WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 2, 2009

บริวารเป็นพิษ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองเป็นเรื่องของ “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์”ถือเป็นอมตะวาจาที่ยังคงใช้ได้ตลอด ไม่ว่าในยุคใดสมัยใดแม้แต่ในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อออกมาเพื่อหวังควบคุมพฤติกรรมของนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกแต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้กลายเป็นว่า กฎเหล็กนั้นมีเอาไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตีความให้กับบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่พร้อมใจกันเข้ามาเป็นรัฐบาลแม้คนในสังคมและบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ จะพากันตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้น่าที่จะมีพิรุธ มีปัญหา และไม่สามารถที่จะสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้นกับรัฐบาลได้ก็ตาม แต่สุดท้ายก็จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า“คำอธิบายในทางการเมือง”มาแก้ต่างหรือมาฟอกขาวให้ภาพลักษณ์รัฐบาลยังคงดูดีและค้ำจุนให้นายอภิสิทธิ์ซึ่งในกระบวนนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคการเมืองในปัจจุบันแล้ว ต้องยอมรับว่าหาคนทาบรัศมีได้ยากยิ่งได้รับการเพาะบ่มและจำลองภาพลักษณ์ของความเป็น“นายสะอาด” มาจาก นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคที่เป็นจุดขายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดกาลในเรื่องของความสะอาดด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้คะแนนของนายอภิสิทธิ์ลอยเด่นในสังคมได้อย่างสบายๆแต่ปัญหาของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยก็คือ เมื่อมีอำนาจเมื่อมีผลประโยชน์ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีคนเข้าหาและบรรดาคนที่เข้าหานี่แหละที่ต้องถือว่าถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้าร้ายหรือแสบสันต์แล้วเป็นอะไรที่ต้องบอกว่า แสบสุดๆในทางการเมืองเลยเชียวแหละคนรอบข้างหรือคนที่เข้ามานั้น ก็มีสารพัด แต่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เดียว คือ เข้ามาเพื่ออิงอำนาจทางการเมืองเพื่อไปแสวงหาอะไรบางอย่างที่ต้องการดังนั้น นับแต่อดีตจนปัจจุบัน นักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมีทั้งประเภทที่ต้อง “พังเพราะเมีย” ประเภท “พังเพราะวงศาคณาญาติ” หรือ “พังเพราะลูก” มีให้เห็นกันมามากมายหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งหลายๆ ประเทศด้วยขณะเดียวกัน กรณีที่ต้อง “พังเพราะลูกน้อง” หรือ

“พังเพราะคนใกล้ชิด” ก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเยอะแยะและบ่อยๆซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่คนในแวดวงการเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสพลาด พังเพราะคนรอบข้างที่ใกล้ชิด แม้แต่ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งหากเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับการประมูล การจัดซื้อจัดจ้างและที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบด้วยแล้วมีคนวิ่งเข้าหาเพียบ!!!และทำให้คนใกล้ชิดรอบข้าง บ่อยครั้งที่เอาอำนาจบารมีไปใช้ในทางที่ผิดๆซึ่งสภาวะของรัฐบาลในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดีว่ามีคนใช้ภาพลักษณ์ในการเป็นนายสะอาดของนายอภิสิทธิ์เอามาเป็นเครื่องมือฟอกขาวสารพัดรูปแบบอย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ดูเหมือนว่า กฎเหล็กของนายอภิสิทธิ์และสิทธิในการเป็นหัวหน้าพรรคของนายอภิสิทธิ์จะยังคง“เอาอยู่”ชัดๆ ก็คือ กรณี ปลากระป๋องเน่า ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งช่วงนั้นนายวิฑูร นามบุตร เป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบดูแลอยู่เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นและสังคมโดยเฉพาะสื่อมวลชนต่างๆจับตามอง เพ่งเล็ง และตรวจสอบอย่างหนักแม้ว่านายวิฑูรจะยืนยันว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยว แต่เมื่อกระแสสังคมแรงจนทานไม่ไหว สุดท้ายเนื่องจากเป็นเรื่องในพรรคประชาธิปัตย์เองนายอภิสิทธิ์ก็สามารถเจรจาให้นายวิฑูรแสดงสปิริตลาออกเพื่อพิสูจน์ตนเองส่วนในเบื้องหลังนายวิฑูรจะไปตรวจสอบและเล่นงานคนรอบข้าง ที่ทำให้ต้องพ้นเก้าอี้เพราะบริวารเป็นพิษอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องที่นายวิฑูรสมควรทำก็เล่นกันเอิกเกริกจนนายกระเด็นตกเก้าอี้แบบนี้ไม่เรียกว่าพังเพราะลูกน้องได้อย่างไรเช่นเดียวกับ กรณี โครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งพบการทุจริตเกิดขึ้น แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญในการตรวจสอบ

แต่สุดท้ายเมื่อพบว่ามีบรรดาลูกกระจ๊อกที่สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเกี่ยวข้องสนิทสนมเป็นพิเศษกับบริษัทเอกชนที่มีหน้าที่ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้โครงการ ทำให้เกิดการหมองมัวเพราะลูกน้อง 3-4 คนก่อเหตุขึ้นมาแถมโดนเรียกร้องเรื่องจริยธรรม เรื่องความโปร่งใสของโครงการอย่างหนักสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ก็สามารถกล่อมอยู่ โดยให้ นายกอร์ปศักดิ์สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการชุมชนพอเพียง กับ นายสมโภชฌ์ สภาวสุ น้องชายลาออกจากตำแหน่ง...เรื่องก็สงบและจบลงไปได้โดยที่ภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่บอบช้ำแต่ในขณะที่กรณีพรรคร่วมรัฐบาล ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะอยู่ในภาวะยอมจำนน ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะแม้ในเบื้องหน้าต่อสังคม อาจจะเป็นเพียงแค่พรรคร่วมรัฐบาลแต่ในข้อเท็จจริงโดยพฤตินัย พรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้คือ ผู้มีบุญคุณที่หนุนให้รัฐบาลตั้งได้สำเร็จ และส่งให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจปรารถนาฉะนั้น จนถึงขณะนี้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์บางครั้งก็ต้องอึดอัดใจกับท่าทีหรือการกระทำหลายๆ อย่างของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ของนายเนวิน ชิดชอบหลายๆ โครงการของพรรคภูมิใจไทย ทำให้สังคมไม่ไว้วางใจในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ อย่างที่โดนหนักที่สุดก็คือเรื่อง โครงการรถเมล์เช่าโคตรแพงระยับ4,000 คันที่แม้วันนี้ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังยืนหยัดจะต้องผลักดันให้ “สำเร็จให้ได้”โดยที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยคัดค้านโครงการมาตั้งแต่แรกสมัยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองอยู่ในสภาวะอึดอัดน้ำท่วมปากอย่างที่สุดหรืออย่างเรื่องที่ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าทำในหลายๆ เรื่อง และกลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจกถุงยังชีพพร้อมนามบัตร

หรือล่าสุด คือ เรื่องการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา ซึ่งระงมไปด้วยเสียงสะท้อนเกี่ยวกับความไม่สมัครใจ เรื่องของการสั่งการให้ข้าราชการประจำจะต้องทำซึ่งนายบุญจงจะรู้หรือไม่รู้ หรือว่าคนรอบข้างใกล้ชิดทั้งหลาย เป็นลูกน้องประเภทที่ทำให้นายพัง เป็นคนทำหรือไม่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ แต่แน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไร ตรงนี้สะเทือนซางประชาธิปัตย์ไปด้วยเพราะกลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเสียอย่าง นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำอะไรไม่ได้ด้วยภาพของเกมที่ทำให้สังคมมองว่า พรรคที่เก่าแก่อายุยาวนานที่สุด กำลังถูกพรรคที่ตั้งขึ้นมาอย่างฉุกละหุกแค่ไม่กี่เดือน “ขี่คอ” ได้อย่างสบายๆงานนี้ก็เลยมีคนเข้ามาชิงจังหวะสถานการณ์ ตีสนิทใกล้ชิดบรรดาแกนนำก๊วนเพื่อนเนวินกันอุตลุดไปหมดคนนี้ก็ใกล้ชิดเนวิน คนนั้นก็ซี้ย่ำปึ้กโสภณ หรือไม่บางคนก็อ้างว่ารู้หรือไม่ว่า เป็นคนพิเศษของบุญจงข้าราชการ ประชาชน ตาสีตาสา ยายมี ยายมา สะท้านไหวไปตามๆ กันยิ่งถ้าหากไปเจอประเภทที่มีรายการแจกนามบัตรว่าเป็นคณะที่ปรึกษาของคนระดับรัฐมนตรี แถมมีการลงในหนังสือพิมพ์เขียนถึงว่าเป็นที่ปรึกษาจริงๆ ... ไม่กลัวก็ต้องกลัวไม่กล้าขัดใจ เพราะกลัวจะกลายเป็นไปขัดใจรัฐมนตรีขึ้นมา…จะซวยเสียเปล่าๆที่ปรึกษาบางคนก็เลยใช้อำนาจของนายสนุกสนานไปเลยอย่างกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาที่ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบ ที่ดินโครงการไม้ขาว ดรีม ที่ภูเก็ตว่า บุกรุกที่ดินสาธารณะหรือไม่???ซึ่งเห็นว่ามีการเกี่ยวข้องกล่าวอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิดของรัฐมนตรี บ. ในรัฐบาลชุดนี้ด้วยและกรรมาธิการก็ได้รับเรื่องไว้แล้วว่าจะตรวจสอบงานนี้อาจจะเป็นอีกงานหรือไม่ที่จะพังเพราะลูกน้องเพราะถูกหวย “บริวารเป็นพิษ” เข้าอย่างจังห้ามกะพริบตาเด็ดขาด!!! ■

ประณามรัฐตำรวจใช้อาวุธสงครามLRADกับม็อบไทรอัมพ์

ที่มา Thai E-News


เหยื่อหนูทดลองอาวุธสงครามบรรลัยหู-ม็อบแรงงานโรงงานชั้นในไทรอัมพ์เป็นหนูทดลองรายแรกของรัฐตำรวจที่ถูกปราบด้วยอาวุธสงครามบรรลัยหู ก่อนหน้านี้รัฐบาลเผยว่าจะนำมาใช้สลายม็อบเสื้อแดงด้วย หากจำเป็นต้องควบคุมฝูงชน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน2552

นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักกิจกรรมแรงงาน และประชาชนได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเพื่อประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะมีการแถลงเข่าวในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. เวลาเที่ยงตรง ที่ ห้องประชุมศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ ตึกสิงห์ดำ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ในวันเดียวกันที่ สร.ไทรอัมพ์ฯ จะจัด เสวนา "แรงงานเรียกร้องอภิสิทธิ์หยุดทดลองอาวุธสงคราม LRAD" ซึ่ง มี ศาตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล และตัวแทนจากสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (ส.พ.ท.) เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

รู้จักกับLRADอาวุธสงครามที่รัฐตำรวจนำมาปราบม็อบแรงงานโรงงานชั้นใน

LRAD Weapon long range acoustic device-คลื่นเสียงมหาบรรลัยหู เป็นเครื่องส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความดังไปยังที่ที่ศัตรูที่ประจำอยู่ในระยะไกล อำนาจขนาดทำให้แก้วหูศัตรูแตก เป็นหูหนวกไปในทันที ล่าสุดสามารถพัฒนาให้สามารถกระแทกหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้(ที่มา:อาวุธสงครามสุดแสบของอเมริกา)


แถลงการณ์ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พวกเรา องค์กร และบุคคลข้างล่าง ขอประณามการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) โดยสถานีตำรวจนครบาลเขตดุสิต ต่อการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ในวันพฤหัสที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสันติ โดยคนงานผู้หญิง ที่รวมถึงคนงานที่ท้อง และพิการ จำนวน 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง

โดยทาง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า การชุมนุมอย่างสันตินี้ เข้าข่าย การมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทางพวกเรามีความเห็น ดังนี้:


1.การออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (excessive uses of force) เนื่องจากสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กระทำเพื่อเรียกร้องให้มีการออกมารับหนังสือโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี

2.การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการชุมนุมของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,959 คน และเป็นการชุมนุมที่สืบเนื่องมาจาก การยื่นหนังสือต่อรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เพื่อติดตามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง

3.การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในหนังสือพิมพ์ไอเอ็นเอ็น ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการชุมนุมของสหภาพแรงงานฯ ทั้งหน้าทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา นั้น ได้เป็นไปตามกรอบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รับรองไว้ และไม่ได้มีการปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตามที่พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่การที่ถนนหน้ารัฐสภาปิดเกิดขึ้น เนื่องจากการไร้ความรับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวก ทำให้มีรถวิ่งสวนกับผู้ชุมนุมมากมาย และไม่ได้มีการปิดรัฐสภาแต่อย่างใด โดยรถยนต์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา

4.การตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) อีกทั้ง การดำเนินการดังกล่าวไม่มีเหตุใดๆที่จะนำเครื่องขยายเสียงมาดำเนินการแต่อย่างใดมาใช้ เนื่องจากดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจใดๆดำเนินการเพื่อให้มีการสลายการชุมนุม

สืบเนื่องจากความเห็นของพวกเรา เราจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้:

1.เราขอเรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม กับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที

2.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด

3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต..ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

31 สิงหาคม 2552

สมัชชาคนจน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย(YPD)
กลุ่มประกายไฟ
กลุ่มรองเท้าแตะ
มูลนิธิศักยภาพชุมชน
สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส
กลุ่มประสานงานกรรมกร
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์
อังคณา นีละไพจิตร ผู้เขียนรายงานประเทศตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองฉบับที่สอง
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ขวัญรวี วังอุดม นักศึกษาปริญญาโท คณะสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันสังคมศึกษา ประเทศเนเธอร์แลนด์ อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ / กลุ่มประกายไฟ
ชัยธวัช ตุลาฑล นักกิจกรรมทางสังคม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักกิจกรรมทางสังคม
กานต์ ยืนยง นักกิจกรรมทางสังคม
ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
สุณัย ผาสุข นักสิทธิมนุษยชน
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาโรงเรียนแม่น้ำโขง Mekong School-EarthRights International
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
วิทยา อาภรณ์
ปฤณ เทพนรินทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พัชณีย์ คำหนัก องค์กรเลี้ยวซ้าย
ยุพิน อิ่มดำ องค์กรเลี้ยวซ้าย
สมาภรณ์ แก้วเกลี้ยง สมัชชาสังคมก้าวหน้า
คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ทัตธนนันต์ นวลมณี สมัชชาสังคมก้าวหน้า
รสา หิรัญฤทธิ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กมล ศุภวงศ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
อุษากร เหมือนประยูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สุจีรา เพ็งญา สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สาธิต เลิศโชติรัตน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กีรประวัติ คล่องวัชรชัย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชวลีย์ รัตนววิไลสกุล สมัชชาสังคมก้าวหน้า
เขมนิจ เสนาจักร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
นรสิงค์ ศรีวิโรจน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กวิน ชุติมา นักกิจกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน
เขมนิจ เสนาจักร ประชาชน
บุหงา เสนาจักร ประชาชน
ปรินดา วานิชสันต์ ประชาชน
ชวลีย์ รัตนวิไลสกุล ประชาชน
ณัฐรัช ฐาปโนสถ มูลนิธิกระจกเงา
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข มูลนิธิกระจกเงา
นายชาตวิทย์ มงคลแสน นายกสมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
ว่าที่ ร.อ.ภาดร ผลาพิบูลย์
นางกสิณา สริจันทร์
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ
ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา ม.มหิดล
รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬา
ปฐมพร ศรีมันตะ ประชาชนและนักกิจกรรมธรรมดา
นายสุรพล ปัญญาวชิระ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล
อรรณพ นิพิทเมธาวี Webmaster ThaiNGO.org
ใจ อึ๊งภากรณ์
วิทยากร บุญเรือง ประชาชน
ครรชิต พัฒนโภคะ กลุ่มเลี้ยวซ้าย
นายประสงค์ สุวรรณโฉม
นส.นิษฐกานต์ บุญศาสตร์
นส.จิรฐา ขอสูงเนิน
อรรคพล สาตุ้ม ศิลปินอิสระ
นายบุญยืน สุขใหม่ ประธานสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาไอทีเอฟ
อานนท์ ชวาลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท Jawaharlal Nehru University New Delhi
ประดิษฐ์ ดาวมณี ประชาชน
พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ประชาชน
นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชน
อานนท์ อุณหะสูต นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล ประชาชน
อัฐธาดา ชมสุวรรณ แรงงานไทยในต่างแดน
น.ส. ชญานี ขุนกัน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
นครินทร์ วิศิษฎ์สิน
ธนกร มาณะวิท ประชาชน
พริสร์ สมุทรสาร
ฉันทนา วินิจจะกูล นักทำหนังสืออิสระ
วัชรพล ศุภจักรวัฒนา อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์เเละรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร
ปาณัสม์ชฎา ธนภาคิน อาจารย์ประจำคณะบริหารรัฐกิจ ม.ฟาร์อีสเทิร์น
พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ/ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา/สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
อนุชา มิตรสุวรรณ อิสรชนผู้รักความเป็นธรรม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ส่งรายชื่อสนับสนุนแถลงการณ์เพิ่มเติมมาได้ที่ bus4530219@hotmail.com

ครบ1ปีเหยื่ออธรรม:ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

ที่มา Thai E-News



ท้วงอยุติธรรม?-ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ชาวบ้านธรรมดาที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอันธพาลการเมืองพันธมิตร และถูกสังหารโหดเมื่อ2ก.ย.2551 ผ่านมา 1 ปียังไม่มีความยุติธรรมสำหรับเขา บางทีสิ่งที่พอจะท้วงต่ออยุติธรรมได้ก็คงเป็นเหตุการณ์รูปหน้าศพของเขาลุกไหม้ขึ้นเอง(ภาพล่าง)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
2 กันยายน 2552

ครบรอบ 1 ปีสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เหยื่อสังเวยพธม.กระหายเลือด

ดึกคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องวันที่ 2 กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบ แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ผ่านไป1 ปี ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน

นางชบา สิงหกลางพล อายุ 70 ปีพี่สาวของณรงค์ศักดิ์กล่าวเปิดเผยว่า ณรงศักดิ์ มีอาชีพทำไร่ทำสวน ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับญาติที่ย่านดินแดง กรุงเทพฯทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งนายณรงศักดิ์ เดินทางไปมาระหว่างจ.กาญจนบุรี และกรุงเทพฯเพราะต้องคอยดูแลตนด้วยเนื่องจากทางครอบครัวยากจนไม่ค่อยมีฐานะเท่าที่ควร

ก่อนเกิดเหตุน้องชายโทรไปหาตนว่าจะไปเยี่ยมน้าที่จ.นครราชสีมา และกลับมากรุงเทพตอนเย็นวันที่ 1 กันยายน และบอกว่าจะไปรวมกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นแนวร่วมนปช.ที่ท้องสนามหลวง เพราะน้องชายเป็นคนรักชาติบ้านเมืองมาก และเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และเห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตร มาชุมนุมทำไม่ถูกต้องเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเสียหายได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน น้องชายเลยออกมาร่วมกับกลุ่มนปช.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

“เราคนไทยด้วยกัน ขอให้พันธมิตรหันหน้าเข้าหากัน ศพของน้องฉันขอให้เป็นศพสุดท้าย พอใจไหมสำหรับพันธมิตร” นางชบากล่าว


ครบ 1 ปีฆาตกรสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ยังลอยนวล


งานศพคุณณรงค์ศักดิ์ที่จัดอย่างสมเกียรติ มีรายงานข่าวสื่อมวลชนช่วงนั้นว่า รูปถ่ายหน้าโลงศพของณรงค์ศักดิ์ลุกไหม้ขึ้นเอง ราวประท้วงอยุติธรรม



มาดูภาพเก่าๆ ในคืนวันที่ 1 กันยายน 2551 ดูภาพในอดีตครับ สังเกตว่า ทหารตำรวจ หันหลังให้กับทำเนียบและบริเวณที่พันธมิตรครอบครองอยู่ เสมือนเป็นการคุ้มกันพันธมิตร ซะงั้น

ด้านหน้ามีกลุ่มแทกซี่ที่รักประชาธิปไตยยกป้ายประท้วง


กลุ่มเสื้อแดงที่ยกขบวนมาจากสนามหลวงเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรถอนตัวจากการยึดทำเนียบถูกสังหารทั้งด้วยปืนและการทำร้าย โดยไม่ทันระวังตัว



อีกด้านนึงครับ กำลังเจ้าหน้าที่รายล้อม ป้องกันพันธมิตร ทั้งๆที่ตอนนั้น คุณณรงค์ศักด์ถูกตีเสียชีวิตไปแล้ว หลายคนถูกยิงออกมาจากในทำเนียบ



เหตุการณ์ 2 กันยายน จากวิกิพีเดีย

เมื่อเวลา 00.40 น. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เคลื่อนพลจากสนามหลวง เพื่อขับไล่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนินสู่แยก จปร. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝ่าด่านตำรวจที่ตั้งแผงเหล็กมาได้ตลอดเส้นทาง ระหว่างนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศบนเวที เพื่อขอกำลังการ์ดอาสาเพิ่ม เนื่องจากทางกลุ่ม นปก.ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาจำนวนหลายพันคน พร้อมกับเน้นย้ำให้การ์ดทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น

จนเมื่อเวลา 01.10 น. กลุ่ม นปก.เคลื่อนกำลังมาถึงบริเวณร้านลิขิตไก่ย่าง เลยสนามมวยราชดำเนินมาเล็กน้อย ได้เกิดการปะทะกันกับฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน และฝ่าแนวกั้นเข้ามา โดยต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหากัน พร้อมกับมีการปาขวดน้ำ ขวดโซดา ขว้างก้อนหินใส่กัน พร้อมกับมีการถืออาวุธไม้วิ่งไล่ตีกัน ระหว่างที่เกิดการปะทะกันทั้งสองฝ่ายได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 5-6 นัด และเสียงคล้ายระเบิดควันดังติดต่อกันหลายครั้ง โดยกระสุนปืนได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุม นปก.ล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งวชิรพยาบาล

ตั้งแต่เวลา 01.30 น. หลังการปะทะกันบริเวณสะพานมัฆวานฯ หน้าอาคารที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปก. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีสั่งระดมการ์ดและผู้ชุมนุมให้ไปตั้งขบวนอยู่ที่หน้าเต้นท์กองทัพธรรม ถนนพิษณุโลก เพื่อยกกำลังไปช่วยผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเต้นท์หน้ากองทัพธรรม โดยพล.ต.จำลอง และนายสมศักดิ์ ได้เดินลงมาสั่งการด้วยตัวเอง

จนกระทั่งเวลา 05.00 น. มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 คน คือ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 40 คน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ต่อมาเมื่อเวลา 07.00 น. สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้เผยแพร่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเหตุการณ์เกิดการปะทะกันระหว่าง กลุ่ม นปก. กับกลุ่มพันธมิตรฯ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ในประกาศดังกล่าวได้มีการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองหัวหน้า นอกจากนี้ยังออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คนในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งห้ามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทั่วราชอาณาจักร

หลังจากนั้น กลุ่ม นปก.ได้ถอนการชุมนุมกลับไปที่ท้องสนามหลวง ส่วนผู้ชุมนุมแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักชุมนุมในทำเนียบต่อไป และมิได้ตื่นตระหนกกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงษ์เพิกเฉย และไม่ได้บังคับใช้กฎหมายตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯสมัครแต่อย่างใด ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขณะนั้นเดินทางไปให้กำลังใจกลุ่มพันธมิตรในทำเนียบ

เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี ผู้ระดมพลนำไปสู่การสังหารณรงค์ศักดิ์ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการตาย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังไปทำบุญที่สำนักสันติอโศก และรับศีลห้า รวมทั้งศีลข้อแรกคือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปกติ

'แท่งประหยัด' เตรียมแจ้งความหมิ่นประมาท นศ.มช. อ้างเสียหาย 7 หลัก

ที่มา Thai E-News



เรียบเรียงโดย กานต์ ทัศนภักดิ์
ภาพโดย ปลากวน
2 กันยายน 2552

ผู้ผลิต 'NP Faster' เตรียมแจ้งความนศ.มช.ข้อหาหมิ่นประมาท ระบุเสียหายถึง 7 หลัก อ้าง "อาจารย์" โดนผู้บังคับบัญชาตำหนิ ตำรวจแนะไกล่เกลี่ยยอมความ แต่เจ้าตัวขอสู้ พร้อมเผยมีฟ้องกลับแน่ ด้าน 'หว้ากอ' ระดมความช่วยเหลือคึกคัก ‘ธเนศ’ หนุนด้วย เตรียมขึ้นเชียงใหม่พบตัวนศ.ใจถึง พร้อมมอบเงินสมทบทุนสู้คดี


กรณีนี้มีสาเหตุมาจากการที่ 'nOnG_WinZ' หรือชื่อจริงคือ วศิน สุทธิสันธิ์ นักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อายุ 20 ปี เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมการผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ NPFaster โดยเป็นผู้อาสาเก็บรวบรวมเงินจากสมาชิกโต๊ะหว้ากอมาซื้ออุปกรณ์และมอบให้สมาชิกอีกคนหนึ่งเป็นผู้ผ่า จนกลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผลผ่าพบเพียงวงจรต่อไฟแบบง่ายๆ ไม่พบสิ่งที่น่าเชื่อว่าสามารถก่อให้เกิดก่อโพรงอากาศบริเวณหน้ารถ หรือสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่มาหักล้างแรงดึงดูดของโลก (Gravity) ดังที่เจ้าของสินค้าและผู้จำหน่ายได้โฆษณากล่าวอ้าง จนเป็นเหตุให้นักวิชาการผู้ทดสอบและรับรองต้องออกมาชี้แจง และเจ้าของสินค้าจะออกมาตอบโต้พร้อมกับระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่ทำการผ่า ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้

โดยล่าสุดได้มีการติดต่อจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งมายังงานรปภ.กลางมช.ว่า ทางผู้ผลิต NP Faster ต้องการแจ้งความดำเนินคดีกับนศ.คนดังกล่าว จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกระดานข่าวต่างๆ โดยเฉพาะในโต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip อย่างร้อนแรงอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการระดมความช่วยเหลือทั้งในด้านข้อกฎหมายและเงินสมทบทุนสู้คดีกันอย่างคึกคัก


ตร.แนะไกล่เกลี่ยยอมความ นศ.ยันพร้อมสู้

เมื่อเวลา 17:00 ของวันที่ 28 ส.ค. 52 ที่ ‘ห้องวิศวกรรมและเทคโนโลยี’ โต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip สมาชิกนามแฝง 'nOnG_WinZ' ได้ตั้งกระทู้ 'NPFaster ฟ้องผมแล้วครับ :D~*' ระบุว่า ทางเจ้าของ 'NPFaster' ได้แจ้งความดำเนินคดีกับตน ในข้อหา "หมิ่นประมาทในตัวสินค้า และทำให้เสียทรัพย์" พร้อมทั้งขอข้อมูลด้านกฎหมาย ซึ่งมีผู้โพสต์แสดงคิดเห็น ให้กำลังใจ และเสนอความช่วยเหลือในด้านต่างๆ รวมทั้งโอนเงินสนับสนุนการต่อสู้คดีเป็นจำนวนมาก

'nOnG_WinZ' เปิดเผยว่า ตนทราบเรื่องนี้เมื่อทางรปภ.กลางของมหาวิทยาลัยแจ้งผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาว่า ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องตนโดนแจ้งความ ซึ่งตนรู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใครมาก่อน เท่าที่พอนึกออกมีก็เพียงกรณี NP Faster เท่านั้น เมื่อสอบถามไปทางรปภ.ก็พบว่าเป็นจริง ซึ่งคาดว่าทางผู้แจ้งความจะทราบชื่อ-นามสกุลของตนจากกระทู้แจ้งยอดการรวบรวมเงินดังกล่าว หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์มาพูดคุย โดยพูดจาดีและแนะนำให้ไกล่เกลี่ยยอมความกันไปจะได้ไม่เสียการเรียน แต่ตนไม่เห็นด้วย และไม่ขอยอมความ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ผิดก็จะฟ้องกลับ

อ้างเสียหาย 7 หลัก ยังไม่แจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษร

วันต่อมา (29 ส.ค. 52) วศิน หรือ 'nOnG_WinZ' ได้ตั้งกระทู้แจ้งความคืบหน้า เปิดเผยว่าได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สภ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยโทรศัพท์พูดคุย โดยตำรวจผู้นี้ได้ให้ข้อมูลว่า ความจริงเรื่องนี้ยังไม่มีการแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนที่ทางมหาวิทยาลัยแจ้งตนในตอนแรกว่ามีการแจ้งความแล้วนั้น น่าจะมาจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวระบุว่า ทางผู้ผลิต NPFaster มีความตั้งใจจะดำเนินคดีกับตนในข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยอ้างว่าเสียหายเป็นมูลค่าถึง 7 หลัก อีกทั้งตนและพวกยังได้ทำให้อาจารย์ผู้หนึ่งเสียหาย โดนผู้บังคับบัญชาตำหนิ แต่ตำรวจผู้นี้ได้ช่วยเบรกเรื่องเอาไว้ให้ เนื่องจากเห็นว่าตนยังอายุยังน้อย จึงต้องการเรียกมาคุยกันก่อน

ย้ำอีก ห้ามแกะวงจร - ความลับอยู่ในเรซิ่น

หลังจากทราบข้อมูล 'nOnG_WinZ' ได้ตอบเจ้าหน้าที่ตำรวจไปว่าต้องการให้มีการพิสูจน์ เพื่อจะได้ทราบว่าใครถูกใครผิด ซึ่งหากผลการทดสอบ NP Faster ทำได้จริงตามที่อ้าง ตนก็จะยอมรับผิด แต่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า จากที่ได้โทรศัพท์พูดคุยนั้น ทาง NP Faster ระบุมาว่า หากจะพิสูจน์ทางตนต้องออกค่าใช้จ่ายในการทดสอบเอง และให้ทดสอบด้วยการทดลองใช้เพียงอย่างเดียว ห้ามแกะวงจร อีกทั้งยังอ้างว่า ที่มีการผ่าพิสูจน์ไปก่อนหน้านั้นวงจรไม่ครบ เนื่องจากยังมีอุปกรณ์อีก 2 ตัว โดยติดอยู่กับเรซิ่น ซึ่งเมื่อเรซิ่นถูกกะเทาะออกสิ่งนั้นก็ได้แตกไป

เผยทราบจากทีวี ก่อนรุดขอข้อมูลคู่กรณีถึง ICT

นอกจากนี้ 'nOnG_WinZ' ยังได้เล่าข้อมูลที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่า ทางผู้ผลิตไม่เคยเข้าเวบไซต์ โดยมี 'ไหมซ่ง' หรือเชา พงษ์สานต์คีรี เป็นผู้แทนจำหน่ายและจัดทำเวบไซต์ ต่อมาทางผู้ผลิตทราบเรื่องจากรายการข่าวทางโทรทัศน์รายการหนึ่ง จึงเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อยื่นขอข้อมูลตนจากกระทรวง ICT แต่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีหมายจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางผู้ผลิตจึงได้มาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับตน

'NP faster' ขอคุย

'nOnG_Win' ระบุว่า หลังจากที่ตนออกมาจากสภอ.ได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวก็ได้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า ทาง NP Faster ต้องการพบและพูดคุยด้วย โดยตำรวจคนเดียวกันนี้ได้ย้ำอีกครั้งว่ายังไม่อยากดำเนินคดี ส่วนการไปพูดคุยดังกล่าวนั้น ตนยังไม่แน่ใจว่าควรจะไปหรือไม่ แต่เห็นหากจะไปควรจัดเป็นทีมไปพร้อมกับผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นนี้ตนคงแจ้ง สคบ.ก่อน

หลังจากนั้นได้มีสมาชิกจำนวนหนึ่งโพสต์ข้อความอาสาไปร่วมพูดคุยกับทาง NP Faster ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และหากทาง NP Faster จะดำเนินคดีก็ควรกระทำไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยสมาชิกอีกส่วนหนึ่งระบุว่า หากจะมีการเจรจาหรือพูดคุยระหว่างสองฝ่ายก็ควรทำอย่างเปิดเผย ต่อหน้าสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนใหญ่ระบุว่าไม่ควรไปพบหรือเจรจาใดๆ โดยไม่มีทนาย

'หว้ากอ' หารือคึกคัก

หลังจากที่ 'nOnG_WinZ' ได้ตั้งกระทู้แจ้งข่าวการถูกแจ้งความ ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยถูกโหวตให้เป็นกระทู้แนะนำในทันที อีกทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นถึง 555 โพสต์ภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่คัดค้านการยอมความ และเห็นว่าควรสู้คดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากการผ่าพิสูจน์แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสินค้าดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ความคิดจำนวนหนึ่งยังระบุว่า ไม่ว่าสินค้าดังกล่าวจะมีคุณสมบัติอย่างไร การผ่าพิสูจน์และวิพากษ์วิจารณ์ก็กระทำไปโดยเจตนาสุจริต เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค อีกทั้งไม่ได้เป็นคู่แข่งทางการค้า จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย

แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินคดี แต่ก็ได้มีสมาชิกหลายคนเสนอความช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และมีเป็นจำนวนมากที่ระบุว่ายินดีสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ตลอดจนได้มีผู้นำข่าวนี้ไปตั้งกระทู้ในโต๊ะอื่นๆ ของกระดานข่าว pantip เพื่อระดมความช่วยเหลืออย่างคึกคัก

ระดมทุนสู้คดี - ฟ้องกลับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 52 สมาชิกนามแฝง 'nOnG_WinZ' หรือ วศิน สุทธิสันธิ์ ได้ตั้งกระทู้รวบรวมเงินทุนสำหรับการต่อสู้คดีขึ้น โดยแจ้งชื่อและเลขบัญชีธนาคารให้ผู้ที่ต้องการสมทบทุนโอนเงินเข้าไป ซึ่งมีผู้ตอบรับเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ที่เป็นสมาชิกกระดานข่าว pantip และบุคคลทั่วไปที่ใช้บัตรผ่าน โดยรายแรกสุดคือสมาชิกนามแฝง ‘jfk’ ซึ่งเป็นล็อกอินที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งของเวบไซต์พันทิป สมทบทุนจำนวน 5,000 บาท

เมื่อมีผู้โพสต์ข้อความสอบถามถึงการนำเงินไปใช้จ่าย โดยสอบถามว่าหากไม่มีการดำเนินคดี หรือคดียุติก่อนถึงที่สุด เช่น ทาง NP Faster ถอนแจ้งความหรือถอนฟ้องภายหลัง จะจัดการเรื่องเงินที่บริจาคเพื่อสู้คดีอย่างไร ซึ่ง 'nOnG_WinZ' ได้ตอบว่า หากเป็นเช่นนั้นตนจะนำเงินนี้ไปฟ้องกลับ

‘ธเนศร์’ ถูกใจ หนุนด้วย 1 หมื่น เตรียมขึ้นเชียงใหม่พบตัว

หลังข้อความข้างต้นของ 'nOnG_WinZ' สมาชิกนามแฝง ‘xebec’ หรือ ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์รถยนต์ชื่อดัง ได้เข้ามาโพสต์ข้อความว่าจะเดินทางไปที่จ.เชียงใหม่ เพื่อพบและมอบเงินสมทบทุนจำนวน 10,000 บาท ให้แก่วศิน หรือ 'nOnG_WinZ' เนื่องจากชอบใจคำตอบที่ว่าจะฟ้องกลับ นอกจากนี้นักวิจารณ์ชื่อดังยังเปิดเผยว่า วันนี้ตนได้นำเรื่องราวของอุปกรณ์นี้ไปเล่าในรายการวิทยุที่ดำเนินรายการอยู่ และมีผู้ฟังให้ความสนใจโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม

รักษากติกา pantip – หยุดระดมทุนชั่วคราว เงินสมทบไม่หยุด

ต่อมาในวันเดียวกัน 'nOnG_WinZ' ได้ตั้งกระทู้แจ้งหยุดรวบรวมทุนชั่วคราว โดยชี้แจงว่า เนื่องจากตามกติกาของทางเวบไซต์ pantip หากมีการประกาศรวบรวมเงินบนเวบไซต์ โดยที่มีแนวโน้มว่ายอดรวมจะมีจำนวนที่สูงเช่นนี้ จำเป็นจะต้องส่งบันทึกและหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ดูแลเวบไซต์พิจารณาก่อน ซึ่งตนได้ติดต่อไปยังตำรวจที่เคยเข้าพบแล้ว ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีใบแจ้งความ และเมื่อตนขอสำเนาบันทึกประจำวันตามที่หลายคนแนะนำก็ได้ถูกต่อว่า โดยตำรวจคนดังกล่าวระบุว่า บันทึกประจำวันเป็นหลักฐานของทาง NP Faster ไม่สามารถให้ได้ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นนี้ ตนจะเขียน proposal ให้ทางผู้ดูแลเวบไซต์พิจารณาก่อน ว่าจะนำเงินที่รวบรวมนี้ไปทำอะไรและในกรณีที่เงินเหลือจะทำอย่างไร ส่วนเรื่องหลักฐานการแจ้งความ ถ้าหากทางคู่กรณีไม่ยอมแจ้งความเสียที ตนจะนำใบที่แจ้งความอีกฝ่ายมายืนยันการทำงานกับทางผู้ดูแลเวบไซต์

ทั้งนี้ ภายหลังการชี้แจงดังกล่าว ปรากฏว่ายังคงมีผู้โพสต์เข้ามาแจ้งยอดการโอนเงินสมทบทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่รอการพิจารณาจากทางผู้ดูแลเวบไซต์ บางรายกล่าวด้วยว่าเป็นการ “ให้โดยเสน่หา“ ผู้รับจะนำไปใช้อย่างไรก็ได้ รวมทั้ง ‘xebec’ หรือ ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่าจะนำเงินไปมอบให้ที่เชียงใหม่เช่นเดิม

npfaster.com ยังยันประหยัดจริง – ให้ซื้อตรงที่ผู้ผลิต

ด้านเวบไซต์ www.npfaster.com ได้มีการขึ้นข้อความระบุว่า การนำไปผ่าพิสูจน์ของสมาชิกโต๊ะหว้ากอก่อนหน้านี้ “เป็นการเอาไปผ่า โดยไม่ได้มีการทดลองใช้งานจริง” ดังนั้น “เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ขอให้ทุกท่าน อย่าเพิ่งด่วนสรุปผล” และได้อ้างอิงถึงการออกมาชี้แจงของผศ.สมศักดิ์ อินทะไชย และการที่ผู้ผลิตออกมากล่าวว่าจะมีการพิสูจน์อุปกรณ์ดังกล่าว ตามที่มีข่าวไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งความพอใจของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของตนตลอดมา ก่อนจะกล่าวว่า ทางผู้ผลิตจะจัดเวทีพิสูจน์ด้วยการใช้งานจริง โดยจะแจ้งรายละเอียดวันเวลาและสถานที่ภายหลัง

นอกจากนี้ แม้จะมีข้อความแจ้ง “ปิดการขายชั่วคราว” ในหน้าเวบไซต์ดังกล่าว แต่ในย่อหน้าถัดมาก็มีการระบุว่า “ส่วนท่านที่เคยโทรมาสั่งซื้อในระยะนี้ ถ้าท่านยังยืนยันต้องการซื้อ NP Faster กรุณาติดต่อผู้ผลิตโดยตรง หจก.เอ ฟาสเตอร์ โทร 085-0302265 หรือ ตัวแทนจำหน่าย : บริษัท ไบโอติก รีซอร์สเซส จำกัด โทร 086-5633545"

บ่นพึม สคบ.ปล่อยผู้บริโภคสู้เอง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 52 สมาชิกนามแฝง ‘Moohmullen’ ได้ตั้งกระทู้ “ทำไมคนที่ต่อสู้กับการหลอกลวงผู้บริโภค จึงเป็นแค่ นศ. มหาวิทยาลัยธรรมดา "ไม่ใช่ สคบ." (อ้างอิงกรณี NPFaster)” ขึ้นที่โต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีระหว่าง 'nOnG_WinZ' หรือ วศิน สุทธิสันธิ์ กับ NP Faster โดยระบุว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่โดยตรงของสคบ.

000000000
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED-ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง

-นักวิชาการ ม.ราชมงคลล้านนาแจง 'แท่งประหยัดน้ำมัน' ผู้ผลิตยังหายเงียบ-เจ้าของ ‘แท่งประหยัด’ ออกโรงโต้

-เตรียมฟ้องคนผ่า ผศ.เผยอีก ค่าทดสอบแค่ 2 หมื่น

เปิดตัว "ติวเตอร์แชนแนล" ที่ช่องเอ็นบีที

ที่มา Voice TV

ติวเตอร์แชนแนล, การกระทรวงศึกษาธิการ, GAT, PAT, O-NET, อี-ฟรีทีวี,

ศธ.จับมือติวเตอร์ชื่อดังจัดรายการ "ติวเตอร์ แชนแนล" เพิ่มช่องทางให้นักเรียนชั้น ม.ปลาย ทั่วประเทศเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การดำเนินโครงการท่ายทอดสดรายการติวเตอร์ชาแนลระยะแรก เพื่อติวเข้มการสอบ GAT-PAT ออกอากาศ 5 ครั้งๆละ 2 ชั่วโมง ทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ ช่องเอ็นบีที โดยจะเริ่มครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 เวลา 10.00-12.00 น.โดยจะถ่ายทอดสดพิธีเปิดโครงการจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และการสอนเสริมความรู้ GAT ฉบับที่ 1 โดย อ.ปิง เจริญศิริวัฒน์ และอีก 4 ครั้งในวันเสาร์ที่ 12, 19, 26 กันยายน และ 3 ตุลาคม โดยยังมีวิชา GAT ฉบับที่ 2 (ภาษาอังกฤษ) โดย อ.อริสรา ธนาปกิจ หรือครูพี่แนน วิชา PAT1 (คณิตศาสตร์) โดย รศ.สมัย เหล่าวานิชย์ และวิชา PAT2 (วิทยาศาสตร์) โดย อ.อุไรวรรณ ศิวะกุล (ครูอุ๊) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ติวเตอร์แชนแนล จะเน้นวิชาหลักๆ ที่จะสอบเป็นพิเศษ รวมทั้งที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย GAT, PAT การสอบประจำภาค การสอบ O-NET ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งให้เด็กชนบท เด็กที่อยู่ห่างไกล เด็กกรุงเทพฯ ที่ด้อยโอกาสไม่มีโอกาสไปเรียนกวดวิชา ได้มีโอกาสติวเข้ม เรียนเสริมกับติวเตอร์ชื่อดัง และอาจารย์จากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Tutor on tour ทั่วประเทศ ซึ่งจะให้คณะทำงานไปดูว่าควรจัดที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนมากที่สุด โดยระหว่างที่ออกอากาศแต่ละครั้งนั้น ได้หมายมอบให้คณะทำงานไปศึกษารายละเอียดด้วยว่า ควรมีการปรับปรุงรายการอย่างไร สอนสด หรือไม่สด อาจมีการสอนเสริม ติวเข้ม ไม่เข้ม เพื่อให้เด็กนักเรียนตามทันกันทุกคน ซึ่ง 5 เสาร์แรกจะเป็นการสอนสด ส่วนเสาร์ถัดไปจนถึงกันยายน 2553 หรืออีก 52 ครั้งนั้น จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่า จะถ่ายทอดสดหรือนำเทปบันทึกมาออกอากาศ ทั้งนี้จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาร่วมพิจารณาด้วย จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ชม นักเรียน เพื่อปรับปรุงรายการให้เหมาะสมต่อไป สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในติวเตอร์แชนแนลนั้น จะเป็นการดึงงบประมาณของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากค่าเช่าเวลาของ ช่อง 11 และค่าติวเตอร์ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามจะเช่าเวลา ช่อง 11 จนกว่าจะมี “อี-ฟรีทีวี” ซึ่งต้องรอ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ ส่วนงบไทยเข้มแข็ง 6,000 ล้านบาท (ปี 2553-2555) ซึ่งมีแผนพัฒนาอีทีวีให้เป็นช่องฟรีทีวีนั้น อาจจะมีการพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสมอีกครั้งขณะที่นายอนุสรณ์ ศิวะกุล นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชากล่าวว่า การย่อเนื้อหาการสอนจากนับร้อยชั่วโมงเหลือ 2 ชั่วโมงในการสอน GAT-PAT ในระยะแรกถือว่าทำได้ยากมาก และนักเรียนอาจได้รับประโยชน์ไม่เท่ากับที่เรียนเต็มหลักสูตร แต่อย่างน้อยจะทำให้นักเรียนได้เห็นภาพการเรียนการสอนอีกแบบและช่วยกระตุ้นความสนใจ และในระยะยาวควรปรับรูปแบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ยืนยันว่าโรงเรียนกวดวิชาไม่ได้ประโยชน์ในแง่การประชาสัมพันธ์โรงเรียน อีกทั้งครูกวดวิชาหลายคนไม่อยากมาสอนเพราะจัดเนื้อหาการสอนยาก เพราะนักเรียนมีพื้นฐานต่างกัน หากสอนยากเกินไปก็เหมือนสอนไม่รู้เรื่อง หากสอนง่ายเกินไปนักเรียนก็จะไม่เชื่อถือ

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

ที่มา Thai E-News


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
2 กันยายน 2552

ผมขอตัดภาพมาจบตอนเรื่ององค์กรซ่อนเงื่อน ทำงานตาม"นายสั่ง"เลยแล้วกันนะครับ ชื่อตอนคือ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก


ใครติดตามประวัติศาสตร์จะทราบว่า คำข้างต้นนั้นเกิดในตอนเปลี่ยนแผ่นดินจากแผ่นดินกรุงธนบุรี มาเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชวงศ์จักรี

พระเจ้าตากสินนั้นเคยมีพระราชปณิธานแน่วแน่ว่า
"บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้"


ดังนั้นในช่วงใกล้วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ แม้ทหารที่จงรักภักดีจะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

ถือเป็นการกวาดล้างขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองแบบนองเลือดมากที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


การปราบดาภิเษกสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ทรงกราบทูลความตอนหนึ่งดังมีบันทึกไว้ว่า


#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

"กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา- น้องชายรัชกาลที่ 1 ) เสด็จลงมาเฝ้า กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า"
(พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง


ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง
ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แต่เหตุการณ์ปัจจุบันสมัยไม่ใช่ว่าทำลายล้างพ่อคือเหลี่ยมแล้วจะตามไปล้างโอ๊ก- เอม-อุ๊งอิ๊งนะฮะ แต่เป็นการเปรียบเปรยว่า หน่อแนวแถวพันธุ์ที่ยังสนับสนุนเหลี่ยมนั้นต้องกำจัดให้เรียบ

อันนี้สาบานให้ฟ้าผ่าหัวก็ได้ แต่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง คือว่าก่อนจะมีการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยนี่ ผมก็แวะไปกินกาแฟกับเพื่อนคนนึง คนนี้เป็นนายพล แล้วเขาก็ทำงานอยู่กับสุรยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ผมก็ไปเยี่ยมถามข่าวกันตามธรรมเนียม คราวหนึ่งผมก็ถามขึ้นว่า"คดียุบพรรคไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์จะเอากันยังไง? "(ตอนที่ผมถามเรื่องนี้คือก่อนจะมีคำพิพากษายุบไทยรักไทยในวันที่30พ. ค.50)

เขาก็ตอบว่า"มีข้อยุติในวงผู้ใหญ่ว่าตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก"แล้วเขาก็อธิบายว่า พ่อก็คือเหลี่ยมที่ทำรัฐประหารล้มล้างไป ลูกคือพรรคไทยรักไทยที่แจ้งเกิดขึ้นมาต้องโดนยุบ และเมื่อไทยรักไทยโดนยุบก็คงเหลือหลาน(ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีพรรคพลังประชาชน)ก็ต้องตามไปฆ่าหลานอีกที และก็ต้องกวาดล้างไปถึงชั้นเหลนหรือประหาร7ชั่วโคตร

ซึ่งต่อมาเมื่อพรรคไทยรักไทยโดนตัดสินให้ยุบ ปชป.รอดผมก็โทรไปชมพี่แกใหญ่เลยว่าข่าวแม่นโคตร เขาก็บอกว่าไม่แม่นได้ไง ก็กูนั่งอยู่ในห้องทำแผนมากับมือไอ่สัดดด. .อ้าว!

ยิ่งต่อมาเห็นมียุบพลังประชาชน และในตอนนี้ก็เอาอีกแล้ว เรื่องเทปลับของมาร์คก็พูดกันว่า โยงไปถึงพรรคเพื่อไทย จะยุบพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว ผมก็เลยว่าแผนฆ่าล้าง 7 ชั่วโคตรเหลี่ยมนี่ท่าจะยังไม่จบง่ายๆซะแล้วหวะ

2499ตระลาการครองเมือง

#อักขราทร จุฬารัตน์

ทีนี้ใครเป็นใครในแวดวงขบวนการไม่ยุติธรรมคงไม่น่าสนใจเท่าไหร่แล้วมั๊ง เพราะอย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้วไงว่า มันเป็นแค่การทำตามใบสั่งนายเท่านั้น เอาใครมาทำก็ได้ นายหมูนายแมวที่ไหนก็คงไม่ต่างกัน ทำเสร็จก็ให้รางวัลกันไป

จะสมัยโบราณอ้างว่ากาคาบข่าวมายังไงก็ได้ หาหลักฐานไม่เจอ เชื่อมไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เพราะธงนั้นมีอยู่แล้ว ผ่านมา 200 กว่าปี กระบวนการ(ไม่)ยุติธรรมไทยก็ยังคงเส้นคงวา เป็นที่น่านับถือเลื่อมใสดังเดิม

แต่ที่น่าสนใจคือคอนเน็คชั่นของนิติศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รุ่นปี 2499 เพราะมีบทบาทมากในตอนนี้ก็เช่น อักขราทร ซึ่งอักขราทรยังเป็นมุสลิมที่ใกล้ชิดกับสนธิบังอีกด้วย รุ่นนี้ที่เด่นๆก็ยังมีนาม ยิ้มแย้ม ที่นั่งอยู่คตส.เล่นงานยึดทรัพย์เหลี่ยมนั่นไง

#วัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด

แต่คดียึดทรัพย์7หมื่นล้านของคตส.นี่ผมลองถามพี่เข้- วัยวุฒิ หล่อตระกูล ที่แกเป็นอัยการทำคดี แกก็บ่นชิบหายว่ากรูก็ไปไม่เป็นสัดดเอ๊ย พวกจารย์แก้วสรร พวกสัก กอแสงเรือง นาม ยิ้มแย้ม เนี่ยสักแต่ว่าส่งๆมา สำนวนก็อ่อนชิบหาย แล้วจะให้กรูสั่งคดีตามธงอย่างเดียว ต่อไปวันหน้ากรุก็ถูกบันทึกลงบัญชีหนังหมาพอดี...พูดไปพี่เข้ส่ายหน้าไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ

#นาม ยิ้มแย้ม 1ในเครือข่ายนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2499

คือวันนั้นผมมีเหตุไปทำธุระบางอย่างกับพี่เข้บริเวณใกล้ๆวัดพระแก้ว แกก็ยกมือท่วมหัวสาธุเหมือนกันว่า ไหนๆแกก็จะบาปกรรมอยู่แล้วก็อย่าให้แกต้องบาปกรรมกว่าที่เป็นเลย

ในประวัติของแวดงยุติธรรมจะใกล้ชิดข้างบนตลอด และsing a longไปด้วยกันตลอด จะเคยมีขัดข้องหมองใจและเป็นเรื่องฮือฮาในวงการก็ตอนยุคประมาณ ชันซื่อเป็นประธานศาลฎีกา เป็นเรื่องดูไม่สลักสำคัญ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องมีว่าประมาณอยากให้การแต่งตัวในห้องพิจารณาคดีนั้นให้ผู้พิพากษาสวมครุยหรือสายสะพายให้ต่างจากฝ่ายอื่น อย่างอัยการ หรือทนายความ ก็เสนอเรื่องขึ้นไป ข้างบนไม่เห็นด้วยบอกว่า ฉันก็ใส่ยังงี้มาไม่รู้กี่สิบปีไม่เห็นเดือดร้อนต้องเปลี่ยน ก็ไม่เซ็นลงมาให้ซักที

ประมาณก็เป็นนักกฎหมาย ก็ดูว่าพ้นกำหนดกี่วันเมื่อไม่เซ็นลงมา ก็ให้ถือเป็นกฎหมายบังคับใช้ ผู้พิพากษาก็ได้ใส่ครุยใส่สายสะพายในศาลต่างจากอัยการ หรือทนายความมาแต่วันนั้น

#ประมาณ ชันซื่อ

เรื่องนี้ก็สร้างความขุ่นเคืองให้พอสมควร และว่ากันว่าได้เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกคนที่วางใจได้มาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ จะได้ไม่ปีนเกลียวแบบที่ประมาณ ชันซื่อเคยทำ ดังนั้นในระยะหลัง จึงได้คนประเภทนายสั่งมาอยู่เต็ม และผลงานก็ดังที่เห็นๆคือ ตั้งธงยังไงได้ยังงั้น ปลอดโปร่งโล่งสะดวก

ท่ามกลางความขัดข้องหมองใจของคนดีๆในแวดวงที่รู้สึกว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีแทบไม่มีเหลือ ไปไหนมาไหนคนก็มองแบบหยามเหยียด

ชีวิตคนเราก็มักเป็นเช่นนี้ ในสังคมที่ขาดดุลยภาพนั้น หากคุณอยากเป็นคนดีมีอุดมคติ คุณก็ต้องแลกกับการกินอุดมคติ แต่หากคุณขายวิญญาณให้ปีศาจ ก็ต้องแลกกับเกียรติยศศักดิ์ศรีไม่มีเหลือ. ...ก็เลือกเอา



อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา

00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ทุจริตชุมชนพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนเคหะดินแดง 1

ที่มา Voice TV



ทุจริตชุมชนพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนเคหะดินแดง 1
ชุมชนเคหะดินแดง 1 ไม่ได้เสนอโครงการและทำประชาคม แต่ได้รับสิ่งของจากโครงการชุมชนพอเพียง ส่อเค้าทุจริตเหมือนหลายชุมชนใน กทม.

เพื่อไทยจี้นายกฯเอาผิด "พล.อ.สุรยุทธ์"ฐานรุกป่าสงวน

ที่มา Voice TV



เพื่อไทยจี้นายกฯเอาผิด "พล.อ.สุรยุทธ์"ฐานรุกป่าสงวน
เพื่อไทยยื่นหนังสือนายกฯ เร่งดำเนินคดี พล.อ.สุรยุทธ์ กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง เหมือนกับชาวบ้านที่ถูกคดีไปแล้ว

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

ที่มา มติชน

โดย "วิหคเหินฟ้า"



.........ปัญหาหนักที่สุดของ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"วันนี้คือเรื่องตำแหน่ง"ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"คนใหม่ เพราะส่งผลสะเทือนถึงความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล

.........กลายเป็นนโยบายพรรค"ภูมิใจไทย" เพราะทุกครั้งที่นักข่าวถามเรื่องตำแหน่ง"ผบ.ตร." คนในพรรคจะตอบเหมือนกันว่าให้ถาม"สุเทพ เทือกสุบรรณ"กับ"นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" แต่เหตุผลที่"ภูมิใจไทย"เลือกฟัง"สุเทพ-นิพนธ์"มากกว่า"อภิสิทธิ์" เรื่องนี้ต้องถาม"อนุทิน ชาญวีรกูล"

........."ศิริโชค โสภา"เคยบอกว่า"อาวุธ"ที่น่ากลัวที่สุดของ"อภิสิทธิ์"คือ การไม่ยึดติดกับตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"และพร้อม"ยุบสภา"ทุกเวลา

........."นิพนธ์"เลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็มี"อาวุธ"นี้เช่นกัน คน"ประชาธิปัตย์"รู้ดีว่า"นิพนธ์"ชอบ"ปิดทองหลังพระ"ไม่เคยแย่งตำแหน่ง"รัฐมนตรี"กับใคร การยื่น"ใบลาออก"จึงเป็นเรื่องที่"นิพนธ์"ไม่ต้องคิดมาก

.........ความสัมพันธ์ของ"นิพนธ์"กับ"อภิสิทธิ์"ไม่ราบรื่นมานานแล้ว เคยงัดข้อมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่รัฐบาลเพิ่งตั้งไข่ ถึงขั้น"นิพนธ์"เดินออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนที่"มาร์ค"จะไปง้อให้กลับมา

.........ครั้งนี้"นิพนธ์"อุตส่าห์บินไปเยอรมันเพื่อนำ"ข้อมูลใหม่"มาให้"อภิสิทธิ์" แต่แทนที่จะฟังกลับถูกหาว่าเป็น"ข้อมูลด้านเดียว" ถ้า"นิพนธ์"รู้ว่า"อภิสิทธิ์"ไม่ใส่ใจข้อมูลด้านนี้ เขาคงไม่เสียเวลานั่งเครื่องบินข้ามโลก

.........ยืนยันได้เลยว่าถ้า"ข้อมูลด้านเดียว"ยังไม่เปลี่ยนแปลง ประชุมกี่ครั้ง"มือ"ของ"ชวรัตน์ ชาญวีรกูล"ก็จะยกให้"พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย"เพียงคนเดียว

......... ครั้งก่อนย้ำว่าตนเองเป็น"นายกฯ"และ"สุเทพ"เป็นแค่"เลขาธิการพรรค" ครั้งนี้ก็บอกว่าตัวเองเป็น"นายกรัฐมนตรี"ส่วน"นิพนธ์"เป็น"เลขาฯของผม" โชว์สถานะที่"เหนือกว่า"บ่อยๆ ต่อหน้าสาธารณชน ในทางจิตวิทยาแสดงว่าเริ่ม"ไม่มั่นใจ"ในตัวเอง

.........เป็นเกม"ชิงไหวชิงพริบ"ระหว่าง"รัฐบาล"กับ"คนเสื้อแดง" เมื่อรัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแบบตี"เช็คล่วงหน้า" ด้านหนึ่ง คือ การป้องปรามไม่ให้"คนเสื้อแดง"ใช้ความรุนแรง แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นการดึงให้คนไทยย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์"สงกรานต์เลือด" ระบายภาพ"ม็อบเสื้อแดง"ให้น่ากลัว

.........แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น นอกจากลิดรอนสิทธิพื้นฐานของคนไทยแล้ว ยังส่งผลเสียต่อ"การท่องเที่ยว"เพราะทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัย แค่เห็นภาพลวดหนามล้อมทำเนียบก็แย่แล้ว

.........เมื่อรัฐ"ได้"อย่าง"เสีย"อย่าง "คนเสื้อแดง"ก็พลิกเกมใหม่เลื่อนการชุมนุมของ"คนเสื้อแดง"เป็นวันเสาร์หน้า และจะเลื่อนไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 19 กันยายน กำหนดเกมบีบให้รัฐ"เสีย"มากกว่า"ได้"เพราะกลายเป็นคนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศเสียเอง

........."สนิม"เกิดแต่เนื้อในตน ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลหรือพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ในกลุ่ม"คนเสื้อแดง" ความขัดแย้งระหว่าง"3 เกลอ"กับ"จักรภพ เพ็ญแข"แรงขึ้นเรื่อยๆ และคนที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือ"จตุพร พรหมพันธุ์"ที่"แรง"และ"ล้น"เกินเหตุ

.........เรื่อง"คลิปเสียง"ของ"อภิสิทธิ์" พนักงาน"เอสซีแอทเสท" 2 คนเป็นต้นตอหรือไม่ ให้ดูเวลาการส่ง"ฟอร์เวิร์ดเมล์" เพราะ"คลิปเสียง"นี้เผยแพร่ในเว็บไซต์การเมืองตั้งแต่เย็นวันพุธที่ 26 สิงหาคม ดังนั้น ถ้าพนักงานเอสซีแอทเสทส่งคลิปเสียงหลังเวลานี้ ทั้งคู่ก็คือ"เหยื่อ"ทางการเมือง

ไม่ใช่กฎหมายปราบม็อบ

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ทุกวันนี้ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าการออกกฎหมายความมั่นคง หรือชื่อเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเพื่อทำการป้องปรามดังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อธิบายความเอาไว้ หรือจะเป็นการประกาศเพื่อการปราบปรามตามความหวาดผวาของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายใดๆ พระราชบัญญัติฉบับนี้ร่างและคลอดออกมาใช้ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่ปกติ

เมื่อพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงมีการให้อำนาจที่มากกว่าปกติแก่ผู้ใช้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายปกตินั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครองมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กฎหมายที่ตำรวจและฝ่ายปกครองใช้คือกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสมาชิกรัฐสภา โดยยึดหลักไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จึงให้อำนาจที่สามารถยกเว้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ โดยผู้ที่สามารถใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็คือฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง โดยเครื่องมือในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากตำรวจแล้ว ยังมีทหาร และหน่วยงานอื่นๆ ที่ฝ่ายการเมืองเลือกมาใช้สอย

ตัวอย่างการใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 คือ การประกาศใช้ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งครั้งนี้มีคำสั่งห้ามมิให้มีการชุมนุมใดๆ โดยรอบสถานที่จัดการประชุมกินระยะทางเป็นรศมีหลายกิโลเมตร และการเดินทางเข้าสู่สถานที่ประชุม จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้เครื่องมือตรวจวัตถุต้องสงสัย เป็นระยะๆ อยู่ตลอดเวลา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางไปตรวจสถานการณ์ สลับกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และดูเหมือนว่าคณะรัฐมนตรีจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการรักษาความปลอดภัย สำหรับการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมผู้เกี่ยวข้อง ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อป้องกันการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำหนดนัดรวมพลวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปรากฏในภายหลังว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศไม่ชุมนุมในวันดังกล่าว โดยเลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 5 กันยายน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องมาพิจารณาว่าจะยังคงประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงต่อไป หรือจะยุติและไปประกาศใช้ในวันอื่นๆ อีก ซึ่งเหมือนกับว่าการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงนั้นสามารถจะประกาศใช้วันใดเวลาใดและอย่างไรก็ได้

ทั้งๆ ที่กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายพิเศษ ที่มีเจตนาให้ใช้ในสถานการณ์พิเศษ เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ประชาชนดำเนินการหรือเลิกการดำเนินการใดๆ ก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรใช้กฎหมายความมั่นคงจนชินชา กระทั่งลืมเลือนการใช้กฎหมายในภาวะปกติ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้โอกาสประชาชนสามารถรวมตัวกันชุมนุมเรียกร้อง โดยสงบและปราศจากอาวุธ รัฐบาลควรจะใช้กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ที่จำเป็น หรือมีสัญญาณแจ้งเหตุว่าการชุมนุมนั้นๆ จะเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้นเท่านั้น เพื่อเมิให้เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าทุกๆ การชุมนุมทางการเมือง ฝ่ายบริหารสามารถประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้มีเจตนาจะปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายปราบม็อบ