WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 2, 2009

กระทรวงยุติธรรมยังไม่ตัดสินใจ ฎีกาเสื้อแดง ถวายได้หรือไม่ ระบุไม่เคยมีมาก่อน

ที่มา ประชาไท

กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ เผยสำนักปลัดกระทรวงยุติธรรมพิจารณาละเอียดกรณีคนเสื้อแดงถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ ระบุ แตกต่างจากฎีกาที่เคยมีมาทั้งหมดจึงจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยประเภทของฎีกาว่าเป็นฎีการ้องทุกข์หรือฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีที่ตัวผู้ต้องโทษไม่อยู่ในประเทศ ไม่ได้เป็นขอฎีกาเองแต่มีประชาชนจำนวนมากเป็นผู้ขอให้

เว็บไซต์มติชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าได้รับรายงานเรื่องฎีกาของคนกลุ่มเสื้อแดงจากนายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว โดยกระทรวงได้เรียกประชุมผู้บริหารและส่งเรื่องดังกล่าวให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณารายละเอียดในแง่กฎหมาย เนื่องจากฎีกาดังกล่าวถือว่ามีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากฎีกาที่เคยมีมาทั้งหมดจึงจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยประเภทของฎีกาว่าเป็นฎีการ้องทุกข์หรือฎีกาของพระราชทานอภัยโทษ อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีที่ตัวผู้ต้องโทษไม่อยู่ในประเทศ ไม่ได้เป็นขอฎีกาเองแต่มีประชาชนจำนวนมากเป็นผู้ขอให้

ทั้งนี้จึงเห็นว่าเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามหลักของกฎหมายจึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายไปค้นคว้า ตรวจสอบว่ากรมกราชทัณฑ์เคยมีประสบการณ์ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ขณะนี้จึงถือว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการทำงานของข้าราชการประจำซึ่งต้องหาข้อมูลประกอบการพิจารณาที่เป็นประโยชน์เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยจะพยายามจะเร่งหาข้อสรุปให้ได้เร็วที่สุด

นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่าได้มีโอกาสพิจารณารายละเอียดของฎีกาดังกล่าวแล้วพบว่าไม่ใช่แบบฟอร์มฎีกาปกติ โดยเบื้องต้นในวรรคสุดท้ายของฎีกามีการพูดถึงการขอพระราชทานอภัยโทษในคดีที่ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี แต่ข้อความก่อนหน้านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ดังนั้นตนจึงยังไม่อยากให้ความเห็นสรุปไปก่อนว่าเป็นฎีกาประเภทใด และไม่ขอตัดสินไปก่อนว่าเป็นฎีกาที่จะสามารถถวายได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าหลังได้ข้อสรุปประเด็นในข้อกฎหมายจากฝ่ายกฎหมายแล้วจะมีการเรียกประชุมฝ่ายบริหารอีกครั้ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีปัญหาทางข้อกฎหมายจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อพิจารณาข้อกฎหมายหรือไม่ นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นฎีกาถือว่ายังไม่ชัดเจนต้องมีการสอบถามไปที่กรมราชทัณฑ์ว่าเคยมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่มีก็ต้องมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือกรมราชทัณฑ์ในการหาทางออกต่อไป

สำหรับการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งอาจมีการทวงถามถึงเรื่องดังกล่าวด้วยนั้น นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนตัวไม่ได้กังวลกับการชุมนุมดังกล่าว อีกทั้งฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้มีการเร่งรัดใด ๆ ทั้งสิ้น

ไอซีทีเล็งปิดประชาไท อ้างแพร่คลิปมาร์ค

ที่มา ประชาไท

ปลัดไอซีทีเล็งขออำนาจศาลปิดกั้น 8 เว็บ รวม “ประชาไท” ด้วย อ้างเป็นแหล่งเผยแพร่คลิปมาร์ค ลั่นถ้ามีการเผยแพร่อีกจะฟ้องหลายกระทง ด้านศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ก.ไอซีที เผย ปิดไปแล้ว 18,390 เว็บ อ้างเป็นเว็บกระทบความมั่นคง 10,578 เว็บ

รัฐมนตรีไอซีทีลั่นคลิปมาร์คตัดต่อแน่นอน
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงที่มีเสียงคล้ายนายกรัฐมนตรี ว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3 นาที โดยได้เริ่มมีการเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 26 สิงหาคม 2552 หรือช่วงเช้าของวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ซึ่งกระทรวงไอซีทีไม่ได้นิ่งนอนใจกับการกระทำดังกล่าว และได้ดำเนินการส่งคลิปเสียงให้บริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับเอเชียแปซิฟิกตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า เป็น คลิปเสียงที่มาจากการตัดต่อเสียงอย่างแน่นอน จึงได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการตัดต่อเสียงในช่วงใดบ้าง
ด้านนายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “จากการตรวจสอบคลิปเสียงดังกล่าวไปแล้ว 80% พบว่ามีการตัดต่อเสียงอยู่ทั้งหมด 16 แห่ง และหากตรวจสอบครบทั้ง 100% คาดว่าจะพบจุดที่มีการตัดต่อเสียงประมาณกว่า 20 แห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบคลิปเสียงดังกล่าวพบว่ามีความผิดปกติที่ใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดหลาย ลักษณะ เช่น บรรยากาศและเสียงรบกวนมีความไม่คงที่ ไม่สม่ำเสมอ ถ้อยคำในคลิปเสียงไม่สมบูรณ์มีคำขาดหาย รวมทั้งรูปประโยคก็ไม่สมบูรณ์ จังหวะการอ่านไม่เป็นธรรมชาติ เป็นต้น”
เล็งขออำนาจศาลปิด 8 เว็บ พ่วง “ประชาไท”
ดังนั้น กระทรวงไอซีทีจึงได้ประสานกับทาง ISP และขออำนาจศาลเพื่อปิดกั้นการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวผ่านทางอินเทอร์เน็ตแล้ว 8 เว็บเพจ (URL) โดยปิดกั้นคลิปเสียงทั้งที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ประชาไท ยูทูบ และอื่นๆ ซึ่งหากพบว่ามีการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวผ่านทางอินเทอร์เน็ตอีก กระทรวงฯ จะดำเนินการเอาผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (2) และ (3) ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน รวมถึงเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา จะมีความผิดตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรานี้ทั้ง (1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 14 (5) และได้รับโทษเช่นเดียวกัน
ระนองรักษ์เล็งเอาผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญา
ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต หรือ ISOC ติดตามร่องรอยการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าว โดยร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติค้นหาต้นทางแหล่งที่มาของการเผยแพร่และสืบค้นหาผู้กระทำความผิด ซึ่งขณะนี้ทราบเบาะแสการเผยแพร่แล้ว โดยกระทรวงฯ จะสืบค้นจนระบุตัวบุคคลผู้กระทำความผิดแล้วประสานงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อขอหมายศาลเข้าจับกุมและดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอาญา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีเจตนามุ่งหวังที่จะให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วย”
อย่างไรก็ตาม หากการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวมีต้นทางการเผยแพร่อยู่ในต่างประเทศแต่ผลของการกระทำนั้นมาปรากฏอยู่ในประเทศไทยก็สามารถใช้กฎหมายไทยในการเอาผิดได้ และเมื่อมีการนำคลิปเสียงมาเผยแพร่ต่อในประเทศไทยก็จะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายไทยเช่นกัน ส่วนกรณีการเผยแพร่ผ่านสัญญาณดาวเทียมของต่างประเทศนั้นกระทรวงฯ ไม่สามารถดำเนินการสกัดกั้นหรือรบกวนสัญญาณได้ กระทรวงฯ จะดำเนินการได้เฉพาะการเผยแพร่ผ่านดาวเทียมที่เป็นของประเทศไทย เช่น ดาวเทียมไทยคมเท่านั้น แต่หากมีการนำคลิปเสียงมาเผยแพร่ต่อก็จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
สำหรับกรณีที่จะมีการนำคลิปเสียงไปเผยแพร่ในการชุมนุมทางการเมืองนั้น ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้เข้าไปดำเนินการเอาผิด แต่ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกระทรวงไอซีที
ไอซีทีปิดไปแล้ว 18,000 เว็บ อ้างกระทบความมั่นคง 10,000 เว็บ
ส่วนการดำเนินการกับเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมต่างๆ ของกระทรวงไอซีทีผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต หรือ ISOC นั้น ได้ดำเนินการไปแล้วรวม 18,390 URL แบ่งเป็นเว็บไซต์ที่กระทบกับความมั่นคง 10,578 URL เว็บไซต์ที่เผยแพร่ซึ่งข้อมูลเข้าข่ายลามกอนาจาร 7,690 URL เว็บไซต์ขายยา 50 URL และเว็บไซต์การพนัน 72 URL

ครม. ยกเลิกประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงช่วงวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. แสตนบายอีกที 19 ก.ย.

ที่มา ประชาไท

นายนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำวันที่ 1 กันยายน 2552ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง รายงานผลการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ซึ่ง คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมก็สามารถเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษได้ทันที เพื่อประกาศใช้ พ.รบ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน ที่ประชุมประเมินสถานการณ์ว่า ในวันที่ 5 กันยายนนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงอาจจะไม่ชุมนุม แต่คาดว่าจะชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน อย่างแน่นอน

รายงานข่าวระบุว่า นายสุเทพ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ศอ.รส. รายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมแจกจ่ายเอกสารตีตรา "ลับมาก" จำนวน 4 หน้าให้แก่ ครม. ทุกคน ก่อนเก็บกลับหลังการประชุมเสร็จ ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ร่วมประชุม เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ

แหล่งข่าวกล่าวว่า ศอ.รส. ประเมินว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะไม่มีการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แต่จะมีความเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 19 กันยายน คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาโค่นล้มรัฐบาล และกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องการแสดงออกถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยมีความพยายามจะชุมนุมยืดเยื้อ

"เพื่อความไม่ประมาท ผมอยากขอความร่วมมือรัฐมนตรีทุกท่านให้สแตนด์บายในช่วงนี้ เพราะถ้าการข่าวรายงานข้อมูลมา อาจมีความจำเป็นต้องเรียกประชุม ครม. ฉุกเฉิน เพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง หากรู้ล่วงหน้า 3 วันว่าจะมีการชุมนุม การเตรียมการรับมือก็จะพร้อมสมบูรณ์หมด" แหล่งข่าวกล่าวอ้างคำพูดนายสุเทพ

อภิสิทธิ์ไม่กลัวซ้ำรอย ไปต่างประเทศถูกยึดอำนาจ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าจากการติดตามสถานการณ์ช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้ายังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนถึงความรุนแรงของการเคลื่อนไหวจะเป็นไปในลักษณะใด สิ่งที่เสนอให้ ครม.เห็นชอบคือกรณีที่มีข่าวว่าการชุมนุมที่อาจทำให้เกิดปัญหากระทบกับความมั่นคง จะนัดประชุม ครม.เพื่อประกาศพื้นที่ความมั่งคงในกรณีที่จำเป็น แต่ชั้นนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มที่จำเป็นจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในช่วงนี้ แต่ ครม.อยู่บนความไม่ประมาท

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการปฏิวัติและเป็นช่วงเดียวกับที่นายกฯจะเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงจะเป็นผู้รักษาการรับผิดชอบการดูแลความสงบเรียบร้อย

เมื่อถามว่า นายกฯกลัวอาถรรพ์วันที่ 19 กันยายน ที่มีอดีตนายกฯถึง 2 คนที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่กลัวเพราะเงื่อนไขมันต่างกันเยอะ เมื่อถามต่อว่า มีอะไรที่ต่างกัน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมว่าไม่ต้องอธิบายดีกว่า"

เสื้อแดงยัน ชุมนุมวันที่ 5 ก.ย. แน่

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งประกาศเลื่อนการชุมนุมจากวันที่ 30 ส.ค. มาเป็นวันที่ 5 ก.ย. นั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ว่า คนเสื้อแดงยังกำหนดการชุมนุมวันที่ 5 กันยายนเช่นเดิม หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนัดประชุมเพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขอให้เห็นใจผู้มีหน้าที่ติดรั้วลวดหนามบ้าง การออก พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่มีความจำเป็น เพราะคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบอยู่แล้ว หากท้ายที่สุดรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงในวันที่ 5 กันยายนนี้ คนเสื้อแดงก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 12 กันยายน และหากยังจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอีก คนเสื้อแดงก็จะนัดชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหารอย่างแน่นอน โดยจะรวมตัวกันที่พระบรมรูปทรงม้าเวลา 13.00 น. ก่อนที่จะเดินเท้าไปทำเนียบรัฐบาล และจะสิ้นสุดการชุมนุมในเวลา 24.00 น. วันเดียวกัน

นายจตุพรกล่าวว่า กรณีที่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่ม นปช.ที่แยกตัวมาตั้งกลุ่ม "สยามแดง" ร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข ระบุว่า กลุ่มสามเกลอสู้เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐมนตรีมากกว่าสู้เพื่อประชาชนนั้น ขอยืนยันว่าเป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่นายสุรชัยระบุว่า พวกตนแอบไปพบกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะการพูดเช่นนี้ถือเป็นการกระทำที่เลวที่สุด จะเป็นการทำลายกระบวนการของคนเสื้อแดง หากตนไม่ตอกกลับบ้างคนฟังก็จะคิดว่าเป็นเรื่องจริง วันต่อมานายสุรชัยก็จะไปพูดอีกว่าพวกตนนัดเจอนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในที่สุดอาจจะบอกว่าพวกตนไปกินข้าวกับนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น ตนจะปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ดำเนินคดีกับนายสุรชัย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไม่หยุด

Tuesday, September 1, 2009

"พ.ต.ท.ทักษิณ" เปิดวิทยุออนไลน์คืนนี้

ที่มา Voice TV

 วิทยุออนไลน์ , ทักษิณ ชินวัตร , thaksinlive.com , โฟนอิน , วีดีโอลิงค์


"พ.ต.ท.ทักษิณ" เปิดวิทยุออนไลน์คืนนี้
"พ.ต.ท.ทักษิณ" เปิดวิทยุออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ thaksinlive เพิ่มช่องทางสื่อสารกับคนไทยจากต่างแดน หลังใช้โฟนอินและวีดีโอลิงค์
ทีมงานเว็บไซต์ www.thaksinlive.com กำลังเร่งดำเนินการติดตั้งโปรแกรมถ่ายทอดเสียง ลงในเว็บไซต์http://www.thaksinlive.com/radio_test เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวอย่างเปิดทางการของสถานีวิทยุอินเตอร์ ทักษิณไลฟ์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดำเนินรายงานเอง ในวันนี้(1ก.ย.52) เวลา 20.30 น.การดำเนินการจัดตั้งวิทยุอินเตอร์เน็ตในครั้งนี้ถือเป็นสื่อ มัลติมีเดียชนิดที่ 3 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารจัดการด้วยตัวเอง เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารกับคนไทยเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เดินทางไปพบเห็นมา ในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจเป็นแนวทางเพื่อให้คนไทยปรับปรุงแก้ไขใช้ทำมาหากินได้ รวมทั้งเป็นข้อคิดให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหาของประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้แต่อาศัยสื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง เช่น สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร, สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลชาแนล, สถานีวิทยุชุมชนเชียงใหม่ 51 และเว็บไซต์ต่างๆ เป็นกระบอกเสียงนอกเหนือจากการโฟนอินและวิดีโอลิงค์ในเวลาที่มีการจัดชุมนุม ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะจัดรายการวิทยุทางอินเทอร์เน็ตวันแรกค่ำวันนี้ว่า สามารถทำได้แต่ในส่วนของเนื้อหาคงต้องระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อความสงบของประเทศ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลได้ตั้งทีมงานคอยติดตามข้อมูลเนื้อหารายการต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งหากพบมีเรื่องผิดกฎหมายหรือพูดพาดพิงบุคคลใด ก็จะมีหลักฐานไว้ดำเนินการ

ยิ่งลักษณ์โวย เอี่ยวคลิป ชั่งใจฟ้องร้อง

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30218

ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเอสซี ฯ 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ลั่น บริษัทฯ โดนกล่าวหาเอี่ยวคลิปเสียงนายกฯ ชั่งใจ จะฟ้องร้องหรือไม่ หลังทำเสียหายแง่ธุรกิจ ...

วันนี้ (1 ก.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่มีการกล่าวหาว่า บริษัทเอสซีฯ เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับบริษัท อยากขอให้แยกกัน เพราะบริษัททำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเกิดความเสียหายในแง่ธุรกิจ รัฐบาลควรจะหาข้อมูลให้ครบก่อน ไม่ใช่มากล่าวหาบริษัทเอสซีฯ ทำให้บริษัทเสียหาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์​ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงประชาชน และผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว นอกจากนี้อยากขอให้มีการตรวจสอบบริษัทอื่นด้วย ไม่ใช่พุ่งเป้ามาที่บริษัทเอสซีฯ แห่งเดียว ขณะนี้กำลังรอดูว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และได้ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเสียหายต่อบริษัท

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ได้เดินทางไปกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวเรศ ชินวัตร เพื่อไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศสวาซิแลนด์ และประเทศแอฟริกาใต้ โดยเพิ่งเดินทางกลับเมื่อวันที่ 31 ส.ค.

‘ตาอิน’ ปทีป ‘ตานา’ จุมพล แล้วใคร ‘ตาอยู่’??

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งใกล้วันครบรอบ 3 ปีในการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549มากขึ้นเท่าไร แรงกดดันทางการเมืองก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นสะท้อนชัดว่า การทำรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ คปค.นั้นไม่เพียงไม่สะเด็ดน้ำแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองเป็นไปอย่างไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คันรัฐบาลหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา จึงตกอยู่ในยถากรรมแห่งกระแสการเมืองทั้งสิ้นเพราะกลายเป็นสังคมที่มีทั้งคนใหญ่ และคนอยากใหญ่เข้ามาวุ่นวายกับระบบ จนเรื่องง่ายๆ ที่ควรจะจบลงได้ก็ยังไม่สามารถจบลงได้ยิ่งความรีบร้อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฉวยจังหวะทางการเมือง ภายใต้แรงกดดันพิเศษของกลุ่มอำนาจต่างๆทั้งในสภาและนอกสภา ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองผสมผสานกับกิเลสทางการเมืองของนักการเมืองบางกลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยมองข้ามความจริงในเรื่องของ “การลัดตัดเส้นทาง” กับ“การยอมรับ” ของสังคมภาพรวมรอยปริแยกแตกต่างทางความคิดในสังคมจึงยังไม่ยอมจบลงง่ายๆและในวันนี้รัฐนาวาของนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเผชิญกับคลื่นลมแรงทางการเมืองอย่างน่ากลัวมากทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโดยเปิดเผยที่ยืนหยัดชุมนุมต่อต้านแบบเปิดหน้าชกของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สังคมทั้งสังคมรับรู้ว่าไม่ยอมรับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเป็นการขึ้นมาแบบมีตำหนิแต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กลับยังต้อง

เผชิญกับฝ่ายที่ลึกๆ แล้วไม่ได้ยอมรับ และพร้อมที่จะแอบเล่นงานอยู่ลับๆ ตลอดเวลาด้วยเหตุผลที่ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์อำนาจขัดกันก็บรรลัยผลประโยชน์ขัดกันก็ต้องฉิบหายกันไปข้างหนึ่งถือเป็นสงครามใต้ดินที่น่ากลัวที่สุดในทางการเมือง!!!เหมือนกับสำนวนที่ว่า เกาทัณฑ์เปิดเผยป้องกันง่ายแต่เกาทัณฑ์ลับนั้นป้องกันยากยิ่งเป็นเกาทัณฑ์ลับที่พุ่งออกมาจากมือของคนที่คิดว่าอยู่ในฝ่ายเดียวกัน ในพวกเดียวกันด้วยแล้ว บางครั้งแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายปลิดปลง ก็ยังไม่รู้ว่า “ทำไม”กลายเป็นวิญญาณงมงายในปรโลกก็ได้แต่ให้กำลังใจและตั้งความหวังเอาไว้ว่า นายอภิสิทธิ์จะไม่งมงายหรือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆดูแค่ในขณะนี้ เรื่องของ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่มาจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผยเลยสักนิดภายใต้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.ก็ตาม กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอยู่ล้วนแล้วแต่ทำใจเอาไว้ล่วงหน้าว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง???จะเป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจขึ้นมาหรือจะเป็น พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.ขึ้นมาและแม้กระทั่งจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีที่ปรึกษา สบ 10 ขึ้นมาสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีอะไรแตกต่างกันเท่าไรแน่ เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็คงต้องย้ำสั่งย้ำกำชับกำชาให้เข้มงวดกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ชนิดเต็มอัตราศึกของกองกำลังผสมระหว่างตำรวจและทหารอย่างแน่นอนเพราะผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาไม่ได้มีปัญหาหรือลังเลในการที่จะปกป้องรัฐบาลปัจจุบันอยู่แล้วดังนั้น การที่ ผบ.ตร.คนใหม่ จะเป็นใครก็ตามถ้านายกรัฐมนตรียังเป็นนายอภิสิทธิ์ กลุ่มคนเสื้อแดงย่อมไม่คาดหวังใดๆ ทั้งสิ้นว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนั่นหมายความว่าเกมชักคะเย่อตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่

ในเวลานี้ เป็นเรื่องของ “คนกันเอง” ทั้งนั้นโดยอาจจะมีเรื่องของ “ปรากฏการณ์และข้อมูลพิเศษ”เข้ามาเกี่ยวข้อง และก่อให้เกิดการกล่าวอ้างกันไปต่างๆ นานาตามความเชื่อของแต่ละฝ่ายและตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคนสิ่งที่ชัดเจนและเป็นคำตอบอยู่ในตัวเองของแต่ละกลุ่มที่ออกมาดิ้นรนมาขยับไพ่กันไปมาอยู่ในเวลานี้ก็คือ“มีได้มีเสีย” นั่นเองทำไมทั้งนายอภิสิทธิ์และกลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องให้เป็นพล.ต.อ.ปทีป ให้ได้ทำไม นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณและกลุ่มก๊วนพรรคภูมิใจไทย จึงต้องจำยอมขัดใจนายอภิสิทธิ์ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า นายอภิสิทธิ์มาถึงวันนี้และยืนหยัดอยู่ได้ในขณะนี้ ไม่เพียงไม่ธรรมดา และแน่นอนว่าแบ็กต้องดีและแข็งโป๊กอย่างมากๆ เลยทีเดียวฉะนั้น นอกเหนือจากการที่นายอภิสิทธิ์จะเรียกนายนิพนธ์เข้าไปหารือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ในเรื่องของการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีปดั่งใจแล้วนายอภิสิทธิ์น่าจะลองกลับมาพิจารณาถึงต้นตอแห่งปัญหาที่แท้จริงด้วยว่า เพราะอะไรเรื่องที่ดูเหมือนน่าจะง่ายเพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถพิจารณาแต่งตั้งตำรวจได้เพียงแค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้นตำแหน่งอื่นๆ จะล้วงลูกล้วงโผไม่ได้ นั่นก็คือตำแหน่ง ผบ.ตร.ขนาดที่มีกฎหมายชัดเจนอย่างนี้แล้ว ทำไมเรื่องง่ายจึงกลายเป็นยากนายนิพนธ์นั้นก็ถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคประชาธิปัตย์ แถมยังร่วมชะตากรรมกันมาเมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกกระทรวงมหาดไทย แล้วทำไมตอนนี้นายนิพนธ์ถึงมีท่าทีแข็งขืนเช่นกันกับนายสุเทพ ที่แสดงอาการอิดหนาระอาใจส่ายหน้าให้เห็นได้ชัดสิ่งเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์แม้ว่าจะนั่งหัวโต๊ะ ก.ต.ช. และแม้กระทั่งจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นที่จะต้องถามตัวเองดังๆ3 ครั้ง 3 เวลาหลังอาหารในช่วงนี้ว่า“ทำไม???”

จริงอยู่ในมุมมองของนักบริหารระดับออกซ์ฟอร์ดเช่นนายอภิสิทธิ์ ที่มีกลิ่นอายของความเป็นนักวิชาการสูงกว่านักปฏิบัติผู้ผ่านการเคี่ยวกรำในสนามการทำงานที่แท้จริงย่อมจะต้องชื่นชมในวิถีของ พล.ต.อ.ปทีป ซึ่งมีบุคลิกของการเป็นนักวิชาการเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์แม้ว่าจะไม่ได้มีพวกมีเพื่อนมากเท่ากับ พล.ต.อ.จุมพลแต่เมื่อพูดกันรู้เรื่องในเชิงวิชาการ ในความแม่นยำในเรื่องของตัวบทกฎหมายหลายๆ คดีที่คาราคาซังอยู่ และเป็น “สลัก” สำคัญเกี่ยวพันกับเกมการเมือง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้หลักการที่ดูดีเป็นทางออกที่สวยงามนั้น ดูแล้วต้องเป็นนักวิชาการนั่นแหละเหมาะสมที่สุดและที่สำคัญ มองตาก็น่าจะสามารถเข้าใจกันได้ดีกับนายอภิสิทธิ์ว่าคิดอะไร ว่าต้องการอะไร!!!ตรงนี้แหละที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ชื่นชอบ พล.ต.อ.ปทีปเป็นพิเศษผิดกับกรณีของ พล.ต.อ.จุมพลที่เพื่อนเยอะ แถมหนึ่งในบรรดาแวดวงคนใกล้ชิด ดันมามีภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ด้วยนี่สิ...จะให้วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไรยันกันในสภาพเช่นนี้จึงไม่แปลกที่เรื่องนี้ทำท่าว่าจะบานปลายขึ้นมาอีกรอบหนึ่งเมื่อกระหึ่มข่าวว่า ถ้าคุยกันไม่ลงตัวจริงๆ นายนิพนธ์ซึ่งกลายเป็นบุคคลที่ลำบากใจมากที่สุด เหนื่อยมากที่สุดก็คงต้องตัดสินใจไปเสียเองเล่นเอา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถูกนายอภิสิทธิ์มอบหมายให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นและเป็นผู้จัดการใหญ่ในการดำเนินการให้รัฐบาลชุดนี้ตั้งได้สำเร็จเป็นตัวเป็นตนถึงกับอึ้งและยืนยันชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้นายนิพนธ์ยังถือเป็นคนที่ดีที่สุดในการให้ข้อคิดเห็นเรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่ส่วนกระแสข่าวว่านายนิพนธ์จะลาออกนั้น นายสุเทพกล่าวเลี่ยงๆ ว่าให้ไปถามนายนิพนธ์เอาเอง!!!ขึงพืดกันขนาดนี้ แต่ละขั้วการเมืองอึดอัดแน่ฉะนั้น ทฤษฎี “ตาอยู่” จึงได้โผล่ขึ้นมาเป็นทางเลือกที่ 3ของทางออกแห่งการเผชิญหน้ากันในการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ในครั้งนี้เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งยืนยันว่า ต้องเป็น พล.ต.อ.ปทีปและอีกฝ่ายก็ยืนยันว่า ต้องเป็น พล.ต.อ.จุมพลสุดท้ายระวังจะไปลงตัวที่ชื่อคนที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ทั้งพล.ต.อ.ปทีป และ พล.ต.อ.จุมพล“ตาอินกะตานา โศกาอาวรณ์จริงเจียว ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียวคว้าพุงเพียวๆ ไปกิน” ■

การเมืองดิจิตอล

ที่มา บางกอกทูเดย์

“หลังจากที่กลับออกมาจากเหมืองเพชร ผมก็ได้เข้าเฝ้าฯ H.E.King Mswati III พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์”ข้อความจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขียนผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ส่งถึงสาวกคนเสื้อแดงในเมืองไทยและอีกหลายประเทศรูปแบบการสื่อสารนี้เป็นการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ “ทักษิณ” เลือกใช้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนและกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ตรงประเด็นที่สุดขณะเดียวกัน...การส่งข้อความเช่นนี้ยังถูกเผยแพร่ตามสื่อมวลชนทุกแขนง ซึ่งนั่นอาจเป็นความจงใจของผู้ส่งที่ต้องการให้มีการทำซ้ำหลายๆ ครั้งรูปแบบการสื่อสารเช่นนี้ไม่ได้มีแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น แต่ใน รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน ก็เริ่มหันมาสื่อสารผ่านทวิตเตอร์บ้างแล้วเพียงแต่การนำเสนอยังไม่ได้รับความสนใจเท่ากับอดีตนายกรัฐมนตรีหากดูจากรูปแบบการนำเสนอแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงตีโจทย์แตกในการนำเสนอข้อมูล ตั้งแต่การโพสต์ข้อมูลก่อนวันเกิดว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ ตามด้วยก๋วยเตี๋ยวเนื้อทวิตเตอร์เพื่อเช็กเรตติ้งสาวกคนเสื้อแดงเมื่อปลายเดือนสิงหาคมเกมการเมืองเช่นนี้...อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเมืองดิจิตอล” ที่มีการตอบโต้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นขณะที่อดีตนายกฯ ใช้บริการสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อปลุกกระแสความนิยมในตัวเองแต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับผลกระทบจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เมื่อเขาต้องพบกับเกมการเมืองที่เลือกใช้ “สื่อ” เป็นเครื่องมือทางการเมือง“คลิปเสียงนายกฯ” เป็นช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาเป็นเกมการเมือง...เพราะคลิปเสียงที่ว่านี้ถูกส่งต่อไปยังสื่อต่างๆ และเผยแพร่

ข้อความที่มีคนอ้างว่าเป็นข้อความที่นายกรัฐมนตรีสั่งสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง และโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดงแต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อดิจิตอล ยังถูกพาดพิงไปยังบริษัทในเครือข่ายของตระกูลชินวัตรว่า อยู่เบื้องหลังการเผยแพร่คลิปเสียงครั้งนี้ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงอย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” กลับตั้งข้อสังเกตที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆโดยสงสัยว่า “ทหาร” เป็นคนเผยแพร่ “คลิปเสียงนายกฯ” หลังจากที่รัฐบาลและทหารไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ในช่วงนี้แต่ผู้นำเหล่าทัพทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ต่างออกมาปฏิเสธข่าวนี้พร้อมยืนยันว่า...เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะทำอย่างนั้นแค่ประเด็นคลิปเสียงนายกฯ ยังถูกนำมาเป็นเครื่องทางการเมืองที่น่ากลัว เพราะคลิปที่ว่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นอย่างมากถึงกลับอดรนทนไม่ไหว ถามตรงๆ เอากับ พ.ต.ท.สมชายเพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ระหว่างยื่นหนังสือต่อนายกฯ ระหว่างประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2553ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์...นำพยานหลักฐานกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า...เป็นการตัดต่อคลิปเสียงเพื่อให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อ กกต.เพื่อพิจารณายุบพรรคเพื่อไทยในเรื่องประธาน กกต. “อภิชาต สุขัคคานนท์” รับลูกไว้แล้วพร้อมระบุว่า...ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องรอดูเอกสารจากผู้ร้องว่าจะร้องในความผิดฐานใดจึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า...แนวทางของ กกต.จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเราจะต้องดูเจตนาของการเผยแพร่คลิปดังกล่าวว่า มีจุดประสงค์เพื่อใส่ร้ายกันหรือไม่แม้ตำรวจจะให้ประกันตัว 2 พนักงานบริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เผยแพร่คลิปเสียงตัดต่อของนายกฯแต่เรื่องนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับเขยตระกูลชินวัตร“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี“คนในตระกูลชินวัตรเป็นคนมีคุณธรรม รักความสงบ หากรัฐบาลจะกล่าวหาใครควรมีหลักฐาน ไม่ควรใส่ร้ายผู้อื่น และผมยังไม่เคยคุยเรื่องดังกล่าวนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของคนในบ้านเมืองเท่านั้น”ดูเหมือนสงครามสื่อระหว่าง 2 ขั้วการเมืองจะยังไม่จบลงง่ายๆอย่างที่คิด เพราะเวลานี้เจ้าพ่อสื่ออย่าง “ตระกูลชินวัตร” กำลังถูกย้อนเกล็ดเพราะสื่อในมือในยุคที่เรียกว่า “การเมืองดิจิตอล” เช่นเดียวกัน ■

รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงวันนี้ผมชักลังเลว่า ประเทศไทยจะยังเป็นของผมหรือเป็นของคนไทยกว่า 63 ล้านคนหรือไม่ ไม่มีใครแน่ใจและกล้ายืนยันในเมื่อ...วันนี้นายกรัฐมนตรีที่ชี่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยังดำรงตนในการเป็นผู้นำประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่มีใครอ่านใจได้!!ไม่มีใครคิดว่า...นายกรัฐมนตรีคนนี้จะดันทุรังเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผบ.ตร.คนใหม่แม้ว่าการเสนอชื่อที่ว่านี้จะมีเดิมพันสูงมาก!!สูงขนาดอาจจะต้องเผชิญหน้ากับพรรคภูมิใจไทยที่เป็น“สายเลือดเส้นใหญ่” ของรัฐบาลมาร์ค เพราะจนบัดนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูลก็ยังคงยืนยันเหมือนกันว่า จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.จุมพลมั่นหมาย รอง ผบ.ตร. เข้าแข่งเป็น ผบ.ตร.อยู่เหมือนเดิมแน่นอน!!เรื่องอย่างนี้มันต้องมีเหตุผลลึกและลับ ซับและซ้อนมากกว่าที่เราท่านทั้งหลายจะคิดกันว่า ทำไมผู้ใหญ่ 2 คนในรัฐบาลที่ต่างเป็น “หัวหน้าพรรค” จะไม่สามารถตกลงกันได้ในการเสนอชื่อ ใครก็ได้สักคนหรือสองคน ที่เสนอแล้วเกิดภาวะการเป็นเอกภาพ!!ทำไมนายกรัฐมนตรีมือใหม่หัดขับอย่าง มาร์ค-อภิสิทธิ์จึงต้องลงทุน “เสี่ยง” ต่อการล่มสลายของรัฐบาลนี้ขนาดนี้??มันต้องมีอะไรที่บอกใครไม่ได้!!ว่ากันไปแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลที่มีคุณูปการกับพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย ที่มี ชวรัตน์ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค และมี เนวิน ชิดชอบ

คอยคัดท้ายอยู่เบื้องหลังแล้ว...มันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องติดดาบประจัญบานทีเอ็งต้องไม่มีข้า หรือมีกูต้องไม่มีมึง มันดูจะไร้สาระและเป็นการเล่นการเมืองในลักษณะไม่สร้างสรรค์อะไร!!ฟังคำอภิสิทธิ์ก็ยิ่งมองเห็น “ตัวตน” ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นมาร์คยังยืนยันจุดยืนในการเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งจะเกษียณอายุราชการ วันที่ 30ก.ย.นี้ ว่า....ยังไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีแรงจากอะไรมาบีบทั้งสิ้นเพราะสิ่งที่ทำนั้นทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมส่วนจะเสนอชื่อนายพลตำรวจเอก 2 ชื่อตามที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แนะนำหรือไม่ ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)เสนอชื่อ ผบ.ตร. เพียงชื่อเดียวและไม่ว่าจะเสนอชื่อใคร ต้องมีคำตอบให้กับสังคมถึงวันนี้มีคนเชื่อกันว่า มาร์คคงกำลังคิดจะปลดแอกจากพรรคภูมิใจไทย ที่คอยกดขี่ พรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรีมาตลอดโดยวิธีนี้เชื่อกันว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยจะยกพรรคออกมาร์คก็คงจะปรับ ครม. เป็นรัฐบาล “เสียงข้างน้อย” และทำงานไปสัก 3-4 เดือนก็จะ ยุบสภา!!แต่ยุบแล้ว...จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหนหรือไม่??กบเขียดอึ่งอ่างคางคกก็ไม่กล้าเดาทั้งนั้น!! ■

สงครามการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ผลของการรัฐประหารทุกครั้งทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลงเรื่อยๆ เหมือนโซ่ประชาธิปไตยถูกตัดด้วยการปฏิวัติ ถึงเวลาก็ต้องเอามาเชื่อมต่อกันใหม่ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานกว่าจะต่อติด”คำพูดนี้ของ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร หลานเขยราชครู ซึ่งได้มีส่วนรับรู้เรื่องการเมืองของกลุ่มราชครูที่มีตำนานยาวนานจากปี 2490 สมัย จอมพลผินชุณหะวัณ บิดา พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนจะแตกลูกหลานเป็นราชครูรุ่น 2 ที่มาก่อตั้งพรรคชาติไทยโดย พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร กับ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ ส่วนรุ่น 3 เป็นรุ่นหลานกระจายไปอยู่หลายพรรค สาย “อดิเรกสาร” ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ไกรศักดิ์ชุณหะวัณ อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วน กร ทัพพะรังสีเงียบเชียบหลังจากมีข่าวย้ายกลับไปอยู่พรรคชาติไทยเมื่อ 2 ปีก่อนความจริงของคำพูดข้างบนนี้ เป็นทั้งบทเรียนและบาดแผลของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยหลังสุด

เป็นบาดแผลที่ยังติดเชื้อและกำลังลุกลามเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยบาดแผลที่คนประชาธิปไตยไม่มีวันลืม คือ การปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ยังตามหลอกหลอนประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ทั้งยังเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและปรัชญาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งโดนปฏิวัติเหมือนกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถ่ายทอดจากดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ว่าปรัชญาของ พล.อ.ชาติชาย คือ การเมืองต้องจบเป็นตอนๆ ไปถ้าชีวิตคนเราไม่สามารถจบเป็นตอนๆ ได้ มัวแต่นึกย้อนอดีต มันก็เป็นปัญหาไม่จบเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วและคงดำรงอยู่ คือ การเมืองช่วงหลังปฏิวัติ 19 กันยายน2549 เป็นการเมืองที่ยาวต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ที่เหมือนกัน คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดนปฏิวัติรสช. ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดนปฏิวัติพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลินแต่ที่ต่างกัน คือ เรื่องของ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ จบลงได้หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยการปฏิวัติของมวลชนคนประชาธิปไตยเรียกร้องประชาธิปไตยคืนกลับมาได้ หลังจากมีการเสียเลือดเนื้อคนไทยด้วยกันส่วนเรื่องราวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่จบและไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกันและเป็นการเรียกร้องเต็มรูปแบบ ทั้งด้วยการเมืองในสภาและการเมืองนอกสภาสงครามการเมืองประชาธิปไตยหนนี้ แตกต่างและยุ่งยากยิ่ง ใหญ่กว่าครั้ง ไหนๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสงครามหนนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ ■

แด่ท่านผู้นำ

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดยวัยวุฒิ..อายุอานามอีก 3 ปีจะ 50 นั้น..ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เด็กโดยวุฒิภาวะ..คนที่อยู่กับการเมืองมาอย่างยาวนานและไต่เต้าเติบโตมาถึงตำแหน่งหัวหน้าคนนั้น จะรู้ว่าบนตำแหน่งแห่งหนบนการเป็นหัวหน้านั้น..การเอื้อเฟื้อผ่อนปรนสำคัญกว่าความเข้มแข็งเด็ดขาดโดยคุณวุฒิ..การศึกษาที่เพียบพร้อมสมบูรณ์นั้น..ยืนยันว่าการฟังและใคร่ครวญอย่างรอบคอบ..จะให้คำตอบได้ดีกว่าคำปฏิเสธ..และผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย..เรียนรู้ที่จะปฏิเสธด้วยคำว่า..ให้..การศึกษาจะช่วยให้แยกแยะได้ว่า..ที่ใดมีคณะกรรมการ ที่นั่นก็มีการปรึกษาหารือ..ที่ใดมีการปรึกษาหารือ ที่นั่นจะต้องมีมากกว่าหนึ่งเพราะนายกรัฐมนตรีมาร์ค..มั่นอกมั่นใจในตนเองมากเกินกว่าความเป็นจริง เขาจึงตกเข้าไปอยู่ในชะตากรรม..ชนิดที่เรียกได้ว่า..เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ออกและที่สำคัญที่สุด..มันมีความสำคัญ

ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..หรือเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นเดิมพันบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น..สิ่งที่ต้องควบคุมให้ได้เป็นอันดับแรก คือ..อารมณ์กลับบ้านเถอะลูก..อดีตนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..บอกกับฝูงนักข่าวเมื่อใกล้เช้าวันหนึ่ง เพราะไม่พึงประสงค์จะตอบคำถามที่ตอบยากจอมพลถนอม กิตติขจร..ยิ้มอย่างอารมณ์ดีหนีคำถามของฝูงนักข่าวที่รุมล้อมขึ้นรถ..แต่ทันทีที่ประตูรถปิด..จอมเผด็จการกระทืบเท้ากับพื้นรถคณะผู้ติดตามและคนขับรถเท่านั้นที่รู้โน พร็อบเบลม..พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ..อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ..ใช้ประโยคนี้ควบคุมอารมณ์ของตนแอง..ทันทีที่ วีระ มุสิกพงศ์..อภิปรายจบ..ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมช..กับอารมณ์ที่เร่าร้อนเต็มที่..ก็ประกาศลาออกกลางสภา..เปลี่ยนไปอีกถึง 7 นายกรัฐมนตรี..กว่าประชาธิปัตย์จะได้ ชวน หลีกภัยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ก็เพราะอารมณ์วิ่งนำหน้า เหตุผลเดินช้าตามหลัง เสนอคนเดียวให้คนทั้งคณะต้องเห็นชอบนั้น..มันเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย..คุมอารมณ์ไม่ได้..นานไปจะรักษาเก้าอี้ไม่ได้■