WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 31, 2009

ตอนที่ 1 ต้นหญ้าแห่งธรรมที่งอกงาม.......

ที่มา Voice TV



ตอนที่ 1 ต้นหญ้าแห่งธรรมที่งอกงาม.......
“ตอนนั้นสำหรับผม รู้สึกแค่ว่าไม่บวชไม่ได้แล้ว....และอยากรู้ความสุขที่แท้มีจริงไหม...”


“ทุกข์แท้ แปรผัน เน่าเหม็น แตกดับ” คำธรรมดาเพียง 4 คำ จากหนังสือท่านอาจารย์แสง จันทร์งาม (ธรรมโฆษ) แต่สำหรับ “ศรันย์ ไมตรีเวช” มันคือแสงแห่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้นหญ้าชะอุ่มธรรมนามปากกา “ดังตฤณ” เกิดขึ้นบนลานวรรณกรรม จวบวันนั้นจนถึงวันนี้ เขาคือ บุคคลผู้มีผลงานหนังสือธรรมมะมากกว่า 20 เล่ม และแจ้งเกิดในฐานะนักเขียนทางธรรมชื่อดัง

การเมืองร้อน-เกมแรง ทางเลือก"อภิสิทธิ์" ชะตากรรมบนปากเหว

ที่มา มติชน


ปัจจัยหลักที่จะทำให้รัฐบาลอยู่หรือไปเวลานี้ ไม่ใช่เกิดจาก "ศึกนอก"

หากแต่เป็น "ศึกใน"

"ศึกใน" ที่ถูกฉายภาพออกมาจนโดดเด่นชัดเจนว่า "ขัดแย้งกันจริง"

และ "รุนแรง" อาจถึงขั้นผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

โดยเฉพาะตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณชัดๆ ผ่านนายกฯอภิสิทธิ์และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลังเดินทางกลับมาจากเยอรมนีว่า ต้องเป็น พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

เป็นความชัดเจนที่ว่ากันว่า ทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เพราะคำกล่าวอ้างของ "นิพนธ์" บ่งบอกถึงความต้องการของ "ผู้ใหญ่ที่เคารพ"

ขณะที่อีกฝ่ายคือ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ก็มี "ผู้ใหญ่ที่เคารพ" ออกแรงหนุนเช่นกัน

คำพูดที่ส่งสัญญาณผ่านแกนนำพรรคภูมิใจไทย อย่าง ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในฐานะ กตช. ก็ชัดเจนว่า ให้สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล

ที่น่ากลัวก็คือ คำพูดของ "นิพนธ์" ที่ถูกกล่าวอ้างว่า ถ้ายังดื้อดึงอาจจะเป็นเรื่องยากในการบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ไม่มีใครรู้เหตุผลว่า ทำไม "คนพวกเดียวกัน" ต้องยืนคนละมุม ทั้งที่สามารถพูดคุยกันได้

ที่สำคัญ ไม่มีใครรู้เหตุผลที่ลึกกว่านั้นว่า ทำไม ต้อง พล.ต.อ.ปทีป

ทำไม ต้อง พล.ต.อ.จุมพล

ไม่มีคำตอบ ไม่มีเหตุผล

แต่หากสามารถทำให้ชะตากรรมนายกรัฐมนตรียืนอยู่ปากเหวได้ ก็คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯอภิสิทธิ์

แต่ไม่ว่าจะออกทางไหน ต้องยอมรับว่าเวลานี้แรงบีบของคนเคยรักกัน เป็นแรงบีบที่หนักหนาสาหัส

ถึงกับมีเสียงเล็ดลอดออกจากปากนายกฯอภิสิทธิ์ ในทำนอง "เล่นกันขนาดนี้เลยหรือ"

เมื่อดูธรรมชาติบวกกับความมั่นใจตัวเองของนายกฯอภิสิทธิ์ทำให้หลายฝ่ายหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อยกับ "เด็กดื้อ" ที่มีเวทมนตร์อยู่ในมือ

เสียงกระซิบเบาๆ ของ "ชัย ชิดชอบ" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ว่าหลังผ่านงบประมาณวาระ 3 อาจจะมีการ "ยุบสภา" ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลย และไกลเกินความเป็นจริง

หากคนที่ถืออำนาจในการ "ยุบสภา" ในมือมองว่าถูกรังแก ทำร้ายจากเพื่อนห้องเดียวกัน และทนภาวะที่กดดันไม่ไหว

แต่ถามว่า "กล้าหรือไม่"?

เพราะการจะยุบสภา ต้องมององค์ประกอบรอบด้าน ที่ชัดเจนคือฝ่ายทหาร ที่เวลานี้มองว่ารัฐบาลอ่อนแอ

ขณะที่เงาทมึนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับแข็งแรงและกำลังทาบทับทุกส่วนของด้ามขวานทอง

ฉะนั้นการ "ยุบสภา" จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักในภาวะเช่นนี้

แม้จะยังคงใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ก็จะไม่สามารถ "ทัดทาน" ความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะส่งผลถึงอาการแลนด์สไลด์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

หากมองถึงทางออกคงมีไม่กี่ทาง ที่แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนนั่งวิเคราะห์และจับยามสามตา

ทางหนึ่ง ตัดสินใจเลือก พล.ต.อ.จุมพล นั่งเป็น ผบ.ตร.จะได้หมดเรื่องหมดราว

ทางหนึ่ง นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อล้างไพ่จัดโผ ครม.กันใหม่ก่อนจะ "เขี่ยพรรคภูมิใจไทย" ที่เป็นหนามตำเท้าออกจากการร่วมรัฐบาล และจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

และอีกทาง นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อล้างไพ่กันใหม่ ก่อนจะอาศัยอำนาจบารมีของ "ผู้ใหญ่ที่เคารพ" จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ ดันอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำอีกรอบ ก่อนส่งสาย "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ขึ้นมาเป็นมือประสานกับพรรคเพื่อไทย ให้เข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล

แต่ทางเลือกนี้ จะต้องหาเหตุและผลให้ดี เพราะ "สีเสื้อ" ของแต่ละฝ่ายแรงเหลือเกิน

เหล่านี้คือ "ทางเลือก"

ทางเลือกที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเป็นการภายในของพรรคประชาธิปัตย์

ในภาวะที่นายกรัฐมนตรี ถูกขี่คอ ขย่มซ้ำ โดยเฉพาะจากคนภายในด้วยกันเอง

"พี่ชายนอกไส้" ท้ารบ "อภิสิทธิ์ชน" "พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" กางบัญชีแค้นแทน "น้อง"

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ

โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ




"การแสดงความจงรักภักดีของไอ้พวกนี้ก็คือการโทษว่าผู้อื่นไม่จงรักภักดี มันพูดมาคำหนึ่งก็กระเทือนแล้ว ...คนจงรักภักดีต้องคนที่อยู่ใกล้ชิดหรือ ประชาชนธรรมดานี่ไม่จงรักภักดีใช่ไหม คุณต่างหากที่มากั้นไม่ให้พระองค์ใกล้ชิดกับประชาชน ทุกอย่างต้องมาผ่านคุณหมด แล้วคุณก็สร้างความสำคัญให้ตัวเองว่ากูนี่ใหญ่ สุดท้ายพอสู้ไม่ได้ก็อ้าง ประชาชนก็ต้องถอยเพราะรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน มันก็เลยได้ใจใหญ่ นี่จริงๆ คุณนั่นแหละเป็นตัวนำพระราชอำนาจมาใช้ข่มขู่คนนั้น ข่มขู่คนนี้..."

"เขา" คือคนในตระกูล "ชินวัตร" ที่ห่างตัว-ห่างใจ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

แม้ "เขา" จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในยุคที่ "ผู้นำคนที่ 23" ครองเมือง แต่เขาก็ถูกผู้นำหมายเลขเดียวกันสั่งโยกไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในอีก 1 ปีให้หลัง ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นรายการ "สั่งเก็บ" เพราะไม่ปลื้มฝีมือ?

หลังปลดระวางอำนาจนาน 3 ปี "เขา" ได้รับเทียบเชิญจาก "ยงยุทธ ติยะไพรัช" อดีตขุนพลคนสำคัญของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ให้เข้ามาเป็น "นอมินีรุ่น 2" ถือธงนำพรรคเพื่อไทย ในภาวะขาดหัว

ในวันนั้น "เขา" แอ่นอกรับคำเชิญอย่างเต็มภาคภูมิ โดยประกาศพร้อมรับใช้ชาติด้วยการเข้าสู่สนามการเมือง เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดตามวิถีประชาธิปไตย

แต่สุดท้ายกลับไม่ปรากฏชื่อของ "บิ๊กตุ้ย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" ญาติผู้พี่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ในฐานะ "หัวหอกพรรคใหม่" ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าถูกเขี่ยชื่อทิ้งเพราะ "นายไม่ปลื้ม" (อีกครั้งหนึ่ง)

หลังพลาดหวังจากการกระโจนสู่สนามการเมือง "บิ๊กตุ้ย" หันไปหาเลี้ยงชีพด้วยการทำธุรกิจ ทว่าด้วยนามสกุล "ชินวัตร" ทำให้ชื่อ "พล.อ.ชัยสิทธิ์" ยังปรากฏในหน้าข่าวการเมืองอยู่เนืองๆ

ครั้งหนึ่งมีการเปิดชื่อ "พล.อ.ชัยสิทธิ์" ในฐานะ "ประธานบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์" หลังรถบรรทุกแก๊สแอลพีวีของบริษัทดังกล่าว ไปจอดจังก้าอยู่หน้าแฟลตดินแดง, บริษัท คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ และบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงฆ์ ขณะที่ "กลุ่มคนเสื้อแดง" เปิดปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ ไล่รัฐบาล "อภิสิทธิ์" เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และครั้งนี้มีการปูดข่าวว่าบริษัทเอกชนที่มี "นายพล ช.ช้าง" เป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท เกี่ยวข้องกับการเสนอขายปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่ชุมชนต่างๆ ตามโครงการชุมชนพอเพียง

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "พล.อ.ชัยสิทธิ์" ได้เปิดบ้านพักรับรองในกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร. 1 พัน 1 รอ.) ให้ "มติชน" ไปนั่งสนทนา เขาเปิดฉากระบายความในใจในแบบถึงลูกถึงคน...

"ทำไมต้องมาโยงใยผมด้วย มันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับผมเลย คนนามสกุลเดียวกัน คนหนึ่งเล่นการเมือง อีกคนหนึ่งอยู่เฉยๆ เราทำมาหากินของเรา แต่ก็ถูกเอาไปโยงการเมืองตลอด"

คิดว่าเรื่องชุมชนพอเพียงเป็นประเด็นการเมืองล้วนๆ

ก็มันพยายามโยงเข้ามา เป็นสันดานของมัน แต่เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเรามันของจริง

ยืนยันหรือไม่ว่าบริษัท ฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด ที่ท่านเป็นประธานที่ปรึกษา ไม่เคยขายสินค้าให้ชุมชนไหนเลย

ไม่มี เราไม่เคยไปวิ่งเต้นขายปุ๋ยให้พวกนี้ ฝากบอกไปยังผู้อำนวยการสำนักงานชุมชนพอเพียง (นายสุมิท แช่มประสิทธิ์) ด้วย ถ้าแน่จริงมาออกทีวีแข่งกันไหม นี่มันรัฐบาลอะไร นี่มันพรรคประชาธิปัตย์ เขาไม่มีทางซื้อของผมอยู่แล้ว ไว้ชาติหน้าเหอะถึงจะขายได้ (หัวเราะ)

คุณธรรมยุทธ์ เจนพิชิตกุลชัย ประธานกรรมการในเครือบริษัท ฟุกเทียนกรุ๊ป บอกว่ามีความพยายามจะทำให้ท่านเป็น "แพะ"

ไม่มีอะไร ที่ผมไปเป็นประธานแก้จนก็เพราะตั้งใจจะช่วยชาวบ้าน ทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง และทำให้ผลผลิตของเขาดีขึ้น ถ้าทำได้ ชาวบ้านก็อยู่ได้

เหตุที่ต้องใช้ "แพะตัวใหญ่" เป็นเพราะฝ่ายค้านเปิดประเด็น โดยหวังเอานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งหรือเปล่า

มันเล่นการเมืองมากเกินไป พวกนี้มันถนัดจริงๆ ในการสร้างศัตรูเพิ่มขึ้นทุกวันๆ

ท่านจะไม่ยอมถูกบูชายัญในโครงการนี้แน่ๆ ใช่หรือไม่

ผมมันของจริงไง... ขอยืนยันว่าเราไม่เคยขายของให้ชุมชน ไม่เคยคิดแบบประชาธิปัตย์ สรุปแล้วมันจะไม่ให้คนทำความดีเลยหรือไง คนนามสกุล "ชินวัตร" นี่ทำความดีไม่ได้เลยใช่ไหม และมันไม่ใช่กระเทือนเฉพาะตระกูลชินวัตรนะ แต่บริษัทเขากระเทือนด้วย

สรุปแล้วเป็นความผิดที่เกิดมานามสกุล "ชินวัตร"

ก็ไม่รู้ ถ้าบริษัทเขาเกิดเดือดเนื้อร้อนใจ ผมจะให้เขาเคลมไปเลย บริษัททำกำไรต่อปีได้เท่าไร ก็ให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่านั้นไปเลย

ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณบ้างหรือไม่

ไม่ได้คุย แต่มีโทรศัพท์อวยพรวันเกิดเท่านั้นเอง

ระหว่างสุขภาพกาย กับสุขภาพจิต อันไหนทรุดโทรมกว่ากัน

ไม่รู้สิ แต่แหม! คนเราเคยอยู่เมืองไทย สุขที่สุดในโลกแล้ว ไปอยู่ที่อื่นถึงแม้จะสุขสบายก็จริง แต่มันสู้บ้านไม่ได้หรอก บ้านเกิดเมืองนอน

เคยสรุปบทเรียนหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นับจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549

จะเล่าให้ฟังก็ได้ เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2548 นี่คือจุดแรกที่ทักษิณโดน เพราะโรคอิจฉา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาจะออกไปเยี่ยม ทร. (กองทัพเรือ) ทอ. (กองทัพอากาศ) ทบ. (กองทัพบก) พวกโอลด์ โซลเยอร์ เนเวอร์ดายด์ (ทหารแก่ไม่มีวันตาย) แล้วก็จองล้างจองผลาญมาโดยตลอด สาเหตุหลักมาจากคำนั้นคำเดียว คล้ายๆ ว่าทักษิณมาแย่งความรักไปจากเขา เพราะว่าต้องเขาคนเดียว ไม่ใช่นายกฯ

มีเสียงวิจารณ์ว่าเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณขาดศิลปะในการประสานงานกับชนชั้นสูง

คือ... ของจริงบางครั้งมันพูดไม่ได้ มีผู้เสียผลประโยชน์ พวกญาติโกโหติกา คนที่อิงข้างในทั้งหลาย ยังมีอีกเยอะที่นั่งกินนอนกิน พอทักษิณเข้ามา เขาก็จับมาเข้าระบบสากล ทำให้พวกนั้นทำมาหากินยากขึ้น ก็โกรธ ก็เกลียด เพราะมาจากคำว่าอิจฉาอีกเหมือนกัน และก็เสียผลประโยชน์ด้วย นี่คือความเป็นจริง แต่เราพูดไม่ได้ คือแตะต้องไม่ได้ มันไม่สากลน่ะ ถ้าเมืองนอกเนี่ย ความจริงคือความจริง แต่เมืองไทยไม่ได้ รู้ความจริงก็พูดไม่ได้ ถ้าพูดต้องโดน มันมีอภิสิทธิ์ชนเยอะมาก มีการอ้างกันด้วย ถ้าสู้ไม่ได้ก็อ้าง อันนี้ตายแน่ ใครโดนตรงนั้นก็ตาย แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนเขามีความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ พอถึงที่สุดแล้วมันห้ามไม่ได้ ทุกคนต้องรับความจริง

สถานะอดีตผู้นำเหล่าทัพของท่าน ไม่สามารถช่วยเคลียร์ข้อหาไม่จงรักภักดีให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้เลยหรือ

การแสดงความจงรักภักดีของไอ้พวกนี้ก็คือการโทษว่าผู้อื่นไม่จงรักภักดี มันพูดมาคำหนึ่งก็กระเทือนแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้เลย อยู่ดีๆ จะมาบอกหนูไม่จงรักภักดีแล้วนะ ไอ้เราก็งงสิว่าเฮ้ย! กูไม่จงรักภักดีได้อย่างไร อ๋อ... คนจงรักภักดีเขาต้องคนที่อยู่ใกล้ชิดหรือ ประชาชนธรรมดานี่ไม่จงรักภักดีใช่ไหม มันไม่ใช่... (ลากเสียงยาว) คนไทยทุกคนรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับรองได้เลย ไม่ว่าจะไปถามที่ไหนก็แล้วแต่ เพราะท่านทรงงานมาเยอะ ช่วยเหลือพสกนิกรไว้เยอะ คุณต่างหากที่มากั้นไม่ให้พระองค์ใกล้ชิดกับประชาชน คุณกั้นไว้ ทุกอย่างต้องมาผ่านคุณหมด แล้วคุณก็สร้างความสำคัญให้ตัวเองว่ากูนี่ใหญ่นะ มันไม่ใช่ไง สุดท้ายพอสู้ไม่ได้ก็อ้าง ประชาชนก็ต้องถอยเพราะรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน มันก็เลยได้ใจใหญ่ นี่ต่างหากที่เขาได้เหลิงว่าตัวเองนี่สำคัญ จริงๆ คุณนั่นแหละเป็นตัวนำพระราชอำนาจมาใช้ข่มขู่คนนั้น ข่มขู่คนนี้ เรื่องพวกนี้ผมไม่อยากพูดหรอก ผมรู้เยอะ

การต่อสู้กับอภิสิทธิ์ชนของกลุ่มคนเสื้อแดง จะทำอย่างไรไม่ให้ไปกระทบกระเทือนกับบุคคลระดับสูง

ประวัติศาสตร์เขามีเยอะแยะ พูดไปก็แค่นั้นแหละ แต่ประชาชนไม่โง่หรอก

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณเลือกใช้งานคนที่ถูกมองว่าเป็น "ฝ่ายซ้าย" ทำให้ข้อหาไม่จงรักภักดีมีน้ำหนักขึ้นมาหรือไม่

ไม่หรอก มันเข้าทางเขาพอดีเลย เพราะพวกนี้เป็นพวกนักต่อสู้ สู้เพื่อประชาธิปไตย สู้เพื่อความยุติธรรม ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมก็มีนักต่อสู้เหล่านี้ออกมา แต่บังเอิญพวกนี้เป็นคนที่เคยหัวเอียงซ้ายมาก่อน ข้อหาสมัยก่อนคือคอมมิวนิสต์ จริงๆ คอมมิวนิสต์มันเกี่ยวอะไร ไม่เกี่ยวเลย ไม่มีอะไรเลย

เชื่อว่าไม่มีพวกคอมมิวนิสต์หลงยุคในขณะนี้แล้ว

ไม่มี ไม่มีหรอก จะไปมีได้อย่างไร มีแต่ว่าคุณจะรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุด ใครจะมาใหญ่กว่าไม่ได้ เป็นโรคอิจฉาน่ะ คนที่รับกรรมก็คือทักษิณ

คิดว่าบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ออกมาต่อสู้ในขณะนี้ ทำเพื่อนายจริงๆ หรือหวังในลาภ ยศ หญิง ตามที่มีการแฉกันเอง

ก็มีส่วน มันมองได้หลายรูปหลายแบบ ไม่เป็นไรหรอก สักพักเดี๋ยวธาตุแท้ก็ออกมา

ตอนนี้เริ่มเผยธาตุแท้กันบ้างแล้วใช่หรือไม่

เริ่มมาแล้ว เริ่มกัดกันแล้ว

ถ้าเช่นนั้น พ.ต.ท.ทักษิณมีมิตรแท้ทางการเมืองบ้างหรือไม่

การเมืองไม่มีมิตรแท้หรอก คนที่แท้ก็คือญาติ ญาติมันไม่ทรยศ แต่นักการเมืองมันเปลี่ยนไปได้ทุกวัน

แต่ที่ผ่านมามีข่าวเรื่องพี่น้อง "ชินวัตร" ชิงการนำในพรรคเพื่อไทย โดยปรากฏชื่อคุณพายัพ คุณยิ่งลักษณ์ และ พล.อ.ชัยสิทธิ์ เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค

ไม่มีหรอก ไม่มีใครแย่งหรอก ไม่มีใครอยากเป็น ลองคิดดูสิว่าเป็นหัวหน้าพรรคตอนนี้ลำบากขนาดไหน คุณรบกับใคร คุณรู้หรือเปล่า เราไม่สนใจการเมืองหรอก เราไม่อยากเป็นอยู่แล้ว ใครอยากเป็นก็ให้มันเป็น ถ้าเป็นมันต้องเหนื่อย เหนื่อยมาก (ลากเสียง) มากๆ เลย เรื่องอะไรจะเอาตัวเองไป... เขาเรียกว่ารบกับยักษ์น่ะ โอกาสสู้ยาก

แล้วจะหา "แจ๊ก" ได้จากไหน

ผมยังเชื่อว่าความไม่ถูกต้องอยู่ได้ไม่นานหรอก คุณก็รักษาของคุณไว้เหอะ รักษาไว้ให้ได้นะ ไม่นานหรอก ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่รักความยุติธรรมและขี้สงสาร ใครถูกรังแกมักจะเข้าทางนั้น โดยเฉพาะชาวบ้าน คนที่รักทักษิณก็เพราะรู้ว่าโดนรังแก ไม่อย่างนั้นจะเทคะแนนให้มาเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านได้ยังไง

พรรคเพื่อไทยกำลังขาดหัว ไม่คิดเข้าไปช่วยพยุงพรรคบ้างหรือ

(ส่ายหน้า)

ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะไหวหรือไม่

(ยิ้ม) แล้วแต่เขา

เชื่อในคำว่า "โอลด์ โซลเยอร์ เนเวอร์ดายด์" (ทหารแก่ไม่มีวันตาย) หรือไม่

(พยักหน้า)

เหตุใด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เกษียณไป 29 ปีแล้ว ยังมีบารมี ต่างจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เพิ่งเกษียณไป 2 ปี แต่บารมีดูหดหาย

ก็... มันอยู่ที่การกระทำของแต่ละบุคคล อย่างกรณี พล.อ.เปรมเขามียศ มีตำแหน่งอยู่ ไม่ใช่ว่าปลดเกษียณไปเลย มีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ ท่านอยู่ 8 ปี ค้ำหัวกบาลอยู่ มันก็สบายอยู่แล้ว

หากอดีตนายทหารต้องการรักษาบารมีจำเป็นต้องเล่นการเมือง เพื่อขยายฐานอำนาจต่อหรือไม่

อ๋อใช่

แล้วท่านไม่สนใจลงเล่นการเมืองบ้างหรือ

การเมืองเมืองไทย ผมพูดหลายทีแล้วว่ามันสกปรก มีแต่สร้างศัตรู ไม่สร้างมิตร ผมชอบสร้างมิตร

ถ้าคิดว่าการเมืองสกปรก ทำไมถึงไม่บอกน้องชายให้เลิกเล่นการเมืองบ้าง

เขาก็คงอยากเลิกเหมือนกัน เพราะลูกเมียเขาก็อยากเลิก แต่ว่าไอ้นี่ไปบีบบังคับให้เขาสู้ บีบให้เขาตาย เมื่อเขาไม่ได้รับความยุติธรรม เขาก็ต้องเรียกร้อง ถามว่าจะเรียกร้องความยุติธรรมทางไหนได้ เขาก็ต้องเล่นการเมือง พ่อค้าจะสู้กับนักการเมือง มันไม่ได้หรอก ต้องสู้กันแบบการเมืองต่อการเมืองสู้กัน ในเมื่อจะห้ำหั่นกันแล้ว มันก็ต้องว่าไป ผมบอกหลายทีแล้วว่าถ้าผมเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ผมจะใจกว้าง หามิตร หาทางออกที่เป็นมิตร ไม่ใช่ว่าคอยกระแนะกระแหนเขาตลอด แม้แต่นามสกุลเดียวกันก็ยังไปไล่กับเขาอยู่นั่นแหละ มันไม่เป็นเรื่องน่ะ แล้วมันจะเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร จะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร สร้างแต่ศัตรูทุกวัน

ก่อนจากกันในวันนั้น "คู่ขาทางธุรกิจ" ของ "พล.อ.ชัยสิทธิ์" ได้มอบ "สมุดฝากความดี" ที่มีชื่อของเขาเป็นประธานสมุดฝากความดีให้แก่ผู้สื่อข่าว พร้อมบรรยายสรรพคุณเสร็จสรรพ จึงมิวายถูกหยอดกลับไปว่าไม่กลัวฝ่ายตรงข้ามบอกให้ส่งไปให้ "คนที่แดนไกล" หรือ?

"ถ้าอย่างนั้นมันก็อันธพาลนี่ ถ้ามึงอันธพาลกับกู กูก็อันธพาลกับมึง โดยนิสัยจริงๆ ไม่อยากทำใคร แต่ถ้าลูกน้องมันโกรธ มันเกลียดขึ้นมา มันจะทำเนี่ย เราก็ห้ามมันไม่ได้ เพราะลูกน้องมีเป็นแสน"

คือวาทะทิ้งท้ายจาก "พี่ชายนอกไส้" สายเลือด "ชินวัตร"!!!

"ศอ.รส."เคาะวันนี้ เลิกกม.มั่นคง

ที่มา มติชน

"อภิสิทธิ์"ไม่ขัดหาก"ยุติก่อน" พท.ปูด"บูรพาพยัคฆ์"รอป่วน




โชว์สัมพันธ์ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ภาพการเข้าเฝ้าฯกษัตริย์ของประเทศสวาซิแลนด์ ในทวีปแอฟริกา ลงใน twitter.com เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พร้อมข้อความว่า "หลังจากกลับออกมาจากเหมืองเพชร ผมก็ได้เข้า H. E. King Mswati III พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์"

"มาร์ค"ให้รอฟังวันนี้เลิกไม่เลิก กม.มั่นคงฯ แต่ใจอยากรอดูสถานการณ์อีกระยะ "สุเทพ"นัดฝ่ายความมั่นคงหารือก่อนชง ครม.ตัดสิน โฆษกเพื่อไทยปูด"บูรพาพยัคฆ์"เตรียมขนคนป่วน นายกฯรับรู้สึกโกรธโดนตัดต่อคลิป บอก"ก็ธรรมดามนุษย์" เตือนคนแพร่ผิด 3 ระดับ ปชป.ระบุ 3 กลุ่มต้องรับผิดชอบ

@ "มาร์ค"ให้รอ31ส.ค.ชี้กม.มั่นคง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 (สทท.11) เมื่อเช้าวันที่ 30 สิงหาคม ขอให้ประชาชนรอฟังวันที่ 31 สิงหาคม ว่าจะประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ในพื้นที่เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายนหรือไม่ หลัง จากกลุ่มเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 กันยายน อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะไม่มีการชุมนุม แต่รัฐบาลอยากรอดูสถานการณ์อีกระยะ หนึ่ง เพราะ พ.ร.บ.มั่นคงไม่เหมือนกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่เกิดเหตุรุนแรงแล้วถึงประกาศ พอหมดภาวะฉุกเฉินก็เลิก แต่ พ.ร.บ.มั่นคงประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ แม้ขณะนี้จะไม่มีการชุมนุม แต่รัฐบาลอยากรอดูสถานการณ์อีกระยะหนึ่ง เพราะ พ.ร.บ.มั่นคงไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิเท่าไหร่ แต่เป็นการบูรณาการเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ มาร่วมกันทำงาน

@ ยกคำสั่งศาลห้ามปิดทำเนียบ

ผู้ดำเนินรายการถามว่า เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจะนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 5 กันยายน รัฐบาลจะเลื่อนประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงไปเรื่อยๆ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การจัดกิจกรรมของกลุ่มเสื้อแดงหลายครั้งไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้ามาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลไม่ให้คนเข้าทำงานนั้น ศาลเคยมีคำสั่งออกมาแล้วว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ

"เราขอว่าถ้าคุยกันด้วยดี อยากจะตั้งเวทีตรงไหน อยากจะเข้ามายื่นหนังสือ อยากจะปราศรัยตรงไหน ก็ว่ากันไป แต่อย่าไปสร้างเงื่อนไข สร้างความเสี่ยงให้เกิดการปะทะกันขึ้นมา เลือดตกยางออก บางทีของพวกนี้มันไม่ได้มีใครตั้งใจ แม้กระทั่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลายครั้งก็อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ ความเข้าใจผิด การสื่อสารกันผิด อาจจะไม่ได้เกิดจาก 2 ฝ่าย เขาถึงเรียกว่ามีมือที่ 3 ดังนั้น ดีที่สุดคือป้องกันไว้ก่อน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ 2 ฝ่ายจะจับเข่าคุยกัน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลมีความพยายามจะเคลื่อนบางอย่างไปข้างหน้า ในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 31 สิงหาคม คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คงจะรายงานเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้รับทราบ คิดว่านี่เป็นโอกาสในการเดินหน้าต่อ เรื่องรัฐธรรมนูญบางประเด็นน่าจะเดินได้เลย อาทิ เรื่องระบบเลือกตั้ง เรื่องมาตรา 190 แต่อันไหนที่ยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ ก็มาคุยกันว่าอยากจะเดินหน้าอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับ

@ รอฟัง"ศอ.รส."เคาะก่อนชงครม.

เวลา 12.15 น. นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักในซอยสวัสดี ถนนสุขุมวิท 31 ถึงการทบทวนการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงว่า ได้พูด คุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) เมื่อคืนวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา และในวันที่ 31 สิงหาคม ทราบว่านายสุเทพจะเรียกประชุม ศอ.รส. ซึ่งคงจะรายงานให้ตนทราบหลังจากนั้น ถ้านายสุเทพประชุม และคิดว่ามีเหตุที่ต้องเลิกก่อน ก็เลิกได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหม่ในวันที่ 5 กันยายน รัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงตามอีกหรือไม่ นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องตัดสินใจกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กันยายน แต่คิดว่าในส่วนผู้ชุมนุมต้องตอบคำถามว่ามีปัญหาอะไรกับการที่รัฐบาลต้องการให้ชุมนุมโดยสงบ

เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 กันยายน ครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร ซึ่งเป็นวันในเชิงสัญลักษณ์นั้น จะนำไปสู่การแตกหัก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้น ใครอยากจะแสดงจุดยืนวันไหน อย่างไรก็ทำได้ แต่อย่าทำผิดกฎหมาย ถ้าร่วมมือกันได้ ไม่ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่ต้องประกาศกฎหมาย ขอให้แสดงออกสักนิดว่ามีเจตนาชุมนุมภายใต้กฎหมาย

เมื่อถามว่า จะวางใจได้หรือไม่ เพราะ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แกนนำเสื้อแดงประกาศไม่ใช่ความรุนแรง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ก็นี่ไงครับ เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยตัดสินด้วยว่ารัฐบาลทำผิดอะไรกับการที่จะรักษาความเรียบร้อย ตรงกันข้ามต้องถามว่าผู้ชุมนุมมีเจตนาอะไรที่ไม่ต้องการชุมนุมโดยสงบ"

@ คาดนัดม็อบต.ค.ป่วนอาเซียน

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เมื่อดูเจตนาการเลื่อนวันชุมนุมแล้ว เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ต้องการใช้ สิทธิการชุมนุมอย่างสงบตามกฎหมายอย่างแท้จริง แต่หวังกดดันรัฐบาล และให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ขึ้น โดยใช้ความไม่สงบในประเทศมาเป็นสาเหตุ มีข้อสังเกตว่าการเลื่อนการชุมนุมออกไปอาจต้องการให้การชุมนุมในช่วงเดือนตุลาคม ใกล้เคียงกับการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ หวังให้มีผลกระทบเรื่องความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาชาวโลก

@ "นิพิฏฐ์"แนะออกเป็นครั้งๆไม่แช่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อ ก็สามารถทำได้ โดยต้องขอมติคณะรัฐมตรีเพื่ออนุมัติประกาศใช้ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากไม่ยกเลิก และประกาศแช่ไว้อาจมีผลต่อความสะดวกสบายของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกควบคุมได้ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องยกเลิกการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงทุกครั้งที่คนเสื้อแดงยุติการชุมนุม

@ ศอ.รส.ยังตรึงกำลังรอมติ ครม.

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษก ศอ.รส.ให้สัมภาษณ์ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 1 กันยายน หากมีมติ ครม.เลื่อนจากวันที่ 1 กันยายน ออกไปอีก ศอ.สร.สามารถปฏิบัติภารกิจต่อโดยใช้แผนเดิมต่อเนื่องไปได้ โดยไม่ต้องเอาแผนไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ส่วนกลุ่มเสื้อแดงจะเลื่อนออกไปเมื่อไหร่สุดแล้วแต่ ทาง ศอ.รส.มีหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เกิดความปลอดภัย เมื่อดูรายละเอียดของ พ.ร.บ.ความมั่นคง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตปกติของประชาชนเลย เช่น การห้ามพกพาอาวุธ ปัจจุบันไม่มีการพกพาอาวุธอยู่แล้ว หรือการห้ามใช้ถนนที่ประกาศคือ ถนนลูกหลวง และนครปฐม โดยปกติประชาชน ก็ได้ใช้เส้นนี้อยู่แล้ว เพราะติดกับรั้วทำเนียบ รัฐบาล

@ บิ๊ก คมช.ยันไม่มีมือที่3จ้องป่วน

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และเครือข่ายยังไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดงคือ ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณติดคุก และอยากได้เงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ถูกอายัดทรัพย์ไว้กลับคืน ถ้าเป้าหมายไม่บรรลุก็ไม่มีหนทางใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และเครือข่ายจะหยุดพฤติกรรมสร้างความปั่นป่วนให้ประเทศชาติ การชุมนุมเป็นวิถีการที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ คนที่บริหารประเทศไม่มีโอกาสบริหารประเทศไปได้ จะมัวแต่มายุ่งกับขบวน การที่ก่อความวุ่นวาย การชุมนุมที่จะถึงนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวคิดดังกล่าวจะไม่ยุติลง

"ผมเชื่อว่ามือที่สามไม่มี มันก็เป็นมือของเขานั่นแหละ ที่เขาพยายามจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น และจะอ้างเอาสาเหตุของความวุ่นวายที่จะเกิดการปราบปราม หรือยับยั้งเหตุมาอ้างว่าทหารหรือตำรวจทำลายประชาชน เหมือนกับเดือนเมษายนจลาจล" พล.อ.สมเจตน์กล่าว และว่า ตอนนี้กลุ่มคนเสื้อแดงแยกกันเดินเพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งเป็นการแยกเพื่อใบเสร็จจะได้หลายๆ โครงการ แต่ละโครงการเสนอใบเสร็จได้ ดังนั้น อย่าเชื่อว่าจะสงบ เดี๋ยวก็จะต้องมีอะไรขึ้นมาอีก" พล.อ.สมเจตน์กล่าว

@ พท.ปูด "บูรพาพยัคฆ์"ขนคนป่วน

ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระรามสี่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า หากรัฐบาลจะขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ต่อไปจนถึงเวลาที่คนเสื้อแดงชุมนุมนั้น ไม่ต่างอะไรกับแมวไล่จับหนู ที่ต้องวิ่งไล่จับกันไม่รู้จบ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลเสียเวลากับการรักษาเก้าอี้ของตัวเองมากกว่าการมาแก้ไขปัญหาของประชาชน นอกจากนี้ยังทราบมาว่าก่อนหน้าที่จะนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงว่ามีการ เตรียมกำลังจาก จ.บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ภายใต้ชื่อกลุ่ม "บูรพาพยัคฆ์" มาสร้างสถาน การณ์ปั่นป่วนในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคม

@ "แม้ว"โชว์รูปคู่ราชาสวาซิแลนด์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเขียนข้อความลงบนเว็บไซต์ twitter.com มีใจความว่า "หลังจากกลับออกมาจากเหมืองเพชร ผมก็ได้เข้าเฝ้า H. E. King Mswati III พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์ http://bit.ly/2g9pEg" อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิกเข้าไปดูภายในลิงก์ที่โพสไว้บนเว็บไซต์นั้น ปรากฏว่ารูปภาพของ พ.ต.ท. ทักษิณขณะกำลังเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์ จำนวน 2 รูป

@ "มาร์ค"ระบุคลิปดึงจาก"เชื่อมั่นฯ"

สำหรับความคืบหน้าภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบต้นตอเผยแพร่คลิปตัดต่อเสียงนายกฯ ที่สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าว ในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทาง สทท. 11 ว่า ทางผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทั้งฝ่ายพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้สรุปผลให้ทราบภายใน 1 วัน ทราบแน่ชัดแล้วว่าเป็นการตัดต่อ

"หากคนฟังแล้วเชื่อตามนั้น เรื่องนี้จะไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะผมเท่านั้น แต่จะสร้างความโกรธแค้น ความเกลียดชัง จึงถือเป็นเรื่อง ที่กระทบต่อความมั่นคง หากมีการนำคลิปดังกล่าวไปเปิดกลางเวทีชุมนุม รับรองว่ามีเรื่อง กับผมแน่" นายกฯกล่าว และว่า มีบาง ฝ่ายพยายามบอกว่าคลิปเสียงที่หลุดออกมา เป็นการแอบบันทึกไว้ในระหว่างการประชุม แต่ฟังแล้วคิดว่าเสียงชัดเกินไป สมมุติถ้าเป็น การประชุม หรือการพูดคุยกัน ต้องมีเสียงบรรยากาศด้วย แต่ในคลิปนี่เสียงเงียบ เหมือนเสียงในห้องสตูดิโอมากกว่า อย่างคำว่า "พัทยา เนี่ย" ก็เป็นสิ่งที่เคยพูดในรายการ "เชื่อมั่น ประเทศไทยฯ"

@ เตือนแพร่คลิปเก๊ผิด3ระดับ

นายกฯกล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำและเผยแพร่คลิปเสียง จะมีความ ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ 1.คนตัดต่อคลิปเสียง 2.คนนำคลิปขึ้นสู่ระบบคอมพิวเตอร์ 3.คนที่รับคลิปทางอี-เมลแล้วส่งต่อไปให้ผู้อื่น แต่ต้องดูเจตนารมณ์ก่อน สมมุติถ้าไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นคลิปปลอม พอรับอี-เมลมาแล้วก็ส่งไปให้คนอื่น เพราะคิดว่าเป็นของจริง อันนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าตอนนี้ข่าวออกไปหมดแล้วว่าเป็นคลิปปลอม แล้วยังส่งต่ออีกถือว่ามีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะคลิปที่ออกมา ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะตนเท่านั้น แต่ถ้าเผยแพร่แล้วคนเชื่อ จะนำไปสู่ความแตก แยกได้

@ รับรู้สึกโกรธ "ก็ธรรมดามนุษย์"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เทปนี้ ได้เชิญผู้ดำเนินรายการ "แบบไต๋ไฮเทค" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นมาช่วยกันให้ข้อมูล และอธิบายการใช้โปรแกรม "ออดิโอ อิดิเตอร์" ซึ่งมีไว้ตัดต่อภาพยนตร์ เพลง เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ มีการสาธิตการตัดต่อกราฟเสียงให้ดูด้วย ผู้ใช้โปรแกรมดังกล่าวสามารถตัดแต่งคลื่นเสียงสูง-เสียงต่ำ เสียงสั้น-เสียงยาว สลับกราฟเสียง ส่งผลให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไปได้ ผู้ดำเนินรายการ ยังถามว่า โกรธหรือไม่ที่มีคลิปออกมาในลักษณะนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ก็ธรรมดาของมนุษย์"

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังออกรายการว่า สรุปชัดเจนว่าเป็นการตัดต่อ แต่ปัญหาคือการตรวจสอบคนเผยแพร่คลิป ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องหาตัวต่อไป ถ้ายังมีใครนำคลิปนี้ไปใช้ประโยชน์ในการชุมนุมทางการเมือง ก็เป็นการฟ้องประจานตัวเองว่าเคลื่อนไหวในเรื่องที่เป็นเท็จ หลายเรื่องในอดีตก็เป็นเรื่องเท็จ ตนฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว 2 คดี และอาจต้องฟ้องเพิ่มเติม ส่วนกรณีคลิปเสียงนี้ หากเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อแผ่นดิน ตนอาจจะไม่ต้องฟ้องเอง

@ ปชป.ระบุ3กลุ่มรับผิดชอบ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า มีบุคคล 3 กลุ่มที่ไม่น่าจะปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องคลิปได้ คือ 1.กลุ่มคนเสื้อแดงมีส่วนแพร่คลิปไปทั่วประเทศ 2.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่จัดอบรมผู้นำทางการเมืองรุ่นที่ 1 และมีการอนุญาต ให้ผู้ร่วมสัมมนาแจกคลิประหว่างอบรม 3.พรรคเพื่อไทย มีหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนนำคลิป ออกมาเผยแพร่ทางอี-เมลให้สื่อมวลชน คณะทำงานกฎหมายของพรรคศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งความเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอม พิวเตอร์ มาตรา 264 ว่าด้วยผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ และมาตรา 268 ผู้ใดใช้ หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด ตาม มาตรา 264 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) ทำให้เกิดความปั่นป่วนไม่สงบ

@ ทบ.ปัดบันทึกเสียงประชุม"ร.1รอ."

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษา ความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กล่าวถึงที่มา ของคลิปตัดต่อเสียงนายกฯว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนไปแล้วว่ากองทัพไม่ได้ดำเนินการ และไม่ได้คิด จะทำอะไรในลักษณะอย่างนั้น เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร กองทัพเป็นของประชาชนไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใคร ไม่รู้จะทำเช่นนั้นไปทำไม ขอยืนยันว่าตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่เคยมี การถ่ายทอดคำสั่งหรือนโยบายใดๆ ออกไปในทางที่ก่อให้ความรุนแรงอย่างที่ปรากฏในคลิปเสียงแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงเรียกร้องให้ทหารนำคลิปเสียงวันประชุมที่กรมการทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ออกมาเปิดเผย พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ในที่ประชุมวันดังกล่าวไม่ได้บันทึกเสียงไว้แต่อย่างใด ส่วนกลุ่มการเมืองคนใดจะพูดจาในลักษณะอย่างนั้นก็ต้องกลับไปถามเอาเอง ทหารมีหน้าที่อธิบายข้อเท็จจริงให้ฟังว่าไม่ได้ทำ เรื่องนี้ ผบ.ทบ.ไม่ได้กังวลอะไร

@ ไม่โต้ปมเสี้ยมนายกฯชนทบ.

เมื่อถามว่า มีความพยายามที่จะให้นายกฯกับกองทัพเกิดความเข้าใจผิด จากการนำคลิปออกมาเผยแพร่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วทางการเมืองอาจมองไปในลักษณะอย่างนั้น แต่กองทัพไม่เคยคิดเช่นนั้น เพราะไม่ได้เป็นเครื่องมือทางด้านการเมืองของกลุ่มใด หรือฝ่ายใด ผบ.ทบ.ได้กำชับมิให้ตอบโต้ทางการเมืองทุกครั้งที่มีการประชุม เพราะเรื่องความคิดทางการเมืองก็ว่ากันไป

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า ต้องดูพฤติกรรมของนายกฯว่าเป็นคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวแบบนั้นหรือเปล่า พฤติกรรมของคนที่สุภาพเรียบร้อย จะไปพูดให้รุนแรงโอกาสก็เป็นไปไม่ได้

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพราะหากไม่รีบดำเนินการ นายกฯจะยิ่งขาดความน่าเชื่อถือ เวลานี้กองทัพถูกกล่าวหาแล้วว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ตอนนี้กองทัพก็เดือดร้อนไปอีกหน่วย

@ พท.ปูด"พล.อ."จะหักล้าง"มาร์ค"

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกฯระบุคลิปเสียงถูกตัดต่อว่า ขอท้าให้นายอภิสิทธิ์ออกมายืนยันให้ชัดเจนใน 3 ประเด็น คือ 1.เสียงที่อยู่ในคลิปไม่ใช่เสียงของตัวเอง 2.นายกฯไม่เคยพูดในลักษณะดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว 3.เนื้อหาในคลิปเป็นของปลอมทั้งหมด ทราบมาว่าหากนายกฯยืนยันในประเด็นดังกล่าว จะมีนายทหารยศ "พล.อ." นำเทปฉบับเต็มออกมาเปิดเผย พร้อมยืนยันความจริง

"ที่บอกว่าเสียงมีการตัดต่อนั้นความจริงมีการดูดเสียงที่ระบุตัวบุคคลผู้รับผิดชอบในภารกิจที่นายกฯมอบหมายให้ออกไปเท่านั้น แต่ถ้าความจริงออกมาว่าพรรคเพื่อไทยเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ผมพร้อมเดินออกจากพรรคทันที แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงก็ข้ามศพผมไปก่อน" นายประชากล่าว

@ โฆษกโบ้ยมือที่3ต้นตอปล่อย

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยิ่งลูกหาบ หางเครื่องของนายกฯออกมาพูดเรื่องคลิปมากเท่าไหร่ จะยิ่งสร้างความสับสนให้ประชาชน เข้าข่ายกินปูนร้องท้อง แถมยังโยนขี้มาให้กับพรรคเพื่อไทย และบริษัท เอสซีแอสเซทฯอีก ขอตั้งข้อสงสัยให้นายกฯไปตรวจสอบต้นตอการเผยแพร่คลิปเสียงว่ามีที่มาอย่างไร ทำไมเผยแพร่ก่อนการชุมนุมของ นปช. โดยเฉพาะการตรวจสอบกลุ่มอำนาจใหม่ว่าเป็นใครบ้าง รวมถึงผู้มีบารมีนอกพรรคร่วมรัฐบาลที่ไปต่างประเทศแล้วด้วย นายกฯอย่ามองว่าการเผยแพร่คลิปครั้งนี้เป็นฝีมือของขั้วตรงข้ามเท่านั้น ควรมองไปที่ขั้วที่ 3 กลุ่มอำนาจใหม่ด้วย

@ "สุรชัย"ให้3เกลอแจงพบกลุ่มเนวิน

นายสุรชัย (แซ่ด่าน) ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการจัดตั้งกลุ่ม "แดงสยาม" ออกมาอีกกลุ่ม สะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มเสื้อแดงว่า ความจริงคำว่าแดงสยามเป็นเพียงความคิดของตนเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นรูปธรรมอะไรที่ชัดเจน การที่คนมีความคิดผิดด้วยหรือ ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เช่นเดิมคือ เป็นคนเสื้อแดง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนายจักรภพ เพ็ญแข ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น และว่า ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุข่าว 3 เกลอดอดไปคุยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน อยากจะให้ 3 เกลอชี้แจงให้คนเสื้อแดงและคนอื่นๆ ทราบว่า กำลังทำอะไรกัน เจรจาต่อรองอะไรกันกับกลุ่มเพื่อนเนวิน อย่าทำอะไรที่คลุมเครือ

"แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในวันนี้ อยากบอกว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่จตุพร และจตุพรไม่ใช่คนเสื้อแดง จะทำอะไรต้องให้ที่ประชุมได้รับทราบ ไม่ใช่เอาความคิดของตนเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว วันนี้คนเสื้อแดงเกิดความคิดแล้วว่าอะไรๆ ก็จตุพร คนอื่นไม่มีความคิดกันหรือ" นายสุรชัยกล่าว

ดื้อ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ปัญหาเรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ที่ยังคาราคาซังตอนนี้ มองได้ประเด็นเดียวว่าปัญหาอยู่ที่ตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะหากการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) คราวก่อน นายกฯอภิสิทธิ์ยอมเสนอชื่อพล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.ให้ก.ต.ช.พิจารณาควบคู่ไปกับชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ

ก็คงมีบทสรุปออกมาแล้ว ป่านนี้คงรู้กันแล้วว่าใครเป็นผบ.ตร.คนใหม่

กลับกันหลังจากที่เคยเสนอพล.ต.อ.ปทีปเพียงชื่อเดียวแล้วโดนก.ต.ช.ตีตกไปด้วยคะแนน 5-4 เสียงไปแล้วนั้น นายกฯมาร์คยังคงมีท่าทีว่าจะเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีปอีกครั้งในการประชุมก.ต.ช.ครั้งหน้า

โดยไม่สนคำทักท้วงของก.ต.ช. ซึ่งระบุข้อกฎหมายชัดเจนว่าชื่อพล.ต.อ.ปทีปนั้นตกไปแล้ว ไม่สามารถเสนอใหม่อีก

อีกทั้งหากเสนอชื่อเข้าไปใหม่ก็คงโดนก.ต.ช.เสียงข้างมาก 6 เสียงคัดค้านอีกตามเคย

ล่าสุดนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพิ่ง บินกลับจากยุโรป นำข้อมูลสำคัญมาแจ้งให้นายกฯมาร์ครับทราบทันทีที่เดินทางถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา

มีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ก็ช่วยการันตีข้อมูลสำคัญอีกทาง

เช่นเดียวกับนาย เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยก็เข้าไปพบช่วยยืนยันต่อหน้านายกฯอีกคน

มีการแนะทางออกให้นายกฯมาร์คเสนอทั้งพล.ต.อ.ปทีปและพล.ต.อ.จุมพลให้ก.ต.ช.พิจารณา

แต่นายกฯมาร์คก็ยังยืนกรานจะเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีปเพียงคนเดียว !?

ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ในห้วงเวลานี้ ทำให้นึกถึงสถาน การณ์ขย่ม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เมื่อเดือนสอง เดือนที่ผ่านมา

ด้วยสไตล์ดื้อแพ่งและยอมเสียหน้าไม่ได้ สะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์กันว่า ยังเด็กเกินไป อ่อนประสบการณ์ หุนหันพลันแล่น และไม่หนักแน่นพอ

ตรงนี้ถือเป็นจุดด้อยของรัฐบาลประชาธิปัตย์ !!

หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกฯอภิสิทธิ์พยายามสลัดคราบลูกแหง่ ปลีกตัวออกห่างผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค ไม่ว่าจะเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือแม้แต่นายชวน หลีกภัย

เพื่อให้คนมองว่ายืนมั่นคงได้ด้วยตัวเอง

แต่ในความเป็นจริง นายกฯอภิสิทธิ์กลับให้ความสำคัญกับแก๊งวอลเปเปอร์ หรือไม่ก็หลงคารมขาใหญ่ม็อบแทน

เชื่อไปเสียทุกเรื่องจนโดนวิพากษ์วิจารณ์หนักว่าเลือกข้างเลือกสีไปแล้ว

ท่าทีของนายกฯมาร์คตอนนี้ ส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลหมิ่นเหม่ไปด้วย

ล่าสุดพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยออกมาฮึ่มๆ

พร้อมจะเปลี่ยนขั้วใหม่ทุกเมื่อ !!!

ติวป.ป.ช.รู้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

ที่มา ข่าวสด

ติวป.ป.ช.รู้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

รายงานพิเศษ




วิชา มหาคุณ/อัมมาร สยามวาลา

จรัญ ภักดีธนากุล/เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดโครงการสัมมนาวิชาการประจำปี สถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์ ครบรอบ 1 ปี ที่สโมสรทหารบก (วิภาวดี) มีความเห็นและคำแนะนำต่อการรับมือการทุจริตในอนาคต ดังนี้



วิชา มหาคุณ

กรรมการป.ป.ช.

อภิปรายเรื่อง "ทุจริตคอร์รัปชั่นหมดไป สังคมไทยได้อะไรคืนมา" ว่า ปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ขณะนี้คือการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการคอร์รัปชั่นที่บางครั้งถูกกฎหมายแต่ผิดหลักประโยชน์สาธารณะ

พฤติกรรมการทุจริตเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทย มักเกิดขึ้นจาก 1.ทำธุรกิจกับตัวเอง คิดโครงการที่ตัวเองมีธุรกิจอยู่ แต่เลี่ยงให้พรรคพวกญาติพี่น้องดำเนินการแทน 2.นำโครงการลงสู่เขตเลือกตั้งตัวเอง 3.ตรากฎหมายเอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจตัวเอง 4.ใช้อำนาจแทรกแซงรัฐวิสาหกิจ 5.หาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์

6.ถอดถอนผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ 7.จัดตั้งบริษัทและนำเงินของรัฐไปลงทุน 8.ทำงานภาคธุรกิจที่อยู่ใต้การกำกับดูแลของตน 9.ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นพิเศษแลกกับการตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ 10.ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์กับบุคคลภายนอก และ 11.ใช้อิทธิพลส่วนตัวเพื่อประโยชน์เครือญาติ

สมัยนี้นักการเมืองล้วงลูกไปถึงข้าราชการซี 3 ซี 4 แล้ว ไม่ได้ล้วงเฉพาะหัวเหมือนในอดีต ดังนั้นกฎหมายใหม่ป.ป.ช. หากใครไม่ทุจริตจะมีเกราะกำบังจากป.ป.ช. หากท่านไม่ร่วมมือกับการทุจริตและนำข้อมูลมาให้ จะโยกย้ายท่านไม่ได้เด็ดขาด ข้าราชการดีๆ จะอยู่ได้รับรางวัลปูนบำเหน็จเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ถูกกันไว้เป็นพยานไม่ให้บอบช้ำ ถูกเหยียบ

ระบบนี้ยังไม่เคยมี หากกฎหมายใหม่ผ่านจะมีเกราะกำบังให้คนดี



อัมมาร สยามวาลา

นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

มี 2-3 อย่างที่เราสูญเสียโดยมองไม่เห็น ไม่ใช่แค่การยักยอกเงินหลวงแล้วประโยชน์ไปตกอยู่กับคนที่ไม่ควรจะได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐไทยลดลงไปเยอะ

ทุกคนทราบดีว่าขสมก.มีปัญหาเยอะมาก บริการก็แย่มาก รถเก่าเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่บนท้องถนน แต่พอมีข้อเสนอขึ้นมาเรามัวแต่ห่วงจะมีคอร์รัปชั่น แบ่งเค้กกัน โดยลืมมองไปว่าจริงๆ แล้ว รัฐต้องทำบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา

กระทรวงสาธารณสุขก็มีปัญหาเรื่องทุจริตซื้อคอมพิวเตอร์ เริ่มตั้งแต่ปี 2545 จนบัดนี้ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ อาจเป็นไปได้ว่าเพราะเป็นห่วงจะมีการคอร์รัปชั่นจึงไม่กล้าซื้อ ทำให้ประสิทธิภาพของรัฐบาลตกไปเยอะมาก เพราะทุกคนมัวแต่เสียเวลาตั้งข้อกังขา กลัวการแบ่งเค้ก ทั้งที่จริงแล้วการตั้งข้อกังขาก็เป็นหนึ่งในวิธีการแบ่งเค้ก

สุดท้ายวิวาทะทางการเมืองของไทยลดต่ำลงทุกวันๆ ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 70-80 คือปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะคิดว่าจะได้เสียงเพิ่ม เรามัวนั่งเสียเวลากับคอร์รัปชั่นทั้งที่สภามีเรื่องสร้างสรรค์อีกเยอะ

พวกเราต้องยอมรับการสูญเสียบางอย่าง เพราะขณะนี้ระบบข้าราชการไทยยิ่งตกต่ำลง ข้าราชการระดับนำแทบทุกกระทรวงจะมีคดีติดตัวอยู่จนไม่กล้าทำอะไร กว่าเราจะปลอดคอร์รัปชั่นต้องผ่านเหวที่มาจากการปราบคอร์รัปชั่น

ผมรู้ดีว่ารัฐบาลที่กำลังแก้ไขปัญหาบางอย่าง แต่ก็ประสบปัญหาในการเดินไปข้างหน้า เพราะระบบราชการไทยอยู่ในสภาพวิกฤตถูกกดดันจากหลายทาง เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยถูกขอให้ร่วมวงกับคอร์รัปชั่นจนตอนนี้ก็ติดร่างแหไปด้วย



จรัญ ภักดีธนากุล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กล่าวในหัวข้อ "บทบาทของป.ป.ช.ในอนาคต" ว่า หลายประเทศพบข้อยุติที่แน่นอนว่าทุจริตใหญ่ล้วนเกิดจากบุคคล 3 ฝ่าย คนที่แอบฝังตัวในฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายธุรกิจเอกชน ทำให้เกิดกระบวนการใหญ่ แนบเนียน ตรวจจับพิสูจน์ยาก

ป.ป.ช.ต้องแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ ต้องทำให้สังคมเห็นว่าเรื่องทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินประนีประนอมไม่ได้เด็ดขาด

ต้องป้องกันเชิงรุก ปลุกเร้าค่านิยมใหม่ให้เป็นอารยธรรมชาติไทยให้ได้ ต้องมีเครือข่ายทำเป็นระบบต่อเนื่อง ที่ทำมาได้ผลแต่สู้ผลประโยชน์ทางเม็ดเงินไม่ได้เท่านั้น งานยกย่องคนดีสุจริตก็ทำมาอย่างเต็มที่ ประชาสัมพันธ์เต็มกำลัง ยังหย่อนก็เรื่องการแทรกเข้าไปในระบบการศึกษาของชาติ

การสร้างเครือข่ายพันธมิตร ป.ป.ช.กับฝ่ายตุลาการห่างกันมากไป ต้องจับเข่าคุยกันบ้างเชิงวิชาการ ทำวิจัยร่วมกัน ปรับปรุงกฎระเบียบ ทั้งที่บทบาทสกัดกั้นโกงบ้านกินเมืองเหมือนกันแต่แยกกันทำ จะมีช่องโหว่ ช่องว่าง รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีก 6 องค์กร ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน ป.ป.ช.ควรเป็นหัวขบวนประสาน รวมทั้งภาคประชาชน จะช่วยเป็นหู เรดาร์ ตาสับปะรด

วันนี้ป.ป.ช.ยังมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกไม่พอ ต้องลงทุนสร้างเครื่องมือพื้นฐาน มีระบบงาน บุคลากรจัดเก็บงานทุจริตดีขึ้น ถ้าผลีผลามลวกๆ จะผิดพลาดไปเล่นงานคนบริสุทธิ์ได้

ป.ป.ส. ปปง. มีระบบดักฟังได้ เราก็ต้องมี และต้องช่วยรักษาป.ป.ช.ให้เป็นอิสระ เพราะคู่กรณีพยายามเอาป.ป.ช.มาเป็นประโยชน์ ใครได้เป็นฝักฝ่ายได้เปรียบ ขอให้ป.ป.ช.คิดว่ามีคอร์รัปชั่นเป็นศัตรูเท่านั้น



เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

งานวิจัยถามนักธุรกิจถึงการคอร์รัปชั่นในปี 2552 กว่าร้อยละ 50 บอกว่าเท่าเดิม ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าเป็นทุนในการประกอบธุรกิจ 5 หน่วยงานที่คอร์รัปชั่นมาก เรียงตามลำดับ คือ ตำรวจ นักการเมือง กรมศุลกากร อบต. และกรมที่ดิน

ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการพบว่าประสิทธิภาพมากที่สุด คือ สมัยรัฐบาลทักษิณ รองลงมารัฐบาลชวน และอภิสิทธิ์ แต่เมื่อถามเรื่องคอร์รัปชั่น พบว่ารัฐบาลทักษิณมาอันดับหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นประสิทธิภาพที่ดีของรัฐบาลทำไมต้องจ่ายเงินเพื่อให้งานเดินเร็วขึ้น

ส่วนรูปแบบการทุจริต อันดับ 1 คือ การปั้นโครงการ รองลงมาคือ ล็อกสเป๊ก ใช้ข้อมูลภายในกว้านซื้อที่ดิน สัญญากำกวมเปิดช่องให้ตีความหลายแบบ การปั้นโครงการเป็นเทรนด์ใหม่ในการทุจริตที่ติดตามยาก

ถ้าคอร์รัปชั่นหมดไปประเทศชาติได้อะไร ต้องไปดูเหตุการณ์นับตั้งแต่ปี 2534 มีการยึดอำนาจจากพล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ต่อมารัฐบาลนายชวน หลีกภัย ล้มจากกรณีส.ป.ก.4-01 รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ล้มจากการคอร์รัปชั่น จนมาถึงเหตุการณ์ 19 กันยา ก็อ้างเหตุการณ์คอร์รัปชั่น

ให้ทำนายหากไม่มีการคอร์รัปชั่นก็จะไม่มีการรัฐประหาร รัฐบาลนี้ก็มีปัญหาการคอร์รัปชั่น ตั้งแต่ทุจริตนมโรงเรียน ทั้งเรื่องรถเมล์ และชุมชนพอเพียงอีก



อุทิศ ขาวเธียร

รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นอกจากการทุจริตเชิงนโยบายจาก 3 ฝ่าย นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจแล้ว อนาคตจะมีทุจริตข้ามชาติมาเล่นด้วย

รูปแบบทุจริตเชิงนโยบาย โครงการที่เสนอจะใหญ่ขึ้น กระจอกๆ ไม่เอา เพราะเสียเวลา ไม่ได้กำไร หากทำเล็กๆ ต้องทำเป็นแพ็กเกจ โครงการจะเกี่ยวข้องกับการครอบครองสิทธิ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน การลงทุนที่กว้างขวางขึ้น

ระเบียบบริหารจะเป็นไปตามกฎหมาย ตรวจสอบได้แต่ไม่แน่ชัดว่าใครทำผิด เพราะเป็นการสั่งด้วยวาจา คนโกงเป็นคนฉลาดจะดักหน้าด้วยกฎหมายที่ทำอะไรเขาไม่ได้ ทั้งการกู้เงิน ซื้อขายยาแพง เป็นดัชนีชี้วัดว่าอนาคตทุจริตเชื่อมโยงไปหมด วันนี้ไล่ตามยากอยู่แล้วอนาคตจะยิ่งยากกว่า

วันนี้มีทุจริตเชิงนโยบาย อนาคตจะเป็นทุจริตไฮบริด พันธุ์ผสมดื้อยา ถ้าไม่เข้าใจเตรียมตัวจะกลายเป็นตัวตลก ป.ป.ช.ต้องเผชิญกับสถานการณ์ในอนาคต คือความฉลาดล้ำลึกของผู้ที่ไต่อันดับเป็นนักทุจริตเชิงนโยบาย เครือข่ายระดับอินเตอร์

นักทุจริตสไตล์ไม่มีตัวตน หน้าฉากต่อสู้เพื่อคนยากจนเป็นฮีโร่ อนาคตจะไม่เจอผู้ถูกกล่าวหา มีแต่ผู้เสียสละเพื่อคนยาก

ป.ป.ช.ต้องปรับตัวเองเป็นปัญญาธิปไตย แท็กทีมกันปราบปราม รู้เท่าทันการทุจริต

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
31 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



หลังจากว่าเรื่ององค์กรซ่อนเงื่อนอย่างองค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)เอ็นโตดีไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงองค์กรภาครัฐมั่ง

คราวนี้ก็มาถึง ข้าราชการ ศาล องค์กรอิสระซะที

ก่อนจะไปว่าถึงตรงนั้นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าคนพวกนี้ทำอะไรไม่เป็นนะครับ หากไม่มี"นายสั่ง"

เพราะจะถือว่าพวกมึงทำ"นอกสั่ง"ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเหี้ยนี่เลยทีเดียว

ปัญหาว่านายคนไหนสั่ง เป็นนายผู้ชายหรือนายหญิง?

ความรับรู้ของคนเสื้อแดงในระยะต้นก็ตัดตอนไว้ที่"หัวหน้าคนรับใช้ประจำครอบครัวไฮโซ"
ต่อมาก็พัฒนามาเป็นว่า"นายหญิง"สั่ง หลังพากันตาสว่างเรื่องงานศพ
หลังๆพวกแดงแปร๊ดนี่เข้าใจว่าก็คงทั้งนายผู้ชายและนายหญิง

ทีนี้มาดูความรับรู้ของ"เหยื่อ"ที่โดนหน่อย ซึ่งก็คือเหลี่ยมนั่นเอง มันรับรู้ว่ายังไง คือมันคิดว่ามันโดน"ใครเล่น"?

ครับ เหลี่ยมคิดว่านายหญิงกับหัวหน้าคนรับใช้ประจำหมู่ตึกเล่นมันครับ

เรื่องอย่างนี้ มันก็คงขึ้นอยู่กับทัศนคติและข้อมูล

คือ1.เรื่องทัศนคตินี่นะ หากใครเรียนเตรียมทหารมา เป็นตำรวจทหารมาแบบเหลี่ยมมันฝังลึกนะครับ ขนาดว่าพวกนักศึกษามหาลัยเข้าห้องเชียร์เจอระบบโซตัสไม่กี่วันเอง มันยังฝังลึกในหัวมาจนแก่ นี่ตำรวจทหารกินนอนในรั้วโรงเรียนเตรียม5- 6ปีนะครับ

พวกเหลี่ยมนี่เข้าเรียนสมัยสงครามเย็นก็ยิ่งถูกฝังหัวมาก ดังนั้นใครที่หวังว่าเหลี่ยมจะเป็นวิลเลียม วอลเลซนำฝูงชาวสก๊อตซ์ผู้ถูกกดขี่ทำสงครามปลดแอก หรือสปาร์ตาคัสพาฝูงทาสต่อสู้...พวกมึงดูหนังฮอลลีวู้ดมากเกินไป

ถึงเหลี่ยมจะคิดใหม่ทำใหม่ แต่เรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์นี่มันฝังลงไปในฮาร์ดดิสก์ซะแล้ว

(พูดมาก็สงสารไอ่เอกมันหวะ...เอกเอ๊ย!นายเมิงเค๊าก็ได้ประมาณนี้แหละ เมิงจะไปเอาอะไรกับเหลี่ยมมานนักหนา)

2.ก็คงเป็นเรื่องของ"ข้อมูล" เอาเป็นว่าข้อมูลของเหลี่ยมนี่เพียบ แหล่งหนึ่งก็คือข้อมูลจาก"สันติบาล"

สันติบาลก็บอกว่านายผู้ชายกับครอบครัวนี่มีใจที่ชอบพอกับเหลี่ยมมันอยู่ แต่นายหญิงหูเบาจับมือกับหัวหน้าคนรับใช้ประจำตระกลเล่นมันซะงั้น ตัวอย่างที่ข้อมูลที่เหลี่ยมรับรู้ก็เช่น

-ตอนเหลี่ยมเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นแรกๆนี่ก็ได้ปาริชาติช่วย ปาริชาติเป็นน้องสาวของทหารอากาศไม่ขาดรักที่เป็นex- ผัวของลูกสาวเค๊าอยู่ ต่อมาเมื่อเหลี่ยมเข้าตลาดหุ้นรวยก็"ดูแล" ทั่วถึง ไม่ใช่แค่ลูกชายอย่างที่ได้ยินๆกันมา แต่เผื่อแผ่ลูกสาวไปยันหลานสาวหลานชายทั้งหลาย ก็พึ่งพาอาศัยกันมา

-ตอนวันมีเรื่องใหญ่กันก็ข่าวว่านายผู้ชายไม่แฮปปี้ หมอประจำตัวไปพูดให้เหลี่ยมฟังว่ากำลังนอนๆตีหนึ่งทะลึ่งไปปลุกกลางดึก เกรงใจเมียก็เลยลุกมาคุยด้วย แต่ก็เคืองไอ่หัวหน้าคนรับใช้มาจนป่านนี้ ข้อมูลทางเหลี่ยมก็ว่าเข้าหน้าไม่ติด ไม่ยอมให้หัวหน้าคนรับใช้มาเสนอหน้าอีกเลยนับแต่วันนั้น

-แล้วที่เป็นเรื่องนี่เหลี่ยมก็รับรู้ว่าเพราะทะลึ่งไปทำโครงการให้นายหญิงเขาเหมือนรู้สึกโดนแย่งซีนเอาหน้าไปคนเดียว ประกอบกับไว้ใจ"ไอ่ตุ๊ดเกย์ควีน"มากไป ไอ่เหี้ยตุ๊ดนี่หลอกพาไปเมืองนอกว่าจะไปผลักดันเป็นใหญ่เป็นโตในทางสากล เหลี่ยมดันเซ่อเอง แต่ไอ่ตุ๊ดนี่ตัวแสบวางแผน เพราะตอนทำการใหญ่สำเร็จนี่นายหญิงเขามีศักดิ์เกี่ยวดองเป็นแม่ยายจะให้ไอ่ตุ๊ดขึ้นเป็นนายกฯ อีกสายก็ดันก้นอัคราทร อีกสายดันก้นลูกคอมมิวนิสต์

เหลี่ยมทำท่าฮึดฮัดจะต่อต้าน ไอ่ตุ๊ดก็ต่อสายตรงมาเมืองไทย ทางปลายสายก็ว่าใจเย็นไว้ก่อน เดี๋ยวเรื่องต่างๆเคลียร์ได้ เคลียร์จบ มันก็เลยไม่สู้ ที่ไหนได้โดนตลบหลังซะเหวอะ เหลี่ยมก็หนีออกเมืองไทยไป

-เหลี่ยมก็รับรู้ข้อมูลว่านายใหญ่ไม่เคยคิดเคยวางแผนอะไรเลย หลายๆเรื่องนายหญิงสั่งหัวหน้าคนรับใช้มาอีกที หัวหน้าคนใช้ก็ชอบไปเสนอหน้านายผู้ชาย แล้วก็เวลาออกมาชอบเรียกคนโน้นคนนี้เข้าไปหา แล้วบอกว่านายผู้ชายไม่เอาไอ่เหลี่ยมแล้วพวกเมิงไม่รู้เหรอสัดดด อยู่ไปเมิงตายนะ กรูบอกไว้ก่อน บวรศักดิ์หรือไอ่ปื๊ดก็กลัวเยี่ยวราดหนีไปบวชก่อนจะสึกมาทำชั่ว หรือพิษณุอะไรพวกนี้มันก็นกรู้ก็เผ่นก่อน

-เหลี่ยมก็รับรู้อีกว่าหัวหน้าคนรับใช้ก็ใช้มุกตีกินนี่แหละไปคุยกับพวกหัวหน้ายามหมู่บ้านมั่ง ไปคุยกับพวกตระลาการมั่ง ไปคุยกับพวกยมทูตทั้งหลายมั่ง ไปคุยกับอาจารย์มหาทะลัยเหี้ยๆทั้งหลายมั่ง แล้วก็ก่อนไปคุยมันต้องไปเสนอหน้ากับนายใหญ่ก่อน แล้วมาทำป้องปากซุบซิบๆ พวกนี้ก็ว่าท่าจะจริงของมัน ก็เลยเป็นลูกไล่ให้ไอ่หัวหน้าคนรับใช้กันทั้งโขยง

คือที่ผมเขียนมานี่ เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะ"ผมคิดผมเชื่อ"ตามนี้นะครับ แต่ได้บอกไปแล้วว่า เป็นเรื่องของ"ทัศนคติกับข้อมูล"ของเหลี่ยม

อันไหนจะมากกว่ากันระหว่างทัศนคติกับข้อมูลนั้นผมก็พูดยาก เพราะผมไม่ใช่เหลี่ยม

ผมแค่อยากบอกว่าทัศนคตินั้นฝังลึกลงไปในฮาร์ดดิสก์ ส่วนข้อมูลนั้น หากให้ผมวิจารณ์ก็คือ

1.เป็นfactทั้งดุ้น หรือส่วนใหญ่

2.เป็นการหาข้อมูลเพื่อมาsupportทัศนคติของตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าคนที่เรียนเตรียมทหารมา สำหรับเกือบทุกคนแล้วโลกทั้งโลกของเขาคือ" ชาติ ศาน์ กษัตริย์ ราชบัลลังก์"(โดยเฉพาะข้อหลังได้นับการตอกย้ำเป็นพิเศษ เพราะอย่าลืมว่าคนที่ทำปฏิว้ติรศ.130(พ.ศ.2453)นั้นคือทหาร วางแผนกันถึงขั้นจะจับหรือฆ่า,2475ก็ทหาร,หลัง2475จอมพลป. ก็ทำหลายอย่างให้เขาตกต่ำ ช่วงหลังสฤษดิ์มาเลยปลูกฝังทหารกันใหม่ ให้เป็นทหารอย่างที่พวกเราเห็นกันทุกวันนี้แหละ)

เอาเป็นว่าส่วนตัวผมล้วนๆผมก็สงสัยว่าเหลี่ยมจะเป็นไปตามข้อหลัง คือพยายามเชื่อข้อมูลที่มันไปตอบสนองทัศนคติของเขา และไม่ทำให้โลกทั้งใบที่เขามีอยู่ เชื่อมา ไม่พังครืนลงไป ซึ่งมันเจ็บปวดมาก สำหรับคน"ธรรมดาๆ"คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับภารกิจประวัติศาสตร์สำหรับจะเป็นมหาบุรุษผู้พิกเปลี่ยนชะตากรรมประเทศตรงไหนเลย. ..(ใครบางคนในขบวนเสื้อแดงแอบหวังกันไปเอง)

อุดมคติของทักษิณว่าไปก็อาจเหมือนที่เขาพูดมาตลอด คือได้กลับมารับใช้นายผู้ชาย ช่วยงานปัดเป่าทุกข์สุขราษฎรช่วยเป็นที่รองมือรองตีนให้ และได้รับความเอ็นดูบ้าง

ดูเหมือนว่า"ข้อมูล"ที่ผมรู้ล่าสุด ก็ยังประมาณนี้อยู่

เหลี่ยมก็ยังหวังว่าจะจบแบบพฤษภาทมิฬ คือเรียกเหลี่ยมกับคู่ปฏิปักษ์อย่างลิ้ม อย่างหัวหน้าคนรับใช้ไปหมอบ นายผู้ชายไม้เรียวฟาดก้นกันคนละป๊าบแล้วบอกเลิกแล้วต่อกันนะ ทีหลังอย่าทำ แล้วบ้านเมืองก็มีความสุขสืบไป แฮปปี้เอ็นดิ้ง

หากใครมี"ข้อมูล"ว่านี่อาจเป็นแค่"แทกติค" ของเหลี่ยม คือแบบที่โจโฉบอก"อยู่ใต้คนๆเดียวเพื่อใหญ่เหนือคนทั่วหล้า" หรือว่าเป็นการผ่อนสั้นผ่อนยาวในจังหวะที่ไม่พร้อมแตกหักรบกัน ก็บอกมาครับ

ผมก็อยากฟังหมือนกัน

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์

การเมืองมิติใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

คำถามที่ผมเจอแล้วเจอเล่า...เมื่อไหร่...เรื่องมันจะจบๆกันเสียที

สถานการณ์การเมืองตอนนี้มีตัวแปรมากมาย ทั้งบนดินใต้ดิน เอาแค่เรื่องบนดินที่พอจับต้องได้ในสภาเรื่องเดียว ใครที่ตั้งใจติดตาม คงเวียนหัวตาลายแล้ว

นักแสดงบนเวทีสภา เขาคงไม่รู้ว่า เวลาถ่ายทอดตามปกติ นอกจากนักข่าวที่รับหน้าที่ประจำ ก็คงไม่มีมิตรรักนักเพลงคนไหน ติดตามดูได้ตลอด

ดึกวันพฤหัสฯ...ได้เวลานอน เปิดทีวีก็นึกว่ารายการสภาโจ๊ก ดูๆไปเป็นสภาจริง แต่เล่นได้สนุกกว่าสภาโจ๊ก ฝ่ายค้านเล่นเกมคลิปเสียงมหัศจรรย์ พยายามบอกเล่า...เคล้าอภิปรายงบประมาณ

ฝ่ายรัฐบาลดาหน้าประท้วงไม่หยุด

บังเอิญผมฟังเสียงนายกฯอภิสิทธิ์มาแล้ว ผู้ใจบุญไม่ประสงค์ ออกนามส่งมาให้ ฟังตอนแรกก็คิดว่ามันผิดฝาผิดตัวยังไงๆอยู่ น้ำเสียงเป็นอภิสิทธิ์ แต่เนื้อหาดุเด็ดเผ็ดมันเหมือนเฉลิม

เมื่อฝ่ายรัฐบาลแถลงว่า เป็นคลิปเสียงตัดต่อ ก็ถึงบางอ้อ... เทคโนโลยีสมัยใหม่เสกปั้นยังไงก็ได้

ก็บอกแล้ว เกมคลิปเสียงเขาเล่นกันแบบไม่เลิก กระบวนการอภิปรายงบประมาณก็ไม่เดินหน้า ติดอยู่แค่มาตรา 10 เวลาสักตี 1 ประธานสภาต้องใช้อำนาจปิดสภา เหมือนดูหนังกลางแปลง

แล้วนักพากย์บอกว่าหนังขาด

รุ่งขึ้นตอนเช้าหนังก็ฉายต่อ ชาวบ้านก็ต้องไปทำงาน ไม่เปิดทีวีเบื่อสภาโจ๊กเต็มที เปิดอีกทีเช้าวันเสาร์ จึงรู้ว่านักการเมืองเขาตั้งสติกันได้ อภิปรายกันแบบไม่ได้หลับนอนตลอดวันตลอดคืน

จากที่ใช้เวลากว่าชั่วโมง ไม่คืบหน้าสักมาตรา เขาใช้เวลาทั้งอภิปรายทั้งชี้แจงกันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล เหมือนคนรักกันชอบกันคุยกัน ถ้าเป็นหนัง 20 มาตรา ก็ว่ากันแบบ "ม้วนเดียวจบ"

ผมเคยอ่านหนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคนของเดล คาร์เนกี จำได้ ตอนหนึ่ง เขามอบหมายให้ผู้นำองค์กรสำคัญไปเตรียมประเด็นที่ตั้งใจจะพูด โดยให้เวลาคนละ 1 นาที

ผล...ทุกคนพูดได้ดี เข้าประเด็น สื่อสารจูงใจได้ตรงเป้าหมาย

จากที่เคยโงกง่วงฟังอภิปรายของดาวสภา คนละชั่วโมงสองชั่วโมง มาเป็นฟังคนละ 3-5 นาที ทุกคนพูดได้ดี น่าประทับใจ ชนิดที่แฟ้มบุคคลต้องปรบมือให้...ด้วยใจจริง

เรื่องประท้วงน่าเบื่อหน่าย ถึงขนาดต้องจ้างคนตีหัวกันในสภาก็ไม่มี

ผมจึงอยากเสนอว่า ในการอภิปรายครั้งต่อๆไป ถ้าใช้วิธีพูดแบบสั้นๆ คงเรียกชาวบ้านธรรมดาให้อดทนฟังได้มาก ทั้งคงได้ดาวสภาแบบดาวค้างฟ้าอีกหลายคน

มิติใหม่ในสภา ผมคิดว่าคงได้มาจากบทเรียน ทะเลาะกันเรื่องคลิปเสียงมหัศจรรย์

รบกันแล้วไม่เพียงจะเหน็ดเหนื่อย จะเสียหน้าทั้งสองฝ่าย ยังทำให้บ้านเมืองเสียหาย เมื่อรู้ตัวกลับใจ ปรับท่าทีเป็นพูดจาภาษาคนที่จริงใจเข้าใส่กัน บรรยากาศที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลาย

ใครที่เคยถามว่า เมื่อไหร่จะจบ...คำตอบจากผมก็คือ ปล่อยให้เขารบกันจนเหนื่อย หมดแรงแล้ว เขาก็เบื่อ เมื่อเขาเบื่อเขาก็จะหันมา จ๊ะจ๋ากันเอง แล้วบ้านเมืองก็ดีขึ้นเอง

คุณทักษิณอยู่เมืองไทยก็รวยอยู่แล้ว ออกไปจากเมืองไทยได้ข่าวว่ามีทั้งเหมืองเพชรเหมืองทอง ทำท่าจะรวยยิ่งกว่า คนทำมาค้าขึ้นคุยง่าย เจรจาอะไรก็คงตกลงกันได้ไม่ยาก

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เนวินมือขวาทักษิณยังแยกวงมากับประชาธิปัตย์ได้

การเมืองภาคต่อไป ข้ออ้างความสงบสุขของบ้านเมือง หากประชาธิปัตย์จะจับมือกับเพื่อไทย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก.

กิเลน ประลองเชิง

แอบเหลือง

ที่มา ไทยรัฐ

สมมุติประเทศไทยเป็น สนามเด็กเล่น เวลานี้คงเห็นว่าฝุ่นตลบอบอวลไปหมด มองไม่เห็นหน้าว่าใครเป็นใคร ได้ยินเสียงขู่ เดี๋ยวยุบสภา เดี๋ยวปฏิวัติเงียบ ก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไปบ้างแล้ว ปัจจัยสำคัญในการชิงอำนาจทางการเมืองยกต่อไปก็คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 การโยกย้ายข้าราชการ ทหารตำรวจและกระสุนดินดำ

คาดว่าจะได้ดูหนังบู๊เรื่องยาว

ตั้งโจทย์ว่า การเมืองเวลานี้แยกเป็นสามเส้าสี่เส้า ประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน เสื้อน้ำเงิน เสื้อแดง และเสื้อเหลือง บนความจริงที่ว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเจอศึกหลายด้าน สีแดงบวกสีน้ำเงิน มีทางเลือกพันธมิตรการเมืองเหลืออยู่สีเดียวคือสีเหลือง

เลยต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ

ในมิติทางการเมืองเวลานี้ ทุกเรื่องทุกราวที่เป็นวิกฤติเป็นปัญหา นายกฯอภิสิทธิ์น่าจะตัดสินใจเลือกเดินทางเดียวกับพันธมิตรทางการเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น ปลาน้ำเดียวกัน เป็นบุญเป็นคุณผูกพันที่ต้องทดแทน กรณีแก้รัฐธรรมนูญ กรณีนโยบายหวยบนดิน และกรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จึงย่อมจะมีความคิดเห็นที่สอดคล้องต้องกันมาโดยตลอด

ผมไม่รู้ว่าคดีความที่เกี่ยวพันกับพันธมิตร คืบหน้าไปแค่ไหนอย่างไร สำคัญก็คือ รัฐบาลเอาใจใส่เหมือนกับที่เอาใจใส่
คดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคเสื้อแดงทุกลมหายใจเข้าออกหรือไม่

แต่ภาพที่เห็นเมื่อวันก่อนรู้สึกตกใจนิดๆ มีภาพ นายกฯ อภิสิทธิ์ คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปร่วมเปิดงานและแสดง ความยินดีกับทีวี 24 ชั่วโมงภาคภาษาอังกฤษของพันธมิตรกันอย่างโจ๋งครึ่ม นั่งคุยอย่างสนิทสนม เป็นกันเอง

อีกภาพหนึ่งคนเหล่านี้ อยู่ในฐานะผู้ต้องหาเช่นกัน ใน แง่มุมมองย่อมตอกย้ำความรู้สึกของคนที่ถูกรัฐบาลมองว่าเป็นศัตรู อยู่กันคนละขั้ว ให้อารมณ์เตลิดเปิดเปิง

หมดศรัทธา

เคยจำได้ว่าครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลทักษิณ วิกฤติการเมืองน้ำผึ้งหยดเดียว ก็เกิดจากรายการช่องทีวีทำนองนี้แหละ ปัจจุบัน ช่อง 9 ช่อง 11 มีช่องทีวีดาวเทียมเปิดสำรองไว้ช่อง 2 ช่อง จะใช้ประโยชน์กันอย่างไรไม่ค่อยมีใครสนใจตรวจสอบ

ยังมีข่าวอีกว่าช่อง 11 กำลังจะเปิดสำนักข่าวแห่งชาติ เป็น ทีวีออนอินเตอร์เน็ต มีทั้งช่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษเหมือนกัน จะรองรับเกี่ยวโยงอะไรกันก็เป็นอีกเรื่อง

บนความยุติธรรมที่เสื่อมโทรม อะไรๆ ก็ดูอึมครึมไปหมด.

หมัดเหล็ก

การถือศีลอด : สาระทางศาสนธรรมและหลักสุขภาวะองค์รวม

ที่มา ประชาไท

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ศาสดามุฮัมมัด ขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน 2552 มุสลิมทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังถือศีลอด
การถือศีลอดนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่เก้าของปฏิทินอิสลาม (ซึ่งจะนับเดือนตามจันทรคติ) เมื่อรอมฎอนมาถึงวิถีปฏิบัติของมุสลิมมีความแตกต่างจากวันปกติหลายประการและมีประเด็นด้วยกัน
เพราะตามปกติมุสลิมจะรับประทานอาหารเหมือนกับคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นอาหารหนักวันละสามมื้อเช้า เที่ยง เย็นหรือค่ำ อาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว ผลไม้ น้ำและอื่นๆก็รับประทานได้ตลอดทั้งวันแต่สำหรับเดือนถือศีลอดจะไม่สามารถโภคได้โดยเฉพาะอาหารหนักจะเน้น ๒ มื้อคือหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและตอนดึกถึงใกล้รุ่งสางซึ่งมุสลิมจะตื่นขึ้นรับประทานอาหารโดยเฉพาะแม่บ้านต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี ๒-๓ เพื่อเตรียมอาหารให้สามีและลูกๆสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มุสลิมทั่วไปจะต้องรู้ถึงหลักการทางศาสนธรรมและบางครั้งมีความสัมพันธ์กับหลักทางการแพทย์โดยเฉพาะการรับประทานยาซึ่งแพทย์ได้สั่งให้ปฏิบัติเช่นกัน
ครับ บทความนี้จะขอกล่าวถึงประเด็นต่างๆดังนี้เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนธรรมกับหลักการแพทย์รวมทั้งสุขภาวะองค์รวม
1. ความหมายการถือศีลอด
บรรดานักปราชญ์ของโลกอิสลามได้ให้คำจำกัดความของการถือศีลอด (ศิยามในภาษาอาหรับ) ไว้ว่า "การถือศีลอดหมายถึงการงดเว้นจากการบริโภคและการกากระทำต่างๆ ที่นำไปสู่การเสียศีลอดนับตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (เวลากลางวัน)"
สำหรับการกระทำต่างๆ ที่นำไปสู่การเสียศีลอดมีดังนี้
1. เจตนาบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม (โดยไม่มีความจำเป็นทางศาสนา)
2. เจตนาทำให้น้ำอสุจิหลั่งออกมา (จะด้วยวิธีใดก็ตาม)และ เจตนาร่วมประเวณี
3. เสียสติ (โดยเป็นบ้า เป็นลมหรือสลบ)
4. เจตนาทำให้สิ่งใดล่วงล้ำเข้าไปภายในอวัยวะที่เป็นรู (เช่นหู จมูก ทวารหนักและ ทวารเบา)
5. เจตนาทำให้อาเจียร
6. ปรากฏมีเลือดประจำเดือน (หัยฎฺ) และเลือดหลังคลอด (นิฟาส)
7. มุรตัด (สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม)
การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้าดังที่พระองค์ได้เคยบัญญัติแก่ชนยุคก่อนจากท่านเพื่อว่าสูเจ้าจะเป็นผู้ที่ยำเกรง" (อัลบากอเราะฮ์ : 183)
คำว่าผู้ยำเกรงตามทรรศนะอิสลาม หมายถึงการกระทำความดีและละเว้นความชั่ว
ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า "การถือศีลอดเป็นโล่ถ้าหากว่าผู้หนึ่งในพวกท่านถือศีลอดในวันหนึ่งแล้ว เขาไม่ทำชั่วและพูดจาหยาบคายเมื่อมีผู้หนึ่งด่าทอต่อเขาหรือระบายความไม่ดีแก่เขา (ผู้ถือศีลอด) จงกล่าวว่าแท้จริงฉันถือศีลอด"
2. การถือศีลอดทำให้เสียสุขภาพหรือไม่
ในระหว่างวันชาวมุสลิมจะละเว้นการกิน การดื่มซึ่งทำให้ร่างกายขาดพลังงานจากสารอาหารที่จะได้รับและต้องสูญเสียน้ำจากการขับถ่ายออกจากร่างกาย จะทำให้รู้สึกกระหายน้ำและเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงก็จะทำให้รู้สึกหิว ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการอดไปแล้วประมาณ 6-12 ชั่วโมง ซึ่งเรียกว่าระยะหิวโหย ระดับน้ำตาลและน้ำที่ลดลงจะกระตุ้นไปที่ศูนย์ควบคุมความหิว
สำหรับคนที่มีร่างกายปกติ มีเจตนา (นียะห์) และมีความเชื่อมั่นต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ (ศุบหฯ) อย่างแน่วแน่ จะไม่ทำให้ร่างกายถึงขั้นมีอาการหน้ามืดหรือหมดสติไปเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายจะช่วยประสานงานกันโดยอัตโนมัติเพื่อที่จะรักษาสมดุลให้เกิดขึ้นโดยในระยะแรกร่างกายจะเริ่มมีการสลายพลังงาน ที่เก็บสะสมไว้ในตับ กล้ามเนื้อ และไขมันมาใช้เป็นพลังงานเพื่อรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอย่างเหมาะสม ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีซึ่งทำงานในชุมชนมุสลิมได้ให้ทรรศนะว่าการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่อวัยวะของระบบทางเดินอาหารจะได้พักผ่อนและถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ล้างสารพิษในร่างกายออกไป เพราะจากการศึกษาพบว่า การอดอาหารในระยะหนึ่งจะเป็นการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะร่างกายจะขับของเสียที่หมักหมมหรือสารอาหารที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย เช่น ไขมันเลือดในเลือด หรือที่เรียกกันว่าคอเรสเตอรอล ออกไป เพราะหากมีมากเกินไปในกระแสเลือดจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด
ดร.วินัย ดะห์ลัน กล่าวว่า มีรายงานการศึกษาทางการแพทย์ของ Mansell และ Macdonald ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal เมื่อปี 1988 แสดงให้เห็นว่าหญิงที่มีน้ำหนักปกตินั้น หากให้กินอาหารน้อยมาก เป็นเวลา 7 วัน ปรากฏว่า ร่างกายของหญิงเหล่านั้นจะปรับตัวได้ดีไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเดียวกันนี้ยังศึกษาต่อไปอีกว่า
หากลองให้คนอดอาหารอย่างสิ้นเชิงยาวนานถึง 48 ชั่วโมง แล้วตรวจสอบดูว่าจะส่งผลต่อกลไกการทำงานของร่างกายอย่างไรบ้าง
ผลของการศึกษาพบว่าร่างกายของผู้อดอาหารกลับตอบสนองต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้นด้วยซ้ำ คนที่อดอาหาร 48 ชั่วโมง เมื่อต้องกลับมากินอาหารอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าสมดุลของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ให้ประโยชน์และช่วยทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น
มีรายงานการวิจัยอื่นๆ อีกเหมือนกันที่ยืนยันว่า การอดอาหารอย่างสิ้นเชิงจะทำให้ความดันโลหิตลดลงในขณะที่ปริมาณของเลือดที่เข้าสู่หัวใจไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่าร่างกายปรับตัวโดยลดการทำงานของร่างกายลงในขณะที่ประสิทธิภาพของร่างกายยังคงที่อยู่ร่างกายของมนุษย์จึงอัศจรรย์กว่าที่เราเคยเข้าใจแยะ
ภายหลังผ่านการอดอาหารมาแล้วระบบการย่อยอาหารจะกลับเข้าสู่สภาวะเดิมโดยไม่แสดงผลร้ายหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ก่อผลเสียแต่อย่างใดเลย
กองทัพบกอิสราเอล โดยมีคณะนักวิจัยทางการแพทย์นำโดยนายแพทย์ Maislos แห่งมหาวิทยาลัยเบนกูเรียน อิสราเอล เป็นผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ให้กองทัพบก หมอ Maislos ทำการศึกษาพฤติกรรมการถือศีลอดของชนเผ่าทะเลทรายที่เรียกว่า เบดูอิน คนเหล่านี้ถือศีลอดอย่างเคร่งครัดเหมือนกับคนอาหรับถือศีลอดกันในอดีต นั่นคือกินอาหารน้อย ออกกำลังกายหรือทำงานตามปกติ และนอนค่อนข้างน้อย วันเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเมื่อพ้นเดือนรอมฎอน หมอทำการตรวจสอบระดับไขมันของชนเผ่าเบดูอิน
สิ่งที่พบคือ คนเหล่านี้มีสุขภาพทางร่างกายดีขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง ระดับไขมันที่ดีที่เรียกว่า เอชดีแอล เพิ่มระดับสูงขึ้น
บทสรุปก็คือ การถือศีลอดอย่างเคร่งครัด น่าจะช่วยทำให้ผู้ที่ถือศีลอดลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคหัวใจได้
3. ข้อควรปฏิบัติของผู้ที่ถือศีลอดที่จะนำไปสู่สุขภาวะ
สุขภาพ คือ "สภาพของร่างกายและจิตใจ" สุขภาพดีสุขภาพดีจึงหมายถึง สภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สุขภาพเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของผู้ถือศีลอด การที่จะทำให้สุขภาพทั่งกายและใจแข็งแรง มีหลักที่ทำง่ายๆ คือ หลัก 3 อ. ได้แก่
อาหาร
ความสำคัญของการรับประทานอาหาร มีอยู่ 2 ประการ คือ
1. ต้องเป็นอาหารที่ฮาลาลและมีคุณประโยชน์ครบหมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันวิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ
2. ต้องได้รับอารหารในสัดส่วนที่ถูกต้อง
เพราะถ้าร่างกายได้รับสารอาหารมากไปหรือน้อยไปจะส่งผลทำให้ร่างกายเกิดโรคต่างๆ เช่นโรคอ้วน โรคขาดสารอาหาร เป็นต้นเพราะอัลลอฮฺได้ตรัสว้ความว่า "จงกินจงดื่มและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" (อัลอะอฺรอฟ : 31)
เป็นที่ทราบกันในหมุ่มุสลิมผู้ที่ถือศีลอดว่าไม่เสมอไปว่าทุกคนที่ถือศีลอดจะมีสุขภาพดีอย่างไรก็แล้วแต่การถือศีลอดจะมีสุขภาพดีและไม่เป็นอันตรายนั้นควรปฏิบัติดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน และอาหารหนักในปริมาณที่มากจนเกินควร แล้วเมื่อรอมฎอนผ่านไป น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงเล็กน้อยและไขมันในร่างกายของเขาก็จะน้อยลงด้วย
2.ควรละศีลอดด้วยอินทผลัม ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผลัมแห้ง และถ้าไม่มีก็ด้วยการดื่มน้ำเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือศีลอดละศีลอด ร่างกายของเขากำลังต้องการอาหารประเภทน้ำตาล ซึ่งสามารถจะถูกดูดซับเข้าสู่เลือดได้อย่างรวดเร็วและขจัดความหิวโหยให้หมดไปในขณะเดียวกันนั้น ร่างกายของเขาก็ต้องการน้ำด้วย
และการละศีลอดด้วยน้ำและอินทผลัมก็ให้ทั้ง 2 ประการ นั่นคือ การขจัดความหิว และขจัดความกระหาย นอกจากนั้นทั้งอินทผลัมสดและแห้งยังอุดมด้วยเส้ยใย ที่จะช่วยป้องกันการท้องผูกและยังทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้น ภายหลังจากที่ผู้ถือศีลอดละศีลอดด้วยอินทผลัมแล้ว เขาจึงไม่มีความอยากที่จะรับประทานอาหารอื่นในปริมาณมากๆ อีก
3.จงแบ่งการละศีลอดเป็น 2 ช่วง ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะรีบละศีลอดด้วยอินทผลัม หรือน้ำต่อจากนั้นก็จะรีบไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) เสร็จแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารหนักละศีลอดต่อการรับประทานอินทผลัมเล็กน้อยและน้ำ จะเป็นการกระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างแท้จริง และในขณะที่กำลังละหมาดมัฆริบนั้น กระเพาะก็จะดูดซับสารน้ำตาลและน้ำทำให้ความรู้สึกหิวกระหายเลือนหายไป ครั้นเมื่อผู้ถือศีลอดละหมาดเสร็จ และกลับมารับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในคราวเดียวและอย่างเร่งรีบนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง ลำไส้เกิดอาการปั่นป่วนและอาหารย่อยยาก
4. ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ท้องผูก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มักจะมีอาการท้องผูก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น สลัดผัก ผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ และจงหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน โดยให้รับประทานผลไม้แทน และจงทำละหมาดตะรอเวียห์อย่างสม่ำเสมอและบริหารร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างที่เคยปฏิบัติ
5. พึงหลีกเลี่ยงการนอนหลังการละศีลอดผู้ถือศีลอดบางคนชอบที่จะนอนหลังการรับประทานอาหารละศีลอด อันที่จริงการนอนหลังอาหารมื้อใหญ่และมากไปด้วยไขมันนั้นจะเพิ่มความเฉื่อยชาและเกียจคร้านให้มากขึ้น
อารมณ์
เป็นเรื่องราวของสุขภาพจิต ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพภายโดยตรง ดึงข้อความที่ว่า "ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว" อารมณ์ดีส่งผลให้ระบบทางร่างกายทุกระบบทำงานเป็นปกติแต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ถ้าเครียดจะทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากกว่าปกติทำให้ ระบบย่อยระบบดูดซึมเสียไป และถ้าเครียดบ่อยๆนานๆ จะเป็นโรคกระเพาะ ได้ อีกทั้งระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะลดต่ำลงด้วย เป็นต้น
ต่อไปนี้จะเป็นข้อแนะนำ 2 ประการ เพื่อทำให้อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี ได้แก่
1. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด โดยการละหมาด รำลึกถึงอัลลอฮฺ อ่านอัลกุรอาน ทำใจให้รู้จักพอ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นทั้งนี้เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจและอื่นๆ " จิตสงบย่อมพบความสุข " " สุขใดเหนือความสงบเป็นไม่มี "
2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละไม่น้อยกว่า 25 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยการออกกำลังกาย เช่น การบริหารร่างกายด้วยตะบอง การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ การวิ่งเหยาะๆ (จ๊อกกิ้ง) วัดได้จากการเต้นของหัวใจโดยต้องออกกำลังให้หัวใจเต้นที่ 60% ของอัตราการเต้นสูงสุดโดยใช้สูตร 60% ของ (220 - อายุ) เช่น
ถ้าอายุ 20 ปี 60% (220 - 20) = 120 ครั้ง/นาที
ถ้าอายุ 30 ปี 60% (220 - 30) = 114 ครั้ง/นาที
ถ้าอายุ 40 ปี 60% (220 - 40) = 108 ครั้ง/นาที
ระยะเวลานับจากเวลาที่หัวใจเต้นถึง 60% ของอัตราสูงสุดขึ้นไปแล้วต้องไม่น้อยกว่า 15นาที โดยต้องรักษาระดับการเต้นของ หัวใจไม่น้อยกว่า 60% อยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้เกิดการหลั่ง growth hormone และสารแห่งความสุขที่เรียกว่า endorphin ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายมีความสุขก่อให้เกิดสุขภาพแข็งแรง ถ้ารวมเวลา warm up และ warm down อีกอย่างละ 5 นาทีแล้ว รวมเป็นไม่น้อยกว่าวันละ 25 นาที
อากาศ
ในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว อากาศจัดว่ามีความสำคัญมากเช่นกันเพราะคนเราขาดอาหารยังสามารถมีชิวีติอยู่ได้ หลายวัน แต่ถ้าขาดอากาศจะอยู่ได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น ถ้าอากาศและสิ่งแวดล้อมดี ย่อมมีผลต่อสุขภาพที่ดีด้วย ดังนั้น จึงควรหาโอกาสทำ
งานในสิ่งแวดล้อมที่ดีโดยช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพสะอาดปราศจากมลภาวะ ถ้าจำเป็นต้องทำงานภายใต้อากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากากชุดออกซิเจนเข้าช่วย ถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสออกไปใกล้ชิด กับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ให้บ่อยครั้ง หรืออย่างน้อยสักเดือนละครั้งก็ยังดี
4. คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับบางคน
ข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก่อนที่หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะถือศีลอด นางควรปรึกษาแพทย์
หากแพทย์อนุญาต นางจึงถือศีลอดแต่ไม่ควรรับประทานอาหารละศีลอดในปริมาณที่มากเกินไปให้รับประทานแต่พอประมาณและควรแบ่งการรับประทานอาหารละศีลอดเป็น 2 มื้อ มื้อแรกเมื่อได้เวลาละศีลอด และมื้อที่ 2 ให้ห่างกับมื้อแรกประมาณ 4ชั่วโมง และในการรับประทานอาหารสะหูร (มื้อก่อนรุ่งสาง) ควรจะล่าช้ามากที่สุดและควรรับประทานอาหารประเภทนมโยเกิร์ตให้มากและควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและขนมหวาน
นอกจากนั้นหญิงที่ให้นมบุตรยังควรที่จะจัดเตรียมน้ำและอาหารเหลวเพื่อให้เด็กได้รับประทานควบคู่ไปกับการให้นมของนางขณะถือศีลอดและอาหารที่นางรับประทานเองทั้งมือละศีลอด และมื้อก่อนรุ่งอรุณ (สะหูร) ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรให้นมเด็กบ่อยครั้งในช่วงหลังละศีลอดถึงสะหูรและเมื่อใดที่รู้สึกอ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยก็ให้รีบละศีลอดและปรึกษาแพทย์
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจผู้ที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนไม่น้อยที่สามารถถือศีลอดได้ เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันเมื่อไม่มีการย่อยอาหารกล้ามเนื้อหัวใจก็ทำงานน้อยลง และได้พักผ่อนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการย่อยอาหารนั้น ร้อยละ 10 ของเลือดหัวใจสูบฉีดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ปกติแล้วจะสามารถถือศีลอดได้แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและในขณะนี้ก็มียาหลายชนิดที่ผู้ป่วยสามารถจะรับประทานเพียงแค่วันละ 1-2ครั้งเท่านั้นแต่ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเปรี้ยวจัดและรับประทานอาหารที่ใส่เกลือสมุทรให้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่รุนแรง และเฉียบพลัน โดยทั่วไปก็สามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดีก็มีผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางหัวใจบางอย่างที่ไม่สามารถถือศีลอดได้อย่างเช่น ผู้ป่วยด้วยโรคก้อนเลือดแข็งผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นอ่อนอย่างรุนแรงและผู้ที่มีอาการเจ็บเสียดหน้าอกอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น
5. วิธีการทานยาสำหรับผู้ถือศีอด
ฝ่ายเภสัชภรรมชุมชน โรงพยาบาลท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชได้ให้ข้อมูลว่า การปรับเปลี่ยนวิธีการทานยาในเดือนรอมฎอน ในช่วงรอมฎอน
สำหรับผู้ป่วยเล็กน้อยหรือพี่น้องที่ต้องรับประทานยานั้น บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะปรับตัวอย่างไรในการถือศีลอดในแต่ละวัน
วิธีรับประทานยาที่ปรากฏบนซองยา ช่วงเวลาที่แนะนำให้รับประทานยาในช่วงเดือนถือศีลอด ทานยาหลังจากละศีลอดแล้วไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) จึงมาทานข้าว/อาหารหลัก หลังจากละศีลอดประมาณ 15-30 นาที 4 ชั่วโมงหลังจากการละศีลอด 30 นาทีก่อนทานมื้อก่อนรุ่งสาง 15-30 นาทีหลังทานมื้อดังกล่าว
6. กิจกรรมของมุสลิม/ การประกอบอาชีพในเดือนรอมฎอน
ในช่วงกลางวัน มุสลิมจะงดเว้นการบริโภคแต่ก็จะปฏิบัติงานตามปกติ ช่วงเวลาละศีลอด ทุกมัสยิดจะจัดการละศีลอดร่วมกันแต่ละบ้านจะมีประเพณีนำข้าวหม้อแกงหม้อหรือนำอาหารหลากหลายชนิด มาบริจาคที่มัสยิดแล้วแต่ศรัทธา เป็นโอกาสให้คนรวยคนจนได้นั่งรับประทานร่วมกัน ประชาชนกับข้าราชการ เจ้านายกับลูกจ้าง โดยจะละศีลอดด้วยผลอินทผลัมตามแบบอย่างศาสดา
ท่านศาสดากล่าวว่า พึงทราบเถิดว่าอินทผลัมนั้นเป็นศิริมงคล อะนัส อิบนฺมาลิก อัครสาวกศาสดากล่าวว่า ความว่า "ปรากฏว่า ท่านนะบีแก้ศีลอดด้วยอินทผลัมที่สุกงอมก่อนที่จะไปละหมาด ถ้าหากไม่มีอินทผลัมสุกงอมก็จะแก้ด้วยอินทผลัมแห้ง ถ้าหากไม่มีอินทผลัมแห้งก็จะจิบน้ำหลายจิบ" บันทึกโดย : อะหมัด อะบูดาวู๊ด อิบนฺคุไซมะฮฺ และอัตติรมิซีย์
ในช่วงกลางคืน มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา จะไปปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดของชุมชนตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30-20.30 น.เรียกว่าละหมาดตาราเวียะห์ หลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จ เด็กๆ จะเล่นกันที่บริเวณมัสยิดอย่างสนุกสนาน
ผู้ใหญ่ก็จะนั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีอาหารว่างและน้ำชาเป็นตัวเสริม บางมัสยิดจะจัดเวรประจำหมู่บ้านแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนเช่น ผู้ปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด ตลอดทั้งคืนด้วยการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานละหมาด เวรยามดูแลความสงบ ปลุกคนให้ตื่นเพื่อเตรียมอาหารช่วงเวลา 0.300 น.-04.00 น. เวลา 04.30-06.00 น. มุสลิมจะไปมัสยิดกันอีกเพื่อปฏิบัติศาสนกิจเรียกว่าละหมาดซุบฮฺ
ในช่วงกลางวันของรอมฎอน ถึงแม้มุสลิมจะถือศีลอดแต่จะต้องประกอบอาชีพตามปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล (สุจริตตามบทบัญญัติ) แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่มีมุสลิมบางคนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร อู้งาน โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด
ผู้ถือศีลอดที่แท้จริงคือผู้มีอวัยวะทุกส่วนของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นบาปและเป็นโทษ ลิ้นของเขาจะต้องระงับจากการพูดเท็จ คำพูดที่ไร้สาระเหลวไหล คำพูดที่หยาบคายลามก ท้องของเขาจะต้องระงับจากการกิน การดื่ม อวัยวะเพศของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นลามก
ถ้าหากเขาพูดจะต้องไม่พูดในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาไร้ผล และถ้าหากเขาจะทำกิจกรรมใดจะต้องไม่กระทำในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาเสียหาย คำพูดของเขาที่ออกมาควรเป็นคำพูดที่ดี และการกระทำของเขาก็เช่นเดียวกัน ควรเป็นการกระทำที่ดีบังเกิดผล
ท่านศาสดาสนับสนุนให้มุสลิมผู้ถือศีลอดทำงานตามปกติ มีมารยาทที่ดีงาม และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่ยอมรับและน่าสรรเสริญ และปลีกตัวให้ห่างไกลจากการกระทำที่น่าเกลียดน่าชัง และการพูดจาที่หยาบคายสามหาวลามก อนาจาร คือ การงานที่เป็นผิด เป็นบาป
ถ้าหากมุสลิมถูกใช้ให้ปลีกตัวให้ห่างไกลและละเว้นมิให้ประพฤติปฏิบัติในทุกๆ วัน แน่นอนการห้ามมิให้ปฏิบัติในระหว่างการถือศีลอดก็เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังเป็นที่สุด
จำเป็นแก่มุสลิมผู้ถือศีลอดจะต้องปลีกตัวออกมาจากการกระทำที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาต้องสูญเสียไป และเพื่อที่จะทำให้การถือศีลอดของเขาบังเกิดผลและบรรลุสู่การยำเกรง (ตักวา) ซึ่งพระเจ้า (อัลลอฮฺตะอาลา) ได้กล่าวในเรื่องนี้ไว้ ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าดังเช่นได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง" (อัลบากอเราะฮ์:183)
ท่านศาสดากล่าวไว้ความว่า "ผู้ใดไม่ละเว้นการพูดเท็จและการกระทำที่เป็นเท็จอัลลอฮฺก็ไม่ทรงประสงค์การอดอาหารและเครื่องดื่มของเขา" (บันทึกโดย :อิม่ามอัลบุคอรีย์) กล่าวคือเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนใดๆ ท่านศาสดากล่าวไว้อีกความว่า "การถือศีลอดมิใช่ (การละเว้น) จากการกินการดื่มเท่านั้น แต่การถือศีลอด (จะต้องละเว้น) จากการพูดจาหรือการกระทำที่ไร้สาระและการพูดจาหยาบคายด้วย หากมีผู้ใดมาสบประมาทหรือเยาะเย้ยท่าน ก็จงกล่าวแก่เขาว่าฉันเป็นผู้ถือศีลอด ฉันเป็นผู้ถือศีลอด" (บันทึกโดย : อับนคุซัยมะฮฺ และอัลฮากิม) "บางทีผู้ถือศีลอดนั้น ส่วนได้ของเขาจากการถือศีลอดของเขาก็คือ การหิวและการกระหายเท่านั้น" (บันทึกโดย : อิบนุมาญะฮฺและอะหมัด)
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ผู้ใดที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เนื่องจากเขาไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงของการถือศีลอดที่พระเจ้าทรงใช้ให้เขายึดถือปฏิบัติ ดังนั้น พระองค์จึงลงโทษเขาด้วยการทำให้ผลบุญและการตอบแทนสูญเสียไป
ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโดยเฉพาะประชาชน จังหวัดชายแดนใต้สุขสันต์ ในเดือนรอมฏอน ปี ฮิจเราะห์ศักราช 1430