WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 5, 2009

‘มาร์ค’ ยันพูดกับ ‘เฉลิม’ ตามหลักวิชาการ

ที่มา ประชาไท

หลังจากที่ได้อภิปรายโต้ตอบกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และมีการพูดเปรียบเทียบว่าเป็นหมา ล่าสุดนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า "ผมไม่ได้มีอารมณ์ ผมพูดตามหลักวิชาการ แต่คนที่มีอารมณ์ก็ต้องไปดูคนที่หน้าแดงนั่นแหละ แต่ผมยืนยันว่าไม่ได้มีอารมณ์"

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วานนี้ (4 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจของดุสิตโพลระบุเรตติ้งความนิยมในตัวลดลง หลังจากที่ได้อภิปรายโต้ตอบกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และมีการพูดเปรียบเทียบว่าเป็นหมา ว่า "ผมไม่ได้มีอารมณ์ ผมพูดตามหลักวิชาการ แต่คนที่มีอารมณ์ก็ต้องไปดูคนที่หน้าแดงนั่นแหละ แต่ผมยืนยันว่าไม่ได้มีอารมณ์"

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนที่พกระเบิดปิงปอง ว่า ไม่ใช่เป็นระเบิดปิงปอง แต่เป็นประทัดยักษ์ ซึ่งตอนที่อยู่ในพื้นที่ก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว มารู้อีกครั้งเมื่อเห็นข่าวแล้ว ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศรวมตัวกันในวันที่ 19 กันยายนนั้น คิดว่ายังอีกนาน
ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการตรวจสอบการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 เมษายน แถลงภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณสามเหลี่ยมดิน แดง ที่มีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธาน กรณีผลการตรวจสอบคลิปเสียงของนายกฯ ที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบด้วยเครื่องระบบออร่าซิตี้พบว่า มีการตัดต่อคลิปเสียงและพบจุดตัดต่อถึง 62 จุด แต่ทางคณะกรรมการได้รับการชี้แจงข้อมูลจาก พ.ต.ท.วิวัฒน์ สิทธิสรเดช นักวิทยาศาสตร์ (สบ 3) กลุ่มงานตรวจสอบทางเคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยา กองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบพบว่ามีจุดตัดต่อ 3 จุด และยังมีจุดที่ยังไม่แน่ชัดอีก 7 จุด โดยรวมแล้วไม่เกิน 10 จุด
โดยจุดที่มีการตัดต่อบางช่วงนั้นไม่ได้ทำให้สาระสำคัญผิดไป และเมื่อนำคลื่นเสียงของนายกฯ ที่พูดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน ตามที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงในสภามาเปรียบเทียบกับคลื่นเสียงของคลิปเสียงดัง กล่าวเห็นได้ชัดว่าคลื่นเสียงมีขนาดไม่เท่ากัน หมายความว่าคลิปเสียงดังกล่าวไม่ได้มีการตัดต่อมาจากรายการเชื่อมั่นประเทศ ไทยฯ ทางคณะกรรมการการตรวจสอบเชื่อว่านายอภิสิทธิ์มีการสั่งการจริงตามคลิปเสียง ดังกล่าว โดยทางคณะกรรมการจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้เพื่อเชิญนายกฯเข้าชี้แจง
"เอกสารนี้กองพิสูจน์หลักฐานเพิ่งตรวจสอบเสร็จสิ้น ได้จัดพิมพ์เป็นเอกสาร พร้อมเซ็นชื่อกำกับถูกต้อง สรุปว่ามีร่องรอยการตัดต่อไม่เกิน 10 จุด โดยมีตัดต่อชัดเจน 3 จุด และอาจมีตัดต่ออีก 7 จุด สิ่งสำคัญประโยคถ้อยคำยาว และสาระสำคัญ ไม่ถูกตัดหายไป ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานที่ได้ตรวจสอบและทำเอกสารลำดับเหตุการณ์ ระบุว่าในลำดับที่ 2, 10 และ 22 ที่เป็นเนื้อหาสาระที่ถ้อยคำพูดของนายกฯที่พูดต่อเนื่องเกี่ยวกับการสร้าง เงื่อนไขเพื่อให้ประกาศภาวะฉุกเฉินรวมไปถึงกรณีพาดพิงอดีตนายกฯที่มี พฤติกรรมจาบจ้วง หรือกล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประเด็นที่นายกฯไม่ได้ชี้แจงในสภา เพราะหลักฐานที่กองพิสูจน์หลักฐานให้อนุกรรมการนั้นเพิ่งเสร็จวันนี้และให้ อนุกรรมการดูเป็นที่แรก ดังนั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นที่นายกฯจะต้องชี้แจงมากกว่านี้" นายวรวัจน์กล่าว
พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) กล่าวถึงคดีคลิปเสียง หลังจากจับกุมพนักงานบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2 คน ว่าขณะนี้นับว่ามีความรุดหน้าไปมาก และมีการพิจารณาออกหมายเรียกบุคคลต่างๆ เพื่อเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนโดยจะเรียกให้เข้าพบในจำนวนเท่าที่พยาน หลักฐานเกี่ยวโยงไปถึง โดยทางพนักงานสอบสวนจะนัดหมายวัน เวลา และสถานที่อีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า บุคคลที่จะเชิญตัวมาสอบปากคำนั้นเป็นพนักงานบริษัท เอสซี แอสเสทฯทั้งหมดหรือไม่ พล.ต.ต.ปัญญากล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้เนื่องจากเกรงว่าจะเสียรูปคดี เมื่อถามถึงการตรวจสอบหลักฐานที่ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในบริษัทดัง กล่าวสามารถสาวไปถึงบุคคลใดได้บ้าง พล.ต.ต.ปัญญาระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ได้
ที่มา: เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์

ตูนGag Lasvegas:แม่จ๋ามาร์คไม่อยากเป็นนายกฯแร๊ะ..

ที่มา Thai E-News

ร้องสื่อ-สคบ.ตรวจสอบ 'แท่งประหยัด' - 'หว้ากอ' ยื่นจดหมายพรุ่งนี้ เผยทำได้จริงให้ 1 แสน

ที่มา Thai E-News


โดย กานต์ ทัศนภักดิ์
4 กันยายน 2552

ผู้ใช้และสมาชิก 'โต๊ะหว้ากอ' กระดานข่าว pantip ร่างจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนและสคบ. ร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณี NP Faster โดยจะเริ่มยื่นที่ช่อง 3 เป็นแห่งแรกพรุ่งนี้ ระบุหากทำได้จริงตามอ้าง พร้อมยอมรับ ประกาศขออภัย จ่ายค่าทดสอบ และมอบเงินให้ผู้ผลิตอีก 1 แสน

วานนี้ (3 ก.ย. 52) ผู้ใช้และสมาชิก 'โต๊ะหว้ากอ' กระดานข่าว pantip นำโดยสมโภชน์ ลักษณะนิยม ผู้ใช้บัตรผ่านนามแฝง 'คนผ่านมา' ได้เสนอให้มีการร่างจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน โดยเริ่มที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เพื่อเรียกร้องให้ติดตามนำเสนอข้อเท็จจริงกรณีที่ผู้ผลิตยี่ห้อ NP Faster เตรียมดำเนินคดีหมิ่นประมาท กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกโต๊ะหว้ากอและมีส่วนร่วมกับการผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ดังกล่าว ตามที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้า

โดยล่าสุดในวันนี้ (4 ก.ย. 52) ผู้ใช้และสมาชิกโต๊ะหว้ากอได้ร่วมกันร่างจดหมายเปิดผนึกขึ้น โดยเนื้อหาโดยสรุปคือ ให้ข้อมูลและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค (สคบ.) สภาวิศวกร ดำเนินการติดตามตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างจริงจัง รวมทั้งคุณสมบัติของอุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอข่าวกรณีนี้ เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ จดหมายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผู้ที่พิสูจน์และวิพากษ์วิจารณ์อุปกรณ์ดังกล่าวทำไปด้วยเจตนาสุจริต แต่หากทาง NP Faster สามารถพิสูจน์ได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติตรงตามที่ได้โฆษณาไว้ทั้งหมด ผู้ใช้และสมาชิกโต๊ะหว้ากอที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ก็ยินดีจะยอมรับ ประกาศขออภัย และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทดสอบทั้งหมด รวมทั้งมอบเงินสมทบการผลิตอีก 1 แสนบาท ดังที่สมาชิกนามแฝง ' -=Jfk=-' ได้เคยตั้งกระทู้ยื่นข้อเสนอนี้ไปก่อนหน้า

ทั้งนี้ สมโภชน์ ลักษณะนิยม พร้อมด้วยตัวแทนสมาชิกห้องหว้ากอ จะเดินทางไปยื่นจดหมายและข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV 3) ในวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 52 หรือวันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. โดยหลังจากนั้นจะมีการส่งจดหมายและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

Friday, September 4, 2009

นปช.เลื่อนชุมนุมใหญ่เสื้อแดงไป 19 ก.ย.

ที่มา Voice TV

 นปช. , ชุมนุมใหญ่ , แดงทั้งแผ่นดิน , 19 กันยายน , ลานพระบรมรูปทรงม้า , พ.ร.บ.ความมั่นคง , ครม.

นปช.ประกาศเลื่อนนัดชุมนุมใหญ่ จากเดิมเป็น 5 ก.ย.ไปเป็น 19 ก.ย.ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีการยึดอำนาจของ คมช.

นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แถลงยกเลิกการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ พร้อมนัดชุมนุมใหม่ในวันที่ 19 กันยายน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในโอกาสครบรอบ 3 ปีการยึดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ โดยยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะไม่เคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล แต่จะเคลื่อนไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษแทน และจะยุติการชุมนุมในเช้า วันที่ 20 กันยายน โดยระหว่างนี้จะเปิดโรงเรียนผู้ปฏิบัติงานนปช. แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อเป็นการอบรมหลักสูตรทางการเมืองให้แกนนำคนเสื้อแดงรุ่นแรกในวันที่ 12 – 13 กันยายน ที่กรุงเทพมหานคร ก่อนเวียนไปในส่วนภูมิภาค

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้คาดว่าจะไม่มีเหตุรุนแรง จึงไม่ต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่จะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าจำนวนหนึ่งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยจะติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน และพร้อมเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษทันที หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

บ้าบอคอแตกป๋าเหนาะจวกปูดที่ดินธรณีสงฆ์

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30913

นายเสนาะ เทียนทอง

“เสนาะ”จวกประชาธิปัตย์มีแต่พวกเกี๊ยวกุ๊ย ท้านายกฯ เพิกถอนคำสั่งที่ดินธรณีสงฆ์ หวังกระทบทักษิณเลี่ยงปัญหาคลิปเสียงฉาว

จากกรณีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย มีคำสั่งให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ในคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ สมัยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้น

วันนี้ (4 ก.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า “พรรคนี้เลวทราม ไม่รู้เอาคนเลวทรามมาอยู่ในพรรค มีแต่หาเรื่องคนอื่นเขาตลอด ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็หาเรื่องคนอื่นไว้เยอะแยะ แต่พอเป็นรัฐบาลคนที่เคยไปกล่าวหาเขาก็กลายเป็นคนดีไปหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องบ้าบอคอแตก เพราะเคยพูดชี้แจงในสภาชัดเจน และตรวจสอบทุกอย่างแล้วว่า ถูกต้อง ในสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งนายชวนก็พยายามบอกว่าเป็นที่ดินธรณีสงฆ์”

นายเสนาะ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่อยากไปถาม เกี๊ยวกุ๊ยเกินไปเราก็เฉยๆ ตอนนี้พูดตรงๆ บริษัทที่บริหารงานสนามกอล์ฟอัลไพน์ กำลังรอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการไปที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เซ็นเพิกถอนคำสั่ง และตนอยากถามว่าทำไมนายถาวร ไม่เซ็นเพิกถอนเสียเอง ทั้งนี้ท้ายสุดผู้ที่จะได้รับผลเสียหายก็จะคือกรมที่ดิน

นายเสนาะ กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนไม่อยากจะพูด ไม่อยากไปหาเรื่องกับใคร ที่ได้ข่าวว่าตนจะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย พวกนี้เล่นงานนายยงยุทธ ไปครั้งหนึ่งแล้ว สมัยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย และถ้าเรื่องนี้มีอะไรอยากให้ไปถามนายยงยุทธ ที่รู้เรื่องดีที่สุด เมื่อเขามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็เลยทำให้ถูกเล่นงาน หรือถ้าอะไรก็ตามที่กระทบชิ่งถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ก็จะหาเรื่อง ซึ่งถ้าสนามกอล์ฟอัลไพน์นี้ไม่ขายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงไม่มีเรื่องอะไร ตนเชื่อว่า การออกข่าวมาอย่างนี้รัฐบาลต้องการกลบข่าวคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีมากกว่า ทั้งนี้ตนเฉยๆ ไม่ไปยุ่ง

พท.ขุดรากเหง้า วอลเปเปอร์ สอบสัญชาติลาว

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30916

พรรคเพื่อไทย ยื่น ผบ.ตร. ร้องตรวจสอบสัญชาติลาว ของ "ศิริโชค โสภา" ชี้ คุณสมบัติลงสมัคร ส.ส. อาจไม่ถูกต้อง พร้อมขอให้สอบเชิงลึกการเกณฑ์ทหารล่าช้า ...

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 09.30 น.วันนี้ (4 ก.ย.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อให้ตรวจสอบสัญชาติของ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง พ.ต.อ. สุทธินาถ สุดยอด รองเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือแทน ผบ.ตร.

ด้าน นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ต้องการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบสัญชาติของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเห็นว่า สัญชาติของ ส.ส. ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะสมัครเป็น ส.ส.ต้องมีสัญชาติไทยโดยการกำเนิด แต่สูติบัตรของ นายศิริโชคระบุว่า บิดาเป็นคนสัญชาติลาว รวมทั้งนายศิริโชค ไปเกณฑ์ทหารเมื่ออายุ 23 ปี ซึ่ง ปกติชายไทยจะเข้าเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุครบ 21 ปี ซึ่งนายศิริโชคอ้างว่า เพราะไปศึกษาที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก จึงอยากให้ ผบ.ตร.ตรวจสอบเรื่องนี้เชิงลึก เนื่องจากตนได้เคยยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบพฤติกรรมและภูมิหลังของ นายศิริโชค กรณีแทรกแซงก้าวก่ายการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ และ กล่าวหาข้าราชการตำรวจระดับสูงว่า มีการซื้อขายตำแหน่ง แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอยืนยันไม่ได้โกรธเคืองส่วนตัวกับ นายศิริโชค แต่ที่มาดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจาก มีคนร้องทุกข์เข้ามาว่ามีหลักฐานชัดเจน ซึ่งนายศิริโชค เป็น ส.ส.มาแล้ว 3 ครั้ง หากคุณสมบัติไม่ถูกต้องจริงก็เกี่ยวข้องกับสาธารณชน ต้องคืนเงินค่าตอบแทนและประโยชน์ต่างๆให้แก่รัฐทั้งหมด รวมทั้งขอให้ตรวจสอบสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 341/2544 ของศาลอาญา และคดีหมายเลขแดงที่ 290/2544 ของศาลแขวงพระนครใต้ ที่มีนายศิริพจน์ โสภา พี่ชายนายศิริโชค เป็นจำเลย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับนายศิริโชคด้วยหรือไม่ แต่หาก ผบ.ตร. ไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขเวลาที่กฎหมายกำหนดจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะยื่นฟ้อง ผบ.ตร.ภายหลัง

คำสั่งพิเศษย้าย ตร.2,912คน ในสมัยพัชรวาท

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30945

อนุ ก.ตร. สรุปผลสอบ ไม่มีซื้อขายตำแหน่งตำรวจ แต่มีปัญหาคำสั่ง กว่า 2,900 ตำแหน่ง ที่อาศัยยกเว้นหลักเกณฑ์ ก.ตร. ในสมัย "พล.ต.อ.พัชรวาท" ...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (4 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานอนุ ก.ตร. สอบซื้อขายตำแหน่ง เป็นประธานประชุมสรุปผลไต่สวนกรณีที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร้องเรียนเรื่องซื้อขายตำแหน่งตำรวจ โดยใช้เวลาประชุม 4 ชั่วโมง

พ.ต.ท.วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ รอง ผกก.สภ.แก่งกระจาย จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ได้นำข้อมูลการโอนเงินเข้าบัญชีโดยมีที่เกี่ยวข้อง 3 ราย ที่มีประชาชนมอบมาให้เพื่อ เสนอให้ อนุ ก.ตร.ตรวจสอบ โดยมีข้อมูลโอนเงินเข้าบัญชีวันที่ 1 ก.ค. 2552 จำนวน 1,375,083 บาท วันที่ 4 ส.ค.2552 จำนวน 1,500,000 บาท และยอดรวมที่อยู่ในบัญชี 3,400,000 บาท ที่มีทยอยถอนออกไปครั้งละ 2 หมื่นบาท โดยมีบางวันถอนกว่า 20-30 ครั้ง

จากการสืบสวนทางลับ พบว่า การโอนเงินเข้าบัญชีเป็นการวิ่งเลื่อนตำแหน่ง รอง ผกก. ขึ้นเป็น ผกก. ขณะนี้ให้หลักฐาน ก.ตร.ตรวจสอบว่าใครเป็นคนโอนเงินเข้าบัญชี และใครเป็นผู้ที่ถอนออกไป แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งราคาวิ่งเต้นโยกย้ายมีทั้งระดับเกรดเอ เกรดบี และเกรดซี แต่ละตำแหน่งวิ่งเต้นไม่เท่ากัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการโอนเงินเข้าถึงระดับผู้ใหญ่ระดับใดบ้างหรือไม่ พ.ต.ท.วีระยศ กล่าวว่า ผู้มีอำนาจแต่งตั้งระดับตำรวจสั่งการไป แต่ไม่แน่ใจว่าถึงระดับตำรวจหรือไม่ แต่คนที่ได้รับวิ่งเต้นการันตีว่าถ้าจ่ายเงินแล้ว จะได้รับการแต่งตั้ง คงต้องรอ อนุ ก.ตร. ตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งหลักฐานที่ได้มานั้นเป็นเงินที่ใช้ในการวิ่งเต้นตำแหน่งบัญชีนี้ มีผู้เกี่ยวข้อง 3 คน

ด้าน พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ โฆษก อนุ ก.ตร.สอบซื้อตำแหน่ง กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำผู้ที่ให้ข้อมูลมีทั้งระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช. เกือบทุก บช. รวมทั้งที่ผู้ที่ได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ซึ่ง อนุก.ตร.ได้สอบปากคำ 80 กว่าปาก โดยอนุ ก.ตร. มีความเห็นว่า การสอบสวนชัดเจนเพียงพอที่จะเสนอความเห็นได้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน และ วันนี้ได้สอบปากคำเพิ่มระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร ผบช. ผบก.ทพ. เพิ่มเติม รวมทั้ง พ.ต.ท.วีระยศ ได้นำข้อมูลมาให้อาจต้องรอความเห็นจากประธาน อนุ ก.ตร. สอบซื้อตำแหน่ง แต่จะเสนอผลสรุปในวันที่ 7 ก.ย. เพื่อเสนอประธาน ก.ตร.พิจารณาเพิ่มเติม และจากที่สอบปากคำ ผบช. ผู้ที่เกี่ยวข้อง และเอกสารข้อมูลเลขที่บัญชีเข้า-ออกจากบุคคลภายนอกที่ พ.ต.ท.วีระยศ อ้างว่า เป็นการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่จะเสนอให้คณะกรรมการชุดอื่นตรวจสอบต่อไป

พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ขอยืนยันว่าคณะกรรมการฯ ชุดนี้เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ แต่การสอบปากคำได้ประโยชน์จากระดับ ผบช. ที่ให้ถ้อยคำ และที่ห่วงว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูนั้น ขอยืนยันว่าไม่มี คณะกรรมการได้พบข้อเท็จริงในการแต่งตั้งครั้งที่แล้วไม่เป็นไปตาม กฎ ก.ตร. ตามที่ได้เสนออนุมัติยกเว้นกฎ ก.ตร. เนื่องจาก กฎ ก.ตร. ปี 2549 ได้มอบอำนาจไห้ ผบ.ตร. และผบ.ตร.ได้ใช้อำนาจแต่งตั้งไปกว่า 2,912 ตำแหน่ง ซึ่งมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นการแต่งตั้งสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

พล.ต.อ.นพดล กล่าวต่อว่า ตำรวจมีหน้าที่ดูแลประชาชน นอกจากงานในหน้าที่แล้ว ต้องรู้ว่าลูกน้องตนเองใช้ได้ หรือไม่ และต้องยอมคนในพื้นที่ จึงสามารถทำงานได้ คือ หลักของ ก.ตร. ซึ่งใน ปี 2549 เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอยู่ในตำแหน่งครบ 2 ปี ก่อนสับเปลี่ยนโยกย้ายในระดับเดียวกันต้องทำให้น้อยที่สุด เพื่อประโยชน์ทางราชการ เว้นแต่นายตำรวจคนนั้นได้กระทำความผิด ถูกลงโทษหรือให้อยู่ต่อไปจะทำความเสียหายต่อทางราชการ ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องย้ายออกนอกพื้นที่ แต่ได้มีกฎ หรือเพื่อประโยชน์ทางราชการ ผู้มีอำนาจจะใช้ตรงนี้มาอ้างประโยชน์ทางราชการ มีการโยกย้ายตำรวจทั้ง 2,912 ตำแหน่ง ทำให้ผู้ปฏิบัติ ไม่มีความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่ พอแต่งตั้งจะต้องวิ่งเต้นเข้าผู้มีอำนาจ ซึ่งจริงๆ แล้ว ก.ตร .ต้องการให้ตำรวจวิ่งไปหาประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เสนอข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีเพื่อลงโทษหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ตนเองตอบแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ที่ได้ข้อมูล ยังไม่มีการรู้เห็น เรื่องซื้อขายตำแหน่ง และ อนุ ก.ตร มุ่งหวังว่าการพบข้อเท็จจริงครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขกติกา การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจให้มีความมั่นคงในชีวิต และประชาชนได้รับการดูแลอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจาก ผบ.ตร. แล้วคำสั่งโยกย้าย 2,912 ตำแหน่ง ตำรวจอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า มี แต่กี่คนบอกไม่ได้ เป็นระดับสูง แต่จะเสนอข้อมูลให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ซึ่งในคำสั่งแต่งตั้งตำรวจกว่า 2,912 9 ตำแหน่งมีทุก บช. ตั้งแต่ระดับ รอง ผบก.ลงมาถึงระดับ สว.

นอกจากนี้ ในวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ทำหนังสือพร้อมหลักฐานถึง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.ป เพื่อขอให้เลื่อนวันพิจารณาลงมติชี้มูลความผิดคดีการสลายม็อบพันธมิตรฯ ในวันที่ 7 ก.ย. ออกไปก่อน โดยอ้างว่า มีพยานหลักฐานใหม่ที่ ป.ป.ช. ยังไม่เคยมีพิจารณา อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.จะนำเรื่องหลักฐานใหม่ของ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าหารือในที่ประชุมใหญ่ป.ป.ช.วันที่ 7 ก.ย. เพื่อพิจารณาว่า หลักฐานที่ ผบ.ตร.ยื่นมานั้น เป็นหลักฐานใหม่จริงหรือไม่ หากเห็นว่า ไม่ใช่หลักฐานใหม่ ที่ประชุมป.ป.ช. ก็จะลงมติชี้มูลในวันดังกล่าวทันที

นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ปรับปรุงสำนวนเรียบร้อยแล้ว ตามที่ที่ประชุมป.ป.ช. สั่งให้ไปแก้ไขปรับปรุง โดยจะแจกให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน นำสำนวนไปศึกษาเป็นการบ้านในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ ก่อนที่จะมาลงมติชี้มูลความผิดในวันที่ 7 ก.ย.นี้ ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.พัชรวาททำหนังสือขอให้ ป.ป.ช.เลื่อนการตัดสินคดีนี้ไปก่อนนั้น คงต้องดูเหตุผลของผบ.ตร.ก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่ป.ป.ช.จะนำสำนวนคดีสลายม็อบพันธมิตรฯเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ เพื่อลงมติชี้มูลความผิดในวันที่ 7 ก.ย.นี้ตามเดิม

Straights Times: Seismic shifts challenge Thai elites to compromise การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่กำลังกระตุ้นให้ชนชั้นสูงของไทยต้องยอมอ่อนข้อ

ที่มา Thai E-News

ที่มา Straights Times Print Edition: (ต้องเป็นมาชิกถึงเข้าไปดูได้) - บทความเต็มได้มาจาก Malaysian Insider: http://www.themalaysianinsider.com/index.php/world/36805-seismic-shifts-challenge-thai-elites-to-compromise

แปลโดยทีมงานไทยอีนิวส์

4 กันยายน 2552


การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่กำลังกระตุ้นให้ชนชั้นสูงของไทยต้องยอมอ่อนข้อ




ณ.ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีวิวของแม่น้ำเจ้าพระยา - แม่น้ำแห่งกษัตริย์ (the River of Kings) - นักประวัติศาสตร์ดอกเตอร์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของเขาและพูดว่า "ของประเภทนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุ"

เขากำลังพูดถึงประเทศไทยยุคใหม่ ซึ่งถูกหล่อขึ้นมาจากสงครามในแหลมอินโดจีนในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970, ความเจริญรุ่งเรืองและความล้มเหลวของทศวรรษ 1980 และพฤษภาทมิฬปี 1992 - รวมถึงความวุ่นวายทางการเมืองในสี่ปีที่ผ่านมา

ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางการเมืองครั้งมโหฬารของประเทศมากกว่าที่เห็นอย่างผิวเผิน เขากล่าว

ในหลายเดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่ความแตกแยกในสังคมไทยไม่มีวี่แววที่จะถูกเยียวยา การเรียกร้องขอ "ความสามัคคี" และ "ความสมานฉันท์" โดยมากจะมาจากกลุ่มชนชั้นสูงของไทย ซึ่งก็เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วในประเทศไทยที่ในช่วงวิกฤติการเรียกร้องมักจะมาพร้อมกับการกล่าวหาผู้ที่ก่อให้เกิดการขัดแย้งอย่างรุนแรงว่าประพฤติตัวไม่เหมือนคนไทย

ในความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อเดือนธันวาคม 2007 กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในตอนนั้นมีพระชนมายุ 80 พรรษา ทรงตรัสว่า "ปราศจากความสามัคคี ประเทศจะเผชิญกับความหายนะ"
และเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ระหว่างที่กล่าวกับข้าราชการ พระองค์ได้เตือนว่าประเทศจะพังพินาศถ้ากลุ่มคนต่างๆในสังคมไม่ร่วมมือกัน

อุดมการณ์ของความสามัคคี - และกรอบความคิดของความเป็น "ไทย" - มันมีความสำคัญที่สุดต่อความนึกคิดของสถาบันของไทย นี่เป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลง - การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง - ซึ่งมีหลายคนที่คิดว่าสิ่งที่ลวร้ายที่สุดยังมาไม่ถึง

และระหว่างที่สถานการณ์ทางการเมืองมันเริ่มเต็มไปด้วยปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีวี่แววว่าจะมีการประนีประนอมกัน มันเกือบจะมีอาการผวาหวาดกลัวกับคำว่า "สามัคคี"

แต่นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าความคิดดั้งเดิมของความสามัคคีมันหลุดโลกไปแล้วและสอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

ดอกเตอร์ชาญวิทย์ ให้ข้อคิดว่าอุดมการณ์ของความสามัคคีในประเทศไทยเป็นเรื่องที่มาจากข้างบนลงมาข้างล่าง ซึ่งถูกกำหนดและผลักดันโดยชนชั้นสูงที่ครองอำนาจอยู่ แต่อุดมการณ์นี้มันล้าสมัยแล้ว

"ผมคิดว่าประชากรที่อ่อนน้อมและอยู่ในโอวาทมันหมดไปแล้ว" เขากล่าว "ไม่มีแล้วที่สาธารณชนจะยอมรับว่ากลุ่มคนข้างบนจะพูดอย่างไร"

ดอกเตอร์ธงชัย วินิจจะกุล นักประวัติศาสตร์ไทยซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison เห็นด้วย เขาชี้ว่าการยืนกรานให้เกิดความสามัคคีก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ในอีเมล์ของเขา เขาอธิบายว่า "วัฒนธรรมทางการเมืองทุกแห่งต้องเผชิญกับการขัดแย้งระหว่างความสามัคคีและความปรองดอง กับความหลากหลายและความขัดแย้ง แต่ความแตกต่างก็คือความเข้าใจและการจัดการกับความขัดแย้งนั้น และการที่จะลดหรือแก้ปัญหาความขัดแย้ง"

การ "แสดงออกถึงความสามัคคีและความปรองดองกัน" ในประเทศไทย เขาแย้งว่า คือการ "จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และความคิดที่ไม่ยืดหยุ่นของความเป็นรัฐหนึ่งเดียว"

ดอกเตอร์ธงชัย เสริมว่า "ไม่ว่าความคิดทางด้านความสามัคคีจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่.... การ "โชว์" หรือการแสดงออกของความเป็นหนึ่งเดียวและความสมานฉันท์มันมีความสำคัญเท่ากับแก่นสารของมันทีเดียว"

เพราะฉะนั้น ในความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน การกล่าวหาถึงความปราศจาก "ความจริงใจ" มันถูกนำมาใช้แทบทุกวัน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเป็นต้น มักถูกกล่าวหาว่าไม่มีความจริงใจ

ดอกเตอร์ธงชัยอธิบายว่า ในมุมมองของความเป็นไทย ความจริงใจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างสภาพที่แท้จริงของความขัดแย้งและอุดมการณ์ของความสามัคคีและความปรองดองกัน

การมองโลกในแง่ร้ายในกลุ่มนักวิเคราะห์ซึ่งกำลังติดตามความขัดแย้งทางการเมืองของไทยมันมีสาเหตุมาจากความหวังที่เลื่อนลอยว่าจะมีการประนีประนอมที่จะเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างโครงสร้างที่เป็นเสาหลักของประเทศไทย - ชาติ ศ่าสนา และพระมหากษัตริย์ - รวมถึงสิ่งที่นักรัฐศาสตร์ นายปณิธาน วัฒนายากรเรียกว่า "เสาหลักที่สี่: สังคมประชาธิปไตยใหม่ การเมืองประเภทใหม่ - ซึ่งบางทีอาจหมายถึงเสาหลักที่สี่ที่เอนเอียงไปทางลัทธิเสรีนิยม"

"เสาหลักที่สี่ที่กำลังเกิดขึ้น - สังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นอิสระ - เป็นสิ่งที่เข้มแข็งมีพลัง และ... ดูเหมือนว่าจะกำลังท้าทายสามเสาหลักที่มีอยู่" ดอกเตอร์ปณิธาน กล่าว เขากำลังอยู่ระหว่างการลาพักจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์เพื่อเป็นโฆษกของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"ค่านิยมหลักกำลังถูกจัดระบบใหม่ และบางครั้งอาจจะมีค่านิยมที่ขัดแย้งกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อสังคมที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยกำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย - จากสังคมที่ปิดไปยังสังคมที่เปิด จากสังคมที่ดั้งเดิมไปสู่สังคมที่ทันสมัย - ซึ่งทำให้มีความคิดที่แตกต่างกัน

ดอกเตอร์ชาญวิทย์ เห็นด้วยกับการมองสถานการณ์ในแง่ลบของปัญญาชนไทยหลายท่านว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยคงไม่จบลงอย่างสงบ

ศาสตราจารย์ท่านนี้เชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นสุดท้ายของกลียุกย์ ในความคิดของศาสนาฮินดู กลียุกย์หมายถึงยุกย์ของความขัดแย้ง ความเสื่อมของวิญญาณ ความชั่วร้ายและความรุนแรง ซึ่งต้องจบลงด้วยความหายนะที่ใหญ่หลวงก่อนที่โลกใบใหม่จะเกิดขึ้น

"ตอนนี้ ดูเหมือนจะมีกลุ่มชนใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในเวที จากชนชั้นที่นอกเหนือจากชนชั้นสูง จากภาคธุรกิจ กลุ่มคนที่ร่ำรวยขึ้นมานอกเหนือจากระบบราชการ กลุ่มคนเหล่านี้กำลังต่อรองเพื่อแบ่งปันอำนาจ และมันกำลังทำให้ชนชั้นสูงเก่าไม่พอใจ

"มันอาจจะทำให้เกิดการนองเลือด ถ้าชนชั้นสูงไม่ยอมประนีประนอม ถ้าพวกเขาไม่มีการเจรจาระดับสูง" ดอกเตอร์ชาญวิทย์คาดการณ์ไว้

"ผมไม่โทษสาธารณชน พวกเราชนชั้นสูงมักจะพูดว่าประชากรส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ไม่สนใจอะไรและถูกซื้อเสียงได้ง่าย แต่ผมว่ามันไม่จริง ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่พวกเราที่นี่เอง - ในกรุงเทพ"

ชนชั้นสูงอาจจะถูกบังคับให้ยอมรับให้อ่อนข้อ แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น เขากล่าวว่า "มันจะก่อให้เกิดการต่อสู้ และผมคิดว่าจะเกิดรัฐประหารอีกหนึ่งหรือสองครั้ง ทหารยังคงมีความสำคัญมากอยู่

"นี่คือการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของรัชกาล" เขากล่าว ในที่สุด

Seismic shifts challenge Thai elites to compromise

BANGKOK, Sept 4 – At his office in Bangkok’s Thammasat University, overlooking the rolling Chao Phraya – the River of Kings – historian Dr Charnvit Kasetsiri points to the mobile phone on his desk and says: “Things like this are partly responsible.”

He is talking of the new Thailand, moulded by the Indochina wars of the 1960s and 1970s, the boom and crash of the 1980s, the Black May violence of 1992 – and the last four years of political turmoil.

Thailand’s current political conflict, he says, signals a much more seismic shift in the political culture of the nation than may be apparent on the surface.

In recent months, as the divisions in Thai society have shown no sign of healing, the calls for “unity” and “reconciliation” have grown, mostly from members of the Thai elite.

As often happens in times of crises in Thailand, such calls are accompanied by accusations that those expressing violent dissent are not behaving like Thais.

In his birthday speech of December 2007, King Bhumibol Adulyadej – then 80 – said: “Without unity, the country will face disaster.”

And about two weeks ago, when speaking to civil servants, he warned that the country would be ruined if different sectors in society did not work together.

The idea of unity – and with it the concept of “Thai-ness” – is clearly uppermost in the minds of the Thai establishment. This is a time of transition – of violent transition – with many believing the worst is yet to come.

And as the political situation becomes steadily more fraught, with no sign of a possible compromise, there is almost what amounts to a paranoia about “unity”.

But some academics and historians believe the old concept of unity is out of sync with the reality of today.

Dr Charnvit notes that the ideal of unity in Thailand is a top-down affair, defined and driven by the ruling elite. But this ideal may be out of date.

“I think the kind of very obedient submissive population is gone,” he says. “No more will the general public accept what people at the top say.”

Dr Thongchai Winichakul, a Thai historian who lectures at the University of Wisconsin-Madison, agrees. An insistence on unity, he points out, leaves little room for dissent.

In an e-mail, he explained: “Every political culture deals with the tension between unity and harmony versus diversity and dissent. But the difference is in how they understand and deal with this tension and how they reduce or solve the tension.”

The “ultimate articulations of unity and harmony” in Thailand, he argued, consist of “loyalty to the monarchy and the rigid notion of a single territorial state”.

Dr Thongchai makes the additional point that “whatever the notion of unity ... the ‘show’ or public display of unity and reconciliation is as important as its essence.”

Hence, in the current political conflict, the accusation of a lack of “sincerity” (khwam jing jai) is thrown about almost every day. Former premier Thaksin Shinawatra, for instance, is often dismissed by his enemies as lacking in sincerity.

In the Thai context, sincerity is the key to bridging the gap between the reality of friction and dissent, and the ideal of unity and harmony, Dr Thongchai explains.

The pessimism among analysts tracking Thailand’s political conflict can be traced to the absence of any glimmer of a compromise that will bridge the gap between Thailand’s traditional three pillars – nation, religion and King – and what political scientist Panitan Wattanayagorn calls an emerging “fourth pillar: a new democratic society, a new kind of politics – in a way, a fourth pillar leaning towards liberalism.”

“The emerging fourth pole – democratic and liberal society – is a very powerful one, and ... seems like it is challenging the existing three poles,” says Dr Panitan, currently on leave from Chulalongkorn University to serve as Prime Minister Abhisit Vejjajiva’s spokesman.

“Core values are being re-organised, and sometimes there are conflicting values. That’s quite normal. When a less democratic society is going through a transitional period to a more democratic one – from a closed to a more open one, from a traditional to a modern one – then you have conflicting views.”

Dr Charnvit shares the pessimism of many Thai intellectuals on whether the political conflict can be brought to a peaceful end.

The professor tends to believe Thailand is in the last stages of Kali Yuga. In Hindu thought, Kali Yuga refers to an age of conflict, spiritual degeneration, vice and violence which will have to end in large-scale destruction before a new world order can be born.

“Right now, it looks like a new group has (arrived on the scene), from outside the Bangkok elite, from the business sector; people who have become wealthy outside the bureaucracy. This new group is bargaining, negotiating to share power. And this upsets the old elites.

“It might be quite bloody if they (the elites) don’t compromise, if they can’t make a deal at the top,” Dr Charnvit predicts.

“I don’t blame the general public. We in the elite always say the general population is under-educated, ignorant and can be bribed easily, but I don’t think so. I think the problem is with people like us, up here – in Bangkok.”

The elites may be forced to accept that they have to compromise. But if they fail to do so, he says, “there will have to be a big fight and bloodshed. I think there will be one or two more coups d’etat. The military is still very crucial.

“This is the politics (surrounding the) closing of the reign,” he says, finally. – The Straits Times

ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญด้านชาวนา:กระเทาะเปลือกมายาภาพแห่งวาทกรรม"ขายที่ขายชาติ"

ที่มา Thai E-News


สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม และทีมงาน
4 กันยายน 2552

ก็ไม่ใช่ทักษิณทุกเรื่อง การเปิดเสรีการค้า ก็ทำมาตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์ และการทำสัญญาเปิดเสรีการค้าต่างๆ ตั้งแต่ ADB และเปิด FTA ต่างๆ มันก็เปิดช่องให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะดวก เมื่อกรณีตอนนี้ข่าวเรื่องขายที่ดิน แล้วมาอ้างว่า อย่าไปขายชาติ…ทั้งที่ตัวเองเปิดเสรีการค้าตลอดมา ซึ่งมันเปิดช่องขายทรัพยากรธรรมชาติ


สัมภาษณ์ “อานันท์ กาญจนพันธุ์”: ชาวนาขายที่ดิน…ขายชาติถึงวันข้าวและชาวนาแห่งชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์

#ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์

ขณะที่ประเด็นร้อน กรณีขายที่ดิน กลายเป็นขายชาติ โดยเจ้าหน้าที่พยายามสืบสวนผู้เข้ามากว้านซื้อที่ดินของชาวนาไทย เชื่อมโยงกับประเด็นกระแสข่าวว่า ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจด้านการเกษตรในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และบทกฎหมายป้องกัน กรณีเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด ซึ่งผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนจากกระแสข่าวดังกล่าว

ทำให้ทีมงานประชาไท เปิดประเด็นชาวนาสำหรับสัมภาษณ์ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชาวนา และที่ดินมาเป็นเวลาอย่างยาวนานมาก นับตั้งแต่ผลงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์อานันท์ จนถึงการมองปรากฏการณ์ของกระแสของการเมืองในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมีที่มาของการเรียกร้องไม่ให้ชาวนาขายที่ดิน คือ ขายชาติถึงกรณีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติในปัจจุบัน


จากหลังทักษิณ กับกรณีขายที่ดินเป็นขายชาติ ถึงรัฐบาลของอภิสิทธิ์

กรณีขายที่ดินทั้งหมด คือ ยุคเสรีนิยมใหม่ นี่แหละ ซึ่งมันมีความคิดที่อยู่เบื้องหลังว่า มันพยายามที่จะสร้างภาพว่า ตลาดทำงานได้อย่างเสรี และถ้าเปิดเสรีการตลาด แปลว่า ตลาดทำงานดี ซึ่งทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ของทุกคน

ดังนั้น สิ่งที่ทักษิณทำเกี่ยวกับแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็คือ การดำเนินงานตามเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการกล่าวหาในยุคปัจจุบันถึงบางคนเป็นนอมินีของทักษิณ แต่เมื่อก่อนทักษิณ ก็เป็นนอมินีของเสรีนิยมใหม่เช่นเดียวกัน นโยบายประชานิยมต่างๆ ยกเว้นแต่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ว่านโยบายอันอื่นๆ ซึ่งทักษิณทำ 2 แบบ คือ มันมีแบบเศรษฐกิจชุมชน และเสรีนิยมใหม่(neoliberalism) ด้วย ดังนั้น ทักษิณใช้สองแนวทาง ก็คือ ทักษิณไม่ใช่เสรีนิยมใหม่อย่างเดียว

ซึ่งทักษิณก็ทำให้คนเห็นว่า เขาทำชุมชนให้ไปรับใช้เสรีนิยมใหม่ และปัญหาที่แฝงอยู่คนก็มองไม่เห็นปัญหากัน ที่มีรัฐเข้าไปช่วยเหลือทำให้ตลาดทำงานได้ เพราะการทำงานของตลาดอาศัยรัฐช่วยทำงานทั้งนั้น เช่น ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งมันต้องให้รัฐเข้ามาช่วยตลาดอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่ตลาดทำงานมาก่อนหน้า มันไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่มันแฝงปัญหาเอาไว้ คือ มันมองไม่เห็นปัญหากัน

ผมพูดง่ายๆ ก็คือว่ารัฐเข้ามาช่วยจัดการให้ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ทำงานได้ โดยมันเข้ามาสำคัญที่สุด คือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ

ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงของการทำทรัพย์สินให้เป็นทุน โดยเอกสารสิทธิ สปก. และเรื่องทุกอย่างก็ไม่ใช่ทักษิณทุกเรื่อง ซึ่งสิ่งที่มีมาดังกล่าว จากการเปิดเสรีการค้า ก็คือ ทำมาตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์พอๆกัน และการทำสัญญาเปิดเสรีการค้าต่างๆ ตั้งแต่ ADB และเปิด FTA ต่างๆ ซึ่งการทำงานของรัฐ หมายความว่า ทุกอย่างรัฐมาช่วยปลดระวาง และขณะเดียวกัน ก็เอาทรัพยากรป้อนตลาดทุกอย่าง มันก็เปิดช่องให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะดวก

เมื่อกรณีตอนนี้ข่าวเรื่องขายที่ดิน แล้วมาอ้างว่า อย่าไปขายชาติ…ทั้งที่ตัวเองเปิดเสรีการค้าตลอดมา ซึ่งมันเปิดช่องขายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่แต่ก่อนรัฐบาลในอดีตประกาศให้ที่ดิน กับป่าเป็นป่าสงวน และประกาศเขตอุทยานต่างๆ แต่ว่ากรณีปลูกยางพารา เพื่อผลประโยชน์กับรัฐ ก็ไม่ถูกจับในเขตป่าสงวน

แต่ว่าพวกชาวเขาทำไร่หมุนเวียนในเขตป่าสงวน กลับถูกจับจากรัฐ โดยการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ ซึ่งมันเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้า กลายเป็นที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และรัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization) มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจากพื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

ซึ่งส่งเสริมให้มีการปลูกยางพารา และการขยายอาณาเขตเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน นี่แหละ มันแสดงว่า รัฐทำเป็นไขสือ โดยปล่อยให้ตลาดทำงาน แล้วย้อนมาใช้พื้นที่ของป่า(Re-Territorialization) และรัฐก็ปั่นไฟฟ้าจากน้ำทำเขื่อน เช่น เขื่อนปากมูล โดยทั้งหมดรัฐให้ประโยชน์แก่ตลาดทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น เมื่อใครบอกว่า ตลาดทำงานได้เองนั้น มันไม่เป็นความจริงว่าตลาดทำงานได้เอง ซึ่งรัฐเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นทุนตลอดมา ทั้งหมดมันเพื่อลดต้นทุนให้ตลาด มันมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดน้อยลง เช่น ถ้าคุณปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งคุณปลูกยูคาลิปตัสในป่าสงวนได้ โดยไม่เสียต้นทุนสำหรับตลาด สบายเลย เพราะว่า รัฐทำไขสือ ซึ่งรัฐไม่ใช้อำนาจกับคุณ ถ้าคุณได้ประโยชน์จากปลูกยูคาลิปตัสในป่าสงวนได้ คือ พูดง่ายๆ อำนาจรัฐจากลดหรือขยายอำนาจเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ทุน แต่ว่ารัฐไม่ได้ให้กับชาวบ้านเลย

ปัญหาชาวต่างชาติ และชาวนา ถึงขายที่ดิน….ขายชาติ

มันเป็นการพูดว่า นโยบายของรัฐโดยส่งเสริมนโยบายหนึ่งว่า มันต้องควบคุมที่ดิน และจัดการตลาด แต่รัฐทำงานครึ่งเดียวในระบบทุนนิยม และรัฐไทย ไม่ทำการสร้างกลไกมาควบคุม(Regulate)ไม่ให้ตลาดเอาเปรียบเกินไป เช่น นโยบายภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชน และกลไกเสริมความก้าวหน้า ถ้ามีกลไกเหล่านี้ รัฐก็ไม่ต้องพูดว่า คนต่างชาติมาซื้อที่ดินน่ะครับ

ที่ผ่านมาชาวต่างชาติไม่ได้มาซื้อที่ดิน แต่เขามาเอาประโยชน์ของที่ดินน่ะครับ เช่นว่า ปลูกมันฝรั่ง และปลูกข้าวโพดพันธุ์อ่อน ซึ่งบริษัท ก็ใช้วิธีเกษตรพันธสัญญากันทั้งนั้น

กรณีโรงงานไต้หวัน เขาเข้ามาซื้อที่ดินของคุณทำเป็นโรงงาน และคุณเป็นแรงงานของเขาเลย ซึ่งประเด็นไม่ใช่แค่ที่ดิน และสิ่งที่มากกว่าที่ดินนั้น มันไม่ได้สร้างกลไกควบคุมตลาด แต่มันไม่ได้หมายความว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินไม่ได้ น่ะครับ เพราะประเทศไทยเป็นภาวะไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่ว่าทุนของต่างชาติ จะถูกกำกับไว้ได้ โดยไม่ให้ภาษีของไทย มันราคาถูกสำหรับชาวต่างชาติมาซื้อที่ดินง่าย

ซึ่งรัฐเอากระแสชาตินิยมมาเป็นกรณีชาวนาขายที่ดินเป็นขายชาติ มันแบบว่าปากว่าตาขยิบเท่านั้น แต่จริงๆ มันเป็นไทยไร้พรมแดน แต่ว่าเราไม่มาสร้างกลไกของการจัดการที่ดิน เช่นว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินนี้ เขาต้องเอาแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic farming) และเราต้องตั้งกลไก เช่น อบต. และสถาบันท้องถิ่น โดยพวกชาวต่างชาติขึ้นอยู่กับอำนาจของท้องถิ่นในการกำกับควบคุมตลาด แต่มันไม่ได้ หมายถึงแทรกแซงทางตลาด แต่ว่าเราควบคุมตลาด ไม่ให้คนของเรา ถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ เพราะว่ามันไม่ใช่ชาตินิยม ซึ่งมันเป็นการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น คือ ท้องถิ่นเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง และไม่เกี่ยวกับชาตินิยม ที่มีความเป็นคนไทย

ดังนั้น คุณเป็นใครก็ได้ แต่ว่าการผลิตทางการเกษตรตามกลไกของเรา ที่มีการควบคุมเกี่ยวกับการตลาดขึ้นมา ซึ่งเราไม่แคร์ว่า ใครมาเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ว่า ประเด็นที่สำคัญ คือ สร้างกลไกต่อรองกับตลาด ไม่ให้คนกลายเป็นแรงงาน และค่าจ้าง แล้วเกิดภาวะแปลกแยกแบบ Marx พูดไว้

ทำให้คนถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐช่วยเหลือตลาด ทำให้ลดอำนาจของคนในการต่อรองของชาวบ้าน โดยทำให้การตลาดเสรีต้องมีประโยชน์แก่รัฐ เพราะว่า มันมาหาค่าเช่า ซึ่งเมื่อรัฐเข้ามาทำงานกับตลาด แล้วการแฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการที่ชาวบ้านถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร และไร้กลไกสำหรับควบคุมตลาด ซึ่งปรากฏการณ์การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของรัฐ จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)

เพราะว่า ชาวนา คนงานที่มีชีวิตมีความเสี่ยงมากขึ้น และชาวนา คนงานได้ค่าตอบแทนน้อย คือ นายทุนไม่ได้รับภาระแบบผลิตให้เป็นธรรม และการสูญเสียสูง(High Lost) เพราะว่า คุณกลายเป็นทรัพยากรแรงงาน แล้วคุณเปลี่ยนจากคนเป็นเครื่องจักร เมื่อคนงานกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และผู้ผลิตมองไม่เห็นคนงาน

คือ คนทั่วไปมองไม่เห็นคนงานไร้ตัวตน เช่น บริษัทเลย์ ซึ่งปลูกมันฝรั่งทำเป็นเลย์ แล้วมันฝรั่งมาจากไหน มันไม่เคยถามกันเลย ทั้งที่มันฝรั่งก็มาจากชาวนา แต่ว่าชาวนากลายเป็นมนุษย์ล่องหน และไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วนโยบายออกมารัฐบาลก็ไม่คืนกำไรให้คุณ เพราะเขามองไม่เห็นคุณ ซึ่งการแบ่งปันมันบิดเบี้ยวจากวาทกรรมของเสรีนิยมใหม่ ทำให้เกิดช่องว่าง(Gap)มหาศาล จึงต้องมีการสร้างกลไกแบ่งให้ความเป็นธรรมและเสมอภาค เพราะว่า คุณตกอยู่ภายใต้วาทกรรมของความหมายของเสรีนิยมใหม่

ตอนนี้ทางสังคมวิทยา ซึ่งการวิเคราะห์การผลิต+บริโภคความหมาย คือ เราไปเชื่อในอุดมการณ์แบบเสรีนิยม จนเป็นทาสของมันเลย แทนที่เราจะบริโภคมัน แล้วเราใช้ความคิดนี้ เสริมอำนาจแก่ผู้ผลิต ซึ่งเสรีนิยมจริงๆ ทำให้ทุกคนต้องเสรีเท่าๆกันทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้น

ซึ่งกรณีเกษตรทางพันธสัญญา ทั้งโครงการหลวง ใช้ที่ดิน คือ ค่าเช่าสูง(High Rent) ฉะนั้น กรณีดังกล่าวเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ และอาศัยพลังสังคม (Social Force) และต้นทุน ทำให้เกิดรีดทุนจำนวนส่วนเกิน(Surplus)สูงขึ้น และรัฐไม่ได้เปิดให้คนเกิดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยเกษตรพันธสัญญา ยังเชื่อมโยงกับระบบพ่อเลี้ยงอุปถัมภ์บางพื้นที่ของท้องถิ่น ซึ่งในปัจจุบันทั้งกรณีปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ไปด้วยกันหมด โดย ณ เวลานี้ มันหลอมรวมทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ซ้อนกันอยู่อย่างมองไม่เห็นปัญหาง่ายๆ

ดังนั้น ทุกคนต่างๆ ก็ทำงานวิชาการของตัวเอง แต่ว่าการทำงานวิชาการวิเคราะห์ทางการเมือง มันแยกส่วนออกมาเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว ซึ่งมันวิเคราะห์แยกส่วนเศรษฐกิจออกไป ซึ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหาชัดเจน

ฉะนั้น ในฐานะที่เราเป็นนักวิจัย ซึ่งต้องวิเคราะห์ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์บวกกันทั้งหมด จึงต้องทำหน้าที่วิเคราะห์เพื่อเปิดโปงปัญหาที่มองไม่เห็นต่อสังคม ทำให้มองเห็นถึงผู้ผลิตที่แท้จริงกับปัญหาการจ่ายค่าเช่าที่ดิน ต่างๆ ซึ่งควรสร้างสังคมสวัสดิการสำหรับชาวนา เพราะ มันไม่มีการเก็บภาษีก้าวหน้า โดยการเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้เกิดฐานภาษีเพื่อช่วยสังคมแท้จริง


วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ รวมทั้งปัญหาในปัจจุบัน อาจารย์คิดเห็นอย่างไร

ผมคิดว่า คือ ยาหอม ๆ และพวกนี้ ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ซึ่งเรื่องยาหอมๆ เช่น สร้างสภาเกษตรกรฯ…วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ คือ เขาจะตายอยู่แล้ว แล้วคุณดันให้เขาดมยาหอม แต่คุณไม่ให้ข้าวไม่ให้น้ำ กับเขา ซึ่งเขากำลังจะตายแล้ว แต่ว่ารัฐบาลไม่ทำแบบนั้น

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มันต้องเป็นกลไกเชิงสถาบันต้องเอาเข้ากำกับควบคุมตลาดแล้ว ซึ่งไม่ให้ชาวนาถูกเอาไปล่อนจ้อนหมดตัว เพราะไม่มีใครไปกำกับควบคุมตลาด และทุกคนต้องการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งพวกนี้ คิดว่าจะต่อสู้ทุนนิยมโลกไร้พรมแดนด้วยชาตินิยมไม่ได้แล้ว ซึ่งเมื่อก่อนในอดีตโลกเป็นโลกรัฐชาติ แต่ตอนนี้ มันเป็นโลกไร้พรมแดน และมันคนละบริบทประวัติศาสตร์ ซึ่งคุณทำแนวทางชาตินิยมอย่างเดียวสู้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ผิดโลกแล้ว ซึ่งคุณดันจะเอาชาตินิยม ไปสู้กับโลกไร้พรมแดน และมันเป็นไปไม่ได้

ซึ่งมันก็สะท้อนจากชาวนา และเขาพูดอย่างชัดเจนว่า เขาเสียค่าเช่าในรูปแบบต่างๆ ที่มีผลตอบแทนต่างๆ ว่าหนี้สินของชาวนานั้น มันมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งผมพูดกว้างๆว่า ที่ดินค่าเช่าสูง(High Rent)

ถ้ามันไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ เช่นว่า โฉนดที่ดิน ซึ่งมันก็มีโฉนดชุมชน สำหรับปกป้องคนอ่อนแอ แล้วเมื่อไหร่ไม่มีคนปกป้องคนจน ถึงจะได้ลืมตาอ้าปาก ในสังคมเสรีนิยมได้อย่างไร ซึ่งเราต้องมีตัวช่วยหลายมาตรา และมาตราสำหรับจัดการอำนาจทรัพยากร ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการควบคุม(Regulate) คือ การตรวจสอบถ่วงดุลตลาด ที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้งข้าราชการ เอ็นจีโอ และทุกคน ก็ต้องมีการตรวจสอบเป็นสังคมประชาธิปไตย ซึ่งการตรวจสอบเพื่อทำให้ตลาดทำงานดีขึ้น แล้วทุกคนก็จะเป็นสุข(Happy) โดยคนที่อ่อนแอ จะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

ทำให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งประเทศชาติด้วย



---------------------------------------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติม: วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ


เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 การเกษตรของประเทศไทยโดยเฉพาะประเด็นเรื่องพื้นที่การปลูกข้าว เป็นปัญหาหนึ่งที่ถูกหยิบยกและพูดถึงโดยเฉพาะในการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจาก นายสุรศักดิ์ เจือสุคนธ์ทิพย์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึง นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามกรณี กลุ่มประเทศคณะรัฐมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดิอาระเบีย แสดงความสนใจเข้ามาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในไทย

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากในช่วงเดือน พฤษภาคม 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชักชวนนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย เข้ามาลงทุนทำนา หรือเช่าที่ดินทำนาและส่งข้าวออกขายต่างประเทศ พร้อมทั้งได้จัดตั้ง “บริษัทรวมใจชาวนา” ขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ถูกกระแสต่อต้านทั้งจากพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชนกลุ่มเกษตรกร

กรณีที่เกิดขึ้น ต่างมีเสียงตอบรับในหลายทางทั้งการคัดค้าน และการรอดูท่าทีของต่างประเทศ โดย นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลสนับสนุนให้ชาวต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวในไทยเท่ากับว่าขายชาติและทำร้ายเกษตรกรและวิถีชีวิตบรรพบุรุษไทยโดยจะทำให้คนส่วนใหญ่ในชาติกว่า 40 ล้านคน ที่ทำนา ทำไร่ ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เดือนร้อน… ด้านบรรดาผู้ส่งออกข้าวระบุว่ารัฐไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะไทยมีเทคโนโลยีการผลิตสูงอยู่แล้วและยังสามารถส่งออกเครื่องสีข้าวไปต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องการร่วมทุนก็ไม่จำเป็น เพราะผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพแต่เป็นห่วงว่า ขณะนี้มีนายทุนต่างชาติพยายามใช้สิทธินอมินีเข้ามาซื้อที่ดินทำเกษตรกรรมมากขึ้น รัฐจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ประเด็นดังกล่าวทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้พูดคุยกันถึงจุดยืนของประเทศไทยที่ว่า หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป รับซื้อสินค้าเกษตร หรือร่วมโครงการสำรองอาหารและความมั่นคงทางอาหารในกรอบของอาเซียนนั้น ประเทศไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่การจะเข้ามาทำนา ซึ่งกฎหมายประเทศไทยสงวนอาชีพนี้ไว้ก็คงจะไม่ได้

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ การเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านการเกษตรของชาวต่างชาติต้องดูด้วยว่ามีรูปแบบอย่างไร หากเป็นรูปแบบการร่วมมือทางการค้า แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ในการรับซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ก็มีความเป็นไปได้ เพราะไทยสามารถอาศัยความร่วมมือดังกล่าว ในการให้กลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้เป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดสินค้าฮาลาลได้ แต่ถ้าการลงทุนเป็นลักษณะการเข้ามาตั้งบริษัท เช่าที่ดิน และจ้างเกษตรกรเป็นพนักงาน ก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอกชนไทยด้านธุรกิจการเกษตรที่ชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 40-49.99% ว่ามีปัญหาเรื่องนอมินีเกิดขึ้นหรือไม่ ภายหลังเกิดกระแสข่าวว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจด้านการเกษตรในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และมีกฎหมายป้องกันเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด

ผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าถือเป็นข่าวดีที่ทำให้ทุกๆ หน่วยงานได้ให้ความสำคัญด้านการทำนาและพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

การจัดตั้งวันดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย 2550-2554 เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่ อ.บางเขน กรุงเทพมหานคร และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทย เป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย

ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

ที่มาของข้อมูล: http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206270116&tb=N255206

POLL:ใครคือผู้อ่านไทยอีนิวส์?

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2552

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์พบว่าจบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด รองลงมาคือราชการ นักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักวิชาการอาจารย์สถาบันการศึกษา พนักงานออฟฟิศ ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน แต่เราก็มีผู้อ่านที่หลากหลายทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ศิลปิน NGO ตุลาการ นักเรียนนักศึกษา สื่อมวลชน และผู้เกษียณอายุด้วย


พูดเรื่องม็อบแล้ว สมัยพฤษภาทมิฬคงจำได้ว่าเป็น"ม็อบชนชั้นกลาง" หรือ"ม็อบมือถือ"

ส่วนพันธมิตรฯนั้นเขาบอกว่าเป็น"ม็อบของคนมีการศึกษา"หรือ"ม็อบผู้ดี"

ส่วนม็อบเสื้อแดงมักถูกหยามหมิ่นจากพันธมิตร และสื่อกระแสหลักว่าเป็น"ม็อบคนรากหญ้า"และนิยามว่าเป็นม็อบของพวก"โง่ จน เจ็บ ถูกทักษิณซื้อเสียง หรือจ้างมา" จริงหรือไม่จริง ยังไม่เคยมีใครพิสูจน์สำรวจ..

ไทยอีนิวส์ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ มียอดคนอ่านในขณะนี้มากถึง 12 ล้านครั้ง เลยได้สุ่มสำรวจว่า ผู้อ่านของเราเป็นใคร แล้วก็ได้ผลสำรวจออกมาน่าสนใจมากครับ


1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


2.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


3.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ


ดังนั้นใครที่ชอบคิดว่าม็อบเสื้อแดงเป็นม็อบรากหญ้า"โง่จนเจ็บ ทักษิณซื้อเสียง ทักษิณจ้างมา เป็นทาสน้ำเงินนักการเมือง เป็นพวกไร้อุดมการณ์" หากคิดผิดก็คิดใหม่ได้นะครับ หลังจากได้อ่านผลการสำรวจข้างต้นนี้

รับรู้ข้อมูลผิด ก็บริหารจัดการผิด ผลลัพธ์ก็ออกมาผิดๆ อย่างที่ทำกันมาตลอด3-4ปีมานี้แหละครับ