WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 7, 2009

กฎหมายหมิ่นฯ กำลังพิสูจน์จุดยืนของกลุ่มสิทธิมนุษยชน

ที่มา Thai E-News


แปลและเรียบเรียงโดย –คุณแชพเตอร์ ๑๑
ที่มา เวบLiberal Thai
แปลจาก สำนักข่าวISP
7 กันยายน 2552

“นี่เป็นอาชญากรรมทางมโนธรรม อาชญากรรมทางความคิด อาชญากรรมในการพูด ถ้าทั้งองค์กรนิรโทษกรรมสากล และองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนโลก ไม่มีจุดยืนในการป้องกันเหยื่อจากอาชญากรรมดังกล่าวแล้ว งั้นจุดยืนของพวกเขาคืออะไรล่ะ?”-ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ภาควิชาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ,สหรัฐฯ


กรุงเทพฯ – กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่น่าสะพรึงกลัว ค่อยๆกลายเป็นสนามพิสูจน์จุดยืนในหลักการของกลุ่มสิทธิมนุษยชนนานาชาติอันมีชื่อเสียง

เมื่อไม่นานมานี้ การดำเนินการของกลุ่มต่างๆ เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล (the Amnesty International -AI) ในอังกฤษ และองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนโลก (Human Rights Watch – HRW) ที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์คต่างเลือกที่จะใช้วิธีปฎิบัติคล้ายคลึงกัน นั้นก็คือ พวกเขาเลือกที่ใช้วิธีเงียบต่อสาธารณชน อย่างดีก็แค่แสดงอาการรับรู้ เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายอายุ ๑๐๐ ปี

อีกนานแค่ไหนที่แกนนำคู่แฝดของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของโลกจะเลิกทำตัวเงียบเชียบแบบนี้ ยิ่งมาเห็นได้ชัดเมื่อมีการตัดสินของศาลไทยเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ศาลอาญากรุงเทพฯได้ตัดสินจำคุกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองถึง ๑๘ ปี จากการปราศัยต่อสาธารณะชน โดยผู้พิพากษานั่งบัลลังค์พิจาณาคดีทั้ง ๓ คน ต่างตัดสินว่า เธอได้หมิ่นราชวงศ์อันเป็นที่เคารพของราชอาณาจักร

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล อายุ ๔๖ ปี ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดตามกฎหมายหมิ่นฯ ๓ กระทง ซึ่งผู้ละเมิดกฎหมายนี้อาจถูกตัดสินจำคุกด้วยโทษสูงสุดถึงกระทงละ ๑๕ ปี ในการทำลายภาพพจน์ของราชวงศ์

หนึ่งในสามของผู้พิพากษาได้กล่าวในระหว่างการอ่านคำพิพากษาว่า “ศาลพบว่า ดารณีตั้งใจที่จะดูหมิ่น และอาฆาตกษัตริย์ และราชินี”

การพิพากษาดารณี หรือเป็นที่รู้จักกันว่า “ดา ตอร์ปิโด” ซึ่งขี้นชื่อว่ามีวาทะอันร้อนแรง ได้ถือว่าเป็นคำตัดสินที่รุนแรงที่สุดในยุคนี้ เป็นการตัดสินต่อจากคดีของชาวไทยอีกคนหนึ่งเมื่อเดือนเมษายนซึ่งโดนจำคุก ๑๐ ปีในข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ จากการโพสต์พระฉายาลักษณ์ในอินเตอร์เน็ต

ดารณี ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรของไทย ซึ่งถูกทำรัฐประหารปล้นอำนาจในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ดารณีถูกจับในเดือนกรกฎาคม และถูกจับหนึ่งอาทิตย์หลังจากทำการปราศัยในระหว่างการชุมนุมของฝ่ายสนับสนุนทักษิณในกรุงเทพฯ และไม่ได้รับอนุญาตให้มีการประกัน

หลังจากเงียบไปนาน องค์กรนิรโทษกรรมสากลเพิ่งเปิดปากออกมาในเดือนมิถุนายนนี้ เมื่อมีการเริ่มต้นพิจารณาคดีของดารณี องค์กรนริโทษกรรมสากลได้วิจารณ์ศาลที่สั่งให้มีการพิจารณาคดีอย่างปิดลับ ซึ่งผู้พิพากษาอ้างเหตุผลว่า “เป็นมาตราการความมั่นคงของชาติ”

แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลยังคงเลี่ยง ที่จะแสดงความกังวลออกมาในเรื่องที่ว่า กฎหมายนั้นละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ ก่อนหน้านี้องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนโลก ได้ออกแถลงการณ์ แต่เลี่ยงที่จะพูดถึงสิทธิพื้นฐานนี้ด้วยเช่นกัน

นายเบนจามิน ซาแว็คคี นักวิจัยด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์กรนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า “เรารู้สึกว่า การดำเนินงานในภาคเอกชนจะได้ผลมากกว่ากับภาครัฐ ซึ่งจะเป็นหนทางที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดในการสนองตอบต่อกฎหมายหมิ่นฯในทุกวันนี้” “เรามีความตระหนัก โดยปราศจากข้อสงสัยในความอ่อนไหวของกฎหมายนี้”

นายเบนจามินให้สัมภาษณ์โดยอธิบายว่า “มีความเสี่ยงในการแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ หนึ่งในนั้นก็คือสิทธิเพื่อเสรีภาพในการแสดงออก แต่ที่นี่เรามีสถาบันซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” “เราจึงเห็นว่า ทำไมสถาบันกษัตริย์จึงต้องได้รับการปกป้อง”

นายเบนจามินซึ่งประจำอยู่ในกรุงเทพฯยอมรับว่า อย่างไรก็ดี กฎหมายนี้ได้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด “กฎหมายหมิ่นฯ ตามที่ถูกนำไปใช้ในสามปีให้หลังนี้ ได้ถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการพูด จุดประสงค์ส่วนใหญ่เพื่อทางการเมือง และไม่ได้ใช้เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ตามที่กฎหมายถูกร่างขี้นมา”

แม้ว่ากลุ่มเพื่อสิทธิของสื่อในภูมิภาคนี้ยอมรับว่า กฎหมายมีนิยามที่คลุมเคลือ นายโรบี อาลัมพาย ผู้อำนวยการพันธมิตรสื่อมวลชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ประจำกรุงเทพฯกล่าวว่า “เราต้องรับทราบว่ากฎหมายหมิ่นฯ เป็นกฎหมายที่อ่อนไหวในประเทศไทย” “มีกลุ่มซึ่งมีความระมัดระวัง และมีกลุ่มซึ่งถูกคุกคามจากกฎหมายที่ทั้งขู่และบังคับ แม้กระทั่งผู้รณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนยังถูกคุกคามเหมือนกัน”

ต้องให้โอกาส SEAPA ซึ่งได้แสดงความกล้าหาญบ้างโดยการออกแถลงการณ์เพื่อไว้อาลัยในคดีหมิ่นฯ โดยพยายามที่จะปิดช่องว่างว่า “เราได้เคยพูดว่า โดยทั่วไปแล้วกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำลายชื่อเสียงไม่ได้เป็นเรื่องอาญา แม้แต่กฎหมายหมิ่นฯ” นายโรบีกล่าวกับไอพีเอสว่า “นี่เป็นเรื่องที่เราเรียกร้องเสมอ”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้นำกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ กระอักกระอ่วนที่จะเปิดโปงการนำกฎหมายหมิ่นฯไปใช้อย่างไร ในประเทศที่มีประชาธิปไตยอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา เช่นประเทศไทย และกำลังตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนัก

นายธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ภาควิชาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ในอเมริกา กล่าวว่า “สำหรับความคิดของผมแล้ว กลุ่มสิทธิมนุษยนสากลต่างๆ รวมทั้ง องค์กรนิรโทษกรรมสากล และ องค์การป้องกันสิทธิมนุษยชน แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ทำเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ไม่สลักสำคัญ ทั้งไม่มีประสิทธิภาพ และทำอย่างขอไปที” “พวกเขาค่อนข้างเฉยเมยเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายหมิ่นฯในประเทศไทย สาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบของพวกเขา”

ดร.ธงชัย เป็นคนไทยซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ก่อตั้ง การรณรงค์สากลเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นฯ ได้ให้สัมภาษณ์โดยกล่าวว่า “นี่เป็นอาชญากรรมทางมโนธรรม อาชญากรรมทางความคิด อาชญากรรมในการพูด” “ถ้าทั้งองค์กรนิรโทษกรรมสากล และองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนโลก ไม่มีจุดยืนในการป้องกันเหยื่อจากอาชญากรรมดังกล่าวแล้ว งั้นจุดยืนของพวกเขาคืออะไรล่ะ”

มีความน่าวิตกเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายหมิ่นฯถูกนำมาบีบบังคับใช้ในประเทศไทยเพิ่มมากขี้น เห็นได้จากยอดร้องเรียนกับตำรวจพุ่งสูงมากขี้น มีมากกว่า ๓๐ คดีที่อยู่ในระหว่างการสืบสวน ในจำนวนคดีทั้งหมดนั้น มีคดีของอดีตโฆษกรัฐบาลฝ่ายทักษิณ นักปรัชญาชาวพุทธที่เป็นที่เคารพ นักวิชาการฝ่ายซ้ายซึ่งหนีออกจากประเทศ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งปฎิเสธที่จะยืนตรงในระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์

นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้กองบังคับการปราบปรามของตำรวจยอมรับกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า รัฐมนตรีไอซีทีมีคำสั่งให้สืบสวนเว็บไซต์ประมาณ ๕,๐๐๐ เว็บที่อาจจะละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการยุติธรรมได้เปิดเผยว่า ได้จับตามองเว็บไซต์มากกว่า ๑๐,๐๐๐ เว็บ ที่ความเห็นไปในทางที่เชื่อว่าจะดูหมิ่นราชวงศ์ เจ้าหน้าที่ได้รายงานต่ออีกว่า ได้จัดสรรงบประมาณกว่า ๔๒.๒ ล้านบาท เพื่อสร้างอินเตอร์เน็ตไฟร์วอลล์ ในการสะกัดกั้นเว็บไซต์ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านราชวงศ์

ภาษาที่เขียนในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ในฐานะของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.๒๕๕๐ บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

กษัตริย์พระชนมายุ ๘๑ พรรษา ได้ครองราชย์มานานกว่า ๖๐ ปี

นายเดวิด เสตรคฟัส ผู้เขียน “ราชวงศ์ไทยในสมัยปัจจุบัน กับวัฒนธรรมการเมือง” กล่าวว่า การเมืองลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมไทยเช่นนี้ อาจจะทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆมีท่าทีในการดำเนินมาตราการต่อกฎหมายหมิ่นฯเปลี่ยนไป “องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลหลายๆองค์กรดูเหมือนจะยอมรับในความไม่เหมือนใครของไทย และทำการยกเว้นให้ประเทศไทยในเรื่องของกฎหมายหมิ่นฯ”

ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกาเกี่ยวกับการเมืองไทยได้กล่าวกับไอพีเอสว่า “พวกเขาดูเหมือนจะตกหลุมรักเข้ากับวัฒนธรรมไทยบางอย่าง ซึ่งไม่สามารถแตะต้องได้” “เป็นไปได้ที่ว่า นโยบายของพวกเขาที่ใช้กับประเทศไทยได้เริ่มมานานเกินกว่าทศวรรษ ในสมัยที่กฎหมายหมิ่นฯยังไม่ได้ถูกนำมาใช้จนเด่นชัดเหมือนในขณะนี้”

แตกโพละ!เวบหางเครื่องปชป.+พธม. น้ำตาจรเข้ร่วง"กรรมออนไลน์จากการปรักปรำแม้ว?!"

ที่มา Thai E-News


วันชื่นคืนสุข-ภาพชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์จอมอคติของไทยรัฐ ขณะไปสมัครสมาชิกYoung Pad และไปให้กำลังใจพันธมิตรยึดทำเนียบเมื่อ 28 ตุลาคมปีกลาย ซึ่งสมาชิกบอร์ดเสรีไทยชื่อล็อกอิน"แคนไท"ไปโพสต์ไว้ในบอร์ดเป็นที่ฮือฮา มาวันนี้แคนไทโดนอัปเปหิออกจากบอร์ดเสรีไทยแล้ว ขณะที่สมาชิกแตกเป็น2ฝ่าย คือฝ่ายถือหางปชป.กับพันธมิตร จนถึงขั้นขู่ฟ้องร้องดำเนินคดี และแฉกันเรื่องส่วนตัวกันนัวเนีย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาเสรีไทย
7 กันยายน 2552


เราเสรีไทยทะเลาะกันเอง กรรมเก่าติดจรวดจากการปรักปรำทักษิณ เป็นหัวข้อกระทู้ของผู้ใช้นามแฝง BlueFoot ในเวบบอร์ดเสรีไทย


พวกเราเชื่อเรื่องกรรมเก่า หรือ กรรมใครกรรมมัน กันรึเปล่าครับ ผมเชื่อครับ
เรา เสรีไทยทะเลาะกันเอง เป็นกรรมเก่าติดจรวดจากการปรักปรำด่าทักษิณ

อย่าลืมนะ พวกเราเชื่อกันว่า ทักษิณโกง ก็เพราะเราเดาว่า ทักษิณโกง
ว่าไป เราเคยตรวจสอบข้อมูลการโกงกันไหม ป่าวเลย เราไม่เคย งั้นก็เหมือนกับเราปรักปรำทักษิณทุกๆข้อหา
(ก็เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ จะไปตรวจสอบอะไรที่ไหน อ่าน น.ส.พ. เหรอ เน้อะ)


บอร์ดเสรีไทย เป็นแหล่งรวมของบรรดานักท่องอินเตอร์เน็ตที่นิยมชมชื่นพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรฯ เกลียดทักษิณ ชินวัตร เข้ากระดูกดำ หยามหมิ่นม็อบเสื้อแดงอย่างสุดขีด

ล่าสุดหลังจากพันธมิตรหันมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง พร้อมกับตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นหวังจะแย่งพื้นที่จากเจ้าประจำ กระทั่งสนธิลิ้มยื่นคำขาดกองเชียร์ให้เลือกพรรคการเมืองใหม่ ไม่งั้นก็ไปอยู่ฝ่ายปชป. ก็ทำให้คนในบอร์ดเสรีไทยเลือกถือหางกันคนละข้าง ถือหางพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง ถือหางประชาธิปัตย์อีกฝ่าย

การปะทะคารมกันในเวบบอร์ดระหว่างฝ่ายเชียร์ประชาธิปัตย์ที่มีชื่อล็อกอิน แคนไทย เป็นโต้โผ กับอีกฝ่าย นำไปสู่การแฉกันเรื่องส่วนตัวของสมาชิกในบอร์ด เช่น มีใครเป็นตุ๊ด มีใครนัดสาวๆในบอร์ดไปแล้วเจาะไข่แดงบ้าง บ้านใครอยู่ตรงไหน โดยนำแผนที่มาแฉให้เห็นหลังคาบ้าน รวมไปถึงแฉว่านักการเมืองสอบตกบางคนผิดหวังจากที่ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคของทักษิณได้ออกมาล้างแค้นต่อต้านทักษิณ กระทั่งล่าสุดมีการอัปเปหิ"แคนไท"พ้นจากบอร์ดไป

ล่าสุดเกิดการปะทะคารมระหว่างสมาชิกชื่อล็อกอินsocoที่เป็นฝ่ายสนับสนุนแคนไท กับสมาชิกloginชื่อblue footหรือแสนหก จนถึงขั้นขู่กันไปขู่กันมาว่าจะแจ้งความดำเนินคดี หรือฟ้องร้องอีกฝ่าย โดยมีกองเชียร์แต่ละฝ่ายออกมาถือหางกัน(ลิ้งค์)

บอร์ดเสรีไทย แตกตัวออกมาจากบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยฝ่ายที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในบอร์ดราชดำเนินเห็นว่าพวกตนไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากเวบมาสเตอร์ของพันทิป และเป็นเสียงข้างน้อยในบอร์ดราชดำเนิน สู้กระแสเสียงของฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณไม่ไหว จึงคิดออกมาตั้งกระดานสนทนาแข่ง หรือรวมกลุ่มเฉพาะพวกที่เป็นกองเชียร์ของประชาธิปัตย์กับพันธมิตร

แต่หลังจากพันธมิตรเปิดศึกกับประชาธิปัตย์ โลกเสมือนจริงในบอร์ดเสรีไทย ก็แตกกันราวกับโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมือง

ล่าสุดผู้ดูแลบอร์ดได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวเพื่อให้สภาพของบอร์ดกลับเข้าสู่ภาวะปกติดังนี้คือ

1. การเตือนหลังจากเวลาดังกล่าว จะมีผลให้ถูกแบนทันที โดยจำนวนวันจะขึ้นกับว่าเคยถูกแบนมาก่อนหรือไม่ และอ้างอิงจากกฎข้อบังคับเว็บบอร์ด
2. การพาดพิงใดๆ ที่ตัวสมาชิก ไม่ว่าจะเหน็บแนม เสียดสี ต่อว่า โดยไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในกระทู้ จะถือว่าผิดกฎข้อ 5
3. กระทู้ใดที่ส่อว่าจะเป็นการพาดพิงหรือเหน็บแนมเสียดสีสมาชิก ขอสงวนสิทธิ์ในการลบทันที โดยถือว่าเจตนาสร้างความวุ่นวาย
4. อะไรที่เกิดในห้องพัก ให้ถือว่าจบในห้องพัก ห้ามอ้างอิงไปถึงกระทู้หรือข้อความในห้องพักจากห้องอื่นๆ หรือนำข้อความในห้องพักไปขยายความในส่วนอื่นๆ ของเว็บบอร์ดโดยเด็ดขาด โดยโทษคือการแบนทันทีตามจำนวนวันในขั้นการแบนเช่นกัน
5. ขอสงวนสิทธิ์ในการอุทธรณ์ไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ในห้องพัก
6. การโพสกระทู้ในห้องพัก ให้ยกเว้นกฎการพาดพิงสมาชิกทุกข้อ หมายความว่า สามารถพาดพิงหรือด่าทอได้ตามสะดวก (เพื่อเว็บบอร์ดของเราอีกเช่นกัน)

อนึ่ง นโยบายนี้ประกาศขึ้นเพื่อความสงบโดยรวมของสมาชิกโดยทั่วไปที่ต้องการอ่านและแสดงความเห็นทางการเมือง
ไม่ได้มีจุดประสงค์หรือเป็นความพยายามเพื่อยุติความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือระหว่างกลุ่มบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น


กระนั้นก็ดี ยังไม่สามารถเรียกความสงบสุขกลับมายังบอร์ดนี้ได้ มีผู้ตั้งกระทู้ว่า ยกบอร์ดให้พวกมันไปเถอะ ผมเบื่อแล้วว่ะ ระบุว่า

มันอยากเป็นจ้าวเว็บบอร์ด

มันอยากโฆษณาห่าเหวอะไร

มันอยากขากถุย หยาบสถุนยังไง

ปล่อยพวกมันไปเถอะ

ผมเบื่อแล้วก็เหนื่อยว่ะ

ไม่เคยเจอบอร์ด หรือคนดูแลบอร์ด

ที่เอียงกะเท่เร่ขนาดนี้

ทำอะไร ไม่เคยมีเหตุผล

พอโดนไล่จน ก็แถ แบบด้านสุดๆ


ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

ก็แค่ไอ้แก่จิต ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==

ลูกคู่จากเว็บมดลูก ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==

และ wm สมอง ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==


ไม่มีอะไรมากกว่านี้จริงๆ

อยู่ไปก็ไร้สาระ
....
ลาก่อนครับ

ตูนGag Lasvegas:อย่าให้คนชั่วครองเมือง

ที่มา Thai E-News

การเมืองโคม่า

ที่มา ไทยรัฐ

การยึดอำนาจครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อ 19 ก.ย.2549 จะครบรอบ 3 ปี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่าภาพการเมืองยังจมปลักเหมือนเดิม กลิ่นอายของเผด็จการ ยังคุกรุ่น ความพยายามที่จะหมกเม็ดอำนาจเผด็จการ ซ่อนกับดักการเมืองกันเอาไว้ ก็ยังเหมือนเดิม

เผด็จการก็พยายามจะคงอำนาจไว้เหมือนเดิม

เพียงแต่ว่าจะอยู่ในคราบไหน บทไหนเท่านั้นเอง ประเทศ ไทย การเลือกตั้งก็ดี ระบบยุติธรรมก็ดี คือพูดชัดๆว่าอำนาจ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ไม่ใช่สัญลักษณ์การแสดงออกถึงความมีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเมืองไทยยังไม่ได้ ถูกควบคุมโดยคนส่วนใหญ่

ท่านที่ติดตามการเมืองคงจะจำได้ ปี 2533-35 หรือสมัยที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ ตอนนั้นคนไทยสนุก กับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เลยไปจนถึงการ เปิดประตูการค้า ราคาที่ดินพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว สินค้าส่งออกขายดิบขายดี

น้าชาติสนุกอยู่กับการปั้นเศรษฐกิจ เลยลืมระวังหลังทางด้านการเมือง ถูกกองทัพตีท้ายครัวเอาจนได้ การเมืองสมัยน้าชาติ ก็ย่ำแย่ หลายพรรคหลายกลุ่มหลายมุ้ง ทั้งๆที่เกือบจะคุมเสียงแบบ เบ็ดเสร็จได้แล้ว ก็มาถูกยึดอำนาจซะก่อน

ตัดตอนการพัฒนาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

หลังจากนั้นกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอีกทีเล่นเอาหืดขึ้นคอ จะเริ่มมาดีเอาตอน รัฐบาลทักษิณ แต่ก็อีกนั่นแหละ การเมือง เศรษฐกิจ กำลังเข้าที่เข้าทางก็มาถูกเบียดจนตกถนนจนได้

การเมืองวันนี้ไม่แตกต่างกับเมื่อวานหรือเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เท่าไหร่ รัฐบาลไม่มั่นคง อยู่บนการต่อรองและมีโอกาสของการ ปฏิวัติรัฐประหาร หรือแม้แต่ในระบบคือการยุบสภา ลาออก ได้ทุกเมื่อ

เงื่อนไขเต็มไปหมด

วันนี้ ป.ป.ช.ทั้งยืนทั้งยันว่าจะเชือดคดีสลายม็อบ 7 ตุลาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวซะที มีแต่ระดับแนวหน้าทั้งนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีส่วนหนึ่งที่ชื่อคุ้นๆหูก็ถูกเป่าหายไปอย่างน่าฉงน

จะการเมืองไม่การเมืองคงไม่ต้องมานั่งอธิบายให้เมื่อยตุ้ม พล.อ.ชวลิต คุณสมชายแบเบอร์ พล.ต.อ.พัชรวาทก็ยังคาราคาซังเรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่ยังล้วงไม่เลิก

สัปดาห์นี้มีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาอีกประเด็น งานเข้าทั้งนั้น คดีความที่ยังรอชู้ตลูกเข้าประตูก็จ่อคอหอย แสร้งเป็นโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เอาเถอะ ก่อนวันที่ 20 กันยายนนี่คงจะมีทีเด็ด

ห้ามกะพริบตา.

หมัดเหล็ก

มั่นใจเทหมดหน้าตัก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31339

เรายังกอดคอเป็นพวกเดียวกันอยู่

โดยบทสรุปล่าสุด บนโต๊ะกาแฟยามบ่าย ณ บ้านราชวิถีของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ตามโปรแกรมที่ "ผู้มีบารมีตัวจริง" ของพรรคร่วมรัฐบาลนัดเช็กกระแส

เกาะติดสถานการณ์ ในห้วงนาทีหัวเลี้ยวหัวต่อ


และก็เป็น "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่สะท้อนสัญญาณผ่านประโยคคำพูดให้เซียนเลือกตั้งด้วยกันจับอาการได้

กำลัง "ช้ำใน" อย่างหนัก

ผลจากโดนพวกเดียวกันเองในพรรคประชาธิปัตย์ "ล่อเป้า" จนเสียศูนย์

แต่โดยวิสัยของคนใจนักเลง บทที่ยังได้ใจบรรดาขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล "เทพ-เทือก" ยังกัดฟันประกาศ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามสัญญาลูกผู้ชายที่ได้ให้ไว้

แม้จะต้องออกแรงใช้กำลังภายใน "ชักเย่อ" กับคนประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ที่ยังจ้องยื้อ ดึงเกมดันเรื่องเข้าที่ประชุมร่วม 2 สภา

"ถ้าตกลงกันระหว่างพวกเรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเห็นด้วย แต่ในพรรคผมไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ค่อยจะเป็นเอกฉันท์ ต้องพูดจาทำความเข้าใจกัน แต่ถ้าพรรคร่วมเอา ประชาธิปัตย์ก็เอาด้วย ถ้ามันเป็นมติแล้วก็ต้องเดินหน้ากัน ขอให้แต่ละพรรคไปคุยกับ ส.ส.และให้วิปรัฐบาลคุยกัน ถ้าเห็นพ้องกันแล้วเดี๋ยวผมก็จะไปดำเนินการ"

โดยบทผู้จัดการใหญ่รัฐบาล อารมณ์ของเซียนเลือกตั้งที่เชี่ยวกราก ประสบการณ์สูง

"เทพเทือก" ยังมีแก่ใจประคับประคองรัฐบาลเต็มที่


แต่อีกอารมณ์หนึ่ง โดยบทของผู้นำหนุ่มรูปหล่อ ผู้เชื่อมั่นในกระแสแม่ยกพ่อยกช่วยกันอุ้มสม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศกลางเวทีสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดกาญจนบุรี

อย่ากลัว พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

"พูดง่ายๆคือ พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา เพราะฉะนั้น อย่าตื่นเต้นตกใจว่าทำกิจกรรมแล้วจะต้องเลือกตั้งแล้ว ผมก็บอกแล้วว่า ไม่ต้องตกใจ อย่างมากก็สอบตก"

พกความมั่นใจเกินร้อย

อาการต่างกันสิ้นเชิงระหว่าง "อภิสิทธิ์" คนนั่งเสวยบุญ กับ "เทพเทือก" คนที่ต้องออกแรงอุ้มขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ และต้องคอยประคับประคองเด็กมั่นใจในตัวเองสูง

จะกระเตงกรรม เสวยบุญกันไปได้อีกนานแค่ไหน

ที่แน่ๆกับจุดหักเหที่ยากจะหลบเลี่ยงได้ คิวเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่


ในเมื่อต่างฝ่ายต่างยึด "ข้อมูลเก่า" เช็กตัวเลขแล้วก็ยังคงที่อยู่ตรง 5 ต่อ 4 โดยไม่นับเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานเสนอชื่อ และนายนพดล อินนา ก.ต.ช.ที่งดออกเสียง

ถ้าวัดดวงกัน "อภิสิทธิ์" หน้าแตกรอบสองแน่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ข่าววงในทุกสายยืนยัน โดยชนวนร้าวลึก ยากจะกลับมากลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เสร็จรายการเลือก ผบ.ตร.

คนใหม่ ยุติลงเมื่อไหร่


ก็น่าจะจบลงพร้อมกับสายสัมพันธ์ หมดสัญญาใจกันระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับ "ทีมงานอุ้มสม" ทั้ง "เทพเทือก" และ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์"

"ผู้มีอุปการคุณ" ถอย ปล่อย "เด็กดื้อ" ลุยเดี่ยว

และก็เป็นอะไรที่ได้เห็นกันแล้ว "เขี้ยวของสิงห์หนุ่ม" กับรายการ "เชือดปลาซิว" สังเวย "เขื่อนร้าว" มติพรรคประชาธิปัตย์ขับสมาชิกพรรคระดับสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) และผู้ช่วย ส.ส. รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 ราย ที่มีเอี่ยวคิวโกงโครงการชุมชนพอเพียง

ขึงขัง ยอมเจ็บ เฉือนทิ้งเนื้อร้าย


แต่โดยอารมณ์ตลกขบขันในหมู่เซียนการเมืองด้วยกันอ่านไต๋ตื้นๆ ถ้าระดับ ส.ข.กับผู้ช่วย ส.ส.มีอำนาจล็อบบี้ สั่งล็อกสเปกสินค้าให้แกนนำชุมชนได้

ต้องยอมยกนิ้วให้พรรคประชาธิปัตย์เดินนโยบายกระจายอำนาจได้ผลทะลุเป้าจริงๆ


ทั้งหมดทั้งปวง โดยภาพที่ย้อนรอยกลับไปถึงคิวฉาว สปก.4-01 ที่ยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" เทหมดหน้าตัก ใช้ต้นทุนส่วนตัวอุ้ม "เทพเทือก" ลุยถั่วฝ่ากระแส

สุดท้ายก็เจ๊งกันไปทั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์


มาถึงรายการโกงโครงการชุมชนพอเพียง เปลี่ยนยี่ห้อมาเป็น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" แต่ก็ล้อมาตรฐานเดียวกับ "ชวน หลีกภัย" โดยความมั่นอกมั่นใจ

เทต้นทุนหน้าตัก "คุณชายสะอาด" ผู้หล่อเหลา อุ้ม "คุณชายละเอียด" อย่างนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ แบบสุดกำลัง

ไม่กลัวประวัติศาสตร์ย้อนรอย พังทั้งพรรค.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

แฟนคลับจักรภพเชียร์สุดลิ่มระดมพล10กย.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31314

นายจักรภพ เพ็ญแข

'จักรภพ' เดินสายชี้แจง นปช.ในสหรัฐ ขณะแฟนคลับเตรียมจัดสังสรรค์ ให้กำลังใจ 10 ก.ย. โรงแรมรัตนโกสินทร์ ...

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (6 ก.ย.) ตามเวลาในประเทศไทย นายจักรภพ เพ็ญแข ได้โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกลุ่มคนเสื้อแดงทางสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ต นปช.ยูเอสเอ ของกลุ่มคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแพร่สัญญาณทางเว็บไซต์ www.norporchorusa.com เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการชี้แจงเหตุที่ต้องเขียนบทความวิพากษ์แนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กลุ่มความจริงวันนี้ ลงในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะไทยเรดนิวส์ ฉบับล่าสุด เนื่องจาก เห็นว่ายุทธวิธีของนายจตุพร นั้น ไม่อาจแก้ไขวิกฤติการเมืองของประเทศได้ แม้จะทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก็ตาม เพราะติดขัดที่ระบบโครงสร้างของประเทศ

นายจักรภพ กล่าวอีกว่า แนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดงวันนี้ มาถึงจุดหักเหที่สำคัญว่า จะเป็นประชาธิปไตยฝ่ายก้าวหน้า หรือ พวกล้าหลัง ที่รอคอย แต่เดินตามเสียงนกหวีด คนที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าจะไม่บูชาตัวบุคคล ไม่ได้สนใจเอาคลิบเสียงมาขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี การต่อสู้โค่นล้มอำมาตย์ยุคใหม่ ต้องให้เทคโนโลยีสารสนเทศ ติดอาวุธทางปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่มาติดอาวุธประหัตประหารกันเอง

นายจักรภพ กล่าวอีกว่า เรื่องของแกนนำ เป็นแค่เรื่องสมมติขึ้น ในระบบประชาธิปไตย เราต้องเป็นได้ทั้งคนนำและคนตาม ถ้านำอย่างเดียวแต่เป็นผู้ตามไม่เป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการโฟนอินระหว่างประเทศครั้งนี้ ของนายจักรภพ มีคนเสื้อแดงในสหรัฐฯ และ ต่างประเทศ ติดตามรับฟังทางอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ทำให้กลุ่มแฟนคลับ นายจักรภพ ใน กทม. จะจัดกิจกรรมร่วมพบปะสังสรรค์ในรายการมิตรร่วมรบกับนายจักรภพ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. เพื่อให้กำลังใจนายจักรภพ โดยภายในงานจะมีนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยามและนายชูพงศ์ ถี่ถ้วน อดีตแกนนำ นปก.รุ่น 1 ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ศรัทธายิ่งหาย ยิ่งใช้กำลังคุกคามประชาชน ศรัทธาก็ยิ่งเสื่อมหนักขึ้น ยิ่งคุกคามมากขึ้น

ที่มา thaifreenews



บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



สถานการณ์ของอำมาตย์+ศักดินา วันนี้ อยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า "ร้อนรนไม่รู้จะรักษาอำนาจและศรัทธา" ได้อย่างไรแล้วครับ ศรัทธายิ่งเสื่อมลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งพยายามคุกคามประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งใช้พระเดชมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้พระเดช มากกว่าพระคุณ ศรัทธาก็ยิ่งเสื่อมลงรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเป็นอัตราแบบทวีคูณ หรือตรีคูณ ก็ทำให้ยิ่งรนมากยิ่งขึ้น

เรียกว่าอยู่ในภาวะอับจนปัญญา น่าสงสารเสียจริงๆ



ผมเคยได้ยินถึงขั้นที่ อำมาตย์จะมีแผนการที่จะรื้อฟื้นให้มีการอบรมลูกเสือชาวบ้าน และส่ง ทหารหน่วย กอ.รมน. หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ที่ไม่รู้ว่ารักษาความมั่นคงของประเทศชาติ หรือระบอบอำมาตรยาธิปไตยกันแน่ ส่งทหารหน่วยนี้ ออกไปทำสงครามจิตวิทยาในชนบทมากยิ่งขึ้น แต่ยิ่งทำผมก็ยิ่งรู้ว่าพวกเขา เดินทางมาถึงภาวะที่เรียกว่า "อับจนปัญญาสิ้นหนทาง" ขึ้นไปทุกที ไม่ได้เข้าใจโลกสมัยใหม่เลย กลยุทธ์ต่างๆ ถอดพิมพ์เขียวออกมาจาก "สงครามเย็นยุคปราบคอมมิวนิสต์” ในทศวรรษ 1980 ทั้งสิ้น ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้มันใช้กับสังคมกึ่งอุตสาหกรรม หรือสังคมเมืองไม่ได้ และยิ่งยุคอินเตอร์เน็ตยิ่งใช้ไม่ได้มากขึ้น เพราะชาวบ้านไม่ได้โง่ ทั้งหมู่บ้านจบแต่ ป.4 และรับฟังได้แต่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เหมือนในยุคปี 2520 โน้น ตรงกันข้าม ฝ่ายที่โง่ และไม่ทันโลกคือฝ่ายทหาร และอำมาตย์ต่างหาก ที่ไม่พัฒนาตนขึ้นเลย หลังสิ้นยุคสงครามเย็น

หากเราวิเคราะห์การต่อสู้ทางการเมืองในประวัติศาสตร์โลกยุคต่างๆ เราจะเห็นได้ว่า การที่จะชนะสงครามการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นสงครามการแย่งชิงประชาชนให้ได้นั้น ต้องเอาชนะทางด้านอุดมการณ์และแนวความคิดก่อน เพราะหากเอาชนะทางอุดมการณ์ได้ ก็จะทำให้ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายตรงกันข้ามเริ่มถอนตัวออกมาอยู่ฝ่ายเรา และสุดท้ายฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่มีมวลชนสนับสนุน และพ่ายแพ้ในสงครามประชาชนในที่สุด

แต่ในสงครามประชาชนหากยิ่งใช้กำลังปราบปราม กดขี่ประชาชน มวลชนก็จะยิ่งไหลไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นๆ สุดท้าย ฝ่ายเราก็จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อย และพ่ายแพ้ในที่สุด เช่นกัน ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองมันเป็นเช่นนี้ ไม่มีประเทศ หรือชาติใด ที่ผู้ปกครองเพียงหยิบมือ จะทำสงครามชนะกับประชาชนของตนได้ตลอดกาล สุดท้ายก็จะถูกกระชากลงมา และโดนโค่นล้มไป ไม่ว่าจะเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ป่านใดก็ตาม

เมื่อวิเคราะห์อุดมการณ์ทางการเมืองในการต่อสู้ ของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงในความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ให้ถ่องแท้ไปถึงรากฐานแนวคิดแล้วเราจะเห็นได้ว่า

ฝ่ายเสื้อเหลืองหรือฝ่ายอำมาตย์นั้น คือกระแสอนุรักษ์นิยม ที่มีแนวความคิดทางการเมืองคือ การกันอำนาจไว้กับกลุ่มคนชั้นสูงและคนชั้นนำของประเทศ สนับสนุนแนวคิดแบบเทวราชา และระบบการแต่งตั้ง เส้นสาย เครือข่าย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าก่อนมีการทำรัฐประหาร มีการเสนอให้ถวายคืนอำนาจให้กับพระเจ้าอยู่หัวบ้าง อะไรบ้างเป็นต้น ซึ่งเรารวมๆ เรียกแนวคิดนี้ว่าเป็น ลัทธิอำมาตรยาธิปไตย ส่วนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ฝ่ายนี้สนับสนุน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ต่อต้านระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างก้าวกลับไปข้างหลัง สวนทางกับแนวทางของโลกยุคใหม่ในปัจจุบัน

ส่วนฝ่ายเสื้อแดงนั้น คือฝ่ายก้าวหน้า หรือเสรีนิยม สนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยมวลชน ความเท่าเทียมกัน เสรีภาพ เป็นต้น มีคนรากหญ้าและคนชั้นกลางหัวก้าวหน้าในเมือง เป็นกำลังสนับสนุนส่วนใหญ่ ฝ่ายนี้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ต่อต้านการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานเป็นต้น

เมื่อเราพิจารณาแนวคิดและอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่าย เราจะเห็นได้ว่า ฝ่ายเสื้อแดงนั้นมีความก้าวหน้ากว่ามาก ทั้งอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ชัยชนะเป็นของฝ่ายใด เราคงพอมองเห็นได้ไม่ยาก



ฝ่ายอำมาตย์ยังคงได้เปรียบที่กุมอำนาจรัฐเบื้องหลังมานาน แต่ก็เหมือนกับอาณาจักรต่างๆ หรือเผด็จการทั้งหลายที่ถูกโค่นล้มไปในอดีต เพราะแม้จะกุมอำนาจมานาน เมื่อประชาชนไม่เอาด้วย สุดท้ายก็จะกลายเป็นเสียงข้างน้อยและถูกปราบไปจนได้

ตอนนี้ฝ่ายอำมาตย์ไม่มี ความสามารถที่จะต่อสู้ทางด้านอุดมการณ์แล้ว จึงเน้นไปในการใช้กำลัง เข้าปราบปรามฝ่ายเสื้อแดงอย่างเดียว เช่น การไล่ปิดเว็บไซต์ต่างๆ การคุกคามวิทยุชุมชน การออกสื่อประโคมข่าวโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว ปิดกั้นการแสดงความเห็นของฝ่ายตรงข้าม การใช้กฎหมายหมิ่นฯ แบบเหวี่ยงแห ตีความครอบคลุมทั้งหมด เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามให้ได้

ยิ่งใช้กำลัง ก็ยิ่งนำไปสู่ความเป็นทรราษฎร์ ประชาชนก็ยิ่งต่อสู้กับการกดขี่ ยิ่งกดคนยิ่งต้าน

ตอนนี้ฝ่ายมวลชนของอำมาตย์ไม่มีเพิ่มขึ้นมีแต่ลดลง อยู่ในภาวะถอยทางยุทธศาสตร์ แต่รุกด้านกำลังทหาร สุดท้ายการรุกด้วยกำลัง ก็จะหมดแรงโมเมนตัมในที่สุด และก็จะถูกประชาชนปราบลงไปในที่สุด เหมือนกับเผด็จการทรราษฎร์ทั้งหลายในอดีต ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกทางหลาย

มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนอยู่แล้วที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจอันกดขี่

ยิ่งกดขี่ ขมเหงน้ำใจชาวบ้าน การต่อสู้ของชาวบ้านก็จะยิ่งขยายตัวกว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะแกนนำและประชาชนทั้งหลาย ย่อมคิดว่าพวกเขาได้ต่อสู้กับเผด็จการอย่างแท้จริง มันเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่ปลุกเร้ามวลชนไม่ว่าสังคมใด ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สงครามต่อต้านอำนาจเผด็จการทรราษฎร์ย่อมเป็นการต่อสู้ในสงครามศักดิ์สิทธิ์ สงครามทางอุดมการณ์



คนดีกับระบบที่ดี

ที่มา ประชาไท

ปัญหาที่ว่าคนดีคือคนเช่นไร? และความดีคืออะไร? เป็นปัญหาเก่าแก่ ทฤษฎีจริยศาสตร์ตะวันตกดูเหมือนจะอธิบายเรื่องนี้ในสองมุมมองหลักๆคือ

ทฤษฎีคุณธรรม (virtue theory) อธิบายว่าการจะตัดสินว่าใครคือคนดีต้องพิจารณาจาก “ตัวผู้กระทำ” (ไม่ใช่ดูการกระทำในบริบทสถานการณ์เฉพาะหนึ่งๆ) ว่าเขามีคุณลักษณะ (character) หรืออุปนิสัย (habit) ที่ประกอบด้วยคุณธรรมอะไร (เช่น ปัญญา ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ฯลฯ)
ดังนั้น คนดีจึงหมายถึงคนที่ฝึกฝนตนเองให้มีคุณธรรม เช่น มีปัญญา ความกล้าหาญ ความยุติธรรม เป็นต้น จนเป็นคุณลักษณะนิสัยประจำตัว ดังที่ อริสโตเติล กล่าวว่า “คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนจนเป็นอุปนิสัยประจำตัว”
คุณธรรมอันเป็นอุปนิสัยประจำตัวของแต่ละบุคคลนั่นเอง คือสิ่งที่โน้มน้าวหรือชี้นำ/กำกับให้เขากระทำสิ่งที่ถูกต้องต่างๆ เช่น คนที่มีความยุติธรรมเป็นอุปนิสัยย่อมทำให้เขากระทำการต่างๆอย่างยุติธรรมในบริบทของสถานการณ์ที่ต้องการความยุติธรรมซึ่งเขาเกี่ยวข้อง ดังนั้น คุณลักษณะนิสัยที่มีคุณธรรมของบุคคลจึงเป็นหลักประกันความคงเส้นคงวาของการกระทำที่ถูกต้องทางจริยธรรม
ทฤษฎีคุณธรรมเน้นที่ “ตัวบุคคล” (moral agent) โดยยึด “คนดี” ในอุดมคติ (ideal person) เป็นแบบอย่างหรือเป็นแรงบันดาลใจให้เราฝึกฝนตนเองให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เช่น โสเครตีส เป็นแบบอย่างของบุคคลผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม พระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างของผู้อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติด้วยความรัก มหาตมะ คานธี เป็นแบบอย่างของบุคคลที่สมถะเรียบง่าย เมตตา อหิงสา ยึดมั่นในสันติวิธี ฯลฯ
จุแด่นของทฤษฎีนี้คือ ถือว่าคุณธรรมเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนหรือปฏิบัติจนเป็นคุณลักษณะนิสัยประจำตัวซึ่งจะส่งผลให้บุคคลมีคุณธรรมที่มั่นคง แต่จุดอ่อนก็คือการเน้นที่ตัวบุคคลอาจทำให้สังคมฝากความหวังไว้กับ “คนดี” หรือ “คนมีคุณธรรม” (virtuous person) ซึ่งอาจแสดงออกโดยการเรียกร้องหรือรอคอยบุคคลเช่นนั้นมาเป็นผู้นำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง หรือบางครั้งสังคมก็แสดงอาการเสมือนว่าสิ้นหวังเพราะขาดคนดีอย่างที่พูดกันว่า “สังคมเลว เพราะคนดีท้อแท้”
ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งคือทฤษฎีหน้าที่ (duty theory) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวผู้กระทำว่าเขาจะมีลักษณะนิสัยหรือเป็นคนเช่นไร แต่สนใจการกระทำของเขาในสถานการณ์หนึ่งๆว่าเขากระทำตามกฎ (rule) หรือหลักการ (principle) อะไร เช่น เขาพูดความจริงบนหลักการของการยึดผลประโยชน์ส่วนตัว หรือยึดผลประโยชน์ส่วนรวม หรือยึดถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องเคารพตนเองและสิทธิที่จะรับรู้ความจริงของมนุษย์ทุกคน
กฎหรือหลักการที่ถูกต้องตามทฤษฎีดังกล่าวนี้ หมายถึงกฎที่เป็น “หลักการสากล” ที่มนุษยชาติสามารถยึดถือปฏิบัติร่วมกันได้ ไม่ว่าจะแตกต่างกันโดยภูมิหลังทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ อุดมการณ์ ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศ ผิว ฯลฯ กล่าวอย่างรวมๆก็คือหลักจริยธรรมสากล (universal ethic) ที่วางอยู่บนพื้นฐานของการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์นั่นเอง
ตามทฤษฎีหน้าที่ กฎเกณฑ์ หลักการ หรือ “ระบบที่ดี” สำคัญกว่า “คนดี” ซึ่งกฎเกณฑ์ หลักการ หรือระบบที่ดีนั้น ไม่ได้มาจากแบบอย่างหรือคำสอนของ “บุคคลในอุดมคติ” หากแต่มาจากสามัญมนุษย์ทุกคนที่มีธรรมชาติแห่งเหตุผล (rational being) และสามารถใช้เหตุผลกำหนดกฎเกณฑ์ หลักการ หรือระบบดังกล่าวนั้นร่วมกัน
ข้อสังเกตคือ พื้นฐานความเชื่อทางศีลธรรมของสังคมไทยนั้น มาจากพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งความเชื่อของพุทธศาสนาแบบไทยๆนั้นดูเหมือนจะสอดคล้องกับทฤษฎีคุณธรรม ที่ถือว่าคุณธรรมเกิดจากการฝึกฝนจนเป็นนิสัย มีบุคคลในอุดมคติที่เป็นแบบอย่างทางคุณธรรมคือพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์
ในทางการเมืองชาวพุทธไทยก็เรียกร้องผู้ปกครองที่ดีหรือที่มีทศพิธราชธรรม และสังคมในอุดมคติของชาวพุทธก็คือ สังคมที่มีผู้มีบุญบารมีมาโปรดเช่นสังคมยูโทเปียในโลก “ยุคพระศรีอาริย์” เป็นต้น
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าพุทธศาสนาแบบไทยหรือความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ปลูกฝังกันมาในสังคมไทยที่ค่อนไปทางการยึดติดหรือฝากความหวังไว้กับ “คนดี” นั้นสอดคล้องกับพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด เพราะหากพิจารณาจากวิธีคิดของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม พระพุทธองค์ถือว่า “ธรรม” มีสถานะเหนือตัวบุคคล แม้แต่พระพุทธองค์เองยังเคารพธรรม ก่อนปรินิพพานก็ไม่ได้แต่งตั้งให้ใครเป็นศาสดาของพุทธบริษัทแทน แต่ให้ “ธรรมและวินัย” เป็นศาสดาของชาวพุทธ
โดยเฉพาะหลักการวินิจฉัยความจริง ความถูกต้องในกาลามสูตร พระพุทธองค์กลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะให้เราฝากความหวังไว้กับ “ตัวบุคคล” แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นครูหรือศาสดาของเราก็ตาม พระพุทธองค์นิยามตนเองเป็นเพียง “กัลยาณมิตร” ผู้ชี้แนะ ส่วนใครจะเชื่อ หรือจะทำตามหรือไม่เป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล
ความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ถูกปลุกเร้าด้วยวาทกรรมว่าด้วยความดี/เลวของ “ตัวบุคคล” จนนำไปสู่การเลือกข้างเลือก “สี” ดังที่เป็นมานี้ นอกจากจะไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างไรแล้ว ยังสะท้อนปัญหาของการยึดติดในตัวบุคคล ความคลุมเครือในมโนทัศน์ (concept) เกี่ยวกับ “คนดี – ความดี” ในบริบทสังคมประชาธิปไตย
อันที่จริงในอารยะประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) แม้เขาจะเน้นการสร้างระบบที่ดี แต่เราก็พบเสมอว่าคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศล้วนแต่มี character ของ “คนดี” ที่โดดเด่นแตกต่างกันไป โดยเฉพาะ character ด้านสติปัญญา ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ความเสียสละ ฯลฯ (ดังประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็มีแนวคิดบางอย่างคล้ายอับราฮัม ลินคอล์น เป็นต้น)
สำหรับบ้านเราผู้นำที่มี character คุณธรรมระดับสากลทั้งด้านสิปริตความเป็นนักประชาธิปไตย สติปัญญา แนวความคิด ความกล้าหาญ ความเสียสละ นอกเหนือจากท่านรัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ แล้ว แทบจะมองไม่เห็นใครอีกเลย
ดังนั้น ทั้งการยึดติดใน “คนดี” และการเรียกร้อง “ระบบที่ดี” โดยละเลยที่จะพูดถึง character ของคนดี ไม่น่าจะเป็นคำตอบสำหรับสังคมการเมืองที่ดีกว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนี้จำเป็นต้องชัดเจนทั้งการสร้างระบบที่ดีที่เป็นพื้นฐานของความเป็นธรรมทางสังคม และต้องชัดเจนใน character ของคนดีในภาคส่วนต่างๆที่สามารถขับเคลื่อนระบบที่ดีนั้นให้มีผลในทางปฏิบัติได้จริง

อสมท.งานเข้า ‘สาทิตย์ เรียกสอบ ฐานให้ทักษิณพูด ‘จอม’ ยังเชื่อ ปชป. ไม่แทรกสื่อ

ที่มา ประชาไท

6 ก.ย. 52 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อสมท. ได้เผยแพร่ข้อความผ่านทางเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ของตนเอง หลังจากที่รายการเอ็กคลูซีฟสถานีวิทยุ 100.5 เอฟเอ็ม อสมท. ได้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกอากาศ โดยมีข้อความว่า “เช้านี้งานเข้าที่ อสมท ครับ คาดว่าเป็นข่าวแน่ พรุ่งนี้จะมีคำชี้แจง ตอนนี้กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง”

และเวลาต่อมานายสาทิตย์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ในรายการวิทยุของ อสมท. ว่า ทาง อสมท. กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ตนจึงไม่สามารถพูดอะไรก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร จนกว่าจะได้รับรายงานจากทาง อสมท. ซึ่งคาดว่าจะได้รับภายในเย็นวันนี้ (6 ก.ย.)

ทั้งนี้รายการวิทยุดังกล่าวดำเนินรายการโดยนายจอม เพชรประดับ ซึ่งเคยถูกกดดันให้ออกจากรายการทางช่อง NBT มาแล้วหลังจากที่ได้เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสมัยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ไปออกรายการ
ต่อกรณีการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ นายจอม เปิดเผยว่า เป็นการสัมภาษณ์สืบเนื่องจากที่ได้เคยพบกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เมื่อเดือนเศษที่ผ่านมา และได้แสดงความประสงค์จะสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านนายพงศ์เทพไป เนื่องจากเห็นว่า มีกระแสกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ และวิจารณ์การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่มากมายหลายประเด็น และได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ห้องส่งที่จัดรายการไปด้วย กระทั่งมาในตอนเช้าวันที่ 6 ก.ย. จึงมีเสียงผู้หญิงต่อสายแทน พ.ต.ท.ทักษิณ จากดูไบ บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์วันนี้ ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ทราบล่วงหน้ามาก่อน และไม่ได้เตรียมการสัมภาษณ์ล่วงหน้าแต่อย่างใด มีเพียงประเด็นเรื่องการเลือกตั้งสมาชิก อบต. เตรียมไว้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การติดต่อมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้สัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผู้ฟังและคนไทยสงสัยกันมากอยู่แล้ว จึงได้บอกผ่านไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณว่า จะเป็นการสัมภาษณ์ถึงข่าวในประเด็นต่างๆ อันเป็นข้อข้องใจและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมา และจะไม่ใช่ลักษณะการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ารายการอย่างเด็ดขาด
นายจอมกล่าวต่อด้วยว่า หลังจากได้ชี้แจงไปแล้ว เสียงผู้หญิงที่อยู่ในสายจึงได้วางสายไป โดยไม่ได้รับปากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมตอบคำถามใดๆ หรือยอมให้สัมภาษณ์หรือไม่ อย่างไรก็ตามหลังจากคนของ พ.ต.ท.ทักษิณติดต่อเข้ามา และได้ยื่นเงื่อนไขรวมทั้งแจ้งประเด็นไปแล้วก็ได้นำเรื่องไปหารือกับบรรณาธิการข่าวว่า ถ้าโทรเข้ามาจะทำอย่างไรดี ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าก็ให้สัมภาษณ์ทำหน้าที่ไปอย่างตรงไปตรงมา จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้ต่อสายเข้ารายการ
หลังจากรายการจบลง จึงได้ทราบข่าวว่า มีคำสั่งให้เข้าชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น และทราบในเวลาต่อมาว่านายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ไม่พอใจเรื่องนี้มาก ซึ่งก็ได้ชี้แจงกับผู้ใหญ่ว่า ถึงการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ว่า เป็นมาอย่างไร และในฐานะคนทำหน้าที่นี้ก็ต้องการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ชัดเจน เป็นธรรม ซึ่งผู้ใหญ่ก็ตอบมาว่า สถานีก็มีนโยบาย ซึ่งก็ต้องทำตามนโยบายนั้นด้วย
นายจอม ยังเปิดเผยถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ยังเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยประกาศในที่สาธารณะหลายครั้งว่า จะคุ้มครองปกป้องเสรีภาพสื่อ โดยกล่าวด้วยว่า หากย้อนมองไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน “ผมก็ทำหน้าที่ของผม พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะเข้าใจ เพราะผมต้องใช้ความอย่างหนักหน่วงมากเมื่อครั้งนำคุณอภิสิทธิ์ ไปออกรายการในสมัยที่คุณจักรภพ ดูแลสำนักนายกฯ”
ด้านสำนักข่าวเนชั่น รายงานว่า นายสมจิต ชินสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิทยุและกิจกรรมพิเศษ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เข้าชี้แจงต่อกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กรณีปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ในรายการเอ็กคลูซีฟ FM 100.5 โดยนายสมจิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมาการเชิญแขกเข้ารายการจะไว้วางใจผู้ดำเนินรายการ
ขณะที่หลังการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า “วันนี้เช้าได้ให้สัมภาษณ์สดทางวิทยุของ คุณจอม เพชรประดับ คำถามแรงดีมาก แต่ก็สบายใจ ที่มีโอกาสได้อธิบายเรื่องที่ถูกปล่อยข่าวผิดๆ ด้านเดียวมาตลอด” และในเวลา19.00 น. หลังมีข่าวนายจอมถูกสอบสวนว่า "ผมให้สัมภาษณ์คุณจอมฯไปเมื่อเช้านี้ ได้ข่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลสั่งสอบกันให้วุ่น สั่งเก็บเทปไม่ให้เผยแพร่ ไหนว่าสื่อมีเสรีภาพ รัฐบาลอย่ากลัวความจริง"

Killing Thai-land 'คนที่คิดฆ่าคนบริสุทธิ์ได้เป็นร้อยเป็นพันคน มันไม่ใช่คน'

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ อ่างขาง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
6 กันยายน 2552

เสียงในเทปที่เป็นเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ แน่ชัดว่ามีการตัดต่อ แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่า ตัดต่อหรือไม่ มันอยู่ที่ว่า

1. ตัดต่อช่วงไหน เสียงช่วงที่ถูกตัดออกไป และต่อเข้ามา ได้เปลี่ยนเนื้อหาหรือไม่

2.เสียงที่นายกฯอ้างว่า เอามาจากรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย” แล้วเอามาตัดต่อนั้น แท้จริงใช่เสียงเดียวกันไหม

ทั้งสองประเด็นนี้ ยังถกเถียงกันไม่มีข้อยุติ ฝ่ายที่สนับสนุนนายกฯ ได้บอกกล่าวทางสื่อออกมาว่า เป็นการตัดต่อเป็นคำๆ และเสียงที่อยู่ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ก็เป็นเสียงเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในเทป ช่วงจังหวะในการตัดต่อมีถึง 56 ครั้ง

ส่วนของฝ่ายค้าน เอาเอกสารและผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ การตัดต่อในครั้งนี้ไม่เกิน 10ครั้ง และเสียงที่ใช้ในรายการที่นายกฯอ้างถึง ก็ไม่ใช่ เป็นคนละครั้งในการพูด เนื้อหาที่ออกมาในช่วงก่อนการตัดต่อ ยังสามารถถอดใจความได้ครบ

ผลพิสูจน์เชื่อว่ายังมีการดำเนินการต่อไป ยังไม่จบง่ายๆ แน่

มาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกันดีกว่า ก่อนหน้านี้ มีอะไรเกิดขึ้น ในช่วงที่เทปอ้างถึง เมื่อครั้งสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา

1. มีฉากการถ่ายทำ นายกฯอภิสิทธิ์ นั่งอยู่ในรถ ถูกคนเสื้อแดงไล่ทุบอย่างบ้าคลั่ง

นายกฯ นั่งอยู่ในรถจริงหรือไม่ที่กระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ข่าวที่ออกทางสื่อสาธารณะอย่างน้อย 4 ช่อง ในช่วงเกิดเหตุ ได้แก่ เอเอสทีวี เนชั่น ทีวีไทย และช่อง11 รายงานตรงกันในช่วงนั้นว่า นายกฯได้หลบออกมาก่อนแล้วทั้งสิ้น

แต่ นายกฯเองและทีมงานไม่ได้แก้ข่าวเลย เพียงแต่ออกมายืนยันในภายหลังว่า ตนเองอยู่ในรถคันนั้น และใครกันแน่ เป็นคนที่ทุบรถนายกฯ มีภาพถ่ายให้เห็นชัดเจน ทำไมรัฐบาลจึงไม่จับกุม

2. มีฉากประชาชนออกมาล้อมศาล เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวแกนนำแท้จริง ใช่กดดันศาลหรือไม่

ภาพที่ออกมา เป็นการปิดถนน ไม่ได้เข้าไปในเขตุรั้วศาลเลย ที่ไปก็เพราะจะขอประกันตัวและให้กำลังใจแกนนำเท่านั้น แต่การพูดของนักข่าวหญิงทีวีช่อง11 ต่างหาก ที่ประโคมข่าวว่า ม็อบเสื้อแดงไปล้อมศาล

3. มีฉากประชาชนออกมายึดรถถังกลางกรุง เป็นฉากเหมือนในภาพยนตร์สารคดีที่เกิดจลาจล ในหลายประเทศ

หลังประกาศ พรบ.ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงแล้ว มีเศษรถถังออกมาวิ่งกลางกรุงแค่ 4 คัน โดยไม่มีเหตุอันควร ไม่รู้จะมาวิ่งทำไม และเศษรถถังทั้ง 4 คัน วิ่งอยู่บนถนนดีๆ ก็ยกให้คนเสื้อแดง เอาไปขับเล่นซะอย่างนั้น

4. มีฉากม็อบยึดอาวุธสงครามของทางราชการ พร้อมกระสุนมากมายในหัวค่ำวันนั้น

อยู่ดีๆ ก็มีทหารเอาอาวุธสงคราม พร้อมเครื่องกระสุนมาทิ้งไว้ให้มากมาย อย่างง่ายๆ กับคนเสื้อแดง ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง คล้ายกับว่า คนเสื้อแดงปล้นอาวุธสงครามเอาไป

5. มีฉากจับกุมผู้วางเพลิง กำลังจะไปเผาธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในหัวค่ำวันนั้นเช่นเดียวกัน

มีการจับกุมคนที่กำลังจะไปเผาสำนักงานใหญ่ ของธนาคารกรุงเทพฯ ด้วยค่าจ้าง 5,000 บาท ทันทีที่โดนจับ ก็รับสารภาพสิ้น

6. มีฉากประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะปิดถนน อาจจะทำให้คนตายได้ เพราะไม่ได้มาโรงพยาบาลแถบนั้น ที่ทีวีช่อง 11 เปลี่ยนพิธีกรใหม่โดยฉับพลัน

พิธีกรหญิงนั่งสัมภาษณ์อยู่เรื่องเดียว รพ.เดือดร้อน คนใกล้จะตาย เพราะปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คนแก่หัวใจจะวายบ้าง คนจะคลอดลูกบ้าง แก๊สอีอกซิเจนหมดบ้าง หมอต้องเข็นรถลงมาส่งคนไข้เองบ้าง จิปาถะแล้วแต่จะแต่งเรื่องขึ้นมา เหมือนละครน้ำเน่า

7. เที่ยงคืนในคืนนั้นเอง หลังประกาศ พรก.ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงไปแล้ว

นายกฯ รองนายกฯ และขุนศึกทุกเหล่าทัพ ออกทีวีหน้าสลอน ถ้าใครสังเกตให้ดี ผบ.ทบ.และเสธทบ. นั่งไม่อยู่สุข ขณะที่นายกฯประกาศ เหมือนกับว่า “ทำไมต้องกระทำกับประชาชนถึงขนาดนั้น”

ทั้งหมดนี้ ถ้านำมาร้อยเรียงกันเป็นลำดับ จะเห็นอะไร ที่ชัดจริงๆ

ถ้า..ในวันนั้น คนเสื้อแดงไม่สามารถควบคุมกันเองได้ และทุกคนใจร้อน หรือมีนิสัยเกเร ชอบใช้ความรุนแรง เฉกเช่นม็อบเสื้อเหลืองแล้ว เรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น

สมมุติว่า ถ้าเหตุการณ์เป็นไปอย่างที่พวกเขาเขียนบทไว้ หรืออย่างที่ปรากฏเสียงในเทป

เมื่อ..คนเสื้อแดงยึดเศษรถถังได้แล้ว ด้วยความคึกคะนอง ด้วยความโกรธแค้น ด้วยความมุทะลุ ไม่มีสมอง ไม่เห็นแก่ประเทศชาติของตนเอง หรืออาจจะมีไส้ศึกแอบแฝงมา แน่นอนว่า หนึ่งในเศษรถถัง 4 คันนั้น ต้องตรงดิ่งไปที่กรมทหารราบที่11 เพื่อที่จะไปจับตัวนายกรัฐมนตรี อย่างชนิดตายเป็นตาย อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ขอเพียงให้ได้จับตัวนายกฯ มาเท่านั้น

ท่านคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า เศษรถถังคันที่วิ่งไปนั้น จะเป็นอย่างไร คงเหลือแต่ซาก ถูกทหารถล่มเละตุ้มเป๊ะ ด้วยหลากหลายอาวุธ

และภาพเหตุการณ์ทั้งหมด จะถูกถ่ายทอดออกไปทั่วโลกซ้ำๆ กันอยู่อย่างนั้นว่า “กบฏไทย ยึดรถถังจะเข้าจับตัวนายกฯ แล้วถูกป้องกันเอาไว้ได้”

เศษรถถังอีกสามคันที่เหลือ คาดว่าจะไปที่ กรมประชาสัมพันธ์ เอเอสทีวี และกระทรวงการต่างประเทศ ที่เป็นโจทย์โดยตรงของคนเสื้อแดงและทั้งหมด ก็เป็นเหตุให้ทหารต้องออกมาขัดขวาง เกิดการต่อสู้กัน ยิงกันสนั่นกรุงอย่างแน่นอน สร้างความชอบธรรมให้กับการสลายม็อบในครั้งนั้นของรัฐบาล ทั้งทหารที่เป็นคนไทยด้วยกัน ก็อาจจะตายเพราะการสร้างเรื่องนี้ ประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องก็ตายไปด้วย

แน่นอนคนเสื้อแดงไม่เหลือแน่ๆ กระจุยด้วยกระสุนนานาชนิด หรือบางที อาจจะปล่อยให้เศษรถถัง ที่ยังคงใช้งานได้บางคัน เข้าไปถล่มเอเอสทีวีให้พินาศไปก่อน แล้วทหารจึงค่อยออกมาปราบอีกทีก็เป็นได้

ทั้งนี้ให้ดูเจตนาหลังสงกรานต์เลือด จากนั้นอีกสองวัน ได้เกิดอะไรขึ้นที่ เอเอสทีวี เอง เดาว่า..สุดท้าย แกนนำม็อบคนเสื้อแดง ไม่ต้องพูดถึง “ไม่ตายภายในวันนั้น ก็เลี้ยงไม่โต” ด้วยความชอบธรรมของรัฐบาล

ส่วนประชาชนที่มาชุมนุม ก็โดนกวาดเรียบ ด้วยสารเคมีต่างๆ รวมทั้งลูกตะกั่ว เหมือนฉีดยาไล่ฆ่ามด ปลวก “ใครตายก็ตาย ไม่ตายก็รักษากันไป”

เล่นกันอย่างสะบักสะบอมถ้วนหน้า เอาบาดแผลกลับไปฝากคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้เป็นตัวอย่าง “ที่หลังอย่าเผยออีก” แล้วก็ส่งตัวกลับบ้าน ด้วยการภาคทัณฑ์ตามมาอีกมากมาย

แต่ กลุ่มคนเสื้อแดง กลับไม่ทำเช่นนั้น แถมยังส่งเศษรถถังคืนให้ด้วย เรื่องนี้ จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อ..คนเสื้อแดงส่งเศษรถถังคืนไป ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ "แผนสอง” ในวันนั้น จึงถูกกำหนดขึ้น

หัวค่ำของคืนวันนั้นเอง ทหารจำนวนหนึ่ง มาจากปราจีนฯ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผู้เข้าปรามม็อบเอง แกล้งโง่เอาอาวุธสงคราม พร้อมกระสุนเต็มอัตราศึก มาทิ้งไว้ให้กับคนเสื้อแดง ที่สามเหลี่ยมดินแดง

หวังว่า..ในตอนรุ่งเช้าวันนั้น คนเสื้อแดงจะเอามาต่อสู้กับทหาร เมื่อเข้ามาปราบการชุมนุม คงมีการปะทะกันอย่างดุเดือด ล้มตายกั้นทั้งสองฝั่ง ทั้งชาวบ้านและนักข่าว

แต่..ก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีก คนเสื้อแดง มีสติและวุฒิภาวะสูง จึงออกข่าว แล้วนำอาวุธทั้งหมดไปมอบให้ที่สถานีตำรวจลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

เรื่องทั้งหมดจึงผิดคาด ทหารไม่สามารถหาสาเหตุเอาอาวุธ มาฆ่าประชาชนได้ เมื่อหน้ามืด ไม่รู้จะสร้างหลักฐานอันเป็นการใส่ร้ายประชาชนได้อย่างไร จึงใช้กำลังอย่างหน้าด้านๆ ยิงประชาชนซะเลย ไม่ต้องมีเหตุก็ได้

และในเช้ามืดวันนั้น เราจึงได้เห็นทหารเอาอาวุธสงคราม เข้าถล่มประชาชนฝ่ายเดียว ล้วนๆ ไม่มีแม้แต่รถดับเพลิง แก๊สน้ำตา ให้เห็นแม้แต่น้อย

ยิงไปเก็บศพไป เอารถน้ำตามล้างเลือดไป อย่างเมามัน คนเจ็บส่วนหนึ่ง ก็นำส่งรพ.เป็นพิธี ถ้าเข้าใกล้มีคนเห็นเยอะ ยิงไม่ถนัด ก็ลงประชาทัน ไอ้โอ๊บรวมกันสหบาทา ศพที่เก็บไป บางทีก็ร้อนรน พี่น้องเราบางคนยังไม่ตาย ก็เก็บเอาเขาขึ้นรถไปด้วย

จึงมีหลักฐานและพยานกลับมาบอกกล่าวให้ได้ฟังกัน เพียงรอเวลา ว่าซักวัน เมื่อประเทศนี้ เกิดความยุติธรรม พี่น้องที่เป็นศพไปแล้วสูญหายไป จะได้คืนกลับมา เอามาทำพิธีกันต่อไป

บางศพไม่มีร่องรอยการถูกยิง แต่กลับไปโผล่ที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนเขาเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ที่ร่วมโลกเกิดในแผ่นดินนี้
การตายของผู้ชุมนุมน้อยกว่าที่คิด เพราะเป็นการยิงฝ่ายเดียว ไม่มีการตอบโต้

ในตอนสายของวันนั้นเอง จึงมีเหตุเรื่อง การยิงมัสยิด การเผารถเมล์ การเอารถแก๊สมาขวางถนน เพื่อให้ดูว่าเลวร้ายแบบสุดๆ กำลังเผาบ้านเผาเมือง มิหนำซ้ำ ยังจ้างม็อบชนม็อบ แล้วฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปอีกสองคน เพื่อให้สมเหตุสมผลมากขึ้น ที่ได้กระทำการอันหยาบช้า ไล่สังหารประชาชนที่บริสุทธิ์ในสามเหลี่ยมดินแดงวันนั้นแล้ว

นำเรื่องทั้งหมดมาปะติดปะต่อกับเรื่องที่จัดฉากเอาไว้ ทั้งปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทั้งปิดศาล ทั้งเตรียมไปเผาธนาคารใหญ่ ให้เป็นเรื่องเป็นนิยาย ใส่ร้ายประชาชนที่เสียภาษีให้กับพวกเขา เหมือนจินตนาการที่ได้ขีดเขียนเอาไว้แล้ว

สื่อทั้งหมด อยู่ในอุ้งมือของรัฐบาลในขณะนั้น ไม่มีอะไรที่ฝ่ายคนเสื้อแดงแก้ตัวออกไปได้เลย มีแต่เพียงข้อความในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ที่สามารถเล็ดลอดออกไปได้ แต่ก็เล็กน้อยมาก

ข้อความในเทป ทั้งหมดนั้น เมื่อนำมาประมวลแล้วบอกว่า “ใช่เลย” เหมือนอย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์พูดไว้ทุกประการ

มีคำพูดตอนหนึ่ง ที่ไม่มีในเทป แต่มีคนบอกกล่าวมา “ตายซักล้านคน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะคนไทยมีตั้ง63 ล้านคน ยังเหลืออีกตั้ง 62 ล้านคน”

คำพูดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาสู่สมอง ท่านผู้นำ เมื่อเมษายน 2552 ที่ผ่านมา

มีความพยายามที่จะอธิบายความต่อไปว่า จีนเคยทำมาแล้ว พม่าเคยทำมาแล้ว กลุ่มโลกที่3 มีมากมาย ที่ เราไม่ค่อยรับรู้ โคโซโว อิรัก ชาวเคิร์ก หลายประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกัน อัฟริกา ล้วนตายหมู่มาแล้วทั้งนั้น

เรื่องปัญหาภายในประเทศ ทั่วโลกอาจจะประณามแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ที่สุดเมื่อผลประโยชน์ลงตัว มันก็ไม่มีอะไรที่สำคัญ คนไทยที่เหลือ เราต้องกดหัวให้อยู่ ปิดหูปิดตาให้มิด และการเสนอข่าวต้องให้ไปในทิศทางเดียวกันให้หมด สื่อใดออกนอกคอก ให้ใช้อำนาจมืดจัดการได้ทันที

ฝ่ายเสธฯที่มีหน้าที่ กลั่นกรอง รับทราบเห็นดีเห็นงามด้วยกับแผนนี้ และเอาปฏิบัติการทหารเข้ามาประยุกต์ใช้ เพิ่ม รายละเอียด ลับลวงพราง เข้ามา ต้องมีการสร้างเหตุ ต้องมีการต่อสู้ มีการก่อวินาศกรรม มีการเผาบ้านทำลายเมือง มีการวางแผนฆ่าผู้นำประเทศ ต้องมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ประเทศเข้าสู่กาลวิบัติแล้ว รัฐจำเป็นต้องออกมาปกป้องการกระทำเช่นนั้น เพราะถ้าไม่ทำ คนส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องเดือดร้อนทั้งหมดนี้ ต้องสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเสริม ให้สื่อต่างชาติและคนในประเทศได้เห็น ได้รับความเห็นชอบจากท่านผู้นำ และอนุมัติแผนนี้ ให้นำมาใช้ ผู้รับปฏิบัติโดยตรงคือ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

Killing Thai-land เกือบจะได้เห็นเป็นประวัติศาสตร์แล้ว ด้วยพระบารมีของ “องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่สิงสถิตอยู่ที่หน้าทำเนียบ ที่เหล่าพสกนิกร ได้อัญเชิญพระองค์ท่าน ให้สิงสถิตไว้ เหตุการณ์นี้จึงผ่านพ้นมาได้ด้วยสติของแกนนำ จึงเป็นเหตุให้พี่น้องเราไม่ต้องล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ด้วยพี่น้องของเราเองที่มีความอดกลั้นได้สูง จึงไม่ตกหลุมพราง ที่พวกเขาขุดล่อเอาไว้

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะโชคชะตา แต่เป็นเพราะการกระทำของคนทั้งสิ้น

“ใครคิดดีย่อมได้ดี”

เทปนี้แค่ตัวอย่าง กำลังมีหลักฐานอื่นๆ ตามมาอีกหลายละรอก ให้เตรียมตัวรับให้ดี

“คนที่คิดฆ่าคนบริสุทธิ์ได้เป็นร้อยเป็นพันคน มันไม่ใช่คน”

และ คนที่คิดเช่นนั้น จุดจบจะเป็นเช่นไร คอยติดตามครับ สวรรค์มีตาแล้วงานนี้

====================================

หมายเหตุเพิ่มเติม คลิปลำดับเหตุการณ์ สงกรานต์เลือด ความจริงที่ถูกบิดเบือน !!!!! ชม/ดาวโหลดได้ที่ ลิงก์ (โดย newskythailand.com )