WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 1, 2009

ยิ่งลักษณ์โวย เอี่ยวคลิป ชั่งใจฟ้องร้อง

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30218

ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเอสซี ฯ 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ลั่น บริษัทฯ โดนกล่าวหาเอี่ยวคลิปเสียงนายกฯ ชั่งใจ จะฟ้องร้องหรือไม่ หลังทำเสียหายแง่ธุรกิจ ...

วันนี้ (1 ก.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่มีการกล่าวหาว่า บริษัทเอสซีฯ เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับบริษัท อยากขอให้แยกกัน เพราะบริษัททำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเกิดความเสียหายในแง่ธุรกิจ รัฐบาลควรจะหาข้อมูลให้ครบก่อน ไม่ใช่มากล่าวหาบริษัทเอสซีฯ ทำให้บริษัทเสียหาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์​ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงประชาชน และผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว นอกจากนี้อยากขอให้มีการตรวจสอบบริษัทอื่นด้วย ไม่ใช่พุ่งเป้ามาที่บริษัทเอสซีฯ แห่งเดียว ขณะนี้กำลังรอดูว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และได้ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเสียหายต่อบริษัท

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ได้เดินทางไปกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวเรศ ชินวัตร เพื่อไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศสวาซิแลนด์ และประเทศแอฟริกาใต้ โดยเพิ่งเดินทางกลับเมื่อวันที่ 31 ส.ค.

‘ตาอิน’ ปทีป ‘ตานา’ จุมพล แล้วใคร ‘ตาอยู่’??

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งใกล้วันครบรอบ 3 ปีในการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549มากขึ้นเท่าไร แรงกดดันทางการเมืองก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นสะท้อนชัดว่า การทำรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ คปค.นั้นไม่เพียงไม่สะเด็ดน้ำแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองเป็นไปอย่างไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คันรัฐบาลหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา จึงตกอยู่ในยถากรรมแห่งกระแสการเมืองทั้งสิ้นเพราะกลายเป็นสังคมที่มีทั้งคนใหญ่ และคนอยากใหญ่เข้ามาวุ่นวายกับระบบ จนเรื่องง่ายๆ ที่ควรจะจบลงได้ก็ยังไม่สามารถจบลงได้ยิ่งความรีบร้อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฉวยจังหวะทางการเมือง ภายใต้แรงกดดันพิเศษของกลุ่มอำนาจต่างๆทั้งในสภาและนอกสภา ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองผสมผสานกับกิเลสทางการเมืองของนักการเมืองบางกลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยมองข้ามความจริงในเรื่องของ “การลัดตัดเส้นทาง” กับ“การยอมรับ” ของสังคมภาพรวมรอยปริแยกแตกต่างทางความคิดในสังคมจึงยังไม่ยอมจบลงง่ายๆและในวันนี้รัฐนาวาของนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเผชิญกับคลื่นลมแรงทางการเมืองอย่างน่ากลัวมากทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโดยเปิดเผยที่ยืนหยัดชุมนุมต่อต้านแบบเปิดหน้าชกของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สังคมทั้งสังคมรับรู้ว่าไม่ยอมรับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเป็นการขึ้นมาแบบมีตำหนิแต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กลับยังต้อง

เผชิญกับฝ่ายที่ลึกๆ แล้วไม่ได้ยอมรับ และพร้อมที่จะแอบเล่นงานอยู่ลับๆ ตลอดเวลาด้วยเหตุผลที่ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์อำนาจขัดกันก็บรรลัยผลประโยชน์ขัดกันก็ต้องฉิบหายกันไปข้างหนึ่งถือเป็นสงครามใต้ดินที่น่ากลัวที่สุดในทางการเมือง!!!เหมือนกับสำนวนที่ว่า เกาทัณฑ์เปิดเผยป้องกันง่ายแต่เกาทัณฑ์ลับนั้นป้องกันยากยิ่งเป็นเกาทัณฑ์ลับที่พุ่งออกมาจากมือของคนที่คิดว่าอยู่ในฝ่ายเดียวกัน ในพวกเดียวกันด้วยแล้ว บางครั้งแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายปลิดปลง ก็ยังไม่รู้ว่า “ทำไม”กลายเป็นวิญญาณงมงายในปรโลกก็ได้แต่ให้กำลังใจและตั้งความหวังเอาไว้ว่า นายอภิสิทธิ์จะไม่งมงายหรือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆดูแค่ในขณะนี้ เรื่องของ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่มาจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผยเลยสักนิดภายใต้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.ก็ตาม กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอยู่ล้วนแล้วแต่ทำใจเอาไว้ล่วงหน้าว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง???จะเป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจขึ้นมาหรือจะเป็น พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.ขึ้นมาและแม้กระทั่งจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีที่ปรึกษา สบ 10 ขึ้นมาสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีอะไรแตกต่างกันเท่าไรแน่ เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็คงต้องย้ำสั่งย้ำกำชับกำชาให้เข้มงวดกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ชนิดเต็มอัตราศึกของกองกำลังผสมระหว่างตำรวจและทหารอย่างแน่นอนเพราะผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาไม่ได้มีปัญหาหรือลังเลในการที่จะปกป้องรัฐบาลปัจจุบันอยู่แล้วดังนั้น การที่ ผบ.ตร.คนใหม่ จะเป็นใครก็ตามถ้านายกรัฐมนตรียังเป็นนายอภิสิทธิ์ กลุ่มคนเสื้อแดงย่อมไม่คาดหวังใดๆ ทั้งสิ้นว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนั่นหมายความว่าเกมชักคะเย่อตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่

ในเวลานี้ เป็นเรื่องของ “คนกันเอง” ทั้งนั้นโดยอาจจะมีเรื่องของ “ปรากฏการณ์และข้อมูลพิเศษ”เข้ามาเกี่ยวข้อง และก่อให้เกิดการกล่าวอ้างกันไปต่างๆ นานาตามความเชื่อของแต่ละฝ่ายและตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคนสิ่งที่ชัดเจนและเป็นคำตอบอยู่ในตัวเองของแต่ละกลุ่มที่ออกมาดิ้นรนมาขยับไพ่กันไปมาอยู่ในเวลานี้ก็คือ“มีได้มีเสีย” นั่นเองทำไมทั้งนายอภิสิทธิ์และกลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องให้เป็นพล.ต.อ.ปทีป ให้ได้ทำไม นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณและกลุ่มก๊วนพรรคภูมิใจไทย จึงต้องจำยอมขัดใจนายอภิสิทธิ์ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า นายอภิสิทธิ์มาถึงวันนี้และยืนหยัดอยู่ได้ในขณะนี้ ไม่เพียงไม่ธรรมดา และแน่นอนว่าแบ็กต้องดีและแข็งโป๊กอย่างมากๆ เลยทีเดียวฉะนั้น นอกเหนือจากการที่นายอภิสิทธิ์จะเรียกนายนิพนธ์เข้าไปหารือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ในเรื่องของการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีปดั่งใจแล้วนายอภิสิทธิ์น่าจะลองกลับมาพิจารณาถึงต้นตอแห่งปัญหาที่แท้จริงด้วยว่า เพราะอะไรเรื่องที่ดูเหมือนน่าจะง่ายเพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถพิจารณาแต่งตั้งตำรวจได้เพียงแค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้นตำแหน่งอื่นๆ จะล้วงลูกล้วงโผไม่ได้ นั่นก็คือตำแหน่ง ผบ.ตร.ขนาดที่มีกฎหมายชัดเจนอย่างนี้แล้ว ทำไมเรื่องง่ายจึงกลายเป็นยากนายนิพนธ์นั้นก็ถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคประชาธิปัตย์ แถมยังร่วมชะตากรรมกันมาเมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกกระทรวงมหาดไทย แล้วทำไมตอนนี้นายนิพนธ์ถึงมีท่าทีแข็งขืนเช่นกันกับนายสุเทพ ที่แสดงอาการอิดหนาระอาใจส่ายหน้าให้เห็นได้ชัดสิ่งเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์แม้ว่าจะนั่งหัวโต๊ะ ก.ต.ช. และแม้กระทั่งจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นที่จะต้องถามตัวเองดังๆ3 ครั้ง 3 เวลาหลังอาหารในช่วงนี้ว่า“ทำไม???”

จริงอยู่ในมุมมองของนักบริหารระดับออกซ์ฟอร์ดเช่นนายอภิสิทธิ์ ที่มีกลิ่นอายของความเป็นนักวิชาการสูงกว่านักปฏิบัติผู้ผ่านการเคี่ยวกรำในสนามการทำงานที่แท้จริงย่อมจะต้องชื่นชมในวิถีของ พล.ต.อ.ปทีป ซึ่งมีบุคลิกของการเป็นนักวิชาการเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์แม้ว่าจะไม่ได้มีพวกมีเพื่อนมากเท่ากับ พล.ต.อ.จุมพลแต่เมื่อพูดกันรู้เรื่องในเชิงวิชาการ ในความแม่นยำในเรื่องของตัวบทกฎหมายหลายๆ คดีที่คาราคาซังอยู่ และเป็น “สลัก” สำคัญเกี่ยวพันกับเกมการเมือง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้หลักการที่ดูดีเป็นทางออกที่สวยงามนั้น ดูแล้วต้องเป็นนักวิชาการนั่นแหละเหมาะสมที่สุดและที่สำคัญ มองตาก็น่าจะสามารถเข้าใจกันได้ดีกับนายอภิสิทธิ์ว่าคิดอะไร ว่าต้องการอะไร!!!ตรงนี้แหละที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ชื่นชอบ พล.ต.อ.ปทีปเป็นพิเศษผิดกับกรณีของ พล.ต.อ.จุมพลที่เพื่อนเยอะ แถมหนึ่งในบรรดาแวดวงคนใกล้ชิด ดันมามีภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ด้วยนี่สิ...จะให้วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไรยันกันในสภาพเช่นนี้จึงไม่แปลกที่เรื่องนี้ทำท่าว่าจะบานปลายขึ้นมาอีกรอบหนึ่งเมื่อกระหึ่มข่าวว่า ถ้าคุยกันไม่ลงตัวจริงๆ นายนิพนธ์ซึ่งกลายเป็นบุคคลที่ลำบากใจมากที่สุด เหนื่อยมากที่สุดก็คงต้องตัดสินใจไปเสียเองเล่นเอา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถูกนายอภิสิทธิ์มอบหมายให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นและเป็นผู้จัดการใหญ่ในการดำเนินการให้รัฐบาลชุดนี้ตั้งได้สำเร็จเป็นตัวเป็นตนถึงกับอึ้งและยืนยันชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้นายนิพนธ์ยังถือเป็นคนที่ดีที่สุดในการให้ข้อคิดเห็นเรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่ส่วนกระแสข่าวว่านายนิพนธ์จะลาออกนั้น นายสุเทพกล่าวเลี่ยงๆ ว่าให้ไปถามนายนิพนธ์เอาเอง!!!ขึงพืดกันขนาดนี้ แต่ละขั้วการเมืองอึดอัดแน่ฉะนั้น ทฤษฎี “ตาอยู่” จึงได้โผล่ขึ้นมาเป็นทางเลือกที่ 3ของทางออกแห่งการเผชิญหน้ากันในการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ในครั้งนี้เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งยืนยันว่า ต้องเป็น พล.ต.อ.ปทีปและอีกฝ่ายก็ยืนยันว่า ต้องเป็น พล.ต.อ.จุมพลสุดท้ายระวังจะไปลงตัวที่ชื่อคนที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ทั้งพล.ต.อ.ปทีป และ พล.ต.อ.จุมพล“ตาอินกะตานา โศกาอาวรณ์จริงเจียว ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียวคว้าพุงเพียวๆ ไปกิน” ■

การเมืองดิจิตอล

ที่มา บางกอกทูเดย์

“หลังจากที่กลับออกมาจากเหมืองเพชร ผมก็ได้เข้าเฝ้าฯ H.E.King Mswati III พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์”ข้อความจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขียนผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ส่งถึงสาวกคนเสื้อแดงในเมืองไทยและอีกหลายประเทศรูปแบบการสื่อสารนี้เป็นการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ “ทักษิณ” เลือกใช้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนและกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ตรงประเด็นที่สุดขณะเดียวกัน...การส่งข้อความเช่นนี้ยังถูกเผยแพร่ตามสื่อมวลชนทุกแขนง ซึ่งนั่นอาจเป็นความจงใจของผู้ส่งที่ต้องการให้มีการทำซ้ำหลายๆ ครั้งรูปแบบการสื่อสารเช่นนี้ไม่ได้มีแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น แต่ใน รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน ก็เริ่มหันมาสื่อสารผ่านทวิตเตอร์บ้างแล้วเพียงแต่การนำเสนอยังไม่ได้รับความสนใจเท่ากับอดีตนายกรัฐมนตรีหากดูจากรูปแบบการนำเสนอแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงตีโจทย์แตกในการนำเสนอข้อมูล ตั้งแต่การโพสต์ข้อมูลก่อนวันเกิดว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ ตามด้วยก๋วยเตี๋ยวเนื้อทวิตเตอร์เพื่อเช็กเรตติ้งสาวกคนเสื้อแดงเมื่อปลายเดือนสิงหาคมเกมการเมืองเช่นนี้...อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเมืองดิจิตอล” ที่มีการตอบโต้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นขณะที่อดีตนายกฯ ใช้บริการสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อปลุกกระแสความนิยมในตัวเองแต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับผลกระทบจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เมื่อเขาต้องพบกับเกมการเมืองที่เลือกใช้ “สื่อ” เป็นเครื่องมือทางการเมือง“คลิปเสียงนายกฯ” เป็นช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาเป็นเกมการเมือง...เพราะคลิปเสียงที่ว่านี้ถูกส่งต่อไปยังสื่อต่างๆ และเผยแพร่

ข้อความที่มีคนอ้างว่าเป็นข้อความที่นายกรัฐมนตรีสั่งสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง และโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดงแต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อดิจิตอล ยังถูกพาดพิงไปยังบริษัทในเครือข่ายของตระกูลชินวัตรว่า อยู่เบื้องหลังการเผยแพร่คลิปเสียงครั้งนี้ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงอย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” กลับตั้งข้อสังเกตที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆโดยสงสัยว่า “ทหาร” เป็นคนเผยแพร่ “คลิปเสียงนายกฯ” หลังจากที่รัฐบาลและทหารไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ในช่วงนี้แต่ผู้นำเหล่าทัพทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ต่างออกมาปฏิเสธข่าวนี้พร้อมยืนยันว่า...เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะทำอย่างนั้นแค่ประเด็นคลิปเสียงนายกฯ ยังถูกนำมาเป็นเครื่องทางการเมืองที่น่ากลัว เพราะคลิปที่ว่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นอย่างมากถึงกลับอดรนทนไม่ไหว ถามตรงๆ เอากับ พ.ต.ท.สมชายเพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ระหว่างยื่นหนังสือต่อนายกฯ ระหว่างประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2553ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์...นำพยานหลักฐานกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า...เป็นการตัดต่อคลิปเสียงเพื่อให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อ กกต.เพื่อพิจารณายุบพรรคเพื่อไทยในเรื่องประธาน กกต. “อภิชาต สุขัคคานนท์” รับลูกไว้แล้วพร้อมระบุว่า...ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องรอดูเอกสารจากผู้ร้องว่าจะร้องในความผิดฐานใดจึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า...แนวทางของ กกต.จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเราจะต้องดูเจตนาของการเผยแพร่คลิปดังกล่าวว่า มีจุดประสงค์เพื่อใส่ร้ายกันหรือไม่แม้ตำรวจจะให้ประกันตัว 2 พนักงานบริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เผยแพร่คลิปเสียงตัดต่อของนายกฯแต่เรื่องนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับเขยตระกูลชินวัตร“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี“คนในตระกูลชินวัตรเป็นคนมีคุณธรรม รักความสงบ หากรัฐบาลจะกล่าวหาใครควรมีหลักฐาน ไม่ควรใส่ร้ายผู้อื่น และผมยังไม่เคยคุยเรื่องดังกล่าวนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของคนในบ้านเมืองเท่านั้น”ดูเหมือนสงครามสื่อระหว่าง 2 ขั้วการเมืองจะยังไม่จบลงง่ายๆอย่างที่คิด เพราะเวลานี้เจ้าพ่อสื่ออย่าง “ตระกูลชินวัตร” กำลังถูกย้อนเกล็ดเพราะสื่อในมือในยุคที่เรียกว่า “การเมืองดิจิตอล” เช่นเดียวกัน ■

รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงวันนี้ผมชักลังเลว่า ประเทศไทยจะยังเป็นของผมหรือเป็นของคนไทยกว่า 63 ล้านคนหรือไม่ ไม่มีใครแน่ใจและกล้ายืนยันในเมื่อ...วันนี้นายกรัฐมนตรีที่ชี่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยังดำรงตนในการเป็นผู้นำประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่มีใครอ่านใจได้!!ไม่มีใครคิดว่า...นายกรัฐมนตรีคนนี้จะดันทุรังเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผบ.ตร.คนใหม่แม้ว่าการเสนอชื่อที่ว่านี้จะมีเดิมพันสูงมาก!!สูงขนาดอาจจะต้องเผชิญหน้ากับพรรคภูมิใจไทยที่เป็น“สายเลือดเส้นใหญ่” ของรัฐบาลมาร์ค เพราะจนบัดนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูลก็ยังคงยืนยันเหมือนกันว่า จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพลมั่นหมาย รอง ผบ.ตร. เข้าแข่งเป็น ผบ.ตร.อยู่เหมือนเดิมแน่นอน!!เรื่องอย่างนี้มันต้องมีเหตุผลลึกและลับ ซับและซ้อนมากกว่าที่เราท่านทั้งหลายจะคิดกันว่า ทำไมผู้ใหญ่ 2 คนในรัฐบาลที่ต่างเป็น “หัวหน้าพรรค” จะไม่สามารถตกลงกันได้ในการเสนอชื่อ ใครก็ได้สักคนหรือสองคน ที่เสนอแล้วเกิดภาวะการเป็นเอกภาพ!!ทำไมนายกรัฐมนตรีมือใหม่หัดขับอย่าง มาร์ค-อภิสิทธิ์จึงต้องลงทุน “เสี่ยง” ต่อการล่มสลายของรัฐบาลนี้ขนาดนี้??มันต้องมีอะไรที่บอกใครไม่ได้!!ว่ากันไปแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลที่มีคุณูปการกับพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย ที่มี ชวรัตน์ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค และมี เนวิน ชิดชอบ

คอยคัดท้ายอยู่เบื้องหลังแล้ว...มันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องติดดาบประจัญบานทีเอ็งต้องไม่มีข้า หรือมีกูต้องไม่มีมึง มันดูจะไร้สาระและเป็นการเล่นการเมืองในลักษณะไม่สร้างสรรค์อะไร!!ฟังคำอภิสิทธิ์ก็ยิ่งมองเห็น “ตัวตน” ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นมาร์คยังยืนยันจุดยืนในการเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งจะเกษียณอายุราชการ วันที่ 30ก.ย.นี้ ว่า....ยังไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีแรงจากอะไรมาบีบทั้งสิ้นเพราะสิ่งที่ทำนั้นทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมส่วนจะเสนอชื่อนายพลตำรวจเอก 2 ชื่อตามที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แนะนำหรือไม่ ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)เสนอชื่อ ผบ.ตร. เพียงชื่อเดียวและไม่ว่าจะเสนอชื่อใคร ต้องมีคำตอบให้กับสังคมถึงวันนี้มีคนเชื่อกันว่า มาร์คคงกำลังคิดจะปลดแอกจากพรรคภูมิใจไทย ที่คอยกดขี่ พรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรีมาตลอดโดยวิธีนี้เชื่อกันว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยจะยกพรรคออกมาร์คก็คงจะปรับ ครม. เป็นรัฐบาล “เสียงข้างน้อย” และทำงานไปสัก 3-4 เดือนก็จะ ยุบสภา!!แต่ยุบแล้ว...จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหนหรือไม่??กบเขียดอึ่งอ่างคางคกก็ไม่กล้าเดาทั้งนั้น!! ■

สงครามการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ผลของการรัฐประหารทุกครั้งทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลงเรื่อยๆ เหมือนโซ่ประชาธิปไตยถูกตัดด้วยการปฏิวัติ ถึงเวลาก็ต้องเอามาเชื่อมต่อกันใหม่ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานกว่าจะต่อติด”คำพูดนี้ของ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร หลานเขยราชครู ซึ่งได้มีส่วนรับรู้เรื่องการเมืองของกลุ่มราชครูที่มีตำนานยาวนานจากปี 2490 สมัย จอมพลผินชุณหะวัณ บิดา พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนจะแตกลูกหลานเป็นราชครูรุ่น 2 ที่มาก่อตั้งพรรคชาติไทยโดย พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร กับ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ ส่วนรุ่น 3 เป็นรุ่นหลานกระจายไปอยู่หลายพรรค สาย “อดิเรกสาร” ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ไกรศักดิ์ชุณหะวัณ อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วน กร ทัพพะรังสีเงียบเชียบหลังจากมีข่าวย้ายกลับไปอยู่พรรคชาติไทยเมื่อ 2 ปีก่อนความจริงของคำพูดข้างบนนี้ เป็นทั้งบทเรียนและบาดแผลของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยหลังสุด

เป็นบาดแผลที่ยังติดเชื้อและกำลังลุกลามเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยบาดแผลที่คนประชาธิปไตยไม่มีวันลืม คือ การปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ยังตามหลอกหลอนประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ทั้งยังเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและปรัชญาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งโดนปฏิวัติเหมือนกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถ่ายทอดจากดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ว่าปรัชญาของ พล.อ.ชาติชาย คือ การเมืองต้องจบเป็นตอนๆ ไปถ้าชีวิตคนเราไม่สามารถจบเป็นตอนๆ ได้ มัวแต่นึกย้อนอดีต มันก็เป็นปัญหาไม่จบเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วและคงดำรงอยู่ คือ การเมืองช่วงหลังปฏิวัติ 19 กันยายน2549 เป็นการเมืองที่ยาวต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ที่เหมือนกัน คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดนปฏิวัติรสช. ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดนปฏิวัติพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลินแต่ที่ต่างกัน คือ เรื่องของ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ จบลงได้หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยการปฏิวัติของมวลชนคนประชาธิปไตยเรียกร้องประชาธิปไตยคืนกลับมาได้ หลังจากมีการเสียเลือดเนื้อคนไทยด้วยกันส่วนเรื่องราวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่จบและไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกันและเป็นการเรียกร้องเต็มรูปแบบ ทั้งด้วยการเมืองในสภาและการเมืองนอกสภาสงครามการเมืองประชาธิปไตยหนนี้ แตกต่างและยุ่งยากยิ่ง ใหญ่กว่าครั้ง ไหนๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสงครามหนนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ ■

แด่ท่านผู้นำ

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดยวัยวุฒิ..อายุอานามอีก 3 ปีจะ 50 นั้น..ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เด็กโดยวุฒิภาวะ..คนที่อยู่กับการเมืองมาอย่างยาวนานและไต่เต้าเติบโตมาถึงตำแหน่งหัวหน้าคนนั้น จะรู้ว่าบนตำแหน่งแห่งหนบนการเป็นหัวหน้านั้น..การเอื้อเฟื้อผ่อนปรนสำคัญกว่าความเข้มแข็งเด็ดขาดโดยคุณวุฒิ..การศึกษาที่เพียบพร้อมสมบูรณ์นั้น..ยืนยันว่าการฟังและใคร่ครวญอย่างรอบคอบ..จะให้คำตอบได้ดีกว่าคำปฏิเสธ..และผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย..เรียนรู้ที่จะปฏิเสธด้วยคำว่า..ให้..การศึกษาจะช่วยให้แยกแยะได้ว่า..ที่ใดมีคณะกรรมการ ที่นั่นก็มีการปรึกษาหารือ..ที่ใดมีการปรึกษาหารือ ที่นั่นจะต้องมีมากกว่าหนึ่งเพราะนายกรัฐมนตรีมาร์ค..มั่นอกมั่นใจในตนเองมากเกินกว่าความเป็นจริง เขาจึงตกเข้าไปอยู่ในชะตากรรม..ชนิดที่เรียกได้ว่า..เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ออกและที่สำคัญที่สุด..มันมีความสำคัญ

ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..หรือเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นเดิมพันบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น..สิ่งที่ต้องควบคุมให้ได้เป็นอันดับแรก คือ..อารมณ์กลับบ้านเถอะลูก..อดีตนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..บอกกับฝูงนักข่าวเมื่อใกล้เช้าวันหนึ่ง เพราะไม่พึงประสงค์จะตอบคำถามที่ตอบยากจอมพลถนอม กิตติขจร..ยิ้มอย่างอารมณ์ดีหนีคำถามของฝูงนักข่าวที่รุมล้อมขึ้นรถ..แต่ทันทีที่ประตูรถปิด..จอมเผด็จการกระทืบเท้ากับพื้นรถคณะผู้ติดตามและคนขับรถเท่านั้นที่รู้โน พร็อบเบลม..พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ..อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ..ใช้ประโยคนี้ควบคุมอารมณ์ของตนแอง..ทันทีที่ วีระ มุสิกพงศ์..อภิปรายจบ..ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมช..กับอารมณ์ที่เร่าร้อนเต็มที่..ก็ประกาศลาออกกลางสภา..เปลี่ยนไปอีกถึง 7 นายกรัฐมนตรี..กว่าประชาธิปัตย์จะได้ ชวน หลีกภัยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ก็เพราะอารมณ์วิ่งนำหน้า เหตุผลเดินช้าตามหลัง เสนอคนเดียวให้คนทั้งคณะต้องเห็นชอบนั้น..มันเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย..คุมอารมณ์ไม่ได้..นานไปจะรักษาเก้าอี้ไม่ได้■

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
1 กันยายน 2552

เอาเป็นว่าในที่สุดองค์กรซ่อนเงื่อนก็โค่นเหลี่ยมลงเรียบร้อยสะดวกดาย บ้านเมืองก็มีความสุขสืบมา จนถึงวันเวลานี้ ยุคที่กำลังโฟกัสกันไปเรื่องแต่งตั้งผบ.ตร. ทั้งที่ชาวบ้านร้านช่องไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ความขัดแย้งก็เล็ดรอดมาให้ได้ยินกันเรื่อง"ข้อมูลเก่า" "ข้อมูลใหม่" และ"ข้อมูลสำคัญ"

รหัสลับเรื่อง"ข้อมูล"นั้นมีมานาน เช่น ว่ากันว่ายุคที่กลุ่มยังเติร์กคุมกองกำลังไว้ในมือยกพวกยึดอำนาจรัฐบาลพล.อ.เปรมเมื่อเดือนเมษายน 2524 แต่เพราะว่า"มีข้อมูลสำคัญ"ปรากฎออกมา เลยทำให้พวกยังเติร์กที่แม้จะคุมกำลัง ก็ยังต้องกลายเป็นกบฎ

พล.อ.เปรมสมัยนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆในปี2523 ก็ควบตำแหน่งผบ.ทบ.ด้วย และมีกองเชียร์ให้ต่ออายุผบ.ทบ.ให้ด้วย ก็มีคนค้านมาก รวมทั้งคนในกองทัพและนักการเมือง แต่พอมี"ข้อมูลใหม่"ออกมาว่าอยากให้ต่ออายุ พล.อ.เปรมก็ได้ต่ออายุ..

ในการเลือกตั้งปี2529พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงมาอันดับ 1 ตอนนั้นมีการหาเสียงว่าจะให้คุณพิชัย รัตตกุล เป็นนายกฯแทนพล.อ.เปรมที่ไม่ได้เคยลงเลือกตั้ง ครั้นแล้วก็มี"ข้อมูลสำคัญ"ที่เป็น"ข้อมูลใหม่"ว่าประสงค์จะให้พล.อ.เปรมเป็นต่อไป พวกพรรคประชาธิปัตย์ก็สงบเสงี่ยมอยู่ในแถวกันต่อไป

ล่าสุดเกิดเรื่อง"ข้อมูล"ขึ้นมาอีก ท่านก็ลองอ่านที่มติชนนำมาลง และถอดความbetween the lineกันดูว่า นี่นะหรือบ้านเมือง(ก็)ของเรา

"หัวเถิก"...ออกปฏิบัติการ ?



ทุกฝ่ายพยายามออกมาแก้ไข-แก้ไขไม่ให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หน้าแตก หลังถูกมติ 5 ต่อ 4 ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) หลอกหลอน อันเนื่องมาจากการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

ลูกพรรคประชาธิปัตย์หลายรายออกมาสวมบท "ทนายหน้าหอ" นอกจากอธิบายความแล้วยังสวมบทโหดซัด "ปู่จิ้น" ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กันแรงขนาดพูดว่า "ปู่จิ้นไม่มีมารยาททางการเมือง" ด้านฝั่งลูกพรรคภูมิใจไทยก็ไมน้อยหน้าสวนกลับว่า "เป็นพวกนายว่า ขี้ข้าพลอย"

การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ คงจะเป็นนิยายเรื่องยาวที่ทำให้ "อภิสิทธิ์" ต้องจดจำไปอีกนาน เพราะข่าวลือตอกลิ่มกันขนาดว่า นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้ใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเกลี้ยกล่อมให้ "ปู่จิ้น" หันมาสนับสนุน "บิ๊กจุ๋ม" พล.ต.ต. จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่แทน

ลือกันว่าผู้มีอำนาจและคนเสื้อเหลืองทำความตกลงกับ "อภิสิทธิ์" ว่าจะต้องผลักดันให้ "ปทีป" ขึ้นสู่ตำแหน่งเพราะเหตุลผลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ลือกันว่า นิพนธ์ และ อนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายปู่จิ้นก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่า "มีข้อมูลสำคัญ" อันเป็นเหตุผลที่จะต้องสนับสนุน "จุมพล" แม้นายชวรัตน์จะบอกกับนายกฯว่า "มีข้อมูลบางอย่าง" ที่ทำให้ต้องสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้รับฟัง แถมยังตอกกลับว่า "เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน"

นายกฯอภิสิทธิ์ยังยืนยันที่จะหนุน พล.ต.อ.ปทีปต่อในการประชุม ก.ต.ช.ครั้งหน้า พร้อมๆ กับมีบุคคลนิรนามที่ได้รับสมญานามว่า "หัวเถิก" ออกมาเดินเกมล็อบบี้กรรมการ ก.ต.ช.ขอให้หนุนคนที่นายกฯเสนอ

"บุคคลชั้นสูงต้องการให้ พล.ต.อ.ปทีป นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่" นั่นเป็นสิ่งที่คนหัวเถิกแจ้ง พร้อมกับยืนยันว่า "ไม่มีบุคคลชั้นสูงคนใดสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล" ??

ว่ากันว่า ก.ต.ช.รายนั้นยังยืนยันใน "ข้อมูลเดิม" จนฝ่ายเข้าหาชักยัวะถึงขนาดขอเบอร์โทรศัพท์ "ผู้ออกคำสั่งให้สนับสนุน"

งานนี้ไม่รู้ว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ เพราะล้วนแต่อ้างถึงคนชั้นสูงทั้งนั้น หากประชาธิปัตย์อยากได้ความกระจ่างก็ต้องสอบถามกันที่ "นิพนธ์" และ "สุเทพ"

แต่ช่วงนี้อาจจะขลุกขลักสักหน่อย ใครคิดจะเค้นคำตอบจาก "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" เพราะกำลังติดภารกิจสำคัญอยู่ทวีปยุโรป !!

(ที่มา:มติชนรายวัน , 26 สิงหาคม 2552)


ส่วนเรื่องต่อไปนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับบทความข้างต้นของมติชน แต่พอดีมีพื้นที่เหลือ จะนำไปลงตอนต่อไปก็จะเยิ่นเย้อ เลยขอนำมาลงเป็นการล่วงหน้า จะได้เดินเรื่องเชื่อมร้อยไปยังตอนหน้าครับ

ใครคือปีย์-ปีย์คือใคร?
คำตอบคือผู้ทำงานใหญ่ฉลองพระเดชพระคุณ




ปีย์เป็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างครับ
เช่น เคยเป็นบก.หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยหลัง14ตุลา2516 คือเป็นต่อจากบก.คนก่อนที่ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล
เป็นเจ้าของหนังสือดิฉัน
เป็นเจ้าของจส.100
แต่เหนือสิ่งใด เป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูง


ในยุคเปลี่ยนผ่านก่อนที่เหลี่ยมเข้ามาเทกโอเวอร์ไอทีวี เตะก้นหยุ่นเนชั่นออกไป ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ITV ก็ไปเชิญปีย์มานั่งเป็นก้าง เอ๊ย เป็นบอร์ดอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเหลี่ยมก็เตะออกไป เพราะดันพ่วงของแถมคือดร.สมเกียรติขาเก่าขาแก่มาด้วย เหลี่ยมคงจะเห็นว่าคุมยากมั้ง

แต่เป็นอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเป็น ประธานกรรมการบริษัทแปซิฟิคอินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ผลิตรายการสารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติใน พระราชวงศ์ ทางทีวีช่องต่างๆให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี และได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางตอนที่ปีย์ได้ทำงานสนองพระเดชพระคุณ

-เป็นกรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการโครงการอันเนื่องมาจากพระราดำริ พ.ศ. 2534 ของกระทรวงศึกษาธิการ
-เป็นกรรมการที่ปรึกษา ในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ พ.ศ.2541-2542
-เป็นคณะทำงานโครงการเผยแพร่ และจัดจำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ฉบับการ์ตูน ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542
-เป็นรองประธานกรรมการของคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในคณะกรรมการอำนวยการปรับปรุงพร
ะที่นั่งจักรีมหาปราสาท พ.ศ. 2535
-เป็นกรรมการฝ่ายหาทุน และจำหน่ายบัตรของคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2535-2548
-เป็นกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ของมูลนิธิช่วยการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2538
-เป็นกรรมการจัดการ และที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ "พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9" ของมูลนิธิสวนหลวง ร.9 พ.ศ. 2534-2538
-เป็นกรรมการจัดทำเหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเหรียญสมเด็จพระสุริโยทัย พ.ศ. 2538
-เป็นกรรมการฝ่ายขายบัตรงานแสดงคอนเสิร์ต "ใกล้ดวงใจแต่ไกลสุดฟ้า" ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2539
-เป็นอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และการตลาดโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ "ศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9" พ.ศ. 2539
-เป็นกรรมการฝ่ายหาทุน และจำหน่ายบัตรของคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2543
-เป็นคณะกรรมการธนบัตรที่ระลึกวันราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี (กธภ.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
-เป็นคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานวันเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี พ.ศ. 2543
-เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในโครงการจัดสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2545
-เป็นกรรมการอำนวยการโครงการเปลี่ยนไตถวายเป็นพระกุศล 80 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 2545


ในหนังสือเรื่อง"พระราชอำนาจ"ที่เขียนโดย ประมวล รุจนเสวี อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเหลี่ยมเคยตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ต่อมาปรับออกจากตำแหน่ง ทำให้ประมวลเดือดแค้นมาก ได้ระบุเอาไว้ในบทอาเศียรวาทว่า

"…เราอ่านแล้ว เราชอบมาก เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง"

คือ กระแสพระราชดำรัสที่ทรงตรัสกับนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และทรงรับสั่งให้เชิญกระแสพระราชดำรัสนี้มาแจ้งกับข้าพระพุทธเจ้า

"เรา" ทรงชี้พระหัตถ์ไปที่พระอุระของพระองค์ "ให้ไปบอกเขาว่า เราชอบมาก"


ข้าพระพุทธเจ้าได้ยกมือทั้งสองประนมเหนือศีรษะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสนี้จากท่านปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เมื่อได้พบกัน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2548 เวลา 17.00 น. ณ บ้านของท่านปีย์ฯ


0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ

00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

สำรวจ "ภาวะผู้นำ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศด้วย"กฎหมาย"

ที่มา มติชน



ยังคงแข็งกร้าว ดุดัน ในท่าทีของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อถูกซัก ถูกถาม เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อคัดสรร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ 2 คน

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ

และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

นายกฯอภิสิทธิ์พูดชัด เหมือนปัดข้อเสนอ กลายๆ ของกลุ่มผู้สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล ที่ยื่นข้อเสนอให้ "เสนอชื่อ 2 คน" เพื่อให้ที่ประชุม ก.ต.ช.เลือก

"ผมมีความเห็นว่าตามกฎหมายให้เสนอชื่อเดียว เพราะถ้อยคำที่ใช้ในกฎหมายนั้น น่าจะเป็นการเสนอชื่อเดียว และผมต้องทำตามกฎหมาย"

เขาเลือกที่จะสร้าง "จุดยืน" โดยการใช้ "กฎหมาย" นำหน้า

เช่นเดียวกับการตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่ใช้ "กฎหมาย" เป็นแนวหน้าในการปรามผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ที่ประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 30 สิงหาคม

แต่กลับกลายเป็นการเดิน "ตกหล่ม" แห่งความหวาดกลัว ที่ฝ่ายตรงข้ามได้ "ขุดล่อ" เอาไว้

เช่นเดียวกับ การตามจับ 2 ผู้ต้องสงสัยในการ "ปล่อยคลิปเสียงนายกฯ" ที่สั่งปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ตามหมายจับศาลอาญา

หากแต่การใช้ "กฎหมาย" ครั้งนี้ดูจะไร้ความรอบคอบ เพียงแค่มี "ความเชื่อว่า" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่ อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต "อยู่เบื้องหลัง" การปล่อยคลิปทั้งหมด

ทั้งที่ ในความเป็นจริง ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 คน อาจเป็นเพียงแค่ "คนส่งสาร" ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อคลิปเสียง

จริงอยู่ ในฐานะ "คนส่งสาร" ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องมีความผิดเพราะเป็นการเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน

แต่ในฐานะผู้ถือกฎหมาย ต้องพยายาม "แยก" เรื่องทางกฎหมายออกจากเรื่องการเมือง

อย่าให้คนอย่าง เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัว หน.พรรคประชาธิปัตย์ ลากเรื่องลงสู่ปักโคลนที่พำนักอาศัยอยู่

เพราะเมื่อไหร่ ที่นำกฎหมาย (ความเที่ยงตรง) ไปผูกโยงกับการเมือง (ความแค้น) อาจจะส่งผลให้ "ผู้ส่งสาร" ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจได้รับผลกระทบจากการใช้ "กฎหมาย" ร้ายแรงกว่าที่คิด

แน่นอนว่า ในมุมหนึ่ง "ผู้นำ" อาจใช้กฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ เป็นตัวกำหนดชะตากรรมประเทศ เพื่อให้สังคมร่มเย็น เป็นสุข

แต่บางเรื่อง บางมุม หรือบางครั้งการใช้กฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์อย่างเดียว ก็ไม่สามารถนำพาให้ประเทศชาติร่มเย็น เป็นสุขได้

นักกฎหมายมหาชนหลายคน ถึงบอกว่าจะต้องใช้หลักการปกครอง หรือรัฐศาสตร์ ควบคู่กันไปด้วยกับหลักนิติศาสตร์

แต่ดูเหมือนว่า เวลานี้นายกฯอภิสิทธิ์ จะอ้างทุกเรื่อง ทุกอย่างว่า "กระทำตามกฎหมาย"

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ใครคนใดก็ตาม กระทำผิดกฎหมาย จะต้องถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

หากแต่บางเรื่อง การป่าวประกาศว่ากระทำตามกฎหมายของนายกฯอภิสิทธิ์ ถูกมองไปอีกแบบ

อย่างกรณี การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ต้องยอมรับว่า นินพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขา ธิการนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย มองว่า "ดันทุรัง" ทั้งที่เสนอทางออกให้มีการเสนอชื่อ 2 ชื่อ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ก.ต.ช.แล้วก็ตาม

หรืออย่างกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์ สุวรรณ ผบ.ตร. ที่อาจมองว่านายกฯใช้กฎหมาย "กลั่นแกล้ง" ในการออกมาพูดแทนว่า "พล.ต.อ. พัชรวาท ลาพักร้อนไปจีน 10 วัน" ก่อนที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จะเล่นเกม "ดื้อตาใส" กลับก่อนกำหนด แต่ก็ถูกเตะโด่งไปราชการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯอภิสิทธิ์บอกเป็นการกระทำตามมาตรา 72(1) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ในฐานะประธาน ก.ต.ช.

เช่นเดียวกับ ความไม่พอใจผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 ที่ทำให้รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ต้องสะดุด คลื่นสัญญาณหายไปถึง 3 ครั้ง ก่อนจะมีคำสั่งย้ายจากเมืองหลวงลงไปยังภาคใต้

หรือการใช้มาตรการทางกฎหมายกับวิทยุชุมชน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และอีกหลายพื้นที่ ด้วยข้อหา "ทำลายความมั่นคงของชาติ" ที่บางครั้งดูรุนแรง และกระทำเกินกว่าเหตุ

ในภาวะที่ประเทศตกอยู่ใน "หล่ม" แห่งความขัดแย้ง เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ "ผู้นำ" จะต้องชั่งน้ำหนักในการวางตัว และการบริหารงานบนพื้นฐานความขัดแย้งให้ดี

อาจต้องมีลักษณะของ "ผู้นำเผด็จการ" ที่มีความเด็ดขาด ถือเรื่องระเบียบวินัย และกฎเกณฑ์ ข้อบังคับเป็นหลัก บวกเข้ากับ "ผู้นำประชาธิปไตย" ที่ให้สิทธิในการออกความคิดเห็น สิทธิในการเรียกร้อง รวมไปถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น

ฉะนั้น หากนายกฯอภิสิทธิ์ จะบริหารประเทศโดยยึดหลักกฎหมาย ในภาวะที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก็อาจต้องบวก "ศิลปะ" เข้าไปด้วย

ศิลปะในการรับฟังความคิดเห็น เคารพสิทธิผู้อื่นเพื่อเป้าหมายความสมานฉันท์

เพราะหากยังคงกระทำในลักษณะเดิมๆ จะยิ่งตอกย้ำ "ภาวะผู้นำ" ที่เด่นชัดขึ้น เด่นชัดขึ้นว่า "พวกข้าปล่อยวาง พวกเอ็งถึงตาย"

กาละ เทศะ และ นายกฯ

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ



เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร. ซึ่งไม่เป็นเรื่องไม่รู้ทำกันอีท่าไหนกลายเป็นเรื่องจะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาล

ทั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ซึ่งเป็นตัวเลือกล้วนแล้วแต่เหลืออายุราชการอยู่แค่ปีเดียว

ผบ.ตร.ปีเดียวจะทำอะไรได้นักหนา เป็นเมื่อก่อนเขาไม่ตั้งกันด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้งานเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเร็วเกินไป ไม่ต่อเนื่อง

รัฐบาลนี้เกิดคิดจะตั้งคนที่เหลืออายุราชการปีเดียวขึ้นมาเป็นใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่คนทั่วไปย่อมคิดได้ว่าน่าจะมีอะไรที่เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลัง

แต่ถึงจะมีเบื้องหลังอย่างไรก็ควรจะคุยกันรู้เรื่อง

หากจับความตามข่าว เรื่องนี้เกิดจากรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ และเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ไปกระซิบบอกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ กตช.อีกหลายคนเลือกตั้ง "พล.ต.อ.จุมพล"

แต่พอถึงวันประชุม กตช. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เอกสิทธิ์ประธาน กตช.เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป

รองนายกฯสุเทพเป็นผู้จัดการรัฐบาล ทำหน้าที่ประสานทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีนิพนธ์ทำหน้าที่ประสานงานกับข้าราชการหรือบุคคลต่างๆ แทนนายกฯอภิสิทธิ์

คนก็เลยงงว่า เอาอย่างไรกันแน่

ที่สุดนายกฯอภิสิทธิ์ต้องสั่งเลื่อนการประชุมออกไปก่อน เพื่อเคลียร์กัน

ข่าวที่ออกมากลับกลายเป็น "พรรคภูมิใจไทย" ขัดแย้งกับ "พรรคประชาธิปัตย์" จนกระทั่งมีข่าวว่านายกฯอภิสิทธิ์ใช้เป็นเหตุผลไม่ตีตกเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรทิวา นาคาศัย เสนอแต่งตั้ง "นายยรรยง พวงลาภ" เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้แค้นที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยชวรัตน์ไม่โหวตให้ พล.ต.อ.ปทีป

แถม ส.ส.หนุ่มออกมารวมตัวถล่มพรรคภูมิใจไทยเสียเละ

เลอะเทอะกันไปขนาดนั้น

ทั้งที่เรื่องนี้เริ่มต้นจากรองฯสุเทพและเลขาฯนิพนธ์ซึ่งเป็นคนของประชาธิปัตย์

หัวหน้าพรรคที่เป็นนายกฯไปทาง เลขาธิการพรรคที่เป็นรองนายกฯไปอีกทาง

ขบวนการหาข้อมูลใหม่จึงเกิดขึ้นโดยมีเลขาฯนิพนธ์ทำหน้าที่

หลังได้ข้อมูลมารายงานนายกฯ ปรากฏว่า นายกฯบอกว่า ตัวเองมีข้อมูลอีกด้านที่น่าจะเป็นจริงมากกว่า

ข่าวเบื้องหน้าไม่มีการเปิดเผยว่า ข้อมูลอีกด้านของนายกฯมาจากไหน แต่เบื้องหลังพอรู้ๆ กันอยู่ว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ฟังมาจากใคร

เป็นอันว่าข้อมูลสองด้านที่ได้มา นายกฯเลือกที่จะไม่ฟังข้อมูลของ "นิพนธ์"

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เลือกที่จะเสนอชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป" อีกครั้ง

ยืนยันว่าต้องเป็น "พล.ต.อ.ปทีป" เท่านั้น

เลขาฯนิพนธ์เจ้าของข้อมูลอีกด้านซึ่งกลายเป็นผู้ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ได้แต่มองตาปริบๆ แม้กระทั่งผู้จัดการรัฐบาลสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พูดอะไรไม่ออก

ไม่รู้จะบอกพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่างไร

ผบ.ตร.ปีเดียว ทำให้เกิดความอึดอัดภายในรัฐบาลมากมายอย่างไม่น่าจะเป็น

ยิ่งไปกว่านั้นคือความตึงเครียดกระจายไปทั่ว เพราะห่วงว่าความเสียหายจะใหญ่หลวงมากกว่านี้

ทุกคนที่ได้ฟังเรื่องราว ได้แต่สั่นหัว ส่ายหน้า

ส่ายหน้ากับ "ความเด็ดขาด" ของนายกรัฐมนตรี

"ความเด็ดขาด" ที่น่าหวั่นใจว่า "ผิดเรื่อง ผิดเวลา"

เป็นอะไรไปแล้ว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




จากข่าวผู้มีบารมีในรัฐบาลพูดกับผู้มีบารมีนอกรัฐบาล หลายคนในวงสนทนามื้อพิเศษ

"จะพยายามประคับประคองรัฐบาลไปให้ได้ถึงมกราคมปีหน้า"

จนถึงข่าวจากปาก"พ่อเนวิน"ชัย ชิดชอบ

"อาจมีการยุบสภาเร็วๆ นี้"

กระทั่งสดๆ ร้อนๆ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ บ่นจะลาออกจากเลขาธิการนายกฯ

บรรยากาศมันทะแม่งๆ สอดรับกันโดยมิได้นัดหมาย

สืบสาวราวเรื่องลึกลงไป แม้จะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่แทบทุกปัจจัยมีนายกฯอภิสิทธิ์เป็นปฐมเหตุ

บรรยากาศทะแม่งๆ เช่น ระยะนี้ผู้มีบารมีทั้งในและนอกรัฐบาลนัดพบกันบ่อยครั้งขึ้น

ทุกครั้งมีนายกฯเป็นหัวข้อใหญ่?

ผบ.เหล่าทัพกับขุนทหาร พากันลับ ลวง พรางอย่างผิดปกติ

หลายกรณีสื่อไปถึงนายกฯโดยตรง?

และที่มองข้ามไม่ได้ก็คืออาการ"เทพเทือก"ผู้จัดการรัฐบาล

ระยะหลังทำตัวปลงๆ ผิดวิสัย

คำพูดประเภท "ผมมันแค่รองนายกฯ" หรือ"นายกฯเป็นเจ้านายผม"

หล่นออกมาเรียกความเห็นใจถี่ยิบ

เช่นเดียวกับนิพนธ์ตั้งแต่กลับจากเยอรมัน

ผมหงอกเพิ่มหลายเส้น!

หน้าตาเคร่งเครียด ความดันพุ่งทุกครั้งที่จับเข่าคุย กับนายกฯ

คนชอบเก็บตัว ใจคอเยือกเย็น มีอารมณ์สุนทรีย์

ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ จะบ่นให้บุคคลที่ 3 ที่ 4 ได้ยินหรือ?

ที่สำคัญไม่ได้บ่นธรรมดา แต่บ่นแรง บ่นบ่อยแบบ ไม่เคยพบเคยเห็น

นายกฯรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ ทว่าคนที่รู้จักเลขาธิการนายกฯ คนนี้

ต่างตกใจกับนิพนธ์ หนักใจกับอภิสิทธิ์!!

ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ว่าหัวดำ หัวหงอก ล้วนตั้งคำถาม

นายกฯเป็นอะไรไป??

การมั่นใจตัวเองทั้งเรื่องซื่อสัตย์ และยึดมั่นกฎหมาย

ไม่ได้หมายความว่า คนที่เห็นต่าง ไม่เห็นด้วย จะไม่ซื่อสัตย์ ไม่ยึดมั่นกฎหมาย

ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง แข็งได้ อ่อนได้ พลิกแพลงได้

โดยกฎหมายยังอยู่ ซื่อสัตย์ยังครบ

อยู่ที่ว่าคิดเป็น ทำเป็น แก้เป็น บริหารเป็น หรือไม่

รวมความแล้วไปๆ มาๆ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่องก็มาจบลง

ตรง"ภาวะผู้นำ"ของนายกฯ!?