลืองชม ส่วนไอ่แดงก็ด่าพ่อล่อแม่กรู
มันจะมีอาชีพเหี้ยที่ไหนสนุกยังงี้ คือวันนี้กรูโดนชม พรุ่งนี้ไอ่เหี้ยคนเดิมแหละโทรมาด่าแม่ บอกจะวางเรือใบรถกรู...สัดดดด เอากับมัน
มันก็บอกในวงกามนี่แม่งก็มีสีหวะ อย่างเอแบคนี่ออกเหลืองๆ ส่วนสวนสัตว์ดุสิตจะออกแนวชมพูระเรื่อไปทางแดงๆ ส่วนตัวกรูออกทางช้ำเลือดช้ำหนองเพราะโดนด่าเสียหมามาหลายยก
ผมขอสงวนนามของมันแล้วกันเดี๋ยวมันเดือดร้อน เอาเป็นว่าหากโผล่หน้าออกทีวีนี่ร้องกันอ๋อ พร้อมกันยกตีนเบอร์ 9 ใส่ครึ่งประเทศ...ผลงานเป็นประกัน เชี่ยสัดๆๆ

#ศรีศักดิ์ จามรมาน(กลาง)ประธานABAC POLLนอกจากนี้ก็เป็นที่ปรึกษาให้แบงก์กรุงเทพ และไทยพาณิชย์ด้วย
คือค่ายเอแบคนี่มี จารย์ศรีศักดิ์ เป็นประธาน แกเป็นลูกพระยา พ่อแกเคยรักษาการนายกฯสมัยท่านพระยาพหล แกเรียนเก่งเหนือมนุษย์แหละ จบปริญญาเอกคอมพ์ตั้งแต่ปี2507สมัยก่อนคอมเสียงปืนแตกซะอีก แกเลยได้ชื่อว่าบิดาวงการคอม(พิวเตอร์)ไทย
ตามธรรมดาคนใหญ่คนโตอย่างแกจะกินเงินเดือนเอแบคอย่างเดียวก็กระไร แกก็ตั้งบริษัทที่ปรึกษา ชื่อบริษัทคอมพิวเตอร์และสหวิทยาการจำกัด ให้คำปรึกษาแก่หลายหน่วยงานอาทิ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนเอแบคโพลล์นี่ลูกค้ารายใหญ่คือ สสส. พูดง่ายๆว่าเส้นสายแกปึ๊กทีเดียว
ส่วนว่าพวกลูกค้าอย่างแบงก์กรุงเทพ ไทยพาณิชย์มีอิทธิพลกับการทำงานของแกมั๊ย. ..อันนี้แกก็พยายามรักษาระยะห่างอยู่ แต่ก็อย่างว่าคนมันทำมาค้าขายกัน เส้นสายโยงใยแม่งก็พัลวันพัลเกอยู่มั่งแหละ
ส่วนตัวพระเอกของเรื่องคือ ดร.นพดล กรรณิการ์นี่เป็นผอ.สำนักวิจัย จบปริญญาเอกด้านการจัดการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโทด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจและการทำโพลล์ (Survey Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน (The University of Michigan) ปริญญาโทสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คือดร.นพดลนี่แกก็บอกว่าแกเป็นนักวิชาการนะกลางๆก็โดนด่าแม่จากทุกฝ่าย สมัยพวกเหี้ยเหลืองม็อบอยู่แกก็ออกโพลล์มาว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนก็โดนไอ้ไสยดำด่าแม่เช็ด พอตอนเสื้อแดงปิดอนุสาวรีย์ตอนสงกรานต์ แกออกโพลล์มาว่าชาวบ้านเค๊าเดือดร้อนก็โดนด่าพ่อเปิงเหมือนกัน คือยังไงกรูก็โดนด่า..ว่าจะไปขายเต้าฮวยอยู่ตอนขี้เกียจโดนด่า
ดร.นพดลมันก็ว่างี้แหละนะคือมันก็ตรงๆ แต่หากถ้าเป็นเรื่องทัศนะส่วนตัว หรืออุดมคติอะไรแล้วมันออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับไอ่มาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเป็นปาจำ เพราะมาร์คเขาก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติที่มีต่อตัวเขา แล้วก็คำชี้แนะทางวิชาการ
แต่ก้อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contactกันขึ้นมาซะแล้วไอ่เรื่องจะขอกันกินมันก็คงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์ แต่ทัศนะทางการเมืองบังเอิญแม่งตรงกัน
ประชาชนคนดูก็ต้องเป็นผู้ตัดสินว่าผลงานของนพดลนี่เป็นไปตามหลักวิชาการมั๊ย หรือมันเจือด้วยอคติเพราะชอบเพราะชังกันเป็นพิเศษ แต่เจ้าตัวเขาก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่า กรูกลางๆเป็นวิชาการที่สุดแล้ว แม่งจะเอาไงกับกรูอี๊ก

#สุขุม เฉลยทรัพย์ แห่งสวนดุสิตโพลล์ คู่แข่งรายสำคัญทางค่ายABAC POLLหาว่าเขา"ออกแดง"
แมร่งหาว่ากรูเหลือง ทีสวนสัตว์ดุวิตโพลล์ออกแดง ไม่เห็นใครด่าแม่จารย์สุขุม เฉลยทรัพย์แกมั่ง...ผมก็ว่าเขาก็ด่าเหมือนกานน แต่เป็นพวกเสื้อเหลืองมันด่า มึงไม่เหี้ยอย่างเขานินทาก็อย่าเสือกเดือดร้อน
เอากันพอเห็นภาพร่างเค้าโครงแล้วกันนะท่านๆ แต่ที่พอสรุปตรงนี้คือวงกามไหน จะหาบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสาวพรมจรรย์นี่มันท่าจะยากหวะ ส่วนใหญ่แม่งก็โดนเจาะไข่แดงมากันแล้วทั้งนั้น
โดนเขาเจาะไข่แดงจนเน่านี่ไม่ว่ากัน แต่เสือกพูดปาวๆว่าหนูบริสุทธิ์อยู่ค่ะเฮีย แล้วเอาเลือดนกมาเทใส่ผ้าปูที่นอนหลอกตาเฮียนี่แม่งมีเคือง
ผมก็อยากบอกพวกมันเหมือนกันว่าหากมึงบริสุทธิ์จริง ก็อย่าเสือกไปให้เขา"เอา"ดิสัดดดเอ๊ย ไม่ว่าจะไปให้มาร์คเอา หรือให้เหลี่ยมเอา แล้วมาป่าวปากป้องว่า หนูบริสุทธิ์ค่า พวกหนูเป็นนักวิชาการ ผลงานโพลล์ออกมาตามเนื้อผ้า
เนื้อผ้าพ่องเมิงดิ...เชี่ย เน่าจนโชยให้เค๊าด่าพ่อล่อแม่จนน้ำบานอยู่เนี่ยสัดด
0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
Sunday, August 30, 2009
เสื้อแดงประกาศเลื่อนชุมนุม
ที่มา Voice TV
วีระ ประกาศเลื่อน ระบุ รัฐบาลทำเกินกว่าเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง
วันนี้ (29 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวภายหลังการประชุมแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า แกนนำทั้งหมดมีมติเลื่อนการชุมนุมในวันที่ 30 ส.ค. นี้ ไปเป็นวันที่ 5 ก.ย. เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลไม่จริงใจและทำเกินกว่าเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ในพื้นที่เขตดุสิตระหว่าง วันที่ 29 ส.ค.ถึงวันที่ 1 ก.ย.
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า หากในวันที่ 5 ก.ย. รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปอีก.
ยุบสภา
ที่มา ไทยรัฐ
"เสื้อแดง" ชุมนุมอีกแล้ว หวังล้อมทำเนียบปิดประตูทำงาน กดดัน "ยุบสภา" แต่เจอ "คลิป" ตัดต่อเข้าไปงานน่าจะกร่อยไปทีเดียว หากงานนี้พลาดเล่นงานไม่ได้ต่อไปคงหามุกยากแล้ว
ข่าว "เขย่าขวด" สุดสัปดาห์นี้ ที่คิดและหวังจะให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นคงจะต้องรอกันอีกนาน เพราะการเมืองไทยยังคงวนอยู่ ในระนาบเดิมๆ
กลุ่มเสื้อแดงภายใต้การนำของ "3 เกลอ" นัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปฯ จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล
เพื่อกดดันให้ "ยุบสภา" ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
รัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมให้ไม่เกิดความรุนแรง มีการกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมนอกเขต
ใครฝ่าฝืนหลังเลิกยุติการชุมนุมก็ติดคุกแน่
แม้ประกาศว่าไม่ล้อมทำเนียบแล้วจะยุติการชุมนุมตอนเที่ยงคืน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่เชื่อ และเร่งเกรงว่าจะยืดเยื้อเพื่อไม่ให้นายกฯและรัฐมนตรีได้เข้าทำงานในทำเนียบ
เพราะจุดนี้จะอันตรายที่สุด เพราะถ้าหากทำงานไม่ได้อีกครั้งก็หมดท่าแน่
อย่างไรก็ดี ก่อนจะมีการชุมนุมดูเหมือนว่าจะมีขบวนการเพื่อขยายเหตุไปสู่ความรุนแรง เมื่อมีการปล่อยคลิปเสียงนายกฯ
สั่งการให้ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง เมื่อเหตุการณ์วันสงกรานต์ที่ผ่านมา
จิตเจตนานี้ก็คงจะชัดเจนว่าต้องการจะปลุกระดม ยั่วยุให้มวลชนเกิดความไม่พอใจนายกฯ สอดรับกับการชุมนุมเพื่อให้เกิดความรุนแรง
ปรากฏว่าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงเสียก่อนว่าเป็นการตัดต่อ ไอซีทีได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าพบว่ามีการตัดต่อกัน 20 จุด มีความเกี่ยวพันกับบริษัทชื่อดัง พรรคการเมืองใหญ่ และแพร่กระจาย ไปทั่ว เริ่มจากที่อุดรฯแล้วย้อนมาเมืองกรุง
ชี้เป้าไปที่เครือข่าย "นายใหญ่"
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ดูเหมือนว่านายกฯจะไม่พอใจอย่างยิ่ง สั่งให้มีการสอบสวนและเอา เรื่องถึงที่สุด แม้กระทั่งปะหน้า พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ แห่งพรรคเพื่อไทย ยังสอบถาม
เนื่องจากรู้ตัวว่า พ.ต.ท.สมชายเป็น 1 ในหลายคนที่นำมาเผยแพร่ต่อ และน่าจะรู้ถึงความเป็นไป เมื่อเจอกันเลยถูกนายกฯถาม คำตอบก็คือไม่รู้ว่าใครทำ แต่มีคนมามอบให้
เจอคำถามนายกฯถึงกับซีดไปเหมือนกัน
ว่ากันว่า พ.ต.ท.สมชายนั้นชอบมีความลึก ข่าวลับ ข่าวลวงออกมาบ่อยๆ ด้วยบุคลิกอย่างนี้เคยเข้าตามาแล้ว
เกือบจะได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
เพียงแต่ว่าเมื่อมีการเจรจาให้รับตำแหน่ง เจ้าตัวก็พร้อมเต็มที่ มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนอย่างเดียวขอเคลียร์หนี้เก่า 10 กว่าล้านเท่านั้น
เดี๋ยวได้เป็นนายกฯลูกหนี้มาทวงที่ทำเนียบแล้วจะยุ่ง
สุดท้ายก็เลยแห้วไปตามระเบียบ
ในสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลเกิดปัญหาขัดแย้งภายใน การเคลื่อนไหวจากภาย นอกสภา และการโจมตีรัฐบาลในจุดต่างๆ อย่าง การพิจารณางบประมาณก็ทำให้สภาป่วน จนประธาน "ชัย ชิดชอบ" ต้องขู่ยุบสภาหากงบผ่านทันทีเพื่อแก้เกม
ทำให้รัฐบาลต้องเจอทั้งศึกนอก-ศึกในบีบคั้นและเป็นเกมยาวขึ้นมาอีก
นายกฯและพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งยังไม่ พร้อมเลือกตั้ง และยังมีการเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ม.190 และการเลือกตั้ง ซึ่งต้องการให้เป็นแบบวันแมนวันโหวต เขตเล็ก เพราะหากเป็นเขตใหญ่ไม่มีทางสู้ได้
แน่นอนว่าบรรยากาศการทำงานย่อมไม่สะดวกราบรื่น อยู่ที่ว่านายกฯจะทนแรงกดดันได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้
เพราะขืน "ยุบสภา" ตอนนี้ก็จบกันทันที
ก็ต้องติดตามสถานการณ์กันวันต่อวันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับคนอยู่ต่างประเทศก็คงจะลุ้นเป็นพิเศษ เผื่อฟลุกจะได้คืนเมืองเสียที
นอกจากจะชนะได้อำนาจคืนแล้ว ยังมีบัญชี ค้างแค้นอย่างน้อยก็มีอยู่ 5 คน ที่อยู่ในลิสต์ เริ่มจาก ว.-น.-อ.-ส.-ส. คนคุ้นเคยเก่ากันทั้งนั้น
แต่บวก-ลบ-คูณ-หารแล้วดูท่าจะยาก...!!!
"ลิขิต จงสกุล"
กุมอำนาจไว้ ไม่ปากแห้ง
ที่มา ไทยรัฐ
ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง เข้าขั้นปรอทแตก
จากสถานการณ์ท้าทายภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในกรณีว่าด้วยการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนใหม่
ปัญหาท้าทายภาวะผู้นำในครั้งนี้ เริ่มต้นจากปมที่นายกฯต้องการเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อันเนื่องมาจากการที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ส่งสัญญาณตรงถึงนายอภิสิทธิ์ว่าเกิดปัญหาเจอตอ ส่อเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนดำเนินคดี
จนนำมาสู่ปฏิบัติการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การสอบสวนดำเนินคดีเดินหน้าต่อไปได้
พ่วงไปถึงเรื่องการปรับเกลี่ยตำแหน่งนายตำรวจตาม โครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถึงขั้นมีการกดดันให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ลาราชการไปต่างประเทศ และตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ 10 มานั่งรักษาการ ผบ.ตร. อยู่หลายวัน
จากนั้นก็ตามมาด้วยการออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ลงไปตรวจงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.รอบสอง ในห้วงเวลาสั้นอีก 2-3 วัน
ท่ามกลางกระแสข่าวครึกโครมว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการปรับย้ายข้าราชการตำรวจ
จนมีการตอบโต้จากนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทของนายกฯอภิสิทธิ์ว่า
นายตำรวจใกล้ชิด ผบ.ตร.มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ ซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราช-การตำรวจ
ส่งผลให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงกันวุ่นวายไปหมด
จากปมเหตุดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาลากยาวมาถึงการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้
โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ให้ ก.ต.ช.พิจารณาเห็นชอบ เป็น ผบ.ตร.คนใหม่
แต่ปรากฏว่า ก.ต.ช.5 ต่อ 4 เสียง คัดค้าน และขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน โดยอ้างว่าควรจะเสนอชื่อมากกว่า 1 คน และอยากฟังวิสัยทัศน์แคนดิเดต ผบ.ตร.คนอื่นๆ
นายกฯถูกฉีกหน้ากลางที่ประชุม
ภาวะผู้นำถูกเขย่าอย่างแรง
เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ต.ช. แต่เมื่อตัดสินใจเลือก ผบ.ตร.คนใหม่แล้ว ฝ่ายที่อยู่ใต้บังคับบัญชากลับแสดงอาการคัดค้านขวางลำ
สถานการณ์สั่นสะเทือนถึงขั้นมีข่าวว่านายกฯจะตัดสินใจยุบสภา
แต่ก็มีการปฏิเสธออกมาจากแกนนำรัฐบาลว่าเป็นเพียงข่าวลือ
ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการตั้งลำ เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งในการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่
ชนิดที่เรียกว่า ต้องต่อสายเคลียร์รอบด้าน
ทั้งนี้ จากปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนดุลอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่
ทำให้เกิดภาพของความขัดแย้งรุนแรง ทั้งระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โยงไปถึงความขัดแย้งระหว่างนายกฯกับกองทัพ และความขัดแย้งระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล
แน่นอน เมื่อมีภาพของความขัดแย้งระหว่างนายกฯกับ พล.ต.อ.พัชรวาทปรากฏขึ้น ก็ย่อมกระทบไปถึง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ชาย ที่เป็นพี่ใหญ่ ของกองทัพ
ขณะเดียวกัน การที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โหวตสวนนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ในที่ประชุม ก.ต.ช.
ก็เป็นภาพของความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ให้ถ่างขยายมากขึ้น
จากที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาขัดแย้งปะทุให้เห็นกันมาแล้วหลายระลอก ทั้งปัญหาการดึงเรื่องอนุมัติโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี ของกระทรวงคมนาคม การล้มประมูลระบายข้าวและข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์ ในกำกับดูแลของรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย
รวมไปถึงการที่นายกฯอภิสิทธิ์ดึงเรื่องการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ในการประชุม ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นัยว่าเป็นการเอาคืนที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยโหวตสวน คัดค้านการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่
ขณะที่ล่าสุด นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาจุดประเด็น อาจมีการยุบสภาหลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ผ่านสภาฯแล้ว
แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็ออกมาปฏิเสธทันควัน ยังไม่คิดเรื่องยุบสภา รัฐบาลยังเดินหน้าทำงานต่อไป เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ภาพความขัดแย้งระหว่างตัวนายกฯอภิสิทธิ์กับพรรคภูมิใจไทย ยิ่งดูรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ส่งผลให้บรรดาคอการเมืองทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์กันแซดในทำนองว่า เมื่อภาวะผู้นำของนายกฯถูกเขย่ารุนแรง ขณะที่พรรคร่วมรัฐ-บาลขัดแย้งกับพรรคแกนนำโจ่งแจ้ง
ไปกันไม่ได้แน่ แววเจ๊งสูง
อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ปมปัญหาความขัดแย้งในเรื่องการโหวตเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เมื่อมีการเคลียร์กันอย่างรอบด้านแล้ว ก็พบว่า
ต้นเหตุเป็นเพราะมีตัวแปรพิเศษ ทำให้การสื่อสารระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลผิดพลาด
เมื่อจูนคลื่นตรงกัน ฝุ่นเริ่มจาง ทุกอย่างก็คลี่คลาย
ดังนั้น เมื่อมีการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่อีกครั้งในการประชุม ก.ต.ช.สัปดาห์หน้า เชื่อได้ว่าทุกอย่างจะลงตัว
อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยก็จะลดลง
คงไม่เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลรุนแรงถึงขั้นยุบสภา อย่างที่บรรดาคอการเมืองและสภากาแฟคาดการณ์กัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาใหญ่ที่ท้าทายศักยภาพผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์ จ่อคอหอยอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากเรื้อรัง
นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ประกาศดีเดย์ระดมพลคนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 30 สิงหาคมนี้
กดดันให้ยุบสภา ขับไล่รัฐบาล
งานนี้ นายกฯอภิสิทธิ์แสดงภาวะผู้นำ ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน
งัดมาตรการเข้ม ควบคุมสถานการณ์
ป้องกัน รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ยอมให้ม็อบเสื้อแดงบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เหมือนกับที่ม็อบเสื้อเหลืองเคยบุกยึดมาแล้ว
รวมทั้งเป็นการป้องกันเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ความวุ่นวาย กลายเป็นเหตุการณ์จลาจลเหมือนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
ที่สำคัญ การที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯในครั้งนี้ มีเสียงขานรับจากสังคมมากพอสมควร
โพลสำนักต่างๆชี้ชัดว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านเมือง
ในขณะเดียวกัน แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังยืนยัน ไม่หวั่นเกรงกฎเหล็ก อ้างใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย
30 สิงหาคมนี้ บุกทำเนียบรัฐบาลแน่
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง
เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรงหรือไม่
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์จะสามารถควบคุมสถานการณ์ รักษาความสงบเรียบร้อยได้มากน้อยเพียงใด
ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของ "อภิสิทธิ์" เต็มๆ
อย่างไรก็ ตาม "ทีมข่าวการ เมืองไทยรัฐ" ขอบอกว่า การที่ม็อบเสื้อแดงจะมาเขย่าล้มรัฐบาลคงเป็นไปได้ยาก
แต่สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายความอยู่รอดของรัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ก็คือพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผนึกเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ
ถ้าพรรคร่วมเลิกหนุน รัฐบาลก็พัง
แต่จากสภาพการณ์ในขณะนี้ ทีมของเราฟันธงว่า ยังไม่ถึงเวลาแตกหัก
เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยังไม่พร้อมที่จะกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง
ยังไม่พร้อมทั้งกระแสและกระสุน เสบียงกรัง
ด้านกระแส ผลโพลที่ออกมา ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ยังแน่นในภาคเหนือและภาคอีสาน
ส่วนด้านกระสุน เสบียงกรัง อุปมาอุปไมยเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลกำลังหุงข้าว เตรียมเมนูไว้แล้ว รอเพียงเงินไปจ่ายกับข้าวมาปรุงอาหารเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ คงไม่มีใครทุบหม้อข้าว ทุบสำรับทิ้งดื้อๆ
แม้มีอะไรบีบคั้น ก็ต้องทนกล้ำกลืนกันต่อไป
เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์
เมื่อตอนนี้มีอำนาจ และผลประโยชน์อยู่ในกำมือแล้ว
ใครจะยอมปล่อยให้หลุดมือ-ปากแห้ง.
"ทีมการเมือง"
นักวิชาการชี้ แดงยุติ ชั่วคราวรอปะทุ
ที่มา ไทยรัฐ
นักวิชาการชี้ม็อบแดงเลื่อนชุมนุม แค่ชั่วคราว รอปะทุ เชื่อไม่พ้นเผชิญหน้ารุนแรง เหตุฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ รธน. อีกฝ่าย ม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาการเมือง รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์พิเศษประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกรณี แกนนำกลุ่มเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้่านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศยุติการชุมนุมใหญ่วันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. ว่า ทำให้ปัจจัยทางการเมืองที่เกรงว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ จะหยุดลงไปชั่วคราว ส่งผลจิตวิทยาต่อประชาชนนักลงทุนที่กังวลว่าเหตุการณ์จะบานปลาย อาจมีการใช้ความรุนแรงจากการเผชิญหน้ากันได้หายไป
นายสมชาย กล่าวต่อว่า การประกาศหยุดการชุมนุมครั้งนี้ เป็นเพียงชั่วคราว เพราะปัญหาการเมืองยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ทำให้อนาคตคงหนีไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากัน และปัญหาก่อตัวรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันยังไม่ประสานประโยชน์กันได้ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาการเมือง จึงต้องเดินหน้าตามแนวทางตัวเองต่อไปอีก แต่รัฐบาลต้องหาวิธีไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การใช้ผลงานในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมาและมาตรการอื่นเพิ่มเติม เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การยกเลิกชุมนุมประท้วงของม็อบเสื้อแดง เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บรรยากาศการลงทุนของเอกชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศอีกมาก รัฐบาลต้องรักษาความมีเอกภาพทางการเมือง ไม่เช่นนั้นนักลงทุนก็จะหนีไปประเทศอื่น และการเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์จากทุกฝ่าย หาจุดลงตัวร่วมกัน จากนั้นก็ให้หันมาอยู่ในกรอบกฎหมายเดียวกัน เพราะทุกคนร่วมกันสร้างขึ้น ก็ต้องเคารพในกรอบกติกาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากบริหารไม่ดีประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก
นักวิชาการ นิด้า กล่าวด้วยว่าการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เป็นปกติของระบบประชาธิปไตย เห็นได้จากญี่ปุ่นในช่วงหลังมานี้เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยมาก แต่ทุกคนเคารพและอยู่ในกรอบกติกาทำให้สามารถเดินหน้าบริหารงานและแก้ปัญหา เศรษฐกิจได้ ดังนั้น รัฐบาลไทยก็ไม่ควรห่วงแต่เล่นการเมืองจนลืมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรทุ่มเทการทำงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ควรแต่ประท้วงจนสร้างปัญหาต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศ หากปรองดองกันได้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวได้