WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 2, 2009

กองทัพพร้อม เคลื่อนทัพ รับมือเสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30471

กองทัพพร้อมเคลื่อนทัพรับมือ “ม็อบเสื้อแดง” หาก ครม.ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ระบุการชุมนุม 5 ก.ย.เป็นเป้าลวง กดดันการทำงานของรัฐบาล และจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.นี้

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยหากเสื้อแดงนัดชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลในวันที่ 5 กันยายนนี้ว่า เบื้องต้นที่ประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปตามการสิ้นสุดของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่หากหน่วยงานด้านการข่าวประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่า การชุมนุมมีเหตุการณ์วุ่นวาย จะเรียกประชุมประเมินสถานการณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในการประกาศใช้ พ.รบ.ความมั่นคงฯ ทั้งนี้การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ต้องผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรี และมอบหมายให้ ศอ.รส. เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามแผนเดิม ซึ่งโครงสร้างและอำนาจการบังคับบัญชายังคงเดิม โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านความมั่นคง

“อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. ประเมินว่า หากมีการชุมนุมในวันที่ 5 กันยายนนี้ของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่น่าจะมีความรุนแรง และเชื่อว่าน่าจะเป็นเป้าลวง เพื่อกดดันการทำงานของรัฐบาล แต่อาจจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่ง ศอ.รส. มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่หากรัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง”โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

ไม่แตกต่าง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไหนว่าเป็น รัฐบาลประชาธิปไตย...จะไม่ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน? ไม่ควบคุมและแทรกแซงสื่อสารมวลชน?แต่ตลอดช่วงเวลา 7-8 เดือน ในการเข้าบริหารประเทศของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเลยหรือครับที่รัฐบาลจะไม่ควบคุมหรือแทรกแซงสื่อ?เข้ามาบริหารประเทศได้ไม่กี่ 10 วัน คุณสาทิตย์วงศ์หนองเตย ก็ใช้ความเป็น รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อของรัฐ จัดการเปลี่ยนแปลง ตราสัญลักษณ์หรือ “โลโก้” ของช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์เป็นตรา “หอยสังข์ม่วง”ตรงนี้ยังไม่ถือเป็นการแทรกแซงสื่อฯ หรอกนะครับแต่มันเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นชัดว่า...ถ้านักการเมืองต้องการอะไร...ก็ต้องได้!จึงมีความน่ากลัว...ปนน่าขยะแขยง!!!เพราะไม่กี่เดือนจากนั้น...ก็มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ “ช่องหอยสังข์” จากฝ่ายการเมือง
คงไม่ย้อนไปเล่าข่าวให้ฟังหรอกครับว่า...ใครเป็นคนสั่งเปลี่ยนทั้ง ผอ.ช่อง 11 และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เปลี่ยนจากใครเป็นใคร? ไม่อยากจำและไม่คิดจะโทษ“คนใหม่” ซึ่งเข้ามาแทนที่ “คนเก่า”แต่ที่ผมติดใจ คือ คำพูดของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่เคยบอกคล้ายๆ กับประโยคข้างต้น...ก่อนหน้านี้ ช่วงที่

สถานการณ์บ้านเมือง...ยังคงชุลมุนชุลเกกับปรากฏการณ์ “สงกรานต์เลือด” ข่าวการ“ปะทะ” กันระหว่าง “พวกเสื้อแดง” กับ “เสื้อน้ำเงิน”และ “ฝ่ายความมั่นคง” รวมถึง ข่าวการ “สลาย”การชุมนุมของ “คนเสื้อแดง”คนไทย...แทบไม่มีโอกาสได้ดูจากทีวีของเมืองไทยเลยยกเว้น! จะไปเปิดดูเอาจาก สถานีโทรทัศน์ต่างประเทศหรือไม่ก็ต้องดูเอาจาก “ทีวีออนไลน์” ที่มีสำนักงานในต่างแดนล่าสุด กับข่าวที่สร้างความฮือฮาสุดๆ สอดรับกับสถานการณ์การเมืองและบ้านเมืองมากที่สุด ก็คือข่าวยุบสภา ที่คุณอภิสิทธิ์ไปพูดระหว่างการบรรยายให้นักศึกษาหลักสูตร “พัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง” ของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ฟัง...เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาครั้งนั้นมีการ “ปิดกั้น” ไม่ให้ “สื่อมวลชน” เข้ารับฟังและร่วมทำข่าว ด้วยเหตุที่ คุณอภิสิทธิ์ บอกเองว่า...“ถ้าเปิดให้ฟังจะยิ่งกว่านี้อีก!”ครับ! การ ปิดกั้น ไม่ให้สื่อมวลชนไปรับฟังและทำข่าวมันก็เหมือนกับ ปิดกั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนนั่นแหละครับเพราะหน้าที่และภารกิจของ สื่อมวลชน ก็คือนำข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนแต่เมื่อ สื่อมวลชน มิอาจจะทำหน้าที่ของตัวเองได้เพราะถูก ปิดกั้น! จากรัฐบาล...ประชาชน ก็ต้องถูก ปิดกั้นไปโดยปริยายเพื่อนๆ สื่อในสังกัด สื่อของรัฐ บอกตรงกัน!ไม่เคยมียุคไหน? ที่จะถูกควบคุมและโดนแทรกแซงเหมือนยุคนี้...แทบไม่ต่างจาก รัฐบาลเผด็จการทหารเมื่อครั้งอดีตเลย!!! ■

คับบ้านคับเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

มนุษย์เรานี้ก็แปลก...สวมหมวก ใส่เครื่องแบบก็คิดว่าตน คือ “ผู้ยิ่งใหญ่” กลายเป็นผู้มีอำนาจบารมี ต้องให้บุคคลอื่นเกรงอกเกรงใจ “ยกมือไหว้”ที่พูดถึงนี้...หมายถึง “เฉพาะบางบุคคล”ไม่ได้เหมารวมเสียทั้งหมด...แต่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ “ปลาเน่าตัวเดียว...เหม็นหมดทั้งข้อง”ตั้งแต่ “ผู้บังคับบัญชา” ไปจนถึง “ผู้ใต้บังคับบัญชา” หากพวกท่านไม่ยึดหลักความถูกต้อง เหมาะสมและโปร่งใสในหน้าที่วิชาชีพประเทศชาติคงเดินหน้าสู่ “ความหายนะ”เพราะที่พึ่งของประชาชนกลับกลายเป็น“ทรชน” ที่ไม่คิดปฏิบัติดีต่อบ้านเมือง...ทำตัวกร่างคุกคาม “ให้โทษ” ประชาชนสวมบท “กุ๊ย” เสมือนเอาพวก “คนถ่อย”ไม่รู้จักกาลเทศะขึ้นทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและเป็นผู้ให้บริการประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ความรู้สึกไม่ดีเมื่อต้องเห็นประชาชนตกเป็น “เบี้ยล่าง” ซึ่งเป็น “สาเหตุสำคัญ” ที่ทำให้ประเทศชาติเกิดการแบ่งแยก...ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันเฉกเช่น “สิบโท” ชื่อย่อ ป.ปลา สังกัดร.152 พัน 3 ค่ายสมเด็จพระศรีสุริโย

ทัยหนองแกง อ.หัวหินนายทหารหนุ่มที่หลงใหล เยาวชนหญิงข้างห้องจนเกินงาม...ตามราวีระราน พูดจา“หมิ่นประมาท” ไม่ให้เกียรติหลายครั้งหลายหนทำตัวเป็น “ชีเปลือย” ขาดซึ่งความเป็น“สุภาพบุรุษ” ไม่สมกับเป็นนายทหารที่สวมเครื่องแบบเต็มยศอันศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่า เยาวชนหญิง จะกลับบ้านหรือออกไปโรงเรียน...ทหารหนุ่มจะ “ตามตื๊อ” จนพ่อของเธอต้องไปขอร้องให้ “หยุดคุกคาม”ลูกสาวตนแต่ไร้ผล...กลับมีเรื่องมีราว “ชกต่อย” กับพ่อเยาวชน ซึ่งเป็นทหารชุดเขียว “สีเลือดเดียวกัน”ถึงขั้น “สุดทน” มารดาผู้เสียหายต้องเข้าแจ้งความ แต่ไม่วายโดย “กมลสันดาน” สิบโทผู้นี้ที่ยังคง “ทำตัวกร่าง”อ้างรู้จักนายใหญ่...จะทำอะไรก็ย่อมได้!เรื่องนี้ต้องฝากไปถึง “พ.ต.ท.อุดม ใจนุ่ม”พนักงานสอบสวน สภ.หัวหิน ลองตรวจสอบข้อมูลเรื่องราว “เขียวกร่าง” นั้นจริงเท็จเป็นเช่นไรที่คิดได้...สิบโทผู้นี้เป็นคน “นครศรีธรรมราช”กำลังจะขอย้ายกลับไปนครศรีฯ หากไม่ “ลงโทษ”กำราบให้หลาบจำ...เชื้อบ้าของคนบ้ามันจะแพร่พันธุ์ไปทุกพื้นที่บ้านนี้เมืองนี้มีแต่ “ผู้ยิ่งใหญ่” ครับท่าน! ■

เพื่อแผ่นดิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เพื่อรักษาไว้..ซึ่งบุคลากรของประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถานะรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อการสร้างสมานฉันท์ของประชาชนคนไทยในชาติในราชอาณาจักรแห่งนี้เพื่อสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อบรรเทาความอึดอัดใจของมิตรประเทศทั้งหลายทั้งไกลและใกล้..จากการไล่ล่าที่ไร้ประสิทธิภาพและปราศจากประสิทธิผล กับอดีตนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยที่สูญเสีย
อำนาจจากการถูกปฏิวัติรัฐประหารเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนของคนไทยในประเทศไทย และสร้างความมั่นใจให้กับคนต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวโลก ที่จะเดินทางเข้ามาพักผ่อนและท่องเที่ยวในราชอาณาจักรไทยเพื่อยุติบทบาทอันแสลงใจที่ประเทศไทยกระทำต่อประเทศพม่าจนประเทศนั้นต้องตักเตือน..โดยการระงับการส่งแก๊สเข้ามาทำไฟฟ้าใน

ประเทศไทย จนเกิดความเสียหายมหึมาเพื่อให้ไทยและกัมพูชา..สามารถหาผลประโยชน์จากปราสาทพระวิหารไปพร้อมๆ กันและยุติการบาดเจ็บล้มตายระหว่างทหารในชายแดนทั้งสองเพื่อบรรเทาเหตุร้ายใน 3 ที่กำลังจะเป็น 4 จังหวัดภาคใต้..ที่อาศัยความอ่อนแอของการเมืองในเมืองหลวงโหมโจมตีหนัก เพื่อการแบ่งราชอาณาจักรออกจากกันและสถาปนาประเทศใหม่..เพื่อกำราบปราบปรามการแพร่หลายของยาเสพติด..ที่กำลังระบาดอย่างหนัก..อันเนื่องมาจากประชาชนขาดขวัญและกำลังใจในการประกอบวิชาชีพ..และแก้ไขความยากจนส่วนตนโดยการรับจ้าง..ค้า และลำเลียงยาเสพติดเข้ามาสู่ประเทศและแหล่งขายเพื่อดำรงไว้ซึ่งศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันตุลาการ..เพื่อความรักใคร่สมานฉันท์กันในหมู่ราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง..บุคลากรระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ..และดำรงไว้ซึ่งภาระหน้าที่ของชายไทย..ในการเป็นทหารฯพณฯ นายกรัฐมนตรี..ต้องลาออก ■

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์หรือพื้นที่เหตุการณ์ปกติอุตส่าห์ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ประกาศให้พื้นที่ในเขตดุสิตเป็น พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์เหตุที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ตามสูตรสำเร็จ อาจมีมือที่สามมาก่อเหตุ ซึ่งทำให้เหตุการณ์วุ่นวายลุกลามใหญ่โตได้เอาเข้าจริงกลุ่มเสื้อแดงเกิดไม่มาตามนัดเอาดื้อๆพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์ ก็กลายเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์ปกติครับผม!! ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนหน้าแตกจนหมอไม่รับเย็บ!!เรื่องตื้นๆ ง่ายๆ แค่นี้หน่วยงานด้านการข่าว ยังเจาะไม่แจ้ง แทงไม่ตลอดถึงว่าสิ!! ถ้ารู้จริงว่ามีมือที่สาม ป่านนี้คงจัดการกับมือที่สามไปเรียบร้อยแล้วเต้าข่าวต้มเจ้านายหรือเต้าข่าวแหกตาประชาชนเล่นหรือเปล่าไม่ทราบ??แต่ที่ทราบแน่ๆ มีมือการข่าวไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยแบบนี้ สู้ไม่มีเสียดีกว่ามั้ง??
✮✮✮✮✮✮✮✮
ถ้าดีจริง ทำทั้งประเทศไปเลย!!
ช่างเป็นความคิดที่เลิศล้ำสุดแสนจะวิเศษจริงๆกับการที่ “มาร์คหน้าใส” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง แทบล้นมือแบบสุดๆแถมออกข้อกำหนดตามมาตรา 18 ให้อำนาจเพิ่มอีกมากมาย อะไรมันจะใหญ่โตกันปานนั้นครั้นพอกลุ่มเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุม ก็เหมือนได้ทีขี่แพะไล่!! เกทับบลัฟแหลกเหตุที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่มาตามนัด คงเพราะไม่อยากชุมนุมให้ถูกต้องตามกฎหมายก็กฎหมายพิเศษแบบนี้ ใครๆ เขาก็เกรงกลัวกันทั้งนั้นแหละหากเป็นคนเสื้อเหลืองก็อยากรู้เหมือนกันว่า พ่อ “มาร์คหน้าใส” จะกล้าทำอย่างนี้ไหม??
✮✮✮✮✮✮✮✮
เดินมาถูกทางแล้ว??
การแก้ไขเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ล้วนราคาคุย บอกเดินมาถูกทางแล้วทั้งนั้น!!สมัยรัฐบาลเขายายเที่ยง สิงห์หน้าจิต พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ออกมาจำนรรจาจ๊ะจ๊ารายวัน รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วพอมารัฐบาลเทพอุ้มสมของ “สุดหล่อ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลก็เดินมาถูกทางอีกแล้วเช่นกันก็คงเดินมาถูกทางปืน ถูกทางระเบิด มากกว่ามั้ง บาดเจ็บล้มตายถึงไม่ว่างเว้นเก่งแต่ปากอย่างเดียว บางครั้งก็แก้ปัญหาไม่ได้นะ??
✮✮✮✮✮✮✮✮
โอษฐ์ครองพิภพมากกว่ามั้ง??
พลันที่ “เหลิมดาวเทียม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยออกมาวิเคราะห์วิจารณ์กรณีคลิปเสียงของ “หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ว่าอาจเป็นการร่วมด้วยช่วยกันหลายฝ่าย ในรูปแบบที่อาชีวะเขาเรียกกันว่า สหบาทา หรือ รุมตื้บเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัว “หนุ่มมาร์ค” ก็ออกมาโต้ทันควัน ไม่ใช่ “สหบาทา” แต่เป็น “หัตถาครองพิภพ” ชื่อเหมือนละครดังหลังข่าวที่มือมากมายมาร่วมอุ้มชู “หนุ่มมาร์ค”ก็หัตถาครองพิภพนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำเอาเสียงโหวตใน ก.ต.ช. แพ้ไป 4-5แบบนี้มันน่าจะเป็น “โอษฐ์ครองพิภพ” มากกว่า??
✮✮✮✮✮✮✮✮
เดินหน้าก็เสียพวก ถอยก็เสียเชิง??
แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ก็คงไม่รีบไม่ร้อน เวลายังเหลืออีกเยอะครั้ง “มาร์คหน้าใส” จะใส่เกียร์คอยเสนอรายชื่อทั้ง “จเรอ๊อด”พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ และ “รองจุ๋ม”พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ให้ ก.ต.ช. เลือกหรือก็กลัวผิดหลักการ แถมเสียงเชิงเสียรังวัดอีกต่างหากครั้งเสนอชื่อเดียวตามที่เคยเสนอไว้หรือก็ให้สุดเสียว เพราะไม่รู้จะรับมือกับทัพหนุนอันแข็งแกร่งของ “รองจุ๋ม” ได้อย่างไร?วันนี้คงทำได้แค่ยื้อซื้อเวลาไปเรื่อยๆ รอเวลาให้ล็อบบี้ยิสต์ได้ทำงานอย่างเต็มที่เดินหน้าได้ถอยหลังเป็น เป็นเรื่องที่นักบริหารเขาเลือกทำกันนะพ่อยกแม่ยกทั้งหลายน่ากระซิบบอกพ่อ “มาร์ค” บ้างก็จะดี?

● ใต้ฟ้า ●

นิยาย 'เคาะกะลา'

ที่มา บางกอกทูเดย์

รวมกันเราอยู่...แยกหมู่เราตายสูตรเด็ดการเมือง...ที่กูรูหลายท่านยกให้เป็นการผสมผสานอันเป็นที่สุดแห่งยุค นั่นคือการจับมือร่วมกันบริหารประเทศระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “ประชาธิปัตย์”สองพรรคยิ่งใหญ่ที่มีฐานเสียงครอบคลุมรวมกันเกือบทั่วทั้งประเทศยิ่งช่วงนี้มีกระแสข่าวออกมาหนาหู...จนเป็นที่น่าสงสัยว่าบุคคลใด คือ ผู้ปล่อย “ข่าวเสี้ยม” ในช่วงวิกฤติที่มีการ“ปรับยุทธศาสตร์” แผนการเมืองอย่างยิ่งยวดเรื่องเกมการเมืองสำคัญเช่นนี้ คงไม่มีใครคิดเอามาพูด“เปิดเผย” เพราะต่างฝ่ายต่างต้องแสดงออกซึ่งการไม่ยอมรับและปฏิเสธซึ่งระหว่างงานเลี้ยง พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา...ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถึงกระแสข่าวสูตรรัฐบาล 1 บวก 1 หรือประชาธิปัตย์จับมือกับเพื่อไทย“ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้กล่าวยอมรับหรือปฏิเสธ...เพียงแต่ให้คำตอบว่า “ไม่ได้คุย” เรื่องนี้เช่นเดียวกัน ขณะเดินทางไปหา“พ.ต.ท.ทักษิณ” ที่ประเทศแอฟริกาขณะที่ “คณวัฒน์ วศินสังวร” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ส.ส.ในพรรค มีการคุยกันเรื่องนี้บ้าง แต่ส่วนตัวทราบมาระยะหนึ่งแล้วน้ำกับน้ำมันไม่มีวันรวมกัน แต่หากพูดถึงตรงนี้...ไม่ใช่ว่ารัฐบาล 1 บวก 1 เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะธรรมชาติ “การเมืองไทย” ที่ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงและผันผวนได้ตลอดเวลาความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์...แถมเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีใครคาดเดาหรือคาดคิดความเป็นจริงรัฐบาลที่มี “เสถียรภาพ” ไม่จำเป็นต้องเป็น

พรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียว...จะมีจำนวนเท่าใดสามารถทำได้เพียงแต่การขึ้นมามี “อำนาจ” บริหารประเทศ...ต้องมีความเป็น “เอกภาพ” ไม่มีการแทรกแซงทาง “ใต้ดิน” หรือ“ขัดแข้งขัดขา”ต้องการ “หาประโยชน์” และสร้างความดีความชอบให้กับตนและพวกพ้องในทางที่ผิดเป็นเหตุให้รัฐบาลที่มาจากพลังเสียงประชาชนไม่สามารถเข้ามาบริหารประเทศ โดยมิอาจใช้มันสมอง ความรู้ความสามารถ ได้อย่างเต็มที่แต่เสียงกับความคิดเห็นเรื่องนี้ ย่อมมีทั้งที่ เห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วยกลุ่มเห็นด้วย...กล่าวว่า “จะจับก็ได้” ประโยชน์ก็มีโดยเฉพาะเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ” คงไม่มีข้อครหาอย่างแน่นอน...ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีใครว่าเป็น“เกมการเมือง”แต่สิ่งสำคัญ คือ “ประชาธิปัตย์” ต้องกระโดดออกจากตัก “ผู้อุปถัมภ์” หรือเหล่าอมาตย์ ที่อุ้มกระเตง“สลัดทิ้ง” ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นกลุ่มไม่เห็นด้วย...กล่าวว่า อย่าให้จับมือกันอย่างเด็ดขาดเพราะจะเกิด “เผด็จการรัฐสภา” จนไม่สามารถควบคุมกลายเป็นการ “ผูกขาดอำนาจ” เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจับมือกันได้เมื่อไหร่...ประชาชนมีแต่จะเสียหาย ระบบการเมืองแบบนี้ให้ผลดีอยู่แล้ว เพราะมีการ “คานอำนาจ”ไว้ตรวจสอบกัน...ไม่ใช่รวมหัวกันเกมการเมือง Impossible is Nothing อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น!ว่าแต่ว่า...นี่คงเป็นกลยุทธ์ของพรรคการเมืองหนึ่งที่เก่งในเรื่อง “เดินเกม” แบบนี้ ซึ่งเป็น “นิยายเคาะกะลา”ให้ทางพรรคร่วม “ภูมิใจไทย” ได้ยินคงไม่มีใครอยากเป็น “หมาหัวเน่า” แต่เรื่อง “ถีบหัวส่ง”เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองและต้องว่ากันต่อไป!

เด่น-ด้อยของ ‘เทพเทือก’

ที่มา บางกอกทูเดย์

นาทีนี้...ไม่มีใครไม่รู้จัก “สุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง..หรือที่สื่อเรียกกันว่า“เทพเทือก”ก้าวแรกของ “เทพเทือก” บนถนนคนการเมืองคือ “กำนัน” ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา สำหรับก้าวย่างการเติบโตบนเส้นทางการเมือง

แม้ว่าคณะรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ 1 “เทพเทือก”จะไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรี”...ทว่าในความเป็นจริงก็รู้กันอยู่ว่า รองนายกฯ คนนี้ไม่ได้ด้อยกว่า “นายกฯ” สักเท่าไหร่?บู๊และบุ๋น!! เพื่อดัน “พรรคประชาธิปัตย์”เป็นแกนนำสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล..จนสำเร็จ..นี่คือผลงานที่ชาวสะตอต้องปรบมือดังๆ ให้เขาผู้จัดการรัฐบาล!!! จึงตกเป็นของ“เทพเทือก” ในขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็คือ นายกฯ เทพประทาน!!! นั่นล่ะ...6 เดือนท่ามกลางความวุ่นวาย!!“เทพเทือก” ต้องวิ่งเต้น หืด จับ เพราะต้องเล่นหลายบทบาท 1. เชื่อมรอยร้าว2. อุดรูรั่ว และ 3. ชดใช้หนี้บุญคุณ...สาละวนจนร่างกายอ่อนเพลีย(มั้ง) ถึงได้ลาพักร้อนสบายใจเฉิบ..การสวมบทบาท “มือประสานสิบทิศ” เป็นบทง่ายแต่จบยากเทกแล้วเทกอีกจนแทบเป็นง่อย...คล้ายว่าผู้เขียนบทไม่เสร็จสมอารมณ์หมาย..แต่ “เทพเทือก”ยังสู้โว้ย! เพราะยังยืนกรานปากหนักว่า รัฐบาลไม่มีรอยร้าวมีแต่รอยรัก..คนในพรรค-นอกพรรค ยังชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้..ว่างั้นเถอะ..เอาวะ!! ช่างแม่งเต๊อะ ถ้า “เทพเทือก” จะเป็นตัวจักรสำคัญในการควบคุมทิศทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ เป็นเส้นตรงไม่ใช่เส้นดิ่ง จะด้วยสารพัดกลวิธีก็ไม่ว่ากัน..อย่างไรก็ตาม “เทพเทือก” ต้องไม่ลืมงานในความรับผิดชอบที่แอ่นอก “อาสา” งานนี้พี่เองงานด้านความมั่นคงของประเทศยัง “ติดลบ”“เสื้อแดง” ปฏิบัติการ “กระแทกหน้า” รัฐบาลซะฟันหลอ!!มวลชน “เสื้อแดง” เคลื่อนไหว! ท้าชนรัฐบาลแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน...รัฐบาลเสียหลักขวัญผวาจนถึงทุกวันนี้..มวลชนเสื้อแดงส่งเสียงเมื่อไหร่? รัฐบาลต้องขนกำลังทหาร-ตำรวจ เพียบประจำการ ทำอย่างกับประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างนั้นล่ะ..การปิดฉากการประชุมอาเซียนที่ จ.ชลบุรี เพราะมวลชนเสื้อแดงบุกไปพังการประชุมในครั้งนั้นกลายเป็นภาพที่ติดลบให้กับรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงอย่างชัดเจน และส่งผลให้มีเสียงเรียกร้องเสนอให้ “ปลด” สุเทพพ้นจากเก้าอี้..หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ “เทพเทือก” เด้งไปดาวอังคารนานแล้ว

เหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายน ก็เหมือนกัน“เทพเทือก” มีสิทธิ์สั่งการตำรวจควบคุมความสงบภายใน แต่กลับไม่มีคำสั่งการใดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือแม้แต่จะมีพลังห้ามปรามสุดท้ายกลายเป็นสงกรานต์เลือด!!เงินหมด นักท่องเที่ยวหด!!ความรุนแรงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้..ที่ยังเต็มไปด้วยความรุนแรง “ผู้บริสุทธิ์” ยังเป็นเป้านิ่ง ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายยัง “ลอยนวล”เสียงปืนเสียงระเบิดยังดังก้องเขย่าขวัญคนในพื้นที่!สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องภายใต้เวทีของรัฐบาลอภิสิทธิ์..“เทพเทือก” ขุนพลของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคขวัญใจคนใต้..พกตำแหน่งดูแลความมั่นคงในกำมือ ยังมิได้ทำหน้าที่เต็มร้อยแต่เมื่อครั้ง ที่ยังเป็น พรรคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาเอาไว้ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในทุกด้าน พร้อมๆ กับสร้างความสงบให้เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานฉะนั้น การสร้างเอกภาพในการจัดการจะต้องมาก่อน...แต่นับจากการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 อำนาจในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ตกอยู่กับกองทัพเกือบ 100%ดังนั้น ภายใต้โครงสร้างของรัฐบาลปัจจุบันที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณอันมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพยิ่งกว่ารัฐบาลประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์มิได้มีบทบาทกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้ “เทพเทือก” ไม่มีผลงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้เลย...เพราะบทบาทไปตกอยู่ที่ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3)ดังนั้น ภายใต้งบประมาณด้านการทหารจำนวนมหาศาลพร้อมกับการจัดทัพทุ่มกำลังพลลงไปในพื้นที่มากกว่า50,000 นาย แม้ตัวเลขจำนวนเหตุร้ายลดลง แต่การทุ่มกำลังทหารพร้อมงบประมาณที่ต้องสั่งจ่ายไปอีกจำนวนมาก..ไม่น่าจะเป็นคำตอบของความยั่งยืนและสงบสุขสู่ด้ามขวานอย่างไรก็ตาม ความมั่นคงในการควบคุมของ “เทพเทือก” ภายใต้ข้อจำกัด..ต่างๆ นานาที่ประชาชนไม่ได้รู้เรื่องด้วยความรับผิดชอบของท่าน..ท่านต้องทำให้ดีและมีคำตอบเป็นรูปธรรมสำหรับคนไทย...หลายอย่างล้มเหลวไม่เป็นท่า..วิกฤติไฟใต้นี่ล่ะจะพิสูจน์ตัวท่าน..ว่า ไม่ได้“ด้อย” เป็นเอกลักษณ์.. ■

บริวารเป็นพิษ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองเป็นเรื่องของ “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์”ถือเป็นอมตะวาจาที่ยังคงใช้ได้ตลอด ไม่ว่าในยุคใดสมัยใดแม้แต่ในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อออกมาเพื่อหวังควบคุมพฤติกรรมของนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกแต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้กลายเป็นว่า กฎเหล็กนั้นมีเอาไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตีความให้กับบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ที่พร้อมใจกันเข้ามาเป็นรัฐบาลแม้คนในสังคมและบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ จะพากันตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้น่าที่จะมีพิรุธ มีปัญหา และไม่สามารถที่จะสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้นกับรัฐบาลได้ก็ตาม แต่สุดท้ายก็จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า“คำอธิบายในทางการเมือง”มาแก้ต่างหรือมาฟอกขาวให้ภาพลักษณ์รัฐบาลยังคงดูดีและค้ำจุนให้นายอภิสิทธิ์ซึ่งในกระบวนนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคการเมืองในปัจจุบันแล้ว ต้องยอมรับว่าหาคนทาบรัศมีได้ยากยิ่งได้รับการเพาะบ่มและจำลองภาพลักษณ์ของความเป็น“นายสะอาด” มาจาก นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคที่เป็นจุดขายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดกาลในเรื่องของความสะอาดด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้คะแนนของนายอภิสิทธิ์ลอยเด่นในสังคมได้อย่างสบายๆแต่ปัญหาของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยก็คือ เมื่อมีอำนาจเมื่อมีผลประโยชน์ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีคนเข้าหาและบรรดาคนที่เข้าหานี่แหละที่ต้องถือว่าถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้าร้ายหรือแสบสันต์แล้วเป็นอะไรที่ต้องบอกว่า แสบสุดๆในทางการเมืองเลยเชียวแหละคนรอบข้างหรือคนที่เข้ามานั้น ก็มีสารพัด แต่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เดียว คือ เข้ามาเพื่ออิงอำนาจทางการเมืองเพื่อไปแสวงหาอะไรบางอย่างที่ต้องการดังนั้น นับแต่อดีตจนปัจจุบัน นักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมีทั้งประเภทที่ต้อง “พังเพราะเมีย” ประเภท “พังเพราะวงศาคณาญาติ” หรือ “พังเพราะลูก” มีให้เห็นกันมามากมายหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งหลายๆ ประเทศด้วยขณะเดียวกัน กรณีที่ต้อง “พังเพราะลูกน้อง” หรือ

“พังเพราะคนใกล้ชิด” ก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเยอะแยะและบ่อยๆซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่คนในแวดวงการเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสพลาด พังเพราะคนรอบข้างที่ใกล้ชิด แม้แต่ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งหากเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับการประมูล การจัดซื้อจัดจ้างและที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบด้วยแล้วมีคนวิ่งเข้าหาเพียบ!!!และทำให้คนใกล้ชิดรอบข้าง บ่อยครั้งที่เอาอำนาจบารมีไปใช้ในทางที่ผิดๆซึ่งสภาวะของรัฐบาลในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดีว่ามีคนใช้ภาพลักษณ์ในการเป็นนายสะอาดของนายอภิสิทธิ์เอามาเป็นเครื่องมือฟอกขาวสารพัดรูปแบบอย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ดูเหมือนว่า กฎเหล็กของนายอภิสิทธิ์และสิทธิในการเป็นหัวหน้าพรรคของนายอภิสิทธิ์จะยังคง“เอาอยู่”ชัดๆ ก็คือ กรณี ปลากระป๋องเน่า ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งช่วงนั้นนายวิฑูร นามบุตร เป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบดูแลอยู่เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นและสังคมโดยเฉพาะสื่อมวลชนต่างๆจับตามอง เพ่งเล็ง และตรวจสอบอย่างหนักแม้ว่านายวิฑูรจะยืนยันว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยว แต่เมื่อกระแสสังคมแรงจนทานไม่ไหว สุดท้ายเนื่องจากเป็นเรื่องในพรรคประชาธิปัตย์เองนายอภิสิทธิ์ก็สามารถเจรจาให้นายวิฑูรแสดงสปิริตลาออกเพื่อพิสูจน์ตนเองส่วนในเบื้องหลังนายวิฑูรจะไปตรวจสอบและเล่นงานคนรอบข้าง ที่ทำให้ต้องพ้นเก้าอี้เพราะบริวารเป็นพิษอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องที่นายวิฑูรสมควรทำก็เล่นกันเอิกเกริกจนนายกระเด็นตกเก้าอี้แบบนี้ไม่เรียกว่าพังเพราะลูกน้องได้อย่างไรเช่นเดียวกับ กรณี โครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งพบการทุจริตเกิดขึ้น แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญในการตรวจสอบ

แต่สุดท้ายเมื่อพบว่ามีบรรดาลูกกระจ๊อกที่สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเกี่ยวข้องสนิทสนมเป็นพิเศษกับบริษัทเอกชนที่มีหน้าที่ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้โครงการ ทำให้เกิดการหมองมัวเพราะลูกน้อง 3-4 คนก่อเหตุขึ้นมาแถมโดนเรียกร้องเรื่องจริยธรรม เรื่องความโปร่งใสของโครงการอย่างหนักสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ก็สามารถกล่อมอยู่ โดยให้ นายกอร์ปศักดิ์สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการชุมชนพอเพียง กับ นายสมโภชฌ์ สภาวสุ น้องชายลาออกจากตำแหน่ง...เรื่องก็สงบและจบลงไปได้โดยที่ภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่บอบช้ำแต่ในขณะที่กรณีพรรคร่วมรัฐบาล ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะอยู่ในภาวะยอมจำนน ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะแม้ในเบื้องหน้าต่อสังคม อาจจะเป็นเพียงแค่พรรคร่วมรัฐบาลแต่ในข้อเท็จจริงโดยพฤตินัย พรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้คือ ผู้มีบุญคุณที่หนุนให้รัฐบาลตั้งได้สำเร็จ และส่งให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจปรารถนาฉะนั้น จนถึงขณะนี้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์บางครั้งก็ต้องอึดอัดใจกับท่าทีหรือการกระทำหลายๆ อย่างของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ของนายเนวิน ชิดชอบหลายๆ โครงการของพรรคภูมิใจไทย ทำให้สังคมไม่ไว้วางใจในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ อย่างที่โดนหนักที่สุดก็คือเรื่อง โครงการรถเมล์เช่าโคตรแพงระยับ4,000 คันที่แม้วันนี้ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังยืนหยัดจะต้องผลักดันให้ “สำเร็จให้ได้”โดยที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยคัดค้านโครงการมาตั้งแต่แรกสมัยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองอยู่ในสภาวะอึดอัดน้ำท่วมปากอย่างที่สุดหรืออย่างเรื่องที่ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าทำในหลายๆ เรื่อง และกลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจกถุงยังชีพพร้อมนามบัตร

หรือล่าสุด คือ เรื่องการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา ซึ่งระงมไปด้วยเสียงสะท้อนเกี่ยวกับความไม่สมัครใจ เรื่องของการสั่งการให้ข้าราชการประจำจะต้องทำซึ่งนายบุญจงจะรู้หรือไม่รู้ หรือว่าคนรอบข้างใกล้ชิดทั้งหลาย เป็นลูกน้องประเภทที่ทำให้นายพัง เป็นคนทำหรือไม่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ แต่แน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไร ตรงนี้สะเทือนซางประชาธิปัตย์ไปด้วยเพราะกลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเสียอย่าง นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำอะไรไม่ได้ด้วยภาพของเกมที่ทำให้สังคมมองว่า พรรคที่เก่าแก่อายุยาวนานที่สุด กำลังถูกพรรคที่ตั้งขึ้นมาอย่างฉุกละหุกแค่ไม่กี่เดือน “ขี่คอ” ได้อย่างสบายๆงานนี้ก็เลยมีคนเข้ามาชิงจังหวะสถานการณ์ ตีสนิทใกล้ชิดบรรดาแกนนำก๊วนเพื่อนเนวินกันอุตลุดไปหมดคนนี้ก็ใกล้ชิดเนวิน คนนั้นก็ซี้ย่ำปึ้กโสภณ หรือไม่บางคนก็อ้างว่ารู้หรือไม่ว่า เป็นคนพิเศษของบุญจงข้าราชการ ประชาชน ตาสีตาสา ยายมี ยายมา สะท้านไหวไปตามๆ กันยิ่งถ้าหากไปเจอประเภทที่มีรายการแจกนามบัตรว่าเป็นคณะที่ปรึกษาของคนระดับรัฐมนตรี แถมมีการลงในหนังสือพิมพ์เขียนถึงว่าเป็นที่ปรึกษาจริงๆ ... ไม่กลัวก็ต้องกลัวไม่กล้าขัดใจ เพราะกลัวจะกลายเป็นไปขัดใจรัฐมนตรีขึ้นมา…จะซวยเสียเปล่าๆที่ปรึกษาบางคนก็เลยใช้อำนาจของนายสนุกสนานไปเลยอย่างกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาที่ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบ ที่ดินโครงการไม้ขาว ดรีม ที่ภูเก็ตว่า บุกรุกที่ดินสาธารณะหรือไม่???ซึ่งเห็นว่ามีการเกี่ยวข้องกล่าวอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิดของรัฐมนตรี บ. ในรัฐบาลชุดนี้ด้วยและกรรมาธิการก็ได้รับเรื่องไว้แล้วว่าจะตรวจสอบงานนี้อาจจะเป็นอีกงานหรือไม่ที่จะพังเพราะลูกน้องเพราะถูกหวย “บริวารเป็นพิษ” เข้าอย่างจังห้ามกะพริบตาเด็ดขาด!!! ■

ประณามรัฐตำรวจใช้อาวุธสงครามLRADกับม็อบไทรอัมพ์

ที่มา Thai E-News


เหยื่อหนูทดลองอาวุธสงครามบรรลัยหู-ม็อบแรงงานโรงงานชั้นในไทรอัมพ์เป็นหนูทดลองรายแรกของรัฐตำรวจที่ถูกปราบด้วยอาวุธสงครามบรรลัยหู ก่อนหน้านี้รัฐบาลเผยว่าจะนำมาใช้สลายม็อบเสื้อแดงด้วย หากจำเป็นต้องควบคุมฝูงชน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน2552

นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักกิจกรรมแรงงาน และประชาชนได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเพื่อประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะมีการแถลงเข่าวในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. เวลาเที่ยงตรง ที่ ห้องประชุมศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ ตึกสิงห์ดำ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ในวันเดียวกันที่ สร.ไทรอัมพ์ฯ จะจัด เสวนา "แรงงานเรียกร้องอภิสิทธิ์หยุดทดลองอาวุธสงคราม LRAD" ซึ่ง มี ศาตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล และตัวแทนจากสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (ส.พ.ท.) เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

รู้จักกับLRADอาวุธสงครามที่รัฐตำรวจนำมาปราบม็อบแรงงานโรงงานชั้นใน

LRAD Weapon long range acoustic device-คลื่นเสียงมหาบรรลัยหู เป็นเครื่องส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความดังไปยังที่ที่ศัตรูที่ประจำอยู่ในระยะไกล อำนาจขนาดทำให้แก้วหูศัตรูแตก เป็นหูหนวกไปในทันที ล่าสุดสามารถพัฒนาให้สามารถกระแทกหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้(ที่มา:อาวุธสงครามสุดแสบของอเมริกา)


แถลงการณ์ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พวกเรา องค์กร และบุคคลข้างล่าง ขอประณามการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) โดยสถานีตำรวจนครบาลเขตดุสิต ต่อการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ในวันพฤหัสที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสันติ โดยคนงานผู้หญิง ที่รวมถึงคนงานที่ท้อง และพิการ จำนวน 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง

โดยทาง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า การชุมนุมอย่างสันตินี้ เข้าข่าย การมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทางพวกเรามีความเห็น ดังนี้:


1.การออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (excessive uses of force) เนื่องจากสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กระทำเพื่อเรียกร้องให้มีการออกมารับหนังสือโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี

2.การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการชุมนุมของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,959 คน และเป็นการชุมนุมที่สืบเนื่องมาจาก การยื่นหนังสือต่อรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เพื่อติดตามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง

3.การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในหนังสือพิมพ์ไอเอ็นเอ็น ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการชุมนุมของสหภาพแรงงานฯ ทั้งหน้าทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา นั้น ได้เป็นไปตามกรอบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รับรองไว้ และไม่ได้มีการปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตามที่พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่การที่ถนนหน้ารัฐสภาปิดเกิดขึ้น เนื่องจากการไร้ความรับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวก ทำให้มีรถวิ่งสวนกับผู้ชุมนุมมากมาย และไม่ได้มีการปิดรัฐสภาแต่อย่างใด โดยรถยนต์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา

4.การตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) อีกทั้ง การดำเนินการดังกล่าวไม่มีเหตุใดๆที่จะนำเครื่องขยายเสียงมาดำเนินการแต่อย่างใดมาใช้ เนื่องจากดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจใดๆดำเนินการเพื่อให้มีการสลายการชุมนุม

สืบเนื่องจากความเห็นของพวกเรา เราจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้:

1.เราขอเรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม กับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที

2.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด

3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต..ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

31 สิงหาคม 2552

สมัชชาคนจน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย(YPD)
กลุ่มประกายไฟ
กลุ่มรองเท้าแตะ
มูลนิธิศักยภาพชุมชน
สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส
กลุ่มประสานงานกรรมกร
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์
อังคณา นีละไพจิตร ผู้เขียนรายงานประเทศตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองฉบับที่สอง
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ขวัญรวี วังอุดม นักศึกษาปริญญาโท คณะสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันสังคมศึกษา ประเทศเนเธอร์แลนด์ อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ / กลุ่มประกายไฟ
ชัยธวัช ตุลาฑล นักกิจกรรมทางสังคม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักกิจกรรมทางสังคม
กานต์ ยืนยง นักกิจกรรมทางสังคม
ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
สุณัย ผาสุข นักสิทธิมนุษยชน
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาโรงเรียนแม่น้ำโขง Mekong School-EarthRights International
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
วิทยา อาภรณ์
ปฤณ เทพนรินทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พัชณีย์ คำหนัก องค์กรเลี้ยวซ้าย
ยุพิน อิ่มดำ องค์กรเลี้ยวซ้าย
สมาภรณ์ แก้วเกลี้ยง สมัชชาสังคมก้าวหน้า
คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ทัตธนนันต์ นวลมณี สมัชชาสังคมก้าวหน้า
รสา หิรัญฤทธิ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กมล ศุภวงศ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
อุษากร เหมือนประยูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สุจีรา เพ็งญา สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สาธิต เลิศโชติรัตน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กีรประวัติ คล่องวัชรชัย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชวลีย์ รัตนววิไลสกุล สมัชชาสังคมก้าวหน้า
เขมนิจ เสนาจักร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
นรสิงค์ ศรีวิโรจน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กวิน ชุติมา นักกิจกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน
เขมนิจ เสนาจักร ประชาชน
บุหงา เสนาจักร ประชาชน
ปรินดา วานิชสันต์ ประชาชน
ชวลีย์ รัตนวิไลสกุล ประชาชน
ณัฐรัช ฐาปโนสถ มูลนิธิกระจกเงา
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข มูลนิธิกระจกเงา
นายชาตวิทย์ มงคลแสน นายกสมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
ว่าที่ ร.อ.ภาดร ผลาพิบูลย์
นางกสิณา สริจันทร์
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ
ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา ม.มหิดล
รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬา
ปฐมพร ศรีมันตะ ประชาชนและนักกิจกรรมธรรมดา
นายสุรพล ปัญญาวชิระ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล
อรรณพ นิพิทเมธาวี Webmaster ThaiNGO.org
ใจ อึ๊งภากรณ์
วิทยากร บุญเรือง ประชาชน
ครรชิต พัฒนโภคะ กลุ่มเลี้ยวซ้าย
นายประสงค์ สุวรรณโฉม
นส.นิษฐกานต์ บุญศาสตร์
นส.จิรฐา ขอสูงเนิน
อรรคพล สาตุ้ม ศิลปินอิสระ
นายบุญยืน สุขใหม่ ประธานสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาไอทีเอฟ
อานนท์ ชวาลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท Jawaharlal Nehru University New Delhi
ประดิษฐ์ ดาวมณี ประชาชน
พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ประชาชน
นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชน
อานนท์ อุณหะสูต นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล ประชาชน
อัฐธาดา ชมสุวรรณ แรงงานไทยในต่างแดน
น.ส. ชญานี ขุนกัน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
นครินทร์ วิศิษฎ์สิน
ธนกร มาณะวิท ประชาชน
พริสร์ สมุทรสาร
ฉันทนา วินิจจะกูล นักทำหนังสืออิสระ
วัชรพล ศุภจักรวัฒนา อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์เเละรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร
ปาณัสม์ชฎา ธนภาคิน อาจารย์ประจำคณะบริหารรัฐกิจ ม.ฟาร์อีสเทิร์น
พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ/ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา/สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
อนุชา มิตรสุวรรณ อิสรชนผู้รักความเป็นธรรม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ส่งรายชื่อสนับสนุนแถลงการณ์เพิ่มเติมมาได้ที่ bus4530219@hotmail.com

ครบ1ปีเหยื่ออธรรม:ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

ที่มา Thai E-News



ท้วงอยุติธรรม?-ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ชาวบ้านธรรมดาที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอันธพาลการเมืองพันธมิตร และถูกสังหารโหดเมื่อ2ก.ย.2551 ผ่านมา 1 ปียังไม่มีความยุติธรรมสำหรับเขา บางทีสิ่งที่พอจะท้วงต่ออยุติธรรมได้ก็คงเป็นเหตุการณ์รูปหน้าศพของเขาลุกไหม้ขึ้นเอง(ภาพล่าง)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
2 กันยายน 2552

ครบรอบ 1 ปีสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เหยื่อสังเวยพธม.กระหายเลือด

ดึกคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องวันที่ 2 กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบ แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ผ่านไป1 ปี ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน

นางชบา สิงหกลางพล อายุ 70 ปีพี่สาวของณรงค์ศักดิ์กล่าวเปิดเผยว่า ณรงศักดิ์ มีอาชีพทำไร่ทำสวน ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับญาติที่ย่านดินแดง กรุงเทพฯทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งนายณรงศักดิ์ เดินทางไปมาระหว่างจ.กาญจนบุรี และกรุงเทพฯเพราะต้องคอยดูแลตนด้วยเนื่องจากทางครอบครัวยากจนไม่ค่อยมีฐานะเท่าที่ควร

ก่อนเกิดเหตุน้องชายโทรไปหาตนว่าจะไปเยี่ยมน้าที่จ.นครราชสีมา และกลับมากรุงเทพตอนเย็นวันที่ 1 กันยายน และบอกว่าจะไปรวมกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นแนวร่วมนปช.ที่ท้องสนามหลวง เพราะน้องชายเป็นคนรักชาติบ้านเมืองมาก และเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และเห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตร มาชุมนุมทำไม่ถูกต้องเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเสียหายได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน น้องชายเลยออกมาร่วมกับกลุ่มนปช.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

“เราคนไทยด้วยกัน ขอให้พันธมิตรหันหน้าเข้าหากัน ศพของน้องฉันขอให้เป็นศพสุดท้าย พอใจไหมสำหรับพันธมิตร” นางชบากล่าว


ครบ 1 ปีฆาตกรสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ยังลอยนวล


งานศพคุณณรงค์ศักดิ์ที่จัดอย่างสมเกียรติ มีรายงานข่าวสื่อมวลชนช่วงนั้นว่า รูปถ่ายหน้าโลงศพของณรงค์ศักดิ์ลุกไหม้ขึ้นเอง ราวประท้วงอยุติธรรม



มาดูภาพเก่าๆ ในคืนวันที่ 1 กันยายน 2551 ดูภาพในอดีตครับ สังเกตว่า ทหารตำรวจ หันหลังให้กับทำเนียบและบริเวณที่พันธมิตรครอบครองอยู่ เสมือนเป็นการคุ้มกันพันธมิตร ซะงั้น

ด้านหน้ามีกลุ่มแทกซี่ที่รักประชาธิปไตยยกป้ายประท้วง


กลุ่มเสื้อแดงที่ยกขบวนมาจากสนามหลวงเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรถอนตัวจากการยึดทำเนียบถูกสังหารทั้งด้วยปืนและการทำร้าย โดยไม่ทันระวังตัว



อีกด้านนึงครับ กำลังเจ้าหน้าที่รายล้อม ป้องกันพันธมิตร ทั้งๆที่ตอนนั้น คุณณรงค์ศักด์ถูกตีเสียชีวิตไปแล้ว หลายคนถูกยิงออกมาจากในทำเนียบ



เหตุการณ์ 2 กันยายน จากวิกิพีเดีย

เมื่อเวลา 00.40 น. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เคลื่อนพลจากสนามหลวง เพื่อขับไล่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนินสู่แยก จปร. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝ่าด่านตำรวจที่ตั้งแผงเหล็กมาได้ตลอดเส้นทาง ระหว่างนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศบนเวที เพื่อขอกำลังการ์ดอาสาเพิ่ม เนื่องจากทางกลุ่ม นปก.ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาจำนวนหลายพันคน พร้อมกับเน้นย้ำให้การ์ดทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น

จนเมื่อเวลา 01.10 น. กลุ่ม นปก.เคลื่อนกำลังมาถึงบริเวณร้านลิขิตไก่ย่าง เลยสนามมวยราชดำเนินมาเล็กน้อย ได้เกิดการปะทะกันกับฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน และฝ่าแนวกั้นเข้ามา โดยต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหากัน พร้อมกับมีการปาขวดน้ำ ขวดโซดา ขว้างก้อนหินใส่กัน พร้อมกับมีการถืออาวุธไม้วิ่งไล่ตีกัน ระหว่างที่เกิดการปะทะกันทั้งสองฝ่ายได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 5-6 นัด และเสียงคล้ายระเบิดควันดังติดต่อกันหลายครั้ง โดยกระสุนปืนได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุม นปก.ล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งวชิรพยาบาล

ตั้งแต่เวลา 01.30 น. หลังการปะทะกันบริเวณสะพานมัฆวานฯ หน้าอาคารที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปก. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีสั่งระดมการ์ดและผู้ชุมนุมให้ไปตั้งขบวนอยู่ที่หน้าเต้นท์กองทัพธรรม ถนนพิษณุโลก เพื่อยกกำลังไปช่วยผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเต้นท์หน้ากองทัพธรรม โดยพล.ต.จำลอง และนายสมศักดิ์ ได้เดินลงมาสั่งการด้วยตัวเอง

จนกระทั่งเวลา 05.00 น. มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 คน คือ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 40 คน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ต่อมาเมื่อเวลา 07.00 น. สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้เผยแพร่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเหตุการณ์เกิดการปะทะกันระหว่าง กลุ่ม นปก. กับกลุ่มพันธมิตรฯ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ในประกาศดังกล่าวได้มีการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองหัวหน้า นอกจากนี้ยังออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คนในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งห้ามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทั่วราชอาณาจักร

หลังจากนั้น กลุ่ม นปก.ได้ถอนการชุมนุมกลับไปที่ท้องสนามหลวง ส่วนผู้ชุมนุมแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักชุมนุมในทำเนียบต่อไป และมิได้ตื่นตระหนกกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงษ์เพิกเฉย และไม่ได้บังคับใช้กฎหมายตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯสมัครแต่อย่างใด ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขณะนั้นเดินทางไปให้กำลังใจกลุ่มพันธมิตรในทำเนียบ

เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี ผู้ระดมพลนำไปสู่การสังหารณรงค์ศักดิ์ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการตาย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังไปทำบุญที่สำนักสันติอโศก และรับศีลห้า รวมทั้งศีลข้อแรกคือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปกติ