WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 3, 2009

4 กันยา 50

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมมองการเมืองบ้านเราวันนี้แล้วก็ท้อ!!ด้วยเหตุผลว่านอกจากไม่มีอะไรพัฒนาแล้วมากมายหลายเรื่องราว “เลวร้ายลงกว่าเดิม”อาชีพคนเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์อย่างผมกว่า 30 ปีที่อยู่กับอาชีพนี้ มันไม่มีอะไรที่ทำให้เมืองไทย“พัฒนา” อย่างที่ผมย้ำไว้ตอนต้นถึงปัจจุบันนี้ หนักหนาสาหัสมากกว่าเดิม เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจาก “ระบอบมาร์ค”!!รัฐบาลที่ไม่สามารถจัดอันดับได้ว่า ใครเล็กกว่าใครใหญ่กว่าในคณะรัฐมนตรี!!วันนี้ผมขออนุญาตนำ “ข้อเขียน” ที่ผมเคยเขียนลงในคอลัมน์นี้ เมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2550ผ่านมา 2 ปีเต็มๆ หรือ 730 วัน มาลงให้อ่านกันบางตอน เพื่อชี้ให้เห็นว่า 2 ปีที่ผ่านไป เมืองไทยยังมีสภาพการเมืองเหมือน...แผ่นเสียงตกร่อง!!ผมเขียนไว้อย่างนี้ครับ...หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลาย โปรดทำตัวให้สมกับเป็น ผู้นำพรรค อย่าทำตัว “เก่งแต่ปาก”เหมือนพวกทอล์กโชว์หรือตลกคาเฟ่ประชาชนทั้งประเทศกว่า 63 ล้านคนฝากความหวังไว้กับท่าน แล้วตัวท่านเองจะทำตัวเป็นลิเกลำตัดในการพูดเอา

มันเพื่อ “สนองตัณหาปาก”แต่ประการเดียวหรือ??ใครจะมาเป็นรัฐบาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ก็ได้!!แต่ท่านต้องไม่ใช่ สมุนเผด็จการ หรือแอบเป็น“นอมินี” อาศัยท่อน้ำเลี้ยงมาจาก พวกที่ปล้นอำนาจเขามา และคนที่ว่านั้นไม่เคยมองเห็นว่า“ประชาธิปไตย” คือ ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดผมไม่อยากเห็นการแสดงอาการปรีดาปราโมทย์ในการ “จับขั้ว” เพื่อแย่งกันเป็นรัฐบาล เพราะความกระสันที่ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารประเทศกันมานานเป็นปีๆแต่บนความกระสันหรือความอยากนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกท่านจะต้องมี คือ การมีธาตุแท้ของการเป็นผู้นำ จะต้องเก็บความรู้สึกเป็น!!อย่าทำตัวเป็น “ผู้ใหญ่ปากพล่อย” วันนั้นพูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอีกอย่าง ขอให้ผู้ใหญ่บางคนที่ว่านี้เปิดทะเบียนบ้านหรือเอาบัตรประชาชนมาดูว่า...ตอนนี้อายุปาเข้าไปเท่าไหร่กันแล้ว??ท่านผู้อ่านคิดว่า ข้อเขียนเมื่อ วันที่ 4 กันยายน2550 ของผม มันมีอะไรที่ผิดเพี้ยนไปจากเหตุการณ์ในวันนี้??และนี่คือ...ข้อพิสูจน์ที่จะบอกว่า ประชาธิปไตยจะต้องศักดิ์สิทธิ์และแข็งแรงกว่านี้!! และนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศต้องไม่ใช่ “เด็กเลี้ยงแกะ” “กุมารผู้ดื้อดึง” หรือ “มาร์ค..เกิดมาคุย”!!■

เหวกับเหว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ว่า...จะเป็นคลิปตัดต่อหรือของจริงเจ้าของเสียงก็เหมือนยืนอยู่ระหว่างเหวกับเหวถึงวันนี้....เก้าอี้นายกรัฐมนตรี..ก็อยู่ได้ ตั้งอยู่บนความกรุณาปรานี..ของคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้จะเป็นใครบ้างนั้น..ไม่ใช่สลักสำคัญอะไร...เพียงแค่เขาเหล่านั้นออกมายืนยันว่า...ข้อความในนั้นเป็นของจริง...เพียงเขาเหล่านั้นพูดคล้องต้องกัน..เท็จก็จะเป็นจริง....เท่าๆ กับที่จริงก็จะกลายเป็นเท็จเพราะนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ยอมรับว่า..เสียงนั้นเป็นเสียงจริง..และเนื้อหาที่กล่าวถึงนั้น..ก็ยืนยันว่าพูดอยู่กับคนหลายคน..ดังนั้น พยานบุคคลจึงมีความสำคัญที่สุด..นายกรัฐมนตรี..มิได้นำเทปของจริงในเรื่องที่พูดออกมายืนยัน...นั่นแสดงว่า...นายกรัฐมนตรีไม่รู้ว่า..มีการอัดเทป..หรือลอบอัดเทป..ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน..หรือในระหว่างที่กำลังวางแผนจะแก้ไขเหตุการณ์ และก็ได้ผล....หลายการปฏิบัติตามที่คลิป...ได้เกิดขึ้นทันทีในวันรุ่งขึ้นและต่อเนื่องไปจนจบสิ้นกระบวนการ..ปัญหาอยู่ที่ว่า...บางข้อความในนั้นเป็นอาชญากรรม..

การยอมรับจึงเป็นไปไม่ได้...ทั้งในฝ่ายผู้วางแผนและผู้รับแผนไปปฏิบัติ เว้นเสียแต่ว่า...พวกเขากำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน และบางท่านยอมเจ็บเล็บเพื่อจะตัดเนื้อของใครบางคนใครบางคนที่เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนจะกลายเป็นอันตรายต่อกลุ่มและคณะถึงวันนี้....คลิปดังกล่าว...จะเท็จจะจริง...ไม่ใช่..อยู่ในเนื้อเทป..แต่อยู่ที่พยานยืนยัน..ถึงวันนี้...อยู่หรือไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี...ขึ้นอยู่กับพยานยืนยันจะปรากฏตัวออกมาหรือไม่...ถึงวันนี้...นายกรัฐมนตรีก็กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ...ของคนๆ หนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง...หากบีบก็ตายหากคลายก็รอดไม่มีใครรู้ว่า..เขาเหล่านั้นเป็นใคร...แต่เขาเหล่านั้นอยู่กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ในวันเวลาดังกล่าวและวันนี้ เขาอยู่เหนือความเป็นนายกรัฐมนตรีของ...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพายเรือให้โจรนั่งหรือนั่งเรือให้โจรพาย..อันตรายก็พอกันนั่งเรือที่โจรพาย..แต่อยากจะกลับใจเป็นพระดีนั้น ไม่ง่าย..อันตรายยิ่งมากกว่า ■

แผนใบไม้ร่วง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ไฟใต้” ลุกโชน “ร้อนระอุ” ทั้งแผ่นดินไทย ประมาณปี 2540ปัจจุบัน “ไฟใต้” ก็ยัง “คุกรุ่น” ไม่มีท่าทีว่าจะ “ดี” ขึ้น...บางกอกทูเดย์ ขอย้อนอดีตกลับไปสู่เหตุการณ์ “รุนแรง”ครั้งแรก ที่เกิดจากความไม่พอใจในการปกครองของรัฐไทยซึ่งสมัยนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาลความรุนแรงครั้งแรกดำเนินการภายใต้ชื่อ “แผนใบไม้ร่วง”“แผนใบไม้ร่วง” คือ คำประกาศของขบวนการก่อความไม่สงบที่มีเจตนาตอบโต้ฝ่ายรัฐ ด้วยการตั้งเป้าจะสังหารเจ้าหน้าที่รัฐไทยให้ได้ 120 คนภายหลัง นายอาลียา โต๊ะบาลา หัวหน้ากลุ่มบีอาร์เอ็นเขต 2 ถูกซุ่มโจมตีและถูกกับระเบิดเสียชีวิต ในพื้นที่อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อเดือนเมษายน 2540เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนี้ เกิดเหตุลอบวางระเบิดเสาตอม่อ สะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี บนถนนสายเบตง-ยะลา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ในขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์สมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เหตุการณ์ครั้งนั้น พล.ต.สนั่น ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเพียงการก่อกวนปกติ เป็นฝีมือโจรธรรมดาไม่ใช่โจรก่อการร้ายหลังจากนั้นเพียงระยะเวลา 3 เดือน โจรธรรมดาที่พล.ต.สนั่น กล่าวถึง ได้ก่อการ เผาโรงเรียน ยิงถล่มป้อมตำรวจสถานีตำรวจ ยิงรถบรรทุก เรียกค่าคุ้มครอง และลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐทั้งตำรวจ อส. ครู และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เสียชีวิตถึง 18 รายการแก้ปัญหาในขณะนั้น คือ ส่งตำรวจตระเวนชายแดนจากค่ายนเรศวรเข้าไปกดดันกวาดล้างเดือนมกราคม 2541 พล.ต.สนั่น แถลงข่าวการจับกุมแกนนำขบวนการพูโลได้ถึง 3 คน ประกอบด้วย หะยีบือโดเบตง ประธานกลุ่มพูโลใหม่ หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ แกนนำ

สำคัญ และ นายอับดุลรอมัน บินอับดุลกาเดร์ ลูกน้องหะยีบือโด ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ก็สามารถจับกุมหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ ได้อีก 1 คนพล.ต.สนั่น ประกาศให้ขบวนการก่อความไม่สงบมอบตัวภายในเดือนมีนาคม หลังจากนั้นจะเปิดฉากกวาดล้างขั้นเด็ดขาดซึ่งคำประกาศของ พล.ต.สนั่น นับว่าได้ผลเมื่อมีสมาชิกขบวนการออกมามอบตัวกว่า 60 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงระดับผู้ประสานงานส่วนแกนนำคนสำคัญยังคงกบดานตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย และปฏิบัติการก่อความไม่สงบอยู่เป็นระยะตามแผนใบไม้ร่วงสังหารเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่องการจับกุมแกนนำขบวนการพูโลเป็นผลงานที่พรรคประชาธิปัตย์ภาคภูมิใจ ท่ามกลางกระแสข่าวเบื้องหลังการจับกุมดังกล่าวนั้นเป็นความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาเลเซียที่ส่งตัวให้ทางการไทยทั้งนี้ ผู้นำมาเลเซียเองถูกประชาคมมุสลิมตำหนิถึงการส่งตัวคนศาสนาเดียวกันไปให้คนต่างศาสนาลงโทษหลังจากนั้นมา รัฐบาลมาเลเซียไม่มีท่าทีในการให้ความร่วมมือแก้ปัญหาใดๆ อีกเลยขณะเดียวกันกรณีการจับกุมแกนนำขบวนการพูโล ก็ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหลังปี 2547 เป็นต้นมา..จวบจนปัจจุบัน ที่รัฐไทยยัง “จับต้นชนปลาย” ไม่ได้ว่า “ไฟใต้” มีเชื้อมาจากที่ใด? เพราะอะไร?ล่าสุด รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ซะส่วนใหญ่ เข้ามาบริหารจัดการดับไฟใต้..ก็ดูเหมือนว่ายัง “มืดบอด”เดินหลงทางจะมีแต่ “งบประมาณ” ไหลลงพื้นที่ไปมหาศาล แต่ก็ยังไม่มีวี่แววดับไฟใต้ได้สำเร็จก็อย่างว่าล่ะนะ!! ดับไฟใต้ต้องใช้เวลา..สำคัญ คือ “งบประมาณ” นะ ไม่ใช่ “น้ำ” จะได้ดับไฟสำเร็จ..ดัมพ์ หมดคลัง ก็ยังยากเลยคิดใหม่ทำใหม่ ที่ไม่ใช่ตะบี้ตะบัน “ทุ่มงบ” ดีกว่ามั้ยครับ พี่มาร์ค!! ■

เช็กดวง 'มาร์ค' ก่อน 19 กันยา...อยู่หรือไป!

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 ไปจนถึงปลายปี 2552 ถือว่าเป็นช่วงเคราะห์ร้ายหนัก”คำทำนายของ อ.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ทำนายชะตา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีของการจัดตั้งรัฐบาลเพราะจากคำทำนายดูเหมือนจะเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาล ที่กำลัง “ดวงตก” ทำงานอะไรก็ติดปัญหาไปหมดแม้แต่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาไปแล้ว ยังถูก ส.ส.เพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่หรือแม้แต่ 44 ส.ส.ที่หุ้นสัมปทานรัฐและในบริษัทสื่อที่ กกต.ซื้อเวลามาแล้วหลายเดือน เลื่อนไปแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ 9 ก.ย.จะฟันธงหรือไม่ยังไม่ชัวร์รวมทั้งประเด็นเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทที่ถูก สารวัตรเฉลิม อยู่บำรุง แฉกลางสภาในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่กำลังอยู่ระหว่างการหาพยานหลักฐาน

ของ กกต.และสำทับด้วยประเด็นคลิปเสียงสั่งการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ว่า...ตกลงแล้วเป็นของจริงหรือปลอม หรือเป็นคลิปตัดต่อเสียงนายกฯซึ่งประเด็นนี้เป็นชนวนเหตุให้แนวร่วมคนเสื้อแดงกลับมาฮึกเหิมอีกรอบ แต่ระดับแกนนำยังไม่รู้ว่าคึกคักหรือไม่หลังมีกระแสข่าวขัดแข้งขัดขากันเองแต่อย่างน้อยประเด็นเหล่านี้ก็ลดความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีลงได้อย่างมาก ไม่ต่างจากคำทำนายที่บอกว่า“นายกฯ” ยังอยู่ในช่วงเคราะห์ร้ายขณะที่ อ.ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสหรือนักโหราศาสตร์จีน ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตแห่งประเทศไทยเคยทำนายดวงชะตานายกฯ คนปัจจุบันไว้ว่า “ตามตำราโหราศาสตร์จีน ดวงชะตานายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เกิดปีมะโรงเดือนมะแม วันวอก ยามเถาะ ธาตุไม้ พื้นฐานดวงดี เป็นช่วงมังกรคะนองน้ำ แสดงถึงความเป็นคนฉลาด วิสัยทัศน์ยาวไกลมีผู้ใหญ่ให้ความเกื้อหนุน แต่มีนิสัยดื้อเงียบ หัวรั้นแต่ไม่แสดงออก”ปี 2552 เป็นปีฉลู ธาตุดิน มีดวงที่ไม่ส่งเสริมกับนายอภิสิทธิ์เท่าใดนัก อาจเรียกได้ว่าปีดังกล่าวเป็นปีที่มีเคราะห์ก็ว่าได้แต่ไม่ร้ายแรงนักเนื่องจากปี 2552 เป็นธาตุดิน และนายอภิสิทธิ์เป็นธาตุไม้ ถือว่ามีส่วนเกื้อหนุนกันจากการตรวจสอบพื้นชะตาของนายอภิสิทธิ์ในปี 2551 ไปจนถึงเดือนเมษายน 2552 การดำเนินงานบริหารประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ได้รับความนิยมจากประชาชนแต่พอเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายน ดวงนายอภิสิทธิ์จะเริ่มร้อนมีเคราะห์และอุปสรรคในการทำงาน การบริหารประเทศเริ่มวุ่นวาย และจะหนักมากในเดือนสิงหาคมประกอบกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับนายกฯ จะเกิดปัญหาใหญ่ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหนักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจเกิดความพลิกผัน!หากไม่ทำการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่

อาจทำให้รัฐนาวาของพรรคประชาธิปัตย์พังทลายลงได้ดวงนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพถือว่ามีความเกี่ยวพันกัน หากนายสุเทพหรือรัฐมนตรีคนใดเกิดปัญหา ย่อมส่งผลโดยตรงกับนายกฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงปลายปีรัฐบาลจะมีเคราะห์ร้าย ต้องปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ มาร์ค 2 มาร์ค 3 เพื่อให้เกิดความสมดุลต่อการทำงานหาไม่แล้วคงจะไปไม่รอดอย่างแน่นอนส่วน “โหร คมช.” อ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งสำนักสุขิโต จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองหลังกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 ก.ย.นี้ ว่ากลุ่มต่างๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหว จะไม่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศของนายอภิสิทธิ์ แม้ว่ารัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนภายในพรรคร่วมรัฐบาลบ้างก็ตาม แต่จะไม่ถึงขั้นยุบสภาหรือลาออก ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องช่วยกันประคองบ้านเมืองให้พ้นวิกฤติ“จะไม่มีเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549ที่ผ่านมา และนายสุเทพยังคงทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิม และความสัมพันธ์ก็ยังคงมีความแนบแน่นกับกองทัพ โดยเฉพาะพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่จะยังคอยดูแลกัน”ขณะที่มีความเห็นจากฝ่ายความมั่นคง โดย พ.อ.ธนาธิปสว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาระบุว่า“ศอ.รส.ประเมินว่า หากมีการชุมนุมในวันที่ 5 ก.ย.นี้ของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่น่าจะมีความรุนแรง และเชื่อว่าน่าจะเป็นเป้าลวงเพื่อกดดันการทำงานของรัฐบาล แต่อาจจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่ง ศอ.รส.มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่หากรัฐบาลเห็นว่า มีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง”ความเห็นนี้จะสอดคล้องกับคำทำนายของ “โหร คมช.”หรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ 19 ก.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์จะบินไปประชุมที่สหประชาชาติหรือยูเอ็น เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรสถานการณ์ 19 ก.ย.จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นและจะกลายเป็นช่วงเคราะห์ร้ายของรัฐบาลดั่งคำทำนายหรือไม่... ยังต้องติดตาม ■

ประท้วง อัปลักษณ์!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เมื่อฝ่ายค้านทำหน้าที่ตามระเบียบการประชุมอย่างถูกต้อง ก็ไม่ควรที่จะประท้วงพร่ำเพรื่อราวเด็กทารก!!!ยิ่งครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ขออนุญาตประธานที่ประชุม เพื่ออ่านเอกสารอย่างถูกต้องตามระเบียบและประธานก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าให้อ่านได้ทำไมจึงประท้วงกันวุ่นวายเสียขนาดนั้น

การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดีการตั้งกระทู้สดเพื่อสอบถามเรื่องสำคัญๆ ที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจก็ดีล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่ง ส.ส.สามารถที่จะร้องขอหรือร่วมกันเข้าชื่อเพื่อดำเนินการได้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพราะฉะนั้นการที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้สดเรื่องคลิปตัดต่อเสียงนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดงในการชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้นจึงถือเป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามปกติซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้ทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมรู้เรื่องเป็นอย่างดี เพราะได้มีการให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่องก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าพร้อมที่จะตอบกระทู้ถามสดของ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้ห่วงหรือว่ามีปัญหาอะไรแม้กระทั่งในเรื่องที่จะมีการขอเปิดคลิปเสียงในที่ประชุมสภาฯ นายอภิสิทธิ์ก็พูดชัดเจนและกล้าหาญว่า เป็นอำนาจของประธานสภาฯ ที่จะวินิจฉัยและต้องพิจารณาจากข้อบังคับดังนั้น ในการประชุมสภาฯในวันที่ 3 กันยายนโดยหลักการแล้วไม่น่าที่จะมีเรื่องราวหรือมีภาพที่วุ่นวายให้ขายหน้าคนทั้งประเทศหรือคน

ทั้งโลก เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยแต่กลับกลายเป็นว่า เป็นการประชุมที่ไม่ใช่แค่ไม่ราบรื่นแต่ยังวุ่นวายราวกับตลาดสด ไม่ใช่สภาฯ อันทรงเกียรติทั้งหลายทั้งปวงล้วนเนื่องมาจากบรรดาองครักษ์พิทักษ์นายอภิสิทธิ์ มีการลุกขึ้นประท้วง ลุกขึ้นกันแย่งพูด โดยไม่ได้ให้ความเกรงใจ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯคนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมเลยแม้แต่น้อยขณะเดียวกันนายสามารถในฐานะประธานที่ประชุมเองก็คุมเกมไม่อยู่ ใครนึกจะพูดก็พูดได้ โดยไม่ถูกปิดไมค์และสั่งให้นั่งลงคนที่ดูถ่ายทอดสดถึงกับส่ายหน้าด้วยความระอาและเกิดคำถามไปทั่วทั้งสังคมว่าทำไมประธานไม่ปิดไมค์ ปล่อยให้โหวกเหวกโวยวายกันราวกับอยู่ในตลาดอยู่ได้ไมค์ปิดไม่ได้ หรือว่ามีใครสั่งไว้ว่าไม่ให้ปิดอย่างนั้นหรือ???ยังดีอยู่ที่บรรดา ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เมื่อมอบให้ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นหัวหอกในเรื่องนี้แล้ว ก็เลยไม่ได้วุ่นวายขึ้นมาบ้างไม่งั้นอาจจะเกิดภาพแบบการประชุมสภาฯ ไต้หวันที่ถึงขั้นชกต่อยกันชุลมุนก็เป็นได้โชคดีที่ครั้งนี้ฝ่ายค้านให้ความเคารพประธานที่ประชุมเป็นอย่างดี แต่กระนั้นก็มิวายเจอฤทธิ์เดชของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประท้วงตามใจตัวเองกันวุ่นวาย สภาฯเลยกลายเป็นตลาดสดปรากฏให้เห็นกันทุกบ้านทุกช่องดังนั้น คำถามก็คือบรรดาองครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไรใครสั่ง?!?หรือว่าเป็นเพราะมาจากคำพูดของ

นายอภิสิทธิ์ที่พูดให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาฯ ว่าในเมื่อคลิปดังกล่าวมีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดต่อ ก็ไม่สมควรนำมาเปิดในที่ประชุมสภาฯบรรดาองครักษ์ก็เลยต้องทำคะแนนกันเต็มเหยียด เพื่อโชว์ว่าช่วยให้ได้ตามที่นายอภิสิทธิ์ต้องการแต่หากมองความพร้อม การทำการบ้านการเตรียมข้อมูล การเก็บอาการและรักษาสีหน้าของนายอภิสิทธิ์ในระหว่างฟังร.ต.อ.เฉลิม พูด ล้วนแสดงความมุ่งมั่นที่จะตอบที่จะอธิบายเรื่องนี้อยู่แล้วแล้วทำไมองครักษ์ดูไม่ออก แล้วทำไมวิปรัฐบาลไม่กระซิบว่า ควรรักษาภาพลักษณ์การประชุมสภาฯ บ้างไม่ใช่ปล่อยให้ประท้วงอัปลักษณ์ จ้อกแจ้ก จอแจวุ่นวาย เอ็ดอึงไปหมด กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ติดลบไปอย่างน่าเสียดายหากปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ซึ่งทำการบ้านมาดีเป็นผู้ตอบโดยไม่ต้องมีการประท้วง รับรองได้ว่าภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์จะสง่างามกว่านี้แน่นอนและคงไม่ถูก ร.ต.อ.เฉลิม สอนมวยหมดทั้งพรรคว่า เวลาที่นายอภิสิทธิ์ใช้สิทธิ์ลุกขึ้นชี้แจงนั้น ฝ่ายค้านไม่ได้มีการประท้วงให้เวลาเต็มที่ เพราะรู้จักมารยาท ให้เกียรติทั้งผู้ชี้แจงและให้เกียรติประธานที่ประชุมด้วยที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ควรที่จะต้องกลับไปประชุมทบทวน สั่งสอนอบรมมารยาทในการประชุมแก่บรรดาลูกพรรค โดยเฉพาะอาสาองครักษ์ทั้งหลายว่าเมื่อฝ่ายค้านทำหน้าที่ตามระเบียบการประชุมอย่างถูกต้อง ก็ไม่ควรที่จะประท้วงพร่ำเพรื่อราวเด็กทารก!!!ยิ่งครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ขออนุญาตประธานที่ประชุมเพื่ออ่านเอกสารอย่างถูกต้องตามระเบียบ และประธานก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าให้อ่านได้ทำไมจึงประท้วงกันวุ่นวายเสียขนาดนั้นทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนายอภิสิทธิ์ถือว่าทำการบ้านมาดีมากบอกเลยว่าเอามาจากคำพูดวันที่ 19 และ 26 เมษายนอย่างคำว่า “ให้ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ”นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็บอกเลยว่า เอามาจากประโยคที่พูดว่า“พึงหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ”โชว์ปริ๊นคลื่นเสียงเสร็จสรรพว่า เหมือนกันเป๊ะหรืออย่างประโยคที่ว่า “ให้ไปปิดสถานีโทรทัศน์ปิดสถานีวิทยุกระจายเสียง”

ก็มาจากประโยคในวันที่ 19 เมษายน ที่พูดว่า “ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยอาจจะเข้าใจไปว่า มีการให้ปิดสถานีโทรทัศน์ปิดสถานีวิทยุกระจายเสียง”บอกได้ชนิดว่าพูดนาทีที่เท่าไร วินาทีที่เท่าไรกันเลยทำการบ้านมาขนาดนี้ น่าจะกระซิบปรามบรรดาองครักษ์ว่าอย่าทำให้ขายหน้าเลย...ถ้าเป็นอย่างนั้น ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์จะยิ่งสง่างามแต่เพราะไม่ได้มีการปราม ปล่อยให้คะนองปากคะนองอารมณ์กันอย่างสนุกสนาน จึงเกิดภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างน่าเสียดายที่สุดเพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือกระทู้สดหากรัฐบาลมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วควรจะต้องถือเป็นโอกาสที่ดีและโอกาสที่สำคัญที่สุดในการที่จะใช้สภาฯ เป็นเวทีตอบข้อสงสัยขณะเดียวกันก็ได้ฟังข้อมูลจากฝ่ายค้านว่า ..สงสัยอะไรมีข้อมูลอะไรเพราะสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิม พูดนั้น ก็มีเหตุผลน่ารับฟังไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยว่า ทำไมส่งเรื่องไปวันที่ 26 สิงหาคมวันที่ 27 สิงหาคม ได้คำตอบมาแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำเรื่องนี้ก็จบด้านฟิสิกส์ ไม่ได้มีประวัติในการเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสียงแถมไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญเอาไว้กับศาลด้วยหรือเรื่องที่ส่งไปให้ทางบริษัทกันตนาตรวจสอบมีความเหมาะสมและสมควร หรือถูกต้องแค่ไหนรวมทั้งเรื่องที่ปล่อยให้ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์โรจนสุนันท์ ซึ่งเป็นหมอชันสูตรพลิกศพ มาชันสูตรพลิกเสียงมันเหมาะสมน่าเชื่อถือตรงไหนนั่นคือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ควรเก็บไปเป็นข้อมูล ไปเป็นบทเรียนเพราะที่สำคัญยังมุ่งหวังที่จะอยู่บนถนนการเมืองไปอีกนานนั้นเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม สรุปนั่นแหละว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่อ้างว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศแต่เป็นแค่เรื่องความมั่นคงของนายอภิสิทธิ์เองจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ชัด ไม่ใช่อ้างว่าเร่งด่วนเพราะหากพูดจริงก็จบ อยู่ไม่ได้ เจ๊งแน่แต่หากไม่ได้พูดอย่างในคลิปจริง ก็รอดแค่นี้เองจริงๆดังนั้น การทุ่มเทประท้วงแบบอัปลักษณ์ จึงกลายเป็นทำลายภาพลักษณ์ไปอย่างน่าเสียดายยิ่งนัก!!! ■

ไม่ให้เปิดคลิปเสียง
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถ แก้วมีชัย สุเทพ เทือกสุบรรณบรรยากาศในการประชุมสภาฯ เริ่มร้อนแรงขึ้นเมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีการตัดต่อในส่วนที่ไม่ใช่คำพูดของ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกไปและมีการนำเนื้อหาคำพูด 6 ย่อหน้ามาเชื่อมเข้าด้วยกันจึงขออนุญาต นายสามารถ แก้วมีชัยประธานในที่ประชุม เปิดคลิปเสียงแต่นายสามารถชี้แจงว่า นายชัย ชิดชอบประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งการแล้วว่าไม่อนุญาตให้มีการเปิดคลิปเป็นผลให้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวท้าทายนายกรัฐมนตรีว่ามีความกล้าหรือไม่ เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม นั้นพร้อมที่จะต่อสู้คดีหากเกิดการฟ้องร้องจากนั้นจึงเกิดการประท้วงของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ วุ่นวายไปหมดและก่อให้เกิดคำถามตามมาจากสังคมมากมายว่า ทำไมจึงต้องวุ่นวายขนาดนั้นจนภาพลักษณ์ที่ออกมาดูไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับการประชุมสภาฯ ที่ควรจะเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ ■

“ขบวนการแรงงาน” ประณาม “ตำรวจ” จับคนงาน ไม่จับคนละเมิดสิทธิ์ลูกจ้าง

ที่มา ประชาไท

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยกล่าวว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 สหภาพแรงงาน ไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์ พร้อมด้วยองค์กรแรงงานและองค์กรประชาชน ประมาณ 800 คน ได้เดินขบวนจากบริเวณหน้าบ้านพิษณุโลกมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากที่ได้มีการยื่นเรื่องต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกมนตรี ซึ่งยื่นไว้นานแล้วยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือความสนใจใดๆ และได้เข้ายื่นหนังสือให้แก่ประธานประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านที่รัฐสภา การชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธซึ่งได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย

แต่จากการชุมนุมดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต กลับได้ออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด อายุ 50 ปี , น.ส.บุญรอด สายวงศ์ 33 ปี และ น.ส.จิตรา คชเดช อายุ 34 ปี ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า หรือ ผู้สั่งการเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงถึงการไม่เคารพต่อสิทธิในการชุมนุมของประชาชนที่ได้รับการรองรับโดยรัฐธรรมนูญ และเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย การใช้อำนาจในเชิงกฎหมายเข้าดำเนินการกับประชาชน และผู้ใช้แรงงานที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาของตนเองจึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เกินกว่าเหตุ และขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนอย่างร้ายแรง ซื่งถือว่า เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ไม่เหมาะสม และขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยของผู้ใช้แรงงานในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างมากสำหรับคนงาน ควรออกหมายจับนายจ้างที่กระทำไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างมากกว่า เช่นการไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และยังมีทั้งคดีความการคุกคามคนงาน ทั้งขู่ฆ่าที่เคยร้องเรียนไว้ ตำรวจก็ยังไม่ดำเนินคดี หรือมีความล่าช้า แต่เพียงคนงานชุมนุมตำรวจกลับออกหมายจับทันที เป็นการไม่สมควรและเกินกว่าเหตุ

นางสาววิไลวรรณกล่าวต่อมาว่า คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ซึ่งเป็นองค์กรขับเคลื่อนศูนย์กลางของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน จึงขอคัดค้านต่อแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ดำเนินการดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้กำหนดร่วมกับพันธ์มิตรของแรงงาน สหภาพแรงงานไทยอัมพ์ องค์กรสมาชิกของ คสรท.ว่าในวันที่ 3 กันยายน 2552 จะเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีเรียกร้องดังนี้

1.เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยุติมาตรการที่จะจับกุมผู้นำแรงงานที่ถูกออกหมายจับจากเหตุการณ์ดังกล่าว และดำเนินการร้องขอต่อศาลให้มีการถอนหมายจับดังกล่าวโดยทัน 2.รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการเลิกจ้างแรงงานทั้งในกรณีที่มีการเรียกร้องต่อรัฐบาล และมีมาตรการป้องกันการเลิกจ้างอย่างจริงจังโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงานในการดำเนินมาตรการดังกล่าว และ 3.ขอให้มีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการสลายการชุมนุมของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่ได้ใช้เครื่องขยายเสียงระยะไกล โดยไม่ได้มีการแจ้งให้แก่ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้าถึงการดำเนินการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม

“สนนท.” ชี้ “รัฐบาล” ละเมิดสิทธิ์ สลายการชุมนุมคนงาน แถมออกหมายจับข้อหา “ก่อความวุ่นวาย”

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทยออกแถลงการณ์ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต่อกรณีการพยายามสลายการชุมนุม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการชุมนุมเรียกร้องของคนงาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2552

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า คนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงาน อิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ ซึ่งเป็นคนงานบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์ ได้ชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้แก่คนงาน แต่แทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกลับใช้ความพยายามสลายการชุมนุม และละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการใช้เครื่องแอลแรด (LRAD) หรือ Long Range Acoustic Device ที่สร้างผลกระทบกระเทือนต่อระบบประสาทผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง มาทำร้ายผู้ชุมนุม อีกทั้งยังยัดเยียดข้อกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมให้แก่ผู้ชุมนุม และออกหมายจับแกนนำการชุมนุมในข้อหา “ก่อความวุ่นวาย” และ “ไม่เลิก” การชุมนุม ทั้งๆ ที่การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมที่คนงานพึงสมควรจะได้รับ

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุต่อมาว่า สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์กรนักศึกษา ที่ได้เข้าประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปี ระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 และได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ขอร่วมกันประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ และขอให้รัฐบาลยกเลิกการออกหมายจับแกนนำการชุมนุม และการใช้เครื่องมือไม่ว่าจะทันสมัยหรือล้าหลังทำร้ายประชาชนที่เรียกร้องอย่างถูกต้องตามหลักสิทธิเสรีภาพ และเร่งดำเนินการให้ความเป็นธรรมตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบต่อการเลิกจ้างและวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้

แถลงการณ์ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ต่อกรณีการพยายามสลายการชุมนุม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการชุมนุมเรียกร้องของคนงาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552 สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงาน อิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ ซึ่งเป็นคนงานบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์ ได้ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมต่อรัฐบาล จากกรณีที่คนงานถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และจากกรณีที่คนงานได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้แก่คนงานที่ประสบปัญหา
แต่แทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะมีสามัญสำนึกที่จะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว กลับใช้ความพยายามสลายและรบกวนก่อความวุ่นวายแก่การชุมนุมที่เป็นไปโดยถูกต้องตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยใช้เครื่องแอลแรด (LRAD) หรือ Long Range Acoustic Device ที่สร้างผลกระทบกระเทือนต่อระบบประสาทผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง มาทำร้ายผู้ชุมนุม และยังยัดเยียดข้อกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมให้แก่ผู้ชุมนุมและออกหมายจับแกนนำการชุมนุม ในข้อหา “ก่อความวุ่นวาย” และ “ไม่เลิก” การชุมนุม ทั้งๆ ที่การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรม ที่คนงานพึงสมควรจะได้รับ มิได้ก่อความวุ่นวายแต่ประการใด ไม่มีเหตุผลอันใดจะต้องเลิก เนื่องด้วยรัฐบาลไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอันชอบธรรมของคนงานเลยในเวลาสองเดือนที่ชุมนุมเรียกร้องมาโดยตลอด
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์กรพื้นฐานดังรายชื่อข้างล่างนี้ ที่ได้เข้าประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปี ระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 และได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ขอร่วมกันประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ และขอให้รัฐบาลยกเลิกการออกหมายจับแกนนำการชุมนุม และการใช้เครื่องมืออันใด ไม่ว่าจะทันสมัยหรือล้าหลังแต่เพียงใด มาทำร้ายประชาชนที่เรียกร้องอย่างถูกต้องตามหลักสิทธิเสรีภาพ และเร่งดำเนินการให้ความเป็นธรรมตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบต่อการเลิกจ้างและวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ และพวกเราจะขอยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ที่กำลังต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคมต่อไป
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
กลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน
กลุ่มสะพานสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
ซุ้มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
กลุ่มเพื่อนวันสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
กลุ่มคนสร้างฝัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษา จังหวัดสงขลา (สนส.)
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษา จังหวัดยะลา (สนย.)
กลุ่มรักบ้านเกิด (KAWAN-KAWAN) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
กลุ่มโลกสีเขียว มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
ชมรม STP มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ชมรมภาษาและวัฒนธรรมมลายู มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (MLCC-WU)
องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ชมรม SADARA มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย

ที่มา Thai E-News



โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
3 กันยายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ทีนี้เพื่อให้เข้าใจว่าบรรดาชนชั้นนำของไทยเขาคิดอ่านประการใดต่อเรื่องบ้านเมืองและการปกครอง ผลจึงออกมาอย่างที่เห็นๆกันในเวลานี้ ผมเลยขอปิดประเด็นด้วยบทความวิชาการเนื้อๆ(แต่อ่านแล้วสนุกนะครับ) ฝรั่งนี่เขาเข้าใจบ้านเมืองเราได้แบบทะลุเพดานข้อจำกัดการรับรู้ดีมาก

ผมนำบทความนี้ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการ โดยศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน ภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา-เชเปิลฮิลล์ แปลเรียบเรียงโดย คุณเก่งกิจ กิติเรียงลาภ เพื่อใช้ประกอบงานสัมนาวิชาการในหัวข้อ “Thai-Style Democracy: Royalist Struggle for Thailand’s Politics” หรือ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ:การต่อสู้ของกลุ่มกษตริย์นิยมในการเมืองไทย" จัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 โดยมีความน่าสนใจมากๆดังต่อไปนี้

#ศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ..การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหาร ได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของพวกกษัตริย์นิยมที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ( TSD )


ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจTSD(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)2 ประการ คือ

หนึ่ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ(Thai-Style Democracy - TSD) มีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในสังคมไทย วาทกรรมว่าด้วย TSD กลายมาเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ ต่อรองแข่งขันทางการเมืองมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษจนกระทั่งในปัจจุบัน

สอง แม้ว่า TSD จะมีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจชุดหนึ่ง แต่ TSD ไม่ได้เป็นชุดของความคิดที่มีลักษณะเอกภาพหนึ่งเดียว โดยไม่ขึ้นกับบริบททั้งในแง่ของกาละ และเทศะที่มันเกิดขึ้น ซึ่งการนิยามหรือกำหนดคุณลักษณะของ TSD ในแต่ละยุคสมัย ล้วนแล้วแต่ขึ้นกับการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะๆนั้นด้วย

เป้าหมายของการนำเสนอในครั้งนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นรากฐานของความคิดความเชื่อของ TSD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาและบริบทอันประกอบกันขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลายของ TSD ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2549

เราสามารถย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ TSD ได้ตั้งแต่ยุคของการปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในปี 2475 เป็นต้นมา แม้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นคนแรกๆที่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบไทย” ในทศวรรษ 1960 แต่เราสามารถย้อนกลับไปดูการก่อตัวของ TSD ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อสร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบใหม่หลัง 2475 เป็นต้นมา


การต่อสู้ของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยนั้นพัฒนาควบคู่กับการสร้างมโนทัศน์ทางการเมืองบางประการที่อาจเรียกรวมๆได้ว่า TSD ผ่านการกลับไปเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์เสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ 2475, การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในปี 2516 และพฤษภาทมิฬในปี 2535 โดยการทำให้ระบอบกษัตริย์กลายมาเป็นสิ่งเดียวกับการสร้างและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ด้วยการสร้างภาพว่า พระปกเกล้าต้องการพระราชทานประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรกลับ “ชิงสุกก่อนห่าม” ส่งผลให้ประชาธิปไตยถูกบิดเบือนและกลายเป็นระบอบเผด็จการทหารในที่สุด ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ รากฐานความคิดของ TSD เช่นนี้ถือกำเนิดมาจากการต่อสู้ทางการเมืองล้วนๆ

ความพยายามทำให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระยาพหลฯ ส่งผลให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้านคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ทั้งหมดก็เพื่อกอบกู้และเพิ่มอำนาจของกษัตริย์ในการเมืองไทย

อย่างไรก็ดี กษัตริย์ไทยหลัง 2475 ก็แสดงตนในหลายบทบาทขึ้นกับความเข้มแข็งและอ่อนแอของกลุ่มกษัตริย์นิยมเอง ในยามที่ตนเองอ่อนแอ ก็จะปฏิเสธความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง แต่ในยามที่เข้มแข็ง ก็กลับสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค

เราจะเห็นบทบาทของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในสมัย ควง อภัยวงศ์ และการให้ร้ายปรีดีจนต้องออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสำเร็จของการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมทั้งสิ้น

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ

การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี 2500 มีผลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเมืองไทย โดยเฉพาะมันได้เปิดทางให้แก่พวกกษัตริย์นิยมได้มีที่มีทางอย่างชัดเจน ภายใต้ระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ การทำให้สถาบันกษัตริย์มีความเป็นสถาบันที่มั่นคงกลายมาเป็นภารกิจสำคัญ และกษัตริย์เองก็ทรงให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยในฐานะที่เป็นผู้จงรักภักดี

และในยุคของรัฐบาลทหารเช่นนี้เองที่ความคิดความเชื่อแบบ TSD ได้สถาปนาตัวเองขึ้นอย่างมั่นคง

เป็นที่น่าสังเกตว่า นิยามที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นของ TSD นั้นเริ่มต้นภายใต้การปกครองที่ดูจะเป็นเผด็จการที่เน้นการปราบปรามและควบคุมสังคมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หัวใจสำคัญของ TSD ประการหนึ่งก็คือ ความเชื่อเรื่อง “ความเป็นไทย” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในสมัยของคณะราษฎร เพราะ”ความเป็นไทย” ในยุคสฤษดิ์นั้นเป็นความเป็นไทยภายใต้ระบอบทหารที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับหลักการของการปฏิวัติ 2475

ปรัชญาเบื้องหลังของระบอบสฤษดิ์ก็คือ การเสนอว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะประเทศไทยยังไม่พร้อม เนื่องมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาดมีอำนาจและอิทธิพลเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้สภาวะเช่นนี้ สังคมไทยต้องการลำดับขั้นทางสังคมที่ชัดเจนตายตัว ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนชั้นทางสังคมที่รวดเร็ว

TSD มองว่า สังคมไทยดั้งเดิมเป็นสังคมแบบ “พ่อปกครองลูก” โดยพ่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกๆ นี่เองทำให้ปรัชญาของระบอบสฤษดิ์สอดรับเป็นอย่างดีกับสิ่งที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมได้พยายามต่อสู้ให้ได้มาตลอดหลายทศวรรษ

และที่น่าสนใจก็คือ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมคนสำคัญอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็กลายมาเป็นผู้ป่าวประกาศโฆษณาชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ในที่สุด

คึกฤทธิ์เสนอว่า TSD นั้นสอดคล้องเป็นอย่างดีกับนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งไม่มีความพร้อมเลยสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” คึกฤทธิ์พยายามวาดภาพว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นเพียงความล้มเหลวของการสร้างประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” ในสังคมไทย

สำหรับ TSD หากการทำรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อกำจัดนักการเมืองชั่วช้าให้ออกจากการเมืองไทยและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงแล้ว การรัฐประหารก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง การรัฐประหารจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรม และในการควบคุมประชาชนที่ไม่รู้ว่าความดีที่แท้จริงคืออะไร

สำหรับคึกฤทธิ์ สังคมไทยเป็นสังคมแบบอินทรียภาพที่มีกษัตริย์เป็นศีรษะและมีระบบราชการเป็นอวัยวะสำคัญที่รับใช้ศรีษะ ซึ่งหากเกิดความวุ่นวายโกลาหลใดๆขึ้นจากความล้มเหลวของประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” การกลับไปหาผู้นำที่เด็ดขาดก็เป็นทางออกที่จำเป็น และนี่คือ หน้าที่ของกษัตริย์ในระบอบ TSD

ดังนั้น กษัตริย์จึงไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย แต่กษัตริย์เป็นรากฐานและแก่นแท้ของการปกครองภายใต้ TSD ที่จะนำความสันติสุขมาสู่เหล่าปวงประชาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว เป้าหมายของปัญญาชนกษัตริย์นิยมอย่างคึกฤทธิ์ก็คือ การจัดวางสถาบันกษัตริย์ในที่ที่ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด (หลังจากที่ต่อสู้มากว่า 25 ปีภายหลัง 2475) และการขึ้นมาของระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ก็เปิดทางให้สิ่งที่กลุ่มกษัตริย์นิยมคาดหวังสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ในยุคทักษิณ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจำนวนหนึ่งที่ต่อต้านทักษิณตีความ TSD ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนา ซึ่งสอนให้เชื่อเรื่องเหตุผล ความไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป และความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่า TSD นั้นมีลักษณะแบบปฏิบัตินิยมและปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของยุคสมัย

ทักษิณถูกวาดภาพโดยปัญญาชนกษัตริย์นิยมว่า เป็นพวกทุนนิยมที่ไม่มีศีลธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับบารมีอันชอบธรรมตามหลักการของพุทธศาสตร์ขององค์พระกษัตริย์ไทยในปัจจุบัน และ TSD ก็คือ การกอบกู้สถาปนาพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ใจกลางระบอบการเมืองการปกครอง ที่ถูกทำลายมาก่อนหน้านั้นโดยการปกครองของทักษิณ ซึ่งมาจากประชาธิปไตย “แบบตะวันตก”

ปัญญาชนกษัตริย์นิยมบางคนกล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นเสาหลักทางจริยธรรมศีลธรรม ที่ตรงกันข้ามกับทักษิณที่ไม่มีศีลธรรมและเต
็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ดังนั้น การทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรมนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้าย หากแต่เป็นเรื่องของการกอบกู้ศีลธรรมอันดีงามให้กลับคืนมา

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหารได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของ TSD

ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ เราต้องไม่ลดทอนการทำความเข้าใจการรัฐประหารในปี 2549 และการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเพียงการกระหายอำนาจของทหาร แต่เป้าหมายที่แท้ของการทำรัฐประหารก็คือ การทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ TSD

เมื่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นสู่อำนาจภายหลังการรัฐประหาร เขาได้พยายามสร้างแผนการทางการเมืองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับไปหา TSD ในฐานะที่เป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

รัฐธรรมนูญปี 2550 มีเป้าหมายโดยตรงที่จะกีดกันนักการเมืองอย่างทักษิณ และมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายความมั่นคง ระบบราชการทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน ดังที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เป็นต้น และนี่คืออีกครั้งหนึ่งที่คนไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
......
อ้างอิง

Anand Panyarachun (2007) “The monarchy: an indispensable institution,” Bangkok Post, 24 August.

Bagehot, W. (1909) The English Constitution, London: Kegan Paul, Trench, Trubner and Co.

Chalermkiat Piu-nual (1990) Prachatippatai bab thai kuam kit tang karn muang kong tha harn thai (2519-2529) (Thai-style democracy: The political ideas of the Thai military (1976-1986), Bangkok: Thammasat University Press.


Bhumibol Adulyadej (1974) Collection of Royal Addresses and Speeches During the State and Official Visits of Their Majesties the King and Queen to Foreign Countries 1959-1967 (B.E. 2502-2510), Bangkok, no publication details.

Bhumibol Adulyadej (1992a) Royal Advice by His Majesty the King 20 May 1992/2535 at 21.30, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Bhumibol Adulyadej (1992b) Royal Speech Given to the Audience of Well-Wishers on the Occasion of the Royal Birthday Anniversary, Wednesday 4 December, no publication details.

Blanchard, Wendell, et. al. (1958) Thailand. Its People, Its Society, Its Culture, New Haven: Human Relations Area Files.

Borwornsak Uwanno (2006) “The King’s Paternalistic Governance,” Bangkok Post, 16 June.

Borwornsak Uwanno (n.d.[2007]) “Dynamics of Thai Politics,” Paper for a Meeting in Washington, D.C., May 2007.

Bowie, Katherine (1997) Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand, New York: Columbia University Press.

CNN.com (2006) “Thailand's king gives blessing to coup,” 20 September, http://www.cnn.com/2006/WORLD/asiapcf/09/20/thailand.coup.ap (accessed 20 September 2006).

Crispin, Shawn W. (2006) “Thailand: All the King’s Men,” Asia Times Online, 21 September, http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/HI21Ae02.html (accessed 21 September 2006).

Grey, Dennis (ed.) (1988) The King of Thailand in World Focus, Bangkok: Foreign Correspondent's Club of Thailand.

Hermit [pseud. Phraya Sri Thammarat] (1949) “Our New Constitution, Part II,” Bangkok Post, 12 August.

Hewison, Kevin (2008) “Review Article: A Book, The King and the 2006 Coup,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 190-211.

Jakrapob Penkair (2007) “Democracy and Patronage system of Thailand.” Transcript of a talk at the Foreign Correspondents Club of Thailand, 29 August.

Kavi Chongkittavorn (2006) “When is the abhorrent practice of staging a coup justifiable?” Nation, 22 September.

Kobkua Suwannathat-Pian (2003) Kings, Country and Constitutions. Thailand’s Political Development, 1932-2000, London: RoutledgeCurzon.

Kriangsak Chetpattanawanich (2007) Prachatippatai baep thai chak yuk rajjakuru tung yuk chom phon Sarit Thanarat (Thai-style Democracy from the Rajakhru era to Sarit Thanarat’s era), (Bangkok: The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project, 2007)

Kukrit Pramoj (1983) M.R. Kukrit Pramoj: His Wit and Wisdom. Writings, Speeches and Interviews, Compiled by Vilas Manivat, edited by Steve Van Beek, Bangkok: Editions Duang Kamol.

Kulick, E. and D. Wilson (1992) Thailand's Turn: Profile of a New Dragon, New York: St. Martin's Press.

McCargo, Duncan (2005) “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” Pacific Review, 18, 4, pp. 499-519.

McCargo, Duncan and Ukrist Pathamanand (2005) The Thaksinization of Thailand, Copenhagen: NIAS Press.

Meechai Ruchuphan (2004) “Meechai’s Liberal Thoughts: Are we still Thai?” in M.H. Nelson (ed.), Thai Politics: Global and Local Perspectives, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 584-7.

Morell, David (1974) “Power and Parliament in Thailand: The Futile Challenge, 1968-1971,” Unpublished PhD thesis, Princeton University.

Morell, David and Chai-Anan Samudavanija (1981) Political Conflict in Thailand: Reform, Reaction, Revolution, Cambridge: Oelgeschlager, Gunn & Hain.

Murashima, Eiji (1991) “Democracy and the Development of Political Parties in Thailand 1932-1945,” in Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat and Somkiat Wathana (eds), The Making of Modern Thai Political Parties, Tokyo: Institute of Developing Economies, Joint Research Program Series, No. 86 (downloaded from the IDE website as a single paper, with individual pagination, http://www.ide.go.jp/English/Publish/Download/, 20 March 2000).

Murphy, Colum (2006) [Interview with Prem Tinsulanonda], Far Eastern Economic Review, 19 September, http://www.feer.com/articles1/2006/0609/free/prem.html, downloaded 10 November 2007).

Nakarin Mektrirat (2006) Prapokklao prachatippatai 60 pi sirirajja sombat kan kan muang thai (The King who Defends the Democracy: 60 Years of the Crown and Thai Politics), Bangkok: Matichon.

Namier, L. (1952) Monarchy and the Party System, Oxford: Clarendon Press.

Neher, Clark D. (1974) “Thailand,” in Roger M. Smith (ed.), Southeast Asia. Documents of Political Development and Change, Ithaca: Cornell University Press, pp. 29-45.

Noranit Setabutr (2006) “Thai Politics over a Period of 72 Years,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 1-40.

Ockey, James (2004) Making Democracy, Chiang Mai: Silkworm Books.

Office of His Majesty's Principal Private Secretary [OPPS] (1987) A Memoir of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Office of the Prime Minister [OPM] (1979) Thailand into the 80's, Bangkok: Office of the Prime Minister.

Pansak Vinyaratn (2004) 21st Century Thailand. Facing the Challenge. Economic Policy & Strategy, Hong Kong: CLSA Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2005) Thaksin, Chiangmai: Silkworm Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2008) “Thaksin’s Populism,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 62-83.

Pattana Kitiarsa, “In Defense of the Thai-Style Democracy,” Asia Research Institute, National University of Singapore, 12 October 2006, http://www.ari.nus.edu.sg/showfile.asp?eventfileid=188, accessed 15 April 2008.

Prajadhipok (1984) “King Prajadhipok’s Abdication Statement,” in Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam, Singapore: Oxford University Press, pp. 315-7.

Prajak Kongkirati (2005) Lae laew khwam khluanwai ko prakot [Thus, the Movement Emerges], Bangkok: Thammasat University Press.

Pramuan Ruchannaseri (2005) Phraratcha amnat [Royal power], Bangkok: The Manager Group, http://power.manager.co.th, downloaded 7 September 2005.

Pye, O. and W. Schaffar (2008) “The 2006 Anti-Thaksin Movement in Thailand: An Analysis,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 38-61.

Ramphai Barni (1978) “Queen Ramphai's Memoir,” in Thak Chaloemtiarana (ed.), Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: The Social Science Association of Thailand, pp. 8-35.

Ray, Jayanta Kumar (1972) Portraits of Thai Politics, New Delhi: Orient Longman.

Saichol Sattayanurak (n.d.) “The Construction of Mainstream Thought on ‘Thainess’ and the ‘Truth’ Constructed by ‘Thainess’,” no publication details, http://www.fringer.org/wp-content/writings/thainess-eng.pdf, accessed 15 April 2008, 3.

Saichol Sattayanurak (2007) Kukrit lae kan sang kuam pen thai 2: yuk jom phon sarit tung tossawat 2530 [Kukrit and the Construction of Thainess, Volume 2: From Sarit's era to 1997], Bangkok: Matichon.

Surin Maisrikrod (1993) Thailand's Two General Elections in 1992: Democracy Sustained, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies.

Surin Maisrikrod (2007) “Learning from the 19 September Coup. Advancing Thai-style Democracy?” in Daljit Singh and Lorraine C. Salazar (eds), Southeast Asian Affairs 2007, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, pp. 340-59.

Thak Chaloemtiarana (2007) Thailand: the Politics of Despotic Paternalism, Chiangmai: Silkworm.

Thak Chaloemtiarana (ed.) (1978) Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: Social Science Association of Thailand.

Thongchai Winichakul (2005) “The Changing Landscape of the Past: New Histories in Thailand Since 1973,” Journal of Thai-Tai Studies, 1, 1, 2005, pp. 19-61.

Thongchai Winichakul (2008) “Toppling Democracy,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 11-37.

Tongnoi Tongyai (1983) Entering the Thai Heart, Bangkok: Bangkok Post.

Ukrist Pathamanand (2008) “A Different Coup d'état?” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 124-42.

Uthai Pimjaichon (2006) “The Path to People-Based Society. Experience, Perspectives and Criticism,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 305-17.

Van Praagh, D. (1989) Alone on the Sharp Edge. The Story of MR Seni Pramoj and Thailand's Struggle for Democracy, Bangkok: Duang Kamol.

Wassana Nanuam (2006) “Timing could not have been better, says army source,” Bangkok Post, 21 September.


อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ดื้อ

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




ถ้าไม่ทำก็หาว่านายกฯ ไม่มีภาวะผู้นำ

"ทีนี้ภาวะผู้นำก็คือต้องดื้อ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คนเป็นผู้นำต้องดื้ออยู่แล้ว ตามตำราบอกไว้อย่างนั้น

"ถ้าไม่ดื้อก็เป็นผู้นำไม่ได้"

วาทะคมคายจนแทบบาดหูอย่างนี้เป็นของนายศิริโชค โสภา เจ้าของฉายา "วอลเปเปอร์" ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ที่ตอบข้อถามเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 2 สัปดาห์

และทำท่าจะเป็นปัญหายืดเยื้อไปอีกพักใหญ่

เพราะในขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ากำลังรวบรวมข้อมูลให้รอบด้าน ไม่เหมือนคนอื่นที่ออกมาพูดทั้งที่มีข้อมูลด้านเดียว(ไม่รู้ตั้งใจจะให้กระทบถึงใคร)

คนรอบข้าง-ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีวอลเปเปอร์รวมอยู่ด้วยหรือไม่ ก็ขยันออกข่าวว่ามั่นใจเหลือเกินเรื่องการเสนอชื่อผบ.ตร.คนต่อไป

ว่ายังไงก็จะดันพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้าวินแหงๆ

ระบุมาเสร็จสรรพว่า หนหน้าคะแนนเสียงออกมาคือ 9 ต่อ 2

กรุณาตัดแปะข้างฝากันไว้ด้วย

เพื่อจะได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดื้อ กับความมั่นใจในตัวเองของผู้นำนั้นตำราที่นายศิริโชคไม่ได้อ่านบอกว่าเป็นคนละเรื่องกัน

เพราะผู้นำจะมั่นใจได้ ต้องตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่รอบคอบ รอบด้าน

และมีความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะด้วยว่า ข้อมูลที่ได้รับมาอะไรจริงอะไรเท็จ

รวมถึงคนที่มาพูดนั้น ใครของจริงใครของเก๊

แต่ดื้อก็คือตรงข้ามทั้งหมดกับข้างต้นที่ว่ามา แต่ว่าตัดสินใจเพราะชอบหรือเชื่อหัวปักหัวปำ

ที่แตกต่างกันอย่างสำคัญระหว่างดื้อกับภาวะผู้นำก็คือ

ผู้นำตัดสินใจอะไรไปแล้ว ถ้าผิดเขาก็พร้อมรับหมด

แต่ดื้อนั้นเป็นอาการของเด็ก

คิดเหมือนเล่นขายของว่า ถ้าหนนี้ผิดไป เดี๋ยวก็ทำใหม่ได้ ส่วนที่เล่นแล้วทำไฟไหม้บ้านนั้นไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบด้วย

คำถามคือนายกฯ ดื้อหรือเป็นผู้นำ?

รวน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




หลังกลุ่มเสื้อแดงงัดยุทธการเย้ยรัฐบาล ปล่อยให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในเขตดุสิตเก้อ ด้วยการเลื่อนชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 ก.ย.นั้น

เล่นเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มึนตึ้บ

ก่อนจะตั้งสติได้ในวันต่อมา บลัฟกลับแกนนำนปช.ว่ากลัวอะไรกับการที่รัฐบาลใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

หรือมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง

ขณะที่กลุ่มนปช.ก็คุยว่างัดมุขนี้มาเล่น เพื่อตอกย้ำความตื่นตูมของรัฐบาลที่ด่วนงัดกระบองเตรียมปืนสั่งทหารออกมา ราวกับบ้านเมืองอยู่ภาวะสงคราม

เพราะเป้าหมายจริงๆ ก็คือนัดชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. วันครบรอบ 3 ปีของการยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร

เชื่อว่าจะสามารถระดมมวลชนออกมาได้มาก รวมทั้งปลุกพลังเงียบที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติออกมาร่วมได้บางส่วน

เพราะเห็นกันอยู่ว่าการปฏิวัติครั้งล่าสุด แก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้เลย แถมยังสร้างปัญหาใหม่ๆ อีกมาก

ที่บอกว่าจะโค่นล้มระบอบทักษิณก็ไม่ได้ผล กลับยิ่งทำให้คนที่นิยมชมชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมตัวกันได้อีกต่างหาก

ที่บอกจะได้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา ป้องกันไม่ให้รัฐบาลมีอำนาจมากเกินไป

ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ารัฐหลายพรรค ร้อยพ่อพันแม่ อย่างในขณะนี้มีศักยภาพในการบริหารประเทศหรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เพราะไปดึงเสียงมาจากบางส่วนของก๊วนนายเนวิน ชิดชอบ ในพรรคพลังประชาชน

ก็กลายเป็นว่าต้องขบเหลี่ยม ซ่อนดาบ จ้องเอาคืนอยู่ตลอดเวลากับพรรคภูมิใจไทย

สภาวะผู้นำของนายภิสิทธิ์ตอนนี้ เป็นตัวของตัวเองหรือไม่

ถามชาวบ้านร้านตลาดดูได้

แถมมีผลโพลนำไปเปรียบกับคนที่สิ้นอำนาจไปแล้ว แถม กำลังระเห็จระเหิน

แต้มออกมาก็ยังเป็นรองอีก

ยิ่งนายอภิสิทธิ์แสดงออกกรณีการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ โดยไม่ยอมฟังเสียงใคร ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นเด็กดื้อมากขึ้นเท่านั้น

มีคำถามอีกมากมายในทำนองว่าวุฒิภาวะของนายอภิสิทธิ์ เหมาะสมกับนายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศจริงหรือไม่

เพราะแม้จะมีสารพัดโฆษกออกมาตอบโต้แทน แต่บางเรื่องนายอภิสิทธิ์ก็หลุด ควันออกหู

อย่างกรณีคลิปเสียงสั่งการในช่วงเดือนเม.ย.ที่กำลังเผยแพร่อยู่ในขณะนี้

นายกฯ โมโหโกรธา รับเป็นเสียงของตนจริง แต่เป็นการตัดต่อ

พร้อมกับลากผู้เชี่ยวชาญมาช่วยการันตี ออกทีวีร่วมชี้แจงด้วย

โฆษกส่วนตัวก็แสดงความรู้ลึกสุดลิ่ม ขนาดแถลงว่ามีการตัดต่อรวม 51 จุด

แต่ไปๆ มาๆ กลับเริ่มมีคนตั้งคำถามว่าที่พูดจริงมีไหม

แล้วพูดว่าอย่างไร