WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 5, 2009

กตช.ชูจุมพล นั่งผบ.ตร. เสียง7:3:1

มา ไทยรัฐ

Pic_31000

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ

นายกฯ เช็กเสียง 11กตช. พบหนุน "ปทีป" นั่ง ผบ.ตร.ใหม่ ลดลง 1 เสียง 7 เสียงเชียร์ "จุมพล" ด้าน "นิพนธ์" แนะผ่าทางตัน ยืดเวลาเรียกประชุม กตช.ปลายก.ย. "อภิสิทธิ์" บลัฟกลับโดนตีตก ยุบสภา ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบ เสียงของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ทั้ง 11 คน เพื่อประเมินเสียงโหวตสนับสนุน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ตามที่นายอภิสิทธิ์ ให้การสนับสนุน ปรากฏว่าเสียงสนับสนุนจากเดิมที่นายอภิสิทธิ์คาดว่าจะมีอยู่ในมือแน่นอน 5 เสียง ขณะนี้ พบเสียงที่จะสนับสนุนชื่อผบ.ตร.คนใหม่ที่นายอภิสิทธิ์เตรียมเสนอต่อที่ประชุมก.ต.ช.เหลือเพียง 3 เสียงรวมกับเสียงของนายอภิสิทธิ์อีก 1เสียง เป็น 4 เสียงจาก 11 เสียงเท่านั้น โดยอีก 7 เสียงจะไม่รับรองชื่อพล.ต.อ.ปทีปตามที่นายอภิสิทธิ์ เสนอ

สำหรับ 7 เสียงที่ไม่ให้การสนับสนุนพล.ต.อ.ปทีป เป็นเสียงที่ให้ความเห็นว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่ควรจะเป็นพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โต้โผใหญ่ในการล็อบบี้ก.ต.ช.เพื่อให้การสนับสนุนพล.ต.อ.จุมพลเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ยืนยันเสียงสนับสนุนดังกล่าวให้นายอภิสิทธิ์ได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายนิพนธ์ ได้ช่วยหาทางออกให้กับนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ควรจะยืดเวลาในการเรียกประชุมก.ต.ช.ออกไปให้นานที่สุดอาจจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ย. เนื่องจากหากทอดเวลาออกไปนานเท่าใดก็อาจจะทำให้เห็นช่องทางหรืออาจทำให้สถานการณ์พลิกผันมาช่วยได้

มีรายงานด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืนต่อปัญหานี้ ว่าหากเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีปแล้วถูกตีตก หรือ มีกระแสกดดันมากในเรื่องภาวะผู้นำทำให้ไม่สามารถผลักดันบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญได้ นายอภิสิทธิ์ มีความชัดเจนว่าจะไม่ตัดสินใจเลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จุดยืนของนายอภิสิทธิ์ก็คือการประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทันที

แม่นไหมไม่ทราบ ประจำวันที่ 5-11 กันยายน 2552

ที่มา ประชาไท

โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Two of Wands ข้อตกลงดีๆ ในเรื่องการงาน หรือการได้พบหุ้นส่วนคนสำคัญ การได้ผู้ช่วยเหลือ สนับสนุน ความร่วมมือที่น่าพึงพอใจ

ความรัก ความสัมพันธ์ The Lovers การคิดหรือเลือกในเรื่องความรักความสัมพันธ์ที่มีผลอย่างมากต่อวิถีชีวิต แต่คุณอาจอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะรัก หรือจะจากไป หรือจะวางบทบาทอย่างไรต่อดี

สถานการณ์การเงิน Nine of Wands ยังต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หรือจ่ายเงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุด สถานการณ์ต่างๆ ดูไม่น่าไว้วางใจ คุณต้องการสิ่งที่ดีกว่านี้แต่ยังไม่มีจังหวะ

ธุรกิจ การงาน The Moon อาจรู้สึกว่ากำลังตกในสถานการณ์คลุมเครือ เพื่อนร่วมงานไม่น่าไว้ใจ หวาดระแวงหรือกังวลกับอนาคตตัวเอง

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Four of Swords คุณอาจจะเครียดเกินไปแล้ว หรือเหน็ดเหนื่อยโดยตัวเองไม่ทันรู้ตัว ตั้งหลักให้ทันก่อนจะล้มโครม


คำแนะนำพิเศษ Four of Pentacles ความมั่นคงทางการเงินยังเป็นของคุณอยู่ และสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่ากังวลใจไปเลย



ราศีพฤษภ Taurus (14 พค.-13 มิย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Three of Pentacles ความสำเร็จในธุรกิจ โอกาสหรือโชคลาภที่เกิดจากความสามารถพิเศษ การใช้ความเฉลียวฉลาดในการหารายได้

ความรัก ความสัมพันธ์ The Hermit การจัดระยะห่างระหว่างกัน อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องปลีกตัวห่างสักระยะ มีภาระหน้าที่ของตัวเอง หรือเพื่อการทบทวนหนทางที่จะเดินร่วมกันต่อไป

สถานการณ์การเงิน Five of Pentacles ระวังค่าใช้จ่ายจุกจิก ปัญหาที่สั่งสมมาถึงจุดๆ หนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อจิตใจ การจะก้าวไปให้ดีกว่านี้จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปในอดีต แก้ไขช่องโหว่ที่มี

ธุรกิจ การงาน Strength การจัดการสิ่งต่างๆ อย่างเฉียบขาด ตั้งมั่นจะฝ่าทะลวงอุปสรรคไปให้ได้ แต่บางครั้งไพ่ใบนี้แสดงถึงการควบคุมอย่างเข้มงวด การปะทะกับคนที่มีพลังไม่ด้อยไปกว่ากัน

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Six of Pentacles การช่วยเหลือคนอื่นในเวลาที่ตัวเองไม่ได้มีความพร้อม หรือจำใจต้องให้ความช่วยเหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


คำแนะนำพิเศษ Six of Swords การเดินทางอาจจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้ หรือแม้แต่การปลีกตัวไปสู่ความสงบชั่วครั้งชั่วคราวก็จะช่วยเยียวยาคุณได้



ราศีเมถุน
Gemini (14 มิย.-14 กค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Ace of Pentacles ข่าวดีด้านการเงิน รางวัลจากการทำงาน รายได้พิเศษ รวมไปถึงการลงทุนลงแรงที่หวังได้ถึงผลงามๆ ในอนาคต

ความรัก ความสัมพันธ์ Queen of Swords คุณกับคนรักอาจกำลังเย็นชาต่อกัน หรือมีบางอย่างเป็นปัญหาล้ำลึกในความสัมพันธ์ ต้องใช้ความใจแข็ง ใจหิน เพื่อเอาตัวเองให้รอด

สถานการณ์การเงิน Death อาจมีจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านการเงิน ได้เงินก้อนโตแต่ก็หมดลงไปอย่างรวดเร็ว หรือมีค่าใช้จ่ายที่รอมาก่อนแล้ว ไม่ว่าคุณจะมีเงินสดในมือมากแค่ไหน หรือได้ข่าวดีเรื่องการเงินเท่าไหร่ ก็อาจจะยังไม่พอ

ธุรกิจ การงาน Three of Swords บางเรื่องมาถึงจุดจบ อาจมีการตัดสินใจเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานหรืองานที่สร้างความยุ่งยากทางอารมณ์ ไม่อยากฝืนใจอีกต่อไป ระวังอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ จากการทำงานด้วยค่ะ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Page of Pentacles เงินขาดมือระยะสั้น ข่าวร้ายที่มาในข่าวดี


คำแนะนำพิเศษ Seven of Wands ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะหนักแค่ไหนยังสามารถแก้ไขได้ ขอเพียงคุณไม่ท้อถอยที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ระวังนิดนึงสำหรับคนรอบข้างที่อาจแปรพักตร์จากมิตรเป็นศัตรูได้ง่ายๆ




ราศีกรกฎ Cancer (15 กค.-16 สค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Ace of Wands ข่าวดีด้านการงาน การติดต่อหรือนัดหมายที่จะนำความรู้สึกกระตือรือร้นมาให้ โอกาสใหม่ที่มองเห็นอยู่

ความรัก ความสัมพันธ์ The Magician โอกาสใหม่ๆ ในเรื่องความรัก หรืออาจเป็นความรู้สึกใหม่กับคนเดิมๆ จุดหักเหของความรู้สึก ความสัมพันธ์กับคนฉลาด ขี้โกงหรือเจ้าเล่ห์นิดๆ แต่ก็มีเสน่ห์นะสิ

สถานการณ์การเงิน King of Pentacles การจัดสรรการเงินอย่างมืออาชีพ คำนึงถึงการได้การเสียอย่างถี่ถ้วน กระนั้นก็ยังแสดงถึงคนที่มั่งคั่ง หรือมีทรัพย์สินในครอบครองจำนวนมาก

ธุรกิจ การงาน Five of Swords ปัญหาความขัดแย้ง ความแตกหัก การเดินทางห่างจากปัญหาชั่วระยะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องรกหูรกใจจะหายไปในทันที ความจำเป็นต้องหลบออกจากเรื่องยุ่งๆ ชั่วคราว

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Two of Pentacles ภาระหนี้สินที่ชักอีรุงตุงนัง หรือการยืมหนี้ไปใช้หนี้ ความพยายามแก้ปัญหาทางการเงินแบบมวยวัด


คำแนะนำพิเศษ The Sun มั่นใจในตัวเองไว้ว่าคุณคือคนที่มีความสุข มีพร้อมทุกอย่าง รักษาจิตใจที่เบิกบาน เริ่มวันใหม่อย่างสดใสในทุกๆ วัน ทุกอย่างในชีวิตคุณจะแก้ไขได้



ราศีสิงห์ Leo (17 สค.-16 กย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The World การมาถึงวงจรความสัมพันธ์ที่สำคัญ การปรับเปลี่ยนบรรยากาศแวดล้อมเก่าๆ ชีวิตก้าวสู่จุดที่ดีกว่าเดิม บางครั้งหมายถึงคู่สัมพันธ์ที่มาถึงจุดวนเวียนซ้ำๆ เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก เดี๋ยวคืนดีกันใหม่

ความรัก ความสัมพันธ์ The Hanged Man คุณอาจมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องความรักความสัมพันธ์ มีสิ่งที่ต้องทำใจยอมรับในเงื่อนไขหรือข้อแม้ บางอย่างต้องยอมเสียสละไป

สถานการณ์การเงิน Four of Wands ไพ่ของความมั่นคง การก่อตั้งของธุรกิจที่ยั่งยืน คุณอาจกำลังเริ่มต้นสะสมเงินหรือมีการลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคตอย่างมาก

ธุรกิจ การงาน King of Cups การทำงานอย่างมีความสุข อยู่ร่วมกับคนที่มีอุปนิสัยนุ่มนวล ได้เรียนรู้การใช้ศิลปะในการทำงาน ได้ลาภผลจากสิ่งที่ทำด้วยความรัก อย่างไรก็ดี คุณก็เป็นคนไม่อยู่นิ่งตอลดเวลา

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Five of Cups การทบทวนเรื่องที่ผ่านไปแล้วแต่ก็พบว่ายังมีความเศร้าหลงเหลืออยู่ หรืออย่างไรก็ตามมีเรื่องให้คุณ “ผิดหวัง” จริงๆ


คำแนะนำพิเศษ Ten of Pentacles การได้รับความสุข ความสำเร็จ หรือพบสิ่งมีคุณค่าทางจิตใจ ได้สิ่งดีๆ จากกัลยาณมิตรหรือครอบครัว



ราศีกันย์
Virgo (17 กย.-16 ตค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Queen of Wands การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีกองหนุนหรือทีมงานที่แข็งแกร่ง การจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยไหวพริบและความชำนาญ

ความรัก ความสัมพันธ์ Nine of Swords ความกลัดกลุ้มใจ ปัญหาทางจิตใจ อารมณ์แปรปรวน ซึ่งอาจมาจากบรรยากาศระหว่างคนสองคนหรือเรื่องอื่นๆ รอบตัวที่เอามาคิดเอง

สถานการณ์การเงิน Justice การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มีเหตุผล การเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่ยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ ความพยายามที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง

ธุรกิจ การงาน Seven of Pentacles ความก้าวหน้าที่ค่อยเป็นค่อยไป อาจได้ทำงานที่มีความชำนาญมาแล้วระดับหนึ่ง มีเรื่องให้ต้องต่อสู้ฝ่าฟันแต่คุณก็จะทำได้สำเร็จในท้ายที่สุด

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Page of Swords ระวังข่าวร้ายในทางธุรกิจ หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมงานซึ่งไม่ประสงค์ดี


คำแนะนำพิเศษ Ten of Wands อดทนกับภาระที่หนักหนาสาหัสในช่วงนี้ไปก่อน อีกไม่นานคุณจะไปถึงจุดหมายและได้สลัดปัญหาทั้งหมดลงจากไหล่ อย่างไรก็ตามระวังการทำงานเกินกำลังด้วย



ราศีตุลย์
Libra (17 ตค.-15 พย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Knight of Cups อาจมีการเดินทาง เกี่ยวพันกับความรัก หรือได้ข่าวคราวจากแดนไกล มีคนที่น่าสนใจเข้ามา

ความรัก ความสัมพันธ์ Judgement มีจุดๆ ที่ความสัมพันธ์มาถึงเหมือนที่คิดเอาไว้ ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่ม หรือการจบ หรือการครองชีวิตคู่ร่วมกัน ทุกอย่างเป็นไปตามการกระทำจากอุปนิสัยใจคอแท้ๆ ของตัวเอง

สถานการณ์การเงิน Ten of Swords ปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าใช้จ่ายซึ่งทำให้คุณเครียดกว่าปกติอีกหลายเท่า

ธุรกิจ การงาน Seven of Cups คุณอาจกำลังพยายามมองโลกในแง่ดี หรือหาข้อตกลงใจในเรื่องที่ตัวคุณเองก็ยังไม่แน่ใจ พยายามมองทุกอย่างด้วยความจริงไว้ ทำงานให้เป็นรูปธรรม

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น King of Swords ปัญหาจากการใช้อารมณ์ คนแข็งกร้าว มีอีโก้สูงซึ่งอาจเป็นตัวคุณเองก็ได้


คำแนะนำพิเศษ Eight of Swords คุณอาจต้องเก็บตัวสักระยะ หรืออยู่ในจุดที่เคลื่อนไหวลำบาก ต้องอดทนรอก่อนแสงสว่างจะมาถึงอีกครั้ง ในเวลาเช่นนี้มีสติไว้ค่ะ




ราศีพิจิก
Scorpio (16 พย.-15 ธค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Two of Swords ช่วงเวลาที่อาจต้องรบกับเอกสาร การสื่อสาร ปัญหาน่าปวดหัวจากความพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นแต่กลับยิ่งเลวลง การพูดกันไม่รู้เรื่อง

ความรัก ความสัมพันธ์ The Emperor ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมั่นคงมาก แต่อาจแฝงความต้องการครอบครองกัน หรือใช้อำนาจเหมือนผู้ใหญ่ปกครองผู้น้อยในที

สถานการณ์การเงิน Eight of Wands จะได้โชคลาภหรือทรัพย์สินจากความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่ขยายแวดวงออกไป หรือจากงานที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มีโอกาสดีด้านการงาน นำมาซึ่งผลตอบแทนงามๆ ไปหน้า

ธุรกิจ การงาน Four of Cups คุณอาจกำลังมีปัญหากับการตัดสินใจ หรือรู้สึกไม่พึงพอใจกับข้อเสนอบางอย่าง หรือเงื่อนไขงานที่มีเข้ามา แต่ก็เป็นได้ที่ต้องจำใจรับสภาพไปก่อน

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Two of Cups ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ข้อตกลงที่ไม่เป็นไปตามนั้น


คำแนะนำพิเศษ The Tower การแตกหักสูญเสีย การ “รื้อ” ก่อน “สร้าง” หรือสถานการณ์ที่ดูวุ่นวายยุ่งเหยิงอย่างหนัก แต่เมื่อพายุพัดผ่านคุณจะได้รับความสงบหรือความเข้าใจที่แจ่มชัดกว่าเดิม



ราศีธนู Sagittarius (16 ธค.-13 มค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Eight of Cups มีเรื่องผิดหวังเสียใจ หรือสิ่งที่ทำให้คุณเสียความรู้สึก ต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการฝ่าไปให้พ้น สภาพจิตใจไม่ดีนักในช่วงนี้

ความรัก ความสัมพันธ์ Knight of Wands อาจมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เกี่ยวข้องกับการเดินทาง หรือเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว อาจคุยกันในเรื่องงานมากกว่าเรื่องหัวใจ

สถานการณ์การเงิน Nine of Cups ความพึงพอใจต่อรายได้ ได้โชคลาภหรือกำไรงามๆ มีทรัพย์ที่ไม่ต้องการบอกใคร การใช้จ่ายเงินกับความสุขในชีวิตส่วนตัว

ธุรกิจ การงาน Knight of Swords อาจต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ต้องรุก หรือปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ อาจได้ร่วมงานกับคนเก่งแต่ก็ไว้วางใจยากพอสมควร มีเหลี่ยมมุมคมมาก

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Hierophant การทำงานกับผู้อาวุโส ผู้ยึดติดกับแนวคิดตัวเอง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ยืดหยุ่น


คำแนะนำพิเศษ
Queen of Cups อย่าเอาตัวเองไปวางไว้ในมุมมืดเพื่อรอคอยใครสักคน




ราศีมังกร
Capricorn (14 มค.-12 กพ.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ King of Wands การควบคุมหรือวางแผนระดับนโยบาย การทำงานร่วมกับคนเก่งจำนวนมาก การขึ้นรับตำแหน่งสูง มีเป้าหมายสำคัญที่ต้องทำให้ลุล่วง

ความรัก ความสัมพันธ์ Temperance การใช้สติสัมปชัญญะในการควบคุมอารมณ์หรือสถานการณ์ คุณอาจมีคนรักหลายคน หรือแม้แต่ซ่อนใครไว้ในใจ พยายามจัดสมดุลให้ตัวเอง

สถานการณ์การเงิน Six of Wands ได้รับข่าวดีหรือความสำเร็จจากสิ่งที่เคยทำมาเป็นระยะเวลานาน เคยต้องรอ ต้องอดทน จะได้รับค่าตอบแทนต่างๆ ที่หวังไว้

ธุรกิจ การงาน The High Priestess การทำงานด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ว่าสภาวะรอบด้านจะกดดันแค่ไหน หรือต้องสัมพันธ์กับคนที่มีโลกส่วนตัวสูง มีความแปลกแยกในการแสดงออก ต้องใช้สติปัญญาเข้าจัดการปัญหาต่างๆ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Chariot มีการเดินทางที่คุณไม่พร้อม หรือต้องเร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จทั้งที่เหนื่อยจะขาดใจอยู่แล้ว


คำแนะนำพิเศษ Five of Wands จำเป็นต้องละมือจากปัญหาในงาน หรือยอมแตกหัก ยอมมีปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่จะดีกว่านี้




ราศีกุมภ์ Aquarius (13 กพ.-13 มีค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Queen of Pentacles การจัดสรรการเงิน การต่อรองเรื่องผลประโยชน์ การถือสิทธิหรืออำนาจในการจัดการทรัพย์สิน ได้รับเงินก้อนใหญ่ในเร็ววัน

ความรัก ความสัมพันธ์ Ace of Cups ความสุข ความอิ่มเอมใจ การมอบสิ่งดีๆ ต่อกันระหว่างคนรัก บางคนอาจได้บุตร มีโอกาสตั้งครรภ์ หรือวางแผนร่วมชีวิตใหม่ด้วยกัน

สถานการณ์การเงิน Three of Cups ความสุขใจ การเฉลิมฉลอง ใช้จ่ายกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ความสุขในชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว เพื่อนฝูงนำโชคลาภมาให้

ธุรกิจ การงาน The Star นิมิตหมายที่ดีในการงาน การทำประโยชน์การกุศล ร่วมงานร่วมมือกับคนที่มีอุดมคติสอดคล้องกัน งานศิลปะแขนงต่างๆ จะให้ผลสำเร็จ การทำงานด้วยความหวังหรือศรัทธา

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Three of Wands ไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควรในการทำงาน หรือกลับประสบปัญหาอันเนื่องมาจากผู้ร่วมงานใหม่ๆ


คำแนะนำพิเศษ Page of Cups ความสำเร็จอาจมาถึงคุณอย่างล่าช้า แต่จะมาแน่นอน อย่าลืมให้ความสำคัญกับการเรียน การศึกษา การเริ่มต้นใหม่ หรือดูแลใส่ใจบุตรหลานบริวารให้ดี มีบางอย่างที่พวกเขาจะนำโชคลาภมาให้



ราศีมีน
Pisces (14 มี ค.-12 เมย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Empress ความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต ความสะดวกสบายในแง่ความเป็นอยู่ ได้แรงสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว การได้รับความมั่นคงและปลอดภัย

ความรัก ความสัมพันธ์ Knight of Pentacles คุณกับคนรักอาจมีแผนการทางธุรกิจร่วมกัน หรือพบกับคนน่าสนใจระหว่างการทำงาน มองเห็นอนาคตที่มีความมั่นคงทางวัตถุ หรือเห็นโอกาสผลประโยชน์จากกันและกัน

สถานการณ์การเงิน Eight of Pentacles การมีรายได้เพิ่ม ปรับเงินเดือน หรือมีค่าตอบแทนมากขึ้นจากงานที่ทำด้วยความชำนาญ ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้มากตามลำดับ

ธุรกิจ การงาน Page of Wands อาจมีการเดินทางที่ส่งผลดีต่อการงาน หรือได้ผู้ร่วมงานที่เฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว มีการเริ่มงานใหม่ด้วยบรรยากาศที่ดี

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Wheel of Fortune การเปลี่ยนแปลงในทางลบ จังหวะดีๆ ที่พลิกกลับตาลปัตร


คำแนะนำพิเศษ
Ace of Swords การเจรจาที่อาจล้มเหลวในขั้นต้น หรือปัญหาที่ต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวเข้าแก้ไข แต่ท้ายสุดคุณจะได้รับชัยชนะ

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: คุยเรื่อง ‘ทักษิณ’ และอะไรที่มากกว่าทักษิณ กับ ‘เควิน ฮิววิสัน’

ที่มา ประชาไท

1
“เมื่อมองเรื่องความรักใคร่ที่มีต่อ ‘ทักษิณ’
ความรักใคร่อาจไม่ใช่ถ้อยคำที่ถูกต้อง
มันเรียกว่าเป็นความแน่วแน่มากกว่าที่จะยืนกรานลงคะแนนให้กับพรรคนี้
แม้เลือกมาทีไร จะมีใครคนอื่นคอยกำจัดออกไปทุกคราวไป ไม่ว่าจะโดยทหาร หรือศาล
พวกเขาก็ยืนยันจะเลือกคนเหล่านี้
ปฏิกริยาของพวกเขาจึงเป็นไปในทำนองการยืนกรานแน่วแน่
ยืนกรานที่จะบอกว่า “เฮ้ย คุณต้องฟังพวกเรา”
2
“ถ้ามองปี 2540 ที่มีรัฐธรรมนูญ
เราอาจจะพูดง่ายๆ ได้ว่า
นั่นคือการตกลงของชนชั้นสูงที่จะลองแบ่งปันอำนาจกับกลุ่มคนที่กว้างขึ้นในเมืองไทย
ดังนั้น กลุ่มผู้ปกครองเดิม จะไม่ผูกขาดอำนาจ
มันเป็นข้อตกลงทำนองเสรีนิยม
แต่ตอนนี้ กลุ่มผู้ปกครองเดิมไม่ต้องการแบ่งปันอำนาจกับใครอีกแล้ว”
0 0 0
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องทักษิณ ตอนนี้ดูเหมือนว่าทักษิณจะกลับมาอยู่ในโฟกัสของการเมืองไทยอีกแล้ว อ.เควินเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ทำวิจัยมามากมายเกี่ยวกับทักษิณในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เควิน ฮิววิสัน ใช่ครับ ตอนที่ทักษิณขึ้นมามีอำนาจ ผมก็เป็นรายแรกๆ ที่วิจารณ์ทักษิณกับรัฐบาลของเขา
ในแง่วิชาการ มีบทเรียนอะไรจากทักษิณ บทบาทของเขาในการเมืองไทย ในแง่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าทักษิณหลุดจากการเมืองไปหรือยัง เราจะมองกิจกรรม[ทางการเมือง] การบริหารประเทศของเขาเป็นยุคสมัยหนึ่งที่โดดเด่นในการเมืองไทยได้หรือไม่? หรือว่าเราให้ค่าเขาสูงเกินไป จริงๆ แล้วก็เป็นแค่นักการเมืองคนหนึ่ง หรือนักธุรกิจคนหนึ่งที่เข้ามาเล่นการเมืองเท่านั้นเอง?
ผมมองว่า เราต้องพูดถึงทักษิณในแง่ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทย เราสามารถพูดได้ว่า... หรือเราอาจเรียกมันได้ว่าเป็นมรดก (legacy) ของทักษิณ ถึงแม้เขาอาจจะยังไม่ได้จากไปแล้วไปเลยก็ตาม แต่มีหลายอย่างที่มองเห็นแล้ว ซึ่งผมคิดว่ามันได้เปลี่ยนวิถีทางที่การเมืองไทยจะดำเนินไปในอนาคต และบางอย่างเป็นบวก บางอย่างเป็นลบ
การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เป็นความตั้งใจของเขาหรือเปล่า? อะไรที่อยู่ในใจเขาจริงๆ ตอนที่เขาเข้ามาสู่การเมือง? อาจารย์มองว่าเขามีกรอบความคิดหรือภาพหรือโครงการใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยแต่แรกที่เข้าสู่การเมืองหรือเปล่า?
ที่จริง ผมไม่คิดว่าเขามีนะ มีบางคนที่เห็นว่า เขาเข้ามาพร้อมกับแผนการใหญ่ ผมไม่คิดว่าเขามี คุณลองนึกย้อนไปตอนที่เขาเข้าวงการการเมืองตอนแรกก่อนจะมีพรรคไทยรักไทย เขาไม่ได้เป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จอะไรมากนัก เขาเข้ามาเล่นการเมือง หลักๆ แล้ว เป็นส่วนสืบเนื่องจากธุรกิจของเขา
ทักษิณเข้าสู่การเมืองด้วยการเชื้อเชิญจากจำลอง ศรีเมือง พรรคพลังธรรม
แล้วมันก็พังพาบไปขณะเขาเป็นหัวหน้าพรรค ถ้ายังจำได้ เขาแถลงในสิ่งที่ผู้คนพากันเยาะเย้ย เช่น จะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ภายในหกเดือน แต่ผมคิดว่าพอเขากลับมา สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมาก ประเทศไทยผ่านการเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองขนานใหญ่ ผมหมายถึง ถ้ามองดูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เราก็จะเห็นว่าคนไทยโดยเฉลี่ยร่ำรวยขึ้นมากในช่วงสิบปีก่อนหน้า แต่ก็กระจายอย่างไม่เท่าเทียม
อาจารย์คิดยังไงกับการที่คนมักมองทักษิณไม่เป็นพระเอกก็ผู้ร้าย?
นั่นเป็นการมองอย่างเป็นขาวกับดำเกินไป อย่างที่บอก เราต้องมองถึงเงื่อนไขเวลาที่เขาขึ้นสู่อำนาจ และรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีอะไรใหม่ๆ เขาเป็นนายกฯ คนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกสร้างมาเพื่อเปลี่ยนวิถีทางการเมืองในไทย และผมคิดว่ามันก็เป็นไปอย่างนั้นจริงๆ ทักษิณเข้ามาและก็เดินไปตามนั้น
ในปี 2540 ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทักษิณถูกกล่าวหา เขารอดจากวิกฤตโดยมีเรื่องที่น่ากังขา...ได้รับข้อมูลวงใน [เรื่องการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของรัฐบาล – ประชาไท]
เควิน – ใช่ มีการเล่าลือเรื่องนี้ คุณจะเห็นจุดเริ่มของภาพขาวดำเกี่ยวกับทักษิณ ว่าเขาเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย เขาเป็นตัวละครสีเทาๆ มากกว่า อยู่กลางๆ มีแง่มุมด้านบวกมากมายเกี่ยวกับทักษิณ และด้านลบก็มากด้วย ผมคิดว่าเราจำต้องมองเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงไม่มองเขาเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย ผมไม่ได้มองเขาเป็นนักการเมืองโดยกำเนิด เขาเข้ามาโดยไม่มีแผน อย่างที่ผมบอก ไม่มีแผนการเฉพาะเจาะจง แต่เขาตอบสนองต่อสภาพการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจ และรัฐธรรมนูญ 2540 ตอนที่เขาตั้งพรรคไทยรักไทย และเขาก็ใช้ประโยชน์จากสภาพเหล่านั้น อย่างนโยบายประชานิยม หรืออะไรต่างๆ เป็นผลมาจากสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น เขารวบรวมมันเข้าไว้ด้วยกัน เขาเป็นนักฉวยโอกาสด้วย บางครั้งเขาเป็นนักชาตินิยม บางครั้งเป็นเสรีนิยมใหม่โลกาภิวัตน์ บางครั้งเป็นนักประชานิยม โอกาสไหนโผล่ขึ้นมา เขาก็ยึดฉวยโอกาสนั้น
ถ้าไม่มองเขาเป็นขาวกับดำเกินไป อาจารย์มองเขาอย่างไร?
เขาเป็นนักการเมืองที่ฉลาดมาก ตอนแรก เขาเป็นนักการเมืองที่เอาแนวปฏิบัติแบบธุรกิจมาสู่วงการการเมือง ผมคิดว่า ก้าวแรกของเขาก็คือเมื่อเขาตั้งพรรคของเขาเอง เขาใช้เครือข่ายธุรกิจของเขาเพื่อค้นหาว่า ประชาชนต้องการอะไร แล้วจึงมีแนวนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม เขาก้าวออกมาและพบว่า ตลาดการเมืองต้องการอะไร เขาต้องได้รับการเลือกตั้ง งานของเขาตอนที่เข้ามาในปี 2544 คือการช่วยชนชั้นนายทุนในประเทศที่กำลังจะตาย เขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน เขาต้องมีสิ่งที่ผมเรียกว่าสัญญาประชาคมใหม่กับผู้ลงคะแนนเสียงเพื่อจะได้รับเลือกตั้ง เพื่อเขาจะได้ช่วยชีวิตชนชั้นธุรกิจในประเทศ นั่นคือก้าวแรก และเขาก็คิดค้นสิ่งที่เราเรียกว่านโยบายประชานิยม 30 บาทรักษาทุกโรค การพักหนี้เกษตรกร ฯลฯ เขาก็ใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้ แนวทางการเลือกตั้ง
แล้วการสร้างสัญญาประชาคมอย่างนี้จะส่งผลอย่างไร?
สิ่งที่เกิดคือนโยบายการหาเสียง ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตไม่ค่อยทำ มันจึงเป็นเรื่องใหม่ และพรรคการเมืองที่ดำเนินรอยตามพรรคไทยรักไทยก็ต้องคิดมากขึ้นเรื่องนโยบาย ซึ่งพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่เคยทำ ทักษิณให้คำมั่นสัญญาตอนหาเสียง แล้วก็ทำตามสัญญา ซึ่งก็เป็นเรื่องใหม่อีกเช่นกัน เพราะคำสัญญาในการหาเสียงเมื่อก่อนนั้น มักเป็นเรื่องจิบจ้อย...
[เมื่อก่อน] พรรคการเมืองต่างๆ ก็มีนโยบาย แต่ก็ไม่สามารถทำตามที่หาเสียงไว้ได้
หรือไม่เคยกังวลที่จะต้องทำตามนโยบายที่ตัวเองหาเสียงไว้จริงๆ พวกเขาเพียงแต่ต้องการเข้ามามีอำนาจ ก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 สิ่งสำคัญสำหรับการเมือง คือการมีเก้าอี้ เจรจาต่อรองเก้าอี้ในรัฐบาล ตอนนั้นมีพรรคการเมืองเยอะแยะ แล้วก็พยายามถอนทุนคืนให้ได้มากที่สุด เพราะคาดเดาได้เลยว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นเร็วกว่าสี่ปี เนื่องจากรัฐบาลผสมมีความอ่อนแอ
นั่นเป็นเพราะระบบราชการที่แข็งแกร่งด้วยหรือเปล่า?
นั่นก็ด้วย ระบบราชการตอนนั้นเข้มแข็ง และอันที่จริงราชการกับทหารที่อยู่หลังฉากค่อนข้างพอใจกับรูปแบบโครงสร้างอย่างนี้ เพราะนักการเมืองไม่ได้กุมอำนาจจริงๆ มีบรรดาผู้คนที่อยู่หลังฉากที่เป็นผู้กุมอำนาจจริงๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหาร เป็นต้น
อย่างนั้นในการที่จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ทักษิณจึงต้องเผชิญกับแรงต้านมากมาย
ใช่ แน่นอน เขาพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบราชการ จำได้ไหมว่า เขาริเริ่มมาตรการจูงใจหลายอย่าง ผู้ว่าซีอีโอ ทูตซีอีโอ อะไรต่างๆ ระบบราชการก็ต้องให้บริการแก่ประชาชนอย่างสมควรแก่กาล และระบบราชการไทยก็ไม่คุ้นเคยกับการทำอะไรอย่างนี้ เป็นระบบราชการที่อืดอาดเชื่องช้า ที่เมื่อก่อนสนใจแต่จะควบคุมประชาชน ทักษิณเน้นหนักในเรื่องนี้ เขาเน้นนโยบายเหล่านี้เพราะอยากได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกทุกครั้งไป จำได้ไหมว่าเขาบอกว่า เขาจะอยู่ยี่สิบปี
ดูเหมือนว่าเรากำลังชมทักษิณอยู่นะ ข้อกล่าวหาใหญ่สำหรับทักษิณคือคอร์รัปชัน อาจารย์มองอย่างไรในเรื่องนี้?
เรามองด้านบวกและด้านลบ สิ่งหนึ่งที่ทักษิณทำคือ การนำนักธุรกิจเข้ามาสู่การเมืองหน้าฉาก ก่อนหน้านั้น นักธุรกิจอยู่หลังฉาก โดยเฉพาะนักธุรกิจใหญ่ระดับชาติ ทักษิณนำนักธุรกิจเข้ามาในรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดแรกของเขาเต็มไปด้วยนักธุรกิจใหญ่ๆ ของไทย แล้วด้านลบก็คือ มันทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย ความล้มเหลวที่สำคัญประการหนึ่งของทักษิณคือ เขาไม่สามารถ (ดูเหมือนว่า) แยกแยะผลประโยชน์ของครอบครัวหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองกับผลประโยชน์ของรัฐได้ มันสับสนปนเปกันอยู่ เลยมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย มีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันมากมาย
เขาเลยถูกต่อต้านจากระบบเดิม รวมถึงชนชั้นนายทุนด้วย
ความรู้สึกและทัศนะของผมก็คือ มีอยู่ไม่กี่คนในชนชั้นนายทุนที่ถูกทักษิณเขี่ยออกไป มีความขัดแย้งกับเขาในอดีต แต่โดยทั่วไปแล้ว ชนชั้นธุรกิจให้การสนับสนุนทักษิณเป็นเวลาค่อนข้างนาน อาจจะมีความขัดแย้งเล็กๆ ต่างๆ มีคนที่ถูกผลักออกไป มีคนที่อ้างว่าถูกทักษิณโกง แต่โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าในสภาพการณ์หลังวิกฤต 2540-41 นักธุรกิจในประเทศส่วนใหญ่แฮ็ปปี้กับนโยบายประชานิยมของทักษิณที่เอาเงินออกมาเข้ากระเป๋าชาวบ้าน พวกเขาบริโภค แล้วเศรษฐกิจก็กระเตื้องขึ้น ไม่ถึงระดับที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤต แต่ก็เติบโต 4-5-6% และนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็ชอบ
อาจารย์ทำวิจัยมามากในภาคอีสานของไทยที่ดูเป็นฐานที่มั่นของทักษิณ มีความเห็นอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับคนอีสาน? มันเป็นปรากฏการณ์ใหม่หรือเปล่า? หรืออะไรคือส่วนสำคัญที่ทำให้ทักษิณยังคงแน่นแฟ้นอยู่กับคนอีสาน? ก่อนหน้านี้ใครต่อใครพากันโทษคนอีสานว่า ซื้อได้ มีอะไรที่เป็นคุณภาพใหม่หรือเปล่าในความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับฐานเสียงในช่วงทักษิณ? กระทั่งเขาหลุดจากอำนาจไปแล้ว ก็ยังมีผู้สนับสนุนจำนวนมากในอีสาน
ผมคิดว่ามีคำตอบอยู่สองประการสำหรับเรื่องนี้ ผมอาจจะลืมคำตอบที่สองไปก่อนที่จะทันได้พูดถึง อันแรกคือสิ่งที่เขาทำในช่วงมีอำนาจ อันที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนับแต่เกิดรัฐประหารที่ทำให้เขาหล่นจากอำนาจ ผมคิดว่าไม่เฉพาะแต่อีสานนะ คนเหนือ คนอีสาน และที่อยู่ตามโรงงานต่างๆ รายรอบกรุงเทพฯ ที่ตั้งแต่ทักษิณไปแล้ว มีความรักใคร่ในตัวทักษิณ มีความรักใคร่ในช่วงเวลาที่เขามีอำนาจ ที่พวกเขารู้สึกว่า ตัวเองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายความว่า พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าจริงๆ แต่พวกเขารู้สึกแน่นอนว่ามันดีกว่า และสิ่งที่สำคัญกว่าคือ เขาทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า เสียงของพวกเขามีความหมาย ลงคะแนนเสียงให้นโยบายเหล่านั้น และได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านั้น พวกเขารู้สึกว่าพรรคไทยรักไทยยึดถือพวกเขาเป็นจริงเป็นจัง ดังนั้นพอมีเลือกตั้งอีก ก็เลยถล่มทลาย มันจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบเก่าระหว่างนักการเมือง หัวคะแนน ผู้ออกเสียง และการแจกจ่ายเงิน หรือกระทั่งการหาเสียงว่าจะสร้างถนนในหมู่บ้านอะไรอย่างนั้น มันต่างออกไปมาก นี่เป็นการให้คำมั่นสัญญาที่ใหญ่กว่า แล้วทำตามสัญญา ประชาชนก็ได้เห็นว่า พวกเขาสามารถมีส่วนกำหนดได้
ผมคิดว่าเมื่อมองเรื่องความรักใคร่ที่มีต่อทักษิณ ความรักใคร่อาจไม่ใช่ถ้อยคำที่ถูกต้อง มันเรียกว่าเป็นความแน่วแน่มากกว่าที่จะยืนกรานลงคะแนนให้กับพรรคนี้ แม้เลือกมาทีไร ก็จะมีใครคนอื่นคอยกำจัดออกไปทุกคราวไป ไม่ว่าจะโดยทหาร หรือศาล พวกเขาก็ยืนยันจะเลือกคนเหล่านี้ ผมจึงบอกว่า ปฏิกริยาของพวกเขาเป็นไปในทำนองการยืนกรานแน่วแน่มากกว่า ยืนกรานที่จะบอกว่า “เฮ้ย คุณต้องฟังพวกเรานะ” ผมมองอย่างนี้ในตอนนี้
พอบอกว่าบางสิ่งบางอย่างดีขึ้นในอีสาน ในแง่เศรษฐกิจ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหมในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในอีสานกับเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น?
คิดว่ามี นี่ก็เป็นเรื่องด้านบวกด้านลบอีกเหมือนกัน จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่เป็นผลจากทักษิณมากเท่ากับวิกฤตเศรษฐกิจ จำได้ไหม มีเจ้าพ่อเยอะแยะ เวลาพูดถึงเจ้าพ่อ เราพูดถึงคนที่มีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในท้องถิ่น คนเหล่านี้มีอยู่มากที่หาเงินได้สบายๆ ได้เงินกู้ สร้างโรงแรม ลงทุนอะไรใหญ่โต พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พวกเขาก็ตกที่นั่งลำบาก ก็อย่างที่คุณบอกว่าเขาไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตมากนัก ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทักษิณเข้ามาก็คือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เขามีเงิน เขากำลังสร้างพรรคการเมืองและสามารถสยบอิทธิพลท้องถิ่น หรือเอาพวกนั้นเข้ามาในพรรคไทยรักไทยได้ เขาจึงมีอำนาจควบคุม อิทธิพลของเจ้าพ่อท้องถิ่นถดถอยลงไปมาก
แต่เมื่อด้วยทักษิณก็ไปแล้ว รัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนกลับไปจนระบบการเมืองแทบจะเป็นเหมือนก่อน เกิดรัฐบาลผสมอะไรอย่างนี้ คนเหล่านี้ก็กำลังจะกลับมา พวกเขากำลังจะมีอิทธิพลอีกครั้ง คุณก็เลยได้เห็นคนอย่างเนวิน เสนาะ ฯลฯ บรรดาคนที่เคยถูกตราว่าเป็นไดโนเสาร์เมื่อไม่นานมานี้ กำลังกลับมา
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดมาเป็นเวลานาน และไม่ค่อยแน่ใจว่าเรามี หลายอย่างที่ทักษิณทำ บวกและลบ แต่คำถามคือ กระบวนการประชาธิปไตยในเมืองไทย สามารถรับมือกับทักษิณ หรือควบคุมทักษิณได้ไหม? ที่เราประสบมาในช่วง 2-3 ปีมานี้คือ ผู้คนเลิกมีศรัทธาต่อการใช้ประชาธิปไตยในการควบคุมทักษิณ หลายคนเลยหันไปหาหนทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างการรัฐประหาร หรือการใช้กฎหมายแบบของตัวเองในการจัดการทักษิณ โดยเชื่อว่านี่คือวิธีการที่ดีกว่าในการจัดการทักษิณ เพราะประชาธิปไตยได้ถูกทักษิณไฮแจ็คไปแล้ว หรือถูกทักษิณยึดไปแล้ว
นั่นเป็นคำถามที่ตอบยากมาก จริงๆ แล้ว ผมไม่คิดว่าเรารู้ ผมไม่คิดว่าประเทศไทยได้ให้โอกาสประชาธิปไตยได้ทำงานกับทักษิณ ทักษิณไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ เขาต้องการอยู่ในอำนาจนานๆ เขาทำหลายสิ่งที่น่าตำหนิในแง่สิทธิมนุษยชน เขาจึงไม่ใช่วีรบุรุษประชาธิปไตย และมันเป็นเรื่องน่าขำแต่ไม่ขัน ที่ตอนนี้เขาเป็นอะไรทำนองสัญลักษณ์ประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน ปฏิกริยาเชิงลบที่คุณพูดถึงนั้นก็ค่อนข้างน่ากังวล เพราะมันไม่ใช่เป็นแต่เพียงอนุรักษ์นิยม ไม่ใช่เพียงไม่เป็นประชาธิปไตย มันค่อนข้างอำนาจนิยมในหลายๆ อย่างด้วย ทหาร กระทรวงมหาดไทย สถาบันที่มีอำนาจควบคุมเป็นชั้นๆ เหล่านั้น มีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามองปี 2540 ที่มีรัฐธรรมนูญ เราอาจจะพูดง่ายๆ ได้ว่า นั่นคือการตกลงของชนชั้นสูงที่จะลองแบ่งปันอำนาจกับกลุ่มคนที่กว้างขึ้นในเมืองไทย ดังนั้น กลุ่มผู้ปกครองเดิม (old oligarchy หรืออาจจะเทียบเคียงเป็นอำมาตยาธิปไตยในสถานการณ์ปัจจุบัน – ประชาไท) จะไม่ผูกขาดอำนาจ มันเป็นข้อตกลงทำนองเสรีนิยม ตอนนี้ ผมมองว่าผลลบประการหนึ่งจากยุคทักษิณนั้นชัดเจนมากว่า กลุ่มผู้ปกครองเดิมไม่ต้องการแบ่งปันอำนาจกับใครอีกแล้ว แล้วก็ยันกันอยู่ นี่เป็นสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และยังไม่ชัดว่าจะไปต่ออย่างไร เพราะการเป็นประชาธิปไตยต้องอาศัยการประนีประนอม และไม่ได้หมายถึงการสมานฉันท์
เพราะการสมานฉันท์หมายความว่า ทุกคนกลับมาอยู่ร่วมกัน ทุกคนชื่นมื่นด้วยกัน แต่ในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะชื่นมื่น ผู้คนแข่งขันกันเพื่อสิ่งต่างๆ ผู้คนสนับสนุนผลประโยชน์ของตัวเอง โดยมีคนเสียประโยชน์ด้วยในบางครั้ง ตอนนี้กลุ่มอำมาตย์จะไม่แบ่งกับใครแล้ว และได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางที่กลัว หวาดผวา พวกเขากลัวว่าชาวบ้านจากต่างจังหวัดอย่างในสงกรานต์ จะมาเผาบ้าน เผาโรงงานของพวกเขา แล้วพวกเขาก็หันเหไปจากประชาธิปไตย พวกเขาเป็นนักประชาธิปไตยตามสถานการณ์ (contingent democrats)
เมื่อก่อน หรือปี 2535 ชนชั้นกลางถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตย ตอนนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาเป็น ‘นักประชาธิปไตยตามสถานการณ์’ คือจะสนับสนุนประชาธิปไตยหรือระบอบอื่นใดเมื่อสนองผลประโยชน์ของพวกเขา และพวกเขากลัว พวกเขายังรู้สึกว่า ทักษิณเอาภาษีจากพวกเขาไปเกื้อหนุนคนจนที่ทำให้ทักษิณและพวกพ้องกลับเข้ามามีอำนาจ หมุนเป็นวงรอบอยู่อย่างนี้ โดยชนชั้นกลางเป็นผู้จ่าย พวกเขาก็ไม่ชอบ นั่นก็เลยผลักพวกเขาเข้าหาการเมืองแบบอำนาจนิยมที่สถาบันอำนาจนิยมต่างๆ ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา
ทฤษฎีที่อ้างกันมากว่า ชนชั้นกลางมีบทบาทสำคัญในประชาธิปไตย แต่สถานการณ์ในเมืองไทยตอนนี้ ชนชั้นกลางไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย และถ้าชนชั้นกลางต้องการประชาธิปไตย พวกเขาก็ดูจะต้องยอมทนกับทักษิณ กับสัญญาประชาคมระหว่างทักษิณกับคนจน แล้วอนาคตของประชาธิปไตยไทยจะเป็นอย่างไร? เราจะมองข้ามชนชั้นกลางและสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบอื่นที่ไม่ต้องสนใจชนชั้นกลางได้หรือไม่?
ผมคิดว่าเรายังคงต้องมองชนชั้นกลาง ชนชั้นนี้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องมองว่าพวกเขาเป็นผู้ปกปักรักษาประชาธิปไตย พวกเขาเป็นเพียงชนชั้นที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ชนชั้นอื่นๆ ในสังคมก็สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ด้วยเช่นกัน อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถละเลยชนชั้นกลางไปได้ สิ่งที่ต้องทำคือ การประนีประนอมจากทุกฝ่าย คนชั้นล่างสุดของสังคมจะต้องรู้สึกว่า ตัวเองมีสิทธิมีเสียงที่มีความหมายในสังคม และประชาธิปไตยคือหนทางหนึ่งที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น และชนชั้นกลางก็สามารถไปได้อย่างสบายโดยไม่ต้องมีระบอบประชาธิปไตย เรามีตัวอย่างมากมาย เช่น สิงคโปร์ จีน ชนชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนรัฐบาลอำนาจนิยมอย่างนี้ ตราบใดที่สามารถสนองประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การบริโภค ฯลฯ ให้แก่พวกเขา สร้างงานให้แก่พวกเขา
ดูไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่สำหรับเมืองไทย แล้วอาจารย์ก็กลับไปอยู่สหรัฐฯ
กระทั่งในสหรัฐฯ ก็ดูไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่สิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยน ผมไม่มีสิทธิออกเสียงในสหรัฐฯ เพราะเป็นออสเตรเลียน แต่ผมคิดว่าประชาธิปไตยไทยมีอนาคตที่สดใส อยู่ที่ว่าคุณจะข้ามพ้นการปฏิเสธที่จะประนีประนอม การปฏิเสธที่จะแบ่งปันอำนาจในขณะนี้ได้อย่างไร และถ้าประเทศไทยสามารถผ่านพ้นขั้นนี้ไปได้ นั่นอาจหมายถึงการลุกฮืออีกหลายครั้งอย่างที่เราได้เห็นมา อาจหมายถึงการสัประยุทธ์ทางการเมืองมากขึ้น การเชือดเฉือนทางการเมืองมากขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วประชาชนจะต้องเชื่อว่า จำต้องมีการประนีประนอม คุณอาจจะไม่ชอบ แต่คุณจำต้องประนีประนอม ผมคิดว่าประเทศไทยอาจจะสามารถทำได้ เคยทำมาแล้วหลัง 2535 และอาจจะทำได้อีก นอกจากนี้ ผมไม่คิดว่าประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือชนชั้นผู้ใช้แรงงานตามชานเมืองกรุงเทพฯ จะสามารถถูกควบคุมได้ง่ายๆ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต อุดมการณ์เก่าๆ จะไม่มีความหนักแน่นอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
กลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านทักษิณก็ยังไม่สามารถหาอุดมการณ์ใหม่แทนที่ของเดิมได้
ยังไม่มี พวกเขายังคงอ้างประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ย้อนยุคไปหาระบอบทหารในอดีต ไม่ใช่ความคิดใหม่ ดังนั้นจะต้องหาหนทางที่จะไปข้างหน้า ตรวจสอบและถ่วงดุล อะไรต่างๆ ที่จะทำให้กลุ่มต่างๆ รู้สึกว่า ผลประโยชน์ของตนได้รับการตอบสนอง

นักศึกษานิติศาสตร์ มธ. สัมภาษณ์ธีระ สุธีวรางกูร: สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

ที่มา ประชาไท

วารสารวันรพี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงบทสัมภาษณ์ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนักศึกษาที่สัมภาษณ์ตั้งต้นการสนทนาว่า “ความขัดแย้งในสังคมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ อยากทราบว่าเมื่อไหร่มันจะจบ”

คัดลอกมาจากวารสารวันรพี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2552



000

“วันนี้ผมเห็นว่าโครงสร้างอำนาจของบรรดากลุ่มการเมืองไทยทั้งที่อยู่หน้าฉากและหลังฉากมันยังไม่ลงตัว และเราก็ยังไม่มีบทสรุปว่าสังคมไทยต้องการโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในลักษณะไหนกันแน่ ช่วงนี้แต่ละฝ่ายจึงยังต้องสู้กันต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้”

นักศึกษา: ความขัดแย้งในสังคมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ อยากทราบว่าเมื่อไหร่มันจะจบ
อาจารย์ธีระ : คงจบไม่ง่าย คือ เมื่อมองจากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งประกอบกับเนื้อหาของเรื่องที่ขัดแย้งแล้ว สองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเมื่อลักษณะของความขัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันให้แพ้ชนะเด็ดขาด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง แม้กำลังตั้งรับ ก็ยังมีกำลังที่แข็งแกร่งอยู่ ความขัดแย้งครั้งนี้ยากที่จะจบลงได้ในช่วงเวลาสั้นๆ

แต่สิ่งที่คุณทราบอยู่ก็คือ ระหว่างที่ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ เศรษฐกิจก็ดี สังคมหรือการเมืองก็ดี มันมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายได้อีกมากจากเหตุปัจจัยระหว่างเส้นทางเดินของความขัดแย้ง ผมก็หวังอยู่ว่า ไม่ว่าความขัดแย้งมันจะจบเมื่อไหร่ สังคมไทยก็ไม่ควรจะต้องได้รับความเสียหายมากเกินไปกว่าความสามารถที่เราจะแบกรับได้กับวิกฤติของประเทศครั้งนี้

นักศึกษา: อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งครับ
อาจารย์ธีระ : แล้วแต่มุมมองของแต่ละฝ่ายแต่ละคน เท่าที่ผมสดับตรับฟัง บ้างก็บอกว่ามันเป็นปัญหาระหว่างคนสองกลุ่ม คือกลุ่มคุณทักษิณและบรรดาผู้สนับสนุน กับกลุ่มคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ อย่างพันธมิตรฯและทหารบางพวก นี่คือการมองเหตุของความขัดแย้งในแง่ตัวบุคคล ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นกันว่า ความขัดแย้งนี้มันเกิดมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างคนสองกลุ่มในสังคม เมื่อคุณทักษิณเปิดโอกาสให้กลุ่มคนด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น พอคุณทักษิณถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งโดยการรัฐประหาร คนที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของคุณทักษิณ เลยกลายเป็นแนวร่วมผสมโรงไปกับคุณทักษิณในความขัดแย้งกับกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้คุณทักษิณมีอำนาจทางการเมืองอีกต่อไป

สำหรับตัวผมเอง ด้วยเหตุผลบางเรื่อง ขออนุญาตไม่ตอบว่าความขัดแย้งครั้งนี้มีสาเหตุที่แท้จริงมากจากอะไร ถึงอย่างนั้นผมอยากให้ข้อสังเกตว่า หลังจากที่ความขัดแย้งครั้งนี้มีสาเหตุที่แม้จริงมาจากอะไร ถึงอย่างนั้น ผมอยากให้ข้อสังเกตว่า หลังจากที่ความขัดแย้งได้เกิดขึ้น

พูดแบบรวบรัด ขณะนี้ความขัดแย้งไม่ได้เป็นปัญหาในเรื่องตัวบุคคลแล้ว แต่มันกลายสภาพไปเป็นปัญหาในเชิงระบบ และหากเรายังพยายามจัดการกับปัญหานี้โดยวิธีการที่ไม่เหมาะสม มันมีความโน้มเอียงอยู่ว่าความขัดแย้งนี้มันอาจจะกลายสภาพอีกครั้งให้เป็นปัญหาในเชิงระบอบได้

นักศึกษา : ยังไงหรือครับปัญหาเชิงระบอบ
อาจารย์ธีระ : คือความขัดแย้งในเรื่องที่ว่า ระหว่างคนส่วนใหญ่ของประเทศกับคนกลุ่มหนึ่งหรือใครคนใดคนหนึ่ง ใครคือผู้ทรงอำนาจการตัดสินใจอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางของสังคม

นักศึกษา: การแบ่งพรรคแบ่งพวกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คิดว่ามันเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่ ที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งนี้
อาจารย์ธีระ : หมายความว่า ?

นักศึกษา : คือในแง่ที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งแบ่งออกเป็นสองขั้ว หรือ การเมืองในระบบโควตาที่เอาพรรคพวกของตัวเองมาเป็นรัฐมนตรีทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม จนทำให้เกิดวิกฤตบ้านเมืองตามมา
อาจารย์ธีระ : เรื่องระบบโควตาทางการเมือง มันก็มีสองมุมมอง ในมุมหนึ่ง ถ้าระบบโควตาเป็นเรื่องของการนำคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน อย่างนี้ก็โอเค แต่อีกมุมหนึ่งหากการนำระบบนี้มาใช้เป็นเรื่องของการเอาพรรคพวกเข้ามารับตำแหน่งเพื่อตอบแทนกันทางการเมือง แบบนี้มันก็เกิดผลเสียทั้งต่อประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลและประโยชน์ของประเทศพร้อมกัน

แต่ไม่ว่าระบบโควตาจะถูกนำมาใช้ยังไง หากมันยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของระบบ ผมยอมรับความบกพร่องในระดับปกติของเรื่องอย่างนี้ได้ ส่วนคำถามว่าระบบโควตาทางการเมืองถือเป็นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการเมืองครั้งนี้หรือไม่นั้น คำตอบผมคือ ไม่เป็น

000


“ประชาธิปไตยกับความขัดแย้งเป็นของคู่กัน ก็เมื่อประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น และเมื่อความเห็นของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนกัน ความขัดแย้งเรื่องนี้จึงถือเป็นธรรมดาของระบอบ ประเด็นคือ เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้ว เครื่องมือสำหรับการแก้ปัญหานั้นคุณจะเลือกเอาอะไรระหว่างรถถังกับเหตุผล”

นักศึกษา : หรือเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้มาจากระบอบประชาธิปไตย
อาจารย์ธีระ : ประชาธิปไตยกับความขัดแย้งเป็นของคู่กัน ก็เมื่อประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น และเมื่อความเห็นของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนกัน ความขัดแย้งเรื่องนี้จึงถือเป็นธรรมดาของระบอบ
ประเด็นคือ เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้ว เครื่องมือสำหรับการแก้ปัญหานั้นคุณจะเลือกเอาอะไรระหว่างรถถังกับเหตุผล

นักศึกษา : นักกฎหมายหรือเนติบริกรที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง คือสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งด้วยหรือเปล่า
อาจารย์ธีระ : ผมยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงแบบมีนัยยะสำคัญ ระหว่างการเป็นเนติบริกรของนักกฎหมายกับการเป็นเหตุของความขัดแย้งในสังคม ยังไงก็ตาม หากนักกฎหมายที่คุณเรียกว่าเนติบริกรไปแสดงความเห็นทางกฎหมายซึ่งทำให้คู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งเขารู้สึกว่ามันเป็นความเห็นที่ไม่ถูกไม่ควร อย่างนี้ มันอาจเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เหมือนกัน

นักศึกษา : รบกวนอาจารย์ช่วยขยายความหน่อยครับ
อาจารย์ธีระ : เอาอย่างนี้ จริงๆ แล้วสำหรับเหตุความขัดแย้งนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเนติบริกรอย่างที่คุณตั้งคำถาม แต่สิ่งที่ตรงเป้ากว่านั้นคือ ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมาย

นั่นคือ เมื่อไหร่ที่ตัวบทกฎหมายมันอยุติธรรม เมื่อไหร่ที่กฎหมายมันถูกบังคับใช้อย่างไม่เสมอภาค และเมื่อไหร่ที่การตีความกฎหมายมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำลายล้างทางการเมืองอย่างไร้เหตุผล
ปรากฏการณ์จากระบบกฎหมายมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำลายล้างทางการเมืองอย่างไร้เหตุผล ปรากฏการณ์จากระบบกฎหมายแบบนี้แหละ ที่มันจะเป็นเหตุซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้น

นักศึกษา : ในแง่นี้ นักกฎหมายที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายหรือตีความกฎหมายแบบนี้จึงมีผลต่อการสร้างความขัดแย้งในสังคม
อาจารย์ธีระ : แน่นอน เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราเห็นแล้วก็คือ ความพยายามในการแก้ไขกฎหมายการกดดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และความพยายามที่จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลในบางเรื่องซึ่งบางฝ่ายเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมนั้นสิ้นผล

นักศึกษา : แต่ข้อเท็จจริงในวันนี้คือ นักกฎหมายแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าความเห็นของตนนั้นถูกต้องตามหลักวิชา แล้วอย่างนี้ หลักวิชาที่แท้จริงมันเป็นยังไง
อาจารย์ธีระ : หลักวิชาการทางสังคมศาสตร์ซึ่งไม่ใช่วิทยาศาสตร์ มันก็คือความเห็นที่ถูกประมวลขึ้นมาอย่างเป็นระบบระเบียบและยอมรับนับถือกันว่า ในกรณีอย่างนั้นอย่างนี้จะมีวิธีคิดในทางหลักวิชาแบบนั้นแบบนี้

แต่หลักวิชาสังคมศาสตร์มันก็คล้ายกับบทบัญญัติของกฎหมาย คือเมื่อไหร่ที่มันมีลักษณะเป็นนามธรรมถึงขั้นที่จะต้องตีความ มันก็อาจตีความแตกต่างกันได้ กรณีหนึ่ง คนหนึ่งอาจบอกว่าหลักวิชาเรื่องนั้นมันควรจะมีความหมายอย่างนี้ ในทางตรงกันข้าม อีกคนหนึ่งก็อาจบอกว่าหลักวิชาแบบนี้มันจะต้องหมายความว่าอย่างนั้น นี่ก็เป็นปัญหาเรื่องการตีความ

ในทางหลักวิชากฎหมาย หากมีการตีความบนพื้นฐานของเหตุผล ผมยอมรับความเห็นต่างของเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามันถูกตีความบนพื้นฐานของความไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องการตีความโดยอาศัยหลักวิชาแล้ว แต่อาจเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายซึ่งจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ปัญหาก็คือ วันนี้มันมีข้อเท็จจริงหลายเรื่องที่ทำให้เราไม่มั่นใจว่า การตีความกฎหมายในบางเรื่อง มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาที่อาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ หรือว่ามันเป็นการตีความกฎหมาย บนพื้นฐานของการบิดเบือนเพื่อให้เกิดผลทางใดทางหนึ่ง

นักศึกษา : แล้วเราจะใช้กระบวนการอะไรเพื่อให้ผ่านพ้นความขัดแย้งครั้งนี้ไปได้
อาจารย์ธีระ : ถ้าความขัดแย้งในทุกวันนี้มันเกิดมาจากเรื่องทางกฎหมาย และคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายต่างยอมรับกันว่ามันเป็นอย่างนั้น การแก้ปัญหากฎหมายก็อาจทำให้ความขัดแย้งนั้นยุติ

แต่หากความขัดแย้งนั้นมันไม่ได้เกิดมาจากกฎหมายหรืออาจเกิดจากกฎหมายแต่มีเหตุอย่างอื่นผสมปนเปกันอยู่ มันก็ต้องแก้ปัญหาตามสภาพของเหตุ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่ากฎหมายไม่ใช่เหตุหลักของความขัดแย้งครั้งนี้ มันเกิดมาจากสาเหตุอื่น

นักศึกษา : ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจึงไม่สามารถเอากฎหมายมาแก้ไขปัญหาได้
อาจารย์ธีระ : ก็อาจช่วยได้ระดับหนึ่ง คือถ้ามีการละเมิดกฎหมายจากฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ และคุณต้องการจะเอากฎหมายมาช่วยแก้ไขปัญหา อย่างนี้ก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

แต่ประเด็นที่ต้องไม่ลืมคือว่า วันนี้ฝ่ายที่อ้างตัวว่าตนเองจำเป็นต้องรักษากฎหมายนั้น ก็ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มที่ละเมิดกฎหมายมาก่อนหน้านี้ ฉะนั้น การใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของฝ่ายนี้จึงทำได้ไม่ง่ายเช่นกัน

นักศึกษา: มันเหมือนกับอยู่ในสภาวะอ้ำอึ้ง
อาจารย์ธีระ : ครับ เพราะผู้ที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาในเวลานี้ ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เหตุอย่างนี้ เมื่อเหลืองขึ้นแดงก็ไม่รับ แดงขึ้นเหลืองก็ไม่เอา สถานการณ์ของประเทศขณะนี้จึงเหมือนกับตกอยู่ในกับดักของความขัดแย้งจนยากที่จะดึงตัวเองขึ้นมา

นักศึกษา: อย่างนี้ก็ต้องมีใครที่ไม่ได้อยู่ทั้งเหลืองทั้งแดงให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา
อาจารย์ธีระ : ถ้าเป็นไปได้ก็ดี แต่เราคงพูดได้แล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้มันแทบจะหาคนกลางไม่เจอ ขนาดประธานองคมนตรีเองก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งไปกับเขาด้วย

นักศึกษา: หากหาคนกลางไม่ได้จริงๆ มีวิธีอื่นหรือหรือไม่ครับที่จะยุติความขัดแย้งโดยไม่ใช้คนกลาง
อาจารย์ธีระ : ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผู้ที่อยู่ในขั้วของความขัดแย้งคงต้องมาพูดคุยกันเอง แต่ความเป็นไปได้ผมคิดว่าน่าจะมีไม่มาก เพราะข้อเท็จจริงวันนี้มันชี้แล้วว่าเลยช่วงเวลาของการพูดคุยกันแล้ว แต่ก็ไม่แน่นัก ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่อง The Godfather คุณคงจำได้ว่าเมื่อมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มมาเฟียสองกลุ่ม แม้ในช่วงแรกจะยิงกันไปยิงกันมา แต่เมื่อประโยชน์ที่ต้องเสียหายจากความขัดแย้งมันจะทำให้พังไปด้วยกันทั้งคู่ สุดท้าย มันก็ต้องมานั่งเจรจาสงบศึกกัน ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นด้วยก็ได้

นักศึกษา : แปลว่าต้องรอให้เกิดเหตุการณ์อย่างในหนังเสียก่อน
อาจารย์ธีระ : คิดอย่างนี้ คนที่อยู่ในยุคนี้ เวลามองประวัติศาสตร์ของประเทศที่ผ่านความขัดแย้งมา อย่างรุนแรง ก็มักคิดว่าทำไมตอนนั้นเขาจึงไม่แก้ปัญหาอย่างสันติ

คุณต้องเข้าใจว่า บางทีก็มีความพยายามจะแก้ปัญหาอย่างสันติอยู่ แต่ว่าปัจจัยของความขัดแย้ง คงใหญ่โตเกินกว่าที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการอย่างนั้น มันจึงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพ จนในที่สุดก็เกิดการปะทะกัน ใครชนะก็มาจัดการซ่อมแซมบ้านเมืองกันใหม่ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายครั้งต่างยืนยันกับเราอย่างนี้

สำหรับสังคมไทยเองแม้ไม่เคยผ่านความขัดแย้งลักษณะแบบนั้นมาก่อน แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่หลายคน เรามีความเห็นตรงกันว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งคราวนี้มันมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะทำให้สังคมไทยถูกผลักให้เข้าไปสู่จุดนั้น และถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้จริง เมื่อเหตุของความขัดแย้งมันเป็นปัจจัยที่อยู่เกินความควบคุมของเรา สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงว่า ถ้าเราไม่อยากเป็นคู่กรณีของความขัดแย้ง ก็ถอยตัวออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์เสีย เมื่อความขัดแย้งมันจบ เราค่อยกลับไปสร้างบ้านสร้างเมืองกันใหม่ เหมือนอย่างที่ ฝรั่งเศส รัสเซีย อเมริกา เวียดนาม หรือเกาหลี เขาทำกัน

นักศึกษา : อย่างนี้ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงจุดที่เป็นความหายนะขอประเทศเรา
อาจารย์ธีระ : ไม่ว่าอย่างไง ผมก็ยังหวังอยู่ว่าเราจะรักษาประเทศของเราได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทำสงครามกลางเมือง

000

“ประเด็นที่คุณต้องคิดก็คือ วันนี้เรายังมีหลักนิติรัฐหรือไม่ เรายังมีสิ่งแปลกปลอมซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้วาทกรรมของหลักนิติรัฐหรือไม่ ถ้าหลักนิติรัฐมันไม่มี หรือมี แต่ปนเปื้อนไปด้วยสิ่งแปลกปลอมอย่างมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน อย่างนี้มันก็เหลือวิสัยที่จะไปหวังให้หลักนิติรัฐมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา...”

นักศึกษา : ในด้านหนึ่ง เมืองไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยรึเปล่า มันเลยเกิดปัญหา
อาจารย์ธีระ : คำถามของคุณน่าสนใจ ถ้าเรายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจริง แสดงว่าเราใช้เวลานานมาก สำหรับการก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้ผมเห็นว่าโครงสร้างอำนาจของบรรดากลุ่มการเมืองไทยทั้งที่อยู่หน้าฉากและหลังฉากมันยังไม่ลงตัว และเราก็ยังไม่มีบทสรุปว่าสังคมไทยต้องการโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในลักษณะไหนกันแน่ ช่วงนี้แต่ละฝ่ายจึงยังต้องสู้กันต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้

นักศึกษา : ตอนที่ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนมาใช้ระบบกึ่งรัฐสภา – กึ่งประธานาธิบดี เป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องโครงสร้างอำนาจเหมือนเราหรือเปล่า
อาจารย์ธีระ : ในสมัยสาธารณะรัฐที่ 4 ฝรั่งเศสเจอปัญหาภายในและภายนอกหลายเรื่อง หนึ่งในปัญหานั้นก็คือเรื่องความสัมพันธ์ในทางอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ 4 กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจมาก ส่วนฝ่ายบริหารมีอำนาจน้อย เมื่อรัฐบาลมีอำนาจน้อย สุดท้ายความมีเสถียรภาพของรัฐบาลในแต่ละชุดก็แทบจะไม่มี รัฐบาลจึงล้มแล้วล้มอีกกลายเป็นปัญหาว่ารัฐบาลขาดความเข้มแข็งและไม่มีเสถียรภาพ

เดอโกล ซึ่งเป็นวีรบุรุษของฝรั่งเศสในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เห็นความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารนั้นมีปัญหา ดังนั้น เมื่อตนเองได้รับมอบหมาย ให้มาแก้ปัญหาของประเทศ ก็เลยยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยจัดรูปแบบของรัฐบาลให้เป็นระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี โดยให้ประธานาธิบดีที่เป็นประมุขของรัฐนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และเปลี่ยนประธานาธิบดีจากไม่มีอำนาจเท่าไหร่ให้มีอำนาจมากขึ้น

ขณะเดียวกันฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาจากที่เคยมีอำนาจมาก ก็ให้มีอำนาจค่อนข้างจำกัด คือสามารถออกกฎหมายได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น มันเลยเป็นการจัดสูตรผสมแบบใหม่ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ 5 เลยทำให้ความสัมพันธ์ของสองอำนาจนี้เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างสมดุลตามความคิดของเขา

ส่วนของไทยนั้นสถานการณ์มันคนละเรื่อง เพราะเรามีอำนาจนอกระบบเข้ามาอยู่ในสมการของอำนาจด้วย

นักศึกษา : แล้วพรรคการเมืองจะสามารถเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ครับ
อาจารย์ธีระ : โดยข้อเท็จจริง ผมยังไม่เห็นว่าพรรคการเมืองนั้นมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเลย พูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งน่าจะถูกต้องกว่า

นักศึกษา: หลักนิติรัฐก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ด้วยหรือ
อาจารย์ธีระ : หลักนิติรัฐเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในระบบปกติ แต่ในสถานการณ์ไม่ปกติซึ่งขั้วขัดแย้งแต่ละฝ่ายต่างถูกกล่าวหาว่าได้ละเมิดหลักนิติรัฐมาทั้งนั้น อย่างนี้ หลักนิติรัฐมันก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก นอกจากจะนำมาใช้เพื่ออ้างเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

ประเด็นที่คุณต้องคิดก็คือ วันนี้เรายังมีหลักนิติรัฐหรือไม่ เรายังมีสิ่งแปลกปลอมซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้วาทกรรมของหลักนิติรัฐหรือไม่ ถ้าหลักนิติรัฐมันไม่มี หรือมี แต่ปนเปื้อนไปด้วยสิ่งแปลกปลอมอย่างมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน อย่างนี้มันก็เหลือวิสัยที่จะไปหวังให้หลักนิติรัฐมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

นักศึกษา : การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้มีปัจจัยพื้นฐานพร้อม น่าจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
อาจารย์ธีระ : เคยมีคนพูดว่าประชาธิปไตยมันจะเป็นระบอบที่ทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่อเรามีสังคมภาคเมืองมากกว่าภาคชนบท ฉะนั้นถ้าต้องการให้ประชาธิปไตยเติบโต ก็ต้องทำให้ประเทศมีภาคชนบทน้อยและเพิ่มภาคเมืองให้มาก ผมพอจะยอมรับคำนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด

ส่วนคำถามที่ว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ คำตอบก็อยู่ที่ว่า ถ้าความขัดแย้งมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน นี่ย่อมแก้ปัญหาได้ แต่หากความขัดแย้งมันเกิดจากการขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรืออย่างอื่น คำตอบก็จะกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

นักศึกษา : แล้วเราจะไม่มีทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้หรืออย่างไร
อาจารย์ธีระ : พูดอย่างถึงที่สุด ทางออกมันก็มีอยู่แค่ 2 ทาง คือจะคุยกันหรือจะตีกัน ถ้าคิดว่าพอคุยกันได้ ก็ช่วยหาทางออกกันให้ได้อย่างสันติ แต่หากคิดว่าคุยกันไม่ได้แล้ว ก็เชิญตีกันตายไปข้างหนึ่งตามอัธยาศัย เมื่อแพ้ชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว สันติก็ย่อมตามมาเอง โลกมันก็ผ่านวิธีการแก้ไขความขัดแย้งมาทั้งสองแบบอย่างนี้

นักศึกษา : คำถามสุดท้ายครับ คิดว่านักกฎหมายมหาชนควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน
อาจารย์ธีระ : วันนี้วิกฤตของประเทศส่วนหนึ่งโดยความเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง มันเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย

การบังคับใช้กฎหมาย และการนำกฎหมายไปวินิจฉัยคดี ถ้านักกฎหมายมหาชนจะมีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมานี้ จะทำอะไรต่อไปก็ต้องทำบนพื้นฐานของความยุติธรรม

ความยุติธรรมคืออะไร แน่นอนว่าสามารถถกเถียงกันได้บนพื้นฐานของหลักวิชา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่เป็นการปักธงล่วงหน้าเอากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้านักกฎหมายทำให้ผู้คนเชื่อว่าทุกอย่างได้เดินไปตามหลักการนี้ มันก็น่าจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในส่วนที่นักกฎหมายได้เข้าไปเป็นเหตุเกี่ยวข้อง แต่หากวันนี้นักกฎหมายยังอ้างความยุติธรรมเพี่อทำลายล้างฝ่ายหนึ่งอย่างอยุติธรรม

สุดท้าย นักกฎหมายนี่แหละที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขยายตัวออกไปของปัญหา

---------------------------
บทสัมภาษณ์นี้คัดลอกมาจากวารสารวันรพี คณะนิติศาสตร์ปี 2552
บันทึกเมื่อ 3 กันยายน 2552