WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 1, 2009

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
1 กันยายน 2552

เอาเป็นว่าในที่สุดองค์กรซ่อนเงื่อนก็โค่นเหลี่ยมลงเรียบร้อยสะดวกดาย บ้านเมืองก็มีความสุขสืบมา จนถึงวันเวลานี้ ยุคที่กำลังโฟกัสกันไปเรื่องแต่งตั้งผบ.ตร. ทั้งที่ชาวบ้านร้านช่องไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ความขัดแย้งก็เล็ดรอดมาให้ได้ยินกันเรื่อง"ข้อมูลเก่า" "ข้อมูลใหม่" และ"ข้อมูลสำคัญ"

รหัสลับเรื่อง"ข้อมูล"นั้นมีมานาน เช่น ว่ากันว่ายุคที่กลุ่มยังเติร์กคุมกองกำลังไว้ในมือยกพวกยึดอำนาจรัฐบาลพล.อ.เปรมเมื่อเดือนเมษายน 2524 แต่เพราะว่า"มีข้อมูลสำคัญ"ปรากฎออกมา เลยทำให้พวกยังเติร์กที่แม้จะคุมกำลัง ก็ยังต้องกลายเป็นกบฎ

พล.อ.เปรมสมัยนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆในปี2523 ก็ควบตำแหน่งผบ.ทบ.ด้วย และมีกองเชียร์ให้ต่ออายุผบ.ทบ.ให้ด้วย ก็มีคนค้านมาก รวมทั้งคนในกองทัพและนักการเมือง แต่พอมี"ข้อมูลใหม่"ออกมาว่าอยากให้ต่ออายุ พล.อ.เปรมก็ได้ต่ออายุ..

ในการเลือกตั้งปี2529พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงมาอันดับ 1 ตอนนั้นมีการหาเสียงว่าจะให้คุณพิชัย รัตตกุล เป็นนายกฯแทนพล.อ.เปรมที่ไม่ได้เคยลงเลือกตั้ง ครั้นแล้วก็มี"ข้อมูลสำคัญ"ที่เป็น"ข้อมูลใหม่"ว่าประสงค์จะให้พล.อ.เปรมเป็นต่อไป พวกพรรคประชาธิปัตย์ก็สงบเสงี่ยมอยู่ในแถวกันต่อไป

ล่าสุดเกิดเรื่อง"ข้อมูล"ขึ้นมาอีก ท่านก็ลองอ่านที่มติชนนำมาลง และถอดความbetween the lineกันดูว่า นี่นะหรือบ้านเมือง(ก็)ของเรา

"หัวเถิก"...ออกปฏิบัติการ ?



ทุกฝ่ายพยายามออกมาแก้ไข-แก้ไขไม่ให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หน้าแตก หลังถูกมติ 5 ต่อ 4 ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) หลอกหลอน อันเนื่องมาจากการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

ลูกพรรคประชาธิปัตย์หลายรายออกมาสวมบท "ทนายหน้าหอ" นอกจากอธิบายความแล้วยังสวมบทโหดซัด "ปู่จิ้น" ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กันแรงขนาดพูดว่า "ปู่จิ้นไม่มีมารยาททางการเมือง" ด้านฝั่งลูกพรรคภูมิใจไทยก็ไมน้อยหน้าสวนกลับว่า "เป็นพวกนายว่า ขี้ข้าพลอย"

การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ คงจะเป็นนิยายเรื่องยาวที่ทำให้ "อภิสิทธิ์" ต้องจดจำไปอีกนาน เพราะข่าวลือตอกลิ่มกันขนาดว่า นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้ใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเกลี้ยกล่อมให้ "ปู่จิ้น" หันมาสนับสนุน "บิ๊กจุ๋ม" พล.ต.ต. จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่แทน

ลือกันว่าผู้มีอำนาจและคนเสื้อเหลืองทำความตกลงกับ "อภิสิทธิ์" ว่าจะต้องผลักดันให้ "ปทีป" ขึ้นสู่ตำแหน่งเพราะเหตุลผลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ลือกันว่า นิพนธ์ และ อนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายปู่จิ้นก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่า "มีข้อมูลสำคัญ" อันเป็นเหตุผลที่จะต้องสนับสนุน "จุมพล" แม้นายชวรัตน์จะบอกกับนายกฯว่า "มีข้อมูลบางอย่าง" ที่ทำให้ต้องสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้รับฟัง แถมยังตอกกลับว่า "เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน"

นายกฯอภิสิทธิ์ยังยืนยันที่จะหนุน พล.ต.อ.ปทีปต่อในการประชุม ก.ต.ช.ครั้งหน้า พร้อมๆ กับมีบุคคลนิรนามที่ได้รับสมญานามว่า "หัวเถิก" ออกมาเดินเกมล็อบบี้กรรมการ ก.ต.ช.ขอให้หนุนคนที่นายกฯเสนอ

"บุคคลชั้นสูงต้องการให้ พล.ต.อ.ปทีป นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่" นั่นเป็นสิ่งที่คนหัวเถิกแจ้ง พร้อมกับยืนยันว่า "ไม่มีบุคคลชั้นสูงคนใดสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล" ??

ว่ากันว่า ก.ต.ช.รายนั้นยังยืนยันใน "ข้อมูลเดิม" จนฝ่ายเข้าหาชักยัวะถึงขนาดขอเบอร์โทรศัพท์ "ผู้ออกคำสั่งให้สนับสนุน"

งานนี้ไม่รู้ว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ เพราะล้วนแต่อ้างถึงคนชั้นสูงทั้งนั้น หากประชาธิปัตย์อยากได้ความกระจ่างก็ต้องสอบถามกันที่ "นิพนธ์" และ "สุเทพ"

แต่ช่วงนี้อาจจะขลุกขลักสักหน่อย ใครคิดจะเค้นคำตอบจาก "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" เพราะกำลังติดภารกิจสำคัญอยู่ทวีปยุโรป !!

(ที่มา:มติชนรายวัน , 26 สิงหาคม 2552)


ส่วนเรื่องต่อไปนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับบทความข้างต้นของมติชน แต่พอดีมีพื้นที่เหลือ จะนำไปลงตอนต่อไปก็จะเยิ่นเย้อ เลยขอนำมาลงเป็นการล่วงหน้า จะได้เดินเรื่องเชื่อมร้อยไปยังตอนหน้าครับ

ใครคือปีย์-ปีย์คือใคร?
คำตอบคือผู้ทำงานใหญ่ฉลองพระเดชพระคุณ




ปีย์เป็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างครับ
เช่น เคยเป็นบก.หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยหลัง14ตุลา2516 คือเป็นต่อจากบก.คนก่อนที่ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล
เป็นเจ้าของหนังสือดิฉัน
เป็นเจ้าของจส.100
แต่เหนือสิ่งใด เป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูง


ในยุคเปลี่ยนผ่านก่อนที่เหลี่ยมเข้ามาเทกโอเวอร์ไอทีวี เตะก้นหยุ่นเนชั่นออกไป ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ITV ก็ไปเชิญปีย์มานั่งเป็นก้าง เอ๊ย เป็นบอร์ดอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเหลี่ยมก็เตะออกไป เพราะดันพ่วงของแถมคือดร.สมเกียรติขาเก่าขาแก่มาด้วย เหลี่ยมคงจะเห็นว่าคุมยากมั้ง

แต่เป็นอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเป็น ประธานกรรมการบริษัทแปซิฟิคอินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ผลิตรายการสารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติใน พระราชวงศ์ ทางทีวีช่องต่างๆให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี และได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางตอนที่ปีย์ได้ทำงานสนองพระเดชพระคุณ

-เป็นกรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการโครงการอันเนื่องมาจากพระราดำริ พ.ศ. 2534 ของกระทรวงศึกษาธิการ
-เป็นกรรมการที่ปรึกษา ในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ พ.ศ.2541-2542
-เป็นคณะทำงานโครงการเผยแพร่ และจัดจำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ฉบับการ์ตูน ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542
-เป็นรองประธานกรรมการของคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในคณะกรรมการอำนวยการปรับปรุงพร
ะที่นั่งจักรีมหาปราสาท พ.ศ. 2535
-เป็นกรรมการฝ่ายหาทุน และจำหน่ายบัตรของคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2535-2548
-เป็นกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ของมูลนิธิช่วยการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2538
-เป็นกรรมการจัดการ และที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ "พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9" ของมูลนิธิสวนหลวง ร.9 พ.ศ. 2534-2538
-เป็นกรรมการจัดทำเหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเหรียญสมเด็จพระสุริโยทัย พ.ศ. 2538
-เป็นกรรมการฝ่ายขายบัตรงานแสดงคอนเสิร์ต "ใกล้ดวงใจแต่ไกลสุดฟ้า" ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2539
-เป็นอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และการตลาดโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ "ศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9" พ.ศ. 2539
-เป็นกรรมการฝ่ายหาทุน และจำหน่ายบัตรของคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2543
-เป็นคณะกรรมการธนบัตรที่ระลึกวันราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี (กธภ.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
-เป็นคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานวันเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี พ.ศ. 2543
-เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในโครงการจัดสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2545
-เป็นกรรมการอำนวยการโครงการเปลี่ยนไตถวายเป็นพระกุศล 80 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 2545


ในหนังสือเรื่อง"พระราชอำนาจ"ที่เขียนโดย ประมวล รุจนเสวี อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเหลี่ยมเคยตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ต่อมาปรับออกจากตำแหน่ง ทำให้ประมวลเดือดแค้นมาก ได้ระบุเอาไว้ในบทอาเศียรวาทว่า

"…เราอ่านแล้ว เราชอบมาก เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง"

คือ กระแสพระราชดำรัสที่ทรงตรัสกับนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และทรงรับสั่งให้เชิญกระแสพระราชดำรัสนี้มาแจ้งกับข้าพระพุทธเจ้า

"เรา" ทรงชี้พระหัตถ์ไปที่พระอุระของพระองค์ "ให้ไปบอกเขาว่า เราชอบมาก"


ข้าพระพุทธเจ้าได้ยกมือทั้งสองประนมเหนือศีรษะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสนี้จากท่านปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เมื่อได้พบกัน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2548 เวลา 17.00 น. ณ บ้านของท่านปีย์ฯ


0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ

00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

สำรวจ "ภาวะผู้นำ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศด้วย"กฎหมาย"

ที่มา มติชน



ยังคงแข็งกร้าว ดุดัน ในท่าทีของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อถูกซัก ถูกถาม เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อคัดสรร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ 2 คน

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ

และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

นายกฯอภิสิทธิ์พูดชัด เหมือนปัดข้อเสนอ กลายๆ ของกลุ่มผู้สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล ที่ยื่นข้อเสนอให้ "เสนอชื่อ 2 คน" เพื่อให้ที่ประชุม ก.ต.ช.เลือก

"ผมมีความเห็นว่าตามกฎหมายให้เสนอชื่อเดียว เพราะถ้อยคำที่ใช้ในกฎหมายนั้น น่าจะเป็นการเสนอชื่อเดียว และผมต้องทำตามกฎหมาย"

เขาเลือกที่จะสร้าง "จุดยืน" โดยการใช้ "กฎหมาย" นำหน้า

เช่นเดียวกับการตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่ใช้ "กฎหมาย" เป็นแนวหน้าในการปรามผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ที่ประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 30 สิงหาคม

แต่กลับกลายเป็นการเดิน "ตกหล่ม" แห่งความหวาดกลัว ที่ฝ่ายตรงข้ามได้ "ขุดล่อ" เอาไว้

เช่นเดียวกับ การตามจับ 2 ผู้ต้องสงสัยในการ "ปล่อยคลิปเสียงนายกฯ" ที่สั่งปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ตามหมายจับศาลอาญา

หากแต่การใช้ "กฎหมาย" ครั้งนี้ดูจะไร้ความรอบคอบ เพียงแค่มี "ความเชื่อว่า" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่ อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต "อยู่เบื้องหลัง" การปล่อยคลิปทั้งหมด

ทั้งที่ ในความเป็นจริง ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 คน อาจเป็นเพียงแค่ "คนส่งสาร" ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อคลิปเสียง

จริงอยู่ ในฐานะ "คนส่งสาร" ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องมีความผิดเพราะเป็นการเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน

แต่ในฐานะผู้ถือกฎหมาย ต้องพยายาม "แยก" เรื่องทางกฎหมายออกจากเรื่องการเมือง

อย่าให้คนอย่าง เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัว หน.พรรคประชาธิปัตย์ ลากเรื่องลงสู่ปักโคลนที่พำนักอาศัยอยู่

เพราะเมื่อไหร่ ที่นำกฎหมาย (ความเที่ยงตรง) ไปผูกโยงกับการเมือง (ความแค้น) อาจจะส่งผลให้ "ผู้ส่งสาร" ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจได้รับผลกระทบจากการใช้ "กฎหมาย" ร้ายแรงกว่าที่คิด

แน่นอนว่า ในมุมหนึ่ง "ผู้นำ" อาจใช้กฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ เป็นตัวกำหนดชะตากรรมประเทศ เพื่อให้สังคมร่มเย็น เป็นสุข

แต่บางเรื่อง บางมุม หรือบางครั้งการใช้กฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์อย่างเดียว ก็ไม่สามารถนำพาให้ประเทศชาติร่มเย็น เป็นสุขได้

นักกฎหมายมหาชนหลายคน ถึงบอกว่าจะต้องใช้หลักการปกครอง หรือรัฐศาสตร์ ควบคู่กันไปด้วยกับหลักนิติศาสตร์

แต่ดูเหมือนว่า เวลานี้นายกฯอภิสิทธิ์ จะอ้างทุกเรื่อง ทุกอย่างว่า "กระทำตามกฎหมาย"

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ใครคนใดก็ตาม กระทำผิดกฎหมาย จะต้องถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

หากแต่บางเรื่อง การป่าวประกาศว่ากระทำตามกฎหมายของนายกฯอภิสิทธิ์ ถูกมองไปอีกแบบ

อย่างกรณี การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ต้องยอมรับว่า นินพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขา ธิการนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย มองว่า "ดันทุรัง" ทั้งที่เสนอทางออกให้มีการเสนอชื่อ 2 ชื่อ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ก.ต.ช.แล้วก็ตาม

หรืออย่างกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์ สุวรรณ ผบ.ตร. ที่อาจมองว่านายกฯใช้กฎหมาย "กลั่นแกล้ง" ในการออกมาพูดแทนว่า "พล.ต.อ. พัชรวาท ลาพักร้อนไปจีน 10 วัน" ก่อนที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จะเล่นเกม "ดื้อตาใส" กลับก่อนกำหนด แต่ก็ถูกเตะโด่งไปราชการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯอภิสิทธิ์บอกเป็นการกระทำตามมาตรา 72(1) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ในฐานะประธาน ก.ต.ช.

เช่นเดียวกับ ความไม่พอใจผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 ที่ทำให้รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ต้องสะดุด คลื่นสัญญาณหายไปถึง 3 ครั้ง ก่อนจะมีคำสั่งย้ายจากเมืองหลวงลงไปยังภาคใต้

หรือการใช้มาตรการทางกฎหมายกับวิทยุชุมชน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และอีกหลายพื้นที่ ด้วยข้อหา "ทำลายความมั่นคงของชาติ" ที่บางครั้งดูรุนแรง และกระทำเกินกว่าเหตุ

ในภาวะที่ประเทศตกอยู่ใน "หล่ม" แห่งความขัดแย้ง เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ "ผู้นำ" จะต้องชั่งน้ำหนักในการวางตัว และการบริหารงานบนพื้นฐานความขัดแย้งให้ดี

อาจต้องมีลักษณะของ "ผู้นำเผด็จการ" ที่มีความเด็ดขาด ถือเรื่องระเบียบวินัย และกฎเกณฑ์ ข้อบังคับเป็นหลัก บวกเข้ากับ "ผู้นำประชาธิปไตย" ที่ให้สิทธิในการออกความคิดเห็น สิทธิในการเรียกร้อง รวมไปถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น

ฉะนั้น หากนายกฯอภิสิทธิ์ จะบริหารประเทศโดยยึดหลักกฎหมาย ในภาวะที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก็อาจต้องบวก "ศิลปะ" เข้าไปด้วย

ศิลปะในการรับฟังความคิดเห็น เคารพสิทธิผู้อื่นเพื่อเป้าหมายความสมานฉันท์

เพราะหากยังคงกระทำในลักษณะเดิมๆ จะยิ่งตอกย้ำ "ภาวะผู้นำ" ที่เด่นชัดขึ้น เด่นชัดขึ้นว่า "พวกข้าปล่อยวาง พวกเอ็งถึงตาย"

กาละ เทศะ และ นายกฯ

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ



เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร. ซึ่งไม่เป็นเรื่องไม่รู้ทำกันอีท่าไหนกลายเป็นเรื่องจะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาล

ทั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ซึ่งเป็นตัวเลือกล้วนแล้วแต่เหลืออายุราชการอยู่แค่ปีเดียว

ผบ.ตร.ปีเดียวจะทำอะไรได้นักหนา เป็นเมื่อก่อนเขาไม่ตั้งกันด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้งานเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเร็วเกินไป ไม่ต่อเนื่อง

รัฐบาลนี้เกิดคิดจะตั้งคนที่เหลืออายุราชการปีเดียวขึ้นมาเป็นใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่คนทั่วไปย่อมคิดได้ว่าน่าจะมีอะไรที่เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลัง

แต่ถึงจะมีเบื้องหลังอย่างไรก็ควรจะคุยกันรู้เรื่อง

หากจับความตามข่าว เรื่องนี้เกิดจากรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ และเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ไปกระซิบบอกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ กตช.อีกหลายคนเลือกตั้ง "พล.ต.อ.จุมพล"

แต่พอถึงวันประชุม กตช. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เอกสิทธิ์ประธาน กตช.เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป

รองนายกฯสุเทพเป็นผู้จัดการรัฐบาล ทำหน้าที่ประสานทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีนิพนธ์ทำหน้าที่ประสานงานกับข้าราชการหรือบุคคลต่างๆ แทนนายกฯอภิสิทธิ์

คนก็เลยงงว่า เอาอย่างไรกันแน่

ที่สุดนายกฯอภิสิทธิ์ต้องสั่งเลื่อนการประชุมออกไปก่อน เพื่อเคลียร์กัน

ข่าวที่ออกมากลับกลายเป็น "พรรคภูมิใจไทย" ขัดแย้งกับ "พรรคประชาธิปัตย์" จนกระทั่งมีข่าวว่านายกฯอภิสิทธิ์ใช้เป็นเหตุผลไม่ตีตกเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรทิวา นาคาศัย เสนอแต่งตั้ง "นายยรรยง พวงลาภ" เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้แค้นที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยชวรัตน์ไม่โหวตให้ พล.ต.อ.ปทีป

แถม ส.ส.หนุ่มออกมารวมตัวถล่มพรรคภูมิใจไทยเสียเละ

เลอะเทอะกันไปขนาดนั้น

ทั้งที่เรื่องนี้เริ่มต้นจากรองฯสุเทพและเลขาฯนิพนธ์ซึ่งเป็นคนของประชาธิปัตย์

หัวหน้าพรรคที่เป็นนายกฯไปทาง เลขาธิการพรรคที่เป็นรองนายกฯไปอีกทาง

ขบวนการหาข้อมูลใหม่จึงเกิดขึ้นโดยมีเลขาฯนิพนธ์ทำหน้าที่

หลังได้ข้อมูลมารายงานนายกฯ ปรากฏว่า นายกฯบอกว่า ตัวเองมีข้อมูลอีกด้านที่น่าจะเป็นจริงมากกว่า

ข่าวเบื้องหน้าไม่มีการเปิดเผยว่า ข้อมูลอีกด้านของนายกฯมาจากไหน แต่เบื้องหลังพอรู้ๆ กันอยู่ว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ฟังมาจากใคร

เป็นอันว่าข้อมูลสองด้านที่ได้มา นายกฯเลือกที่จะไม่ฟังข้อมูลของ "นิพนธ์"

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เลือกที่จะเสนอชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป" อีกครั้ง

ยืนยันว่าต้องเป็น "พล.ต.อ.ปทีป" เท่านั้น

เลขาฯนิพนธ์เจ้าของข้อมูลอีกด้านซึ่งกลายเป็นผู้ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ได้แต่มองตาปริบๆ แม้กระทั่งผู้จัดการรัฐบาลสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พูดอะไรไม่ออก

ไม่รู้จะบอกพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่างไร

ผบ.ตร.ปีเดียว ทำให้เกิดความอึดอัดภายในรัฐบาลมากมายอย่างไม่น่าจะเป็น

ยิ่งไปกว่านั้นคือความตึงเครียดกระจายไปทั่ว เพราะห่วงว่าความเสียหายจะใหญ่หลวงมากกว่านี้

ทุกคนที่ได้ฟังเรื่องราว ได้แต่สั่นหัว ส่ายหน้า

ส่ายหน้ากับ "ความเด็ดขาด" ของนายกรัฐมนตรี

"ความเด็ดขาด" ที่น่าหวั่นใจว่า "ผิดเรื่อง ผิดเวลา"

เป็นอะไรไปแล้ว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




จากข่าวผู้มีบารมีในรัฐบาลพูดกับผู้มีบารมีนอกรัฐบาล หลายคนในวงสนทนามื้อพิเศษ

"จะพยายามประคับประคองรัฐบาลไปให้ได้ถึงมกราคมปีหน้า"

จนถึงข่าวจากปาก"พ่อเนวิน"ชัย ชิดชอบ

"อาจมีการยุบสภาเร็วๆ นี้"

กระทั่งสดๆ ร้อนๆ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ บ่นจะลาออกจากเลขาธิการนายกฯ

บรรยากาศมันทะแม่งๆ สอดรับกันโดยมิได้นัดหมาย

สืบสาวราวเรื่องลึกลงไป แม้จะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่แทบทุกปัจจัยมีนายกฯอภิสิทธิ์เป็นปฐมเหตุ

บรรยากาศทะแม่งๆ เช่น ระยะนี้ผู้มีบารมีทั้งในและนอกรัฐบาลนัดพบกันบ่อยครั้งขึ้น

ทุกครั้งมีนายกฯเป็นหัวข้อใหญ่?

ผบ.เหล่าทัพกับขุนทหาร พากันลับ ลวง พรางอย่างผิดปกติ

หลายกรณีสื่อไปถึงนายกฯโดยตรง?

และที่มองข้ามไม่ได้ก็คืออาการ"เทพเทือก"ผู้จัดการรัฐบาล

ระยะหลังทำตัวปลงๆ ผิดวิสัย

คำพูดประเภท "ผมมันแค่รองนายกฯ" หรือ"นายกฯเป็นเจ้านายผม"

หล่นออกมาเรียกความเห็นใจถี่ยิบ

เช่นเดียวกับนิพนธ์ตั้งแต่กลับจากเยอรมัน

ผมหงอกเพิ่มหลายเส้น!

หน้าตาเคร่งเครียด ความดันพุ่งทุกครั้งที่จับเข่าคุย กับนายกฯ

คนชอบเก็บตัว ใจคอเยือกเย็น มีอารมณ์สุนทรีย์

ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ จะบ่นให้บุคคลที่ 3 ที่ 4 ได้ยินหรือ?

ที่สำคัญไม่ได้บ่นธรรมดา แต่บ่นแรง บ่นบ่อยแบบ ไม่เคยพบเคยเห็น

นายกฯรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ ทว่าคนที่รู้จักเลขาธิการนายกฯ คนนี้

ต่างตกใจกับนิพนธ์ หนักใจกับอภิสิทธิ์!!

ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ว่าหัวดำ หัวหงอก ล้วนตั้งคำถาม

นายกฯเป็นอะไรไป??

การมั่นใจตัวเองทั้งเรื่องซื่อสัตย์ และยึดมั่นกฎหมาย

ไม่ได้หมายความว่า คนที่เห็นต่าง ไม่เห็นด้วย จะไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยึดมั่นกฎหมาย

ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง แข็งได้ อ่อนได้ พลิกแพลงได้

โดยกฎหมายยังอยู่ ซื่อสัตย์ยังครบ

อยู่ที่ว่าคิดเป็น ทำเป็น แก้เป็น บริหารเป็น หรือไม่

รวมความแล้วไปๆ มาๆ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่องก็มาจบลง

ตรง"ภาวะผู้นำ"ของนายกฯ!?

พลิกโฉมการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

เพราะวิกฤติการเมือง ถ้ามองโลกในแง่ดีทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวกับการเมืองขึ้นเยอะ รู้จักเรียนรู้การเมืองมากขึ้น สนใจกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น มีโอกาสตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดก็คือกระตุ้นต่อมความรู้สึกรับผิดชอบทางการเมืองให้สูบฉีดมากขึ้น

สังเกตไม่ยาก สมัยก่อนถ้าฝีปากจัดจ้านก็ต้องยกให้ นัก การเมืองมืออาชีพ ขึ้นเวทีเมื่อไหร่ คนติดกันงอมแงม พูดได้ น้ำไหลไฟดับ ยิ่งพูดเก่งเท่าไหร่ ก็ได้รับความนิยมจากชาวบ้านมากเท่านั้น

แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านเดินดินธรรมดานี่แหละ ลองให้ วิจารณ์การเมืองดู เจ็บแสบไม่แพ้นักการเมืองมืออาชีพ ความคิดความอ่าน ยังเฉียบแหลมกว่าบรรดานักการเมืองที่แอ็กอ๊าดอยู่ในสภาด้วยซ้ำ

การเมืองในภาคใต้ ใช่ว่า ส่งเสาไฟฟ้า ลงสมัครแล้วจะได้มา ง่ายๆเหมือนในสมัยก่อน พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ กับการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สุราษฎร์ธานี หนนี้ คงเห็นว่าตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์คิดจะปักธงแค่พรรคเดียวในภาคใต้ คงจะยากแล้ว

การเมืองเริ่มจะพลิกโฉม

บทเรียนจากนักการเมือง ระหว่างนักพูดกับนักปฏิบัติ เห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฟังพูดจนน้ำลายแตกฟอง เพลินๆดี แต่กลับบ้านท้องยังหิวเหมือนเดิม

สู้เอาอิ่มท้องไว้ก่อนดีกว่า

ไม่เฉพาะบ้านเรา ประเทศจีนยังต้องเอาเศรษฐกิจนำการเมือง พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนามหันมาเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก แม้แต่ในหลายประเทศที่การเมืองแรงๆ ก็พยายามที่จะแยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจ

เนื่องจากประชาชนต้องมาก่อน

การเลือกตั้งล่าสุดที่ญี่ปุ่น พรรคฝ่ายค้าน เดโมแครติก ปาร์ตี้ ออฟ เจแปน หรือ ดีพีเจ กวาดชัยชนะเหนือพรรคลิเบอรัลเดโมแครต ปาร์ตี้ หรือแอลดีพีของนายกฯทาโร อาโสะ อย่างถล่มทลาย

อาจจะเป็นการปิดฉากการบริหารประเทศของแอลดีพีที่ยาวนาน ต่อเนื่องมาครึ่งศตวรรษ ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านมีจุดเด่น จนเกิดกระแส ฟีเวอร์อะไรนักหนา แต่เป็นเพราะรัฐบาลบริหารงานได้ หน่อมแน้ม เกิดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งในสภาอย่างหนัก ทุจริตคอรัปชันก็เริ่มจะบานทะโรค

คนเลยเบื่อ

โฉมหน้าการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนไปในแบบที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ถือว่าเป็นบทเรียนของพรรคการเมืองและนักการเมือง ที่ยังจมอยู่กับทัศนคติเก่าๆ

ในสถานการณ์การเมืองเยี่ยงนี้ ผมเดาใจนายกฯอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรเสียก็ไม่ยอมตัดสินใจยุบสภาเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับว่าในอีกสองสัปดาห์ปัญหา ผบ.ตร. จะลงตัวหรือไม่ หรือจะยอมเสี่ยง.

หมัดเหล็ก

ยากกลบโกง 'พอเพียง'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30017

เหวี่ยงแหรวบปลาซิวไว้ก่อน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯได้บุกจับกุมพนักงานบริษัทเอสซี แอสเสทฯ จำนวน 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้แปลงไฟล์เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งสลายม็อบคนเสื้อแดง เพื่อแจกให้พนักงานในบริษัท

โดยที่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สามีของ "แม่เลี้ยงติ๊ก" นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ทีมงานคนสนิทของนายกฯอภิสิทธิ์

คุมทีมเค้นปากคำด้วยตัวเอง

ในจังหวะรับมุกพอดีกับฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ชิงเปิดเกมรุกไล่ โยนข้อหาร้อนๆใส่คนบ้านเลขที่ 111 โยงไปถึงพรรคเพื่อไทย พาดพิงไปที่บริษัทในเครือของ "นายใหญ่"


"ปล่อยคลิป" ออกมาป่วน


สรุปตามกระแส ณ ห้วงนี้ ลูกข่ายยี่ห้อ "ทักษิณ ชินวัตร" ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ

แต่ก็ตีโต้กลับได้แบบมวยแต้มทันกัน ตามยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยแตะมือกันเล่นกับทีมแกนนำคนเสื้อแดง โบ้ยไปที่ขั้วอำนาจข้างแคร่ของนายกรัฐมนตรี

ตอกลิ่ม "อภิสิทธิ์" โดนทิ่มจากพวกเดียวกัน

ปูดต้นตอคลิปมาจากทหารที่ไม่พอใจโผโยกย้าย โยงไปถึงเกมหักเหลี่ยมเฉือนคม "บิ๊กบราเธอร์" ในคิวเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

และก็เป็นอะไรที่จะไม่ฟังซะเลยก็ไม่ได้


กับคิวที่มวยเชิงสูงอย่าง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตั้งแง่ย้อนเกล็ดนายกฯอภิสิทธิ์ หากคลิปดังกล่าวเป็นคลิปตัดต่อจริง อยากให้นำเสียงที่เป็นต้นฉบับ ออกมายืนยันว่า มีการตัดต่อเสียงในท่อนใดบ้าง

"คลิปดังกล่าวเกิดจากการแอบบันทึกเสียงนายกฯ และตัดเสียงบุคคลอื่นออกไป เพื่อเก็บไว้หักหลังนายกรัฐมนตรี จากบุคคลใกล้ตัวมากกว่า"

ส่งมุกรับไม้กับ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ 1 ใน 3 ก๊วน 3 เกลอเสื้อแดง ที่พูดนำร่องเป็นทำนองตั้งข้อสังเกต ตำรวจไม่พยายามขยายผลการสอบสวนการบันทึกเทปการประชุมในห้องยุทธการ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ในช่วงสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ซึ่งอยากให้นำเทปฉบับเต็มที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นผู้เก็บเอาไว้เพียงคนเดียว ออกมาเผยแพร่ และเทียบเคียงกับคลิปในขณะนี้ ว่ามีการตัดต่ออย่างไร

"เฉลิม-จตุพร" ช่วยกันจุดพลุเกมแบล็กเมล์

โดยอาการปัดคลิปร้อนๆออกจากเครือข่ายนายใหญ่

แต่มันก็กระตุกต่อมสงสัย "เขี่ยไฟ" ให้ระแวงกันได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอารมณ์ที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังตกอยู่ในอาการ "เด็กดื้อตาใส" อาละวาดใส่ผู้มีอุปการคุณ


โดนผู้ใหญ่จ้องสั่งสอน


แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยปมคลิปเสียงอภิสิทธิ์สั่งลุยม็อบแดง จะร้อนแรงก็แค่วูบวาบ ตามเกมชิงจังหวะ ชิงกระแส สุดท้ายก็ยากจะจับมือใครดมได้

กระแสซาก็เงียบไปเอง

แต่ที่ทำยังไงก็ไม่เงียบ กับรายการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงที่มีข้อมูลใหม่ๆ รูปแบบเหนือชั้นในการโกง โผล่ออกมาประจานเรื่อยๆ


ล่าสุดเจอรายการ "ย้อมแมว" ขายรถนวดสีข้าวเก่าๆให้ชุมชนหลายพื้นที่ในภาคอีสาน โดยพฤติการณ์ "นายหน้า" กว้านซื้อรถราคาถูกจากชาวบ้านที่ร่วมโครงการอยู่ดีมีสุขในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี คันละแค่ 50,000 บาท แต่ไปเวียนเทียนขายต่อให้โครงการชุมชนพอเพียงถึงคันละ 250,000 บาท

ฟันกำไรส่วนต่าง ฟาดหัวคิวกันสะดือปลิ้น


ยังไม่นับคิว "เวียนเทียน" สินค้าเก่าอีกหลายรายการที่สื่อมวลชนแกะรอยตามไปเจอ ทั้งรถอีแต๋น เครื่องมือเกษตร ไปยันปุ๋ยอินทรีย์ ฯลฯ

กว้านซื้อถูกๆ แต่ไปย้อมแมวขายเกินราคา


เอาเป็นว่า นาทีนี้ถึงจะได้ยี่ห้อ "มีชัย วีระไวทยะ" มาออกหน้าฉาก มีผลงานการันตีได้กับการสกัดโรคเอดส์ แต่ในห้วงกระแสที่รัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันทุจริตบกพร่องจากคิวโกงโครงการชุมชนพอเพียง

เชื้อลามไว ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย


ยี่ห้อ "มีชัย" ก็ยากจะสกัดอยู่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ผู้นำโกก้างออกแถลงการณ์เรียกร้องชนกลุ่มน้อยสู้พม่า

ที่มา ประชาไท
การสู้รบพม่า-โกก้างเบาบางลงโดยทหารพม่าสามารถควบคุมยุทธศาสตร์สำคัญได้เป็นส่วนใหญ่ ด้านโกก้างใช้กลยุทธซุ่มโจมตีเป็นหลัก ขณะที่ผู้นำได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องกลุ่มติดอาวุธหันหน้าสู้พม่าเพื่อปกป้องการกลืนชาติ
การสู้รบพม่า-โกก้างเบาบางลงโดยทหารพม่าสามารถควบคุมยุทธศาสตร์สำคัญได้เป็นส่วนใหญ่ ด้านโกก้างใช้กลยุทธซุ่มโจมตีเป็นหลัก ขณะที่ผู้นำได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องกลุ่มติดอาวุธหันหน้าสู้พม่าเพื่อปกป้องการกลืนชาติ
การสู้รบพม่า-โกก้างเบาบางลง ทหารพม่ายึดจุดสำคัญได้เบ็ดเสร็จ
สำนักข่าว S.H.A.N. รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากเขตปกครองว้า UWSA ซึ่งแจ้งว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกลุ่มหยุดยิงโกก้าง MNDAA ขณะนี้ได้เบาบางลงแล้ว โดยทหารพม่าสามารถยึดเมืองสำคัญเช่นเหล่ากายและเมืองชินฉ่วยเหอได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมกับควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางฝ่ายกองกำลังโกก้าง MNDAA ได้ใช้กลยุทธแบบซุ่มโจมตีเป็นหลัก ซึ่งเมื่อวานและเช้าวันนี้ (30 ส.ค.) มีการปะทะกันของสองฝ่ายอย่างประปรายหลายจุด
แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 ส.ค. 52 ที่ผ่านมา กองกำลังโกก้าง MNDAA ที่เคลื่อนไหวใกล้แนวชายแดนจีนราว 200 – 300 นาย ได้ถอยร่นเข้าฝั่งจีนพร้อมมอบอาวุธให้กับทางการจีน เหตุเนื่องจากถูกทหารพม่าปิดล้อมกดดันอย่างหนัก โดยทางการจีนได้ส่งทหารที่มีญาติในฝั่งจีนไปอยู่กับญาติ ส่วนที่ไม่มีญาติก็ให้ไปอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราว
ผู้นำโกก้างออกแถลงการณ์เรียกร้องกลุ่มต่างๆ สู้พม่า
ด้านนายเผิงจาเซิง ผู้นำสูงสุดของกองกำลังโกก้าง MNDAA เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กองกำลังต่างๆ ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า โดยระบุว่า หลังจากสหภาพพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ทหารพม่าได้เริ่มใช้แผนกลืนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 และต่อมาเมื่อปี 2551 ได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยที่ไม่เปิดรับความเห็นจากกลุ่มชาติพันธุ์
นอกจากนี้ รัฐบาลทหารพม่าได้ข่มขู่คุกคามกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกำลังทหาร พร้อมกับพยายามยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มชาติพันธุ์ และเมื่อในวันที่ 27 ส.ค. 52 เวลาประมาณ 7.30 น. กองกำลังทหารพม่าได้บุกเข้าโจมตีเมืองหย่างโหล่งกาย เขตปกครองพิเศษโกก้าง ซึ่งเป็นการทำลายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลทหารพม่าได้อ้างความชอบธรรมเพื่อโจมตีกองกำลังโกก้าง ด้วยการกล่าวหากองกำลังโกก้าง MNDAA ว่ามีโรงงานผลิตอาวุธและยาเสพติด ซึ่งคำกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ทาง MNDAA ตระหนักดีเสมอว่าเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ MNDAA จึงได้ประกาศเป็นเขตปลอดยาเสพติดตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา
คำแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน ได้เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆ หันหน้าต่อสู้เพื่อปกป้องการกลืนชาติพันธุ์ของรัฐบาลทหารพม่าอย่างแข็งขัน โดยให้ยึดเอาเหตุการณ์โกก้างเป็นตัวอย่าง ซึ่งหากกองกำลังโกก้างสลาย ชาวโกก้างก็จะไม่มีสิทธิเสรีภาพ พร้อมกันนั้นคำแถลงยังได้เรียกร้องกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย
พม่าเกณฑ์ลูกหาบเพิ่ม ด้านกลุ่มหยุดยิงเมืองลาส่งกลับแรงงานพม่า
ส่วนการเคลื่อนไหวของทหารพม่ามีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) ทหารพม่าได้มีการเกณฑ์รถยนต์ชาวบ้านในเมืองหมู่แจ้ และเมืองล่าเสี้ยว รัฐฉานภาคเหนืออีกหลายสิบคัน พร้อมลูกหาบอีกราว 30 คน สำหรับใช้ในการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ นอกนั้นทหารพม่ายังได้ให้หน่วยดับเพลิงเฝ้ารักษาความปลอดภัยตามจุดต่างในเมืองล่าเสี้ยว พร้อมออกประกาศห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานหลังเวลา 20.00 น.
ขณะที่กองกำลังหยุดยิงเมืองลา NDAA ซึ่งผู้นำเป็นบุตรเขยของนายเผิงจาเซิง (ผู้นำโกก้าง) ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมามีการประชุมฉุกเฉินกันหลายครั้ง และเมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) ทาง NDAA ได้จับส่งกลับแรงงานชาวพม่าที่เข้าไปทำงานในเมืองลาจำนวน 470 คน โดยนำขึ้นรถบรรทุกไปปล่อยที่สะพานท่าปิง เขตรอยต่อพื้นที่เคลื่อนไหวทหารพม่า – เมืองลา NDAA อยู่ระหว่างเชียงตุงและเมืองลา เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ มีรายงานจากแหล่งข่าวที่ยังไม่ยืนยันอีกว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ยานยนต์หุ้มเกราะของทหารพม่าจำนวน 12 ลำ พร้อมด้วยรถบรรทุกทหารอีก 20 คัน วิ่งจากเมืองตองจีมายังเมืองปั่น (ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่) และเมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) พบยานยนต์หุ้มเกราะของทหารพม่าอีก 3 ลำ พร้อมด้วยรถบรรทุกสิบล้อจำนวน 12 คัน ซึ่งมีผ้าใบปกคลุมอย่างมิดชิดออกจากท่าขี้เหล็กขึ้นไปทางเมืองสาด อยู่ทิศเหนือของเมืองยอน (เขตปกครองว้า) ตรงข้ามอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการเสริมกำลังไปกดดันว้า UWSA ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 52 ที่ผ่านมา ผบ.บก.ควบคุมยุทธการพม่าประจำเมืองโต๋น ตรงข้ามอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีคำสั่งด่วนให้ทหารว้า UWSA ถอนกำลังออกจากฐานทั้งหมดที่อยู่ตะวันตกเส้นทางโป่งป่าแขม - เมืองโต๋น ตั้งแต่เมืองจ๊อต เมืองเต๊าะ เมืองทา ไปจนถึงตากแดด คายโหลง ใกล้ดอยไตแลงฐานของกองกำลังไทยใหญ่ SSA แต่จนถึงขณะทางฝ่ายว้า UWSA ยังไม่มีการถอนแต่อย่างใด
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) เป็นสำนักข่าวอิสระจัดตั้งโดยกลุ่มชนไทยใหญ่พลัดถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org และภาษาไทยใหญ่ที่ http://www.mongloi.org/

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
1 กันยายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ในคืนนั้น เมื่อทีมยึดอำนาจมากันครบหน้า เหลือแต่หัวหน้ายามสูงสุดคนเดียวที่หลบไปอยู่เซฟเฮาส์เข้าข้างเหลี่ยม ...นายผู้ชายพูดขึ้นว่า"เอ้า คุณโกวิท หัวหน้ายามรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านก็มาแล้ว ครบแล้วนี่ นายผู้หญิงไปจัดการได้เลย"

นายผู้หญิงจึงพูดว่า"ทุกคนให้ฟังหัวหน้าคนรับใช้บ้านไฮโซเพียงคนเดียว ได้สั่งการไว้กับหัวหน้าคนรับใช้แล้ว ให้ฟังคนเดียว"


ผู้เขียนต้องขอชี้แจงว่าเรื่องต่อไปนี้ เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงของผู้อ่านเป็นหลัก หากเหตุการณ์ สถานที่ บุคคลในเรื่องบังเอิญไปพ้องกับเหตุการณ์ สถานที่ หรือบุคคลจริงใดๆ ขอให้เข้าใจว่าไม่ได้เป็นเจตนาของผู้เขียนแม้แต่น้อย

เหตุการณ์ตามลำดับของนวนิยาย"วงศ์คำเหลาภาคพิสดาร"

*6 พฤษภาคม 2549 - เกิดการประชุมกันของบุคคลเจ็ดคนที่บ้าน"หัวเถิก"
*8 พฤษภาคม 2549-ตลก.รธน.ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะคนใช้สิทธิ์เลือกตั้งหันตูดออกนอกคูหา
*18พฤษภาคม 2549 - มีการตีพิมพ์บทความปฏิญญาฟินแลนด์ในสื่อผู้จัดกาม
*24 สิงหาคม 2549 - มีการทำคาร์บอมบ์เหลี่ยม (โดยลูกน้อง 1000-)จ่ายักษ์บอกฆ่าไม่ตายก็จะวางแผนปฏิวัติ
*15 กันยายน 2549 - มีการใช้อำนาจศาลสั่งจำคุกกกต.3หนา
*16 กันยายน 2549-นักวิชาการใหญ่ๆไปพบหัวหน้าคนรับใช้ มีเสียงกระซิบว่าจะจบแล้ว จะปว.แล้ว/ลิ้มกับกิ๊กเข้าพบนายหญิง/สงค์เสี้ยมพูดว่าเหลี่ยมไปนอกจะไม่ได้กลับ
*19 กันยายน 2549 - มีการยึดอำจเหลี่ยม
*1 ตุลาคม 2549 - สุรยุทธ์ขึ้นเป็นนายกหลังการยึดอำนาจ
*30 พฤษภาคม 2550-ตลก.รธน.ตัดสินยุบไทยรักไทย ปล่อยปชป.รอด
*23 ธันวาคม 2550-พรรคพลังประชาชนที่แปลงร่างจากไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง เป็นรัฐบาล
*13 ตุลาคม 2551-งานศพน้องโบว์
*25 พฤศจิกายน 2551-พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ(ตอนนี้9เดือนแล้วไม่มีใครโดนคดี)
*2 ธันวาคม 2551-ตลก.รธน.ยุบพลังประชาชนกับอีก2พรรค 3องค์กรเอกชน(สภาหอการค้า,สภาอุต,สมาคมแบงก์)ออกแถลงการณ์ให้ฝ่ายหนุนทักษิณยุติการตั้งรัฐบาล เปิดทางประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล ทหารดึงเนวินไปจัดขั้วใหม่กับปชป.ในค่ายทหาร
*25 มีนาคม 2552-เหลี่ยมโฟนอินแฉแก๊ง7คนประชุมบ้านปีย์โค่นตัวเองลงจากเก้าอี้
*11 เมษายน 2552-ประชุมASEAN SUMMITพัทยาล่ม มาร์ครีบไปค่ายทหารเสือที่ชล มีสตรีสูงศักดิ์ลึกลับบัญชาการอยู่ที่นั่น
*12 เมษายน 2552-ออกพรก.ฉุกเฉิน
*13 เมษายน 2552-สื่อเหี้ย-นักวิชามาร-เอ็นโตดีลงชื่อแถลงการณ์หนุน พธม.ส่งคนออกป่วนผสมโรงเนรวินให้เกิดภาพว่าเสื้อแดงจลาจลเผาบ้านเผาเมือง


แผนปฏิบัติการขององค์กรซ่อนเงื่อน

ความเดิมต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากนายผู้หญิงเรียกหัวหน้าคนรับใช้ประครอบครัวไฮโซวงศ์คำเหลาไปสั่งการว่าให้จัดการเหลี่ยมแล้ว ก็มีแผนปฏิบัติงานดังนี้

-หัวหน้าคนรับใช้แต่งชุดพรางไปตามคอกม้าต่างๆแล้วพูดเรื่องเหลี่ยมเป็นแค่จ๊อกกี้ พวกม้าต้องฟังเจ้าของคอกม้าเท่านั้น

-หัวหน้าคนรับใช้เรียกพวกมือกฎหมายของเหลี่ยมในตอนนั้นทั้งด๊อกเตอร์ปื๊ด- ดร.ณุไปเจอ ต่อมา2คนนั้นลาออก ทำให้เหลี่ยมหลุดคำว่า"ผู้มีบารมีนอกรธน. "

-หัวเถิกเชิญคน6คนไปพบที่บ้านสุขุมวิท เมื่อ6พ.ค.49 ประกอบด้วยสุรยุทธ์,ชาญชัย ,อักคราทร,จรัญ,ปราโมทย์ และ1,000-

ในภายหลัง1,000-แปรพักตร์ไปเข้ากับเหลี่ยม และเหลี่ยมนำข้อมูลจากพัลลภมาแฉว่า แก๊ง7คนประชุมวางแผนจัดตั้งขบวนการขับไล่ โดยเฉพาะการลอบสังหารเขาในเหตุการณ์คาร์บอมบ์(ความจริงหลายครั้งรวมแล้ว8หน) และวางแผนสำรอง หากดำเนินการไม่สำเร็จก็จะยึดอำนาจ

หัวเถิกได้ปฏิเสธการแฉของเหลี่ยม โดยอ้างว่า การนัดกินข้าวเย็นวันนั้นก็เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว มี"ผู้ใหญ่"หลังออกมาพูดกับตุลาการ ขบวนการไม่ยุติธรรม เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองเรื่องการเลือกตั้งตอนต้นปี2549 ก็เลยได้ถกเรื่องขั้นตอนกฎหมายเพื่อแก้วิกฤตบ้านเมืองหลังผู้ใหญ่ได้พูดออกปาก

-อีกเพียง2วันหลังวงกินข้าว คือ8พ.ค.49 ศาลรธน.ตัดสินให้การเลือกตั้ง2เม.ย.2549เป็นโมฆะเพราะคนลงคะแนนหันตูดออกนอกคูหา และมีการกดดันให้กกต.ชุด3หนาลาออก แต่ทั้ง3คนไม่ออก

-18พฤษภาคม49 ปราโมทย์ปล่อยบทความปฏิญญาฟินแลนด์ออกมา

-24 สิงหาคม49 เกิดคดีคาร์บอมบ์ จับจ่ายักษ์และร้อยโทลูกน้อง1,000-ไว้(เพิ่งตัดสินคุก4ปีข้อหามีอาวุธและเคลื่อนย้ายอาวุธ)จ่ายักษ์เผยว่าตามแผนเมื่อฆ่าไม่ตายก็จะปฏิวัติ

-15 กันยายน 49 ศาลตัดสินจำคุกกกต.ชุด3หนา

-16กันยายน49 นักวิชาการ ผู้บริหารมหาลัยราว25คนพบผ้ใหญ่คนหนึ่ง ผู้ใหญ่คนนี้บอกว่าเหลี่ยมควรยุติบทบาท ขณะที่พระจุล ทนายหน้าหอผู้ใหญ่คนนี้เดินมาส่งนักวิชาการกระซิบว่าใกล้เรียบร้อยแล้ว จะทำปฏิวัติไวๆนี้

-ช่วง4-5วันก่อนยึดอำนาจ ลิ้มกับเลดี้แชตเตอร์ลีย์ ชู้รักเข้าพบนายผู้หญิงตระกูลไฮโซ นายผู้หญิงย้ำให้ระดมมวลชนมาให้มากที่สุด และบอกแผนว่าเตรียมให้ทหารยึดอำนาจแล้วไม่ให้เหลี่ยมเข้าประเทศ ลิ้มรีบม็อบกระทันหันที่ธรรมศาสตร์ใช้สัญลักษณ์สีเต็มที่แบบไม่ปิดบัง เขียนบางถ้อยคำให้คนตีความไปหลายทางเช่น"ฟ้าเปิดแล้ว" ส่วนสงค์หน้าเสี้ยมให้สัมภาษณ์เรื่องเหลี่ยมไปประชุมยูเอ็นว่า งวดนี้ไปแล้วจะไม่ได้กลับ

เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วในเวลากลางวัน ขาดอยู่แต่หัวหน้ายามรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านคนเดียว ที่นายผู้หญิงสั่งให้มาพบ แต่ไม่ยอมไปพบตามสั่ง โดยหลบไปอยู่โรงเรียนยามรักษาความปลอดภัยแถวสามพราน กระทั่งเย็นนายหญิงสั่งให้คนใช้โทรไปตามให้รีบเข้ามาไม่งั้นปลด

หัวหน้ายามหมู่บ้านก็กลัวโดนปลด ก็เลยต้องตามหลังเข้ามา ทีมยึดอำนาจก็พร้อมแล้ว โดยมีหัวหน้าคนรับใช้เป็นคีย์แมน หัวหน้ายามรักษาความสงบของหมู่บ้านพร้อม หัวหน้ายามฝ่ายอากาศพร้อม หัวหน้ายามฝ่ายทหารน้ำมาแบบแกนๆ

ในคืนนั้น เมื่อทีมยึดอำนาจมากันครบหน้า เหลือแต่หัวหน้ายามสูงสุดคนเดียวที่หลบไปอยู่เซฟเฮาส์เข้าข้างเหลี่ยม ...นายผู้ชายพูดขึ้นว่า"เอ้า คุณโกวิท หัวหน้ายามรักษาความปลอดภัยก็มาแล้ว ครบแล้วนี่ นายผู้หญิงไปจัดการได้เลย"

นายผู้หญิงจึงพูดว่า"ทุกคนให้ฟังหัวหน้าคนรับใช้บ้านไฮโซเพียงคนเดียว ได้สั่งการไว้กับหัวหน้าคนรับใช้แล้ว ให้ฟังคนเดียว"

โปรดติดตามตอนต่อไป...

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

จดหมายหลังตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ: ‘พี่ดารณี เราอยากชวนพี่มาที่บ้านของเรา’

ที่มา ประชาไท

หลังคำพิพากษาของศาลอาญาให้จำคุก ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เป็นเวลา 18 ปี ในความผิดตามมาตรา 112 ประชาชนผู้ให้ความสนใจกับคดีนี้ได้ร่วมกันเขียนจดหมาย ส่งโปสการ์ดเข้าไปให้กำลังใจเธอถึงในเรือนจำ หลังจากที่สมัชชาสังคมก้าวหน้าเป็นผู้เปิดประเด็นรณรงค์ในเรื่องนี้
หลังจากนั้นจึงมีการคิดคำขวัญ “ดารณี เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านของเรา” ส่งต่อกันในอีเมล โดยไม้หนึ่ง ก.กุนที ผู้ริเริ่มการณรงค์นี้ระบุว่า นำแนวคิดนี้มาจากเรื่องของ “กั๊วเบ่าฟง” ที่ถูกทางการจีนจับอย่างไม่เป็นธรรม และเขาได้ทวีต (ในเว็บไซต์ www.twitter.com) ข้อความขอความช่วยเหลือจากเพื่อน นำไปสู่การส่งไปรษณียบัตรจากทั่วโลกเขียนข้อความเดียวกันว่า “กั๊วเบ่าฟง แม่คอยกินข้าว รีบกลับบ้าน” ส่งถึงเขาที่เรือนจำ ต่อมาทางการจีนได้ปล่อยตัวเขากลับไปกินข้าวกับแม่ได้จริงๆ
รายละเอียดของจดหมายฉบับต่างๆ มีดังนี้
เช้าวันที่ 28 ที่ผ่านมา ผลการตัดสินของศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ซึ่งคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโดเป็นจำเลย ก็ปรากฎเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกแล้ว ผลการตัดสินอาศัยข้อมูลหลักฐานปรากฎในช่วงที่เธอกล่าวปราศรัยต่อต้านการรัฐประหาร ทำให้เธอต้องถูกจำคุกเป็นเวลาถึง 18 ปี
ภาพข่าวจากสื่อหนังสือพิมพ์ และจากคำบอกเล่าของกลุ่มเพื่อนดาที่ไปให้กำลังใจที่ศาล ทำให้เรารับรู้ได้ถึงจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงของเธอ ซึ่งอาจทำให้เราหลายคนอาจต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเราตกอยู่ในฐานะแบบเดียวกับเธอ เราจะยังคงความเข้มแข็งแบบนั้นได้อยู่อีกหรือ?
พี่ดารณี
เราอยากชวนพี่มาที่บ้านของเรา
มากินน้ำ มากินข้าว
และช่วยเล่าความเป็นไป

น้ำพริก ปลาทู หน้าหัก
กินแกล้มกับผัก ไม่ต้องร้องไห้
แบ่งปัน เปิบมือ ข้าวไทย
แม้ว่าข้างใน เศร้าใจก็ตาม

พี่ พี่ อิ่มข้าวแล้วมีขนม
ชีวิตมันขม เพราะสิทธิ์ถูกหยาม
ยิ้มนะพี่ พวกเรานี้จะพยายาม
ช่วยตั้งคำถาม ความผิดอะไร

ข้าวแดงมันแข็งกว่าข้าวขาว
ต้องขืนกินคราวทุกข์ยากยิ่งใหญ่
ร่วมมื้อ ร่วมมือ ร่วมใจ
ร่วมกันเป็นไท มื้อใหม่ยังรอ

แล้วมากินข้าวด้วยกันนะพี่ จะรอ จะรอ
น้องคนหนึ่ง

มะม่วง - เขียน
๒๖ สิงหา ๕๒
1
เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ
ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี
ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่
ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน
บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓
๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒
สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
จดหมายของ บ.ก.ลายจุด
ดา ได้ถูก บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ช่วงที่บ้านเมืองคล้ายจะกลียุค และ ล่มจม
เรื่องราวของ คนตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม

ถ้าไม่มีรัฐประหาร เราคงไม่ได้เห็นผู้หญิงที่ดูจะแข็ง ๆ คนนี้ออกมายืนจับโทรโข่ง ตะโกน ด่าทอคณะรัฐประหารและผู้เกี่ยวข้องในสนามหลวง

ประโยคด่าทอ อธิการบดี ธรรมศาสตร์ สถาบันที่เธอเรียนจบด้านรัฐศาสตร์มาจากที่นั่น ลั่นสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ เพราะอธิการบดีคนนี้ สนับสนุนขุนนางและเหล่าทหารที่ออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ

แม้ไม่ค่อยคุ้นชินกับท่วงทำนองของ พี่ดา แต่นี่คือที่มาของฉายา ดา ตอปิโด


ดา ถูกจับกุมเพราะปราศรัยที่สนามหลวง และตำรวจกล่าวหาว่า ข้อความที่เธอพูดไปดูหมิ่นสถาบันฯ
เธอถูกจับกุมโดยไม่ได้รับประกันตัว แม้ว่าจะมีความพยายามกี่รอบ ภายใต้หลัก รธน ที่ว่า ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ศาลวินิฉัยยกคำร้องขอประกัน เพราะเป็นคดีความมั่นคง และ เกรงว่าเธอจะหลบหนี

ดา ไม่ได้โชคดีเหมือนกับหลาย ๆ คนที่ถูกคดีในลักษณะเดียวกัน แต่เพราะคนเหล่านั้นเป็นนักการเมืองและเป็นผู้มีชื่อเสียงทางสังคม แม้คดีประเภทเดียวกัน แต่คนเหล่านั้นได้รับการประกันตัว

ดา ถูกไตร่สวน โดยศาลไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอก ยกเว้นทนาย เข้าร่วมในการพิจารณา นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกอึดอัด ผมเคยนั่งอยู่ในห้องพิพากษา ซึ่งมีทั้งคดีค้ายาเสพติด ฆ่าคนตาย แต่พวกเขามีญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง มานั่งรับฟังให้กำลังใจอยู่ในห้องนั้น แต่ ดา ไม่ได้รับโอกาสนั้น

ผมตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง จริง ๆ มันอาจไม่ใช่จดหมายก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ผมอยากพูดถึง "ดา" ในอีกรูปแบบหนึ่ง จะเรียกว่า ตะโกนด้วยข้อความ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมรู้สึกเช่นนั้น ตอนเริ่มเขียน


ดา ได้ถูก บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ช่วงที่บ้านเมืองคล้ายจะกลียุค และ ล่มจม
เรื่องราวของ คนตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่มึดคลึ้ม

ขอให้เรียกยังตะโกน และ เรียกชื่อของเธอ "ดา"

3
Postcard จากอเมริกาของคุณ Macnacarta (นามแฝง)

Postcard จากคุณบุหลันแรม (นามแฝง)

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: คุยเรื่อง "ทักษิณ" กับ Kevin Hewison

ที่มา ประชาไท

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: ChuPitchTV #60

คุยเรื่อง "ทักษิณ" กับ Kevin Hewison
ความยาว 31 นาที