WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 5, 2009

คลิปมหาประลัย

ที่มา บางกอกทูเดย์

นานๆ จะเห็นลีลาท่าทางของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ออกอาการฉุนกึกจนลมออกหูสักที ก็เมื่อบ่ายวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย “สารวัตรเหลิม”ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สวมบทพนักงานสอบสวน ยื่นกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีกรณีคลิปเสียงสั่งสลายม็อบเสื้อแดงโดยนายกฯ ออกอาการตั้งแต่ยก 2 เมื่อลุกขึ้นชี้แจงอีกรอบถึงต้นตอของคลิปเสียง หลังถูก “สารวัตรเหลิม” ใช้ความเก๋าอ่านคลิปเสียง และเรียกร้องหาคลิปมาสเตอร์มาแสดง หากนายกฯเชื่อว่าคลิปดังกล่าวมีการตัดต่อ“ใน 5-6 ประเด็นที่ตัดคำว่า “ไม่” ออกมันก็ชัดอยู่แล้วอยากถามว่าจะมาถามเพื่อต้องการอะไรอีก จะให้ระบุว่าถ้อยคำในคลิปมาจากที่ไหนทั้งหมดเป็นเรื่องยากมาก แต่เพียงแค่นี้ก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้ว หากวันไหนท่าน (ร.ต.อ.เฉลิม) ไปพูดที่อื่นว่าถ้าทำอย่างนี้ผมก็เป็นหมา แล้วมีคนไปตัดเสียงเหลือเพียงแค่ว่า“ผมเป็นหมา” มันก็ต้องเป็นเสียงของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ดี”ว้าว! คำตอบนายกฯ ช่างเจ็บแสบแหลมคำ ถูกใจคอการเมือง“ฮาร์ดคอร์” เสียนี่กระไร เล่นเอา “ดาวสภา” ถึงกับ “อึ้งกิมกี่”ไปชั่วขณะ ก่อนจะลุกขึ้นตอบโต้ตามสไตล์ดาวสภา ตามติดด้วยการประท้วงกันไปมาวุ่นวายน่าดูสำหรับศึกคลิปฉาวระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่สุดท้ายก็ไม่มีใครชนะและดูท่าว่าต้องแพ้ทั้งคู่ เพราะประชาชนที่นั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านคงเข้าใจสัจธรรมบางอย่างของ
การเมืองไทยที่อำนาจทำให้คนเปลี่ยนไปได้แต่อย่างไรก็ตาม กรณี “คลิปมหาประลัย” อานุภาพทำลายล้างยังไม่จบแค่ในสภา เพราะนอกสภาหลังตำรวจบุกจับพนักงานเอสซี แอสเสทฯ แล้ว เจ้าของบริษัทอย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เตรียมฟ้องร้องตำรวจฐานที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงขณะเดียวกันต้องจับตาพลพรรคเสื้อแดงที่กำลังเตรียมเสบียงกรังว่า จะมีการออกศึกในช่วงนี้หรือไม่ หลังจากต่างท่ามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็เจอกฎหมาย

ความมั่นคงดักหน้า จนต้องถอยหลังปรับกระบวนยุทธ์กันใหม่ทั้งนี้ น่าจับตามองเหลือเกินว่าทิศทางและจุดยืนของคนเสื้อแดงจะไปในทิศทางใด เพราะที่ผ่านมาคนเสื้อแดงเริ่มแตกคอกันเองมากขึ้น และทุกครั้งที่จะเคลื่อนไหวก็มีแค่ 3 เกลอเท่านั้นที่นั่งแถลงข่าวจนทำให้แกนนำเสื้อแดงในกลุ่มเกิดอาการ “งอน” ไม่ขอเข้าร่วมสังฆกรรมกับเสื้อแดงเมืองกรุงอีกต่อไปจากท่าทีกลุ่มคนเสื้อแดง โฟกัสกลับมาที่หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง “กองทัพ” ผู้ที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการรักษาความสงบตามที่รัฐบาลประกาศได้ดีเยี่ยมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และเหล่าเสนาธิการ ในกองทัพ ประเมินสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง จากอานุภาพของ “คลิปมหาประลัย” ชิ้นนี้“การใส่คลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีขณะนี้เป็นการพยายามเพิ่มดีกรี เติมเชื้อไฟ ซึ่งผู้บังคับหน่วยต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยและขยายไปถึงประชาชนขอพูดให้ฟังว่าหากให้ท่านเลือกระหว่างชาติกับสี ท่านต้องเลือกประเทศชาติ หากเอาสีประเทศจะอยู่ไม่ได้ หากตำรวจทหาร แยกสีก็จะวุ่นวาย”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวกับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงที่สโมสรกองทัพบกวิภาวดี ในระหว่างการเข้าฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการที่คนเสื้อแดงกล่าวหาว่าเป็นโครงการสลายสีเสื้อความห่วงใยของผู้นำเหล่าทัพย่อมสะท้อนให้เห็นงานด้านการข่าวที่กำลังจะบอกว่า เวลานี้มีการปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อต้านรัฐจากกรณีคลิปเสียงนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชนคนรักอุดรหรือวิทยุชุมชนเครือข่ายคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐ

และหน่วยงานด้านความมั่นคงหวั่นใจว่า สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้เช่นเดียวกันตำรวจที่ออกมารับลูกเรื่องนี้ทันทีทันใดในเวลา24 ชั่วโมง สามารถตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบสวนทันที หากเทียบกับคดีอื่นๆ ถือว่าทำสถิติได้เร็วอย่างยิ่งยวด อันนี้ไม่รู้ว่าต้องการโชว์ผลงานช่วงแต่งตั้งโยกย้ายหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบนะขอรับขณะที่ตำรวจสอบสวนกลางเตรียมเรียกตัวคนส่งต่อหรือฟอร์เวิร์ดเมล์ จำนวน 15 คน เข้ามาสอบปากคำ หลังตรวจพบว่ามีการส่งต่อไปให้บุคคลอื่นอีกกว่า 179 คน ถือเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพราะหากปล่อยให้คลิปลอยนวล อาจวุ่นวายไปมากกว่านี้อานุภาพของคลิปเสียงชิ้นนี้รุนแรงเกินบรรยาย และดูเหมือนจะหาทางลงไม่เจอว่า “ต้นตอคลิป” มาจากไหน เมื่อไม่ใช่จากเครือข่ายกลุ่มชินฯ“คลิปมหาประลัย” ยังคงเป็นปริศนา..!? ■

Gag Lasvegas:ยุทธการทีวี100ช่อง

ที่มา Thai E-News

จุดยืนและก้าวย่าง

ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 13
5 กันยายน 2552

มีผู้หวังดีถามกันมากว่า จักรภพเป็นอะไร ทำไมถึงเกิดขัดแย้งกันเอง บางท่านหวังดีแต่มีอารมณ์ก็เลยไปถึงเรื่องผลประโยชน์ขัดกันหรือความอิจฉาริษยาแกนนำไปโน่น คำตอบทั้งหมดอยู่ในช่วงต้นของบทความนี้ครับ ไม่น้อยกว่านี้ ไม่มากกว่านี้



เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในหมู่คนเสื้อแดงขณะนี้ เป็นคุณและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการก้าวเดินของฝ่ายประชาธิปไตย ในระยะที่มีอารมณ์ความรู้สึกมาก ก็ควรปล่อยให้ระบายบ้าง

หลังจากนั้นคือเวลาใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง กำหนดจุดยืนและย่างก้าวของทั้งขบวนการต่อไป

ไม่มีอะไรน่าห่วงกังวลเลยครับ

ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ซึ่งเป็นธงของพวกเรา จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงอย่างนี้อีกมากมายนัก ใครที่ไม่คุ้นเคยควรทำความคุ้นเคยไว้เสีย ระบอบการปกครองของไทยที่จะทำให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่กระซิบกันอย่างไพร่ๆ ว่าให้เงียบเสียง สังคมจะได้สงบสุขมั่นคง แต่จะระดมเอาความคิดเห็นที่หลากหลายมาสู่เวทีถกเถียงที่ชอบธรรม ซึ่งแปลว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมก่อสร้างหรือส่งตัวแทนมาร่วมในเวทีนั้น และเมื่อถกเถียงได้ที่แล้วก็ต้องรู้จักหยุดเป็นห้วงๆ เพื่อลงมือปฏิบัติ

เราอยากได้รัฐสภาเช่นนั้นในอนาคต รัฐสภาที่เป็นตัวแทนของของอำนาจอธิปไตยในมือคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความยืดหยุ่นมากน้อยขึ้นลงได้ตามประชามติ เป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายของประเทศที่ประคับประคองระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นชาติกับความเป็นนานาชาติได้ แสวงหาผู้บริหารที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่เดินงานบ้านเมือง และมีขีดความสามารถสูงพอในการป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำลายโดยการรัฐประหารโดยตรงหรือการรัฐประหารโดยอ้อม เช่น องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ นักวิชาการสายอำมาตย์ เป็นต้น

ถ้าเราปรารถนาเช่นนั้น เราต้องทำขบวนการเสื้อแดงให้สะท้อนภาพนั้นเสียตั้งแต่บัดนี้

มีผู้หวังดีถามกันมากว่า จักรภพเป็นอะไร ทำไมถึงเกิดขัดแย้งกันเอง บางท่านหวังดีแต่มีอารมณ์ก็เลยไปถึงเรื่องผลประโยชน์ขัดกันหรือความอิจฉาริษยาแกนนำไปโน่น

คำตอบทั้งหมดอยู่ในช่วงต้นของบทความนี้ครับ

ไม่น้อยกว่านี้ ไม่มากกว่านี้

แต่รัฐสภาอันแท้จริงที่ไม่ใช่หุ่นกระบอกของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็เป็นเพียงรูปธรรมอย่างหนึ่ง คำตอบที่ละเอียดขึ้นคือเป้าหมายที่แน่ชัดว่ารัฐสภาต้องเอื้ออำนวยให้เกิดผลต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน

๑. อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมืองสูงสุดที่ไม่มีอะไรสูงกว่า เป็นของปวงชนชาวไทย

๒. บ้านเมืองปกครองด้วยหลักกฎหมาย และด้วยตัวบทกฎหมายที่ปวงชนชาวไทยร่วมกำหนด ไม่ใช่ด้วยกระบวนการฝ่ายอำมาตย์ที่แอบควบคุมสังคมไทยอยู่โดยอ้างคำว่ากฎหมาย

๓. ประชาชนต้องมีเสรีภาพ

๔. สังคมต้องมุ่งความเสมอภาค

๕. รัฐบาลและผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยในเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ เข้ามาได้ก็ต้องออกไปได้ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวิถีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่มีอะไรดีกว่า


สังคมเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยควรหยุดถกเถียงและใคร่ครวญเป็นระยะๆ ว่า ทิศทางของเรานำไปสู่เป้าหมายใหญ่ทั้ง ๕ ข้อนี้หรือไม่

ทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อน ขณะพูดต้องพูดตรง ไม่กำกวม ไม่ห่วงภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่เป็นสิ่งไร้สาระ แต่ในขณะลงมือทำต้องมีศิลปะประคองตัว เพราะเราไม่ได้หาเสียงเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลให้เขาเชือดทิ้งเหมือนรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่เราต้องการตัวแทนประชาชนที่มีขีดความสามารถในการปกป้องตัวเองได้

ชนะเลือกตั้งอย่างงดงาม แล้วแพ้ในศึกชิงอำนาจรัฐ ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้อำนาจรัฐในการบริหารงานในราชอาณาจักรนั้น ถือว่าเปล่าประโยชน์

เราจึงตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งมวลชนเข้าร่วมอย่างน่าปลื้มใจทุกครั้ง เรามีข้อเรียกร้องที่ใหญ่พอและคุ้มค่าต่อความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจของประชาชนหรือไม่

เราเข้าใกล้เป้าหมายทั้ง ๕ ข้อนั้นมากขึ้นหรือไม่

ถ้าไม่ แสดงว่ายุทธวิธีของเราอาจไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์

หลายท่านบอกผมว่าเราต้องแกล้งทำ ต้องลับลวงพราง และต้องใจเย็น ในใจของแต่ละท่านก็คือรอให้ธรรมชาติช่วยตัดสิน แล้วทุกอย่างจะพลิกผันมาเข้าทางเราโดยอัตโนมัติ

ผมต้องขอประทานโทษ-ผมไม่เชื่อ

สังคมไทยวันนี้ไม่ได้คลุมด้วยตาข่ายทางสังคมที่ประชาชนเป็นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วมในการตัดสินชะตากรรมของตัวเอง แต่เป็นการครอบงำของสิ่งที่เรียกว่า “รัฐภายในรัฐ” นั่นคือมีรัฐบาลตัวจริงที่คอยชี้นำทิศทางของประเทศอยู่ และชี้นำทุกอย่างไปสู่การรักษาอำนาจอันล้นเหลือและความมั่งคั่งร่ำรวยที่อธิบายที่มาไม่ได้ของตัวเองและพวกเท่านั้น

รัฐบาลที่ว่านี้ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง ไม่สนใจที่จะมาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นรัฐบาลที่คอยล้มการเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยและทำให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าประชาชนจะไม่ได้เป็นใหญ่ และเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ จนต้องทำทุกอย่างเพื่อหมุนเข็มนาฬิกาของประเทศกลับไปก่อนหน้านั้นให้จงได้

รัฐบาลนี้เขามีพวกมาก แผ่ซ่านไปในทุกวงการ ถ้าเป็นมะเร็งก็ระยะสุดท้าย ต้องหาทางเกิดใหม่อย่างเดียว

ภารกิจหลักของรัฐบาลนี้คือการทำลายโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย

ถ้าเราขอความร่วมมือกับรัฐบาลที่ว่านี้ในการคืนประชาธิปไตยให้กับเรา ถ้าเขาไม่ใจร้อนฆ่าเราเสียเลย เขาก็อาจแสร้งว่าเห็นใจและโยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้ อาจจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีให้สักคน เพราะเรารุมกันประณามนายกรัฐมนตรีคนที่เขาเลือก อาจเปลี่ยนข้อความบางข้อในรัฐธรรมนูญให้เรารู้สึกหายใจโล่งขึ้น แต่ไม่ยอมแตะต้องส่วนสำคัญที่ทำให้เราอยู่ในสภาพน้ำใต้ศอกอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ต้น

แล้วเราก็จะไม่ได้แม้แต่ข้อแรก คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย

ไม่ต้องหวังว่าจะได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจรัฐจริง มาอำนวยเสรีภาพและความเสมอภาคทางสังคมให้กับประชาชน และไม่ต้องหวังว่ากระบวนทางกฎหมายจะเป็นไปเพื่อฝ่ายประชาชน

เพราะถ้าไม่ได้ข้อแรก เราก็จะเสียหมดทุกข้อ

เป้าหมายทั้งห้าข้อไม่ใช่ความรู้ใหม่ หมอเหล็ง ศรีจันทร์และคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.ศ. ๑๓๐ และปัญญาชนสยามสมัยนั้นท่านก็รู้อย่างนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร พ.ศ.๒๔๗๕ ท่านก็เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ จนถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา ก็เพราะมั่นใจอย่างนี้

ความใหม่ในวันนี้คือ ประชาชนท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว หมดสมัยของปัญญาชนคิดพิมพ์เขียวมานำเสนอให้ประชาชนเฮตามทั้งที่ไม่รู้ความหมายแล้ว

ครับ วันนี้ปัญญาชนของฝ่ายประชาธิปไตยคือตัวประชาชนเอง โดยมีอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เป็นเลขานุการให้

กว่าสามปีที่ต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยมา ประชาชนก้าวหน้า แต่ปัญญาชนอุปถัมภ์ของอำมาตย์กลับถอยหลังลงคลอง จนล้าหลังเป็นอย่างยิ่ง แล้วยังจะมาเรียกร้องขอเล่นบทบาทนำทางสังคมอีกล่ะหรือ

ที่สุดแล้วคืออะไร?

จุดยืนของฝ่ายประชาธิปไตยคือสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ไม่ได้มีแต่คุณเปรมคนเดียว

สู้โดยสติปัญญาความสามารถโดยไม่ใช่เอาเลือดเข้าแลก

ก้าวย่างคือเตรียมแผ่นดินให้พร้อม เครือข่ายของอำมาตย์เขาก็เตรียมอยู่ต่อหลังฤดูผลัดใบเช่นกัน เพราะเขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของสวนพฤกษชาติแห่งนี้ เตรียมเครื่องมืออย่างหลากหลายเพื่อกระทำภารกิจที่แตกต่างกันในแต่ละห้วงแต่ละสถานการณ์ และจุดสำคัญคือเมื่อถึงเวลาเดินก็ต้องเดิน ไม่ชวนวนอยู่กับที่เหมือนวัวพันหลัก

ขอเรียนเสนอไว้ให้ฝ่ายประชาธิปไตยถกเถียงต่อไปด้วยใจเคารพ.

-------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

คณะ กก.สิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ยื่น UN ตรวจสอบกรณี “ดา ตอร์ปิโด”

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
5 ก.ย.52

AHRC ทำหนังสือถึงสหประชาชาติ ให้ดำเนินการกรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล พร้อมระบุปัญหาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ลดลง และการใช้ศาลเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองที่มากขึ้นในประเทศไทย

วานนี้ (4 ก.ย. 52) คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ทำหนังสือถึงผู้ตรวจการพิเศษสหประชาติ (ยูเอ็น) เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนในกรณีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล พร้อมทั้งนำเสนอข้อห่วงใยต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ลดลงเรื่อยๆ และระบบยุติธรรมที่ถูกทำให้เป็นการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย

ในจดหมายดังกล่าวในระบุถึงคำพิพากษาจำคุก 18 ปีของดารณี ซึ่งการฟ้องร้องนำมาจากหนึ่งในการปราศรัยจำนวนมากของเธอ หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเธอกล่าวพาดพิงเชื่อมโยงระหว่างสถาบันกษัตริย์กับผู้ทำการรัฐประหาร ท่ามกลางเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้มีความพยายามของประกันตัว 3 ครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธ และต่อมาศาลยังมีคำสั่งให้พิจารณาแบบปิดลับ รวมไปถึงความพยายามของทนายความที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการพิจารณาปิดลับเป็นการละเมิดสิทธิของเธอ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอีกเช่นกัน

AHRC เชื่อว่าดารณีถูกปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวเนื่องจากเธอเลือกที่จะสู้คดีแทนที่จะรับสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่ง AHRC จะยื่นเรื่องไปยัง UN Working Group on Arbitrary Detention ว่าการจำคุกจำเลยในครั้งนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 10 ของปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากลที่ระบุว่า “ทุกคนอยู่ภายใต้ความเท่าเทียมของความยุติธรรมและการเปิดเผยต่อสาธารธารณะ โดยการพิพากษาที่เป็นอิสระและรอบด้านในการกำหนดสิทธิของเขาและความผูกพัน และการดำเนินการทางอาญาต่อเขา”

นอกจากนี้ในจดหมายดังกล่าวยังวิเคราะห์ปัญหาทางการเมืองและการทำงานของสื่อมวลชน ตลอดจนเชิญให้ตัวแทนของสหประชาชาติเข้าเยี่ยมประเทศไทยเพื่อตรวจสอบเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย

ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ ลิงก์นี้

เรียน ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติ
เรื่อง ประเทศไทย: กรณีดารณี เชิงชาญศิลปกุล การปฏิเสธเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการทำให้ระบบยุติธรรมกลายเป็นการเมือง

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ทำหนังสือเพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ต่อกรณีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล และพร้อมกับความห่วงใยต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นการลดลงเรื่อยๆ และระบบยุติธรรมที่ถูกทำให้เป็นการเมืองมากยิ่งขึ้น

ดารณี ถูกตัดสินจำคุก 18 ปีเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ใน 3 กระทงในความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การฟ้องร้องดำเนินคดีมาจากหนึ่งในคำปราศรัยจำนวนมากของเธอหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเธอกล่าวพาดพิงเชื่อมโยงระหว่างสถาบันกษัตริย์กับผู้ทำการรัฐประหาร ท่ามกลางเรื่องอื่นๆ

ดารณีมีความพยายามถึง 3 ครั้งในการขอประกันตัว แต่ถูกปฏิเสธ แม้ว่าศาลไม่มีฐานในการปฏิเสธคำขอประกันตัวภายใต้มาตรา 108 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยิ่งไปกว่านั้นเธอถูกพิจารณาคดีแบบปิดลับภายใต้มาตรา 117 ของประมวลกฎหมาวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอยู่บนฐานที่ว่าการพิจารณาแบบปิดลับกระทำได้ในกรณีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะหรือความมั่นคงของชาติ ทนายความของเธอยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การพิจารณาคดีแบบปิดลับเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิของเธอตามรัฐธรรมนูญ แต่มันก็ถูกปฏิเสธ

AHRC ไม่ได้เห็นว่าในกรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งจำเลยได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นปกติด้วยคำถามถึงการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เราเชื่อว่าเธอถูกปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวเนื่องจากเธอเลือกที่จะสู้คดีแทนที่จะรับสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ

ต่อเรื่องดังกล่าวนี้ เราจะยื่นเรื่องไปยังคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการกักขังที่ไม่มีกฎเกณฑ์ (UN Working Group on Arbitrary Detention) ว่าการจำคุกจำเลยในครั้งนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 10 ของปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากลที่ระบุว่า “ทุกคนอยู่ภายใต้ความเท่าเทียมของความยุติธรรมและการเปิดเผยต่อสาธารธารณะโดยการพิพากษาที่เป็นอิสระและรอบด้านในการกำหนดสิทธิของเขาและความผูกพัน และการดำเนินการทางอาญาต่อเขา”

การพิจารณาและการตัดสินว่าการกระทำความผิดในกรณีของดารณีนำมาสู่ความห่วงใยในหลักของ AHRC เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในช่วงหลังไม่กี่ปีมานี้ จากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ลดน้อยถอยลง และการใช้ศาลเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง

ในประเด็นแรก สถานการณ์ในประเทศไทยมีความซับซ้อนจากความแพร่หลายของสื่อประเภทต่างๆ ที่ทำให้มีความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระดับสู้ โดยเปรียบเทียบ แต่ในความเป็นจริง สื่อวิทยุและโทรทัศน์ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของหน่วยงานรัฐบาลและกองทัพ

หนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ที่ในช่วงทศวรรษที่ 2530 มีชื่อเสียงที่ดี แต่ในช่วงปีหลังๆ มานี้ส่วนมากมีการเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างหนักหรือลำเอียงอย่างเปิดเผยตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถูกถอดจากอำนาจ

อินเตอร์เน็ตและท้องถนนยังคงเป็นพื้นที่สำหรับการสื่อสาร ซึ่งเป็นเหตุให้หน่วยงานรัฐพยายามตรวจตราอย่างกระตือรือร้น และบางกรณีอยู่นอกเป้าหมาย ก่อนหน้ากรณีดารณี ชายคนหนึ่งถูกพิพากษาจำคุก 10 ปีจากการโพสต์ภาพออนไลน์หมิ่นพระมหากษัตริย์ และอีกหลายกรณีที่ข้อกล่าวหายังค้างอยู่ในการกระทำความผิดทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ที่มีความคลุมเครือ หน่วยงานรัฐบาลรายงานว่ามีการบล็อกหลายพันเว็บเพจที่มีการกับกับดูแลน้อยมาก ซึ่งส่วนมากเป็นธรรมชาติของการเมือง

ความห่วงใยประการที่สอง AHRC ได้เฝ้าระวังการให้ทำให้ตุลาการมีอำนาจสูงขึ้นหลังจากการยึดอำนาจของระบอบทหารในเดือนกันยายน 2549 และตั้งแต่นั้นมาก็ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

ในปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้ถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งฝ่ายของทักษิณถึงสองครั้ง ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ต่อต้านประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญนี้บรรจุบทบัญญัติที่จำกัดระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ในอีกด้านหนึ่ง ไม่มีความพึงพอใจในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ก่อการประท้วงที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติเมื่อปีที่แล้ว ผลกระทบของกรณีเหล่านี้รวมทั้งกรณีอื่นๆ รวมถึงกรณีดารณี ได้ทำให้ฐานะของศาลในประเทศไทยเสื่อมถอยลง ด้วยต้นทุนของพวกเขาเองและสังคมโดยรวม .

ในขณะเดียวกัน ในอดีตมันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะได้ยินประชาชนพูดถึงระบบยุติธรรมว่าเป็นการเมือง และการพูดถึง “สองมาตรฐาน” กลายมาเป็นคำเฉพาะเมื่อกล่าวถึงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

รัฐบาลของไทยในปัจจุบัน แม้ว่าในความเป็นจริงจะเข้ามาสู่อำนาจไม่ได้ตามวิถีทางแบบปกติ แต่ได้พยายามยืนยันว่ารัฐบาลตระหนักถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศและกระตือรือร้นในการร่วมมือกับการติดตามระดับระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเชื้อเชิญให้ผู้ตรวจการพิเศษติดตามสถานการณ์ดังกล่าวด้วย

นอกจากการขอให้ท่านยื่นหนังสือเร่งด่วนไปยังรัฐบาลไทยในกรณีดารณี เชิงชาญศิลปกุล เรายังเรียกร้องให้ท่านพิจารณาการขอเข้าเยี่ยมประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และศึกษากรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เพื่อตัวของท่านเอง

สถานการณ์ในประเทศไทยนั้นมีความสำคัญอย่างเพียงพอ ไม่เพียงเพราะว่ามันเลวร้ายลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่เนื่องจากมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ท่ามกลางประเทศในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากไม่ทำอะไร มันจะลดระดับดัชนีสิทธิมนุษยชน และผลของมันจะไม่เพียงแต่มีผลเสียหายต่อประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังมีผลเสียต่อทั้งภูมิภาค

ด้วยความนับถือ

บาซิล เฟอร์นานโด

ผู้อำนวยการ AHRC, ฮ่องกง

ขบวนการนักศึกษา : ประชาธิปไตย คุณคือใคร ก่อนรัฐประหารซ้ำ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กันยายน 2552

19 กันยาปีนี้ก็จะครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็มีกลิ่นอายของการรัฐประหารมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้กระทั่ง ณ เวลานี้ ก็ยังมิวายที่จะได้กลิ่นตลบอบอวนไปด้วยการรัฐประหารซ้ำ ในขณะที่ขบวนการนักศึกษาซึ่งถูกมองว่า เป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงนั้นในอดีต ณ ปัจจุบันนี้พวกเขาเหล่านั้นมองประชาธิปไตยหน้าตาเป็นอย่างไร..


กิจกรรม “ช็อปแอนด์แชร์” แบ่งกันใช้ แบ่งกันคิด แบ่งกันฟัง จากอดีต จนถึงปัจจุบัน

กลุ่มประกายไฟ ร่วมกับนักศึกษาและนักกิจกรรม กำหนดการจัดกิจกรรม “ช็อปแอนด์แชร์” แบ่งกันใช้ แบ่งกันคิด แบ่งกันฟัง จากอดีต จนถึงปัจจุบัน ในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

13.00 น. เริ่มงานกิจกรรม “ช็อปแอนด์แชร์” แบ่งกันใช้ แบ่งกันคิด แบ่งกันฟัง พบกับ การออกร้าน ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

14.00 น. กิจกรรมประกายไฟเสวนา ตอน “ขบวนการนักศึกษา : ประชาธิปไตย คุณคือใคร ก่อนรัฐประหารซ้ำ” ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา

17.00 น. กิจกรรมแสดงดนตรี
วงสลึง มหิดล
วงพรานล่าเนื้อ ศิลปากร
วงลู่ลม พระนครเหนือ
วงสมุนไพร พระนครเหนือ
วงข้าวเหนียวปั้น รามคำแหง
ณ เวทีอัฒจรรย์
-------------------

เหตุการณ์14ตุลา นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของงการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยเฉพาะหนุ่ม-สาว นิสิต นักศึกษา ที่มีพลังในการขับเคลื่อนสังคม อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ จิตอาสา เพื่อให้สังคมมีความก้าวหน้าและเป็นการยกระดับทางจิตใจ กิจกรรมนิสิตนักศึกษา ในปัจจุบัน มีการดำเนินให้หลายรูปแบบ แต่ล้วนเพื่อการสรรค์สร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคมทั้งนั้น แต่สิ่งที่ขาดจริง ๆ ก็คือพิ้นที่ในการแสดงออกทางกิจกรรมอย่างจริงจัง

ในฐานะอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาเป็นสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ในการขับเคลื่อนทางสังคมของคนหนุ่มสาว มาแต่อดีต จึงเห็นควรเปิดพื้นที่เพื่อให้ เยาวชน ได้เข้ามาใช้พื้นที่ของอนุสรณ์สถาน ในการจัดกิจกรรม ทางสังคม ในประเด็นที่สร้างสรรค์ และเป็นการผนึกกำลังของคนรุ่นใหม่เพื่อรวมไว้ที่นี้



แนวทางในอนาคต

คาดว่าจะจัดเดือนละ 1 ครั้ง ทุกวันเสาร์แรกของเดือน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นิสิต นักศึกษา องค์กรเยาวชน องค์การนิสิต นักศึกษา ได้เข้ามาใช้พื้นที่เพื่อแสดงออกและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ หารายได้เพื่อนำไปทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป

2. เพื่อให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยน มุมมอง ทัศนคติต่อการเมืองและประชาธิปไตยระหว่างกัน

-- กิจกรรมดนตรี

กิจกรรมดนตรีเป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นค่อนข้างให้ความสนใจเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน และการบริโภคของคนยุคใหม่ค่อนข้างเปิดกว้างมากขึ้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมดนตรี จึงเป็นช่องทางนึงที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลเรื่องประชาธิปไตยให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และเข้าใจ โดยผ่านกิจกรรมที่เค้าให้ความสนใจ การเลือกวงดนตรีนั้นอาจจะเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่แต่ไม่ละเลยอุดมการณ์ประชาธิปไตยและต้องเปิดกว้างให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

-- กิจกรรมออกร้าน

กิจกรรมออกร้านเป็นการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มกิจกรรมที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมได้เข้ามาใช้พื้นที่ในงานเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาค หรือการขายของ ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกต้องเป็น กลุ่มเยาวชนที่ทำงานเพื่อสังคมและนำรายได้ไปเพื่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปเท่านั้น

-- กิจกรรมเสวนา

กิจกรรมเสนาเป็นการพบปะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างบุคคล กลุ่มกิจกรรม โดยการจัด เราจะเลือกเอาผู้เข้าร่วมเสวนาที่เป็นบุคคลที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน มุมมอง ทัศนคติต่อการเมืองและประชาธิปไตย เพื่อช่วยกันคิดในประเด็นเรื่องประชาธิปไตย


... ในขณะที่บางคนบอกเราว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่นำเข้ามาจากตะวันตกดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสังคมไทย (แต่ก็ไม่เคยบอกว่าอะไรเหมาะกับสังคมไทยสังคมไทย) แต่ขณะเดียวกันกลับมีบางคนที่บอกเราว่าสังคมไทยเป็นประชาธิปไตยมานานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยและคัมภีร์พระธรรมศาสตร์คือรัฐธรรมนูญฉบับแรก …

… ในขณะที่บางคนบอกเราว่าสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้บอกเราว่าอีกนานแค่ไหนจึงจะพร้อม และยิ่งไม่ได้บอกเราว่าระหว่างนี้ (ที่ยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตย) สังคมไทยควรใช้ระบอบอะไร …

และอีกเช่นกัน 19 กันยาปีนี้ก็จะครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 ก.ย. 2549 โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาก็มีกลิ่นอายของการรัฐประหารมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้กระทั้ง ณ เวลานี้ เวลาที่ใกล้จะครบรอบ 3 ขวบ ของการรัฐประหารในครั้งนั้น ก็ยังมิวายที่จะได้กลิ่นตลบอบอวนไปด้วยการรัฐประหารซ้ำ

ในขณะที่ขบวนการนักศึกษาซึ่งถูกมองว่าเป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงนั้นในอดีต ณ ปัจจุบันนี้พวกเขาเหล่านั้นมองประชาธิปไตยหน้าตาเป็นอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประกายไฟ ร่วมกับนักศึกษาและนักกิจกรรมจำนวนหนึ่ง จึงได้ริเริ่มจัดกิจกรรมในรูปแบบของการเสวนาขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน มุมมอง ทัศนคติต่อการเมืองและประชาธิปไตยระหว่างกัน จึงเกิดเป็นกิจกรรมเสวนาโต๊ะกลมแบบชิลๆ ในประเด็นที่ไม่ชิลๆ ในชื่อ ประกายไฟเสวนา ตอน “ขบวนการนักศึกษา : ประชาธิปไตย คุณคือใคร ก่อนรัฐประหารซ้ำ”

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เกิดการนำเสนอมุมมอง ทัศนคติต่อคำว่า “ประชาธิปไตย” ของแต่ละกลุ่ม
2. เพื่อให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยน มุมมอง ทัศนคติต่อการเมืองและประชาธิปไตยระหว่างกัน

กิจกรรม

13.00 – 14.00 น. ลงทะเบียน พุดคุยกันตามอัธยาศรัย พร้อมชมการออกร้านบริเวณโถงชั้นล่างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
14.00 – 17.00 น เสวนาโต๊ะกลม หัวข้อ “ขบวนการนักศึกษา : ประชาธิปไตย คุณคือใคร ก่อนรัฐประหารซ้ำ”

นำเสวนาโดย

ตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ตัวแทนจาก ศูนย์ประสานงานนักเรียน นิสิต นักศึกษา (ศนศ.)
ตัวแทนจากองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
ตัวแทนจากองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตัวแทนจากศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)
ตัวแทนจากกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย ธรรมศาสตร์
ตัวแทนจากกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก (กปก.)
ตัวแทนจากกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคม ม.รามคำแหง
ตัวแทนกลุ่มประกายไฟ
ตัวแทนจากกลุ่มนักศึกษาเสรีปัญญาชน
ตัวแทนจากเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ (Young PAD.)
ตัวแทนจากกลุ่มแรงคิด
ตัวแทนกลุ่มเลี้ยวซ้าย
ดำเนินรายการโดย
ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

รุปแบบการเสวนา

รุปแบบการเสวนาเป็นการสานเสวนาโต๊ะกลม เงื่อนไขประกอบด้วย

1.โดยจะให้ตัวแทนนำเสวนาแต่ละกลุ่มนำเสนอ 1 คนๆละไม่เกิน 3 นาทีต่อ 1 รอบ
2.โดยจำนวนรอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเวลาที่มี ซึ่งเริ่มจากประเด็นมุมมอง ทัศนคติต่อคำว่า “ประชาธิปไตย” ของแต่ละกลุ่ม แล้วค่อยแตกประเด็นไปตามกระบวนการแลกเปลี่ยนในขณะนั้น ภายใน 2 ชั่วโมงแรก
3. หลังจากเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงจะเปิดให้ผู้ร่วมฟังเสวนาแลกเปลี่ยน
4. และ 25 นาทีสุดท้ายจะให้ตัวแทนนำเสวนาแต่ละกลุ่มสรุปคนละไม่เกิน 2 นาที

สอบถามเพิ่มเติม bus4530219@hotmail.com

ร.ต.อ.เฉลิม กระทู้สดคลิปเสียงนายกฯ

ที่มา Voice TV



ในการประชุมสภาฯ พร้อมนำข้อความที่ถอดออกมากจากคลิปปริศนาที่อ้างว่าเป็นเสียงนายกฯมาอ่าน อ้านส.ส.ประชาธิปัตย์ประท้วงวุ่น

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเมืองไม่ใช่หน้าที่หลัก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ




บอกปัดตำแหน่งทางการเมือง กระนั้นภารกิจที่ต้องเข้า-ออกพรรคเพื่อไทย รวมถึงการปรากฏตัวในงานการเมืองต่างๆ

ทำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สลัดจากการเมืองลำบาก

ยิ่งล่าสุดบริษัทเอสซี แอสเสท ที่เจ้าตัวนั่งบริหารอยู่มีชื่อเข้ามาพัวพันกับคดีคลิปตัดต่อเสียงนายกฯ

ทำให้การเคลื่อนไหวของยิ่งลักษณ์ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของตระกูลชินวัตร แม้ในฐานะกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคมก็ตาม

-การทำงานในมูลนิธิไทยคม

มูลนิธิไทยคมสืบเนื่องมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการให้มีความเสมอภาคทางด้านการศึกษา และอยากให้เด็กไทยคิดเป็นทำเป็น แล้วแข่งขันได้ในเวทีโลก

ดิฉันเองก็ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการฯ มาทำหน้าที่สืบทอดเจตนารมณ์นี้ ซึ่งให้การสนับสนุนการศึกษามาตลอดตั้งแต่ตั้งมูลนิธิมา

พ.ต.ท.ทักษิณเน้นเรื่องนี้มาก เพราะคิดว่าอนาคตของเยาวชนไทย ถ้าเรามีโอกาสให้การสนับสนุนไม่ว่าเรื่องการเรียน ทุนทรัพย์ หรือส่งเสริมด้านต่างๆ ก็เชื่อว่าเยาวชนไทยเป็นผู้มีความรู้ ฉลาด มีความสามารถ

ถ้ามีโอกาสหยิบยื่นให้ก็ทำให้เยาวชนไทยแข็งแรง แล้วจะส่งผลให้ประเทศชาติแข็งแรงด้วย

-จะประสานทำทีวีเพื่อการศึกษาตามแนวทางของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่

หลักของมูลนิธิไทยคมสนับสนุนด้านการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในรูปแบบที่อยากให้เด็กไทยเรียนรู้ สร้างสรรค์ด้วยปัญญา ให้ได้รู้ ปฏิบัติจริง แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน

เมื่อมีหลักเช่นนี้เราก็ขยายผลการทำงาน อย่างแรกคือเสริมในเรื่องการศึกษาแนวใหม่ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อให้เยาวชนไทย

ส่วนเรื่องทุนทรัพย์ก็ควบคู่ไปด้วยเพราะเด็กบางคนเรียนเก่งจริงแต่ขาดโอกาส เราก็หยิบยื่นให้เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ นอกจากนี้ ก็คือการเสริมทักษะ ไม่ว่าเป็นเรื่องบุคลิกภาพ กีฬา ดนตรี

เมื่อกลับมาถึงคำถามว่าจะสื่อการเรียนการสอนทางโทรทัศน์ เราไม่จำกัด ไม่ได้บอกว่าจำเป็นจะต้องทำ แต่เราไม่จำกัดว่าอะไรเป็นสื่อสารส่งความรู้การศึกษาให้เยาวชนไทย เรายินดีทำทุกรูปแบบ

สื่อการเรียนการสอนก่อนหน้านี้ก็เคยทำดาวเทียมทางไกลสู่ชนบท เริ่มมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อนโดยมอบอุปกรณ์ดาวเทียมทางไกล โครงการนี้เรามอบให้กับการศึกษานอกโรงเรียนและโครงการของพระราชวังไกลกังวล ตอนนี้ก็ทำอยู่

และพร้อมประสานทุกช่องทางที่มีประโยชน์ให้สื่อสารได้เข้าถึงชนบท ให้เด็กในชนบทได้มีโอกาสเรียนเท่ากับเด็กในเมืองกรุง

-ถูกมองว่าทำเพื่อการเมือง

อยากให้ทุกคนพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของมูลนิธิจริงๆ เพราะเราทำมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งทำ

การที่เราทำเพื่อการศึกษาก็ทำมาหลายปี เชื่อว่าคนที่ได้รับการให้จากมูลนิธิไทยคมจะทราบว่าเราตั้งใจลงไปมอบให้จริงๆ ทุกบาททุกสตางค์ที่เรามอบให้นั้นไปถึงเยาวชนที่เป็นเป้าหมายใหญ่

-มองนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลอย่างไร

คงไม่ไปคอมเมนต์นโยบายการศึกษาของรัฐบาล แต่ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งที่ได้สัมผัสกับงานการศึกษา ขอบอกว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

ไม่ใช่แค่มอบทุนให้แล้วเด็กได้เรียนจบ การศึกษาต้องมองไปถึงกระบวนการตั้งแต่เรื่องแนวการเรียนการสอนทั้งระบบ ครู สื่อการเรียนการสอนที่ดี ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้

เพราะเมื่อจบการศึกษาแล้วคำตอบคือเด็กต้องมีงานทำ อุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องเพียงพอ ไม่ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ สื่อการเรียนการสอน หรือแม้แต่เงินทุนก็เป็นเรื่องใหญ่

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันพัฒนาวงการศึกษาเพื่อจะเสริมสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไปเพื่อเยาวชน และลูกหลานของเราที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต

-เท่าที่ดูการศึกษาไทยตอนนี้ตอบโจทย์ที่ให้คนมีงานทำได้หรือไม่

เชื่อว่าหลายๆ หน่วยงานก็พยายาม ทุกคนก็ตื่นตัว อยากให้วงการศึกษาพัฒนา แต่เรื่องนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์จากระบบเก่าไประบบใหม่ทันที เพราะการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องคน รวมถึงครู

เมื่อเป็นสิ่งที่ใหญ่มากก็ต้องใช้เวลาในการพยายาม ดังนั้น คนที่ทำการศึกษาต้องมีอย่างเดียวว่าต้องไม่เลิกความพยายาม และต้องอดทนทั้งคนให้และคนรับ ต้องรอ

เหมือนเราให้ทุนการศึกษาให้นักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยชินวัตร ทำตั้งแต่ปี 2547 แต่เพิ่งจะมีเด็กรุ่นนี้จบมา บางทีก็เหมือนจะลืมไปแล้ว แต่เรื่องการศึกษาก็ต้องอดทนแล้วจะเห็นผลในระยะยาว

ภาพรวมข้างนอกคนอาจจะไม่เห็นว่ามันเปลี่ยนเร็ว แต่ขบวนการนี้ใหญ่แล้วต้องใช้เวลา

-ในฐานะนักธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจประเทศตอนนี้ฟื้นตัวแล้วหรือไม่

เศรษฐกิจพีกขึ้นมายาก หลายคนมองว่าจะเป็นวีเชป ยูเชป หรือดับเบิ้ลยูเชป รวมกันก็คือปลายทางมันจะดีขึ้น แต่ทุกคนต้องช่วยกัน

วงจรที่จะดีขึ้นมาได้ไม่มีใครตอบได้ว่าใช้เวลานานเท่าใด เราเป็นเอกชนก็ต้องปรับตัวเอง แล้วทำกิจกรรมในลักษณะที่ทำให้ดูคึกคัก และดูตื่นตัวตลอดเวลา แล้วก็มองไปข้างหน้าอีกครั้ง

แต่ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ภาพรวมไม่โตขึ้น อยู่แบบทรงๆ แต่ที่ผลประกอบการของบริษัทโตขึ้นกว่าไตรมาสที่แล้วเพราะเราทำหลายอย่าง ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจ ทำโปรโมชั่นทุกเดือน แอ๊กทีฟมากขึ้น แล้วก็เหนื่อยขึ้น

-นอกจากทำมูลนิธิกับธุรกิจ ยังทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย

เปล่าค่ะ ดิฉันทำทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จริงๆ แล้วไม่ได้เข้าไปร่วมในพรรคเพื่อไทย เป็นลักษณะการให้กำลังใจมากกว่า พรรคเพื่อไทยเองก็ยังมีผู้บริหารของพรรคดูแล ดิฉันก็ทำงานมูลนิธิไทยคม รวมถึงงานในบริษัทเอสซี แอสเสท ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

-อนาคตกับการเมือง

ยังไม่มีความพร้อม อยากขอทำงานมูลนิธิและอสังหาริมทรัพย์อยู่ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อะไรที่ให้กำลังใจพรรคการเมืองได้เราก็ทำ แต่ไม่ได้มองว่าเป็นหน้าที่หลัก

หน้าที่หลักเราคือการทำธุรกิจ พัฒนาธุรกิจให้ดี แล้วก็ทำงานสังคมด้านการศึกษา

-พ.ต.ท.ทักษิณและนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวสนับสนุนให้ลงเล่นการเมืองหรือไม่

ไม่หรอก เรื่องนี้เราต้องตัดสินใจเอง ตอนนี้ยังมีภาระต้องทำในส่วนอื่นอีกเยอะ แต่ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ

-ในพรรคเพื่อไทยก็สนับสนุนเยอะ

ต้องขอขอบคุณ แต่จริงๆ เราคิดว่าวันนี้ ตอนนี้ก็มีหัวหน้าพรรคและบุคลากรในพรรคที่มีความสามารถอีกมาก เราเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ทำธุรกิจ และทำงานมูลนิธิมากกว่า

-รู้สึกอย่างไรที่มีประชาชนยังรักพ.ต.ท.ทักษิณ อยากให้กลับมาบริหารประเทศ

เราเป็นน้องก็รู้สึกดีใจ ซาบซึ้งใจที่ทุกคนให้ความรักเป็นห่วงท่าน ขอขอบคุณพี่น้องทุกคน เราก็ทำได้เท่านี้

-พยายามไม่ยุ่งกับการเมืองแต่รู้สึกการเมืองจะเข้ามายุ่งตลอด ล่าสุดก็เรื่องคลิปเสียงนายกฯ

เราเป็นของเราอย่างนี้ เราทำตัวเป็นประชาชนคนหนึ่งก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารคงตัดสินใจดีกว่า เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เชื่อว่าใครที่ดูอยู่ก็คงรู้

เราปฏิเสธไม่ได้ในความเป็นชินวัตร แต่หน้าที่ของเราก็ชี้แจงและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ตั้งใจทำบทบาทในเลขามูลนิธิ หรือบทบาทการเป็นประธานบริหารบริษัท และประชาชนคนหนึ่งให้ดีที่สุด

-จะต้องทวงถามความยุติธรรมทางกฎหมายหรือไม่

ทางบริษัทก็มีใบแถลงข่าวชี้แจงไปแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ชี้แจงแล้ว คงไม่อยากให้ข้อมูลเพิ่มอีกแล้ว

แดงสอยแดง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ตอนนี้คนเสื้อแดงในระดับแกนนำ แตกตัวออกเป็น 2 กลุ่มแล้วคือ "แดงนปช." ที่มี "3 เกลอ" เป็นผู้นำ

และกลุ่มใหม่ "แดงสยาม" นำโดย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

พอเปิดตัว ก็มีรายการสาวไส้กันพอหอมปากหอมคอ

จากคำสัมภาษณ์พิเศษของนายสุรชัย ที่ปรากฏใน"ข่าวสด"

ฉายภาพให้เห็น"ความจริงวันนี้" ในระดับแกนนำม็อบ

เหมือนว่า ขณะที่คนเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง

แต่ตัวตนจริงของแกนนำเสื้อแดง ก็ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย

ทั้งที่การทำงานเสี่ยงมือเสี่ยงตีนนี้ มีคนระดับมันสมองระดมมาร่วมกันมากมาย

แต่นับวันผ่านไป ธรรมชาติของแต่ละคนก็สำแดงออกมา

นายสุรชัยยืนยันเลยว่า การถวายฎีกาให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ไม่ได้เป็นมติที่ประชุม ไม่มีแกนนำอื่นล่วงรู้มาก่อน

แต่เป็นนายวีระ มุสิกพงศ์ ประกาศลั่นเวทีขึ้นมาเองดื้อๆ

หลังจากไปรับไอเดียมาจากพระหลังเวที!

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ประกาศเอง จะเคลื่อนม็อบไปทำเนียบ

ไม่ผ่านการปรึกษาหารือใคร

ความเป็นคนเสื้อแดงนั้น เราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีอยู่แล้วร้อนแรงแค่ไหน

เมื่อมิตรเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูกลายๆ ความร้อนแรงที่สาดใส่กันก็เลยน่าดูชม

อย่างนายจตุพรก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ด่านายจักรภพ เพ็ญแข เสียๆ หายๆ หาว่าหนีเอาตัวรอด

เพราะนายจักรภพดันเขียนบทความวิจารณ์พวกเดียวกัน

ขณะที่คำพูดของนายสุรชัยก็ดุเดือดไม่เบา เมื่อเอ่ยถึง"3 เกลอ"

"ถ้าขืนหลับหูหลับตาให้พวกนี้นำไปก็เหมือนให้เด็กนำการต่อสู้ ก็ไปจบแบบ 6 ตุลา

"ไม่ใช่โจมตี แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การนำของ 3 เกลอที่ขึ้นเวทีแล้วทำตัวเหมือนดารา มีแม่ยก

"ผมมองว่าทุกวันนี้ จตุพรกำลังหลงตัวเองอย่างหนัก และไม่เป็นนักประชาธิปไตยที่ใจกว้าง แล้วจะไปสู่จุดหมายได้อย่างไร

"วันนี้สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือจตุพรจะตกคูเสียก่อนในชีวิตการเมือง เพราะเป็นคนอหังการและลำพอง

"คำว่าหลอก(ทักษิณ) มันอยู่ในแนวทาง ถ้าเสนอแนวทางแล้วเป็นไปไม่ได้ เช่น ขออภัยโทษ มันเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ก็คือหลอกใช่หรือไม่

"การขออภัยโทษเพื่อให้ทักษิณกลับมาเมืองไทย กลับมาตอนนี้ก็ตายสิ หลอกให้แกเข้ามาตายหรือ มันอันตราย"

นายสุรชัยยังย้อนไปถึงเบื้องหลัง"สงกรานต์เลือด"ด้วย

"3 เกลอพูดง่ายๆ ว่าเป็นเจ้าของหมดทุกอย่าง กลายเป็นเราไปพลอยเวทีเขาแล้วต้องเกรงใจเขา จนเกิดเหตุเลยตามเลยตรงนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง

"จากนั้นมีการประชุมสรุปร่วมกัน 3 เกลอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองทำผิดพลาด ไม่เคยวิจารณ์ตนเอง"

น่าจับตาความแตกแยกในหมู่เสื้อแดง จะเป็นอย่างไรต่อไป?

การเมืองทุบเศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ

พอจะจำได้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบคำถามเรื่องของสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในทำนองว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปลายปีนี้ ในวงเล็บว่าถ้าไม่มีปัจจัยลบทางการเมือง หรือคนเสื้อแดงหยุดความเคลื่อนไหว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วขึ้น

ก็เลยมาทบทวนว่า ต้นตอความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองมาจากไหน โดยพอจะอนุมานได้ว่า การเมืองทุกฝ่ายช่วยกันก่อความวุ่นวาย แม้แต่รัฐบาล รวมไปถึงองค์กร หน่วยงาน สถาบัน ที่เข้าไปมีส่วนร่วมชักใยให้เกิดวิกฤติการเมืองไม่รู้จบ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่เฉพาะที่จ้องจะทำลายล้างกันทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังพานไปถึงภาคธุรกิจเศรษฐกิจด้วย โดยวิธีใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง

ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนกันเลยทีเดียว

หารู้ไม่ว่า การที่คิดมุ่งแต่จะทำลายล้างกันทางการเมือง อย่างไม่ลืมหูลืมตา ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศให้พินาศย่อยยับไปในพริบตาเดียว

เศรษฐกิจประเทศไทยเวลานี้ไม่ต่างจากซากปรักหักพัง

รัฐบาลต้องทบทวนตัวเองด้วยเช่นกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำลงไป เพื่อเอาชนะสงครามชิงพื้นที่ จากฝ่ายตรงกันข้ามนั้น เป็นการจุดชนวนการเมืองและจุดไฟเผาเศรษฐกิจหรือไม่

โยงเข้าเรื่องของ คลิปเสียงเหมือนนายกฯ ว่ากันตามข้อเท็จจริง คลิปดังกล่าวเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตมาเป็นเดือน แต่ที่เพิ่งจะฮือฮาตอนนี้ก็เพราะมีการโยงไปถึงพรรคการเมืองและบริษัทในครอบครัวของอดีตนายกฯ ที่รัฐบาลตั้งท่าจะตามล้างตามเช็ดอยู่แล้ว

ว่ากันว่ามี นายตำรวจที่รู้สายสนกลในกับคนหน้าจืดวางกับดักเหยื่อล่อโยงเรื่องคลิปเข้าไปสู่ธุรกิจดังกล่าว ถึงจะทำอะไรไม่ได้มากนัก
ในข้อกฎหมาย แต่หวังจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองครั้งใหญ่

เผอิญมุกแป้ก เพราะเรื่องคลิปถูกขุดคุ้ยถึงที่ไปที่มา ยังคลำไม่เจอตอ กลับกลายเป็นว่าต้นฉบับของจริงได้รับความสนใจมากกว่าคลิปถูกปล่อยออกมาจากไหนซะอีก

เอาเถอะ เรื่องของคลิปคงว่ากันน้ำลายแตกฟองได้อีกหลายวัน แต่ในแง่ธุรกิจ วันนี้บริษัทเอกชนกำลังจะถูกดึงเข้าสู่มรสุมทางการเมืองไปด้วย ทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศโดยสิ้นเชิง

ไม่เฉพาะเรื่องคลิปเท่านั้น เรื่องของที่ธรณีสงฆ์ ก็มีความพยายามจะรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อยึดสนามกอล์ฟอัลไพน์คืนกลับเป็นที่ธรณีสงฆ์

สาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ แต่อยู่ที่คุณเสนาะ เทียนทอง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า เรื่อง
ข้อกฎหมายจะว่ากันอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่ไม่ใช่จะโยงเป็นการเมืองไปหมด

แล้ว ที่เขายายเที่ยง ที่มีการระบุออกมาแล้วว่า เข้าไปครอบครองโดยผิดกฎหมาย การบุกรุกที่หลวงในภาคใต้ ที่ดินรถไฟ ที่ชายเลน อุทยาน ป่าสงวนทำรีสอร์ตบนเกาะเยอะแยะไปหมด มองไม่เห็นเอาดื้อๆ.

หมัดเหล็ก

เกมตัดเสียงกันทื่อๆ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_30967

การเมืองเรื่องหมาๆ

โดยลีลาของ "เด็กโดนตามใจ" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี งัดมุกกระแทกใส่ "ผู้ใหญ่จอมซ่า" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ด่านิ่มๆระวังจะโดนตัดต่อคลิปเสียง "ผมเป็นหมา"


สะใจกองเชียร์สายสะตอ ยกก้นให้เป็นมีดโกนน้อย

แต่โดยลูกเก๋าเอาใจแฟนๆฮาร์ดคอร์ค่ายนายใหญ่ "สารวัตรเหลิม" ก็ล่อให้ ประชาธิปัตย์ออกมารุมเป็นฝูงเหมือนกัน

ตามเกม "ข้าเจ็บ เอ็งก็เจ็บ" ไม่ยอมโดนตีกินฝ่ายเดียว

คนดูแบ่งข้างกันเชียร์สนุกไป


แต่ศึกน้ำลายจะใส่กันไฟแลบยังไง มันก็แค่สีสัน กระแสวูบวาบรายวัน

โดยเดิมพันจริงๆ มันอยู่ที่ช็อตสำคัญที่จะมีผลถึงขั้น "อยู่" หรือ "ไป" ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

กับคิวตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่


ภายใต้ฉากหลังยังชิงจังหวะ หักกันแรงๆในฝ่ายถืออำนาจ


มองยังไงก็ไม่ปกติ กับอาการไล่บี้ นายกฯอภิสิทธิ์จี้ถามออกอากาศ เป็นเชิงกดดันให้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

เร่งเกมตั้งกรรมการสอบ "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คดีการใช้งบประชาสัมพันธ์ 18 ล้านบาท

นัยว่าให้เสร็จก่อน "อภิสิทธิ์" จะบินไปประชุมสหประชาชาติ 19 กันยายน

อีกด้านหนึ่งก็อาการเร่งเครื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งซิกนัดลงมติคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ ในวันที่ 7 กันยายนนี้

รับมุกกันโดยบังเอิญจริงๆ


"พัชรวาท" โดนวางตะปูเรือใบ ดักซ้าย ขวา หน้า หลัง

ต้องลุ้นหนัก ส่อยางแตกก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน


และก็เป็นอะไรที่เปิดออกมาเล่นแบบไม่กลัวโดนโห่ว่า "จงใจ" ล่าสุดนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย สั่งให้กรมที่ดินขุดเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เดินเกมไล่บี้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยึดคืนที่ธรณีสงฆ์

ขู่ซึ่งๆหน้า ถ้ายื้อเจอฟ้องมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ปลัดมหาดไทยก็เจอคิว "เจาะยาง"

ที่แน่ๆคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญจับมาโยงกัน เพราะทั้ง พล.ต.อ.


พัชรวาท และนายวิชัย คือ ก.ต.ช. 2 ใน 5 เสียง ที่ยกมือสวนนายกฯอภิสิทธิ์ โหวตคว่ำชื่อของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ

หักหน้า สอนมวย "เด็กดื้อ"

และโดยเกมที่ไหลมาถึงวันนี้ "อภิสิทธิ์" ก็ยังมั่นใจในบทผู้นำหนุ่มที่ต้นทุนทางสังคมสูง ตั้งท่าหักดิบ "ข้อมูลสำคัญ" ยื้อเวลาประชุม ก.ต.ช. พร้อมกับเดินเกมดันชื่อ พล.ต.อ.ปทีป แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

พ่อยกแม่ยกระดมทีม "อุ้มเด็ก" ช่วยต่อสายผู้ใหญ่หลายสาย

แต่เมื่อแผนล็อบบี้กันดีๆไม่เป็นผล "คนหัวเถิก" ทำงานไม่เข้าเป้า

"ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และลูกข่ายค่ายภูมิใจไทย ก็ยังยืนกรานข้อมูลเดิม ไล่ให้ประชาธิปัตย์กลับไปเคลียร์กันเองภายใน

โบ้ยให้ไปถาม "เทพเทือก" กับ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" เอง

เมื่อมวยจอมเก๋า เจอกับมวยเชิงสูง ไม่หมอบให้กัน


โดยเกมก็เลยต้องเล่นแง่อาศัยเล่ห์ทางกฎหมาย ในการตัดแต้มฝ่ายที่โหวตคว่ำ พล.ต.อ.ปทีป พลิกมติ 5 ต่อ 4 กลับมาเป็นฝ่ายเหนือกว่าให้ได้

ลดเสียงของฝ่ายหนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.

เบื้องต้น นับกันง่ายๆถ้าเสียงของ พล.ต.อ.พัชรวาท กับนายวิชัย หายไป จาก 5 ต่อ 4 ฝ่ายที่โหวตคว่ำ พล.ต.อ.ปทีป ก็จะเหลือแค่ 3 เสียง

โอกาสที่ "เด็กดื้อ" จะได้ "ของเล่น" สมใจ ก็ง่ายขึ้น


ปัญหามันอยู่ที่ว่า คุ้มแค่ไหนที่ "อภิสิทธิ์" เล่นบทขัดใจ "ผู้อุปถัมภ์" ยื้อชนะในเกมเล็ก

แต่เสี่ยงแพ้หมดรูปในสงครามใหญ่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน