WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 2, 2009

6 เสียงก.ต.ช.

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



คณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.นั้น มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแค่ตรายาง แทนที่จะเป็นด่านกลั่นกรองความถูกต้องของบัญชีโยกย้ายระดับนายพล กลับทำหน้าที่เป็นตราประทับรับรองให้กับผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจของฝ่ายการเมือง

*หลายครั้งมักเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง ไม่ใช่ทุกยุคเสมอไป*

กระนั้นก็ตาม เริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่า นับตั้งแต่มีก.ต.ช.หรือคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ เข้ามาทำหน้าที่แต่งตั้งผบ.ตร.

กลายเป็นว่าก.ต.ช. คือ ด่านหินของนักการเมือง ไม่ใช่ตรายาง

นายกฯอภิสิทธิ์ หงายหลังมาแล้ว และคาดว่าถ้ายังเสนอชื่อผู้ขึ้นเป็นผบ.ตร.แบบเดิม ก็คงยากจะได้คะแนนเสียงเห็นชอบ

ถึงขณะนี้ยังเป็นที่ยืนยันว่า เสียงข้างมากของก.ต.ช.ยังยึดมั่นในพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ดังเดิม

เป็นของจริง ไม่ใช่แค่แอบอ้าง!!

ก.ต.ช.เกิดจากพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ซึ่งกำหนดให้ทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปตามนโยบาย

รวมทั้งทำหน้าที่แต่งตั้งผบ.ตร.

กรรมการมี 10 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน รมว.มหาดไทย ปลัดมหาดไทย รมว.ยุติธรรม ปลัดยุติธรรม ผบ.ตร. เลขาฯสมช. อีก 4 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

มีนายกฯเป็นประธาน ซึ่งเป็นคนที่ 11

ความที่ก.ต.ช.ทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งเพียงตำแหน่งเดียว จึงมีเงื่อนไขสำหรับเจรจาต่อรองลดน้อยลง!

ก.ต.ช. เป็นตัวของตัวเองมากกว่า

ต่างจากก.ตร. ซึ่งทำหน้าที่แต่งตั้งนายพลตั้งแต่รองผบ.ตร.ลงไปถึงผู้การ จึงมีรายการแบ่งเค้ก

ไม่เท่านั้น ก.ต.ช.ชุดปัจจุบัน ยังมีลักษณะพิเศษ เมื่อมท.1และปลัดมท.ไม่ใช่พรรคนายกฯ ส่วนผบ.ตร.ก็ยังไล่ทุบไล่หวด แต่ก็ปลดไม่ได้ แล้วแบบนี้จะต้องกลัวอะไรกันอีก

แต่ความเป็นพรรคต่างกัน ก็มิได้หมายความว่า จะต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพรรคกันได้

เนื่องจากข้อมูลที่มาของพล.ต.อ.จุมพล ซึ่งทำให้ก.ต.ช.เสียงข้างมากสนับสนุนนั้น เป็นเรื่องใหญ่

ไม่ใช่เรื่องของพรรคหรือกลุ่มการเมืองใด

มท.1 ปลัดมท. ผบ.ตร. นายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ จึงเป็น 5 เสียงที่โหวตให้

นายนพดล อินนา ซึ่งงดออกเสียง แต่ก็อภิปรายสนับสนุนพล.ต.อ.จุมพลอย่างชัดเจน

แม้นายกฯยังเชื่อมั่นในชื่อปทีป

แต่ 6 เสียงนี้ยังเชื่อมั่นในชื่อจุมพล เชื่ออย่างสูงยิ่งกว่าเสียอีก!

2 มาตรฐาน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจุดยืนชัดเจนตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศแล้วว่าจะยึดถือตัวบทกฎหมายเป็นหลักในการบริหารงาน

ยิ่งตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ทุกครั้งก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าตัวเองทำตามกฎหมาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

นายกฯอภิสิทธิ์พยายามบอกว่าเป็นเรื่องของกฎหมายล้วนๆ โดยระบุว่าเป็น "อำนาจ" ของนายกรัฐมนตรีที่จะเสนอบุคคลขึ้นเป็นผบ.ตร.เพียงชื่อเดียวให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณา

เป็นการตีความกฎหมายในด้านของนายกฯอภิสิทธิ์คนเดียว

ในเมื่อก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่นายกฯจะเสนอแคนดิเดต 2 ชื่อให้ก.ต.ช.พิจารณา เพราะ"อำนาจ"การชี้ขาดว่าจะให้ใครเป็นผบ.ตร.มันขึ้นอยู่ที่การโหวตของก.ต.ช.ทั้ง 10 คน

ไม่ใช่ตัวนายกฯ!?

ฉะนั้น การรวบหัวรวบหางเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเพียงชื่อเดียว เป็นการสะท้อนถึงเจตนาการใช้"อำนาจ"ของนายอภิสิทธิ์มากกว่าเรื่องความเหมาะสม

ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ย้ำมาตลอดเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีคำถามย้อนกลับถึงคดีความต่างๆ ของม็อบพันธมิตร

วันก่อนเห็นตำรวจสน.ดุสิตออกหมายจับน.ส.สุนทร บุญยอด, น.ส.บุญรอด สายวงศ์ และน.ส.จิตรา คชเดช ในข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนก่อวุ่นวาย นำม็อบพนักงานไทรอัมพ์ล้อมทำเนียบเพราะไม่พอใจถูกเลิกจ้าง

รัฐบาลสั่งให้ออกหมายจับรวดเร็วทันใจจริงๆ กับม็อบฉันทนา

กลับกันคดีม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล 198 วันไปถึงไหน

คดีม็อบพันธมิตรยึด 2 สนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองคืบหน้าไปแค่ไหน

แล้วทำไมคดีแกนนำม็อบพันธมิตรโดนข้อหาก่อการร้ายจึงชะงักไปดื้อๆ ไม่รู้ไปโดน "ตอ" อะไรหรือเปล่า

ยังมีคดีสอบทุจริตอดีตตำรวจใหญ่วงเงินเฉียดๆหมื่นล้านบาท พอมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์คดีกลับอืดอาดล่าช้า สงสัยจะสะดุด "ตอ" ไปด้วยมั้ง

ผิดกับเรื่อง "ตอ" คดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตร ที่นายกฯอภิสิทธิ์ถึงกับออกอาการเต้นผาง เข้าไปล้วงลูกล้วงคดีเองจนวุ่นวายไปหมด

อลหม่านไปทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สุดท้ายก็ไม่มีจริง "ตอ" คดีสนธิก็เป็นแค่เกมจ้องเล่นงานผบ.ตร.เท่านั้น

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มว่านายกฯอภิสิทธิ์กับม็อบพันธมิตรแทบแยกกันไม่ออกแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าต้องการให้นายกฯ เลิกสนใจคดีสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ควรจะใส่ใจคดีหลายๆ คดีที่เป็นปัญหาด้วย

ปล่อยให้อืดอาดชักช้าอยู่อย่างนี้ ไม่เป็นผลดีแน่นอน

จะกลายเป็นมาร์ค 2 มาตรฐาน

ธรรมาภิบาลของจริง

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ถึงบัดนี้เกือบ 2 ปี จึงมีรายงานข่าวว่า อัยการสูงสุดเพิ่งจะได้ฤกษ์สั่งให้ฟ้องบรรดาอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตกรรมการ กกต. และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน รวม 20 คน ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองคนละ 20,000 บาท

ผู้ที่ถูกกล่าวหาและอาจจะกลายเป็นจำเลยในศาลอาญา ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิทั้งทางด้านนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ในการเป็นข้าราชการระดับสูง รวมเรียกว่าเคยเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ถูกกล่าวหาเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ว่ามีความเที่ยงธรรมหรือเป็นกลางหรือไม่ แต่ถูกกล่าวหาเรื่องการออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ตนเอง

มีรายงานข่าวว่า พนักงานอัยการพยายามดำเนินการเรื่องนี้อย่างเงียบๆ ไม่ต้องการให้เป็นข่าวเอิกเกริก เพราะผู้ถูกกล่าวหาล้วนแต่เป็น "ผู้ใหญ่" เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ในที่สุดก็จำเป็นต้องดำเนินการ เรื่องนี้จึงเป็นบททดสอบหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายของกระบวนการยุติธรรม บังคับใช้กฎหมายต่อทุกคนโดยเสมอหน้าหรือไม่? หรือเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น"

การที่บรรดาอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นกรรมการองค์กรอิสระต่างๆต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรของตน ยังเป็นการทดสอบหลักการบริหารที่เรียกว่า "ธรรมาภิบาล" ของจริง กล่าวคือ เป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่

ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน อดีตกรรมการ กกต. 4 คน ซึ่งมีคนดังคือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ รวมอยู่ด้วย และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน ถูกกล่าวหาว่าออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้ตนเอง ในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 20,000 บาท เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการขึ้นเงินเดือนองค์กรอิสระต่างๆ จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ

ความผิดในลักษณะเดียวกันนี้ อดีตประธานและกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน เคยถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้ตนเอง และศาลฎีกาได้พิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ตัดสินว่า กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน มีความผิดตามที่ถูกฟ้อง ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี

แต่ทั้ง 20 คน คงจะไม่ถูกฟ้องต่อศาลฎีกา แต่น่าจะเป็นศาลอาญา จึงมีโอกาสที่จะต่อสู้คดีถึง 3 ศาล อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีอดีตกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ แสดงว่าบรรดาหลักการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมาภิบาล นิติธรรม ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ หรือแม้แต่หลักการประชา-ธิปไตย กำลังก้าวหน้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่คำขวัญลมๆแล้งๆที่พูดกันแต่ปากอีกต่อไป.

บทเรียนผู้นำที่ล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

ชัยชนะอย่างท่วมท้นของ พรรคฝ่ายค้าน DPJ หรือ พรรคเดโมแครต ปาร์ตี้ ออฟ แจแปน ภายใต้การนำของ นายยูกิโอะ ฮาโตยามา มหาเศรษฐีวัย 62 ปี ซึ่งเพิ่งขึ้นมาเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ไม่กี่เดือน เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง

สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายของคนญี่ปุ่นที่มีต่อ นายกฯทาโร อาโซะ ซึ่งกลายเป็น "ผู้นำที่ล้มเหลว" ทำให้ พรรคแอลดีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมายาวนานถึง 50 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องกลายเป็น พรรคฝ่ายค้าน ไปในชั่วข้ามคืน

พรรคดีพีเจ ของ ว่าที่นายกฯฮาโตยามา กวาดที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรไปได้ถึง 308 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 480 ที่นั่ง ส่วน พรรคแอลพีดี ของ นายกฯอาโซะ เหลือแค่ 119 ที่นั่ง

แม้พรรคดีพีเจจะได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในสภา สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างสบาย แต่ ว่าที่นายกฯฮาโตยามา ก็ไม่ทอดทิ้ง พรรคร่วมฝ่ายค้าน สองพรรคเล็กที่เคยกอดคอร่วมกัน ดึงเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลผสมด้วย

การพ่ายแพ้อย่างยับเยินของ นายกฯอาโซะ ผู้นำพรรคแอลดีพี คือ การลงโทษอย่างรุนแรงจากประชาชนญี่ปุ่นต่อ "ผู้นำประเทศที่ล้มเหลว" แถม ยังก่อหนี้สินก้อนใหญ่ ทิ้งให้เป็นภาระของประชาชน จากนโยบายประชานิยมไร้สาระ เหมือน นโยบายประชานิยมรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลายโครงการ ซึ่งเอาเงินทิ้งน้ำ แต่ซื้อใจประชาชนไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนญี่ปุ่น ต้องการ Change หรือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในแวดวงการเมืองญี่ปุ่น และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ผลในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร แต่คนญี่ปุ่นก็คิดว่า ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า การเปลี่ยนพรรค เพื่อ เปลี่ยนรัฐบาล และ เปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล น่าจะเป็น ทางเลือกที่ดีกว่า ที่จะอยู่อย่างปัจจุบัน

ด้วยความรู้สึกที่อยากเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้คนญี่ปุ่นที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 104 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์
คุณลุงวัย 77 ปี ซึ่งลงคะแนนให้พรรคดีพีเจ บอกว่า นี่เป็นการเลือกตั้งเพื่อบอกลาพรรคแอลดีพี มันเป็นเรื่องไร้สาระที่ต้องทนนั่งดูพรรคนี้ เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 4 คนในช่วงเวลา 4 ปี โดยไม่มีการถามความเห็นของประชาชนเลย

นี่คือความรู้สึกของคนญี่ปุ่น ซึ่งคนไทยควรจะศึกษาไว้

ว่าที่นายกฯยูกิโอะ ฮาโตยามา เป็น หลานปู่ ของ ตระกูลฮาโตยามา ซึ่งเป็น ผู้ก่อตั้งพรรคแอลดีพี เมื่อปี 1955 และคุณปู่ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคแอลดีพี แต่วันนี้หลานปู่ กลับมาเป็นนายกฯของพรรคฝ่ายค้านคู่แข่งพรรคแอลดีพี

นโยบายสำคัญ ของ ผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราจะต้องจับตามองก็คือ นโยบายต่างประเทศ และ นโยบายเศรษฐกิจในเอเชีย

ผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ ประกาศชัดเจนว่า จะเลิกตามก้นสหรัฐฯ และ หันมาคบกับชาวเอเชียมากขึ้น ในฐานะคนเอเชียด้วยกัน เพื่อรับมือกับการท้าทายของ ประเทศจีน ซึ่งกำลังรุกคืบหน้าขึ้นมาเป็น ผู้นำเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ทั้งๆที่ญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ใหญ่กว่าเศรษฐกิจจีนด้วยซ้ำ

เมื่อสองยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก กับมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลก แข่งขันหาเพื่อนในเอเชีย ถ้าเรามีรัฐบาลที่เก่งทั้งทางเศรษฐกิจและต่างประเทศ ผมรับรองว่าไทยเราจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการแข่งขันของสองมหาอำนาจนี้

แต่ดูการทำงานของ "รัฐมนตรีนอมินี" ในรัฐบาล ซึ่งต้องหอบงานไป "ประชุมที่บ้านรัฐมนตรีเงาตัวจริง" ชาวบ้านเลขที่ 111 ทุกเรื่องทุกสัปดาห์แล้วก็เศร้าใจแทนประเทศไทย ผมว่าประเทศไทยเราก็ Need Change ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนกัน ก่อนที่จะจมลงไปเรื่อยๆอย่างไร้อนาคต.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

นาทีนี้ยังไงก็ไม่กล้ายุบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30258

1. ยุบสภาน่าจะเกิดหลังจากที่นโยบายและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลสัมฤทธิผลแล้ว ซึ่งน่าจะเห็นผลปลายปีนี้

2. ตอนนี้ทุกพรรคการเมืองพอใจกติกาการเลือกตั้งหรือยัง

3. ถ้ายุบสภาแล้วปัญหาหรือเงื่อนไขความรุนแรงจะหมดไปหรือไม่ พรรคการเมืองต่างๆสามารถไปหาเสียงในพื้นที่ทุกแห่งในประเทศได้หรือเปล่า

ฟันธงเลยว่า ยังไงก็ไม่ยุบ


วัดจากเงื่อนไขยุบสภา 3 ประการ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แอบกระซิบเป็นการภายใน บนเวทีปาฐกถา "การเมืองบนสถานการณ์ความขัดแย้ง" แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 1 ที่ตึกบัญชาการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยไล่นักข่าวออกไปรอข้างนอกห้องประชุม

ปิดห้องเปิดใจ แบไต๋กันเงียบๆ

ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีอะไรต้องกั๊ก บนเงื่อนไขเดาทางกันได้ง่ายๆ ณ คาบนี้"อภิสิทธิ์" ไม่มีทางเลือก


โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ยังลูกผีลูกคน แม้จะมีข่าวเชิงบวกที่หน่วยงานของรัฐถูกส่งออกมาตีปี๊บเศรษฐกิจเริ่มผงกหัว จากสัญญาณการคาดการณ์ของบริษัทข้ามชาติที่ปล่อยตัวเลขออกมาหยั่งกระแส

แต่สุดท้ายก็ยังไม่ชัวร์ ฟื้นเป็นรูปตัว "V" หรือจะฟุบซ้ำอีกรอบเป็นรูปตัว "W"

นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับระดับความมั่นใจในมาตรฐานทีมเศรษฐกิจยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา 8 เดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถลบคำสบประมาท "ประเทศชาติฝากไว้ในมือเด็กสองคน" ได้ โดยผลงานที่เห็นๆกันอยู่

นอกจาก "กู้" แล้วก็ "กู้"

โดยงานรูทีนรายวัน นายกฯอภิสิทธิ์กับ "คู่หูออกซ์ฟอร์ด" อย่างนายกรณ์


จาติกวณิช รมว.คลัง ต้องเดินสายล็อบบี้สภาผู้แทนฯ ตามด้วยคิวออดอ้อนวุฒิสภา

ขออนุญาตกู้เงินมาใช้


กับภาพเด็กเก่งแต่แบมือขอเงินแบบนี้ ประชาธิปัตย์จะเอาอะไรไปสู้กับ "นายใหญ่" ที่โชว์ฟอร์มนักธุรกิจอินเตอร์ เหมาสัมปทานเหมืองเพชรในแอฟริกา คว้าสัมปทานหวยในประเทศ แถบละตินอเมริกา ขึ้นชั้นระดับโลกไปแล้ว

เทียบฟอร์มห่างชั้น ปล่อยลงสนามเมื่อไหร่ก็ปิดประตูชนะ


แต่ก็นับว่า ยังดีที่เงื่อนไขไฟต์บังคับพรรคร่วมรัฐบาล โดยสภาพของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กต้องหาช่องเบียดแทรกกับค่ายการเมืองใหญ่ ขืนสู้กันตามกติกาที่รัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำล็อกไว้ เลือกตั้งพวงใหญ่มีหวังโดนเกมหนีบ บีบหน้าดำหน้าเขียว

ตามข้อตกลงบนโต๊ะอาหารที่บ้านของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ผู้มีบารมีตัวจริงของพรรคร่วมรัฐบาลประสานเสียง ล็อกโปรแกรมแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปใช้การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เสร็จก่อนเดือนธันวาคม

อย่างไรเสีย พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องกัดฟัน ตื๊อลากยาวไป จนกว่าจะแก้กติกาในสนามเลือกตั้งให้กลับไปเป็นวันแมนวันโหวต


นั่นแหละ ถึงจะสลายตัวแยกย้าย ทางใครทางมัน

แต่นั่นก็ยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขบังคับทั้งฝ่ายประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์ที่วิกฤติความแตกแยกของประเทศไทยยังแบ่งสีกันชัดเจน

ยี่ห้อ "เพื่อไทย" ลงไปปักษ์ใต้ก็เสี่ยงโดนเสื้อเหลืองล้อมกรอบ ยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" ไปภาคเหนือกับภาคอีสานก็ต้องหวาดระแวงกองทัพเสื้อแดงอาละวาด สีน้ำเงินของภูมิใจไทยอุ่นใจได้แค่ถิ่นอีสานใต้

จะเดินสายหาเสียงกันยังไง

มีหวังกองเชียร์ล่อกันเละ

และนั่นก็จะไหลไปเข้าทางปืน โดยเงื่อนไขที่อำมาตย์กับทหาร ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย จ้องหาเหตุ "ล้มกระดาน" จากการเมืองป่วน นักเลือกตั้งคุมเกมไม่ได้

จำเป็นต้องเปิดทางอำนาจพิเศษ คุมสถานการณ์

ปฏิวัติ โดนยึดเวทีสภาผู้แทนราษฎร

นักเลือกตั้งตกงาน เซ็งกันถ้วนหน้า.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ตัวถ่วง

ที่มา ไทยรัฐ

ในที่สุด นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะจัดการเรื่องของตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ได้ลงตัวอย่างไร และจะมีผลกระทบตามมาอย่างไร คงเป็นเรื่องที่คาดเดาลำบากพอสมควร เพราะการเมืองบ้านเราอยู่ไปวันๆ ไม่มี
อนาคตที่แน่นอน บอกไม่ยึดยังยึดหน้าตาเฉย บอกไม่ยุบก็เห็นยุบตอนจบทุกที

ในโลกที่ประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว การคาดเดาทางการเมืองไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจะวัดกันที่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าพรรคการเมืองไหนได้รับเลือกเข้าไปแบบถล่มทลาย หัวหน้าพรรคนั้นนอนเกาสะดือรอ
เป็นนายกฯพันเปอร์เซ็นต์ แต่บ้านเราขนาดได้เสียงเกือบจะครบ 100 เปอร์เซ็นต์ยังนอนสะดุ้ง

เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่

แต่อยู่ที่คนส่วนน้อยไม่กี่กลุ่ม พื้นฐานของประชาธิปไตยเหมือนกันหมดทุกประเทศ เพราะยึดหลักปรัชญาเดียวกัน อำนาจของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนเท่านั้น

ไม่ใช่ประชาชนถูกโกงอำนาจ

ผมไม่เชื่อว่าประชาชนจะไม่ฉลาดหรือไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นเกิดจากรากฐานของความเป็นมนุษย์ ที่ต้องการอิสรภาพและเสรีภาพ แต่คนที่ถ่วงความเจริญของประชาธิปไตย
คือนักการเมืองและคนกลุ่มน้อยมากกว่า

บิดเบือนพยายามเอาประโยชน์จากประชาชน โดยอ้างประชาธิปไตยนำหน้า เอะอะก็ประชาชน เอะอะก็ประชาธิปไตย แต่สุดท้ายนักการเมืองเสวยสุขแต่เพียงผู้เดียว

การเมืองในประเทศญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 54 ปี พรรคแอลดีพีซึ่งปัจจุบันมี นายทาโร อาโสะ เป็นนายกฯและเป็นหัวหน้าพรรค ครองตำแหน่งรัฐบาลมานานแสนนาน

แต่ถึงยุคนี้แก้ปัญหาได้ หน่อมแน้ม ไปหน่อย ประเทศเป็นหนี้เป็นสิน การเมืองในสภาก็วุ่นวาย มีการต่อรองผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชันถี่ขึ้น

เกิดวิกฤติศรัทธา

เมื่อได้เวลาที่อำนาจของประชาชนจะตัดสิน พรรคฝ่ายค้านที่นำโดย นายยูกิโอะ ฮาโตยามา ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างถล่มทลาย คาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 300 ที่นั่ง เป็นรัฐบาลแค่พรรคเดียว

ซึ่งก็ไม่ต้องไปเดากันให้เมื่อยตุ้มว่าใครจะเป็นนายกฯญี่ปุ่นคนต่อไป ไม่พ้นนายยูกิโอะ แน่นอน ถ้าทำดีเข้าตากรรมการก็สามารถที่จะปกครองประเทศไปได้เรื่อยๆ ไม่มีโรคแทรกซ้อน

ไม่ต้องกลัวถูกยึดอำนาจ

ผมอยากเห็นรัฐบาลจริงใจกับประชาชนมีจิตสำนึกว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร วันนี้ประเทศไทยไร้ศักดิ์ศรี ตกเป็นเบี้ยล่างของต่างชาติหรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ก็เพราะมีพวกลูกตุ้มคอยถ่วงอยู่นี่แหละ

เลยไม่พัฒนา.

หมัดเหล็ก

ภท.ดันแก้รธน. เข้าวิปรัฐ 2 ประเด็น-วันนี้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30270

ภท.ชิงการนำในพรรคร่วมรัฐบาล เตรียมดันแก้ไข รธน. 2 ประเด็น "ม.190-วันแมนวันโหวต" เข้าที่ประชุมวิปรัฐ วันนี้ (2 ก.ย.) ยันไม่เกี่ยวใกล้ยุบสภา เชื่อโน้มน้าว ปชป.-นายกฯ คล้อยตามได้

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงผลการประชุมพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ว่า ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย มีมติเห็นชอบให้เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 มาตรา ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ คือ มาตรา 190 เรื่องการเซ็นสัญญากับต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาในการทำงานมาก และเรื่องที่มาของส.ส.ให้เป็นแบบวันแมนวันโหวต โดยพรรคภูมิใจไทยมอบหมายให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ของพรรคภูมิใจไทย เสนอเรื่องในที่ประชุมวิปรัฐบาลในวันที่ 2 ก.ย. โดยต้องการให้เร่งผลักดันหลังพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ผ่านสภาฯ แล้ว และพยายามจะให้มีมติว่าจะเข้าสู่วาระการพิจารณาได้เมื่อใด ให้มีกรอบเวลาอย่างชัดเจน

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเร่งให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพราะจะมีการยุบสภาในเร็วๆนี้ เพราะการยุบสภา พรรคเห็นไปในทางเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ไว้คือ การยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ควรเกิดหลังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจลุล่วงไปแล้ว การเลือกตั้งควรเป็นไปตามกติกาใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญเดิมมีปัญหา ฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่บางเรื่องต้องทำประชามติ พรรคภูมิใจไทยแสดงความชัดเจนมาโดยตลอดว่า ประเด็นใดที่ต้องฟังความเห็นจากประชาชน สำหรับฝ่ายบริหาร ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า จะอยู่ช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศไปก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขรัฐธรมนูญประเด็น วันแมนวันโหวต นายกรัฐมนตรีแสดงความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย นายศุภชัยตอบว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของมติส่วนรวมว่าจะเห็นอย่างไร เห็นพ้องต้องกันอยู่แล้ว เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะเห็นพ้องตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพราะเป็นคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ตั้งขึ้นเอง เมื่อถามว่า หากมีคืบหน้าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายศุภชัยกล่าวว่า กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องไปตามขั้นตอน แต่ไม่ถึงขนาดที่ว่า หากไม่รีบแก้ แล้วจะเกิดความขัดแย้ง ส่วนหากพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันไม่เห็นด้วยนั้น ทุกเรื่องสามารถคุยกันได้ เชื่อว่าสามารถอธิบายให้ประชาธิปัตย์เห็นชอบตามได้

ภท.ปัดต่อรอง ตั้งผบ.ตร.แลกจัดโผผู้ว่าฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30305

วอลเปเปอร์อ้าง “นิพนธ์-สุเทพ” งัดข้อนายกฯ กรณีแต่งตั้งผบ.ตร. เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย เชื่อนายกฯพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย มั่นใจไม่จุดชนวนความขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ภูมิใจไทยปัดต่อรองตั้งผบ.ตร.กับโผแต่ตั้งผู้ว่าฯ

นายศิริโชค โสภา ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์เรื่องเสนอชื่อ ผบ.ตร.คน ใหม่ที่นายกรัฐมนตรี กับ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกันว่า เรื่องความเห็นต่างกัน เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ถ้าเสนออะไรแล้วทุกคนเห็นพ้องกันหมด อย่างนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่สุดท้ายนายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสิน โดยนายกฯพร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายก่อนจะตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ได้ชื่อ พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย เป็นผบ.ตร. จะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายศิริโชคตอบว่า ไม่ว่า ผบ.ตร. จะเป็นใครก็ไม่มีปัญหา ขอให้ทำงานร่วมกับนายกฯ ได้ เพราะผบ.ตร. เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่รัฐ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ว่า คงไม่จำเป็นต้องมีการคุยกันนอกรอบ เพราะพรรคภูมิใจไทยเห็นว่า เป็นอำนาจของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรมว.มหาดไทย ซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดในการพิจารณา

ส่วนกรณีที่มีส.ส.ประชาธิปัตย์บางคนแสดงความไม่พอใจนายชวรัตน์นั้น โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิในการแสดงความเห็น แต่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาปรามให้สังวรในหน้าที่ตัวเองว่า เรื่องใดควรแสดงความเห็นหรือไม่ควรแสดงความเห็นแล้ว ซึ่งนายชวรัตน์ไม่ถือสาอะไร ส่วนกระแสข่าวเรื่องต่อรองเรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร.กับอำนาจการแต่งตั้งผู้ ว่าราชการจังหวัดนั้น ยืนยันไม่มีการต่อรอง เพราะเป็นคนละตำแหน่งกัน จะไปต่อรองข้ามตำแหน่งได้อย่างไร.

ครม.ถกวางเกม รับม็อบแดง ระดมล้มล้างรบ.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30314

คณะรัฐมนตรีถกประกาศใช้กม.ความมั่นคงฯชี้ 19 ก.ย.ม็อบแรง “เทือก”กำชับรัฐมนตรีร่วมรับผิดชอบถกฉุกเฉิน ขณะที่ รมว.คลัง อ้างนักธุรกิจหนุนใช้กม.ความมั่นคงฯ ชี้ไม่กระทบท่องเที่ยว น่ากลัวน้อยกว่าไข้หวัด2009...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในช่วงใกล้เที่ยงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ได้เสนอให้ ครม.รับทราบมติของที่ประชุม ศอ.รส.เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้สรุปเป็นเอกสารเสนอ ครม.จำนวน 2 แผ่น มีนายสุเทพ อ่านเอกสารชี้แจงต่อ ครม.จากนั้นก็ได้ขอเก็บกลับคืนเนื่องจากเป็นเอกสารตีตราลับ

ทั้งนี้นายสุเทพ ได้อ่านรายงานว่า ผลการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การรักษาความั่นคงภายในราชอาณาจักร ในช่วงที่ผ่านมา มีการใช้กำลัง 37กองร้อย จำนวนการตั้งด่านจุดตรวจ ส่วนการวิเคราะห์ประเมินการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ทางศอ.รส.ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์นี้จะไม่มีการชุมนุมอะไรที่รุนแรง หรือมีกลุ่มผู้ชุมนุมขนาดใหญ่ แต่หลังวันที่ 19 ก.ย.แล้วเชื่อว่า น่าจะมีการชุมนุมโดยอิงกับสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี ของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งทำให้เกิดแรงจูงใจให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก

นายสุเทพ รายงานต่อว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ชี้ชัด การชุมนุมมีวัตถุประสงค์ ต้องการจะล้มล้างรัฐบาล โดยรูปแบบการชุมนุมจะยือเยื้อ และมีทัศนคติเหมือนกับการชุมนุมกลุ่มอื่นที่เคยกระทำมา สำหรับแนวทางการป้องกันนั้น ถ้ามีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แล้วไม่ตรงกับช่วงวันอังคารที่ ครม.ประชุม ก็สามารถที่จะเรียกประชุม ครม.ฉุกเฉินขึ้นมาได้ เพราะถ้าหากมีการประชุมครม.แล้วประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯออกไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาว่า มติ ครม.การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความั่นคงฯ ดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนั้นถ้าหากมีการข่าวอะไรที่จะชี้ให้เห็นว่า จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงขอให้ ครม.ทุกคนเตรียมพร้อมมาร่วมประชุม ร่วมรับผิดชอบในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ด้วย

ทั้งนี้นายกฯได้สอบถามทางเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยว่า นายกฯต้องเซ็นยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่วัน ที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.ที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก็มีคนนำมาให้เซ็นยกเลิก และถ้าต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความั่นคงฯ จะต้องเรียกประชุม ครม.ชุดใหญ่เต็มคณะหรือไม่ ซึ่งคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบชี้แจงว่า ถ้ากรณีประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดยมีวาระเริ่มต้นและกำหนดปิดท้าย นายกฯก็ไม่ต้องเซ็นยกเลิก แต่ถ้าเป็นการประกาศที่มีแต่วันเริ่ม แต่ไม่มีวันปิดก็ต้องไปประกาศยกเลิก สำหรับเรื่ององค์ประชุม ครม.นั้นโดยปกติองค์ประชุม ครม.ให้นับเสียง 1 ใน 3 แต่ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถเรียกประชุม ครม.นัดฉุกเฉินเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ก็ถือเป็นองค์ประชุมแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในที่ประชุมนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯแสดงความเห็นว่า หากจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะขอมติ ครม.โดยให้อนุมัติในหลักการไว้ก่อนเลยจะได้หรือไม่ ซึ่งคุณพรทิพย์ โต้แย้งว่า คงทำไม่ได้เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์ประชุม และหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามที่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการประชุม ครม.ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้สอบถามถึงผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดยนายกฯได้สอบถามขึ้นมาว่า จะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับผู้นำทางธุรกิจต่างชาติ รวมทั้งนายแบงค์ต่างสนับสนุนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพราะจะช่วยทำให้เกิดความมั่นใจและรักษาภาพความสงบเรียบร้อยในประเทศได้ดี ด้านนายสุเทพ ก็กล่าวเช่นกันว่า เท่าที่ได้คุยกับนักธุรกิจส่วนหนึ่งยังเสนอตนเลยว่า ให้ประกาศใช้ยาวไปเลยจะได้ทำให้เกิดความมั่นใจและเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาคส่ง ออกและการท่องเที่ยว เพราะช่วงเดือนต.ค. รือพ.ย.ก็คงไม่กระทบเพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นชี้ไม่กระทบท่องเที่ยว น่ากลัวน้อยกว่าหวัด09

ขณะที่นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า ผลกระทบที่จะมีต่อการท่องเที่ยวแบบฉับพลันทันทีคงไม่มี ตอนนี้ไม่มีการยกเลิกทัวร์ หรือเที่ยวบิน แต่ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาบ้าง แต่ก็สนับสนุนจะประกาศใช้ก็ประกาศ หวังในภาพรวมมากกว่า การประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไม่น่ากลัวเท่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อีก และมั่นใจว่า ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยว 14.5 ล้านคนสามารถทำได้แน่.

นักธุรกิจไม่เชื่อ ศก.ฟื้นตัว เป็นรูปตัววี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30304

นายอนันต์ อัศวโภคิน

3 นักธุรกิจชื่อดัง ไม่เชื่อเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเป็นรูปตัววี ตามที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ เหตุความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมประท้วงยังมีอยู่...

นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในการสัมมนา เรื่อง "กลยุทธ์ หลังวิกฤติทิศทางปี 2553" เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ว่า ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเป็นรูปตัววี ตามที่มีการคาดหมาย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประกอบกับยังมีความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมประท้วง หากไม่มีม็อบเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ที่่ผ่านมา ยอดขายบ้านยังไปได้ดี โดยยยอดขายบ้านเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า ส่วนราคาที่ดินในปีนี้ มั่นใจว่าไม่มีการปรับลงอย่างแน่นอน เพราะยังมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายผังเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 ปี จึงจะแก้ไขได้

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือซิเมนต์ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ไม่รวดเร็วเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียที่จะฟื้นตัวเป็นรูปตัว วี โดยเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ปีนี้จะเป็นบวก เนื่องจากจีดีพีในไตรมาส 4 ปีที่แล้วต่ำมาก แต่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต้องขึ้นอยู่กับความมั่นใจ หากความมั่นใจดีขึ้นจะมีผลต่อยอดการขายปูนซีเมนต์ให้ขยับขึ้นตาม ยอดขายในเดือนก.ค.และ ส.ค. 2552 ดีขึ้นจากช่วง 6 เดือนแรกที่ลดลงร้อยละ 7

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ฟื้นตัวเร็วเป็นรูปตัว วี แต่จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้ราคาพลังงานไม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนราคาขายปลีกประมาณลิตรละ 30 บาท เป็นราคาที่ผู้ผลิตและผู้บริโภครับได้