WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 4, 2009

อคติวิธี

ที่มา ไทยรัฐ

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงมีปัญหาหนักข้อมากขึ้นทุกวัน ระบบคุณธรรม และระบบความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หดหาย จนไม่เหลือแม้แต่ตอ หน่วยงานที่ควบคุมและรักษากลไกของระบบราชการ อาทิ ก.พ. หรือ กพร.ก็เป็นง่อย ยืนกุม ตั้งท่ารอรับคำสั่งอย่างเดียว

ไม่มีศักดิ์ศรี

ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้วิจารณญาณในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการด้วย อารมณ์และความรู้สึก เอาระบบราชการทั้งระบบ มาเป็นข้อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ใช่ล้วงลูกธรรมดา

แต่เป็นโคตรล้วง

เอาเถอะ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ลับลมคมนัยเป็นอย่างไร ผมว่าไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม หรือเป็นเรื่องของความคิดความแค้นส่วนตัวก็เท่านั้น การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ยิ่งฉาวใหญ่

การเมืองชัดๆ

กระทรวงเกษตรฯไม่มีปัญหา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติไม่มีปัญหา กระทรวงอุตสาหกรรมไม่มีปัญหา ทั้งๆที่น่าจะมีปัญหา แต่มาเจาะจงเอากระทรวงที่อยู่ในการดูแลของพรรคภูมิใจไทยอยู่พักเดียว

งัดข้อกันสุดๆ

สำนักงบประมาณยิ่งร้ายใหญ่ เดิมที ผอ.สำนักงบประมาณคนเก่าได้วางระบบเอาไว้เรียบร้อยเป็นไปตามลำดับไหล่ เพราะสำหรับงบประมาณเป็นหน่วยงานที่สำคัญ เรียงลำดับเอาไว้แล้ว 1, 2, 3

คนที่จ่อจะขึ้น ผอ.สำนักงบประมาณก็เข้าสู่ขั้นตอนของ กระบวนการทำงานเรียบร้อย อาทิ เป็นเลขาธิการคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2553 เพื่อที่จะเข้าใจแผนงานงบประมาณของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ที่ไหนได้ แหกโผไปตั้งรองลำดับที่ 3 นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณขึ้นเป็น ผอ.สำนักงบประมาณคนต่อไปฉิบ จะด้วยเหตุผลกลใด จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ใครเป็นคนบัญชา ไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม

คำถามคือว่า ระบบคุณธรรม คืออะไร หรือจับใส่ลิ้นชักเอาไว้ตังแต่วันแรกที่มาเป็นรัฐบาล การเมืองการปกครองวุฒิภาวะของผู้นำนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าอีคิวบกพร่อง จะทำให้ภาวะผู้นำบกพร่องไปด้วย

คำว่านิติรัฐคืออะไรคงหาคำอธิบายยากเต็มที วันก่อนได้ยินนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศอีกแล้ว จะต้องฟันทุจริตโครงการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ได้ เดี๋ยวก็จะจัดการเสื้อแดง

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

คดี ชุมชนพอเพียง คดีปิดสนามบิน มีหมายออกไปแล้วก็ยังมีการดื้อแพ่ง ไม่ยอมรับหมาย รัฐบาลมีปัญญาไปทำอะไรได้ การทำงานที่เต็มไปด้วยอคติส่วนตัว นอกจากจะทำให้กลไกการบริหารประเทศเสียหาย กฎเกณฑ์กติกาบิดเบือนแล้วยังทำให้ความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศเสื่อมลงด้วย.

หมัดเหล็ก

อาถรรพณ์ 'เทพเทือก'

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30724

ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีใครกล้าลองของแบบนี้มั้ย

กับข่าววงในแว่วๆ ศึกในพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.หนุ่มกลุ่มหนึ่งออกอาการแค้นแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่โดนหักหน้าในที่ประชุม ก.ต.ช. ตั้งท่าเอาคืนค่ายภูมิใจไทย และจะพาลไปถึง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการใหญ่ รัฐบาล

ฐานทำตัวเป็น "หนอนบ่อนไส้"


กำหนดโปรแกรมจะตั้งโต๊ะแถลงข่าวถล่มกันอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้

หมูไม่กลัวเสือ หรือว่าเสือกลายเป็นแมวไปแล้ว

กับคำถามที่เซียนเลือกตั้งด้วยกันยังเอะใจ จับสัญญาณความเคลื่อนไหวภายในพรรคประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่า "เทพเทือก" กำลังตกอยู่ในภาวะโดนทอนพลังอำนาจอย่างแรง


มุมหนึ่งมันก็อ่านข้ามช็อตหลายชั้นได้ อาจจะเป็นเกมลึก แยกกันเล่นตามแผนหักหอกข้างแคร่

นำร่องไปสู่การสยบ "บิ๊กบราเธอร์" ขั้วอำนาจใหม่

แต่ถ้าย้อนประวัติศาสตร์กลับไป มันก็น่าหวิวแทน "เทพเทือก" ไม่น้อย


ตัวอย่างชัดๆ เริ่มจาก "ไข่มุกดำ" นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคหนึ่ง แต่พอขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ก็มีเหตุให้มีอันเป็นไป

ผลจากรายการหักกันเองภายใน นายวีระพากลุ่ม "10 มกรา" แตกทัพออกมา แล้วชีวิตบนถนนการเมืองก็มีอันตีบตัน ถึงขั้นติดคุก หมดโอกาสแจ้งเกิดในปักษ์ใต้

ต้องผันตัวเองมาเป็นแกนนำม็อบคนเสื้อแดงในปัจจุบัน

จาก "ไข่มุกดำ" มาถึงคิวของ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แม่บ้านพรรค ผู้สร้างปรากฏการณ์ดันนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ห้วงเวลานั้นเปรียบดุจพญาชาละวันผู้ไร้เทียมทาน

แต่สุดท้ายก็เจอวิบากกรรม โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟันคอคดีเงินงอก 45 ล้านบาท เจอโทษเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี หลุดเก้าอี้แม่บ้านใหญ่ และอำลาจากพรรค
ประชาธิปัตย์แบบเจ็บปวด

และโดยปมฝังใจที่ "เสธ.หนั่น" น่าจะจำมาถึงวันนี้ เจ้าตัวเชื่อว่า "โดนคนกันเองสั่งฆ่า" ตามข่าววงในที่ล่าลือกันถึงขนาดว่า เจ้าตัวกรึ่มไวน์แล้วไปลำเลิกบุญคุณใครบางคน

ผลก็เลยจบที่ "เสธ.หนั่น" ต้องซัดเซพเนจรมารอปิดฉากชีวิตการเมืองอยู่กับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย

จาก "เสธ.หนั่น" ก็มาถึงคิวลูกน้องรักอย่าง "เสี่ยอ๊อด" นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ถูกดันขึ้นนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค ในยุคของทีมทศวรรษใหม่ ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคในห้วงสั้นๆ

และพอถึงวันที่ "บัญญัติ" โดนโค่น

"ประดิษฐ์" ก็เดินย่ำรอยลูกพี่อย่าง "เสธ.หนั่น" เป็นอีกหนึ่งตำนานอดีตแม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่บ้านเก่าไม่ได้ ต้องเก็บ

เสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าหนีมาอยู่กับค่ายรวมใจไทยชาติพัฒนา อยู่ร่วมชายคากับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ระหกระเหินไปกันคนละทิศคนละทาง

ย้อนปรากฏการณ์ "อาถรรพณ์" เหตุให้มีอันเป็นไปของเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องเจอกับวิบากกรรม อยู่บ้านเก่าไม่ได้

"เทพเทือก" กำลังจะย่ำรอยตามนั้น

โดยสถานะอย่างที่เห็นๆกัน ณ วันนี้ "เทพเทือก" กลายเป็น "แกะดำ" ในฝูงแกะขาว

เอาจริง ไม่ใช่แค่แยกบทกันเล่นตบตา


สารพัดข้อหาที่โดนคนในพรรคเดียวกันตั้งแง่ ประเคนแข้งเข้าใส่ หมั่นไส้ที่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป ทำตัวเป็นเบี้ยล่างให้ "เนวิน ชิดชอบ"

ขายศักดิ์ศรีของประชาธิปัตย์แลกกับอำนาจและผลประโยชน์

มีพฤติกรรมปันใจออกห่างไปร่วมเกม ลับ ลวง พราง หวังสถาปนาขั้วอำนาจใหม่ใต้ปีกอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงิน

ในอารมณ์อึดอัด ถึงขนาดที่ "เทพเทือก" ต้องโพล่งดังๆกลางวงที่ประชุมพรรค ขอร้องพวกพ้องน้องพี่ประชาธิปัตย์อย่าได้หวาดระแวงกันให้มากเกินไป

อาการออกซะขนาดนี้

"เทพเทือก" จะหนีอาถรรพณ์พ้นหรือไม่.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

"บวรศักดิ์" ชี้ถวายฎีกาผิดขั้นตอน จี้รัฐรับผิดชอบ

ที่มา ประชาไท

3 ก.ย.) เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เวลา 13.00 น.ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ. ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานฟังการสรุปผลการปฏิบัติโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกและนายทหารระดับผู้บังคับกองพันทั่วประเทศ เข้าร่วมฟังด้วย ในโครงการที่รัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณ 1,200 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ยังมีการบรรยายพิเศษโดย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล บรรยายเรื่องโบราณราชนิติประเพณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บรรยายเรื่องกฎหมายและขั้นตอนการถวายฎีกาให้ผู้บังคับหน่วยทราบข้อเท็จจริง เพื่อนำไปทำความเข้าใจกับประชาชน

หลังจากนั้นเวลา 16.00 น.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้มอบนโยบายและแผนการดำเนินการของโครงการฯ ให้ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง ทราบถึงสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโดยเน้นในเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะเรื่องการถวายฎีกาที่มีประชาชนไม่เข้าใจ ว่าพวกเราต้องร่วมกันปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ยังไม่เข้าใจและถูกชักนำในการต่อต้าน ทั้งนี้กำลังพลที่ลงไปทำงานแบบไม่มีสี ทหารต้องไม่เลือกสี และประชาชนไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตามทุกคนล้วนเป็นคนไทย เป็นพสกนิกรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเป็นทหารของชาติ

ด้านนายบวรศักดิ์ กล่าวบรรยายตอนหนึ่งถึงการถวายฎีกาว่า ต้องเป็นไปตามนิติราชประเพณีที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ถึง 267 พระธรรมนูญศาลยฺติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 พระราชกฤษฎีการะเบียบฯ ถวายฎีกา พ.ศ 2457 ส่วนฎีกาล้านชื่อที่ประชาชนร่วมลงชื่อนั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องยื่นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือ ญาติพี่น้อง และการที่ฎีกาต้องมิใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งถือว่าต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 และพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกา พ.ศ. 2457 รวมทั้งการยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขานั้นไม่ถูกต้อง ตามขั้นตอนของกฎหมาย

“เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะมีหน้าที่ถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์ แม้การพระราชทานอภัยโทษในมาตรา 191 ซึ่งบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจทุกชนิด ซึ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น พระราชทานอภัยโทษ หรือแก้ไขทุกข์ของราษฎร ที่ต้องให้ส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ต้องทรงใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านทาง ครม. ซึ่งต้องรับผิดชอบทางการเมือง และ รธน.มาตรา 195 กำหนดไว้ว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการ เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมี รมต.ลงนามรับสนองพระราชโองการ ดังนั้น นายกฯ หรือ รองนายกฯ ที่รับมอบหมายจึงต้องเป็นผู้กลั่นกรอง เรื่องฎีกาทุกชนิดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือฎีการ้องทุกข์ รวมถึงกราบบังคมทูล ถวายคำแนะนำ และนำพระราชวินิจฉัยมาปฏิบัติ และรับผิดชอบทางการเมือง และกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องยึดหลักในพระราชกฎษฎีกา วางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกา คือ นายกฯในฐานะบังคับบัญชาสำนักราชเลขาธิการ ต้องสั่งการให้ยุติเรื่องตามบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกา ต้องตัดไฟแต่ต้นลมระงับฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้ ไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายไปถึงองค์พระประมุข เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามจนเป็นภยันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ ฎีกาโกลาหลจะระงับลงด้วยวิธีการทางการเมือง 2 ทาง คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้แกนนำยุติการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย นิติประเพณี และระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการหักล้างคำกล่าวหาที่ว่า ไม่จงรักภักดี เป็นการดำเนินการโดยการกระทำ

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์

ย้ำ !! กทช.มีอำนาจเต็มถอน-พักใบอนุญาตไอเอสพี ไม่ปิดกั้นเว็บไม่เหมาะสม

ที่มา ประชาไท

(3 ก.ย.) ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง"การบูรณาการตรวจสอบและดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย" ว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการปิดกั้นเว็บไซต์ ดังนั้นจำเป็นต้องระดมสมองและทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อร่วมมือผลักดันและขัดเคลื่อนการดูแลสังคมออนไลน์ และจะทำงานใกล้ชิดกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้มากยิ่งขึ้น เพราะกทช.เป็นผู้ให้ใบอนุญาตประกอบกิจการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์
“ลำพังไอซีที ทำงานปิดเว็บไซต์คนเดียวไม่ได้ เพราะต้องมีหลายหน่วยงานมาช่วยกัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ที่กระจายอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว รวมถึงเว็บไซต์ที่บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเข้มข้น” รมว.ไอซีที กล่าว

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว กระทรวงไอซีทีจึงดำเนินโครงการ “ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามการกระทำความผิดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและรองรับนโยบายด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ด้วยการดูแลปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการจัดศูนย์ปฏิบัติความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต (Internet Security Operation Center : ISOC) เพื่อกำหนดกรอบนโยบาย แนวการดำเนินงาน และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม ตลอดจนเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือเพื่อรับแจ้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม เพียงแจ้งผ่านสายด่วน 1212

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังบูรณาการแนวทางดำเนินงานของทุกภาคส่วน ร่วมกับผู้ประกอบการการให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการเกตเวย์ประมาณ 100 บริษัท สมาคมอินเทอร์เน็ตไทย สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนพิเศษ เพื่อตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย โดยมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธานคณะทำงานฯ และเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 180 คน ร่วมสัมมนาในหัวข้อดังกล่าว เพื่อระดมความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหา พร้อมทั้งกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ในการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม

ด้าน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะประธานคณะทำงานบูรณาการการดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย กล่าวว่า ปัจจุบันเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายมากคือ เว็บไซต์การพนัน เพราะทำให้คนเข้าถึงง่ายที่สุด ดังนั้นทุกฝ่ายควรจะเข้ามาดูแลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ กทช.ที่มีอำนาจเต็มในการดูแล เพราะสามารถถอนใบอนุญาต พักใบอนุญาต และอื่นๆ ตามประกาศของ กทช. ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการ ใด โดย กทช.แจ้งว่าไอซีที ไม่เคยแจ้งข้อมูลว่ามีไอเอสพีรายใดเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถดำเนินการใดได้ แต่จากนี้ไปทำให้จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมและสกัดกั้นเว็บไซต์ไม่เหมาะสม ปัจจุบันมีไอเอสพีที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. 100 รายมีผู้ได้รับใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ 10 ราย ดังนั้นจากนี้ไปถ้ามีคำสั่งศาลให้ปิดกั้นเว็บไซต์แล้ว แต่ไอเอสพีนั้นๆ ยังปล่อยให้มีข้อความอยู่บนเว็บอีก ก็จะให้ กทช.จัดการขั้นเด็ดขาดตามประกาศของ กทช.

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาเว็บไซต์ไม่เหมาะสม ไอซีทีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างเครื่องมือในการคัดกรองเว็บไซต์ ซึ่งจำนวนเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท เครื่องมือดังกล่าวมีใช้ในสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลแล้ว ซึ่งขณะนี้ ดีเอสไอ ได้นำร่องสร้างเครื่องมือคัดกรองดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเครื่องมือคัดกรองดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามให้ดีกว่าปัจจุบันถึง 90 %

เรียบเรียงจาก เว็บไซต์ไทยรัฐ (1,2) และเว็บไซต์เดลินิวส์

เครือข่ายแรงงานเรียกร้องถอนหมายจับ 3 แกนนำแรงงาน

ที่มา ประชาไท

คนงานกว่า 300 คนชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ตำรวจยุติมาตรการที่จะจับกุมผู้นำแรงงานที่ถูกออกหมายจับจากการชุมนุมหน้าทำเนียบ-รัฐสภาและดำเนินการร้องขอต่อศาลให้ถอนหมายจับโดยทันที และขอให้มีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการสลายการชุมนุมที่ใช้เครื่องขยายเสียงระยะไกล โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด, นางสาวบุญรอด สายวงศ์ และนางสาวจิตรา คชเดช ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า หรือ ผู้สั่งการเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ภายหลังการชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ พร้อมองค์กรแรงงานและองค์กรประชาชน ไปยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากที่ได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันที่ 3 ก.ย. เวลา 9.00น. ผู้ชุมนุมจากเครือข่ายองค์กรต่างๆ อาทิ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สภาศูนย์กลางแรงงาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ ซึ่งส่วนใหญ่แต่งกายด้วยสีดำกว่า 300 คนร่วมชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ถอนหมายจับแกนนำแรงงานทั้ง 3 คน

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กล่าวว่า หลายปีมาแล้วไม่เคยมีการออกหมายจับผู้ชุมนุม การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาล ที่กลัวในพลังของประชาชน และตอกย้ำการแบ่งขั้วของรัฐบาลกับภาคประชาชน ซึ่งนี่จะเป็นข้อเสียของรัฐบาลเอง เนื่องจากองค์กรแรงงานและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกกำลังจับตามองเรื่องนี้อยู่ โดยองค์การในยุโรปหลายประเทศได้ทำหนังสือถึงสถานทูต เพื่อขอให้สอดส่องการละเมิดสิทธิในการรวมตัวของคนงานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องถอนคดีโดยเร็วไม่เช่นนั้นกระแสประท้วงจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ องค์กรด้านสิทธิฯ จะออกมาเคลื่อนไหวต่อ

เธอตั้งคำถามว่า อะไรคือความไม่สงบ การที่คนงานซึ่งไม่มีอาวุธมาอยู่บนท้องถนนโดยพร้อมเพรียงกันคือความไม่สงบหรือ ถ้าเช่นนั้นการที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งมีความดังระดับ 150 เดซิเบล ซึ่งเป็นอาวุธในการปราบปรามคนจำนวนมาก กับผู้ชุมนุม โดยไม่เตือนก่อนการใช้คืออะไร

"มาตรการของรัฐบาลต่างหากที่ไม่เคารพกับการจัดการเดินขบวนอย่างสันติวิธี" จรรยากล่าว

วาสนา ลำดี ผู้ประสานงานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อแรงงานไทย เล่าถึงเหตุผลที่นัดกันใส่เสื้อสีดำว่า เพื่อแสดงถึงความมืดมนของระบบตำรวจ ที่ไม่จัดการกับนายจ้าง เวลาที่คนงานแจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้างที่โกงค่าจ้าง หรือขู่ฆ่า แต่กลับออกหมายจับคนงานได้เร็ว ส่งหมายไปถึงบ้าน ทำให้พ่อแม่ของคนงานต้องขวัญผวา

วาสนา ยกตัวอย่างกรณีของคนงานบริษัทเวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ ซึ่งถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับค่าแรงที่เหลือ เป็นเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท โดยให้คนงานไปฟ้องร้องต่อศาลเอา โดยคนงานเมื่อฟ้องต่อศาลเพื่อให้มีการยึดทรัพย์นำไปขายทอดตลาด ก็กลัวว่านายจ้างจะขนของไปขาย จึงไปปักหลักเฝ้าของบริเวณระหว่างคูหาอาคารของบริษัท ซึ่งทำให้คนงานกลับถูกข้อหาบุกรุก

จากนั้น เวลา 10.20น. วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ยื่นหนังสือระบุถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ต.มนู เมฆหมอกเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับแทน โดย คสรท.ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยุติมาตรการที่จะจับกุมผู้นำแรงงานที่ถูกออกหมายจับจากเหตุการณ์ดังกล่าวและดำเนินการร้องขอต่อศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที และขอให้มีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการสลายการชุมนุมของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่ได้ใช้เครื่องขยายเสียงระยะไกล โดยไม่ได้มีการแจ้งให้แก่ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้าถึงการดำเนินการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม

วิไลวรรณ กล่าวว่า คนงานจากทั้งสามแห่งต่างประสบปัญหา โดยคนงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยถูกเลิกจ้าง กว่าครึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ ส่วนคนงานจากสหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ก็ถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งปัญหาทั้งหมดรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญเข้ามาแก้ไข ทำให้พวกเขาต้องเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่เมื่อเดินทางไปที่ทำเนียบฯ ก็ไม่มีใครออกมารับหนังสือ จึงเดินทางไปที่รัฐสภา ซึ่งมีการประชุมงบประมาณของ ส.ส. และรัฐมนตรี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนยากคนจนคือ เจอตำรวจตั้งข้อหามั่วสุมเกิน 10 คนและก่อความไม่สงบ

วิไลวรรณ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกกลุ่มภายใต้รัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับทำเกินกว่าเหตุ จึงมาร้องเรียนต่อ สตช. ให้ยกเลิกหมายจับแกนนำทั้ง 3 คนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนคนงานให้ได้สิทธิตามกฎหมาย นอกจากนี้แล้ว จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสภาทนายความและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ด้วย

โดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเรียกร้องให้สภาทนายความดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

และเรียกร้องให้ไอแอลโอดำเนินการผลักดันต่อรัฐบาลไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ โดยยึดถือมาตรฐานแรงงานสากล อันได้แก่ การเจรจาต่อรองกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง รวมไปถึงการใช้ระบบแรงงานสัมพันธ์ในการแก้ไขปัญหา ตามกรอบปฏิบัติระดับสากล OECD ให้สมกับเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และขอให้เสนอข้อแนะต่อรัฐบาลไทยในการเอาผิดกับนายจ้าง ซึ่งมีการกระทำที่ส่อให้เห็นถึงการคุกคามสหภาพแรงงาน

บทความ:บทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวง พร้อมคณะเข้าเฝ้าฯ ทรงมีพระราชดำรัสถึงสถานการณ์บ้านเมืองว่า ทรงหนักพระทัยมาหลายปีด้วยเกรงว่าบ้านเมืองจะล่มจม เพราะว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร แต่ตอนนี้โชคดีที่มีผู้มีความรู้ต่างๆกัน มาร่วมมือกัน ทำให้ทรงมีความหวังว่า บ้านเมืองจะไม่ล่มจม

โดย รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 กันยายน 2552*

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องคมนตรีต้อง“ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ก็คือ ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์..การออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่? หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


#อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี


1.ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตำแหน่ง “องคมนตรี” มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแต่ในยุคนั้นใช้คำว่า “ปรีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) หรือ “ที่ปฤกษา” ในพระองค์”

2.ยุคประชาธิปไตยแบบ Constitutional Monarchy

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มิได้รับรองสถานะขององคมนตรีแต่อย่างใด รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาด้วย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๘๙

รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รับรองสถานะขององคมนตรีก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ใช้คำว่า “องคมนตรี” แต่ใช้คำว่า “อภิรัฐมนตรี”[1] แทน จากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็รับรองสถานะของตำแหน่งองคมนตรีไว้ทุกฉบับ[2]

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีข้อสังเกตดังนี้

1) จำนวนขององคมนตรี ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา 13 ได้บัญญัติให้อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 ท่าน แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มามีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขององคมนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 5 ท่าน เป็นไม่มากกว่า 8 ท่าน[3] ไม่เกิน 9 ท่าน[4] ไม่เกิน15 ท่าน[5] และไม่เกิน 19 ท่าน[6] ในที่สุด

2) หน้าที่ขององคมนตรี รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พุทธศักราช ๒๕๔๐รับรองว่าองคมนตรีมีหน้าที่อยู่สองประการคือ

1.ถวายความเห็น[7] ต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

และ 2. มีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้


ซึ่งหากดูรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแล้วสามารถสรุปอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีออกเป็น ดังนี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ถวายความเห็น มีข้อสังเกตดังนี้

ประการแรก การที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ถวายคำปรึกษา” ก็ดี หรือ “ถวายความเห็น” ก็ดีแสดงนัยยะอยู่ในตัวว่า ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองมนตรีนั้นมีลักษณะ “เชิงรับ” (passive) มากกว่าที่จะมีลักษณะ “เชิงรุก” (active)

กล่าวคือ หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปรึกษาแล้ว คณะองคมนตรีจะถวายความเห็นเองมิได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะปกติทั่วไปของงานให้คำปรึกษา (advisory opinion) ที่โดยปกติแล้ว จะต้องมีผู้มาขอคำปรึกษาเสียก่อน หากไม่มีใครริเริ่มขอคำปรึกษา ผู้ที่จะให้คำปรึกษาก็ไม่อาจให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องอะไร ดังนั้น องคมนตรีจะให้ความเห็นเองโดยที่พระมหากษัตริย์ยังมิได้เรียกปรึกษามิได้ ลักษณะหน้าที่ของคณะมนตรีจึงมีลักษณะตั้งรับมากกว่าเชิงรุก

ประการที่สอง ความเห็นที่องคมนตรีถวายนั้นต้องเป็นความเห็นที่เกี่ยวกับ “พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเห็นที่องคมนตรีจะถวายได้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น

ส่วนหน้าที่ประการที่สองนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” มีข้อสังเกตดังนี้

ประการที่หนึ่ง คำว่า “หน้าที่อื่น” นั้น มักจะเป็นเรื่องของการสืบสันตติวงศ์ เช่น

1) อำนาจในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
2) ให้ประธานองคมนตรีดำรงตำแหน่งเป็น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ชั่วคราว
3) มีอำนาจในการจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิม ตามพระราชดำริของพระมหากษัตริย์[8]
4) เสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง โดยที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้


ประการที่สอง หน้าที่อื่นนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย นั่นหมายความว่า องคมนตรีจะใช้อำนาจนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญให้ไว้มิได้ การใด ๆ ที่องคมนตรีทำนอกเหนือขอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ultra vires) การนั้นย่อมถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ[9]

จะเห็นได้ว่า อำนาจของคณะรัฐมนตรีมีจำกัดมาก กล่าวคือ มีอำนาจในการให้ความเห็นแด่พระมหากษัตริย์และหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีไว้จำกัด เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย มี “รัฐบาล” (Government) บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

3) การวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงปัจจุบัน บัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการเมืองอื่น และที่สำคัญต้อง “ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ก็คือ องคมนตรีนั้นต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์[10]


บทส่งท้าย

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและการวางตัวของท่านประธานองคมนตรีมากว่าไม่เหมาะสม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” [11] แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อการโยกย้ายทหาร คณะรัฐมนตรี หรือการออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ สาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับสำทับอีกว่า ก่อนที่องคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่จะต้องกล่าวปฎิญาณตนว่า
“…..ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ”
[12] ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า องคมนตรีมีอำนาจเพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ อีกทั้งองคมนตรียังต้อง “ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นสาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิดอีกเช่นกัน

สุดท้ายนี้ หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


เชิงอรรถ

[1] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ หมวด ๒
[2] มีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ ได้บัญญัติเรื่องอภิรัฐมนตรีไว้เป็นหมวดหนึ่งแยกออกจากหมวด “พระมหากษัตริย์” โดยในหมวด 2 จั่วหัวว่า “อภิรัฐมนตรี” แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติสถานะขององมนตรีอยู่ภายใต้หมวด “พระมหากษัตริย์” มาโดยตลอด มิได้แยกออกเป็นเอกเทศจากหมวด “พระมหากษัตริย์” อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐
[3] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๒ มาตรา ๑๓ วรรค ๑
[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๐๒ มาตรา ๔
[5] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๕ โดย 15 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 14 ท่าน
[6] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ โดย 19 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 ท่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒ ก็บัญญัติทำนองเดียวกัน
ท่าน
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา ๑๓ ใช้คำว่า “ ถวายคำปรึกษา”
[8] โปรดดูมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ประกอบ
[9] ประเด็นนี้ นักวิชาการไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ไม่เปิดโอกาสให้ตุลาการรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ “การกระทำ” (act) ขององคมนตรี เนื่องจากต้องการให้องค์กรนี้อยู่ในปริมณฑลของ “พระราชอำนาจ” หรือ “พระราชอัธยาศัย” ของพระมหากษัตริย์โดยแท้ หรือเป็นไปได้ว่า ยังไม่มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างจริงจังในหมู่นักวิชาการว่า คณะองคมนตรีเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
[10] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๔ วรรค ๑
[11] ประเด็นนี้ผู้เขียนไม่เห็นพ้องด้วยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรใช้คำว่า “ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
[12] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ วรรค ๒


*หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เผยแร่ครั้งแรกในประชาไท เมื่อ 2 มกราคม 2551

บทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News

โดย รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 กันยายน 2552*

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องคมนตรีต้อง“ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ก็คือ ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์..การออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่? หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


#อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี


1.ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตำแหน่ง “องคมนตรี” มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแต่ในยุคนั้นใช้คำว่า “ปรีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) หรือ “ที่ปฤกษา” ในพระองค์”

2.ยุคประชาธิปไตยแบบ Constitutional Monarchy

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มิได้รับรองสถานะขององคมนตรีแต่อย่างใด รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาด้วย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๘๙

รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รับรองสถานะขององคมนตรีก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ใช้คำว่า “องคมนตรี” แต่ใช้คำว่า “อภิรัฐมนตรี”[1] แทน จากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็รับรองสถานะของตำแหน่งองคมนตรีไว้ทุกฉบับ[2]

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีข้อสังเกตดังนี้

1) จำนวนขององคมนตรี ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา 13 ได้บัญญัติให้อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 ท่าน แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มามีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขององคมนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 5 ท่าน เป็นไม่มากกว่า 8 ท่าน[3] ไม่เกิน 9 ท่าน[4] ไม่เกิน15 ท่าน[5] และไม่เกิน 19 ท่าน[6] ในที่สุด

2) หน้าที่ขององคมนตรี รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พุทธศักราช ๒๕๔๐รับรองว่าองคมนตรีมีหน้าที่อยู่สองประการคือ

1.ถวายความเห็น[7] ต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

และ 2. มีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้


ซึ่งหากดูรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแล้วสามารถสรุปอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีออกเป็น ดังนี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ถวายความเห็น มีข้อสังเกตดังนี้

ประการแรก การที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ถวายคำปรึกษา” ก็ดี หรือ “ถวายความเห็น” ก็ดีแสดงนัยยะอยู่ในตัวว่า ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองมนตรีนั้นมีลักษณะ “เชิงรับ” (passive) มากกว่าที่จะมีลักษณะ “เชิงรุก” (active)

กล่าวคือ หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปรึกษาแล้ว คณะองคมนตรีจะถวายความเห็นเองมิได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะปกติทั่วไปของงานให้คำปรึกษา (advisory opinion) ที่โดยปกติแล้ว จะต้องมีผู้มาขอคำปรึกษาเสียก่อน หากไม่มีใครริเริ่มขอคำปรึกษา ผู้ที่จะให้คำปรึกษาก็ไม่อาจให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องอะไร ดังนั้น องคมนตรีจะให้ความเห็นเองโดยที่พระมหากษัตริย์ยังมิได้เรียกปรึกษามิได้ ลักษณะหน้าที่ของคณะมนตรีจึงมีลักษณะตั้งรับมากกว่าเชิงรุก

ประการที่สอง ความเห็นที่องคมนตรีถวายนั้นต้องเป็นความเห็นที่เกี่ยวกับ “พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเห็นที่องคมนตรีจะถวายได้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น

ส่วนหน้าที่ประการที่สองนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” มีข้อสังเกตดังนี้

ประการที่หนึ่ง คำว่า “หน้าที่อื่น” นั้น มักจะเป็นเรื่องของการสืบสันตติวงศ์ เช่น

1) อำนาจในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
2) ให้ประธานองคมนตรีดำรงตำแหน่งเป็น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ชั่วคราว
3) มีอำนาจในการจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิม ตามพระราชดำริของพระมหากษัตริย์[8]
4) เสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง โดยที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้


ประการที่สอง หน้าที่อื่นนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย นั่นหมายความว่า องคมนตรีจะใช้อำนาจนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญให้ไว้มิได้ การใด ๆ ที่องคมนตรีทำนอกเหนือขอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ultra vires) การนั้นย่อมถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ[9]

จะเห็นได้ว่า อำนาจของคณะรัฐมนตรีมีจำกัดมาก กล่าวคือ มีอำนาจในการให้ความเห็นแด่พระมหากษัตริย์และหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีไว้จำกัด เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย มี “รัฐบาล” (Government) บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

3) การวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงปัจจุบัน บัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการเมืองอื่น และที่สำคัญต้อง “ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ก็คือ องคมนตรีนั้นต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์[10]


บทส่งท้าย

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและการวางตัวของท่านประธานองคมนตรีมากว่าไม่เหมาะสม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” [11] แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อการโยกย้ายทหาร คณะรัฐมนตรี หรือการออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ สาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับสำทับอีกว่า ก่อนที่องคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่จะต้องกล่าวปฎิญาณตนว่า
“…..ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ”
[12] ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า องคมนตรีมีอำนาจเพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ อีกทั้งองคมนตรียังต้อง “ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นสาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิดอีกเช่นกัน

สุดท้ายนี้ หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


เชิงอรรถ

[1] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ หมวด ๒
[2] มีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ ได้บัญญัติเรื่องอภิรัฐมนตรีไว้เป็นหมวดหนึ่งแยกออกจากหมวด “พระมหากษัตริย์” โดยในหมวด 2 จั่วหัวว่า “อภิรัฐมนตรี” แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติสถานะขององมนตรีอยู่ภายใต้หมวด “พระมหากษัตริย์” มาโดยตลอด มิได้แยกออกเป็นเอกเทศจากหมวด “พระมหากษัตริย์” อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐
[3] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๒ มาตรา ๑๓ วรรค ๑
[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๐๒ มาตรา ๔
[5] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๕ โดย 15 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 14 ท่าน
[6] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ โดย 19 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 ท่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒ ก็บัญญัติทำนองเดียวกัน
ท่าน
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา ๑๓ ใช้คำว่า “ ถวายคำปรึกษา”
[8] โปรดดูมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ประกอบ
[9] ประเด็นนี้ นักวิชาการไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ไม่เปิดโอกาสให้ตุลาการรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ “การกระทำ” (act) ขององคมนตรี เนื่องจากต้องการให้องค์กรนี้อยู่ในปริมณฑลของ “พระราชอำนาจ” หรือ “พระราชอัธยาศัย” ของพระมหากษัตริย์โดยแท้ หรือเป็นไปได้ว่า ยังไม่มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างจริงจังในหมู่นักวิชาการว่า คณะองคมนตรีเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
[10] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๔ วรรค ๑
[11] ประเด็นนี้ผู้เขียนไม่เห็นพ้องด้วยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรใช้คำว่า “ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
[12] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ วรรค ๒


*หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เผยแร่ครั้งแรกในประชาไท เมื่อ 2 มกราคม 2551

“ความขัดแย้ง” ในแกนนำเสื้อแดง คือโอกาสในการร่วมกันคิดหาทางออกให้ชัดว่าจะสู้อย่างไร

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
3 กันยายน 2552

แนวปฏิวัติเสี่ยงกับการถูกปราบ และคนที่เสี่ยงที่สุดคือคนในประเทศ(ไม่ใช่ผม) แต่แนวปฏิรูปเสี่ยงกับการยอมจำนนต่ออำมาตย์ พวกเราถึงทางแยกสำคัญที่บังคับให้เราต้องคิดหนัก เราไม่ควรเงียบ หรือเอาหัวไปมุดดิน เราควรจะพูดและคิด ควรจะถกเถียงอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด แต่อย่าลืมขยันสร้างความสามัคคีด้วยในเรื่องที่ทำได้ อย่าลืมว่าศัตรูหลักคือพวกอำมาตย์



ผมเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดงที่ไม่สบายใจ เมื่อเห็นแกนนำเสื้อแดงเถียงและวิจารณ์กัน

แต่ความรู้สึกนั้นผิดพลาด การที่แกนนำเสื้อแดงเถียงกันตอนนี้ มีรากฐานมาจากแนวความคิดทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความไร้น้ำยาของใคร

มันสะท้อนวิกฤตในสังคมไทยที่เราต้องร่วมกันแก้ และมันสะท้อนความยากลำบากในการแก้ ผมอยากชักชวนให้เราชาวเสื้อแดงมองว่าการถกเถียงเรื่องแนวทางการต่อสู้เป็นเรื่องดี ไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใด เพราะมันบังคับให้พวกเราคิดตามประเด็นถกเถียง

ผมอยากให้เสื้อแดงทุกคนมีส่วนร่วมในการถกเถียงนี้ ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาธิปไตยของมวลชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่มานาน ขบวนการประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัยทุกประเทศ ย่อมเต็มไปด้วยการถกเถียง และนี่คือจุดแข็งจุดเด่น

เราไม่เหมือนเสื้อเหลืองที่ขัดแย้งกันเรื่องการกอบโกย หรือเรื่องอำนาจที่จะกอบโกย ไม่ว่าจะเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ คนในแวดวงเบื้องสูง อภิสิทธิ์ เนวิน สุเทพ หรือผู้นำพันธมิตรฯ พวกนี้เป็นเหลืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของเขาแต่แรก เขาเลยทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์เสมอ

เสื้อแดงไม่ใช่เทวดา แต่ประเด็นผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่ประเด็นหลักในขณะนี้

คนเสื้อแดงเข้าใจดีว่าปัจจุบันอำมาตย์ครองเมือง ผมอยากให้มองว่าอำมาตย์ดังกล่าวไม่ใช่บุคคลหยิบมือเดียว ไม่ใช่สถาบันเดียว แต่เป็นพวกทหารชั้นสูง ข้าราชการชั้นสูง องคมนตรีและขุนนาง รวมถึงเศรษฐีนักการเมืองเหลือง

อำนาจของพวกนี้ทั้งกลุ่มฝังลึกอยู่ ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ทหาร เพราะมีเครื่องมือในการใช้ความรุนแรงเพื่อเผด็จการ แต่พวกนี้ใช้สถาบันเบื้องสูงเพื่อพยายามสร้างความชอบธรรมด้วย

อำมาตย์ในทุกที่ทั่วโลกต้องมีอาวุธสองชนิดคือปืนกับการสร้างความชอบธรรม เขาจะคุมทหาร ตำรวจ ศาล คุก และเขาจะคุมสื่อ โรงเรียน และปิดกั้นความคิด

ขบวนการเสื้อแดงเติบโตจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ของคนจำนวนมากหลัง ๑๙ กันยา ในช่วงแรกๆ เราไม่ต้องคิดอะไรหนักเพราะเรามองว่าเรามีมวลชนและมีความชอบธรรม

แต่หลังเมษาเลือดเราเริ่มเห็นชัดว่าเราเผชิญหน้ากับอำนาจที่แข็งแกร่ง แค่เดินขบวนและชุมนุมไม่พอ พันธมิตรฯมันเดินขบวนและมีผลเพราะมันใช้ความรุนแรงและมีทหารและคนชั้นสูงหนุนหลัง มันไม่ได้ชนกับอำนาจอำมาตย์

เราเรียนรู้ว่าแค่ชนะการเลือกตั้งหลายรอบก็ไม่พออีกด้วย นี่คือที่มาของการถกเถียงในหมู่แกนนำเสื้อแดงปัจจุบัน และผมมั่นใจว่าในหมู่คนเสื้อแดงรากหญ้ามีการเถียงกันในทำนองเดียวกัน การถกเถียงนี้จะช่วยให้เราชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางต่อสู้ และถ้าเราวิเคราะห์ออก เราจะชัดเจนว่าเราสามารถสามัคคีกันตรงไหนได้ และมองต่างมุมในส่วนไหน โดยไม่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยอ่อนแอ

ถ้าจะสรุปเหมารวม การถกเถียงครั้งนี้เป็นการถกเถียงระหว่างสองฝ่าย ในแต่ละฝ่ายก็ไม่ใช่ว่าคนจะคิดเหมือนกันหมด แต่เราสามารถจัดเป็นสองกลุ่มได้คือ

(1) กลุ่มแกนนำสามเกลอและทักษิณ เป็นกลุ่มที่อยากจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป พร้อมจะหาทางประนีประนอมเพื่อได้ประชาธิปไตยกลับมา โดยไม่ต้องปะทะมากเกินไป แนวนี้คือแนวปฏิรูป ส่วนกลุ่มที่

(2) ประกอบไปด้วยจักรภพและสุรชัย ที่มองว่าประชาธิปไตยแท้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าไม่สู้แบบปะทะอย่างตรงไปตรงมา นี่คือแนวปฏิวัติ

ผมเองก็สนับสนุนแนวคิดกว้างๆ ของกลุ่มที่สองนี้ด้วย

ผมไม่อยากจะเอาคำพูดไปยัดปากใคร หรือความคิดไปยัดใส่หัวใคร ทุกท่านต้องอ่านและฟังสิ่งที่เจ้าตัวพูดเอง ไม่ใช่ไปสรุปแทนหรือบิดเบือนอย่างที่มีคนทำกับผมบ่อยๆ

แต่ถ้าจะสรุปคร่าวๆ สองแนวนี้คือทางเลือกระหว่างการค่อยๆปฏิรูปและประนีประนอม กับการปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่ ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าแนวทางของตนเองเป็นแนวที่ดีที่สุดที่จะนำสังคมไปสู่ประชาธิปไตย ในอนาคตจะเป็นอย่างไรเดี๋ยวดูเอาเอง แต่จุดร่วมอันสำคัญคือทั้งสองฝ่ายมองว่าจะต้องหาทางข้ามปัญหาอำนาจที่แข็งแกร่งของอำมาตย์ให้ได้

กลุ่มปฏิรูปประนีประนอมมีข้อดีตรงที่พยายามจะหาทางสันติที่ไม่ปะทะตรงๆ ไม่เสียเลือดเนื้อมากเกินไป และไม่พยายามทำในสิ่งที่ดูใหญ่โตและยาก แต่ข้อเสียคือมันจะนำไปสู่ประชาธิปไตยจริงได้หรือ?

หรือจะนำไปสู่การยอมจำนนในที่สุด? การถวายฎีกามีข้อเสียตรงที่ไปมอบอำนาจให้กับประมุขในลักษณะเหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งเสริมอำนาจอำมาตย์ ในด้านความคิดการถวายฎีกาอาจช่วยเปิดโปงความจริงบางอย่าง แต่ในมุมกลับอาจไม่เปิดโปงอะไรใหม่และอาจนำพาคนไปจงรักภักดีกับอำมาตย์ก็ได้

กลุ่มปฏิวัติ ไม่ใช่กลุ่มปฏิวัติทุนนิยมเพื่อสังคมนิยม แต่เป็นกลุ่มที่อยากสู้อย่างถึงที่สุดกับอำนาจเผด็จการ และมองว่าการต่อสู้ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล่น กลุ่มนี้มองว่าการประนีประนอมกับอำมาตย์จะไม่กำจัดอำนาจเผด็จการซึ่งจะรื้อฟื้นตัวเองขึ้นมาได้ตลอด

ผมไม่อยากพูดแทนคนอื่น และคนอื่นคงมองต่างมุมกับผม ดังนั้นผมจะให้ข้อสังเกตของตนเองเท่านั้นคือ ผมเชื่อว่าเราสร้างประชาธิปไตยแบบที่มีประมุขในรูปแบบอังกฤษหรือญี่ปุ่นคงทำไม่ได้แล้วในไทย เพราะพวกทหารและกลุ่มอื่นจะดึงประมุขมาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตยเสมอ การเขียนรัฐธรรมนูญก็ไม่ช่วยเพราะทหารฉีกและละเมิดรัฐธรรมนูญเป็นสันดาน

ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องลดอำนาจและงบประมาณกองทัพ ต้องปฏิรูปศาลให้หมด ต้องมีระบบลูกขุนประชาชน ต้องปฏิรูปตำรวจ ต้องสร้างสื่อมวลชนของประชาชนแทนสื่อปัจจุบัน และต้องเปลี่ยนระบบการศึกษา ทุกตำแหน่งสาธารณะต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะการแก้นิดๆหน่อยๆ จุดเดียวจะไม่ประสบความสำเร็จ

ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ที่เราต้องการนี้ ผมเองหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจำนวนมากจะเริ่มเข้าใจว่าแค่ประชาธิปไตยรัฐสภาไม่พอ เราต้องมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจด้วย ประชาชนต้องมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการผลิตและการลงทุน ซึ่งแปลว่าต้องยกเลิกทุนนิยมและนำระบบสังคมนิยมมาใช้ (ซึ่งจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่มีในลาว เกาหลีเหนือ คิวบา หรือจีน) ในย่อหน้านี้ผมอาจมองต่างมุมหรือมองเหมือนกับคนอื่นในกลุ่มปฏิวัติก็ได้ ผมไม่ทราบ ต้องรอให้เขาอธิบายเอง

ผมต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราในกลุ่มปฏิวัติกำลังเสนอ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลา และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้พลังมวลชน บทสรุปสำคัญจาก ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ คือการเปลี่ยนสังคมต้องมาจากกระแสมวลชน ไม่ใช่จากคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะติดอาวุธหรือไม่ แต่ถ้าคิดดูให้ดี สภาพสังคมไทยตอนนี้น่าจะสอนให้เราทราบว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านพอใจกับประชาธิปไตยครึ่งใบหรือไม่ แต่ผมไม่พอใจ

แนวปฏิวัติเสี่ยงกับการถูกปราบ และคนที่เสี่ยงที่สุดคือคนในประเทศ(ไม่ใช่ผม) แต่แนวปฏิรูปเสี่ยงกับการยอมจำนนต่ออำมาตย์ เลือกเอาเองครับเพื่อนเสื้อแดงทั้งหลาย

พวกเราถึงทางแยกสำคัญที่บังคับให้เราต้องคิดหนัก เราไม่ควรเงียบ หรือเอาหัวไปมุดดิน เราควรจะพูดและคิด ควรจะถกเถียงอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด

แต่อย่าลืมขยันสร้างความสามัคคีด้วยในเรื่องที่ทำได้ อย่าลืมว่าศัตรูหลักคือพวกอำมาตย์

Thursday, September 3, 2009

แถลงการณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ฉบับที่ 5

ที่มา Voice TV



แถลงการณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ฉบับที่ 5
พ.ต.ท.ทักษิณ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่รัฐบาลพยายามสร้างความเข้าใจต่อปชช. เรื่องการตัดต่อคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี

วัดสติปัญญา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประชุมสภา 3 กันยายน 2552...ประชาชนตั้งโต๊ะ “สภากาแฟ” กันแน่นเอี้ยด เพื่อรอดู “กระทู้สด” ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”กรณีคลิปตัดต่อเสียง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในเรื่องสั่งให้มีการสลายการชุมนุม “กลุ่มชนคนเสื้อแดง”องครักษ์พิทักษ์นายกฯ พิทักษ์พรรคประชาธิปัตย์ พิทักษ์คลิปเสียง...ทำได้ตามเป้าหมาย คือ ลุกขึ้นประท้วงทุกวินาทีเสมือน “ตลาดสด” ที่วิ่งวุ่นกันทั้งสภาฯ โดยขาดกฎและระเบียบวินัยประท้วงแบบน้ำท่วมทุ่ง...หาสาระอะไรไม่ได้!ผมสงสัยว่า...ประเทศไทยคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่“ประธานสภาฯ” ถูกประท้วงจนน่าเกรงใจคลิปตัดต่อเสียง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ความยาว 4.23นาที...ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยคงได้ยินได้ฟังมาแล้วก่อนหน้านี้“ข้อเท็จจริง” ด้วยการพิสูจน์โดยเจ้าหน้าที่ “ผู้เชี่ยวชาญ”ชี้ชัดแล้วว่า เป็นคลิป ตัดต่อจริง!ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องคลิปว่าเป็น “ของจริง” หรือ“ของปลอม” แต่ใครก็ตามที่มีเทปส่วนนี้ คือ การทำหลักฐานเท็จ“เฉลิม อยู่บำรุง” ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน...ต้องการให้สังคมไทยรับรู้“ประชาธิปัตย์” ในฐานะพรรคการเมืองและเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น“ผู้นำประเทศ”

มีวิธีชี้แจง “ประเด็นปัญหา” ตรงจุดนี้อย่างไร...เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นถึง “กึ๋น” ในความพยายามแก้ไขปัญหาไม่ใช่ลุกขึ้น “เต้นผาง” กันแบบนี้อะไรจริง...อะไรเท็จ อย่าดูถูก “ความคิด” ของประชาชนซึ่งผมคิดว่า ประชาชนก็กินข้าว...ไม่ได้กินแกลบ อย่างที่คุณเฉลิมว่าทุกคนพกความคิดมาจากบ้าน..ไม่ได้พกความแค้นเพื่อรอคอย “การสะสางการมุ่งมั่นเพื่อหาความชอบธรรมแก้ไขความผิด...โดยให้“คุณหญิงหมอ” พ.ญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์” เข้ามามีส่วนร่วมในการพิสูจน์คลิปเสียงซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ...เพราะท่านเป็นคุณหมอ มีหน้าที่“ตรวจสอบ” ในการ “ชันสูตรพลิกศพ”หรือแม้กระทั่ง “บริษัทกันตนา” ซึ่งมีหน้าตัดต่อละคร...ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Sound Engineerมันดูเป็นเรื่อง “ตลก” ที่รัฐบาลต้องการสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับตัวเอง แต่วิธีปฏิบัติกลับไม่มีความเป็น“มืออาชีพ” และไม่น่าเชื่อถือการตัดคำพูดส่วนหนึ่งซึ่งไม่ใช่คำพูดของนายกรัฐมนตรี“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ความจริงได้ “พิสูจน์” ให้เห็นแล้วว่า “อภิสิทธิ์” ไม่ใช่บุคคลที่มีจิตใจ “อำมหิต” คิดสั่งฆ่าประชาชนด้วยบริบทคำพูดเยือกเย็น อย่างที่ “ผู้ไม่หวังดี” นำคลิปลับมาตัดต่อท่านคือ “ผู้บริสุทธิ์” ที่เป็นเป้าของผู้ไม่หวังดีในการสร้างสถานการณ์ให้เกิดภาวะ “ปั่นป่วน” และ “ตึงเครียด”ในบ้านเมืองจากคนอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้ดูคลิปซึ่งพวกเขาไม่เคยสนใจคิดว่าเป็นเรื่อง ชิงไหวชิงพริบ ทางการเมืองตอนนี้ใครมีคลิป พวกเขาขอฟังบ้าง...สงสัยจัง “ประชาธิปัตย์” กลัวอะไร?!? ■