WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 31, 2009

ภูเก็ต

ที่มา บางกอกทูเดย์

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส หรือพลิกโอกาสเป็นวิกฤติถึงเวลาต้องเอ่ยปากถาม “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ “ท่องเที่ยว” ภายในประเทศผลลัพธ์ของการท่องเที่ยวในยุค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” บนประเทศ “ศิวิไลซ์” ที่มีทุกอย่าง “ดีพร้อม” “ภาครัฐ” หรือ “ฝ่ายบริหาร” เข้ามาช่วยเหลือและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใดเพราะวันๆ เท่าที่สังเกตเฝ้ามอง...ตั้งแต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไล่ไปยังรัฐมนตรีประจำกระทรวงจนถึง “ข้าราชการ” ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ยังคงลุ่มหลงเมามายไปกับความสุขส่วนตน “หยิบจับ” และ “ฉกฉวย” เอากับผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ทำเอาคนไทยและชาวต่างชาติถึงกับ “หวาดผวา” ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ลืมความรื่นรมย์ในการสัมผัส “สุนทรี” แห่งธรรมชาติ เรียกว่า...กลัวที่ต้องใช้เงิน และกลัวในเรื่องความปลอดภัยของชีวิต ประเทศไทยได้กลายเป็น “ดินแดนมรณะ” ไปเสียตั้งแต่

เมื่อใด ถือเป็นความ “โชคดี” ของผม ที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งคณะ ททท.ภูเก็ต ได้ร่วมเชิญให้เป็น 1 ใน 15 ท่าน เข้าร่วมงานกิน...พัก...เที่ยวที่ “ภูเก็ต” ไม่แพงอย่างที่คิด!!โดย “เศรษฐพันธ์ พุทธานี” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต เป็น “ผู้รับมอบหมายงาน” ช่วยสานต่อดูแลให้ภูเก็ตกลับมา “คึกคัก” ดังเดิมไม่ได้ยกยอปอปั้น หรือ ส่งเสริมปรุงแต่ง แต่พูดความจริงจากใจว่า “พวกท่าน” ตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่เคยได้ยินมาแต่ไหนแต่ไรใช่ไหมว่า...ไปเที่ยวภูเก็ตทั้งทีต้องลาหยุดพักร้อน แถมต้องพกเงินไปเป็นกระสอบ เนื่องด้วยราคาค่าบริการที่พัก พาหนะ รวมถึงแหล่งบันเทิงที่ “แพงมหาโหด” ทำให้เป็นภาพที่ถูกมองว่า “ภูเก็ต” รับนักท่องเที่ยวแต่ “ชาวต่างชาติ” “ข่าวลือน้ำเน่า” คือ หายนะที่ทำให้ประเทศชาติเมืองนี้เกิดความ “เสียหาย” ทำไมจึงไม่มองในแง่ความเป็นจริงทั้งหมดภูเก็ต มีห้องพักตั้งแต่ราคา 200–100,000 บาท เพื่อให้นักท่องเที่ยวเลือกพักผ่อนได้ตามความนิยมพึงพอใจตามสบาย! อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะเลือกสรร “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับตัวเองอย่างเหมาะสมหรือไม่?หาเงินได้ล้านไปพัก “คืนละแสน” จะมีใครว่า...แต่หาเงินได้หมื่นเสือกไปพัก “คืนละแสน” ติดคุกนะโว้ย!!

เมื่อวานกับพรุ่งนี้

ที่มา บางกอกทูเดย์

พาราสาวัตถีวันนี้ ไม่มีใครเชื่อใครทะเลาะกันมายาวนานขนาดนี้..ยังจะมีใครมีเครดิตดีเหลืออยู่หรือ..รู้รักสามัคคีเป็นเพียงความทรงจำ แต่หาใครประพฤติปฏิบัติไม่ดูอย่างคลิปฉาวเรื่องราวการสั่งการของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หากว่าเป็นความจริงก็จะทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากเก้าอี้แต่นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าเป็นเสียงของตนเอง..แต่ข้อความในนั้นมีการตัดต่อจนกลายเป็นเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อความสามัคคีของคนในชาติ และทำให้ผู้กล่าวคำพูดดังกล่าวกลายเป็นคนอุบาทว์ กลายเป็นอาชญากรนายอภิสิทธิ์ออกมายืนยัน..ว่า ไม่ได้พูดไม่ได้วางแผน แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังไม่เชื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก..ก็ออกมาช่วยยืนยัน..แต่จะได้ผลในด้านความเชื่อมั่นแค่ไหน..ตัวเลขก็ยังไม่ปรากฏออกมาแต่หากประกอบกับพฤติกรรมที่

ผ่านมานับตั้งแต่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผนวกคำพูดต่างๆ กับการกระทำต่างๆ เข้ามาประกอบกันแล้วก็คงจะช่วยไม่ได้เท่าไหร่..เพราะมีความสมจริงเกิดขึ้นมาอย่างมากมายและเป็นไปตามเนื้อคำในคลิปก่อนหน้านั้น ก่อนวันที่คลิปฉาวจะปรากฏขึ้นมีคำกล่าวแปลกๆ ออกมาจากปากของผู้มีความสำคัญหลายคน อาทิ..ทหารไม่ใช่อาชญากร..หรือเรื่องความโหดร้ายของคนหน้าตาดีเหล่านี้เป็นต้นครั้งนั้นไม่มีใครตีความได้อ่านรหัสไม่ออก..ว่า คำพูดแปลกๆ นั้นหมายถึงอะไร..แต่หากนำมาประกอบกับวลีในคลิปฉาว..ก็จะเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยแน่นอนว่า..เรื่องราวที่เกิดขึ้นมานี้ก็จะถูกกาลเวลาฝังกลบลงไป เช่นเดียวกับเรื่องราวอื่นๆ ที่โดนฝังกลบไปแล้ว เพราะบนความเป็นจริงนั้น ประวัติศาสตร์จะถูกบันทึกไว้โดยผู้ชนะ..คนไทยจึงรู้เรื่องสงครามอยุธยาจากบันทึกของผู้ชนะ คือ พม่าผู้สร้างหายนะให้กับเผ่าพันธุ์ไทยที่เป็นคนไทย..ย่อมไม่มีใครอยากจะจดจำเคราะห์กรรมที่พวกเขาทำไว้ทำขึ้น อดีตเป็นเช่นไร อนาคตก็คงเป็นเช่นนั้น ■

สิงหา มหาโหด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องบอกว่าเดือน “สิงหาคม” ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นอีก1 เดือนที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องจดจำไปอีกนานเพราะตลอดทั้งเดือนนี้มีเหตุการณ์ที่สั่นคลอนรัฐบาลหลายเหตุการณ์ จนต้องบอกว่าเป็นเดือน “สิงหามหาโหด”ลองทบทวนและย้อนกลับไปดูอีกครั้งว่า สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างเริ่มต้นกันที่การแถลงผลงานรอบ 6 เดือนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เลือกใช้วันที่ 6 แถลง 6 ผลงานรัฐบาล และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลจนนำไปสู่การตีความหมายจากบรรดาสื่อแขนงต่างๆ ว่าตัวเลข 666 เป็นตัวเลขที่เป็นมงคลตามความเชื่อของชาวต่างชาติแม้นักข่าวจะพยายามถามนายกฯ ว่า ไม่กลัวอาถรรพณ์666 หรือ เพราะเป็นตัวเลขของซาตาน แต่นายกฯ กลับไม่กลัวแถมยังบอกอีกด้วยว่า “มีพระชนะมาร”แต่ที่น่ากลัว คือ...เสียงตอบรับจากประชาชนที่รอฟังการแถลงผลงานของรัฐบาล ซึ่งสวนทางกับผลงานที่รัฐบาลแถลงออกมาเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อย “แฮปปี้” กับผลงาน6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเน้นนโยบายประชานิยมและนโยบายกู้เพื่อชาติมากเกินไปส่งผลให้คะแนนนิยมรัฐบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งมาเจอสถานการณ์ “ตอ” ในคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ แล้ว รัฐบาลก็ออกอาการอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนายกรัฐมนตรีลงมาเล่นเกมกำจัด “ตอ” ด้วยตัวเองจนถูกกุนซือในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเตือนสตินายกฯก่อนจะลดบทบาทในเวลาต่อมาผลของการกำจัด “ตอ” คดียิงนายสนธิไม่ได้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ต้องห่างเหินเท่านั้นแต่ยังส่งผลให้คนในครอบครัว “วงษ์สุวรรณ” โดยเฉพาะ

“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมเริ่มไม่ชอบใจอะไรบางอย่างที่รัฐบาลกระทำกับน้องชายจนต้องออกมาถามกลับว่า “พัชรวาทผิดอะไร?” ซึ่งสื่อถึงความโกรธที่กักเก็บอยู่ในใจของชายชาติทหารอย่าง “บิ๊กป้อม”ได้เป็นอย่างดีและกลับมาตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพที่เหมือนจะเดินทางเป็น “เส้นขนาน”เมื่อนายกฯ เซ็นคำสั่งใน พล.ต.อ.พัชรวาท หยุดยาวบินทัวร์เมืองจีน กลบข่าวรอยร้าวระหว่างรัฐบาลและกองทัพขณะที่รัฐบาลแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา(สบ 10) รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เดินหน้าสางคดียิงนายสนธิแต่ยังไม่ทันได้ทำงาน “บิ๊กป๊อด” ก็บินกลับเมืองไทยด้วยเหตุผลเพื่อร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา มหาราชินีเล่นเอารัฐบาลผลิกตำราไม่ทันว่า จะกำจัด “ตอ” ต่อไปอย่างไรแน่นอนว่า...กุนซือข้างกายนายกฯ ยังไม่ลดละความพยายามโดยออกมาปล่อย “มุกใหม่” ให้ ผบ.ตร. ลงพื้นที่ภาคใต้และแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร เป็นรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ต่อเพื่อรักษาหน้าของ “รักษาราชการแทน” ที่ยังไม่ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ฝุ่นที่ยังตลบอบอวลอยู่นั้น ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกลับมาจับตาที่จุดเริ่มต้นภายในค่ายทหาร ร.1 รอ. จุดกำเนิดรัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีการจัดงานวันเกิดให้กับ พล.อ.ประวิตร โดยมี ผบ.เหล่าทัพทุกคนตบเท้าเข้าอวยพร ท่ามกลางกระแสร้อนทางการเมืองด้าน “สุเทพ เทือกสุวรรณ” ก็มาพร้อมดอกกุหลาบสีแดงที่เหมือนจะบอกว่า “เรายังรักกัน” มอบให้เจ้าของวันเกิดแต่ยังพอเพียงที่กลบกระแสข่าว “ปฏิวัติเงียบ” เมื่อรมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ บินตรงสู่เมืองลอดช่อง...ทิ้งข้อสงสัยให้ขบคิดต่อว่า “ทหาร” กำลังก่อการบางอย่างพร้อมกับกระแสข่าวมีนักการเมืองจากบุรีรัมย์บินไปสมทบตามมาด้วยกระแสข่าวที่ลือสะพัดว่า ในวันที่ 17 สิงหาคมวันที่พลพรรคเสื้อแดงจะยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ณ ท้องสนามหลวง

ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่ “นายเนวิน ชิดชอบ” เข้าฟังคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายางที่ศาลฎีกา จะมีมวลชนคนเสื้อน้ำเงินมาให้กำลังใจ และมีความพยายามจะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดการปะทะกับเสื้อแดงนำไปสู่การปฏิวัติเงียบยึดอำนาจรัฐบาลกลับมาบริหารจากนักการเมืองชุดใหม่ ที่กองทัพและนักการเมืองบางคนวางแผนไว้แต่กระแสข่าวนี้ก็ถูกปฏิเสธจากผู้ร่วมเดินทางกับคณะที่สิงคโปร์ว่า “เป็นไปไม่ได้”แม้ว่าผู้ที่ร่วมเดินทางจะปฏิเสธว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่าง “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ได้ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ และกำลังจะพิสูจน์เสถียรภาพของรัฐบาลว่า จะอยู่ครบเทอมเหมือนดังตั้งใจหรือไม่ตบท้ายด้วย “ช็อตเด็ด” ปลายเดือนสิงหาคม ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่ต้องใช้เวลาพิจารณามาราธอนถึง 3 วันและต้องพิจารณาข้ามวันข้ามคืน เมื่อฝ่ายค้านตีรวนตั้งแต่วันแรก แจกของลับและสัตว์เลื้อยคลานเกลื่อนสภา แค่วันแรกสภาล่มอีกแล้วครับทั่นหากทำสถิติสภาล่มในรัฐบาลชุดนี้...สถิติอาจอยู่ในอันดับต้นของรัฐบาลสภาไทยก็เป็นได้แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาวันที่ 2 ...ข่าวประชุมสภากลับถูกกลบด้วยข่าวคลิปเสียงนายกฯ สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนไปสู่ความวุ่นวายในช่วงดึกของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ สภายังไม่สามารถลงมติได้แต่สุดท้ายวันที่ 3 ของการพิจารณา สภามติเห็นชอบด้วยมติ 244 ต่อ 10 เสียง งดออกเสียง 56 เสียงเป็นอันว่ารัฐบาลหายใจได้โล่งอีกครั้ง เพราะหาก พ.ร.บ.งบฯถูกคว่ำ ก็เป็นอันว่าเตรียมเลือกตั้งใหม่ได้เลยพร้อมกับส่งท้ายเดือนด้วยประเด็นยุบสภาจาก ปู่ชัย ชิดชอบประธานสภา ที่ทำนายไว้ว่าหลัง พ.ร.บ.งบฯ ผ่านสภา รัฐบาลอาจเลือกวิธีแสนจะคลาสสิก ชิงยุบสภาก่อนที่จะเจ๊งทั้งคณะนี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลา 1 เดือนที่แสนยาวนานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งต้องเผชิญกับกระแสความเชี่ยวกรากทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามาทดสอบแต่คงไม่ใช่เดือนสิงหาคมเท่านั้นที่เป็นเดือนมหาโหดสุดๆแต่ยังเหลืออีก 4 เดือนให้รัฐบาลต้องเผชิญวิบากหรืออาจจะน้อยกว่านี้หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ■

มาร์คต้องพิสูจน์ คลิปเสียงฉาว

ที่มา บางกอกทูเดย์

คลิปนี้ท่านได้ แต่ใดมาจอมขมังเวทมนตรา จัดให้ทำชอบสิ่งใดนา วานบอกเราขัดใจท่านไซร้ ท่านให้รางวัลถึงวันนี้เรื่องของคลิปฉาวเสียง นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นแค่เพียงทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง และแม้กระทั่งต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยในต่างแดนเท่านั้นแต่ยังเป็นข้อถกเถียงบนพื้นฐานของการต้องรู้ความจริงด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไรแน่นอนว่า วันนี้ทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ และบรรดาผู้เกี่ยวข้องบรรดาผู้มีหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ รวมไปถึงกระทั่งบรรดาเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานกระทรวงไอซีที ซึ่งต้องตรวจสอบ สอบสวนตามหน้าที่หรือแม้แต่กระทั่งหมอชันสูตรศพ อย่าง พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ก็ยังต้องออกมาร่วมแจมชันสูตรเสียงพร้อมกับยืนยันว่าตัดต่อชัวร์ 100%พบพิรุธมากถึง 62 จุดแน่นอนว่า บางกอกทูเดย์เองก็เชื่อมั่นในคำยืนยันของนายกฯ อภิสิทธิ์ตลอดจนบรรดาคนอื่นๆ ที่ออกมาร่วมด้วยช่วยกันยืนยันทั้งหลายว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้พูดแบบที่ปรากฏในคลิปเสียงอย่างแน่นอนปัญหามีอยู่แค่เพียงว่า บังเอิญเสียงนั้นเป็นเสียงของนายกฯ อภิสิทธิ์ จริงๆ ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ยอมรับว่าเป็นเสียงของตนเองจริงๆ แต่คำพูดทั้งหมดนั้นไม่ใช่เป็นการตัดต่อร้อยเรียงใหม่ เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้กระทำซึ่งในกลุ่มผู้ที่มีความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ผู้ที่อยู่ในแวดวง Sound Engineer หรือผู้ที่หลงใหลในโลกไซเบอร์ปัจจุบันอาจจะเข้าใจและยอมรับได้ถึงเรื่องการตัดต่อเปลี่ยนแปลงคำพูด

ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อถือ เช่นเดียวกับที่บางกอกทูเดย์เชื่อถือว่า แม้เป็นเสียงของนายกฯ อภิสิทธิ์ แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้พูดตามคลิปฉาวเป๊ะๆ อย่างนั้นแน่นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกลุ่มของผู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีในเรื่องเสียงแต่คนไทยทั้งประเทศรวมทั้งแม้แต่คนไทยในต่างแดนไม่ได้เป็น Sound Engineer หรือไม่ได้เข้าใจในเรื่องเทคนิคเหล่านี้ไปทั้งหมดทำให้ในวันนี้ยังคงมีการเมาธ์กันไม่เลิก ยังคงมีการพูดกันไม่จบแถมทำให้สังคมแตกแยกทางความคิดกันมากขึ้น สุดแท้แต่ว่าจะนิยมฝ่ายไหนซึ่งนี่คือปัญหาของประเทศและเมื่อในเวลานี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ดูแลบริหารประเทศรับผิดชอบในเรื่องชื่อเสียงของประเทศ ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศในการเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะปล่อยให้เกิดความสงสัยใดๆ ไม่ได้เลยว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เป็นพวกที่นิยมความรุนแรงเพราะในความเป็นจริง รู้ และเชื่อกันอยู่ว่า ไม่ได้นิยมความรุนแรงดังนั้น วันนี้จำเป็นที่จะต้องบอกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องยืนยัน พิสูจน์ และสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อเขียวหรือแม้แต่กระทั่งเสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว อะไรก็ตามแต่ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้เป็นอย่างดีในเรื่อง Sound Engineerหรือตามี ยายมา เด็กจุก เด็กเปียทุกคนจะต้องกระจ่างว่า เห็นหรือไม่ เสียงนายกฯ อภิสิทธิ์โดนตัดต่อจริงๆการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ สำคัญเสียยิ่งกว่าการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง เสียด้วยซ้ำเพราะการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เพียงแค่การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีสยบไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแต่ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องเห็นด้วยหรือจะต้องยอมรับกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงดังกล่าวในขณะที่เรื่องของคลิปฉาวกับคำพูดที่นิยมหรือฝักใฝ่ความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะใช้แค่อำนาจกฎหมายมากดดันให้ยุตินั้นไม่เพียงพอจุดสำคัญ คือ จะต้องให้ประชาชนคนไทยทุกคนเป็นพวกพ้องและยอมรับโดยสนิทใจว่าเป็นการตัดต่อเสียงตราบใดก็ตามที่ไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นชัด ให้กระจ่างกับ

คนทุกระดับทุกกลุ่ม เรื่องนี้ยากที่จะหยุดการเมาธ์หรือการเข้าใจผิดได้แน่ดังนั้น ขณะนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ จะต้องเร่งดำเนินการพิสูจน์ซึ่งสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยากก็คือ ลงมือทำให้เห็นกันชัดๆทั่วประเทศไปเลยด้วยการเอาเสียงจริง ประโยคจริง ที่นายกฯ อภิสิทธิ์และบรรดาคนใกล้ชิดที่ระบุอยู่แล้วว่า เป็นการเอามาจากต้นฉบับเสียงการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2552หรือที่บอกว่ามีที่มา 3 ที่ คือ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯช่วงวันที่ 19 เม.ย. ช่วงวันที่ 26 เม.ย. และเว็บไซต์นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการตัดต่อคลิปเสียงที่ไปพูดในรายการต่างๆฉะนั้น ย่อมจะต้องมีต้นฉบับตัวจริงอยู่แล้วจึงควรนำมาประกบกันคำต่อคำ ประโยคต่อประโยคให้ประชาชนได้เห็นกันอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ไปเลยว่าคำพูดจริงคืออะไร...คำพูดที่ถูกตัดต่อคืออะไรยกตัวอย่าง เช่น กรณีเอาเสียงนายกฯ อภิสิทธิ์ มาตัดต่อเป็นประโยคว่า ผมจะได้ชำระสะสางในเรื่องเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ผู้ชุมนุมจะต้องได้รับบทเรียนก็เอามาให้เปรียบเทียบให้เห็นกันเลยว่าประโยคที่ว่า “ผมจะได้ชำระสะสางในเรื่องเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น” จริงแล้วอาจจะเป็นการพูดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯว่าจะเข้ามาดูแลปัญหาขยะล้น กทม. บ้านเมืองไม่เรียบร้อยรุงรังจำเป็นที่จะต้องกำจัดขยะเรียกว่า ดึงออกมาเลยว่าประโยคนี้ความหมายที่แท้จริงหรือเรื่องที่พูดถึงเป็นแบบนี้ เพื่อที่คนจะได้เข้าใจกันชัดๆหรือประโยคที่ว่า “ผู้ชุมนุมจะต้องได้รับบทเรียน” ซึ่งจริงๆแล้วประโยคที่แท้จริงอาจจะไม่ได้หมายถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเลยก็ได้ อาจจะหมายถึงการชุมนุมของกลุ่มสมัชชาคุณธรรมกลุ่มประชาชนที่มาบำเพ็ญประโยชน์ส่วนเรื่องบทเรียนที่จะได้รับ ก็อาจจะเป็นบทเรียนในเรื่องการทำดีแล้วต้องได้รับผลดีหรือแม้แต่กระทั่งว่า บทเรียนที่ว่าเป็นบทเรียน ก.ไก่ ก.กาอะไรก็ตามที่นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดในวันนั้นประชาชนจะได้ชัดเจน อ๋อ! ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เองที่แท้นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้นี่เองหากมีการพิสูจน์กันจะจะ เจ๋งๆ ให้ได้เห็นเลยอย่างที่ว่าประโยคไหนถูกดึงมาจากตรงไหน แน่นอนว่ากรณีนี้จะชัดเจนและกระจ่างชัดที่สุด

เพราะในทางเทคนิคปัจจุบันสามารถทำได้ และทำได้ตรงทั้งไลน์หรือเส้นเสียงของเสียงคนพูด คือ นายกฯ อภิสิทธิ์และไลน์ของแบ็กกราวด์เสียงรอบข้างที่เกิดขึ้นในขณะนั้นแม้บางเสียงที่เป็นแบ็กกราวด์อาจจะไม่ใช่เสียงที่หูของมนุษย์ปกติจะได้ยิน แต่เครื่องแยกเสียงที่ทันสมัยในปัจจุบันสามารถที่จะเร่งเสียงขึ้นมาให้หูของมนุษย์รับฟังได้ถ้าประโยคตรงกัน ถ้าแบ็กกราวด์เสียงตรงกัน จะเป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนอย่างที่สุดเลยว่า นี่เป็นการตัดต่อเอาประโยคของนายกฯ อภิสิทธิ์ มาใช้จริงๆจะหมดข้อถกเถียง จะไร้สิ้นซึ่งข้อครหาใดๆ ทั้งปวงเรื่องจะได้จบพร้อมกับความสง่างามของนายกฯ อภิสิทธิ์ เองเพราะตลอดมานายกฯ อภิสิทธิ์ แม้จะยอมรับว่าเป็นเสียงของตนเองจริง แต่มีการตัดต่อ เพราะช่วงระดับเสียงไม่เท่ากัน และไม่เคยพูดในลักษณะเช่นนั้นรวมทั้งยืนยันว่า นโยบายแก้ไขปัญหาการชุมนุมอยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมายในการเคารพสิทธิเสรีภาพอย่างชัดเจนไม่เคยต้องการเห็นการใช้ความรุนแรงหรือการทำร้ายกัน“ผมพร้อมให้พิสูจน์เรื่องนี้ คนที่ทำมีเจตนาทำร้ายบ้านเมืองชัดเจน ต้องการยั่วยุให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรง หรือจะเป็นการช่วยเหลือคดีบุคคลที่ผมฟ้องร้องอยู่ก็ดีก็อยากเตือนอีกครั้งว่ามันผิดกฎหมาย จึงอยากเตือนหลายคนที่ไม่เจตนาแต่ส่งคลิปนี้ต่อไปให้คนอื่น อาจจะมีความผิดทางกฎหมายด้วย” นั่นคือคำกล่าวของนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งสมาร์ทอยู่แล้วฉะนั้น จึงน่าที่จะต้องเร่งพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้ชัดเจนกระจ่าง และเป็นที่ยอมรับขืนปล่อยให้คลุมเครือแบบนี้ จะมากจะน้อยถ้ายังมีคนไม่เชื่อก็จะกระทบกับภาพลักษณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ อยู่นั่นเองเวลานี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ว่าคลิปฉาวที่แสบสันต์นี้...เท็จหรือจริง???รวมทั้งอย่าลืมที่จะไตร่ตรองทบทวนด้วยว่า ที่สังคมมองกัน2 ด้านว่า เป็นฝีมือใคร ระหว่าง “ฝ่ายตรงข้าม” กับ“คนใกล้ตัว” นั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ควรต้องกระจ่างด้วยเช่นกัน ■

ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2552

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุม



พวกเรา องค์กร และบุคคลข้างล่าง ขอประณามการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) โดยสถานีตำรวจนครบาลเขตดุสิต ต่อการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ในวันพฤหัสที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสันติ โดยคนงานผู้หญิง ที่รวมถึงคนงานที่ท้อง และพิการ จำนวน 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง

โดยทาง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า การชุมนุมอย่างสันตินี้ เข้าข่าย การมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทางพวกเรามีความเห็น ดังนี้:


1.การออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (excessive uses of force) เนื่องจากสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กระทำเพื่อเรียกร้องให้มีการออกมารับหนังสือโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี

2.การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการชุมนุมของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,959 คน และเป็นการชุมนุมที่สืบเนื่องมาจาก การยื่นหนังสือต่อรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เพื่อติดตามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง

3.การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในหนังสือพิมพ์ไอเอ็นเอ็น ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการชุมนุมของสหภาพแรงงานฯ ทั้งหน้าทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา นั้น ได้เป็นไปตามกรอบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รับรองไว้ และไม่ได้มีการปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตามที่พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่การที่ถนนหน้ารัฐสภาปิดเกิดขึ้น เนื่องจากการไร้ความรับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวก ทำให้มีรถวิ่งสวนกับผู้ชุมนุมมากมาย และไม่ได้มีการปิดรัฐสภาแต่อย่างใด โดยรถยนต์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา

4.การตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) อีกทั้ง การดำเนินการดังกล่าวไม่มีเหตุใดๆที่จะนำเครื่องขยายเสียงมาดำเนินการแต่อย่างใดมาใช้ เนื่องจากดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจใดๆดำเนินการเพื่อให้มีการสลายการชุมนุม

สืบเนื่องจากความเห็นของพวกเรา เราจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้:

1.เราขอเรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม กับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที

2.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด

3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต..ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

31 สิงหาคม 2552

สมัชชาคนจน
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์
อังคณา นีละไพจิตร ผู้เขียนรายงานประเทศตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองฉบับที่สอง
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ขวัญรวี วังอุดม นักศึกษาปริญญาโท คณะสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันสังคมศึกษา ประเทศเนเธอร์แลนด์
อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ / กลุ่มประกายไฟ
ชัยธวัช ตุลาฑล นักกิจกรรมทางสังคม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักกิจกรรมทางสังคม
กานต์ ยืนยง นักกิจกรรมทางสังคม
ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
กวิน ชุติมา นักกิจกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย(YPD)

ส่งรายชื่อสนับสนุนแถลงการณ์เพิ่มเติมมาได้ที่ bus4530219@hotmail.com

กองปราบบุกรวบ พนง.เอสซี แพร่คลิปนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29897

ชุดสืบสวน บก.ป.บุกจับ 2 พนักงาน บ.เอสซี แอสเสทฯ ตามหมายจับศาลอาญาคดีแพร่คลิปเสียง "มาร์ค" แต่สอบพบไม่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อเสียง เป็นแต่เพียงส่งต่อผ่านอีเมล์ ให้ประกันตัวคนละ 1 แสน..

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสืบสวนหาต้อตอคลิปตัดต่อเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปดังกล่าวผ่านทางอีเมล์ ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ได้จับกุมผู้ที่เผยแพร่คลิปดังกล่าวผ่านทางอีเมล์ จำนวน 2 คน คือ นายสมศักดิ์ แซ่อึง อายุ 38 ปี ผู้ถูกกล่าวหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2511/2552 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2552 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 181/8 ซอยประสานสารบรรณ แขวงและเขตดินแดง กทม. และ น.ส.กันทิมา แต้มครู อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/2 ม.6 ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2512/2552 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2552 ในข้อหาเดียวกัน จับกุมได้ที่ห้องเลขที่ 10/1 ปิ่นมาลีอพาร์ทเม้นท์ ห้อง 307 แขวงและเขตจตุจักร กทม.

ภายหลังตำรวจกองปราบปรามจับกุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมาแล้ว พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. ได้เดินทางมายังกองปราบปรามเพื่อสอบสวนด้วยตัวเอง ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งสองคนเป็นพนักงานบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนรายละเอียดในคดีนั้น ทั้งคู่ขอให้การในชั้นศาล และใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 100,000 บาท ยื่นขอประกันตัว ซึ่งพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวออกไปได้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ พล.ต.ท.ไถง ได้มีคำสั่งห้ามตำรวจที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชน อ้างว่าได้มีการปรึกษากับผู้ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อคลิปเสียง แต่เป็นเพียงผู้ส่งไฟล์คลิปเสียงผ่านทางอีเมล์ของบริษัทเอสซี แอสเสทฯ โดยที่มาของคลิปเสียงนั้นพบว่า หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ได้รับแจกแผ่นซีดีคลิปเสียงดังกล่าวมาอีกทอดหนึ่ง จากนั้นได้มีการนำไปไฟล์ไปแปลงเพื่อให้สามารถส่งต่อผ่านอีเมล์บริษัทได้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจกำลังสอบสวนขยายผลว่าได้แผ่นซีดีมาจากใคร และกำลังขยายผลเข้าตรวจค้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ซึ่งเป็นที่ทำงานของคนทั้งสองเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วย

เฉลิม'เล่นไม่เลิก ขอเปิดคลิปเสียงนายกฯในสภาฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29902

"เหลิม" ขอเปิดคลิปตัดต่อเสียงนายกฯในสภา ลั่นไม่กลัวถูกฟ้อง ท้าให้นายกฯพูดใหม่เพื่อเอามาเทียบกัน ชี้ พ.ร.บ.มั่นคงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ต่างชาติไม่มาเที่ยว-ลงทุน ...

วันนี้ (31 ส.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อไปจนถึงวันที่ 5 ก.ย.ว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยแสดงความเห็นแล้วว่า กฎหมายความมั่นจะต้องประกาศใช้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งวันนี้เหตุการณ์ปกติ แต่รัฐบาลกลับนำมาประกาศใช้ เมื่อถามว่า ประชาชนอาจจะมีการนัดชุมนุมกันหลังยกเลิกประกาศแล้วรัฐบาลจะขยายเวลาต่อไปหรือไม่ ปธ.ส.ส.เพื่อไทย กล่าวว่า อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสายตาของชาวต่างชาติที่จะไม่มาท่องเที่ยว หรือลงทุนภายในประเทศ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า วันนี้จะหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาว่า อยากให้นำคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเปิดในที่ประชุมสภาเนื่องจากหลายฝ่ายอ้างว่ามีการตัดต่อ ตนจะแสดงความคิดเห็นคัดค้านเหมือนอยู่ในศาล เพราะที่ผ่านมาที่นำมาเปิดเผยไม่มีหลักเกณฑ์ มีการให้นายแพทย์ เป็นผู้ตรวจคลิปเสียงไม่เคยมีที่ไหนในโลก หมอจะต้องพิสูจน์ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ หากคลิปเสียงที่นำมาเปิดเผยเป็นการตัดต่อ ก็ควรนำคลิปต้นฉบับมายืนยัน หากประธานรัฐสภาอนุญาตทุกคนจะได้เห็นความสามารถของตนในการแสดงความคิดเห็น เรื่องนี้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร

เมื่อถามว่า จะไม่รอให้มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วจึงนำมาเปิดเผยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า ที่ประชุมควรจะได้ฟังว่ามีการตัดต่อช่วงไหนอย่างไร กี่จุด ปัญหาคือเสียงนายอภิสิทธิ์ หากฟังดูแล้วอาจเป็นการตัดต่อเสียงคนอื่นออกไป งานนี้นายกฯ ไม่รู้ตัวว่าเป็นการเจอสหบาทาจากพวกเดียวกันเอง แต่ตนไม่กล้าเปิดเผยว่าจากสายไหน ส่วนจะเป็นการหักหลังหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะเรื่องการประชุมในลักษณะเช่นนี้ คนนอกจะเข้าร่วมประชุมไม่ได้หรือไม่ ตนจะท้าให้นายกฯ พูดจาเหมือนในเทปแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน

ทั้งนี้ ปธ.ส.ส.เพื่อไทย กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าการจะลักลอบอัดเทปต้องใช้เทปขนาดเล็ก และต้องใส่ไว้ในกระเป๋า หากเดินไปเดินมาจะทำให้มีเสียงเรียกร้อง ไม่เหมือนกับเทปที่ตัดในห้องส่ง ซึ่งเรื่องนี้ไม่มคนอื่นต้องเป็นคนในที่ลักลอบเพื่อหักหลังนายกฯ เมื่อถามว่า ไม่เกรงที่จะถูกฟ้องหรือไม่ ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ตอบว่า ไม่กลัว จะฟ้องได้อย่างไร ตนเปิดเผยในสภา ที่ตนพูดในฐานะที่เป็นตำรวจ ทำงานสืบสวน สอบสวนมาทั้งชีวิต ก็พอวิเคราะห์ได้ ส่วนที่นายกฯ เคยระบุว่าอาจเป็นเสียงที่เคยให้สัมภาษณ์ก็ให้นำเทปต้นฉบับมาเป็นตัวตั้ง แต่บอกได้คำเดียวว่าคนที่ตัดต่อ "นายแน่มาก"

ตอนที่ 4 ปฏิบัติธรรมทุกขณะช่วงชีวิต แปลงความทุกข์เป็นปัญญา

ที่มา Voice TV



ตอนที่ 4 ปฏิบัติธรรมทุกขณะช่วงชีวิต แปลงความทุกข์เป็นปัญญา
“ดังตฤณ” นำผลงานเขียนของตัวเองทุกเล่ม บรรจุไว้ในอินเตอร์เน็ต โดยผู้ที่สนใจผลงานสามารถอ่านงานยกระดับจิตใจโดยไม่ต้องเสียเงิน

ตอนที่ 3 สมาธิ วิธีฝึกจิต ความว่าง และ สัจธรรม

ที่มา Voice TV



ตอนที่ 3 สมาธิ วิธีฝึกจิต ความว่าง และ สัจธรรม
เคยไหม..ที่คุณหลีกเลี่ยงการฝึกสมาธิ ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเวลา หากลืมความคิดเหล่านี้พูดได้คำเดียวว่าความว่างที่เป็นสุข..มีอยู่จริง


หากการใช้ชีวิต ณ ตอนนี้ของคุณ เต็มไปด้วย คำถาม ความสับสน ความทุกข์ บางทีวิธีรับมือจัดการกับอุปสรรคเหล่านี้อาจเป็นเรื่องของเส้นผมบังภูเขา.... เพราะคุณอาจจะม้องข้ามการ “ทำสมาธิ” ทั้งที่ในความเป็นจริงนี่คือวิธีการรับมือทุกปัญหาที่ชาญฉลาดที่สุด

ตอนที่ 2 จุดประกายให้ใจเกิดคำถาม...ปลายทางพ้นทุกข์..โดย..ดังตฤณ

ที่มา Voice TV



ตอนที่ 2 จุดประกายให้ใจเกิดคำถาม...ปลายทางพ้นทุกข์..โดย..ดังตฤณ
“เขาขออาสาทำหน้าที่เป็นโฆษกพระพุทธเจ้า” ดังตฤณ เอ่ยด้วยความรู้สึกว่างานเขียนของเขาจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง สู่ความสุขที่แท้จริง


หลายครั้งที่ระหว่างการดำเนินชีวิตเรามักมีคำถามกับตัวเองมากมาย หลายคำถามมีจุดประสงค์เพื่อหาปลายทางที่มั่นคงและเป็นสุขในชีวิต แต่บางครั้งคุณอาจลืมคำถามสำคัญที่ควรถามตัวเองก่อนตาย จะดีแค่ไหนหาก “ดังตฤณ” คือหนึ่งในเข็มทิศ ที่ตอบโจทย์นั้นว่า “คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตาย” คืออะไร และ ถามตัวเองไปเพื่ออะไร ชีวิตนี้ของเราจึงจะถือได้ว่า คุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์