WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 31, 2009

การเมืองมิติใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

คำถามที่ผมเจอแล้วเจอเล่า...เมื่อไหร่...เรื่องมันจะจบๆกันเสียที

สถานการณ์การเมืองตอนนี้มีตัวแปรมากมาย ทั้งบนดินใต้ดิน เอาแค่เรื่องบนดินที่พอจับต้องได้ในสภาเรื่องเดียว ใครที่ตั้งใจติดตาม คงเวียนหัวตาลายแล้ว

นักแสดงบนเวทีสภา เขาคงไม่รู้ว่า เวลาถ่ายทอดตามปกติ นอกจากนักข่าวที่รับหน้าที่ประจำ ก็คงไม่มีมิตรรักนักเพลงคนไหน ติดตามดูได้ตลอด

ดึกวันพฤหัสฯ...ได้เวลานอน เปิดทีวีก็นึกว่ารายการสภาโจ๊ก ดูๆไปเป็นสภาจริง แต่เล่นได้สนุกกว่าสภาโจ๊ก ฝ่ายค้านเล่นเกมคลิปเสียงมหัศจรรย์ พยายามบอกเล่า...เคล้าอภิปรายงบประมาณ

ฝ่ายรัฐบาลดาหน้าประท้วงไม่หยุด

บังเอิญผมฟังเสียงนายกฯอภิสิทธิ์มาแล้ว ผู้ใจบุญไม่ประสงค์ ออกนามส่งมาให้ ฟังตอนแรกก็คิดว่ามันผิดฝาผิดตัวยังไงๆอยู่ น้ำเสียงเป็นอภิสิทธิ์ แต่เนื้อหาดุเด็ดเผ็ดมันเหมือนเฉลิม

เมื่อฝ่ายรัฐบาลแถลงว่า เป็นคลิปเสียงตัดต่อ ก็ถึงบางอ้อ... เทคโนโลยีสมัยใหม่เสกปั้นยังไงก็ได้

ก็บอกแล้ว เกมคลิปเสียงเขาเล่นกันแบบไม่เลิก กระบวนการอภิปรายงบประมาณก็ไม่เดินหน้า ติดอยู่แค่มาตรา 10 เวลาสักตี 1 ประธานสภาต้องใช้อำนาจปิดสภา เหมือนดูหนังกลางแปลง

แล้วนักพากย์บอกว่าหนังขาด

รุ่งขึ้นตอนเช้าหนังก็ฉายต่อ ชาวบ้านก็ต้องไปทำงาน ไม่เปิดทีวีเบื่อสภาโจ๊กเต็มที เปิดอีกทีเช้าวันเสาร์ จึงรู้ว่านักการเมืองเขาตั้งสติกันได้ อภิปรายกันแบบไม่ได้หลับนอนตลอดวันตลอดคืน

จากที่ใช้เวลากว่าชั่วโมง ไม่คืบหน้าสักมาตรา เขาใช้เวลาทั้งอภิปรายทั้งชี้แจงกันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล เหมือนคนรักกันชอบกันคุยกัน ถ้าเป็นหนัง 20 มาตรา ก็ว่ากันแบบ "ม้วนเดียวจบ"

ผมเคยอ่านหนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคนของเดล คาร์เนกี จำได้ ตอนหนึ่ง เขามอบหมายให้ผู้นำองค์กรสำคัญไปเตรียมประเด็นที่ตั้งใจจะพูด โดยให้เวลาคนละ 1 นาที

ผล...ทุกคนพูดได้ดี เข้าประเด็น สื่อสารจูงใจได้ตรงเป้าหมาย

จากที่เคยโงกง่วงฟังอภิปรายของดาวสภา คนละชั่วโมงสองชั่วโมง มาเป็นฟังคนละ 3-5 นาที ทุกคนพูดได้ดี น่าประทับใจ ชนิดที่แฟ้มบุคคลต้องปรบมือให้...ด้วยใจจริง

เรื่องประท้วงน่าเบื่อหน่าย ถึงขนาดต้องจ้างคนตีหัวกันในสภาก็ไม่มี

ผมจึงอยากเสนอว่า ในการอภิปรายครั้งต่อๆไป ถ้าใช้วิธีพูดแบบสั้นๆ คงเรียกชาวบ้านธรรมดาให้อดทนฟังได้มาก ทั้งคงได้ดาวสภาแบบดาวค้างฟ้าอีกหลายคน

มิติใหม่ในสภา ผมคิดว่าคงได้มาจากบทเรียน ทะเลาะกันเรื่องคลิปเสียงมหัศจรรย์

รบกันแล้วไม่เพียงจะเหน็ดเหนื่อย จะเสียหน้าทั้งสองฝ่าย ยังทำให้บ้านเมืองเสียหาย เมื่อรู้ตัวกลับใจ ปรับท่าทีเป็นพูดจาภาษาคนที่จริงใจเข้าใส่กัน บรรยากาศที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลาย

ใครที่เคยถามว่า เมื่อไหร่จะจบ...คำตอบจากผมก็คือ ปล่อยให้เขารบกันจนเหนื่อย หมดแรงแล้ว เขาก็เบื่อ เมื่อเขาเบื่อเขาก็จะหันมา จ๊ะจ๋ากันเอง แล้วบ้านเมืองก็ดีขึ้นเอง

คุณทักษิณอยู่เมืองไทยก็รวยอยู่แล้ว ออกไปจากเมืองไทยได้ข่าวว่ามีทั้งเหมืองเพชรเหมืองทอง ทำท่าจะรวยยิ่งกว่า คนทำมาค้าขึ้นคุยง่าย เจรจาอะไรก็คงตกลงกันได้ไม่ยาก

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เนวินมือขวาทักษิณยังแยกวงมากับประชาธิปัตย์ได้

การเมืองภาคต่อไป ข้ออ้างความสงบสุขของบ้านเมือง หากประชาธิปัตย์จะจับมือกับเพื่อไทย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก.

กิเลน ประลองเชิง

แอบเหลือง

ที่มา ไทยรัฐ

สมมุติประเทศไทยเป็น สนามเด็กเล่น เวลานี้คงเห็นว่าฝุ่นตลบอบอวลไปหมด มองไม่เห็นหน้าว่าใครเป็นใคร ได้ยินเสียงขู่ เดี๋ยวยุบสภา เดี๋ยวปฏิวัติเงียบ ก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไปบ้างแล้ว ปัจจัยสำคัญในการชิงอำนาจทางการเมืองยกต่อไปก็คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 การโยกย้ายข้าราชการ ทหารตำรวจและกระสุนดินดำ

คาดว่าจะได้ดูหนังบู๊เรื่องยาว

ตั้งโจทย์ว่า การเมืองเวลานี้แยกเป็นสามเส้าสี่เส้า ประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน เสื้อน้ำเงิน เสื้อแดง และเสื้อเหลือง บนความจริงที่ว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเจอศึกหลายด้าน สีแดงบวกสีน้ำเงิน มีทางเลือกพันธมิตรการเมืองเหลืออยู่สีเดียวคือสีเหลือง

เลยต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ

ในมิติทางการเมืองเวลานี้ ทุกเรื่องทุกราวที่เป็นวิกฤติเป็นปัญหา นายกฯอภิสิทธิ์น่าจะตัดสินใจเลือกเดินทางเดียวกับพันธมิตรทางการเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น ปลาน้ำเดียวกัน เป็นบุญเป็นคุณผูกพันที่ต้องทดแทน กรณีแก้รัฐธรรมนูญ กรณีนโยบายหวยบนดิน และกรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จึงย่อมจะมีความคิดเห็นที่สอดคล้องต้องกันมาโดยตลอด

ผมไม่รู้ว่าคดีความที่เกี่ยวพันกับพันธมิตร คืบหน้าไปแค่ไหนอย่างไร สำคัญก็คือ รัฐบาลเอาใจใส่เหมือนกับที่เอาใจใส่
คดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคเสื้อแดงทุกลมหายใจเข้าออกหรือไม่

แต่ภาพที่เห็นเมื่อวันก่อนรู้สึกตกใจนิดๆ มีภาพ นายกฯ อภิสิทธิ์ คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปร่วมเปิดงานและแสดง ความยินดีกับทีวี 24 ชั่วโมงภาคภาษาอังกฤษของพันธมิตรกันอย่างโจ๋งครึ่ม นั่งคุยอย่างสนิทสนม เป็นกันเอง

อีกภาพหนึ่งคนเหล่านี้ อยู่ในฐานะผู้ต้องหาเช่นกัน ใน แง่มุมมองย่อมตอกย้ำความรู้สึกของคนที่ถูกรัฐบาลมองว่าเป็นศัตรู อยู่กันคนละขั้ว ให้อารมณ์เตลิดเปิดเปิง

หมดศรัทธา

เคยจำได้ว่าครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลทักษิณ วิกฤติการเมืองน้ำผึ้งหยดเดียว ก็เกิดจากรายการช่องทีวีทำนองนี้แหละ ปัจจุบัน ช่อง 9 ช่อง 11 มีช่องทีวีดาวเทียมเปิดสำรองไว้ช่อง 2 ช่อง จะใช้ประโยชน์กันอย่างไรไม่ค่อยมีใครสนใจตรวจสอบ

ยังมีข่าวอีกว่าช่อง 11 กำลังจะเปิดสำนักข่าวแห่งชาติ เป็น ทีวีออนอินเตอร์เน็ต มีทั้งช่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษเหมือนกัน จะรองรับเกี่ยวโยงอะไรกันก็เป็นอีกเรื่อง

บนความยุติธรรมที่เสื่อมโทรม อะไรๆ ก็ดูอึมครึมไปหมด.

หมัดเหล็ก

การถือศีลอด : สาระทางศาสนธรรมและหลักสุขภาวะองค์รวม

ที่มา ประชาไท

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ศาสดามุฮัมมัด ขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน 2552 มุสลิมทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังถือศีลอด
การถือศีลอดนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่เก้าของปฏิทินอิสลาม (ซึ่งจะนับเดือนตามจันทรคติ) เมื่อรอมฎอนมาถึงวิถีปฏิบัติของมุสลิมมีความแตกต่างจากวันปกติหลายประการและมีประเด็นด้วยกัน
เพราะตามปกติมุสลิมจะรับประทานอาหารเหมือนกับคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นอาหารหนักวันละสามมื้อเช้า เที่ยง เย็นหรือค่ำ อาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว ผลไม้ น้ำและอื่นๆก็รับประทานได้ตลอดทั้งวันแต่สำหรับเดือนถือศีลอดจะไม่สามารถโภคได้โดยเฉพาะอาหารหนักจะเน้น ๒ มื้อคือหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและตอนดึกถึงใกล้รุ่งสางซึ่งมุสลิมจะตื่นขึ้นรับประทานอาหารโดยเฉพาะแม่บ้านต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี ๒-๓ เพื่อเตรียมอาหารให้สามีและลูกๆสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มุสลิมทั่วไปจะต้องรู้ถึงหลักการทางศาสนธรรมและบางครั้งมีความสัมพันธ์กับหลักทางการแพทย์โดยเฉพาะการรับประทานยาซึ่งแพทย์ได้สั่งให้ปฏิบัติเช่นกัน
ครับ บทความนี้จะขอกล่าวถึงประเด็นต่างๆดังนี้เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนธรรมกับหลักการแพทย์รวมทั้งสุขภาวะองค์รวม
1. ความหมายการถือศีลอด
บรรดานักปราชญ์ของโลกอิสลามได้ให้คำจำกัดความของการถือศีลอด (ศิยามในภาษาอาหรับ) ไว้ว่า "การถือศีลอดหมายถึงการงดเว้นจากการบริโภคและการกากระทำต่างๆ ที่นำไปสู่การเสียศีลอดนับตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (เวลากลางวัน)"
สำหรับการกระทำต่างๆ ที่นำไปสู่การเสียศีลอดมีดังนี้
1. เจตนาบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม (โดยไม่มีความจำเป็นทางศาสนา)
2. เจตนาทำให้น้ำอสุจิหลั่งออกมา (จะด้วยวิธีใดก็ตาม)และ เจตนาร่วมประเวณี
3. เสียสติ (โดยเป็นบ้า เป็นลมหรือสลบ)
4. เจตนาทำให้สิ่งใดล่วงล้ำเข้าไปภายในอวัยวะที่เป็นรู (เช่นหู จมูก ทวารหนักและ ทวารเบา)
5. เจตนาทำให้อาเจียร
6. ปรากฏมีเลือดประจำเดือน (หัยฎฺ) และเลือดหลังคลอด (นิฟาส)
7. มุรตัด (สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม)
การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้าดังที่พระองค์ได้เคยบัญญัติแก่ชนยุคก่อนจากท่านเพื่อว่าสูเจ้าจะเป็นผู้ที่ยำเกรง" (อัลบากอเราะฮ์ : 183)
คำว่าผู้ยำเกรงตามทรรศนะอิสลาม หมายถึงการกระทำความดีและละเว้นความชั่ว
ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า "การถือศีลอดเป็นโล่ถ้าหากว่าผู้หนึ่งในพวกท่านถือศีลอดในวันหนึ่งแล้ว เขาไม่ทำชั่วและพูดจาหยาบคายเมื่อมีผู้หนึ่งด่าทอต่อเขาหรือระบายความไม่ดีแก่เขา (ผู้ถือศีลอด) จงกล่าวว่าแท้จริงฉันถือศีลอด"
2. การถือศีลอดทำให้เสียสุขภาพหรือไม่
ในระหว่างวันชาวมุสลิมจะละเว้นการกิน การดื่มซึ่งทำให้ร่างกายขาดพลังงานจากสารอาหารที่จะได้รับและต้องสูญเสียน้ำจากการขับถ่ายออกจากร่างกาย จะทำให้รู้สึกกระหายน้ำและเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงก็จะทำให้รู้สึกหิว ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการอดไปแล้วประมาณ 6-12 ชั่วโมง ซึ่งเรียกว่าระยะหิวโหย ระดับน้ำตาลและน้ำที่ลดลงจะกระตุ้นไปที่ศูนย์ควบคุมความหิว
สำหรับคนที่มีร่างกายปกติ มีเจตนา (นียะห์) และมีความเชื่อมั่นต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ (ศุบหฯ) อย่างแน่วแน่ จะไม่ทำให้ร่างกายถึงขั้นมีอาการหน้ามืดหรือหมดสติไปเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายจะช่วยประสานงานกันโดยอัตโนมัติเพื่อที่จะรักษาสมดุลให้เกิดขึ้นโดยในระยะแรกร่างกายจะเริ่มมีการสลายพลังงาน ที่เก็บสะสมไว้ในตับ กล้ามเนื้อ และไขมันมาใช้เป็นพลังงานเพื่อรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอย่างเหมาะสม ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีซึ่งทำงานในชุมชนมุสลิมได้ให้ทรรศนะว่าการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่อวัยวะของระบบทางเดินอาหารจะได้พักผ่อนและถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ล้างสารพิษในร่างกายออกไป เพราะจากการศึกษาพบว่า การอดอาหารในระยะหนึ่งจะเป็นการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะร่างกายจะขับของเสียที่หมักหมมหรือสารอาหารที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย เช่น ไขมันเลือดในเลือด หรือที่เรียกกันว่าคอเรสเตอรอล ออกไป เพราะหากมีมากเกินไปในกระแสเลือดจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด
ดร.วินัย ดะห์ลัน กล่าวว่า มีรายงานการศึกษาทางการแพทย์ของ Mansell และ Macdonald ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal เมื่อปี 1988 แสดงให้เห็นว่าหญิงที่มีน้ำหนักปกตินั้น หากให้กินอาหารน้อยมาก เป็นเวลา 7 วัน ปรากฏว่า ร่างกายของหญิงเหล่านั้นจะปรับตัวได้ดีไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเดียวกันนี้ยังศึกษาต่อไปอีกว่า
หากลองให้คนอดอาหารอย่างสิ้นเชิงยาวนานถึง 48 ชั่วโมง แล้วตรวจสอบดูว่าจะส่งผลต่อกลไกการทำงานของร่างกายอย่างไรบ้าง
ผลของการศึกษาพบว่าร่างกายของผู้อดอาหารกลับตอบสนองต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้นด้วยซ้ำ คนที่อดอาหาร 48 ชั่วโมง เมื่อต้องกลับมากินอาหารอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าสมดุลของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ให้ประโยชน์และช่วยทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น
มีรายงานการวิจัยอื่นๆ อีกเหมือนกันที่ยืนยันว่า การอดอาหารอย่างสิ้นเชิงจะทำให้ความดันโลหิตลดลงในขณะที่ปริมาณของเลือดที่เข้าสู่หัวใจไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่าร่างกายปรับตัวโดยลดการทำงานของร่างกายลงในขณะที่ประสิทธิภาพของร่างกายยังคงที่อยู่ร่างกายของมนุษย์จึงอัศจรรย์กว่าที่เราเคยเข้าใจแยะ
ภายหลังผ่านการอดอาหารมาแล้วระบบการย่อยอาหารจะกลับเข้าสู่สภาวะเดิมโดยไม่แสดงผลร้ายหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ก่อผลเสียแต่อย่างใดเลย
กองทัพบกอิสราเอล โดยมีคณะนักวิจัยทางการแพทย์นำโดยนายแพทย์ Maislos แห่งมหาวิทยาลัยเบนกูเรียน อิสราเอล เป็นผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ให้กองทัพบก หมอ Maislos ทำการศึกษาพฤติกรรมการถือศีลอดของชนเผ่าทะเลทรายที่เรียกว่า เบดูอิน คนเหล่านี้ถือศีลอดอย่างเคร่งครัดเหมือนกับคนอาหรับถือศีลอดกันในอดีต นั่นคือกินอาหารน้อย ออกกำลังกายหรือทำงานตามปกติ และนอนค่อนข้างน้อย วันเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเมื่อพ้นเดือนรอมฎอน หมอทำการตรวจสอบระดับไขมันของชนเผ่าเบดูอิน
สิ่งที่พบคือ คนเหล่านี้มีสุขภาพทางร่างกายดีขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง ระดับไขมันที่ดีที่เรียกว่า เอชดีแอล เพิ่มระดับสูงขึ้น
บทสรุปก็คือ การถือศีลอดอย่างเคร่งครัด น่าจะช่วยทำให้ผู้ที่ถือศีลอดลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคหัวใจได้
3. ข้อควรปฏิบัติของผู้ที่ถือศีลอดที่จะนำไปสู่สุขภาวะ
สุขภาพ คือ "สภาพของร่างกายและจิตใจ" สุขภาพดีสุขภาพดีจึงหมายถึง สภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สุขภาพเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของผู้ถือศีลอด การที่จะทำให้สุขภาพทั่งกายและใจแข็งแรง มีหลักที่ทำง่ายๆ คือ หลัก 3 อ. ได้แก่
อาหาร
ความสำคัญของการรับประทานอาหาร มีอยู่ 2 ประการ คือ
1. ต้องเป็นอาหารที่ฮาลาลและมีคุณประโยชน์ครบหมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันวิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ
2. ต้องได้รับอารหารในสัดส่วนที่ถูกต้อง
เพราะถ้าร่างกายได้รับสารอาหารมากไปหรือน้อยไปจะส่งผลทำให้ร่างกายเกิดโรคต่างๆ เช่นโรคอ้วน โรคขาดสารอาหาร เป็นต้นเพราะอัลลอฮฺได้ตรัสว้ความว่า "จงกินจงดื่มและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" (อัลอะอฺรอฟ : 31)
เป็นที่ทราบกันในหมุ่มุสลิมผู้ที่ถือศีลอดว่าไม่เสมอไปว่าทุกคนที่ถือศีลอดจะมีสุขภาพดีอย่างไรก็แล้วแต่การถือศีลอดจะมีสุขภาพดีและไม่เป็นอันตรายนั้นควรปฏิบัติดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน และอาหารหนักในปริมาณที่มากจนเกินควร แล้วเมื่อรอมฎอนผ่านไป น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงเล็กน้อยและไขมันในร่างกายของเขาก็จะน้อยลงด้วย
2.ควรละศีลอดด้วยอินทผลัม ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผลัมแห้ง และถ้าไม่มีก็ด้วยการดื่มน้ำเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือศีลอดละศีลอด ร่างกายของเขากำลังต้องการอาหารประเภทน้ำตาล ซึ่งสามารถจะถูกดูดซับเข้าสู่เลือดได้อย่างรวดเร็วและขจัดความหิวโหยให้หมดไปในขณะเดียวกันนั้น ร่างกายของเขาก็ต้องการน้ำด้วย
และการละศีลอดด้วยน้ำและอินทผลัมก็ให้ทั้ง 2 ประการ นั่นคือ การขจัดความหิว และขจัดความกระหาย นอกจากนั้นทั้งอินทผลัมสดและแห้งยังอุดมด้วยเส้ยใย ที่จะช่วยป้องกันการท้องผูกและยังทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้น ภายหลังจากที่ผู้ถือศีลอดละศีลอดด้วยอินทผลัมแล้ว เขาจึงไม่มีความอยากที่จะรับประทานอาหารอื่นในปริมาณมากๆ อีก
3.จงแบ่งการละศีลอดเป็น 2 ช่วง ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะรีบละศีลอดด้วยอินทผลัม หรือน้ำต่อจากนั้นก็จะรีบไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) เสร็จแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารหนักละศีลอดต่อการรับประทานอินทผลัมเล็กน้อยและน้ำ จะเป็นการกระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างแท้จริง และในขณะที่กำลังละหมาดมัฆริบนั้น กระเพาะก็จะดูดซับสารน้ำตาลและน้ำทำให้ความรู้สึกหิวกระหายเลือนหายไป ครั้นเมื่อผู้ถือศีลอดละหมาดเสร็จ และกลับมารับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในคราวเดียวและอย่างเร่งรีบนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง ลำไส้เกิดอาการปั่นป่วนและอาหารย่อยยาก
4. ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ท้องผูก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มักจะมีอาการท้องผูก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น สลัดผัก ผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ และจงหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน โดยให้รับประทานผลไม้แทน และจงทำละหมาดตะรอเวียห์อย่างสม่ำเสมอและบริหารร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างที่เคยปฏิบัติ
5. พึงหลีกเลี่ยงการนอนหลังการละศีลอดผู้ถือศีลอดบางคนชอบที่จะนอนหลังการรับประทานอาหารละศีลอด อันที่จริงการนอนหลังอาหารมื้อใหญ่และมากไปด้วยไขมันนั้นจะเพิ่มความเฉื่อยชาและเกียจคร้านให้มากขึ้น
อารมณ์
เป็นเรื่องราวของสุขภาพจิต ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพภายโดยตรง ดึงข้อความที่ว่า "ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว" อารมณ์ดีส่งผลให้ระบบทางร่างกายทุกระบบทำงานเป็นปกติแต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ถ้าเครียดจะทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากกว่าปกติทำให้ ระบบย่อยระบบดูดซึมเสียไป และถ้าเครียดบ่อยๆนานๆ จะเป็นโรคกระเพาะ ได้ อีกทั้งระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะลดต่ำลงด้วย เป็นต้น
ต่อไปนี้จะเป็นข้อแนะนำ 2 ประการ เพื่อทำให้อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี ได้แก่
1. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด โดยการละหมาด รำลึกถึงอัลลอฮฺ อ่านอัลกุรอาน ทำใจให้รู้จักพอ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นทั้งนี้เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจและอื่นๆ " จิตสงบย่อมพบความสุข " " สุขใดเหนือความสงบเป็นไม่มี "
2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละไม่น้อยกว่า 25 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยการออกกำลังกาย เช่น การบริหารร่างกายด้วยตะบอง การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ การวิ่งเหยาะๆ (จ๊อกกิ้ง) วัดได้จากการเต้นของหัวใจโดยต้องออกกำลังให้หัวใจเต้นที่ 60% ของอัตราการเต้นสูงสุดโดยใช้สูตร 60% ของ (220 - อายุ) เช่น
ถ้าอายุ 20 ปี 60% (220 - 20) = 120 ครั้ง/นาที
ถ้าอายุ 30 ปี 60% (220 - 30) = 114 ครั้ง/นาที
ถ้าอายุ 40 ปี 60% (220 - 40) = 108 ครั้ง/นาที
ระยะเวลานับจากเวลาที่หัวใจเต้นถึง 60% ของอัตราสูงสุดขึ้นไปแล้วต้องไม่น้อยกว่า 15นาที โดยต้องรักษาระดับการเต้นของ หัวใจไม่น้อยกว่า 60% อยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้เกิดการหลั่ง growth hormone และสารแห่งความสุขที่เรียกว่า endorphin ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายมีความสุขก่อให้เกิดสุขภาพแข็งแรง ถ้ารวมเวลา warm up และ warm down อีกอย่างละ 5 นาทีแล้ว รวมเป็นไม่น้อยกว่าวันละ 25 นาที
อากาศ
ในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว อากาศจัดว่ามีความสำคัญมากเช่นกันเพราะคนเราขาดอาหารยังสามารถมีชิวีติอยู่ได้ หลายวัน แต่ถ้าขาดอากาศจะอยู่ได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น ถ้าอากาศและสิ่งแวดล้อมดี ย่อมมีผลต่อสุขภาพที่ดีด้วย ดังนั้น จึงควรหาโอกาสทำ
งานในสิ่งแวดล้อมที่ดีโดยช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพสะอาดปราศจากมลภาวะ ถ้าจำเป็นต้องทำงานภายใต้อากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากากชุดออกซิเจนเข้าช่วย ถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสออกไปใกล้ชิด กับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ให้บ่อยครั้ง หรืออย่างน้อยสักเดือนละครั้งก็ยังดี
4. คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับบางคน
ข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก่อนที่หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะถือศีลอด นางควรปรึกษาแพทย์
หากแพทย์อนุญาต นางจึงถือศีลอดแต่ไม่ควรรับประทานอาหารละศีลอดในปริมาณที่มากเกินไปให้รับประทานแต่พอประมาณและควรแบ่งการรับประทานอาหารละศีลอดเป็น 2 มื้อ มื้อแรกเมื่อได้เวลาละศีลอด และมื้อที่ 2 ให้ห่างกับมื้อแรกประมาณ 4ชั่วโมง และในการรับประทานอาหารสะหูร (มื้อก่อนรุ่งสาง) ควรจะล่าช้ามากที่สุดและควรรับประทานอาหารประเภทนมโยเกิร์ตให้มากและควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและขนมหวาน
นอกจากนั้นหญิงที่ให้นมบุตรยังควรที่จะจัดเตรียมน้ำและอาหารเหลวเพื่อให้เด็กได้รับประทานควบคู่ไปกับการให้นมของนางขณะถือศีลอดและอาหารที่นางรับประทานเองทั้งมือละศีลอด และมื้อก่อนรุ่งอรุณ (สะหูร) ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรให้นมเด็กบ่อยครั้งในช่วงหลังละศีลอดถึงสะหูรและเมื่อใดที่รู้สึกอ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยก็ให้รีบละศีลอดและปรึกษาแพทย์
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจผู้ที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนไม่น้อยที่สามารถถือศีลอดได้ เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันเมื่อไม่มีการย่อยอาหารกล้ามเนื้อหัวใจก็ทำงานน้อยลง และได้พักผ่อนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการย่อยอาหารนั้น ร้อยละ 10 ของเลือดหัวใจสูบฉีดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ปกติแล้วจะสามารถถือศีลอดได้แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและในขณะนี้ก็มียาหลายชนิดที่ผู้ป่วยสามารถจะรับประทานเพียงแค่วันละ 1-2ครั้งเท่านั้นแต่ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเปรี้ยวจัดและรับประทานอาหารที่ใส่เกลือสมุทรให้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่รุนแรง และเฉียบพลัน โดยทั่วไปก็สามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดีก็มีผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางหัวใจบางอย่างที่ไม่สามารถถือศีลอดได้อย่างเช่น ผู้ป่วยด้วยโรคก้อนเลือดแข็งผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นอ่อนอย่างรุนแรงและผู้ที่มีอาการเจ็บเสียดหน้าอกอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น
5. วิธีการทานยาสำหรับผู้ถือศีอด
ฝ่ายเภสัชภรรมชุมชน โรงพยาบาลท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชได้ให้ข้อมูลว่า การปรับเปลี่ยนวิธีการทานยาในเดือนรอมฎอน ในช่วงรอมฎอน
สำหรับผู้ป่วยเล็กน้อยหรือพี่น้องที่ต้องรับประทานยานั้น บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะปรับตัวอย่างไรในการถือศีลอดในแต่ละวัน
วิธีรับประทานยาที่ปรากฏบนซองยา ช่วงเวลาที่แนะนำให้รับประทานยาในช่วงเดือนถือศีลอด ทานยาหลังจากละศีลอดแล้วไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) จึงมาทานข้าว/อาหารหลัก หลังจากละศีลอดประมาณ 15-30 นาที 4 ชั่วโมงหลังจากการละศีลอด 30 นาทีก่อนทานมื้อก่อนรุ่งสาง 15-30 นาทีหลังทานมื้อดังกล่าว
6. กิจกรรมของมุสลิม/ การประกอบอาชีพในเดือนรอมฎอน
ในช่วงกลางวัน มุสลิมจะงดเว้นการบริโภคแต่ก็จะปฏิบัติงานตามปกติ ช่วงเวลาละศีลอด ทุกมัสยิดจะจัดการละศีลอดร่วมกันแต่ละบ้านจะมีประเพณีนำข้าวหม้อแกงหม้อหรือนำอาหารหลากหลายชนิด มาบริจาคที่มัสยิดแล้วแต่ศรัทธา เป็นโอกาสให้คนรวยคนจนได้นั่งรับประทานร่วมกัน ประชาชนกับข้าราชการ เจ้านายกับลูกจ้าง โดยจะละศีลอดด้วยผลอินทผลัมตามแบบอย่างศาสดา
ท่านศาสดากล่าวว่า พึงทราบเถิดว่าอินทผลัมนั้นเป็นศิริมงคล อะนัส อิบนฺมาลิก อัครสาวกศาสดากล่าวว่า ความว่า "ปรากฏว่า ท่านนะบีแก้ศีลอดด้วยอินทผลัมที่สุกงอมก่อนที่จะไปละหมาด ถ้าหากไม่มีอินทผลัมสุกงอมก็จะแก้ด้วยอินทผลัมแห้ง ถ้าหากไม่มีอินทผลัมแห้งก็จะจิบน้ำหลายจิบ" บันทึกโดย : อะหมัด อะบูดาวู๊ด อิบนฺคุไซมะฮฺ และอัตติรมิซีย์
ในช่วงกลางคืน มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา จะไปปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดของชุมชนตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30-20.30 น.เรียกว่าละหมาดตาราเวียะห์ หลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จ เด็กๆ จะเล่นกันที่บริเวณมัสยิดอย่างสนุกสนาน
ผู้ใหญ่ก็จะนั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีอาหารว่างและน้ำชาเป็นตัวเสริม บางมัสยิดจะจัดเวรประจำหมู่บ้านแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนเช่น ผู้ปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด ตลอดทั้งคืนด้วยการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานละหมาด เวรยามดูแลความสงบ ปลุกคนให้ตื่นเพื่อเตรียมอาหารช่วงเวลา 0.300 น.-04.00 น. เวลา 04.30-06.00 น. มุสลิมจะไปมัสยิดกันอีกเพื่อปฏิบัติศาสนกิจเรียกว่าละหมาดซุบฮฺ
ในช่วงกลางวันของรอมฎอน ถึงแม้มุสลิมจะถือศีลอดแต่จะต้องประกอบอาชีพตามปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล (สุจริตตามบทบัญญัติ) แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่มีมุสลิมบางคนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร อู้งาน โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด
ผู้ถือศีลอดที่แท้จริงคือผู้มีอวัยวะทุกส่วนของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นบาปและเป็นโทษ ลิ้นของเขาจะต้องระงับจากการพูดเท็จ คำพูดที่ไร้สาระเหลวไหล คำพูดที่หยาบคายลามก ท้องของเขาจะต้องระงับจากการกิน การดื่ม อวัยวะเพศของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นลามก
ถ้าหากเขาพูดจะต้องไม่พูดในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาไร้ผล และถ้าหากเขาจะทำกิจกรรมใดจะต้องไม่กระทำในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาเสียหาย คำพูดของเขาที่ออกมาควรเป็นคำพูดที่ดี และการกระทำของเขาก็เช่นเดียวกัน ควรเป็นการกระทำที่ดีบังเกิดผล
ท่านศาสดาสนับสนุนให้มุสลิมผู้ถือศีลอดทำงานตามปกติ มีมารยาทที่ดีงาม และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่ยอมรับและน่าสรรเสริญ และปลีกตัวให้ห่างไกลจากการกระทำที่น่าเกลียดน่าชัง และการพูดจาที่หยาบคายสามหาวลามก อนาจาร คือ การงานที่เป็นผิด เป็นบาป
ถ้าหากมุสลิมถูกใช้ให้ปลีกตัวให้ห่างไกลและละเว้นมิให้ประพฤติปฏิบัติในทุกๆ วัน แน่นอนการห้ามมิให้ปฏิบัติในระหว่างการถือศีลอดก็เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังเป็นที่สุด
จำเป็นแก่มุสลิมผู้ถือศีลอดจะต้องปลีกตัวออกมาจากการกระทำที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาต้องสูญเสียไป และเพื่อที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาบังเกิดผลและบรรลุสู่การยำเกรง (ตักวา) ซึ่งพระเจ้า (อัลลอฮฺตะอาลา) ได้กล่าวในเรื่องนี้ไว้ ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าดังเช่นได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง" (อัลบากอเราะฮ์:183)
ท่านศาสดากล่าวไว้ความว่า "ผู้ใดไม่ละเว้นการพูดเท็จและการกระทำที่เป็นเท็จอัลลอฮฺก็ไม่ทรงประสงค์การอดอาหารและเครื่องดื่มของเขา" (บันทึกโดย :อิม่ามอัลบุคอรีย์) กล่าวคือเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนใดๆ ท่านศาสดากล่าวไว้อีกความว่า "การถือศีลอดมิใช่ (การละเว้น) จากการกินการดื่มเท่านั้น แต่การถือศีลอด (จะต้องละเว้น) จากการพูดจาหรือการกระทำที่ไร้สาระและการพูดจาหยาบคายด้วย หากมีผู้ใดมาสบประมาทหรือเยาะเย้ยท่าน ก็จงกล่าวแก่เขาว่าฉันเป็นผู้ถือศีลอด ฉันเป็นผู้ถือศีลอด" (บันทึกโดย : อับนคุซัยมะฮฺ และอัลฮากิม) "บางทีผู้ถือศีลอดนั้น ส่วนได้ของเขาจากการถือศีลอดของเขาก็คือ การหิวและการกระหายเท่านั้น" (บันทึกโดย : อิบนุมาญะฮฺและอะหมัด)
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ผู้ใดที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เนื่องจากเขาไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงของการถือศีลอดที่พระเจ้าทรงใช้ให้เขายึดถือปฏิบัติ ดังนั้น พระองค์จึงลงโทษเขาด้วยการทำให้ผลบุญและการตอบแทนสูญเสียไป
ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโดยเฉพาะประชาชน จังหวัดชายแดนใต้สุขสันต์ ในเดือนรอมฏอน ปี ฮิจเราะห์ศักราช 1430

กังขาการทำงานของกฤษฎีกา… ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ที่มา ประชาไท

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (Office of the Council of State of Thailand) เป็นหน่วยงานทางปกครองมีฐานะเป็นกรมในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ตรวจพิจารณาร่างกฎหมายและยกร่างกฎหมาย กับทั้งให้ความเห็นทางกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันมี 12 คณะ

“คณะกรรมการกฤษฎีกา” นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2417 เพื่อเป็นที่ปรึกษาในพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินและการร่างกฎหมาย และเป็นองค์กรที่พิจารณาเรื่องราวเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งแต่เดิมนั้นการร่างกฎหมายเป็นไปตามพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ หรือเคาน์ซิลออฟสเตท (Council of State) กฤษฎีกาจึงเป็นองค์กรแรกที่พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการยกร่างและพิจารณาร่างกฎหมายโดยตรง

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2476 ขึ้นและต่อมาได้มีการปรับปรุงใหม่เป็นฉบับ พ.ศ.2522 เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาใหม่ โดยนอกจากงานร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแล้ว พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการกฤษฎีกาในการวินิจฉัยข้อพิพาททางปกครองด้วย และในปี พ.ศ.2535 ได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย” ขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยว่ากฎหมายใดมีบทบัญญัติไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยและสมควรปรับปรุงแก้ไขหรือสมควรมีกฎหมายใดขึ้นใหม่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อไป

ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ขึ้นเพื่อจัดตั้งศาลปกครองเพื่อทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางปกครองโดยเฉพาะ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวให้โอนบรรดาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาไปเป็นคดีของศาลปกครอง และมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ โดยให้โอนบรรดาบุคลากรและอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปเป็นของศาลปกครองหมดแล้ว วันนี้กฤษฎีกาจึงไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากการร่างกฎหมายและการให้ความเห็นทางกฎหมาย

ดังนั้น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาตามกฎหมายในปัจจุบันจึงมีอยู่เพียง 3 ประการ คือ
(1) จัดทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติของคณะรัฐมนตรี
(2) รับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติของคณะรัฐมนตรี
(3) เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย

นอกจากนี้คณะกรรมการกฤษฎีกายังมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 กล่าวคือ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบความเห็นพร้อมด้วยสำนวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งกระทำการโดยเที่ยงธรรมหรือไม่

ภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 แล้วเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ย่อมที่จะต้องมีบทบาทสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามอำนาจหน้าที่ นั่นคือ “การเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย”

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 303 ที่ระบุว่า ในวาระเริ่มแรก ให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ในส่วนที่ 12 มาตรา 66 ว่าด้วยสิทธิชุมชน มาตรา 67 ว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องจัดทำหรือปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีชุดแรกแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551)

แต่ ณ เวลานี้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 19 เดือนไปแล้วกฎหมายหลายฉบับในบทเฉพาะกาลมาตรา 303 ดังกล่าวยังไม่มีการจัดทำขึ้นหรือยังไม่มีการปรับปรุงขึ้นเลย โดยเฉพาะในมาตรา 67 จนในที่สุดนำไปสู่ความขัดแย้งกันในทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลระหว่างประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยหน่วยงานของรัฐไม่แน่ใจว่าจะสามารถอนุมัติหรืออนุญาตให้ใบประกอบกิจการโรงงานหรือโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ได้หรือไม่

ถ้าจะถามว่าเวลาผ่านมา 19 เดือนคณะกรรมการกฤษฎีกามัวทำอะไรอยู่ เพราะหน้าที่ของหน่วยงานตนคือ การเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย แต่กลับไม่ทำอะไร การเพิกเฉยดังกล่าวจนเกินเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด เข้าข่ายความผิดเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตาม ป.อาญามาตรา 157

ในที่สุดหน่วยงานอนุญาต 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ต้องมีหนังสือสอบภามความเห็นไปยังกฤษฎีกาว่าจะให้ทำอย่างไรต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

กฤษฎีกาน่าที่จะรู้สำนึกตัวเอง แล้วรีบดำเนินการแจ้งต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อยกร่างจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติหน้าที่ของตนเองไว้ แต่กลับไปให้ความเห็นที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จนอาจนำไปสู่ความหลงผิดของหน่วยงานอนุญาตต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุดได้ กล่าวคือ คณะ กรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในการจัดตั้งองค์การอิสระ หน่วยงานอนุญาต สามารถพิจารณาออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนได้ หากโครงการหรือกิจกรรมนั้นได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนในชุมชนและได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันกำหนดไว้”

ในหลักหรือทฤษฎีทางกฎหมายที่เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่า “โดยหลักของการตรากฎหมายต้องถือว่า เมื่อได้มีการประกาศกฎหมายฉบับใดในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ผลใช้บังคับของกฎหมายฉบับนั้นย่อมเริ่มตั้งแต่วันที่กำหนดในกฎหมายฉบับนั้น”

แต่กฤษฎีกากลับให้ความเห็นว่า “โดยหลักทั่วไปของการตรากฎหมายย่อมไม่มีวัตถุประสงค์ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือการประกอบอาชีพของประชาชนต้องสะดุดหยุดลงในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการ”

เป็นการให้ความเห็นในการแก้ไขปัญหากันแบบไปน้ำขุ่นๆ ไร้หลักการและความรับผิดชอบที่จะตามมา

ในขณะเดียวกันเมื่อไปพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3/2552 ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2552 ที่วินิจฉัยไว้ว่า “หลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 67 วรรคสอง กรณีที่มีการดำเนินโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ก็ดี หรือเป็นโครงการหรือกิจการที่ไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ก็ดี หากปรากฏว่าการดำเนินโครงการหรือกิจการอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพต่อบุคคลหรือชุมชน บุคคลหรือชุมชนย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสาม เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ดำเนินโครงการหรือกิจการนั้น จัดให้มีการศึกษาและประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นก่อนดำเนินโครงการหรือกิจการได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ดังนั้นการที่ หน่วยงานอนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คิดจะลักไก่เซ็นต์ให้ใบอนุญาตโรงงานใดๆ ไปก่อนโดยเชื่อตามที่กฤษฎีกาให้ความเห็น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ให้ครบถ้วนเสียก่อน ย่อมขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกฤษฎีกาน่าที่จะรู้ดีที่สุด...

“มาร์ค” ระบุคนเผยแพร่คลิปเสียงตัดต่อออกไปมีความผิด

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (30 ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการนำคลิปเสียงตัดต่อของนายกรัฐมนตรีมาเผยแพร่ ว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเสียงที่ถูกตัดต่อ ซึ่งผู้กระทำการจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นความผิดทั้งในส่วนของผู้ทำและผู้เผยแพร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการแถลงข่าวที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ยังมีการแจกจ่ายคลิปเสียงอยู่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อไป ความจริงเรื่องนี้สื่อมวลชนทราบดีว่าใครเผยแพร่คลิปเสียงบ้าง ก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นการเผยแพร่โดยสุจริต เพราะไม่ทราบว่าเป็นเสียงที่ถูกตัดต่อ แต่เมื่อทราบโดยทั่วกันแล้วว่าเป็นเสียงที่ถูกตัดต่อ โดยมีเจตนาก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในบ้านเมือง ผู้นำไปเผยแพร่ต่อจะมีความผิดตามกฎหมาย ในส่วนของผู้เผยแพร่คงสอบสวนไม่ยาก ต่างจากการสืบสวนให้ถึงตัวผู้ตัดต่อ
ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลหากมีการนำคลิปเสียงไปเผยแพร่ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะมีการนำไปเผยแพร่หรือไม่ และถ้ามีการนำคลิปเสียงมาใช้ในการชุมนุม ก็เป็นการฟ้องประจานตัวเองว่าเคลื่อนไหวในเรื่องที่เป็นเท็จ จึงอยากให้ทบทวนดูเพราะหลายเรื่องในอดีตเป็นเท็จ ซึ่งตนได้ฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว 2 เรื่อง และอาจจะต้องฟ้องร้องเพิ่มเติม ส่วนกรณีการตัดต่อคลิปเสียงหากเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามความผิดอาญาแผ่นดินแล้ว ตนก็จะไม่ฟ้องเพิ่ม
ที่มาข่าว: สำนักโฆษก

อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง "20บิ๊ก" อดีตศาลรธน.-อดีต กกต.-ผู้ตรวจการ คดีขึ้นเงินเดือน หลังดูสำนวนนานเกือบ 2 ปี

ที่มา ประชาไท

มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4 คน และผู้ตรวจการแผ่นดินและอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน รวมแล้ว 20 คน ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีร่วมกันออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้กับตนเองโดยมิชอบในลักษณะเหมาจ่ายรายเดือนคนละ 20,000 บาทต่อศาลอาญา
สำหรับ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย 1.นายกระมล ทองธรรมชาติ 2.นายจิระ บุญพจนสุนทร 3.นายจุมพล ณ สงขลา 4.นายผัน จันทรปาน 5.นายมงคล สระฏัน 6. นายมานิต วิทยาเต็ม 7.นายศักดิ์ เตชาชาญ 8.นายสุจิต บุญบงการ 9.นายสุธี สิทธิสมบูรณ์ 10. พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช 11.นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ 12.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 13.นายอุระ หวังอ้อมกลาง
อดีต กกต.ประกอบด้วย พล.ต.อ.วสานา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร และพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ
ผู้ตรวจการแผ่นดินประกอบด้วย พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปราโมทย์ โชติมงคล และ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 และส่งเรื่องให้อัยการสูงสูงสุดพิจารณาสำนวน แต่อัยการสูงสุดใช้เวลาในการพิจารณาสำนวนนานเกือล 2 ปีจนถึงกลางปี 2552 จึงมีความเห็นให้สั่งฟ้องอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีต กกต.และผู้ตรวจการแผ่นดินโดยแยกออกเป็น 3 สำนวน โดยขอให้ ป.ป.ช.ออกหมายเรียกบุคคลทั้ง 20 คนเพื่อให้อัยการสูงสุดนำไปตัวฟ้องคดีต่อศาล
อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการพยายามดำเนินการเรื่องนี้อย่างเงียบๆโดยอ้างว่า บุคคลทั้ง 20 คนล้วนแต่เป็น"ผู้ใหญ่"หรืออดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง จึงต้องการให้เกียรติ ไม่ต้องการให้เป้นข่าวอื้อฉาว
ที่มา: มติชนออนไลน์

ไทยโพสต์แท็บลอยด์สัมภาษณ์ “ไพโรจน์ พลเพชร” ว่าด้วยความมั่นคงของทหาร

ที่มา ประชาไท

“ไพโรจน์ พลเพชร”เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กับเครือข่าย เป็นนักสิทธิมนุษยชนเพียงหยิบมือเดียวที่ออกมาคัดค้านการประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในสถานการณ์ที่การเมืองเลือกข้าง นักสิทธิมนุษยชนก็เลือกข้าง

แม้แกนนำ นปช.จะประกาศเลื่อนการชุมนุมไปแล้ว แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองก็มิใช่จะยุติลงง่ายๆ มีคำถามว่า รัฐบาลจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไปทุกสุดสัปดาห์ไหม ไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไร
กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นเพียงไร มีความเหมาะสมเพียงไร ที่จะต้องยกร่างและนำมาใช้ อันที่จริง บุคคลที่น่าจะตอบได้ดี คือหนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้
ขยายอำนาจ กอ.รมน.
ไพโรจน์อธิบายว่าที่คัดค้าน พรบ.ความมั่นคงมาตั้งแต่ต้น เพราะกฎหมายฉบับนี้สืบทอดอำนาจทหารให้มีบทบาททางการเมือง
"ฐานคิดจริงๆ ของ พรบ.ความมั่นคงฯ คือการให้พื้นที่ของ กอ.รมน.อยู่ต่อไปในทางการเมือง ถ้าดูเจตนาแม้แต่ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็พูดชัด"
"กอ.รมน.ถูกตั้งเมื่อปี 2508 ความมุ่งหมายในตอนนั้นที่อเมริกาแนะนำก็คือปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะ เขามีบทบาทเต็มที่ ตั้งระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด เหมือนหน่วยงานซ้อนรัฐอยู่ แต่ใช้ทหารเป็นคนดูแล ตอนนั้นมันชัดเจนว่าภัยคุกคามคือภัยคอมมิวนิสต์ พอยกเลิก พรบ.คอมมิวนิสต์ ก็มีปัญหาว่าหน่วยงานนี้จะปรับบทบาทอย่างไร สมัยคุณชวนก็ปรับบทบาท เช่นไปทำเรื่องชายแดน เรื่องยาเสพย์ติด เรื่องภาคใต้ คือปรับหน้าที่หลังจากไม่มีภัยคอมมิวนิสต์ ก็ปรับให้ดำรงโครงสร้างนี้อยู่ พอมายุคคุณทักษิณก็ปรับอีกรอบ แต่ปรับให้เล็กลง ที่จะเห็นว่าตอนนั้นคุณพัลลภมาดูแล มาสมัยคุณสุรยุทธ์พยายามขยายบทบาทขึ้นมาก ก็เลยต้องมีทางออกว่าจะดำรงโครงสร้างตรงนี้ไว้ได้อย่างไรในการเมืองไทย"
"ก็เลยมาคิดเรื่องออกกฎหมาย พรบ.ความมั่นคง ว่าทำอย่างไรจึงจะให้มีพื้นที่ที่เป็นโครงสร้างทางอำนาจที่ทหารมีบทบาทอย่างสำคัญในการบังคับบัญชา ในการดูแลสถานการณ์การเมือง ทั้งที่ดูแล้วภัยคุกคามเดิมที่เป็นภัยคอมมิวนิสต์ก็ไม่มี ภัยคุกคามก่อการร้าย เราแก้ไขกฎหมายอาญาไปแล้ว ที่มีความผิดฐานก่อการร้าย สมัยคุณทักษิณ ซึ่งตอนนั้นเป็นการชี้แนะของสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกออกกฎหมายก่อการร้ายเหมือนกันหมด เพราะโลกกำลังเผชิญกับภัยก่อการร้าย พอมีภัยรุนแรงเรื่องภาคใต้ก็ออก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และเป็นเครื่องมือลงไปดูแลภาคใต้อยู่ตอนนี้ แต่หลายปีมาแล้วก็ยังไม่เห็นผลอย่างชัดเจนว่าอย่างไร"
"เวลาทหารจะเข้ามามีบทบาทแบบนี้ต้องมีกฎหมายรองรับ เดิมเมื่อมีภัยคุกคามจากนอกประเทศเราใช้กฏอัยการศึก ถ้ามีภัยคุกคามจะทำลายอธิปไตยหรือแม้แต่ภายในประเทศก็ใช้กฏอัยการศึก คือการใช้กำลังทหารเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนั้น จะเห็นได้ว่าพอประกาศกฏอัยการศึกทหารจะใช้อำนาจได้เต็มที่เลย ทำลายบ้าน ทำลายเส้นทาง ใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จ ควบคุมตัวได้ เหมือนรัฐประหารแล้วประกาศกฏอัยการศึกเอานักการเมือง คุณเนวิน คุณยงยุทธไป ปัจจุบันในภาคใต้ก็ใช้อย่างนี้ กฎอัยการศึกคุมตัวได้ 7 วัน พอครบ 7 วันก็ไปใช้ พรก.ฉุกเฉิน ขออนุญาตศาลเอาตัวมาอีก 30 วัน เป็น 37 วัน คุมตัวอยู่ในค่ายทหาร"
"พอมาพูดถึง พรบ.ความมั่นคง มันเหมือนกับว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องประกาศกฎอัยการศึก และก็ไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่ก่อการร้าย ไม่ใช่สถานการณ์เป็นภัยคุกคามรุนแรงจากภายนอก แต่เป็นสถานการณ์ปกติ"
"พรบ.ความมั่นคงนิยามสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร คือมีเกิดเหตุการณ์ขึ้นและมีความต่อเนื่อง และสันนิษฐานว่าจะมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น ก็ประกาศเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ใช้ กอ.รมน.ซึ่งมีนายกฯเป็นประธาน แต่โดยปกติจะมอบหมายให้รอง ผอ.กอ.รมน. คือผู้บัญชาการกองทัพบก เป็นคนดูแลเหตุการณ์ทั้งหมด ก็หมายความว่าเข้ามาในภาวะปกติแต่เข้ามาเฉพาะเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่ว่านี้ที่จะสันนิษฐานว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ และต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องการสันนิษฐานล่วงหน้า ว่าใช่หรือไม่ใช่ จึงไม่แน่ใจว่ามันใช้ได้หรือเปล่า"
"การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ใช้ได้ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งใช้กับเหตุการณ์ ก็ประกาศพื้นที่ขึ้นมาและให้ กอ.รมน.ดูแลทั้งหมด คำว่าดูแลทั้งหมายความว่าโอนอำนาจทุกอย่างที่หน่วยงานอื่นทำ ทำได้หมดทุกอย่าง ยกตัวอย่างประกาศที่ออกมา ใช้อำนาจทุกอย่างที่เป็นอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานอื่น เช่น ระเบียบว่าด้วยกระทรวงกลาโหมก็ใช้ กฎหมายสอบสวนพิเศษก็ใช้ กฎหมายคนเข้าเมืองก็ใช้ กฎหมายยุทธภัณฑ์ก็ใช้ บรรเทาสาธารณภัยก็ใช้ ควบคุมโฆษณาการกระจายเสียง ฯลฯ หมายความว่าในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเหมือนเขตพิเศษขึ้นมา อำนาจที่หน่วยงานอื่นมีก็ถ่ายโอนมาที่ กอ.รมน.ทั้งหมด ที่สำคัญมีอำนาจสอบสวนจับกุมได้ด้วย ซึ่งปกติเป็นอำนาจของตำรวจ แต่พอประกาศเป็นพื้นที่เขาก็ใช้อำนาจจับกุมสอบสวน"
"อีกลักษณะหนึ่งคือใช้กับพื้นที่ อย่างภาคใต้ ถ้าเห็นว่าพื้นที่ภาคใต้จะเกิดภาวะแบบนี้ก็ประกาศทั้งพื้นที่หรือประกาศเป็นจังหวัด ระยะยาวมาก พอประกาศแล้วก็ตั้งหน่วยงานพิเศษมาบริหารราชการตรงนั้นเลย อาจจะประกาศพื้นที่ไหนก็ได้ ที่มีสภาวะแบบนี้ มันเหมือนให้อำนาจพิเศษทหารให้มาควบคุมกำกับทั้งหมดในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในหลักการของกฎหมายนี้"
ไพโรจน์ชี้ว่า ตั้งแต่กฎหมายนี้ประกาศใช้ กอ.รมน.ก็ได้ขยายบทบาทเรียบร้อยแล้ว มีกำลังคน มีงบประมาณ มีโครงสร้างรองรับทุกระดับ
"ที่ผ่านมา กอ.รมน.จะทำบทบาทจิตวิทยา บทบาทพัฒนา ในภาวะปกติ แต่ในภาวะที่เห็นว่ามีภัยคุกคามความมั่นคง ดูแล้วก็ซ้ำซ้อนกัน มันก็คือขยายบทบาทให้ดำรงอยู่ในการมาดูแล โดยเจตจำนงจริงๆ เป็นอย่างนี้"
พื้นที่อย่างอีสาน กอ.รมน.ขยายอำนาจมากไหม
"เขาก็ยังทำงานปกติ ตอนหลังอาจจะมาทำงานเศรษฐกิจพอเพียง คือมาทำงานพัฒนาแทนหน่วยงานอื่น ในภาวะปกติก็ทำเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจว่าสมัยคุณสุรยุทธ์ได้งบประมาณไปทำงานพัฒนาอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่รู้ทำงานการเมืองด้วยหรือเปล่า แต่ทำงานจิตวิทยาด้วย"
ถ้ามีอำนาจตาม พรบ.ความมั่นคง กอ.รมน.ก็จะขยายบทบาทได้
"ก็เหมือนกับทำงานในสมัยต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ สมมติเห็นว่ามีภัยคุกคามก็ส่งคนไปจัดตั้งคนได้ ไปอบรมได้ ไปดูแลพื้นที่ได้ สมมติประชาชนคัดค้านโครงการของรัฐขึ้นมาและอยู่อย่างต่อเนื่อง และประเมินว่าเป็นภัยคุกคามก็สามารถประกาศเป็นเขตได้ และก็ใช้หน่วยลงไปทำงานในพื้นที่ จะไปทำจิตวิทยา ก็แล้วแต่ โดยอำนาจกฎหมายทำได้ แต่ว่ายังไม่มีการกระทำแบบนี้"
ยกตัวอย่างในอดีต ถ้าเป็นกรณีปากมูล ทหารก็เข้าไปได้
"ใช่ ถ้าเห็นว่าจัดการโดยวิธีปกติไม่ได้ ก็ใช้กฎหมายนี้ได้"
ช่วงที่ผ่านมายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักเพราะกฎหมายเพิ่งประกาศใช้ปี 2551 รัฐบาลสมัคร สมชาย ก็ยังไม่ได้ใช้ แต่โครงสร้างของ กอ.รมน.พร้อมจะปรับใช้ทันที
"มันมีโครงสร้างเดิมอยู่แล้ว มันก็ปรับตัวทันที เวลาตั้งโครงสร้างภาค กอ.รมน.จังหวัด กอ.รมน.ระดับชาติ ระดับจังหวัดก็มีผู้ว่าเป็นประธาน ที่เขาเริ่มใช้คือตอนจัดประชุมที่ภูเก็ต เหตุจูงใจจากเหตุการณ์ที่พัทยามีส่วนที่ทำให้ไปใช้ที่ภูเก็ต ก็เหมือนกับประกาศวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย. ในพื้นที่เขตดุสิต"
ไพโรจน์เตือนว่าอย่ามองว่าเป็นเพียงการใช้เฉพาะเหตุการณ์
"โครงสร้างนี้มันจะอยู่ตลอดไป และรัฐบาลมีสิทธิหยิบมาใช้กับความเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาลได้ทุกกลุ่ม ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะใช้เครื่องมือนี้หรือไม่ เพราะมันให้อำนาจที่จะทำให้ภาวะที่ไม่ฉุกเฉินรุนแรง เวลาฟังแล้วเหมือนกับอ่อน ที่จริงมันเหมือนอยู่ในภาวะปกติ คือทำให้ภาวะปกติเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่คำว่าฉุกเฉินมันมีนัย มันมีความหมาย เช่นต้องเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อความอยู่รอดของชาติ เช่นมีขบวนการลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ จึงจะใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้กำลังพิเศษลงไปจัดการ หมายความว่ากำลังปกติจัดการเรื่องแบบนั้นไม่ได้ หน่วยที่รักษาความปลอดภัยของประชาชน จำเป็นต้องใช้หน่วยพิเศษ"
"มันคือการคงอำนาจ จะคงอำนาจอย่างไรให้ กอ.รมน. และทหารมีบทบาททางการเมือง นี่คือสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่รากฐานที่ปรับมา หาช่องทางให้มีบทบาท ทั้งๆ ที่เรามี พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจมาก หรือกฏอัยการศึกก็ให้อำนาจเต็มที่ ห้ามคนออกนอกพื้นที่ได้ ห้ามคนเข้าใช้พื้นที่ได้ และที่สำคัญยังมีแนวคิดแบบดั้งเดิมในกฎหมายฉบับนี้ สืบทอดมาจากสมัยการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์คือให้สามารถเอาเข้าค่ายการุณยเทพได้ คือเข้าค่ายอบรมความประพฤติให้เปลี่ยนความคิด 6 เดือน เขาเขียนไว้ในกฎหมาย"
อย่างนี้ก็จับแกนนำเสื้อแดงไปเข้าค่าย 6 เดือนได้
"อาจจะไม่ถึงอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าการจับเข้าค่าย 6 เดือนจะใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ คือมีขบวนการที่คุกคาม ต่อสู้กับรัฐ รัฐเข้าใจว่าพวกนี้หลงผิด จึงจำเป็นต้องอบรมความประพฤติ ความคิด เขาให้อำนาจไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เดิมเขาเคยใช้ในพื้นที่ภาคใต้แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ คือจับคนมาอบรม องค์กรด้านสิทธิฯยื่นคำร้องต่อศาลว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้ทำอย่างนั้น ก็เลยมาเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมีแนวโน้มที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ในภาคใต้ โดยจะใช้ทั้ง 3 ฉบับเลย คือกฏอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน และพรบ.ความมั่นคงภายใน"
ถ้าใช้ในภาคใต้ก็จะควบคุมตัวได้นานกว่า 7 เดือน
"กฏอัยการศึกควบคุมตัวได้ 7 วัน โดยไม่ต้องตั้งข้อหาเลย พรก.ฉุกเฉินได้อีก 1 เดือน โดยยังไม่ตั้งข้อหา เพียงแต่สงสัย พอหลังจากตั้งข้อหา ควบคุมตัวได้อีก 84 วัน ก็ยาว ถ้าระหว่างถูกตั้งข้อหาและสำนึกผิดตามกฎหมายนี้ เข้าอบรม 6 เดือนแล้วกลับบ้าน ผมเข้าใจว่าพื้นที่ภาคใต้เขาจะใช้อย่างนี้"
ทำเรื่องปกติให้ไม่ปกติ
การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงครั้งนี้ต่างจากภูเก็ต เพราะเอามาใช้จำกัดสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
“อันนี้เป็นปัญหา ถ้าเขาใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ จะควบคุมการชุมนุมอย่างไรที่ไม่ให้บานปลาย สมมติผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมาย ใช้กฎหมายปกติได้ไหม ในการจับกุม ในการควบคุม ผมเข้าใจว่าสามารถใช้มาตรการเหล่านั้นได้ แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังไม่เกิดนะครับ คือยังไม่มีการชุมนุมเลย ที่จริงมันควรจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วควบคุมไม่ได้ บานปลาย จึงจะประกาศ”
ไพโรจน์ชี้ว่าตาม พรบ.ความมั่นคงก็ระบุว่าจะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน และมีเหตุต่อเนื่องยาวนาน
“ในกฎหมายเขียนอย่างนี้ มาตรา 15 ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ทั้งอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาของรัฐหลายหน่วยงาน คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมาย กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกันปราบปรามระงับยับยั้งและแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในพื้นที่ในระยะเวลาที่กำหนด และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน”
คือต้องเกิดเหตุขึ้นก่อน
“ผมมองว่าต้องมีเหตุก่อน หมายความถ้ามีการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ โดยปกติ แล้วใช้เสรีภาพเกินเลย เช่นไปคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน และคุมไม่ได้”
เช่นยึดสนามบินมาแล้ว 2 วัน
“สมมติอย่างนั้น แล้วควบคุมไม่ได้ และอยู่ยาวด้วย ยึดทำเนียบเป็นเดือน ไปคุกคามการบริหารประเทศ อย่างน้อยต้องมีแนวโน้มที่จะเห็น แต่ประกาศครั้งนี้เหมือนกับประกาศไว้ล่วงหน้า”
“ความหมายที่จะใช้ พรบ.ความมั่นคงคือมีแนวโน้มที่จะจัดการไม่ได้โดยภาวะปกติ จัดการไม่ได้โดยกลไกปกติ สมมติตำรวจจัดการกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้ แล้วจึงค่อยให้กอ.รมน.มาจัดการ การชุมนุมไม่ได้คุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ แต่ถ้ามันเลยขั้นนั้นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ได้ สมมติก่อการจลาจล ก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ พรบ.ความมั่นคงก็ได้ หรือประกาศกฏอัยการศึกยังได้ ถ้าเห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
ที่ทำอย่างนี้เหมือนรัฐบาลตีความว่าการมีม็อบเสื้อแดงเป็นภัยคุกคามระยะยาว
“ซึ่งผมคิดว่าต้องให้เกิดภัยคุกคามจริง ถ้าเขายังใช้เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญจะบอกว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาลไม่ได้ เหมือนกับพันธมิตรใช้เสรีภาพในการชุมนุม 193 วัน หรือการชุมนุมของพี่น้องสมัชชาคนจน 99 วัน จะบอกว่าเป็นภัยคุกคามได้ไหม คือมันเหลื่อมกันตรงนี้ ในการวินิจฉัยเรื่องราว มันเลยหมิ่นเหม่ว่าการใช้กฎหมายฉบับนี้ในอนาคตมันจะใช้แบบนี้เรื่อยๆ ไหม ที่จะจัดการกับความเห็นที่แตกต่าง ถ้าจัดการกับความเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาลด้วยการใช้มาตรการนี้ มันคือการจำกัด มันจะเป็นการหยุดยั้งการใช้เสรีภาพโดยปกติไปด้วย ที่อาจจะเป็นระยะยาว และทำให้รัฐบาลในแต่ละสมัยคิดว่า เอ้า ก็ใช้กลไกพิเศษอยู่เรื่อย ทั้งที่กลไกนี้ไม่มีควรจะมีอยู่แล้วในสังคมไทย เพราะมีเครื่องมืออื่น”
แต่กลไกนี้รัฐบาลสมัคร สมชาย ใช้ไม่ได้ เพราะสั่งทหารไม่ได้ รัฐบาลที่ใช้ได้คือรัฐบาลที่ทหารสนับสนุน
“เนื่องจากมันขยายอำนาจทหารขึ้นมาในนามกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งหมายความว่าทหารต้องเห็นว่าตัวเองต้องเข้ามาแทรกแซงได้ ที่จริงอันนี้คิอการแทรกแซงทางการเมือง เข้ามาแทรกแซงในความขัดแย้งทางการเมือง มันมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ นปช.ขัดแย้งกับรัฐบาล เหมือนพันธมิตรขัดแย้งกับรัฐบาลทักษิณ ถามว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี้จะนำไปสู่ความไม่มั่นคงได้ไหม ก็อาจจะเป็นไปได้ ก่อเกิดการจลาจล ภาวะแบบนั้นเข้ามาได้ แต่ภาวะปกติไม่ควรจะเข้ามา มันเท่ากับใช้อำนาจใช้เครื่องมือที่ไม่ถูก”
ที่ผ่านมาการประกาศใช้ในภูเก็ตเป็นอย่างไร
“ประชาชนไม่รู้สึกอะไรมาก มันก็เหมือนชีวิตปกติ แต่ผมมองในเรื่องวิธีการใช้อำนาจรัฐ มันเป็นความเคยชินในการใช้อำนาจที่อาจจะมีปัญหา เพราะอำนาจนี้ควบคุมไม่ได้ ศาลปกครองก็ตรวจสอบไม่ได้ การออกระเบียบ ออกคำสั่ง เช่นห้ามใช้พื้นที่ เป็นการใช้อำนาจที่มีโอกาสเลยเถิดได้ กฎหมายฉบับนี้ที่เป็นจุดอ่อนคือทำให้สถานการณ์ปกติไม่เป็นปกติ เพื่อจะใช้อำนาจ และเป็นดุลยพินิจ ของกรรมการที่เสนอต่อ ครม. ซึ่งกรรมการก็มีนายกฯ เป็นประธาน และเป็นผอ.รมน.ด้วย คือทั้งเป็นบอร์ดบริหารและเป็นผู้ปฏิบัติ กลไกนี้อยู่ที่ตัวนายกฯ เยอะ และก็มีผบ.ทบ.เป็นคนรองรับอำนาจ เป็นคนทำงานตัวจริง เพราะเลขาของสำนักงานคือเสนาธิการทหารบก”
“หน่วยงานนี้สามารถสั่งตำรวจได้ ย้ายข้าราชการได้ด้วย ถ้าข้าราชการผู่ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติก็ย้ายได้เลย ในทางกลับกันใครมาทำงานให้กอ.รมน.ก็ได้ความดีความชอบมากกว่าคนอื่น มีเงินพิเศษ เหมือนสมัยการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ใครมาทำงานกอ.รมน.มีโอกาสเติบโตเร็ว ถ้ากอ.รมน.โอนคนมาจากหน่วยงานใดก็ตาม ให้หน่วยงานที่บริหารบุคคลจัดคนแทนเข้าไปเลย คือมีอำนาจทางบริหารอยู่ด้วย ใช้อำนาจบริหาร ใช้อำนาจทางอาญาด้วย มันเป็นอำนาจซ้อนของทหารที่จะเข้ามามีบทบาท”
“พรบ.ความมั่นคงเขียนเจตนารมย์ชัดเจนว่าต้องตั้งหน่วยงานขึ้น เขาเขียนว่าเพื่อให้สามารถป้องกัน จึงสมควรกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบบูรณาการ ก็คือกอ.รมน.ที่จะมาดูแลเรื่องนี้”
กฎหมายนี้ตอนที่ออกในช่วง สนช.หลายคนค้าน อภิสิทธิ์ก็ค้าน
“ใครที่ถือครองรัฐก็จะเป็นเครื่องมือของเขาได้ เพราะตัวนายกฯ นั่งเป็นประธาน เป็นผอ.กอ.รมน.ในทางการเมืองเขาก็เห็นประโยชน์”
แต่ต่างกันตรงที่ตอนนั้นอภิสิทธิ์บอกว่าจะแก้ แต่นักสิทธิมนุษยชนที่คัดค้านเห็นว่าไม่ควรออกมาหรือควรยกเลิกทั้งฉบับ
“เราคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับ เพราะพยายามสร้างอำนาจทหารให้ซ้อนกับอำนาจปกติที่มาจากการเลือกตั้ง และสามารถเข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจได้ ซึ่งไม่ควรจะออกแบบอย่างนั้น ถามว่าเรามีเครื่องมืออื่นพอไหมที่จะเข้ามาจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าภัยคุกคามต่อความมั่นคง ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง ผมคิดว่าเรามีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฏอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน หรือกฎหมายเกี่ยวกับการก่อการร้าย ถ้าเกิดธรรมเนียมการใช้อำนาจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็ห่วงว่าจะขยายวงการใช้อำนาจ และใช้อยู่เรื่อย กับความขัดแย้งทางการเมือง และจะทำให้เกิดการเผชิญหน้า พาไปสู่ความรุนแรงได้ การใช้เครื่องมือที่เป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จมันก็ทำให้เกิดการเผชิญหน้าได้ โอกาสที่จะแตกหัก เกิดความรุนแรง มีได้ หรือหยิบฉวยความรุนแรงไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ด้วย ถ้าไม่ระมัดระวังการใช้อำนาจจะเป็นแบบนั้น”
สมมติเสื้อแดงชุมนุมวันที่ 30 แล้วไม่เกิดอะไรขึ้น
“ผมประเมินว่าไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้า นปช.จะดึงดันใช้การเผชิญหน้าใช้ความรุนแรง ประสบการณ์เดือนเม.ย.ก็ตอบได้ว่าเขาสูญเสียความชอบธรรม และจะยิ่งสูญเสียความชอบธรรมมากขึ้น เขาจะลำบากในการเคลื่อนไหวระดมความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ”
ถ้าเขาม็อบวันเดียวแล้วเลิก “ก็อาจจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจไม่ถูก”
แต่รัฐบาลอาจจะบอกว่านี่ไงก็เพราะใช้กฎหมายปรามไว้ก่อน
“อาจจะพูดอย่างนั้นได้ เขาก็พยายามจะพูดว่าต้องการป้องกันไว้ก่อน วิธีการจัดการกับการชุมนุมที่ขยายวงเรายังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ผมพูดในแง่ทั้งสังคมไทยและรัฐบาลไทย ยังไม่ลงตัว คือใช้วิธีไม่ร้ายก็ร้ายไปเลย ทั้ง 2 ฝ่าย พอจัดการกันด้วยวิธีอย่างนี้เลยทำให้ยังไม่มีจุดลงตัว ผมยกตัวอย่าง สมมติ ผบ.ตร.เจรจากับผู้ชุมนุมว่าเจ้าหน้าที่จะเดินอย่างนี้ มีแนวทางอย่างนี้ เป็นที่รับรู้ทั้งสองฝ่าย ถ้าอย่างนี้จะเปิดการตรวจสอบจากหลายฝ่าย ฝ่ายที่ชุมนุมก้ต้องอยู่ในกติกาที่ถูกจับตามองด้วย ผมเคยชุมนุม และต้องเจรจากับตำรวจก็บอกเขา บอกตำรวจว่าเราจะไปเส้นทางนี้ จากหน้าทำเนียบไปรัฐสภา และเราจะอยู่ตรงนี้กี่วัน เรื่องแบบนี้ควรจะพูดออกมาเป็นข้อตกลงเปิดเผยต่อสาธารณะ”
ล่าสุดเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุม จะทำให้รัฐบาลอ้างว่าใช้กฎหมายได้ผล
“รัฐบาลก็จะบอกว่าเขาสามารถใช้กฎหมายได้ผล ทำให้หยุดยั้งได้ แต่มันเป็นเหมือนการประท้วงว่าใช้อำนาจมิชอบ ฝ่าย นปช.เขาเลยไม่มา มันกระทบต่อการใช้สิทธิ ถ้าใช้กฎหมายนี้ เขาใช้เสรีภาพในการชุมนุมไม่ได้ จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมทั้งที่เหตุการณ์บานปลายยังไม่เกิด การใช้ก็จะเป็นปัญหา ต่อไปก็จะนำกฎหมายนี้มาสกัดกั้นการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด กระทบการใช้เสรีภาพในระยะยาวแน่ๆ ไม่เว้นแม้พันธมิตร เพราะถ้าพันธมิตรมา ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ก็จะเกิดข้อครหาว่าเข้าข้างหรือเปล่า ก็จะต้องใช้กับทุกกลุ่ม ก็เท่ากับสกัดกั้นการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทั้งที่เป็นการใช้เสรีภาพโดยสงบปราศจากอาวุธ”
ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าจะนัดใหม่ ถ้าประกาศอีกก็เลื่อนไปเรื่อยๆ เหมือนท้าทาย
“ก็เหมือนการเล่นเกม ก่อเกิดการเล่นเกมทางการเมือง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นว่าการใช้มาตรการอย่างนี้ไม่ชอบธรรม กลายเป็นเกมทางการเมืองไป มันก็จะไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่าควรประกาศใช้อย่างไร”
เมื่อวันศุกร์ ที่รัฐบาลแถลงโดยสุเทพ ก็พยายามจะบอกว่าการใช้กฎหมายความมั่นคงเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีมาตรการที่เข้มข้น เพียงแต่ป้องกันทำเนียบ ปิดถนน 3 สายแล้วก็มีการตรวจอาวุธ
“ก็เป็นอย่างที่ผมพูดว่า จริงๆ มันเป็นสถานการณ์ปกติ แต่พยายามทำให้เป็นสถานการณ์วิกฤติหรือฉุกเฉินจึงทำให้การใช้อำนาจเกินสัดส่วนเกินจำเป็น ก็ต้องใช้ลดลงตามสถานการณ์ที่เป็นจริง คือมันไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เมาตรการนี้ ใช้มาตรการปกติก็ทำได้ ห้ามใช้เส้นทางนั้นนี้ ทำได้อยู่แล้ว การเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้ในภาวะปกติ จึงไม่สอดคล้อง ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอ”
“จริงๆ ก็คือการใช้กำลังทหาร นำทหารออกมามีบทบาททางการเมือง แก้ปัญหาทางการเมือง ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว การใช้อำนาจโดยใช้ทหารมาแก้ปัญหาไม่เหมาะสม เหมือนใช้อำนาจนิยมมาจัดการ”
แล้วถ้ารัฐบาลประกาศไปทุกสุดสัปดาห์จะเกิดอะไรขึ้น
“มันจะทำให้ทุกครั้งต้องประกาศ ทำให้สถานกาณ์ปกติไม่เป็นปกติไปหมดเลย เอากำลังทหารมาใช้พร่ำเพรื่อ ทั้งที่มีวิธีอื่นใช้ได้อยู่แล้ว ต่อไปมีการชุมนุมใหญ่ไม่ใหญ่ทางการเมืองก็อาจนำมาใช้ได้อีก”
สังคมเหลืออด
เปิดประตูอำนาจนิยม
เลขาธิการ สสส.ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ทัศนคติของสังคมที่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ เช่นผลโพลล์ที่ออกมา
“ประสบการณ์ที่ทำให้เกิดเอียงในเรื่องเสรีภาพการชุมนุม การชุมนุมขรก็ตาม มันเลยบางอย่างไป เช่นการไปยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน หรือการชุมนุม นปช. เมื่อเดือนเมษายน เสรีภาพในการชุมนุมเลยถูกตั้งคำถามว่าถ้าชุมนุมโดยสงบมันจะเลยเถิดไปตรงนั้นไหม ประชาชนเลยเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ เห็นด้วยว่าให้ใช้อำนาจพิเศษเพื่อควบคุมให้ได้ เพราะกลัวจะเกิดภาวะแบบนั้น นี่เป็นความไม่มั่นใจของคนในสังคม ผลโพลล์ออกมาก็เห็นด้วย แต่หารู้ไม่ว่ามันทำลายหลักการที่สำคัญ เรื่องการที่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซงโดยไม่จำเป็น มันควรจะใช้กลไกรัฐปกติ กับเรื่องราวการชุมนุมทางการเมืองที่มีความเห็นต่าง ไม่ใช่การก่อการจลาจล”
ในขณะที่จริงๆ แล้วมาตรการทางสังคมก็จะบีบให้ม็อบไม่กล้าก่อความรุนแรงอีก
ทั้ง นปช. ทั้งพันธมิตร มีประสบการณ์กับสังคมอยู่ ถามว่าพันธมิตรสรุปได้ไหมว่าที่เขายึดสนามบินเป็นปัญหา ในความชอบธรรมทางการเมือง ผมว่าเขาน่าจะสรุปได้นะ หรือที่ นปช.ทำเดือนเม.ย.สังคมก็ไม่อนุญาตให้ไปไกลกว่านั้น ตรงนี้มันทำให้ผู้นำการชุมนุม ถ้าต้องการดำรงความชอบธรรม ดำรงการสนับสนุน จะสรุปได้ ถ้าเดินแบบนั้นคุณจะสูญเสียการยอมรับจากสังคม มันก็ไม่บรรลุเป้าหมายทางการเมือง
“สิ่งที่เราเผชิญใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ในการชุมนุมทางการเมือง คล้ายๆ เรายังหาทางลงตัวไม่ได้ว่าจะจัดการกับความเห็นต่างอย่างไร ที่สำคัญการที่มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น คุกคามต่อชีวิตคน ต่อทรัพย์สิน แล้วไม่ลงโทษ ไม่ว่าฝ่ายไหน ที่กำลังมีความพยายามนิรโทษกรรม ยกเว้นความผิด จะทำให้เราจะรักษาหลักนิติธรรมไม่ได้ การจัดการความขัดแย้งที่ผ่านมา การกระทำเลยเถิดถึงขั้นคุกคามต่อชีวิตทรัพย์สิน ทั้งของสาธารณะและของบุคคล จะต้องมีการลงโทษ”
“ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่ปลอดภัย การกระทำของคนกลุ่มหนึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย และรัฐก็เห็นว่ามันไม่ปลอดภัยรัฐเลยเข้ามาใช้อำนาจจัดการความไม่ปลอดภัยนี้ ประชาชนก็รู้สึกว่าเออ ใช่ ไม่รู้สึกว่าเรามีหน้าที่ในการควบคุมอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องใหัรัฐเข้ามาจัดการฝ่ายเดียว ในหลายๆ เรื่อง แต่นี่มันเหมือนกับว่านอกจากรัฐจะใช้ทหารเข้ามาจัดการ สังคมก็อนุญาตให้ใช้ เห็นด้วยว่าต้องใช้ มันเป็นความอ่อนแออย่างหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ว่าทำไมเราควบคุมกันไม่ได้ เราจัดการกับความเห็นต่างไม่ได้ จึงต้องใช้อำนาจเข้ามาจัดการอยู่เสมอๆ เพียงแต่อันนี้มันเหมือนจัดการโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีกฎหมายรับรองให้ทำได้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันคือการอนุญาตโดยกฎหมายที่ไม่ชอบ”
“ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตย เราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนพัฒนาการ เวลาเราจะจัดการกับความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เราจัดการกับระบบ กับการใช้อำนาจทั้งหลาย เราใช้อะไรเป็นเครื่องมือบ้าง ถ้าโดยวิถีทางประชาธิปไตยก็คือเราสามารถรอมชอมกันได้บ้าง คือใช้กระบวนการสันติ ไม่เกิดการเลือดตกยางออก นี่เป็นประเด็นแรกที่สำคัญมากเพราะต้องสงวนชีวิตคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน อันที่สองคือเราสามารถดูแลกันเองได้หมายความว่าเราปกครองตัวเองได้ คือเรามีวุฒิภาวะที่จะดูแลกันเองได้ บางเรื่องไม่จำเป็นต้องให้รัฐเข้ามาแทรกแซง ทำไมเราต้องให้รัฐเข้ามาใช้อำนาจอยู่เรื่อย กินอำนาจเข้ามาในขอบเขตประชาชนอยู่เรื่อย”
“ผมคิดว่าตอนนี้เราอยู่ในเส้นทางของการพัฒนา หมายความว่าฝ่ายที่ชุมนุมไม่ว่าฝ่ายไหนต้องเรียนรู้เรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งถามว่าพัฒนาขึ้นไหม ผมดูจากพฤษภา 35 มา จะเรียกว่าดีขึ้นก็ดีขึ้น แต่มีบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าพูดว่ารัฐรู้จักยับยั้งชั่งใจเพิ่มขึ้นไหม ก็เพิ่มขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับการใช้อำนาจดิบๆ ถามว่าคนที่ชุมนุมยับยั้งชั่งใจเพิ่มขึ้นไหม ก็ยับยั้งชั่งใจมากขึ้นเหมือนกัน หรือสังคมอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งเริ่มตื่นตัวจะเข้ามาไหม ก็มีเข้ามาในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา”
ตอนแรกเหมือนจะใช่นะ แต่หลังจากพันธมิตรยึดสนามบิน มาจน นปช.เดือนเมษา มันก็มีแนวโน้มที่สังคมหมดความอดทน เห็นด้วยกับความรุนแรง และไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
“สิ่งที่เป็นปัญหาคือไอ้ที่มันเลยธงทั้งคู่ไม่ถูกจัดการโดยกลไกปกติ เช่นกระบวนการกฎหมายไม่เดินหน้า หรือเดินช้ามาก อาจจะจัดการอยู่ตอนนี้แต่ช้าเกินไป ทำให้เหมือนกับการกระทำที่ทำให้คนหมดความอดทนมันไม่ได้ถูกจัดการ เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นรัฐใช้อำนาจมาจัดการเสีย ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ เพราะมันไม่มีบรรทัดฐานในการใช้อำนาจรัฐ มันเป็นเรื่องอำเภอใจ ที่นึกจะใช้ขึ้นมาก็ใช้ เพราะเขาใช้ดุลยพินิจ มีคำถามว่าใช้กับใครด้วย มันไม่มีบรรทัดฐานว่าเอออย่างนี้ไม่ใช่นะ กระบวนการยุติธรรมมาช้ามากในการจัดการสิ่งที่เลยธงของทั้งคู่ ในอดีตที่เราเผชิญมันม้วนเดียวจบ สั้นๆ ไม่กี่วันจบ แต่นี่มันยาวมาก เราอยู่ในความขัดแย้งที่ยาว คนที่ชุมนุมก็คับข้องใจว่าจะบรรลุอย่างไร คนที่อยู่วงนอกก็คับข้องใจ มันมีสภาวะอย่างนี้อยู่กับเราได้อย่างไรเป็นเดือนเป็นปี หลายปี และรู้สึกว่าจัดการไม่ได้ ไม่มีทางออก ไม่มีใครมีอำนาจจัดการอะไรได้สักอย่าง นี่คือภาวะที่เราเผชิญอยู่ มันเลยมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจมากขึ้น คนจะรู้สึกว่ารัฐควรจะใช้อำนาจได้แล้ว ไม่ควรจะหน่อมแน้ม อย่างที่พูดกัน”
คือสังคมอยากให้จบ โดยใช้อำนาจทำให้มันจบๆ
“แต่มันไม่จบจริงๆ มันยิ่งก่อความคับข้องใจ ก่อความขัดแย้ง ความเคียดแค้นชิงชัง มันอาจจะดูสงบเงียบแต่มันพร้อมที่จะระเบิด ถ้าจัดการแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ท้าทายเราตอนนี้”
คนจำนวนหนึ่งจะมองว่าเศรษฐกิจกำลังจะดี การเมืองต้องนิ่ง เลยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้อำนาจ
“ตรงนี้ก็เป็นปัญหา ครรลองประชาธิปไตยคือเป็นการชุมนุมตามปกติ ไม่ก่อการจลาจล มันก็เป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่ได้ขัดแย้งกับการลงทุน เพราะมันเป็นเรื่องการแสดงออกว่าเราจัดการโดยอารยะได้ มันก็ไม่ไปกระทบ ข้ออ้างที่ว่าจะไปทำลายการลงทุนต้องเป็นพฤติกรรมที่เกินเลยและคุมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมโดยปกติ ก็ต้องทำได้ ถ้าอยางนั้นเราก็เอาเรื่องการลงทุนมาทำลายเสรีภาพการชุมนุมการแสดงออกของความเดือดร้อนของประชาชน ของความต้องการทางการเมืองเสียหมด ซึ่งมันไม่ใช่ แต่สังคมไทยมักจะชอบคิดอย่างนั้น ฝ่ายการลงทุนก็ชอบคิดอย่างนี้ เรากำลังอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสีสันของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง”
ตอนนี้ก็มีความคิดอยากให้เสื้อแดงจบ ให้ทักษิณจบ ให้ใช้อำนาจปราบไปเลย
“ใช้อำนาจรัฐปราบปรามแล้วจะสงบจริงไหม จะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือไม่ จะอยู่สันติได้อีกต่อไปไหม หรือยิ่งร้าวฉานแตกแยก และไปสู่ขบวนการที่รุนแรง ตรงนี้ผมคิดว่าต้องมีสติ เพราะความยากไร้ทางวัตถุอาจจะไม่มากเท่ากับความคับแค้นทางจิตใจ ความรู้สึกคับแค้นทางจิตใจว่าไม่ได้ความเป็นธรรมมันนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้นได้ เหมือนกับประสบการณ์ในอดีตของเรา สังคมไทยก็เผชิญความยากไร้ทางวัตุและความคับแค้นทางจิตใจที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบนี่แหละ ที่นำไปสู่การต่อสู้กันอย่างถึงที่สุด ผมคิดว่าตรงนี้ที่ต้องระมัดระวังไม่ไปตกอยู่ในความรู้สึกที่ว่าให้รัฐจัดการแล้วมันจะจบ ซึ่งไม่จบ”
สังคมไทยไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าเราต้องอยู่แบบมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทะเลาะกันไปอย่างนี้ แต่ให้อยู่ในกรอบสันติ
“เราไม่อดทน สังคมประชาธิปไตยต้องอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง เราอาจจะต้องพร้อมรับที่ว่าเสื้อแดงมาทุกเดือน หรือเสื้อเหลืองมาอยู่กันเป็นเดือน กับการมาเรียกร้องมายืนยัน มาแสดงออกอยู่อย่างนี้ เป็นหลายๆ ปีก็ได้ เราอาจจะต้องอดทนได้ขนาดนั้น และก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ จนเรารู้สึกว่ามันเป็นวิถีปกติที่เราต้องอยู่กันแบบนี้ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่ารัฐไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เขาได้และเขามาแสดงออกได้ แต่ต้องไม่เลยธงไปทำร้ายชีวิตและทรัพย์สิน สังคมก็ต้องไม่ยอม ความอดทนอดกลั้นแบบนี้ต้องมีอยู่ด้วย ถ้าไม่มีก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร ถ้ายิ่งอนุญาตให้รัฐใช้อำนาจยิ่งแล้วใหญ่ มันเท่ากับเราไม่โตสักทีในการปกครองดูแลกันเอง”
คนไทยจะทำใจได้ไหมถ้าเสื้อแดงมาสนามหลวงเดือนละครั้ง
“ผมสังเกตว่าตอนหลังก็เกือบจะเรียกว่าเป็นปกติ รับได้ถ้าไม่เลยอะไรมาก มาแล้วกลับ ก็พอรับอยู่นะ แต่ถ้าเป็นในอดีตรับไม่ได้ อะไรวะมาอยู่เรื่อย ทำนองนี้ ปัจจุบันนี้เริ่มจะเคยชินกับวิถีแบบนี้มากขึ้น เพียงแต่ที่น่าห่วงมันคือความขัดแย้งที่สะสมอยู่ในหมู่คนในทุกกลุ่ม ในทุกสถาบันต่างๆ ที่ยังคาใจกันอยู่ แต่ถ้ายิ่งปิดกั้นไม่ให้แสดงออกก็ยิ่งคับแค้นใจมากขึ้น”

นักสิทธิราชการ
สถานการณ์ปัจจุบันความรู้สึกเรื่องสิทธิมนุษยชนตกต่ำลง เราจะมองไปข้างหน้าอย่างไร
“การไปเลือกข้างในจุดยืนทางการเมืองทำให้เกิดปัญหาทางสิทธิมนุษยชน คือเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องข้ามพ้นจุดยืนทางการเมือง ไม่ว่าใครจะละเมิดสิทธิใคร มันต้องชี้ได้ว่าละเมิดสิทธินะ ตรงนี้เราอาจจะเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทย คือระหว่างจุดยืนทางการเมืองกับจุดยืนสิทธิมนุษยชน มันเหลื่อมกันได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เหมือนกัน ว่าเออ ใช่หรือเปล่า ตัดสินอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ฝ่ายนี้จึงได้ฝ่ายนี้จึงไม่ได้ ผมคิดว่าต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน ต้องยืนยันหลักการ”
“แต่ถ้าพูดในระดับชาวบ้าน ความตื่นตัว การแสดงออกทางการเมือง อยากมีสิทธิ์มีเสียง ผมว่ามีสูงขึ้น เขาใช้สิทธิได้มากขึ้น เขารู้สึกว่าเขาต้องใช้ เขาต้องปฏิบัติ เวลาลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะเห็นประชาชนแสดงออกมากกว่าเดิม ไม่ว่าจากการพูดคุย การเข้าร่วม ถามว่านี่เป็นสิทธิที่พัฒนามากขึ้นไหม ผมว่าใช่เลย มันเป็นกระบวนการสร้างคนให้เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิมีเสียงอะไร สามารถแสดงออกอะไรได้บ้าง นี่เป็นเรื่องของสังคมส่วนใหญ่ที่สั่งสมอยู่ตอนนี้”
แต่ระดับชาติถ้าเราจะรณรงค์ให้แก้ไขพรก.ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคง คงยาก
“ยากมากถ้ายังมีเหตุการณ์แบบภาคใต้ หรือยังมีการชุมนุมที่เป็นแบบนี้ เนื่องจากจิตวิทยาผู้คนมีความกลัว และเห็นว่าตัวเองจัดการไม่ได้ ต้องใช้มาตรการเหล่านี้ เหมือนภาคใต้ถึงที่สุดคนก็มองว่าเป็นภัยคุกคามสังคมไทยทั้งสังคม และเขารู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่จะอยู่ในชาติไทย เลยคิดว่ารัฐต้องใช้อำนาจ ฉะนั้นเวลาเถียงกันเรื่องภาคใต้ นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายก็จะถูกกล่าวหาอยู่เรื่อยว่าไปเข้าข้างโจร มันก็เป็นทัศนะแบบนี้อยู่เสมอๆ”
“ที่จริงพรก.ฉุกเฉินใช้มานานมากแล้ว และเห็นผลด้านลบอยู่มาก คือไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมสร้างความเป็นธรรม มันเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง มันลงเอยไม่ได้ พอใช้เครื่องมืออำนาจแบบนี้มันยิ่งไปตอกย้ำความไม่เป็นธรรมให้ขยาย เราใช้กระบวนการยุติธรรมปกติได้ไหม นี่คือคำถาม ฝ่ายความมั่นคงก็เถียงกันอยู่ เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ต่างกัน ฝ่ายรัฐมองว่าภาคใต้เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องใช้มาตรการไม่ปกติเท่านั้น ขณะที่เรายืนยันว่ายิ่งเราใช้มาตรการไม่ปกติมันยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นเรื่อยๆ”
ไพโรจน์เห็นว่า พรก.ฉุกเฉินควรแก้ไข แต่พรบ.ความมั่นคงสมควรยกเลิก
“พรก.ฉุกเฉินมันให้อำนาจในสถานการณ์ที่พิเศษจริงๆ จึงอาจจะต้องปรับเนื้อหา แต่พรบ.ความมั่นคงใช้ในสถานการณ์ปกติ จริงๆ ก็คือการให้อำนาจทหารมีบทบาททางการเมือง มีบทบาททางงบประมาณ ทรัพยากรของสังคมต้องทุ่มเทให้กับส่วนนี้”
“ที่ผ่านมา พรบ.คอมมิวนิสต์ถูกยกเลิก กอ.รมน.เลยหมดภารกิจ ทำอย่างไรที่จะสร้างภารกิจ ให้หน่วยงานนี้ดำรงอำนาจหน้าที่ในสังคมไทย ก็เลยคิดพรบ.ความมั่นคงขึ้นมา ให้มีภารกิจ”
ความจริงกอ.รมน.ควรจะยุบไปได้แล้ว
“ถูก เพราะเรามีกลไกพัฒนาเต็มไปหมด กระทรวงทั้งหลาย องค์กรท้องถิ่น เขาดูแลเรื่องการพัฒนาหมดเลย แล้วถามว่าคุณทำอะไร งานพัฒนาระดับตำบล อบต.เขาก็ทำ ก็ไม่มีฟังก์ชั่นอะไร เลยต้องมาคิดภารกิจขึ้นมาชุดหนึ่ง ประชาชนเขาก็เติบโตขึ้น ดูแลตัวเอง แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานของรัฐลงไปจัดการ ถามว่าเรื่องทรัพยากรคุณจะไปยุ่งอะไร ประชาชนเขาก็ดูแลตัวเองได้ เด็ก ผู้สูงอายุ เศรษฐกิจ ท้องถิ่นเขาก็จัดการ แล้วทำไมต้องมีหน่วยงานนี้ ที่สำคัญมันมีอำนาจคู่กับรัฐ เป็นสถาบันที่ชัดเจนรองรับด้วย พรบ.ความมั่นคงทำให้ กอ.รมน.เป็นสถาบันที่ใหญ่กว่าเดิม เดิมเป็นแค่ระเบียบสำนักนายกฯ เวลานี้เป็นสถาบันที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน มีองคาพยพ มีกำลังคน งบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ที่ถูกสร้างขึ้น”
ย้อนมาเรื่องสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง ตอนสงกรานต์ กลุ่มของไพโรจน์เองก็ถูกเสื้อแดงต่อว่าเหมือนกัน
“เราก็ยืนในจุดว่าถ้าเขาเลยเถิดไปคุกคามชีวิต ไม่ว่าใคร เรารับไม่ได้ เรายังมองชีวิตสูงสุดในทางสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐทำหรือฝ่ายไหนทำ ก็รับไม่ได้ แน่นอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันอาจจะคุกคามชีวิตคนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ฝ่าย นปช.ก็ก่อให้เกิดการคุกคามชีวิตอยู่ด้วย”
ปัญหาสิทธิมนุษยชนจะแย่ลงไหมเมื่อเห็นกรรมการสิทธิชุดใหม่
“การเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย.มีผลทำให้ระบบราชการโตขึ้น หรือเข้ามาแทรกแซงอย่างอื่นได้มากขึ้น ที่ฝ่ายนปช.เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย เข้ามาในโครงสร้างทางการเมือง คือเขาวิเคราะห์ว่าองค์กรอิสระถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มทุน ก็มาแทนที่ด้วยระบบราชการ และคิดว่าถ้าแทนที่โดยระบบราชการมันจะแก้ปัญหาได้ ซึ่งผิดทั้งคู่ ทั้ง 2 อันนี้ละเลยประชาชน”
“มันกลายเป็นข้อสมมติฐานที่บอกว่ารัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระ เลยพลิกกลับมาอีกด้านหนึ่ง โดยเชื่อว่าสถาบันศาลจะสามารถสถาปนาคนดีเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ทำให้แก้ปัญหาได้ มันก็กลับไปเป็นการสถาปนาอำนาจกลุ่มราชการขึ้นมาแทนที่ในองค์กร นี่คือสิ่งที่พลิกในการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 19 ก.ย. ทำให้องค์กรอิสระอาจตกอยู่ในวงจรฝ่ายราชการ ที่สำคัญคือความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ มันเป็นชุดความคิดที่เป็นระบบราชการ ซึ่งมีจุดอ่อนกับการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนแน่ๆ ในการมอง การวินิจฉัย เพราะโดยส่วนใหญ่ในสังคมไทยการละเมิดสิทธิจะเกิดจากระบบราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กฎหมายของรัฐ ดังนั้นมันถึงเหมือนกับต้องเลือกข้างคนที่ถูกละเมิดสิทธิ พอระบบราชการคิดว่าอยู่เป็นกลาง ไม่เลือกข้างมันจึงไม่ใช่”
เขาบอกว่าจะไม่เป็นฝ่ายค้าน
“ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าโครงสร้างอำนาจเดิมของเราให้อำนาจข้าราชการสูง โอกาสการละเมิดสิทธิจึงสูง มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเรา ที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน โอกาสที่ฝ่ายราชการหรือรัฐบาลจะเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิจึงสูง ถ้าบอกว่าตรวจสอบรัฐบาลว่าละเมิดสิทธิแล้วเป็นฝ่ายค้าน คิดอย่างนั้นผิด สมมติพี่น้องถูกโครงการขนาดใหญ่ลงตูม ชาวบ้านบอกว่ามาละเมิด อย่างราษีไศล 20 กวาปีแล้ว ที่ดินน้ำท่วมหมด มันคุกคามความมั่นคงในชีวิตเขา แล้วจะทำอย่างไร ถ้าจะไม่เลือกข้าง”
“มันทำให้อ่อนลงจริงๆ โครงสร้างที่ทำให้ระบบราชการเข้าไปแทนที่ในองค์กรอิสระ ที่สำคัญคือความเป็นอิสระทางความคิด อันนี้เราไม่หลุด วิธีการคัดเลือก วิธีการจัดการเราเอาระบบความสัมพันธ์ของคนเป็นตัวตั้ง”

สรุปรุกเขายายเที่ยงผิดจริง

ที่มา ประชาไท

สรุปผลสอบทส. ระบุ “บิ๊กแอ้ด” รุกป่าเขายายเที่ยงจริง เผยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้ชัดสภาพผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่มีราษฎรเข้าไปครอบครองที่ดินทำกิน ขณะที่ผู้เข้าอยู่อาศัย ครอบครองที่ดิน จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่งรายงานถึง “สุวิทย์ คุณกิตติ” ดำเนินการแล้ว

จากกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้นางอนงค์วรรณ เทพ สุทิน อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยง จ.นครราช สีมา ตามที่หลายฝ่ายได้มีการร้องเรียน โดยมี นายวิฑูรย์ ชลายนาวิน ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายวิฑูรย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเตียน ป่าเขาเขื่อนลั่น จ.นครราชสีมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีการเข้าไปครอบครองอยู่ 40-50 ราย ทั้งนี้ผลจากการนำภาพถ่ายทางอากาศปี 2510 มาแปรภาพ พบว่าสภาพพื้นที่ป่าบริเวณนั้น ยังคงเป็นผืนป่าสมบูรณ์ และหลังจากมีการประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนในปี 2508 ทำให้กรณีดังกล่าวไม่เข้ากับมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2541 ที่ระบุว่าหากพิสูจน์ได้ว่า มีการครอบครองที่ดินก่อนการประกาศเขตป่าสงวน จะไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
“ผลจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศปี 2510 ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ถ่ายไว้หลังจากการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2 ปี ก็ยังพบว่าสภาพผืนป่าบริเวณนั้น ยังอุดมสมบูรณ์ เขียวครึ้มอยู่ ยังไม่พบว่า มีราษฎรเข้าไปครอบครองที่ดินทำกินแต่อย่างใด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การที่มีผู้เข้าอยู่อาศัย ครอบครองที่ดินบริเวณนี้ ไม่เข้ากับมติ ครม.วันที่ 30 มิ.ย. 41 อย่างแน่นอน เพราะมีภาพถ่ายหลักฐานชัดเจน และถือว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยมีขั้นตอนเบื้องต้นคือแจ้งให้ผู้ครอบครองทราบ เพื่อขอให้ออกจากพื้นที่ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นายวิฑูรย์ กล่าวและว่า สำหรับผลสรุปของคณะกรรมการฯ ขณะนี้ได้ถูกส่งให้กับนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณา เพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว.
ที่มาข่าว: เวปไซต์เดลินิวส์

นักข่าว CNN เคยปรามาสอภิสิทธิ์ไว้ว่า..อ่อนหัดเกินไป...ผมเชื่อแล้วครับว่าจริง (Too Posh)

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 สิงหาคม 2552

นั่งนึกถึงตอนที่มาร์คเข้ามาเป็นนายกใหม่ๆ นักข่าวจาก CNN คุณแดน ริเวอร์ส์ ได้เขียนบทความลงใน blog ว่า อภิสิทธิ์อ่อนหัดเกินไป ? ...

ตอนนั้น ผมเข้าไปอ่านความเห็นของคนที่เข้าไปโพส "เถียง" แทนมาร์ค หลายคนพูดว่า"คุณ (แดน) ไม่รู้เรื่องเี่กี่ยวกับเมืองไทย ..ทักษิณมันเลว ...อภิสิทธิ์ดี.."

ในบทความนั้น มีอยู่หลายประโยค ที่เขาเขียน ผมเห็นว่าน่าสนใจ ขอตัดมาบางส่วนเช่น

"His privileged background and lack of "real world" experience will leave many in Thailand wondering whether he really can empathize with their daily difficulties."

แปลว่า ด้วยชาติตระกูลของเขา (อภิสิทธิ์) รวมทั้งการขาดประสบการณ์ในชีวิตจริง จะทำให้คนไทยหลายคนกังวลว่า เขา(อภิสิทธิ์) จะจัดการกับปัญหาที่เข้ามาทุกวันได้หรือไม่ (ภาษาชาวบ้านก็คือ พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ)

ในบทสรุปเขาเขียนว่า

"The problem is he has no mandate from the people at the moment and has only risen to the top, after horse trading and deal making in parliament. Sooner or later he must face that test and go to the nation; and without some quick footwork to prove his mettle I fear he will fail.."

แปลว่าปัญหาคือ เขาไม่ได้รับอำนาจจากประชาชน แต่ได้เป็นนายก เพราะการแลกเปลี่ยนข้อตกลงกันในรัฐสภาเท่านั้น หลังจากนี้เขาจะต้องเจอกับการทดสอบ และต้องเดินอยู่ในเวทีนานาชาติ และด้วยความมัวแต่ไหว้ครูอยู่ เพื่อที่จะพิสูจน์ความกล้าหาญของเขาที่ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า

(ที่มา www.cnn.com )

เรื่องของเรื่องก็คือว่า ในตอนหลังจากรัฐบาลสมชายล้มไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคนั้น กลุ่มพันธมิตรและสาวก ปชป. ต่างไชโยโห่ร้องว่า นี่แหละ นายกคนใหม่ จะสู้ทักษิณ

พอตั้งรัฐบาลอะไรเสร็จเรียบร้อย เรื่องฉาวโฉ่ ก็เข้ามาทันที นั่นคือ คน ปชป.หลายคน ไปเต้นร้องคาราโอเกะที่เกาะสมุย เมากันสุดเหวี่ยง เพื่อ "ฉลอง" กับการได้เป็นรัฐบาล

เราก็ไม่อยากจะว่า เพราะเขาก็เป็นฝ่ายค้านมานาน เขาก็คงจะดีใจ

ต่อมา มีเรื่องอีกแล้ว ...นั่นคือ การโกงปลากระป๋องชาวบ้าน จนรัฐมนตรีต้องลาออก เพื่อโชว์ว่า ข้ามีสปิริตนะ (สปิริตตรงไหน)

เอ้า..เราก็ไม่ว่า พวกสื่อทั้งหลายก็บอกว่า เอาน่า ..ไม่เกี่ยวกัน อภิสิทธิ์ได้โกอินเตอร์ ไปประชุมที่ดาวอส (เพราะสมัยรัฐบาลสมัคร เขาเชิญไป) นักข่าวจากฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิคส์ ขอสัมภาษณ์ เขายังเอามาเขียนบอกว่า อภิสิทธิ์ "ไม่ให้เกียรติ" ในการกินข้าวกับเขาเลย มัวแต่ล่อกแล่กไปมา

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็เกะกะระรานกับประเทศเพื่อนบ้านไปทั่วอย่างที่รู้กัน คงไม่ต้องเล่า เพราะกระทู้นี้จะเกี่ยวข้องกับอภิสิทธิ์คนเดียว

จนมาตอนช่วงสงกรานต์ ที่กลุ่มเสื้อน้ำเงินสร้างเรื่อง (อันนี้อย่ามาเถียงว่าไม่จริง) เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสลายการชุมนุม และมาถึงสิ่งที่เป็นจุดเสื่อมมากที่สุดของรัฐบาลเทพประทานชุดนี้ ก็คือ "ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" ในการป้องกันไข้หวัด 2009

พอตอนไข้หวัด 2009 ระบาดใหม่ๆ ผมดู CNN ข่าวเขารายงานกันที่เม็กซิโก ห่างกันเป็นหมื่นกิโลฯ แต่แป๊บเดียว ประเทศไทยติดหวัด และจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังตายกันเป็นร้อยศพแล้ว ที่น่าสงสารที่สุดก็คือ หญิงมีครรภ์ที่ตายไป สองคนนั่นแหละ

รัฐบาลยังไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไปโทษคนอื่นหน้าตาเฉย

พูดไปก็คงจะไร้ประโยชน์ เพราะรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นอย่างที่นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขาว่าไว้จริงๆ คือ ไม่ใยดีกับความทุกข์ยากของประชาชน

ในขณะที่รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตากู้เงิน เพื่อเป็นหนี้ประเทศมากขึ้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (จำชื่อไม่ค่อยได้) ได้ออกมาแถลงว่า หนี้สาธารณะเกือบถึงขีดแดงแล้ว เพราะเขาคิดคำนวณว่า ถ้ายอดหนี้ใกล้ตัวเลข 50% ของ GDP ถือว่าอันตราย ของเราปาเข้าไป 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลชุดนี้ ก็ยังใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเดิม

ภาคเอกชน ที่นักข่าวไปสัมภาษณ์ ก็ไปสัมภาษณ์แต่ประธานสภา ฯ โน่นนี่ ..ไม่เคยลงไปถามชาวบ้านร้านตลาดดูบ้างว่า เขา "เชื่อมั่น" แค่ไหนกับรัฐบาล

นอกเหนือจากความอ่อนด้อยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอ่อนด้อยเรื่องการบริหารปกครอง

ดูอย่างกรณีโผตำรวจนี่ไง ...ตอนเป็นฝ่ายค้าน พูดจากระแนะกระแหนเขา บอกว่า ไปแทรกแซงข้าราชการประจำ

ตัวเองเป็นรัฐบาล ย้ายปลัดกระทรวงไม่เป็นธรรม ย้ายคนโน้น ข้ามคนนี้ .. การปลด ผอ.สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย การย้ายข้าราชการแบบคนไม่คิด ...เอาคนตัวเองเข้าแทน ฯลฯ

ผมจาระไนไม่หมดครับ สำหรับความบ้อท่าของมาร์ค

จนกระทั่งมาเมื่อวาน ..ผมเห็นคุณณัฐวุฒิแถลงข่าว ...ฝากรอยยิ้มไปให้อภิสิทธิ์ ...และคำพูดว่า "รักนะ..เด็กโง่"

ผมรู้สึก "ขายหน้า" แทนอภิสิทธิ์ครับ ..

ประโยคของนักข่าว CNN ที่บอกว่า "ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า" นั้น, มันดูท่าจะเป็นจริงเสียแล้วล่ะ

ฝากบอกอภิสิทธิ์ด้วยคนว่า ถ้าคุณคิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไทยแล้วล่ะก็ ...กลับไปทบทวน ให้ดวงตาเห็นธรรม ...ว่าคุณขาดอะไร ...อย่ามัวแต่เล่นลิ้น โทษคนอื่นครับ

---------------------------------------------------------------

ปล. ใครยังไม่เห็นรอยยิ้มของคุณณัฐวุฒิ หาดูได้นะครับ คิดว่า คงมีคนเอามาไว้อยู่ ผมดูแล้ว เป็นรอยยิ้มที่เรียกว่า sincere smiling คือการยิ้มแบบจริงใจ ไม่ใช่ยิ้มแล้วผงกหัว เหมือนผู้นำประเทศบางคน

นักจิตวิทยาหลายคน อย่าง ดร.วัลลภ ผมเคยฟังเขาพูดถึงบุคคลิกของคนว่า คนไหนจริงใจ คนไหนลวงโลก ...ผมเลยได้พิจารณาว่า เขาพูดถูกแฮะ..

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์

ที่มา Thai E-News


ทัศนะกับอคติ?-ทัศนะส่วนตัวของดร.นพดล ABAC POLLนั้นออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะเรื่องบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับมาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเพื่อไปปรึกษาเป็นกรณีพิเศษบ่อยๆ

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
30 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ความจริงเรื่องของพวกNGO-เอ็นโตดียังไม่จบดีนะ เหลืออีกตอน แต่ขอลัดคิวมาลากไส้ไอ้พวกทำโพลล์ก่อน เพราะให้เผอิญว่าวันนี้มันเป็นวันอาทิตย์ไง...ไอ่พวกเชี่ยทำโพลล์จะชอบออกมาอาละวาดในวันอาทิตย์

มันอาศัยว่าวันอาทิตย์ไม่ค่อยมีข่าว ไม่มีกิจกรรม มันก็ออกมาแถลงโพลล์เป็นข่าวพาดหัวกันสิทีนี้ ฟังผลโพลล์แต่ละที จี๊ดดดขึ้นสมองทุกที บางทีก็ปวดตับ

เอานะวันนี้จะขอลากไส้พรรคพวกในวงกามโพลล์เพื่อให้สาธุชนได้ซี๊ดซ๊าดกันเพื่อฉลองศรัทธาพระเดชพระคุณซักหน่อย...

คือพรรคพวกที่ผมรักใคร่ปรารถนาดี รู้จักกันมาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น เมากันมาตีหม้อกันมาก็ให้บังเอิญว่ามีอยู่ตัวหนึ่งเสือกเป็นนักทำโพลล์ ผมก็แซวมันประจำว่า สัดดมึงไม่นึกจะเปลี่ยนไปทำมาหาแดรกอย่างอื่นเหรอ คนเค๊าด่าพ่อมึงทุกวัน(บังเอิญวันนั้นผมไปงานศพพ่อมันพอดี. ..พ่อมันคงสะดุ้งโหยงอยู่ในโลงแหละ)

มันก็ตอบว่า อาชีพกรูนี่ดีอย่างสัดดเอ๊ย ทำให้ใกล้ชิดพ่อแม่บุพการี เพราะแกสะดุ้งโหยงหลายรอบในแต่ละวัน แกต้องคอยโทรมาเช็คว่าวันนี้กรูทำโพลล์ไปกระเทือนกบาลใครอีก เพราะผลโพลล์ออกมายังไงพวกกรูก็โดนด่าแม่ด่าพ่อ คือออกมาอย่างคะแนนเหลี่ยมดีกว่ามาร์ค พวกเสื้อแดงแม่งก็เชียร์กรู ไอ่พวกประชาวิบัติก็ด่าแม่กรู ไอ่พวกเหี้ยเหลืองก็โทรมาด่าพ่อกรู พอออกโพลล์มาว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยยื่นฎีกา ไอ่เหลืองชม ส่วนไอ่แดงก็ด่าพ่อล่อแม่กรู

มันจะมีอาชีพเหี้ยที่ไหนสนุกยังงี้ คือวันนี้กรูโดนชม พรุ่งนี้ไอ่เหี้ยคนเดิมแหละโทรมาด่าแม่ บอกจะวางเรือใบรถกรู...สัดดดด เอากับมัน

มันก็บอกในวงกามนี่แม่งก็มีสีหวะ อย่างเอแบคนี่ออกเหลืองๆ ส่วนสวนสัตว์ดุสิตจะออกแนวชมพูระเรื่อไปทางแดงๆ ส่วนตัวกรูออกทางช้ำเลือดช้ำหนองเพราะโดนด่าเสียหมามาหลายยก

ผมขอสงวนนามของมันแล้วกันเดี๋ยวมันเดือดร้อน เอาเป็นว่าหากโผล่หน้าออกทีวีนี่ร้องกันอ๋อ พร้อมกันยกตีนเบอร์ 9 ใส่ครึ่งประเทศ...ผลงานเป็นประกัน เชี่ยสัดๆๆ

#ศรีศักดิ์ จามรมาน(กลาง)ประธานABAC POLLนอกจากนี้ก็เป็นที่ปรึกษาให้แบงก์กรุงเทพ และไทยพาณิชย์ด้วย


คือค่ายเอแบคนี่มี จารย์ศรีศักดิ์ เป็นประธาน แกเป็นลูกพระยา พ่อแกเคยรักษาการนายกฯสมัยท่านพระยาพหล แกเรียนเก่งเหนือมนุษย์แหละ จบปริญญาเอกคอมพ์ตั้งแต่ปี2507สมัยก่อนคอมเสียงปืนแตกซะอีก แกเลยได้ชื่อว่าบิดาวงการคอม(พิวเตอร์)ไทย

ตามธรรมดาคนใหญ่คนโตอย่างแกจะกินเงินเดือนเอแบคอย่างเดียวก็กระไร แกก็ตั้งบริษัทที่ปรึกษา ชื่อบริษัทคอมพิวเตอร์และสหวิทยาการจำกัด ให้คำปรึกษาแก่หลายหน่วยงานอาทิ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนเอแบคโพลล์นี่ลูกค้ารายใหญ่คือ สสส. พูดง่ายๆว่าเส้นสายแกปึ๊กทีเดียว

ส่วนว่าพวกลูกค้าอย่างแบงก์กรุงเทพ ไทยพาณิชย์มีอิทธิพลกับการทำงานของแกมั๊ย. ..อันนี้แกก็พยายามรักษาระยะห่างอยู่ แต่ก็อย่างว่าคนมันทำมาค้าขายกัน เส้นสายโยงใยแม่งก็พัลวันพัลเกอยู่มั่งแหละ

ส่วนตัวพระเอกของเรื่องคือ ดร.นพดล กรรณิการ์นี่เป็นผอ.สำนักวิจัย จบปริญญาเอกด้านการจัดการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโทด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจและการทำโพลล์ (Survey Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน (The University of Michigan) ปริญญาโทสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คือดร.นพดลนี่แกก็บอกว่าแกเป็นนักวิชาการนะกลางๆก็โดนด่าแม่จากทุกฝ่าย สมัยพวกเหี้ยเหลืองม็อบอยู่แกก็ออกโพลล์มาว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนก็โดนไอ้ไสยดำด่าแม่เช็ด พอตอนเสื้อแดงปิดอนุสาวรีย์ตอนสงกรานต์ แกออกโพลล์มาว่าชาวบ้านเค๊าเดือดร้อนก็โดนด่าพ่อเปิงเหมือนกัน คือยังไงกรูก็โดนด่า..ว่าจะไปขายเต้าฮวยอยู่ตอนขี้เกียจโดนด่า

ดร.นพดลมันก็ว่างี้แหละนะคือมันก็ตรงๆ แต่หากถ้าเป็นเรื่องทัศนะส่วนตัว หรืออุดมคติอะไรแล้วมันออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับไอ่มาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเป็นปาจำ เพราะมาร์คเขาก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติที่มีต่อตัวเขา แล้วก็คำชี้แนะทางวิชาการ

แต่ก้อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contactกันขึ้นมาซะแล้วไอ่เรื่องจะขอกันกินมันก็คงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์ แต่ทัศนะทางการเมืองบังเอิญแม่งตรงกัน

ประชาชนคนดูก็ต้องเป็นผู้ตัดสินว่าผลงานของนพดลนี่เป็นไปตามหลักวิชาการมั๊ย หรือมันเจือด้วยอคติเพราะชอบเพราะชังกันเป็นพิเศษ แต่เจ้าตัวเขาก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่า กรูกลางๆเป็นวิชาการที่สุดแล้ว แม่งจะเอาไงกับกรูอี๊ก

#สุขุม เฉลยทรัพย์ แห่งสวนดุสิตโพลล์ คู่แข่งรายสำคัญทางค่ายABAC POLLหาว่าเขา"ออกแดง"


แมร่งหาว่ากรูเหลือง ทีสวนสัตว์ดุวิตโพลล์ออกแดง ไม่เห็นใครด่าแม่จารย์สุขุม เฉลยทรัพย์แกมั่ง...ผมก็ว่าเขาก็ด่าเหมือนกานน แต่เป็นพวกเสื้อเหลืองมันด่า มึงไม่เหี้ยอย่างเขานินทาก็อย่าเสือกเดือดร้อน

เอากันพอเห็นภาพร่างเค้าโครงแล้วกันนะท่านๆ แต่ที่พอสรุปตรงนี้คือวงกามไหน จะหาบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสาวพรมจรรย์นี่มันท่าจะยากหวะ ส่วนใหญ่แม่งก็โดนเจาะไข่แดงมากันแล้วทั้งนั้น

โดนเขาเจาะไข่แดงจนเน่านี่ไม่ว่ากัน แต่เสือกพูดปาวๆว่าหนูบริสุทธิ์อยู่ค่ะเฮีย แล้วเอาเลือดนกมาเทใส่ผ้าปูที่นอนหลอกตาเฮียนี่แม่งมีเคือง

ผมก็อยากบอกพวกมันเหมือนกันว่าหากมึงบริสุทธิ์จริง ก็อย่าเสือกไปให้เขา"เอา"ดิสัดดดเอ๊ย ไม่ว่าจะไปให้มาร์คเอา หรือให้เหลี่ยมเอา แล้วมาป่าวปากป้องว่า หนูบริสุทธิ์ค่า พวกหนูเป็นนักวิชาการ ผลงานโพลล์ออกมาตามเนื้อผ้า

เนื้อผ้าพ่องเมิงดิ...เชี่ย เน่าจนโชยให้เค๊าด่าพ่อล่อแม่จนน้ำบานอยู่เนี่ยสัดด

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย