WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 2, 2009

เปิดตัว "ติวเตอร์แชนแนล" ที่ช่องเอ็นบีที

ที่มา Voice TV

ติวเตอร์แชนแนล, การกระทรวงศึกษาธิการ, GAT, PAT, O-NET, อี-ฟรีทีวี,

ศธ.จับมือติวเตอร์ชื่อดังจัดรายการ "ติวเตอร์ แชนแนล" เพิ่มช่องทางให้นักเรียนชั้น ม.ปลาย ทั่วประเทศเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การดำเนินโครงการท่ายทอดสดรายการติวเตอร์ชาแนลระยะแรก เพื่อติวเข้มการสอบ GAT-PAT ออกอากาศ 5 ครั้งๆละ 2 ชั่วโมง ทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ ช่องเอ็นบีที โดยจะเริ่มครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 เวลา 10.00-12.00 น.โดยจะถ่ายทอดสดพิธีเปิดโครงการจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และการสอนเสริมความรู้ GAT ฉบับที่ 1 โดย อ.ปิง เจริญศิริวัฒน์ และอีก 4 ครั้งในวันเสาร์ที่ 12, 19, 26 กันยายน และ 3 ตุลาคม โดยยังมีวิชา GAT ฉบับที่ 2 (ภาษาอังกฤษ) โดย อ.อริสรา ธนาปกิจ หรือครูพี่แนน วิชา PAT1 (คณิตศาสตร์) โดย รศ.สมัย เหล่าวานิชย์ และวิชา PAT2 (วิทยาศาสตร์) โดย อ.อุไรวรรณ ศิวะกุล (ครูอุ๊) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ติวเตอร์แชนแนล จะเน้นวิชาหลักๆ ที่จะสอบเป็นพิเศษ รวมทั้งที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย GAT, PAT การสอบประจำภาค การสอบ O-NET ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งให้เด็กชนบท เด็กที่อยู่ห่างไกล เด็กกรุงเทพฯ ที่ด้อยโอกาสไม่มีโอกาสไปเรียนกวดวิชา ได้มีโอกาสติวเข้ม เรียนเสริมกับติวเตอร์ชื่อดัง และอาจารย์จากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Tutor on tour ทั่วประเทศ ซึ่งจะให้คณะทำงานไปดูว่าควรจัดที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนมากที่สุด โดยระหว่างที่ออกอากาศแต่ละครั้งนั้น ได้หมายมอบให้คณะทำงานไปศึกษารายละเอียดด้วยว่า ควรมีการปรับปรุงรายการอย่างไร สอนสด หรือไม่สด อาจมีการสอนเสริม ติวเข้ม ไม่เข้ม เพื่อให้เด็กนักเรียนตามทันกันทุกคน ซึ่ง 5 เสาร์แรกจะเป็นการสอนสด ส่วนเสาร์ถัดไปจนถึงกันยายน 2553 หรืออีก 52 ครั้งนั้น จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่า จะถ่ายทอดสดหรือนำเทปบันทึกมาออกอากาศ ทั้งนี้จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาร่วมพิจารณาด้วย จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ชม นักเรียน เพื่อปรับปรุงรายการให้เหมาะสมต่อไป สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในติวเตอร์แชนแนลนั้น จะเป็นการดึงงบประมาณของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากค่าเช่าเวลาของ ช่อง 11 และค่าติวเตอร์ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามจะเช่าเวลา ช่อง 11 จนกว่าจะมี “อี-ฟรีทีวี” ซึ่งต้องรอ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ ส่วนงบไทยเข้มแข็ง 6,000 ล้านบาท (ปี 2553-2555) ซึ่งมีแผนพัฒนาอีทีวีให้เป็นช่องฟรีทีวีนั้น อาจจะมีการพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสมอีกครั้งขณะที่นายอนุสรณ์ ศิวะกุล นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชากล่าวว่า การย่อเนื้อหาการสอนจากนับร้อยชั่วโมงเหลือ 2 ชั่วโมงในการสอน GAT-PAT ในระยะแรกถือว่าทำได้ยากมาก และนักเรียนอาจได้รับประโยชน์ไม่เท่ากับที่เรียนเต็มหลักสูตร แต่อย่างน้อยจะทำให้นักเรียนได้เห็นภาพการเรียนการสอนอีกแบบและช่วยกระตุ้นความสนใจ และในระยะยาวควรปรับรูปแบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ยืนยันว่าโรงเรียนกวดวิชาไม่ได้ประโยชน์ในแง่การประชาสัมพันธ์โรงเรียน อีกทั้งครูกวดวิชาหลายคนไม่อยากมาสอนเพราะจัดเนื้อหาการสอนยาก เพราะนักเรียนมีพื้นฐานต่างกัน หากสอนยากเกินไปก็เหมือนสอนไม่รู้เรื่อง หากสอนง่ายเกินไปนักเรียนก็จะไม่เชื่อถือ

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
2 กันยายน 2552

ผมขอตัดภาพมาจบตอนเรื่ององค์กรซ่อนเงื่อน ทำงานตาม"นายสั่ง"เลยแล้วกันนะครับ ชื่อตอนคือ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก


ใครติดตามประวัติศาสตร์จะทราบว่า คำข้างต้นนั้นเกิดในตอนเปลี่ยนแผ่นดินจากแผ่นดินกรุงธนบุรี มาเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชวงศ์จักรี

พระเจ้าตากสินนั้นเคยมีพระราชปณิธานแน่วแน่ว่า
"บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้"


ดังนั้นในช่วงใกล้วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ แม้ทหารที่จงรักภักดีจะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

ถือเป็นการกวาดล้างขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองแบบนองเลือดมากที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


การปราบดาภิเษกสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ทรงกราบทูลความตอนหนึ่งดังมีบันทึกไว้ว่า


#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

"กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา- น้องชายรัชกาลที่ 1 ) เสด็จลงมาเฝ้า กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า"
(พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง


ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง
ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แต่เหตุการณ์ปัจจุบันสมัยไม่ใช่ว่าทำลายล้างพ่อคือเหลี่ยมแล้วจะตามไปล้างโอ๊ก- เอม-อุ๊งอิ๊งนะฮะ แต่เป็นการเปรียบเปรยว่า หน่อแนวแถวพันธุ์ที่ยังสนับสนุนเหลี่ยมนั้นต้องกำจัดให้เรียบ

อันนี้สาบานให้ฟ้าผ่าหัวก็ได้ แต่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง คือว่าก่อนจะมีการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยนี่ ผมก็แวะไปกินกาแฟกับเพื่อนคนนึง คนนี้เป็นนายพล แล้วเขาก็ทำงานอยู่กับสุรยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ผมก็ไปเยี่ยมถามข่าวกันตามธรรมเนียม คราวหนึ่งผมก็ถามขึ้นว่า"คดียุบพรรคไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์จะเอากันยังไง? "(ตอนที่ผมถามเรื่องนี้คือก่อนจะมีคำพิพากษายุบไทยรักไทยในวันที่30พ. ค.50)

เขาก็ตอบว่า"มีข้อยุติในวงผู้ใหญ่ว่าตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก"แล้วเขาก็อธิบายว่า พ่อก็คือเหลี่ยมที่ทำรัฐประหารล้มล้างไป ลูกคือพรรคไทยรักไทยที่แจ้งเกิดขึ้นมาต้องโดนยุบ และเมื่อไทยรักไทยโดนยุบก็คงเหลือหลาน(ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีพรรคพลังประชาชน)ก็ต้องตามไปฆ่าหลานอีกที และก็ต้องกวาดล้างไปถึงชั้นเหลนหรือประหาร7ชั่วโคตร

ซึ่งต่อมาเมื่อพรรคไทยรักไทยโดนตัดสินให้ยุบ ปชป.รอดผมก็โทรไปชมพี่แกใหญ่เลยว่าข่าวแม่นโคตร เขาก็บอกว่าไม่แม่นได้ไง ก็กูนั่งอยู่ในห้องทำแผนมากับมือไอ่สัดดด. .อ้าว!

ยิ่งต่อมาเห็นมียุบพลังประชาชน และในตอนนี้ก็เอาอีกแล้ว เรื่องเทปลับของมาร์คก็พูดกันว่า โยงไปถึงพรรคเพื่อไทย จะยุบพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว ผมก็เลยว่าแผนฆ่าล้าง 7 ชั่วโคตรเหลี่ยมนี่ท่าจะยังไม่จบง่ายๆซะแล้วหวะ

2499ตระลาการครองเมือง

#อักขราทร จุฬารัตน์

ทีนี้ใครเป็นใครในแวดวงขบวนการไม่ยุติธรรมคงไม่น่าสนใจเท่าไหร่แล้วมั๊ง เพราะอย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้วไงว่า มันเป็นแค่การทำตามใบสั่งนายเท่านั้น เอาใครมาทำก็ได้ นายหมูนายแมวที่ไหนก็คงไม่ต่างกัน ทำเสร็จก็ให้รางวัลกันไป

จะสมัยโบราณอ้างว่ากาคาบข่าวมายังไงก็ได้ หาหลักฐานไม่เจอ เชื่อมไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เพราะธงนั้นมีอยู่แล้ว ผ่านมา 200 กว่าปี กระบวนการ(ไม่)ยุติธรรมไทยก็ยังคงเส้นคงวา เป็นที่น่านับถือเลื่อมใสดังเดิม

แต่ที่น่าสนใจคือคอนเน็คชั่นของนิติศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รุ่นปี 2499 เพราะมีบทบาทมากในตอนนี้ก็เช่น อักขราทร ซึ่งอักขราทรยังเป็นมุสลิมที่ใกล้ชิดกับสนธิบังอีกด้วย รุ่นนี้ที่เด่นๆก็ยังมีนาม ยิ้มแย้ม ที่นั่งอยู่คตส.เล่นงานยึดทรัพย์เหลี่ยมนั่นไง

#วัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด

แต่คดียึดทรัพย์7หมื่นล้านของคตส.นี่ผมลองถามพี่เข้- วัยวุฒิ หล่อตระกูล ที่แกเป็นอัยการทำคดี แกก็บ่นชิบหายว่ากรูก็ไปไม่เป็นสัดดเอ๊ย พวกจารย์แก้วสรร พวกสัก กอแสงเรือง นาม ยิ้มแย้ม เนี่ยสักแต่ว่าส่งๆมา สำนวนก็อ่อนชิบหาย แล้วจะให้กรูสั่งคดีตามธงอย่างเดียว ต่อไปวันหน้ากรุก็ถูกบันทึกลงบัญชีหนังหมาพอดี...พูดไปพี่เข้ส่ายหน้าไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ

#นาม ยิ้มแย้ม 1ในเครือข่ายนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2499

คือวันนั้นผมมีเหตุไปทำธุระบางอย่างกับพี่เข้บริเวณใกล้ๆวัดพระแก้ว แกก็ยกมือท่วมหัวสาธุเหมือนกันว่า ไหนๆแกก็จะบาปกรรมอยู่แล้วก็อย่าให้แกต้องบาปกรรมกว่าที่เป็นเลย

ในประวัติของแวดงยุติธรรมจะใกล้ชิดข้างบนตลอด และsing a longไปด้วยกันตลอด จะเคยมีขัดข้องหมองใจและเป็นเรื่องฮือฮาในวงการก็ตอนยุคประมาณ ชันซื่อเป็นประธานศาลฎีกา เป็นเรื่องดูไม่สลักสำคัญ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องมีว่าประมาณอยากให้การแต่งตัวในห้องพิจารณาคดีนั้นให้ผู้พิพากษาสวมครุยหรือสายสะพายให้ต่างจากฝ่ายอื่น อย่างอัยการ หรือทนายความ ก็เสนอเรื่องขึ้นไป ข้างบนไม่เห็นด้วยบอกว่า ฉันก็ใส่ยังงี้มาไม่รู้กี่สิบปีไม่เห็นเดือดร้อนต้องเปลี่ยน ก็ไม่เซ็นลงมาให้ซักที

ประมาณก็เป็นนักกฎหมาย ก็ดูว่าพ้นกำหนดกี่วันเมื่อไม่เซ็นลงมา ก็ให้ถือเป็นกฎหมายบังคับใช้ ผู้พิพากษาก็ได้ใส่ครุยใส่สายสะพายในศาลต่างจากอัยการ หรือทนายความมาแต่วันนั้น

#ประมาณ ชันซื่อ

เรื่องนี้ก็สร้างความขุ่นเคืองให้พอสมควร และว่ากันว่าได้เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกคนที่วางใจได้มาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ จะได้ไม่ปีนเกลียวแบบที่ประมาณ ชันซื่อเคยทำ ดังนั้นในระยะหลัง จึงได้คนประเภทนายสั่งมาอยู่เต็ม และผลงานก็ดังที่เห็นๆคือ ตั้งธงยังไงได้ยังงั้น ปลอดโปร่งโล่งสะดวก

ท่ามกลางความขัดข้องหมองใจของคนดีๆในแวดวงที่รู้สึกว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีแทบไม่มีเหลือ ไปไหนมาไหนคนก็มองแบบหยามเหยียด

ชีวิตคนเราก็มักเป็นเช่นนี้ ในสังคมที่ขาดดุลยภาพนั้น หากคุณอยากเป็นคนดีมีอุดมคติ คุณก็ต้องแลกกับการกินอุดมคติ แต่หากคุณขายวิญญาณให้ปีศาจ ก็ต้องแลกกับเกียรติยศศักดิ์ศรีไม่มีเหลือ. ...ก็เลือกเอา



อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา

00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ทุจริตชุมชนพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนเคหะดินแดง 1

ที่มา Voice TV



ทุจริตชุมชนพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนเคหะดินแดง 1
ชุมชนเคหะดินแดง 1 ไม่ได้เสนอโครงการและทำประชาคม แต่ได้รับสิ่งของจากโครงการชุมชนพอเพียง ส่อเค้าทุจริตเหมือนหลายชุมชนใน กทม.

เพื่อไทยจี้นายกฯเอาผิด "พล.อ.สุรยุทธ์"ฐานรุกป่าสงวน

ที่มา Voice TV



เพื่อไทยจี้นายกฯเอาผิด "พล.อ.สุรยุทธ์"ฐานรุกป่าสงวน
เพื่อไทยยื่นหนังสือนายกฯ เร่งดำเนินคดี พล.อ.สุรยุทธ์ กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง เหมือนกับชาวบ้านที่ถูกคดีไปแล้ว

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

ที่มา มติชน

โดย "วิหคเหินฟ้า"



.........ปัญหาหนักที่สุดของ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"วันนี้คือเรื่องตำแหน่ง"ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"คนใหม่ เพราะส่งผลสะเทือนถึงความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล

.........กลายเป็นนโยบายพรรค"ภูมิใจไทย" เพราะทุกครั้งที่นักข่าวถามเรื่องตำแหน่ง"ผบ.ตร." คนในพรรคจะตอบเหมือนกันว่าให้ถาม"สุเทพ เทือกสุบรรณ"กับ"นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" แต่เหตุผลที่"ภูมิใจไทย"เลือกฟัง"สุเทพ-นิพนธ์"มากกว่า"อภิสิทธิ์" เรื่องนี้ต้องถาม"อนุทิน ชาญวีรกูล"

........."ศิริโชค โสภา"เคยบอกว่า"อาวุธ"ที่น่ากลัวที่สุดของ"อภิสิทธิ์"คือ การไม่ยึดติดกับตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"และพร้อม"ยุบสภา"ทุกเวลา

........."นิพนธ์"เลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็มี"อาวุธ"นี้เช่นกัน คน"ประชาธิปัตย์"รู้ดีว่า"นิพนธ์"ชอบ"ปิดทองหลังพระ"ไม่เคยแย่งตำแหน่ง"รัฐมนตรี"กับใคร การยื่น"ใบลาออก"จึงเป็นเรื่องที่"นิพนธ์"ไม่ต้องคิดมาก

.........ความสัมพันธ์ของ"นิพนธ์"กับ"อภิสิทธิ์"ไม่ราบรื่นมานานแล้ว เคยงัดข้อมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่รัฐบาลเพิ่งตั้งไข่ ถึงขั้น"นิพนธ์"เดินออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนที่"มาร์ค"จะไปง้อให้กลับมา

.........ครั้งนี้"นิพนธ์"อุตส่าห์บินไปเยอรมันเพื่อนำ"ข้อมูลใหม่"มาให้"อภิสิทธิ์" แต่แทนที่จะฟังกลับถูกหาว่าเป็น"ข้อมูลด้านเดียว" ถ้า"นิพนธ์"รู้ว่า"อภิสิทธิ์"ไม่ใส่ใจข้อมูลด้านนี้ เขาคงไม่เสียเวลานั่งเครื่องบินข้ามโลก

.........ยืนยันได้เลยว่าถ้า"ข้อมูลด้านเดียว"ยังไม่เปลี่ยนแปลง ประชุมกี่ครั้ง"มือ"ของ"ชวรัตน์ ชาญวีรกูล"ก็จะยกให้"พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย"เพียงคนเดียว

......... ครั้งก่อนย้ำว่าตนเองเป็น"นายกฯ"และ"สุเทพ"เป็นแค่"เลขาธิการพรรค" ครั้งนี้ก็บอกว่าตัวเองเป็น"นายกรัฐมนตรี"ส่วน"นิพนธ์"เป็น"เลขาฯของผม" โชว์สถานะที่"เหนือกว่า"บ่อยๆ ต่อหน้าสาธารณชน ในทางจิตวิทยาแสดงว่าเริ่ม"ไม่มั่นใจ"ในตัวเอง

.........เป็นเกม"ชิงไหวชิงพริบ"ระหว่าง"รัฐบาล"กับ"คนเสื้อแดง" เมื่อรัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแบบตี"เช็คล่วงหน้า" ด้านหนึ่ง คือ การป้องปรามไม่ให้"คนเสื้อแดง"ใช้ความรุนแรง แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นการดึงให้คนไทยย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์"สงกรานต์เลือด" ระบายภาพ"ม็อบเสื้อแดง"ให้น่ากลัว

.........แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น นอกจากลิดรอนสิทธิพื้นฐานของคนไทยแล้ว ยังส่งผลเสียต่อ"การท่องเที่ยว"เพราะทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัย แค่เห็นภาพลวดหนามล้อมทำเนียบก็แย่แล้ว

.........เมื่อรัฐ"ได้"อย่าง"เสีย"อย่าง "คนเสื้อแดง"ก็พลิกเกมใหม่เลื่อนการชุมนุมของ"คนเสื้อแดง"เป็นวันเสาร์หน้า และจะเลื่อนไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 19 กันยายน กำหนดเกมบีบให้รัฐ"เสีย"มากกว่า"ได้"เพราะกลายเป็นคนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศเสียเอง

........."สนิม"เกิดแต่เนื้อในตน ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลหรือพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ในกลุ่ม"คนเสื้อแดง" ความขัดแย้งระหว่าง"3 เกลอ"กับ"จักรภพ เพ็ญแข"แรงขึ้นเรื่อยๆ และคนที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือ"จตุพร พรหมพันธุ์"ที่"แรง"และ"ล้น"เกินเหตุ

.........เรื่อง"คลิปเสียง"ของ"อภิสิทธิ์" พนักงาน"เอสซีแอทเสท" 2 คนเป็นต้นตอหรือไม่ ให้ดูเวลาการส่ง"ฟอร์เวิร์ดเมล์" เพราะ"คลิปเสียง"นี้เผยแพร่ในเว็บไซต์การเมืองตั้งแต่เย็นวันพุธที่ 26 สิงหาคม ดังนั้น ถ้าพนักงานเอสซีแอทเสทส่งคลิปเสียงหลังเวลานี้ ทั้งคู่ก็คือ"เหยื่อ"ทางการเมือง

ไม่ใช่กฎหมายปราบม็อบ

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ทุกวันนี้ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าการออกกฎหมายความมั่นคง หรือชื่อเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเพื่อทำการป้องปรามดังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อธิบายความเอาไว้ หรือจะเป็นการประกาศเพื่อการปราบปรามตามความหวาดผวาของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายใดๆ พระราชบัญญัติฉบับนี้ร่างและคลอดออกมาใช้ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่ปกติ

เมื่อพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงมีการให้อำนาจที่มากกว่าปกติแก่ผู้ใช้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายปกตินั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครองมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กฎหมายที่ตำรวจและฝ่ายปกครองใช้คือกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสมาชิกรัฐสภา โดยยึดหลักไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จึงให้อำนาจที่สามารถยกเว้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ โดยผู้ที่สามารถใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็คือฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง โดยเครื่องมือในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากตำรวจแล้ว ยังมีทหาร และหน่วยงานอื่นๆ ที่ฝ่ายการเมืองเลือกมาใช้สอย

ตัวอย่างการใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 คือ การประกาศใช้ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งครั้งนี้มีคำสั่งห้ามมิให้มีการชุมนุมใดๆ โดยรอบสถานที่จัดการประชุมกินระยะทางเป็นรศมีหลายกิโลเมตร และการเดินทางเข้าสู่สถานที่ประชุม จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้เครื่องมือตรวจวัตถุต้องสงสัย เป็นระยะๆ อยู่ตลอดเวลา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางไปตรวจสถานการณ์ สลับกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และดูเหมือนว่าคณะรัฐมนตรีจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการรักษาความปลอดภัย สำหรับการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมผู้เกี่ยวข้อง ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อป้องกันการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำหนดนัดรวมพลวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปรากฏในภายหลังว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศไม่ชุมนุมในวันดังกล่าว โดยเลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 5 กันยายน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องมาพิจารณาว่าจะยังคงประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงต่อไป หรือจะยุติและไปประกาศใช้ในวันอื่นๆ อีก ซึ่งเหมือนกับว่าการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงนั้นสามารถจะประกาศใช้วันใดเวลาใดและอย่างไรก็ได้

ทั้งๆ ที่กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายพิเศษ ที่มีเจตนาให้ใช้ในสถานการณ์พิเศษ เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ประชาชนดำเนินการหรือเลิกการดำเนินการใดๆ ก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรใช้กฎหมายความมั่นคงจนชินชา กระทั่งลืมเลือนการใช้กฎหมายในภาวะปกติ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้โอกาสประชาชนสามารถรวมตัวกันชุมนุมเรียกร้อง โดยสงบและปราศจากอาวุธ รัฐบาลควรจะใช้กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ที่จำเป็น หรือมีสัญญาณแจ้งเหตุว่าการชุมนุมนั้นๆ จะเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้นเท่านั้น เพื่อเมิให้เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าทุกๆ การชุมนุมทางการเมือง ฝ่ายบริหารสามารถประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้มีเจตนาจะปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายปราบม็อบ

6 เสียงก.ต.ช.

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



คณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.นั้น มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแค่ตรายาง แทนที่จะเป็นด่านกลั่นกรองความถูกต้องของบัญชีโยกย้ายระดับนายพล กลับทำหน้าที่เป็นตราประทับรับรองให้กับผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจของฝ่ายการเมือง

*หลายครั้งมักเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง ไม่ใช่ทุกยุคเสมอไป*

กระนั้นก็ตาม เริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่า นับตั้งแต่มีก.ต.ช.หรือคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ เข้ามาทำหน้าที่แต่งตั้งผบ.ตร.

กลายเป็นว่าก.ต.ช. คือ ด่านหินของนักการเมือง ไม่ใช่ตรายาง

นายกฯอภิสิทธิ์ หงายหลังมาแล้ว และคาดว่าถ้ายังเสนอชื่อผู้ขึ้นเป็นผบ.ตร.แบบเดิม ก็คงยากจะได้คะแนนเสียงเห็นชอบ

ถึงขณะนี้ยังเป็นที่ยืนยันว่า เสียงข้างมากของก.ต.ช.ยังยึดมั่นในพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ดังเดิม

เป็นของจริง ไม่ใช่แค่แอบอ้าง!!

ก.ต.ช.เกิดจากพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ซึ่งกำหนดให้ทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปตามนโยบาย

รวมทั้งทำหน้าที่แต่งตั้งผบ.ตร.

กรรมการมี 10 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน รมว.มหาดไทย ปลัดมหาดไทย รมว.ยุติธรรม ปลัดยุติธรรม ผบ.ตร. เลขาฯสมช. อีก 4 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

มีนายกฯเป็นประธาน ซึ่งเป็นคนที่ 11

ความที่ก.ต.ช.ทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งเพียงตำแหน่งเดียว จึงมีเงื่อนไขสำหรับเจรจาต่อรองลดน้อยลง!

ก.ต.ช. เป็นตัวของตัวเองมากกว่า

ต่างจากก.ตร. ซึ่งทำหน้าที่แต่งตั้งนายพลตั้งแต่รองผบ.ตร.ลงไปถึงผู้การ จึงมีรายการแบ่งเค้ก

ไม่เท่านั้น ก.ต.ช.ชุดปัจจุบัน ยังมีลักษณะพิเศษ เมื่อมท.1และปลัดมท.ไม่ใช่พรรคนายกฯ ส่วนผบ.ตร.ก็ยังไล่ทุบไล่หวด แต่ก็ปลดไม่ได้ แล้วแบบนี้จะต้องกลัวอะไรกันอีก

แต่ความเป็นพรรคต่างกัน ก็มิได้หมายความว่า จะต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพรรคกันได้

เนื่องจากข้อมูลที่มาของพล.ต.อ.จุมพล ซึ่งทำให้ก.ต.ช.เสียงข้างมากสนับสนุนนั้น เป็นเรื่องใหญ่

ไม่ใช่เรื่องของพรรคหรือกลุ่มการเมืองใด

มท.1 ปลัดมท. ผบ.ตร. นายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ จึงเป็น 5 เสียงที่โหวตให้

นายนพดล อินนา ซึ่งงดออกเสียง แต่ก็อภิปรายสนับสนุนพล.ต.อ.จุมพลอย่างชัดเจน

แม้นายกฯยังเชื่อมั่นในชื่อปทีป

แต่ 6 เสียงนี้ยังเชื่อมั่นในชื่อจุมพล เชื่ออย่างสูงยิ่งกว่าเสียอีก!

2 มาตรฐาน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจุดยืนชัดเจนตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศแล้วว่าจะยึดถือตัวบทกฎหมายเป็นหลักในการบริหารงาน

ยิ่งตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ทุกครั้งก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าตัวเองทำตามกฎหมาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้

นายกฯอภิสิทธิ์พยายามบอกว่าเป็นเรื่องของกฎหมายล้วนๆ โดยระบุว่าเป็น "อำนาจ" ของนายกรัฐมนตรีที่จะเสนอบุคคลขึ้นเป็นผบ.ตร.เพียงชื่อเดียวให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณา

เป็นการตีความกฎหมายในด้านของนายกฯอภิสิทธิ์คนเดียว

ในเมื่อก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่นายกฯจะเสนอแคนดิเดต 2 ชื่อให้ก.ต.ช.พิจารณา เพราะ"อำนาจ"การชี้ขาดว่าจะให้ใครเป็นผบ.ตร.มันขึ้นอยู่ที่การโหวตของก.ต.ช.ทั้ง 10 คน

ไม่ใช่ตัวนายกฯ!?

ฉะนั้น การรวบหัวรวบหางเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเพียงชื่อเดียว เป็นการสะท้อนถึงเจตนาการใช้"อำนาจ"ของนายอภิสิทธิ์มากกว่าเรื่องความเหมาะสม

ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ย้ำมาตลอดเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีคำถามย้อนกลับถึงคดีความต่างๆ ของม็อบพันธมิตร

วันก่อนเห็นตำรวจสน.ดุสิตออกหมายจับน.ส.สุนทร บุญยอด, น.ส.บุญรอด สายวงศ์ และน.ส.จิตรา คชเดช ในข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนก่อวุ่นวาย นำม็อบพนักงานไทรอัมพ์ล้อมทำเนียบเพราะไม่พอใจถูกเลิกจ้าง

รัฐบาลสั่งให้ออกหมายจับรวดเร็วทันใจจริงๆ กับม็อบฉันทนา

กลับกันคดีม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล 198 วันไปถึงไหน

คดีม็อบพันธมิตรยึด 2 สนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองคืบหน้าไปแค่ไหน

แล้วทำไมคดีแกนนำม็อบพันธมิตรโดนข้อหาก่อการร้ายจึงชะงักไปดื้อๆ ไม่รู้ไปโดน "ตอ" อะไรหรือเปล่า

ยังมีคดีสอบทุจริตอดีตตำรวจใหญ่วงเงินเฉียดๆหมื่นล้านบาท พอมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์คดีกลับอืดอาดล่าช้า สงสัยจะสะดุด "ตอ" ไปด้วยมั้ง

ผิดกับเรื่อง "ตอ" คดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตร ที่นายกฯอภิสิทธิ์ถึงกับออกอาการเต้นผาง เข้าไปล้วงลูกล้วงคดีเองจนวุ่นวายไปหมด

อลหม่านไปทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สุดท้ายก็ไม่มีจริง "ตอ" คดีสนธิก็เป็นแค่เกมจ้องเล่นงานผบ.ตร.เท่านั้น

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มว่านายกฯอภิสิทธิ์กับม็อบพันธมิตรแทบแยกกันไม่ออกแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าต้องการให้นายกฯ เลิกสนใจคดีสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ควรจะใส่ใจคดีหลายๆ คดีที่เป็นปัญหาด้วย

ปล่อยให้อืดอาดชักช้าอยู่อย่างนี้ ไม่เป็นผลดีแน่นอน

จะกลายเป็นมาร์ค 2 มาตรฐาน

ธรรมาภิบาลของจริง

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ถึงบัดนี้เกือบ 2 ปี จึงมีรายงานข่าวว่า อัยการสูงสุดเพิ่งจะได้ฤกษ์สั่งให้ฟ้องบรรดาอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตกรรมการ กกต. และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน รวม 20 คน ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองคนละ 20,000 บาท

ผู้ที่ถูกกล่าวหาและอาจจะกลายเป็นจำเลยในศาลอาญา ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิทั้งทางด้านนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ในการเป็นข้าราชการระดับสูง รวมเรียกว่าเคยเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ถูกกล่าวหาเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ว่ามีความเที่ยงธรรมหรือเป็นกลางหรือไม่ แต่ถูกกล่าวหาเรื่องการออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ตนเอง

มีรายงานข่าวว่า พนักงานอัยการพยายามดำเนินการเรื่องนี้อย่างเงียบๆ ไม่ต้องการให้เป็นข่าวเอิกเกริก เพราะผู้ถูกกล่าวหาล้วนแต่เป็น "ผู้ใหญ่" เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ในที่สุดก็จำเป็นต้องดำเนินการ เรื่องนี้จึงเป็นบททดสอบหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายของกระบวนการยุติธรรม บังคับใช้กฎหมายต่อทุกคนโดยเสมอหน้าหรือไม่? หรือเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น"

การที่บรรดาอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นกรรมการองค์กรอิสระต่างๆต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรของตน ยังเป็นการทดสอบหลักการบริหารที่เรียกว่า "ธรรมาภิบาล" ของจริง กล่าวคือ เป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่

ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน อดีตกรรมการ กกต. 4 คน ซึ่งมีคนดังคือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ รวมอยู่ด้วย และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน ถูกกล่าวหาว่าออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้ตนเอง ในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 20,000 บาท เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการขึ้นเงินเดือนองค์กรอิสระต่างๆ จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ

ความผิดในลักษณะเดียวกันนี้ อดีตประธานและกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน เคยถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้ตนเอง และศาลฎีกาได้พิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ตัดสินว่า กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน มีความผิดตามที่ถูกฟ้อง ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี

แต่ทั้ง 20 คน คงจะไม่ถูกฟ้องต่อศาลฎีกา แต่น่าจะเป็นศาลอาญา จึงมีโอกาสที่จะต่อสู้คดีถึง 3 ศาล อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีอดีตกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ แสดงว่าบรรดาหลักการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมาภิบาล นิติธรรม ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ หรือแม้แต่หลักการประชา-ธิปไตย กำลังก้าวหน้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่คำขวัญลมๆแล้งๆที่พูดกันแต่ปากอีกต่อไป.

บทเรียนผู้นำที่ล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

ชัยชนะอย่างท่วมท้นของ พรรคฝ่ายค้าน DPJ หรือ พรรคเดโมแครต ปาร์ตี้ ออฟ แจแปน ภายใต้การนำของ นายยูกิโอะ ฮาโตยามา มหาเศรษฐีวัย 62 ปี ซึ่งเพิ่งขึ้นมาเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ไม่กี่เดือน เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง

สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายของคนญี่ปุ่นที่มีต่อ นายกฯทาโร อาโซะ ซึ่งกลายเป็น "ผู้นำที่ล้มเหลว" ทำให้ พรรคแอลดีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมายาวนานถึง 50 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องกลายเป็น พรรคฝ่ายค้าน ไปในชั่วข้ามคืน

พรรคดีพีเจ ของ ว่าที่นายกฯฮาโตยามา กวาดที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรไปได้ถึง 308 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 480 ที่นั่ง ส่วน พรรคแอลพีดี ของ นายกฯอาโซะ เหลือแค่ 119 ที่นั่ง

แม้พรรคดีพีเจจะได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในสภา สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างสบาย แต่ ว่าที่นายกฯฮาโตยามา ก็ไม่ทอดทิ้ง พรรคร่วมฝ่ายค้าน สองพรรคเล็กที่เคยกอดคอร่วมกัน ดึงเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลผสมด้วย

การพ่ายแพ้อย่างยับเยินของ นายกฯอาโซะ ผู้นำพรรคแอลดีพี คือ การลงโทษอย่างรุนแรงจากประชาชนญี่ปุ่นต่อ "ผู้นำประเทศที่ล้มเหลว" แถม ยังก่อหนี้สินก้อนใหญ่ ทิ้งให้เป็นภาระของประชาชน จากนโยบายประชานิยมไร้สาระ เหมือน นโยบายประชานิยมรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลายโครงการ ซึ่งเอาเงินทิ้งน้ำ แต่ซื้อใจประชาชนไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนญี่ปุ่น ต้องการ Change หรือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในแวดวงการเมืองญี่ปุ่น และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ผลในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร แต่คนญี่ปุ่นก็คิดว่า ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า การเปลี่ยนพรรค เพื่อ เปลี่ยนรัฐบาล และ เปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล น่าจะเป็น ทางเลือกที่ดีกว่า ที่จะอยู่อย่างปัจจุบัน

ด้วยความรู้สึกที่อยากเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้คนญี่ปุ่นที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 104 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์
คุณลุงวัย 77 ปี ซึ่งลงคะแนนให้พรรคดีพีเจ บอกว่า นี่เป็นการเลือกตั้งเพื่อบอกลาพรรคแอลดีพี มันเป็นเรื่องไร้สาระที่ต้องทนนั่งดูพรรคนี้ เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 4 คนในช่วงเวลา 4 ปี โดยไม่มีการถามความเห็นของประชาชนเลย

นี่คือความรู้สึกของคนญี่ปุ่น ซึ่งคนไทยควรจะศึกษาไว้

ว่าที่นายกฯยูกิโอะ ฮาโตยามา เป็น หลานปู่ ของ ตระกูลฮาโตยามา ซึ่งเป็น ผู้ก่อตั้งพรรคแอลดีพี เมื่อปี 1955 และคุณปู่ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคแอลดีพี แต่วันนี้หลานปู่ กลับมาเป็นนายกฯของพรรคฝ่ายค้านคู่แข่งพรรคแอลดีพี

นโยบายสำคัญ ของ ผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราจะต้องจับตามองก็คือ นโยบายต่างประเทศ และ นโยบายเศรษฐกิจในเอเชีย

ผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ ประกาศชัดเจนว่า จะเลิกตามก้นสหรัฐฯ และ หันมาคบกับชาวเอเชียมากขึ้น ในฐานะคนเอเชียด้วยกัน เพื่อรับมือกับการท้าทายของ ประเทศจีน ซึ่งกำลังรุกคืบหน้าขึ้นมาเป็น ผู้นำเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ทั้งๆที่ญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ใหญ่กว่าเศรษฐกิจจีนด้วยซ้ำ

เมื่อสองยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก กับมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลก แข่งขันหาเพื่อนในเอเชีย ถ้าเรามีรัฐบาลที่เก่งทั้งทางเศรษฐกิจและต่างประเทศ ผมรับรองว่าไทยเราจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการแข่งขันของสองมหาอำนาจนี้

แต่ดูการทำงานของ "รัฐมนตรีนอมินี" ในรัฐบาล ซึ่งต้องหอบงานไป "ประชุมที่บ้านรัฐมนตรีเงาตัวจริง" ชาวบ้านเลขที่ 111 ทุกเรื่องทุกสัปดาห์แล้วก็เศร้าใจแทนประเทศไทย ผมว่าประเทศไทยเราก็ Need Change ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนกัน ก่อนที่จะจมลงไปเรื่อยๆอย่างไร้อนาคต.

"ลม เปลี่ยนทิศ"