WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 8, 2009

เอ็นจีโอสื่อตื่น ชี้รัฐแทรกแซงสื่อ บีบ ‘จอม’ ยุติจัดรายการ สร้างบรรยากาศความกลัว

ที่มา ประชาไท

คปส. ออกแถลงการณ์ “รัฐต้องธำรงเสรีภาพสื่อมวลชนในฐานะเสรีภาพของประชาชน” ระบุ 'สาทิตย์' สั่งตรวจสอบจอม เพชรประดับ และ อสมท.กรณีสัมภาษณ์ทักษิณ คือการเข้าแทรกแซงสื่อ ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในแวดวงสื่อ

7 ก.ย. 52 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ออกแถลงการณ์ “รัฐต้องธำรงเสรีภาพสื่อมวลชนในฐานะเสรีภาพของประชาชน” ระบุ การที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสื่อของรัฐ ได้สั่งให้มีการตรวจสอบกรณีการออกอากาศคำสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านรายการวิทยุเอ๊กซ์คลูซีฟ ในเครือ อสมท คลื่นเอฟเอ็ม 100.5 เมื่อ 6 กันยายน 2552 ซึ่งส่งผลให้นายจอม เพชรประดับ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ต้องตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นผู้ดำเนินรายการ คือการเข้าแทรกแซงกลไกการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในแวดวงนักสื่อสารมวลชน และขัดรัฐธรรมนูญ

โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ยังเรียกร้องให้รัฐสร้างหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่แก่สื่อมวลชนทุกแขนง ให้รัฐสภาเร่งออกกฎหมายจัดตั้ง กสทช. องค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ และขอให้สื่อมวลชนทำหน้าที่โดยอิสระ รอบด้าน เป็นธรรม และยืนหยัดในการคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมืองโดยวิถีทางประชาธิปไตย
0 0 0
แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
รัฐต้องธำรงเสรีภาพสื่อมวลชนในฐานะเสรีภาพของประชาชน
จากกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสื่อของรัฐ ได้สั่งให้มีการตรวจสอบกรณีการออกอากาศคำสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านรายการวิทยุเอ๊กซ์คลูซีฟ ในเครือ อสมท คลื่นเอฟเอ็ม 100.5 เมื่อ 6 กันยายน 2552 ซึ่งส่งผลให้นายจอม เพชรประดับ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ต้องตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นผู้ดำเนินรายการดังกล่าวนั้น
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการเข้าแทรกแซงกลไกการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ส่งผลให้เกิดความชะงักงันในการทำงาน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในแวดวงนักสื่อสารมวลชน และถึงแม้ว่ารัฐจะมีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแลสื่อในเครือบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แต่การเข้าแทรกแซงด้านเนื้อหาและการดำเนินรายการดังกล่าวนั้นถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
คปส. ยืนยันเสมอมาว่าสื่อมวลชนต้องมีสิทธิและเสรีภาพเต็มเปี่ยมในการเลือกนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนภายใต้กรอบจรรยาบรรณเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่หลากหลาย รอบด้าน ตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ภายใต้การกำกับดูแลกันเองของนักวิชาชีพและการตรวจสอบจากสาธารณชน ในทางกลับกัน ความพยายามในการปิดกั้นหรือแทรกแซงสื่อย่อมนำไปสู่แรงเสียดทานต่ออำนาจรัฐมากขึ้น และก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศ ดังนั้นการยอมรับและสนับสนุนให้มีสื่อเสรี ตลอดจนความอดทนอดกลั้นของรัฐบาลต่อเสียงของฝ่ายค้านย่อมนำไปสู่การยอมรับของกลุ่มต่างๆ และสร้างดุลยภาพทางการเมืองได้ เพราะท้ายสุดหลักการเรื่องเสรีภาพสื่อและการแสดงความคิดเห็นคือสิ่งที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องยอมรับร่วมกัน
คปส. จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังที่ได้ประกาศพันธะสัญญาต่อสาธารณะ รวมถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐสภา ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลให้หลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่แก่สื่อมวลชนทุกแขนง ทุกประเภท โดยเฉพาะสื่อของรัฐ สื่อภาคธุรกิจเอกชน และสื่อของภาคประชาชน โดยต้องยุติกระบวนการควบคุม แทรกแซง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทุกรูปแบบ
2. ขอให้รัฐสภาซึ่งกำลังพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … ดำเนินการโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรอิสระ (กสทช.) ในการทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ต่อไป
3. ขอให้สื่อมวลชนทำหน้าที่โดยอิสระ ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เป็นธรรมและยืนหยัดทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมืองโดยวิถีทางประชาธิปไตย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
7 กันยายน 2552

เปิดบันทึก 7 ตุลา ผ่านสายตาเหยี่ยวข่าว ใครก่อความรุนแรง ?

ที่มา Thai E-News


ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
8 กันยายน 2552

แล้วที่สุด ป.ป.ช. มีมติฟันอาญา"สมชาย-จิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติ" คดี สลายม็อบ7ตุลาฯ ประชาชาติออนไลน์ เปิดบันทึกนักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ พบความจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด นั่นคือ ความจริงที่ว่า ความรุนแรง อาจไม่ได้มาจากตำรวจฝ่ายเดียว แต่ ม็อบเอง ก็ใช้ความรุนแรง เกินกว่าจะเรียกว่า สันติวิธี


.... 7 กันยายน ภายหลังการประชุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในสำนวนการไต่สวนคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมป.ป.ช. มีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม

นอกจากนั้น ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียว กับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและชีวิตในช่วงเช้า

ขณะที่ ผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ระดับรองผบ.ตร. และรองผบช.น. คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา


@ บันทึก เหยี่ยวข่าว 7 ตุลา ความจริงอีกด้าน ?


ในการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ฝ่ายพันธมิตรได้ใช้อาวุธที่อันตราย และถ้าตำรวจไม่ใช้แก๊สน้ำตา สถานการณ์ก็อาจย่ำแย่จนนำไปสู่การปะทะตัวต่อตัวระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม และหากเป็นเช่นนั้น ผมมั่นใจว่าจะทำให้สูญเสียชีวิตแก่ทั้งสองฝ่ายมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรมีปืนสั้นจำนวนหนึ่ง ตำรวจหนึ่งหรือสองนายถูกแทงด้วยปลายเสาธง ฉะนั้น เราไม่อยากจะจินตนาการหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากแก๊สน้ำตาไม่ได้ช่วยสร้างระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายไว้ ผมไม่อยากคิดว่าตำรวจตั้งใจทำให้ใครบาดเจ็บ แต่ในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่มีทางเลือกน้อยมาก-Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่อยู่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม จากเช้าจนค่ำ


ประชาชาติออนไลน์ เปิดบันทึก เหยี่ยวข่าว ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่อาจเป็นความจริงอีกด้านที่ถูกละเลยมาตลอดระยะเวลาาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา

จากบันทึก 7 ตุลาคม นักข่าวและช่างภาพ ไทยรัฐ บันทึกว่า ...

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปีนรั้วหนีออกจากรัฐสภา ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตำรวจเดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหนึ่งในบรรยากาศสำคัญวันสลายม็อบรัฐสภา...วันที่ 7 ตุลาคม 2551
"เกือบบ่าย ... หลังแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว คนข้างในต่างคนก็อยากจะออก แต่ม็อบปิดล้อมไว้ทุกด้าน
กิตติ วงษ์ใบแก้ว หรือ เจี๊ยบ ช่างภาพการเมือง นสพ.ไทยรัฐ บอกรัฐมนตรี ส.ส. มานั่งรวมกันที่บ่อปลาคาร์ฟด้านหน้า จะอยู่ข้างในอาคารก็ไม่ได้ สภาฯโดนตัดไฟ เครื่องปรับอากาศใช้ไม่ได้ รถก็เตรียมรอ...จะออก ประตูแน่นไปหมด
เจี๊ยบประเมิน รวมๆ กับส.ว.ผู้ติดตาม เจ้าหน้าที่ ช่างภาพ..นักข่าวอีกนับร้อยชีวิต ในสภาฯน่าจะมีคนติดอยู่เป็นพันคน

เจ้าหน้าที่ส่งข่าวมาจากด้านนอก บ่ายสามโมง จะเคลียร์...เปิดทางให้ ใกล้เวลาเตรียมขึ้นรถ แต่ก็ยังไม่มีใครได้ออกไปไหน
"การรอคอยผ่านไป 3 ชั่วโมง รัฐมนตรีเริ่มถอดสูทเพราะอึดอัด บางคนเริ่มหาทางอื่น มุ่งหน้าไปทางกำแพงรัฐสภาด้านหลัง ติดกับพระที่นั่งวิมานเมฆ"
จุดนี้...เป็นเส้นทางเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากรัฐสภา
"เจ้าหน้าที่ฝั่งวังเห็น ก็พยายามห้าม บอกว่า...อย่าลงมากันเยอะ เพราะพันธมิตรฯบอกว่า พวกผมปล่อยให้นายกฯออกไปได้ยังไง"
เสียงทัดทานจากเจ้าหน้าที่ ไม่ทำให้รัฐมนตรีหยุดปีนรั้ว ที่เห็นๆ ก็จะมี รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรีวัฒนธรรม รัฐมนตรีกีฬา ท่านบรรหารฯ และที่เก็บภาพได้...รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
"ภาพปีนรั้วทุลักทุเลมาก ผู้หญิงนุ่งกระโปรงยิ่งปีนลำบาก... จุดที่ปีนไม่ใช่ง่าย ต้องข้ามไปอีกตึกนึงถึงจะปีนลงข้าวรั้ว ตรงกำแพง...ต้องหันหน้าเข้า ค่อยๆปีนลงไป ไม่อย่างนั้นด้วยความสูงขนาดนี้ อาจเสียหลักพลัดตกได้"

บางคนพิการ ต้องใช้หลายคนช่วยกันอุ้มพยุงส่ง...รับข้ามกำแพง ถ้าไม่กลัวตายจริงๆ ไม่น่าจะทำได้ รั้วสูงเกือบ 3 เมตร มีเหล็กแหลมอยู่ด้านบน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย
ไล่หลังนักการเมือง ก็มีข้าราชการ นักข่าวจะตามติดไปด้วย แต่ก็ถูกห้ามว่า "พอแล้วๆ ไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้ออกไปไหน เพราะถนนด้านที่จะออกได้ ยังถูกปิดล้อมด้วยม็อบ"

เจี๊ยบจับภาพบรรยากาศชุลมุนหลังรัฐสภา ขณะที่ช่างภาพอีกไม่น้อยเก็บภาพสลายม็อบอยู่ด้านหน้า...เวลาล่วงเลยไปถึงบ่ายสี่โมงกว่า ทุกคนในรัฐสภาได้ยินเสียงระเบิดแก๊สน้ำตาดังอีกครั้งเป็นระลอก...

การสลายม็อบมีหลายช่วง แต่ช่วงนี้คือรอบสุดท้าย บรรยากาศค่อนข้างน่ากลัว

"ก่อนที่จะมีการสลายม็อบรอบนี้ ตำรวจเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน ส.ส. รัฐมนตรี ออกไปจากรัฐสภา แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม เมื่อไม่ยอม... เจ้าหน้าที่ตั้งแนวถอยได้ 50 เมตร ก็เริ่มสลายม็อบทันที"

เสียงแก๊สน้ำตาถูกยิงไล่มาตั้งแต่ถนนข้างวัง ด้านที่มุ่งหน้าไปสะพานซังฮี้ กลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่นมารวมตัวกันตรงเขาดิน ประตูรัฐสภาด้านถนนราชวิถีเริ่มเปิดได้

"รถที่อออยู่ด้านใน ทยอยออกไปได้บ้าง แต่กว่า...จะเคลื่อนไปได้ ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง" เจี๊ยบ ว่า "รถผมอยู่คันที่สี่ จะออกพ้นประตูอยู่แล้ว ม็อบก็ตีโต้เจ้าหน้าที่ รุกต้านกลับมา..."

ราวห้าโมงกว่า คราวนี้มีเสียงปืนดังรัว ปัง...ปัง...ปัง ดังแน่นๆ ไม่เหมือนเสียงยิงแก๊สน้ำตา ภาพที่เห็น...ช่างภาพทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ วิ่งถอยเข้ามาในรั้วรัฐสภา ตำรวจที่ถือโล่อยู่ด้านหน้า ก็ยังวิ่งหนี...

"เพื่อนช่างภาพเล่าให้ฟังว่า เห็นตำรวจถูกยิงที่คอ แต่ก็เก็บภาพไม่ได้ว่าใครยิง...เพราะวุ่นวายไปหมด"

ทิศทางกระสุนที่ยิงตำรวจมาจากฝั่งม็อบ ภาพข่าวที่เห็นทางทีวีช่องหนึ่งจับภาพผู้ประท้วงคนหนึ่ง วิ่งไปด้วย ยิงปืนไปด้วย...หันปากกระบอกปืนมาทางเจ้าหน้าที่


ในฐานะสื่อมวลชน ช่วงชุลมุนแบบนี้ช่างภาพต้องเก็บภาพ ชิดติดสถานการณ์ขนาดไหน?

"ช่วงที่ฝ่ายม็อบยิงหนังสติ๊ก...ลูกเหล็ก ลูกแก้ว ฝ่ายตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ช่างภาพยังหลบใต้ต้นไม้สองฝั่งถนน เก็บภาพอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายได้"

พอมีเสียงปืน แน่ชัดว่ามีตำรวจโดนยิง... ห่างช่างภาพไม่เกิน 2 ช่วงตัว ทุกคนก็หลบหมด

"เข้ามาตั้งหลักอยู่ในรัฐสภา ยังมีลูกหิน ลูกเหล็กกลมๆ ถูกระดมยิงตามมาเป็นระลอก โดนขาช่างภาพไทยรัฐอีกคน แต่ไม่เป็นอะไรมาก"

สถานการณ์เริ่มนิ่งอีกครั้ง ช่างภาพนิ่งกำลังเอาคอมพิวเตอร์มานั่งส่งภาพเข้าโรงพิมพ์ แต่มีเสียงตะโกนว่า "ม็อบ...บุกทะลักเข้ามาในสภาฯแล้ว"

"นักข่าวผู้จัดการเองก็พยักหน้า ทำนองว่า...อยู่ไม่ได้แล้ว แต่ละคนยิ่งรีบเก็บข้าวของ ปีนออกทางรั้วด้านหลัง...ทางเดียวกับนายกรัฐมนตรี"

เจี๊ยบ บอกว่า ชุดนี้ถือเป็นชุดสุดท้ายที่ออกจากรัฐสภา เกือบร้อยคนเป็นสื่อมวลชนทั้งนั้น...คราวนี้ เจ้าหน้าที่ริมรั้วอีกฝั่งมีท่าทีดี ไม่ได้ห้าม

"ช่างภาพปีนลำบากกว่าเพื่อน ทั้งกล้อง เลนส์ คอมพิวเตอร์ห้อยเต็มตัว จะป่ายจะปีนไม่ใช่เรื่องง่าย...รถนักข่าวที่จอดอยู่ในสภาฯ ถึงจะเป็นห่วงแค่ไหน ก็ต้องจำใจทิ้ง...นาทีนี้ มัวห่วงรถไม่ได้ ต้องเอาชีวิตไว้ก่อน"

สถานการณ์เริ่มพลิกกลับ ม็อบกลับมาล้อมรัฐสภาได้อีกครั้งหนึ่ง ตำรวจถอยร่นราว 10 นาที ...ตำรวจอีกชุดก็เริ่มบุกเข้ามาสลายอีกรอบ


"เจ้าหน้าที่บอกว่า จะเข้าเคลียร์พื้นที่...สุดท้ายแล้ว"

ข้ามรั้วรัฐสภามาได้อย่างปลอดภัยกันทุกคน เจ้าหน้าที่วังบอกว่าให้ไปรอก่อน ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ กว่าจะออกนอกพื้นที่ได้ก็กินเวลา 1 ทุ่มกว่า

เวลา 20.00 น. เจี๊ยบส่งรูปเข้าโรงพิมพ์แล้ว...เดินกลับมาที่รัฐสภามีทหารตรึงกำลังเรียบร้อย ม็อบพันธมิตรฯ ก็กลับไปตั้งมั่นที่ทำเนียบรัฐบาล


ร่องรอยความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วง 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา... เจี๊ยบไม่เห็นเลือด มีแต่ขวดน้ำเยอะมากๆ เอารถสิบล้อ 5 คัน มาขนก็ขนไม่หมด รถที่เสียหายส่วนใหญ่ เป็นรถตำรวจโดนทุบกระจกพังยับ โดนปล่อยลมยางสี่ล้อ
"หมอกควันแก๊สน้ำตายังไม่จาง แต่ละคนเดินร้องไห้กันตลอดทาง"

เหตุตำรวจสลายม็อบหน้ารัฐสภา ผ่านมาถึงวันนี้ ทั้งช่างภาพ นักข่าว เจอหน้ากันก็ยังคุยถึงเรื่องวันนั้น... "ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขนาดนี้ เห็นภาพข่าวทางทีวี หนังสือพิมพ์...ก็ยิ่งรู้สึกกลัว"

หลายคนพูดให้ฟัง แก๊สน้ำตารู้ชัดเจนว่า...ยิงจากฝั่งตำรวจ แต่เสียงปืนที่ยิง ปังๆ ๆ ไม่รู้ว่าใครยิง ตั้งใจยิงเพื่ออะไร

"กลุ่มผู้ชุมนุมถูกสลายการชุมนุม อยู่ในอารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้ว...อาจจะมีมือที่สาม ตั้งใจสวมรอยสร้างความรุนแรงให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นไปอีก"

ประเด็นที่พูดคุยกันมาก...กลุ่มผู้ชุมนุมที่ขาขาด หลายคนเชื่อว่าแก๊สน้ำตายังไงก็ไม่รุนแรง ทำให้ขาขาดได้... ช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งข้อสงสัยถึงเหตุปะทะหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงกลางดึก มีผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาด 3 คน


"บริเวณที่ขาด...มองแล้วใกล้เคียงกัน น่าจะได้รับผลมาจากแรงระเบิดในระยะใกล้ตัวมากๆ เพราะถ้าเกิดจากระเบิดที่
เขวี้ยงมา ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้รัศมีแรงระเบิด น่าจะได้รับบาดเจ็บไปด้วย"

แม้แต่...รูปถ่ายผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ที่นำมาเผยแพร่ทั้งจากฝ่ายตำรวจ ฝ่ายม็อบ ถกเถียงกันว่าเป็นรูปจริง...รูปตกแต่ง ความจริงก็คือความจริง...อย่างไร ก็พิสูจน์ได้ว่า เกิดจากอะไร? เกิดจากใคร?

เจี๊ยบ ทิ้งท้ายว่า

"สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็น...ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง สื่อ...ทำหน้าที่อยู่ตรงกลาง หากปะทะกันอันตรายถึงชีวิต สื่อก็รักชีวิตไม่ต่างกับรัฐมนตรี... นายกรัฐมนตรี


@ บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

Nick Nostitz แห่งเว็บไซต์ New Mandala บันทึก เหตุการณ์ที่เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลา 2551 ดังนี้

ในเกมแห่งม่านหมอกและกระจกเงา ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างภาพ เพื่อบอกกับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ในบทความชิ้นนี้ ผมจะพยายามบรรยายสิ่งที่ผมเห็นและความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้อ้างว่าผมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมอยู่ที่นั่นระหว่างตีห้าถึงห้าทุ่มเท่านั้น โดยได้ปลีกตัวออกมาชั่วคราวในช่วงเที่ยงและช่วงระหว่าง 13.00-16.00 เพื่อส่งรูปถ่ายไปยังสำนักงานและหลับตาไปอีกราว 30 นาที ฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถอยู่ในทุกที่ในช่วงเวลาเดียวกันได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ห่างออกไป แม้เพียง 100 เมตรก็ตาม

การโจมตีโดยตำรวจเริ่มประมาณ 6.00 น. ในขณะนั้นผมอยู่ในพื้นที่ที่ฝ่ายพธม.ยึดครองไว้ ทันทีที่ผมเห็นตำรวจตั้งแถวเพื่อเตรียมโจมตี ผมรีบออกจากจุดนั้นเพื่อไปอยู่ตรงด้านหน้าของแถวตำรวจแทน ผมรู้สึกปลอดภัยขึ้นเพราะผมรู้ว่าหากตำรวจต้องการสลายการชุมนุม จะตัองมีการใช้กำลังอย่างหนัก

ตำรวจได้ใช้รถบรรทุกที่ติดเครื่องขยายเสียงประกาศเตือนให้ผู้ชุมนุมสลายตัวเพราะกำลังจะถูกโจมตี และจะมีการยิงแก๊สน้ำตา ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างต่อเนื่อง และยังกล่าวว่า ในความขัดแย้งครั้งนี้ ยากที่จะมีใครเป็นผู้ชนะ พวกเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ควรมาสู้กันเอง

ผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว และหลังจากนั้นไม่นาน การโจมตีก็เริ่มขึ้นด้วยการระดมยิงแก๊สน้ำตา

มันเริ่มจากทั้งด้านถนนราชวิถีและถนนพิชัย (ผมอยู่ที่นี่) ผมเห็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตาระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อมันปะทะเข้ากับแนวกั้นยางรถยนต์ ยางบางเส้นถึงขนาดกระเด็นสูงจากพื้น 2-3 ฟุต ผู้ชุมนุมต่างพากันวิ่งหนีโดยเร็ว ผมเดินตามหลังตำรวจที่อยู่แถวหน้า มีการต่อสู้ระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรรุนแรงมากนัก มีการโยนลูกระเบิดแก๊สน้ำตาโดยตำรวจเล็กน้อย (ผมเดาเช่นนั้น ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้) และ
ผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรที่เหลืออยู่ไม่กี่คนก็ได้โยนวัตถุระเบิดเข้าใส่ตำรวจเช่นกัน มันอาจเป็นปะทัด หรือระเบิดปิงปองก็ได้ ในช่วงเวลาที่เร่งร้อนและเต็มไปด้วยหมอกควันนี้ เป็นการยากที่จะเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแน่ ควันจากแก๊สน้ำตาทำให้คนตาพร่าไปหมด


นอกจากนี้ มีตำรวจไม่กี่คนที่มีหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา พวกเขาจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ตลอดช่วงเวลานี้ ตำรวจได้ป่าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ผู้ชุมนุมหยุดการต่อสู้ และทันทีที่ผู้ชุมนุมหยุด และนั่งลงที่ถนน ตำรวจก็สามารถบรรลุเป้าหมาย คือเปิดประตูรัฐสภาได้สำเร็จ


ถึงตอนนี้ผมจึงได้เห็นว่ามีชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส ชายคนหนึ่งนั่งอยู่พื้นโดยขาข้างซ้ายถูกระเบิดขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป มีผิวหนังสองสามเส้นเชื่อมขาที่ตกอยู่ข้าง ๆ เขาถูกห้อมล้อมโดยตำรวจที่ก็ตกใจกับสภาพที่เห็นเช่นกัน ตำรวจบางคนพยายามปลอบเขา ยังมีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2-3 คนในบริเวณนั้น

ไม่นานหลังจากนั้น รถพยาบาลได้นำชายคนนั้นและผู้บาดเจ็บคนอื่นขึ้นรถไป ภายในรัฐสภามีนักข่าววิทยุได้รับบาดเจ็บที่หลัง ผิวบางส่วนเปิดออก เลือดไหลและไหม้อย่างรุนแรง ตำรวจ ตชด.นายหนึ่งเข้าไปปลอบขวัญเขา

เมื่อสถานการณ์สงบลง ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเรื่องคนบาดเจ็บ พวกเขาล้วนตกใจกันทั้งนั้น หน่วยยิงแก๊สน้ำตาอธิบายว่า ภายใต้สถานการณ์บางอย่าง การยิงแก๊สน้ำตาอาจก่อเกิดให้เกิดแรงระเบิดที่สูงได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดขึ้นในเวลาที่คนอยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่น

ผมใช้เวลาอยู่ในบริเวณนั้นอีกพักหนึ่ง นั่งอยู่ภายในตึกรัฐสภา แล้วก็เดินไปที่แยกถนนราชวิถี-สามเสน อันเป็นบริเวณที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรกำลังรวมตัวกันอยู่

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ประมาณ 10.00 น. ผมเดินไป กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงม้า ทันทีที่ไปถึง
ฝ่ายพันธมิตรก็เริ่มการโจมตี พวกเขาโยนระเบิดปิงปอง (หรืออาจเป็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตา) เข้าไปยังพื้นที่ของบชน. และเข้าใส่ตำรวจ พวกเขาใช้หนังสติ๊กระดมยิงลูกเหล็กและลูกแก้วเข้าใส่ตำรวจ ช่วงขณะหนึ่งผมได้ยินเสียงระเบิด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเสียงกระสุนปืนที่ยิงผ่านไปอยู่รอบตัวผม (เสียงของลูกกระสุนปืนที่พุ่งผ่านไปต่างกับเสียงของลูกกระสุนที่ยิงโดยหนังสติ๊กอย่างชัดเจน) ผมซ่อนอยู่ข้างหลังรถคันหนึ่ง และขณะที่กำลังโทรศัพท์โทรหาเพื่อนนักข่าวที่ชื่อ นิรมาล กอช จาก the Straits Times ผมก็ถูกยิงด้วยลูกเหล็กเข้าที่ท้อง


หลังจากสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่ง ผมก็ตามตำรวจที่ล่าถอยเข้าไปในพื้นที่ของ บชน. หลังจากสถานการณ์ก็สงบลงชั่วคราว ผมจึงกลับบ้านเพื่อจัดการส่งภาพถ่ายให้สำนักงาน เมื่อถึงตอนนี้ ตำรวจได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่รอบ ๆ รัฐสภา ให้กับพวกพันธมิตรไป

ผมได้รับโทรศัพท์ในช่วงบ่ายว่าเกิดการปะทะกันอีกครั้งเมื่อตำรวจต้องเปิดประตูรัฐสภาด้านถนนราชวิถีอีกครั้ง ผมมาจากทางถนนร่วมจิตแล้วก็ต้องติดอยู่กับด้านผู้ชุมนุมที่กำลังถูกตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ โดยตำรวจพยายามตอบโต้การโจมตีของฝ่ายพันธมิตร ระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งตกลงมาห่างจากผมราวหนึ่งเมตรตอนที่ผมกำลังวิ่งอยู่ มันส่งเสียงระเบิดกึกก้องทีเดียว

ผมวิ่งมาถึงเส้นที่จะข้ามไปยังพื้นที่ที่ตำรวจยึดครองอยู่ (ตำรวจยิงระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งใส่ผมเพราะเข้าใจผิดว่าผมเป็นผู้ชุมนุม แต่ก็หยุดหลังจากที่ผมตะโกนซ้ำ ๆ กันว่าผมเป็นผู้สื่อข่าว และยกกล้องให้ดู)

ผมอยู่ตรงหัวผมถนนนั้นจนตกดึก ตำรวจต้องป้องกันหัวมุมถนนด้านนี้ไว้เพื่อให้ข้าราชการ ลูกจ้าง และสส.สามารถออกจากรัฐสภาได้ ตรงจุดข้ามถนนต้องเจอกับการโจมตีจากฝ่ายพันธมิตรอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาระดมยิงลูกเหล็ก ลูกแก้ว ตำรวจจึงตอบโต้การโจมตีด้วยการยิงระเบิดแก๊สน้ำตา มีการยิงเข้าใส่ตำรวจที่อยู่ตรงหัวมุมถนนเป็นช่วง ๆ โดยยิงมาจากสถาบันราชวัตร


ตำรวจได้ขอให้พวกพันธมิตรที่หลบซ่อนอยู่ในตึกโดยรอบให้ออกมา ตำรวจตะโกนบอกว่าจะไม่ทำอะไรกับผู้ชุมนุมที่ออกมา ผมเห็นหลายคนเดินออกมาโดยตำรวจไม่ได้ทำอะไรพวกเขา สถานการณ์ที่เหนือจริงอันหนึ่งก็คือ เพื่อนของผม ซึ่งเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพันธมิตร ก็เดินออกจากตึกเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้น สถานการณ์ก็ตึงเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตลอดเวลา ทั้งตรงจุดนั้นและแถวหัวมุมถนนที่ใกล้กับประตูใหญ่รัฐสภา
ช่วงขณะหนึ่ง ฝ่ายพันธมิตรพยายามขับรถบรรทุกตรงเข้ามายังตำรวจที่อยู่ตรงถนนร่วมจิต พวกตำรวจจึงรีบตั้งเครื่องกีดขวางและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่รถบรรทุก ทันก่อนที่รถจะชนตำรวจ
คนขับถูกตำรวจนำตัวไป

ผมถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บหลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรใช้ปืนสั้นยิงเข้าใส่ตำรวจตรงหัวมุมตึกรัฐสภา และตำรวจที่ถูกรถปิ๊กอัพพุ่งชนโดยตั้งใจ


มีข่าวออกมาจากรัฐสภาว่าฝ่ายพันธมิตรยิงตำรวจสามคน พวกเขาอยู่ในตึกรัฐสภา และไม่ยอมให้รถพยาบาลเข้าไปรับคนเจ็บ
มีคนวิ่งข้ามถนนออกมาจากรัฐสภาเพื่อหนีออกจากบริเวณนั้นตลอดเวลา

เมื่อฟ้ามืดลง บริเวณนี้ก็สงบลง ผมเดินกลับไปที่
บชน. ซึ่งกำลังเจอกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตร ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา พันธมิตรใช้หนังสติ๊ก เสียงกระสุนปะทะกับโล่กำบังและพื้นถนนตลอดเวลา ครั้งนี้ผมโชคดีที่ไม่ถูกยิงเข้าอีก เห็นได้ชัดว่าฝ่ายพันธมิตรยิงปืนออกไปเป็นครั้งคราวเช่นกัน แต่ผมก็ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน มันน่ากลัวมากทีเดียว มีความพยายามขับรถยนต์และรถบรรทุกเข้าชนแนวกีดขวาง แต่ตำรวจสกัดกั้นไว้ได้


ช่วงขณะหนึ่งฝ่ายผู้ชุมนุมหนึ่งหรือสองคนได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง เพียงได้เห็นจากภาพถ่ายของช่างภาพไทยคนหนึ่ง

และเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ สถานการณ์สงบลงเล็กน้อย ตำรวจสามารถยึดแนวกีดขวางตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงมากลับมาได้ รถปิ๊กอัพที่มีคนพยายามขับชนตำรวจจอดแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ตำรวจลากชายสองคนออกมาจากข้างหลัง และเล่นงานพวกเขาเล็กน้อย ผู้หญิงที่บาดเจ็บคนหนึ่งนอนอยู่บนถนน และมีหมอทหารมารับไป

รถฮัมวีของทหารคันหนึ่งวิ่งสังเกตสถานการณ์โดยรอบ และจอดตรงแถวตำรวจครู่หนึ่งก่อนจะต่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

หลัง 22.00 น.สถานการณ์เริ่มอยู่ในความควบคุมมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรมีคนน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม สักครู่ มีชายใส่ชุดพรางกายทหาร ซึ่งอาจเป็นทหารประจำการหรือนอกราชการที่อยู่ฝ่ายพันธมิตรก็ไม่รู้แน่ เดินมายังแนวลวดหนามและเจรจากับตำรวจอยู่ชั่วครู่

ตำรวจตอบไปว่าพวกเขาจะหยุดยิงแก๊สน้ำตาหากฝ่ายพันธมิตรหยุดยิงหนังสติ๊กและโจมตีตำรวจ ตำรวจเพียงแค่ตอบโต้การโจมตีเท่านั้น

หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็อยู่ในความสงบ มีพวกพันธมิตรประมาณ 100 คนที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวลานพระรูปฯ ผมจึงกลับบ้าน

ขณะนี้มีการถกเถียงกันว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ และรวมถึงการใช้แก๊สน้ำตาด้วย จากสิ่งที่ผมเห็น ผมเชื่อว่าตำรวจไม่มีทางเลือกอื่น

คุณอาจโทษว่าเป็นเพราะงบประมาณตำรวจที่น่าเวทนา ที่ทำให้พวกเขาไม่มีระเบิดแก๊สน้ำตาที่ก่ออันตรายน้อยกว่านี้ใช้ก็ได้ แต่อย่าโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยเครื่องมือที่มีให้พวกเขา และในกรณีนี้ ก็คือเครื่องมือที่ทำในรัสเซีย

ถามว่าการบาดเจ็บมีสาเหตุจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรหรือไม่? ตอบตามตรง ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่ามีการโยนระเบิดโดยผู้ชุมนุมของพันธมิตรบางคนเท่านั้น


ในการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ฝ่ายพันธมิตรได้ใช้อาวุธที่อันตรายและถ้าตำรวจไม่ใช้แก๊สน้ำตา สถานการณ์ก็อาจย่ำแย่จนนำไปสู่การปะทะตัวต่อตัวระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม และหากเป็นเช่นนั้น ผมมั่นใจว่าจะทำให้สูญเสียชีวิตแก่ทั้งสองฝ่ายมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรมีปืนสั้นจำนวนหนึ่ง ตำรวจหนึ่งหรือสองนายถูกแทงด้วยปลายเสาธง ฉะนั้น เราไม่อยากจะจินตนาการหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากแก๊สน้ำตาไม่ได้ช่วยสร้างระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายไว้ ผมไม่อยากคิดว่าตำรวจตั้งใจทำให้ใครบาดเจ็บ แต่ในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่มีทางเลือกน้อยมาก

สิ่งที่คนบางคนดูเหมือนจะลืมก็คือ ความเป็นจริงพื้นฐาน: กฎหมายอยู่ข้างตำรวจ ไม่ได้อยู่ข้างพันธมิตร

นี่คือ ความจริงอีกด้าน ที่ตอกย้ำว่า FACT อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ...

เชิญผู้ประกอบการเสื้อแดงพบผู้บริหารทีวีพีแชนัลหาลู่ทางขายสินค้าที่อิมพีเรียลลาดพร้าวพรุ่งนี้บ่าย(8กันยายน)


โดย ลุงธรรม
ที่มา บอร์ดประชาไท
7 กันยายน 2552

**ข่าวประชาสัมพันธ์ ด่วน! สำหรับผู้ประกอบการ OTOP SME SML ของคนเสื้อแดง **

ขอเชิญผู้ประกอบการเสื้อแดงทุกท่านที่สนใจจะประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการผ่านทาง People Channel และหาลู่ทางจำหน่ายสินค้าที่อิมพีเรียลลาดพร้าว เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร People Channel ในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.) เวลา 14.30 น. โดยรวมตัวกันที่ศูนย์อาหารชั้นใต้ดินของอิมพีเรียลลาดพร้าว

ถามหาคุณต้อยผู้ประสานงาน โทร.086 - 3879292

ทั้งนี้People Channel เคยไปจัดทำรายการกิจการค้าขายปลาสลิดของคนเสื้อแดงที่บางบ่อ ผลปรากฎว่าขายดิบขายดีมาก ต้องขอบคุณ People Channel ด้วยครับ



ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ครับ ผู้ที่สนใจจะซื้อสินค้าและบริการของคนเสื้อแดง โปรดคลิ๊กไปที่
http://redforred.blogspot.com/หรือ
http://coolzshop.com/home/

http://coolzshop.com/home/index.php/component/content/article/38-2009-07-14-18-50-34/48-classified-product สินค้า

http://coolzshop.com/home/index.php/component/content/article/39-2009-07-14-18-50-50/49-classified-service บริการ

http://coolzshop.com/home/index.php/component/content/article/40-2009-07-14-18-51-07/50-classified-food อาหาร

http://coolzshop.com/home/index.php/2009-06-18-16-37-00 อสังหาริมทรัพย์

สำหรับคนเสื้อแดงที่ต้องการลงโฆษณาขายสินค้าและบริการ ... ฟรี ๆๆๆๆ
คลิ๊กเลย http://coolzshop.com/forum/index.php?topic=4.0

หรือที่
thairedproducts@gmail.com

และเพื่อทำให้สินค้าและบริการเป็นที่น่าสนใจ ท่านผู้ใดมีรูปถ่ายสินค้า บริการ หรือหน้าร้าน สามารถส่งภาพไปลงโฆษณาในเวป coolzshop ได้ที่เมล์นี้ jackrits@hotmail.com

Monday, September 7, 2009

รัฐบาล! อ่านตรงนี้

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองไทย!! สาละวนกับปัญหาแบ่งข้าง แยกสีชิงงบกันพัลวัน หมื่นราตรี โดยไม่เห็นว่าจะมีวี่แวว “สงบ”วันนี้ ราตรีนี้..การเมืองไทยใน “ใจ” คนทั้งโลก โดยเฉพาะคนไทยคงจะ “เบื่อหน่าย” และ “ตายด้าน”...ถึงขนาดถอดใจ “โกงได้โกงไปแต่ประเทศต้องเดินหน้า”ผู้เขียนได้อ่านบทความชิ้นหนึ่ง!!! เกี่ยวกับนักการเมือง..เห็นว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ควรมองข้าม

“หลงอิงถาย” คือ เจ้าของบทความชิ้นที่ผู้เขียนนำมาอ้างอิง“หลงอิงถาย” เป็นคุณครู เป็นนักเขียนและวิทยากรชาวไต้หวันเขียนบทความชิ้นนี้เมื่อปี 2549 ช่วงนั้นการเมืองไต้หวันกำลังระอุพอดิบพอดีกับการเมืองไทยอยู่ในช่วงปฏิวัติบทความชิ้นนี้ต้องการสื่อให้เห็นว่า ผู้นำ-นักการเมืองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนไต้หวัน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเนื้อหาในบทความควรเป็น “บทเรียน” ให้กับผู้นำ-นักการเมืองทั่วโลกได้ “รับรู้”หลงอิงถายมองว่า ผู้นำของประเทศควรมีความรับผิดชอบที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่ 4 ประการ คือข้อหนึ่ง ไม่ว่าสถานการณ์ของประเทศชาติจะยากลำบากเพียงใดเขาต้องมีความสามารถพอที่จะทำให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจต่อประเทศของตนเอง และทำให้พลเมืองรู้สึกมีเกียรติภูมิในตนเองอย่างเต็มเปี่ยมข้อสอง ไม่ว่าพลังของฝ่ายค้านจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาจะต้องมีความสามารถในการผนึกความรู้สึกร่วมของประชาชน ความรู้สึกร่วมที่มีต่อประเทศชาติ ความรู้สึกร่วมที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะความรู้สึกร่วมที่มีต่อกันข้อสาม ผู้นำต้องมีความสามารถที่จะเสนอมโนทัศน์อันยาวไกลของประเทศชาติ โดยประชาชนได้มีความรู้สึกร่วมและยินยอมโดยสมัครใจที่จะร่วมกันใช้ความพยายามเพื่อมโนทัศน์นี้ข้อสี่ ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นนักบุญ แต่เขาจำเป็นต้องมีเกณฑ์ของคุณธรรมในระดับหนึ่ง เป็นคุณค่าร่วมกันและเป็นสัญลักษณ์ของสังคมจากภายในผู้เขียนขอสรุปว่า ไม่ว่าจะชาติใด เชื้อชาติใด ทุกคนล้วนต้องการ“ผู้นำ” ที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นเรื่องสำคัญคนไทยเองก็ต้องการผู้นำที่มีความสามารถ น่าศรัทธานำพาประเทศและคนไทยให้ก้าวหน้า โดยไม่อายชาติใดผู้นำจะต้องเป็น “ตัวอย่าง” ให้กับเยาวชนอย่างไรก็ตาม เรายอมรับว่า “ผู้นำ” ก็ต้องมีความรู้สึกรักโลภ โกรธ หลง บ้างเป็นธรรมดาผู้เขียนเลยตัดทอนบทความตอนหนึ่งของ “หลงอิงถาย”ที่เขียนไว้ว่า ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นนักบุญ แต่ต้องมีคุณธรรมขั้นพื้นฐานคุณธรรมดีงามที่สืบทอดกันมาในสังคมไทย คือ “อ่อนน้อมอ่อนโยน ถ่อมตน และมีน้ำใจ” นัยหนึ่งเป็นคนที่อบอุ่น จิตใจดีงาม

อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น มีน้ำใจต่อผู้ที่ด้อยกว่าความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคุณสมบัติประจำชาติไทยแต่นักการเมืองไทยบางคนมองว่า อำนาจกับความอ่อนน้อมถ่อมตนไปด้วยกันไม่ได้ คนมีอำนาจมักชอบแสดงความกร่าง ใหญ่โตโดยคิดว่านั่นคือการแสดงออกซึ่งอำนาจ แต่คนมีอำนาจจริงๆ แล้วมักจะถ่อมตน ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งถ่อมตน ทำให้ประชาชนเกรงใจในบารมีมากขึ้นผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นคนสุภาพเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช้คำหยาบ หรือไม่สุภาพ กะล่อน ปลิ้นปล้อนโกหก ฯลฯ เพราะจะเป็นแบบอย่างให้เด็กเลียนแบบในทางที่ผิดได้ถ้าผู้นำไม่ต้องการให้เด็กลักขโมย ผู้นำก็ต้องมีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อประเทศชาตินอกจากการเป็น “ผู้นำ” ที่เป็นผู้นำจริงๆ แล้วคนไทยก็อยากเห็นนโยบายที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ชาติมิใช่นโยบาย 100 ชัก 50 อย่างที่เป็นอยู่นโยบายการศึกษา ก็ขอให้เป็นการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างจริงจัง ต้องสอนให้เด็กนอกจากเป็นคนเก่งแล้วต้องมีคุณธรรมด้วยเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณธรรมนโยบายด้านวัฒนธรรม เด็กไทยพึงต้องมีขนบธรรมเนียมประเพณีไทยควบคู่กับการรู้จักวัฒนธรรมตะวันตก มิใช่การคลั่งไคล้ไปกับตะวันตกจนลืมรากเหง้าของไทยนโยบายด้านการทหาร เด็กไทยต้องห่างไกลสงครามและใกล้สันติภาพนโยบายด้านเศรษฐกิจ เด็กไทยสามารถเผชิญหน้ากับการแข่งขันระดับโลกได้นโยบายด้านสื่อสารมวลชน การรับรู้ของเด็กไทยเปิดกว้างภายใต้การควบคุมดูแลและสอนให้ใช้วิจารณญาณ เข้าใจได้ด้วยตนเองนโยบายด้านต่างประเทศ เด็กไทยมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีชาติและภาคภูมิในตัวเองที่เกิดเป็นคนไทยนโยบายด้านยุติธรรม เด็กไทยเห็นการใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมและมีความเท่าเทียมกันทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะในเมือง-นอกเมือง“ผู้นำ” อย่างที่ “หลงอิงถาย” เขียนถึงคงหายาก…และไม่มีบนโลกใบนี้เอ้า!..รัฐบาลมาร์ค หากท่านทำได้อย่างที่ท่านบอกว่าโปร่งใส สมานฉันท์ รักชาติ ประชาชนต้องมาก่อนแค่นี้ก็ลบตำนาน “ผู้นำดี” ไม่มีในโลกได้แล้วจ้า… ■

ระบอบ ‘ปกครองไทย’ น่าเอาแบบอย่าง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

สองประเทศ...บนรอยต่อผืนแผ่นดินทวีปเดียวกันประเทศไทย กับ เกาหลีเหนือ...สองประเทศที่ระบบการเมืองการปกครอง แตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...เป็นประเทศ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์โดยระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นเพียงตาม“หลักทฤษฎี” ซึ่งประเทศทั้งสองยังมิอาจ “พัฒนา” เข้าถึงแก่นแท้ในระบอบที่ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องและลึกซึ้งเพื่อสร้างชาติและสร้างอาณาจักรให้มั่นคง!ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ มีผู้แทนทำให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยแบ่งเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญเกาหลีเหนือ...ประเทศผู้นำ “คอมมิวนิสต์” ยึดระบอบจากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง สังคม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนด “เป็นเจ้าของร่วมกัน” ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันแต่ระบอบ “คอมมิวนิสต์” ที่แท้จริงที่ทุกคนเท่าเทียมไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลบริหาร ไม่เคยเกิดขึ้นจริงที่ “เกาหลีเหนือ”เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นจริง...กลายเป็นเพียงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ“เผด็จการทหารซ่อนรูป”ทุกเหตุการณ์...และทุกเรื่องราวประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติ”ตลอดจนการขึ้นมาบริหารประเทศโดย “นายกรัฐมนตรี”ทุกครั้ง “ทหาร” จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง...เป็นสายใยที่ยาก “ตัดขาด”เพราะการเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาให้พ้นจากกรอบของ“การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร”ทำไม ? “คิมจองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ จึงชื่นชมระบอบการปกครอง

แบบไทย ยิ่งนักเป็นเวลา 9 ปีมาแล้วที่ “คิมจองอิล” เคยพูดกับ “แมเดลีนอัลไบรท์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า...อยากนำระบบการปกครองแบบไทยไปเป็น “ต้นแบบ” ของเกาหลีเหนือในอนาคตเพราะไทยเป็นชาติที่มีการปกครองแบ่งเป็น “ระบบชนชั้น”ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติในภาครัฐที่เป็นอิสระต่อนานาอารยประเทศโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำเป็นหนังสือรวมเล่มภายใต้ชื่อว่า“Kim Jong ll’s Leadership of North Korea”“คิมจองอิล” สนใจในสองมุมของสองประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง...ระบบเศรษฐกิจของสวีเดน และ ระบอบการปกครองของไทยแต่ถ้าถามกลับ “คนไทย” ว่า...มีความสุขและพึงพอใจในระบอบ“การเมืองการปกครอง” นี้หรือไม่?คนไทยทั้งประเทศตอบเลยว่า “ไม่” เพราะมันเป็นระบอบที่“แข่งขันเป็นใหญ่” และไม่มีใครต้องการ “สูญเสียอำนาจ”บุคคลเหล่านั้นคิดว่า...ประเทศนี้ไม่ใช่ของ “ประชาชน” และเป็นของพวกเขา!ประเทศชาติต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายปี เพราะการปฏิวัติของ“ผู้มีอำนาจ” และความแตกแยกทุกวันนี้ก็เพราะคนส่วนน้อยไม่ยอมรับ “ผลการเลือกตั้ง”หาก “คิมจองอิล” คิดแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ...และคิดรวบอำนาจไว้เป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่ยึดหลักคิดถึงประชาชนและประเทศชาติเอาระบอบการปกครองแบบไทยไปใช้เถิดจะเกิดผลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ...เมื่อ “เฮียคิม” บอกทั้งรักทั้งหลงในระบอบการปกครองไทย...ว่าแต่ว่า “เฮียคิม” น่าจะบอก...ใครคือ? ไอดอลของแก! ■

อย่าเลอะเทอะกับคลิปเสียง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมไม่ให้ความสำคัญกับคลิปเสียง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ต้น จึงไม่เขียนเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพราะผมรู้ว่า “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่โง่ที่จะพูดอย่างที่ได้ยินในคลิปเสียงหลังจากที่ผมฟังคลิปรอบที่สาม...ผมมั่นใจทันทีว่าเป็นการตัดต่อเสียงเพื่อทำลายชื่อเสียงนายกรัฐมนตรีซึ่งผมถือว่าไม่เป็นธรรมกับเขาและผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะยุติไปแล้ว...แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ได้มีการเอาเข้ามาตั้งกระทู้สดในสภาฯแล้วสิ่งที่เกิดในสภาฯ ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ คือ การโต้ฝีปากไปมาระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาลอย่างดุเดือดโดยเฉพาะฝีปากนายกรัฐมนตรี “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ที่เปรียบใครก็ไม่รู้เป็นสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่ง ทำให้ภาพพจน์สภาฯ ที่ตกต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำหนักลงไปอีกแล้วจะให้ประชาชนทั่วไปศรัทธาระบอบประชาธิปไตยระบอบที่ฝ่ายอมาตย์และเผด็จการตั้งป้อมทำลายด้วยวิธีการต่างๆมานานได้อย่างไรปกติผมก็เชียร์พวกท่าน “ฝ่ายค้าน” อยู่แล้ว...เนื่องจากผมไม่เห็นด้วยกับการปล้นอำนาจมาของ

รัฐบาลชุดนี้ และไม่ชอบการทำงานแบบเด็กๆ อีกหลายเรื่องที่ท่านสามารถนำมาพูดได้แบบที่ “คุณอนุดิษฐ์ นาครทรรพ” ส.ส.ดอนเมือง กำลังทำอยู่นั่นแหละ!เพราะยังมีเรื่องที่คนในรัฐบาลนี้ทำอย่าง ตะกละตะกลามด้วยความหิวโหยมานานอีกตั้งหลายเรื่องที่ฝ่ายค้านควรขุดคุ้ยโดยเฉพาะ “พี่เหลิม” ที่ทำผลงานดีๆ ฝากไว้กับสภาฯก็มีให้จดจำตั้งหลายเรื่องเรื่องที่ฝ่ายค้านน่าเตือนอีกเรื่อง...ก็คือการรับมือกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรเหลือ 0% จำนวน 23 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ตามข้อตกลงอาฟต้าที่รัฐบาล“พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” ไปลงนามมาซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชี้ว่า...รัฐบาลนี้มีการเตรียมการรับมือทั้งที่เหลือเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้นเกษตรกรที่จะต้องรับเคราะห์หนัก คือ “ชาวสวนปาล์ม”โดยเฉพาะทางใต้ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่จะสู้ราคาปาล์มจากมาเลเซียไม่ได้และที่สำคัญ คือ...เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ชาวนาที่ราคาข้าวปัจจุบันต่ำมากอยู่แล้ว จะตกต่ำลงไปอีกเพราะจะมีข้าวราคาถูกกว่าข้าวไทยกว่าครึ่งจากพม่า ลาวและเวียดนาม แย่งตลาดส่งออกข้าวของไทยเรา และอาจถึงกับเข้ามาตีตลาดข้าวในประเทศหรือว่าคนไทย เมืองไทย เมืองอู่ข้าว อู่น้ำ อุดมสมบูรณ์ปลูกข้าวกินเอง และเหลือส่งออกอีกครึ่งหนึ่ง ต้องกินข้าวพม่า ลาว เวียดนามกันแล้วอนิจจา...เศร้ามั้ยล่ะครับเรื่องอย่างนี้สมควรที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาเตือนเป็นอย่างยิ่งซึ่งผมได้แต่ฝากความหวังและบทความนี้ผ่านไปถึงส่วนรัฐบาล ผมไม่หวังพึ่งอะไรเขาอยู่แล้วครับ! ■

ปลาบู่ทอง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ผมคือ “แฟนพันธุ์แท้” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ!! ชื่นชมและติดตามเด็กหนุ่มคนนี้ทุกครั้งที่เขาเป็นผู้สรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภามาร์คหรืออภิสิทธิ์ทำได้อย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ และคนไทยมากมายฝากความหวังกันไว้ว่า ถึงวันหนึ่งเราจะมี “นายกรัฐมนตรีที่ครบเครื่อง”รูปหล่อ พ่อรวย เมียสวย เรียนนอก พูดจาฉะฉาน เป็นศิษย์มีครูอย่าง ชวน หลีกภัย สรุปว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้...เขาได้เป็นแล้ว!!เป็นผู้นำประเทศที่คนเกินกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ผิดหวัง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดแม้จะกู้เงินมาแจกเป็นแสนๆ ล้านเริ่มจาก...“ที่มา” ในการก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีเขามาจากการประสานประโยชน์ของคนที่ “ไม่ชอบทักษิณ” เพียงน้อยนิด จับมือกันในค่ายทหาร เอามาร์คเหน็บเอวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบถูลู่ถูกังเป็นเหตุให้เขากลับกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับจากส่วนราชการและข้าราชการน้อยที่สุด เพราะความที่ขาดประสบการณ์และถูกพรรคร่วมรัฐบาลเขี้ยวโง้งคอยขี่คอครอบงำผม...ในฐานะ(อดีต)แฟนพันธุ์แท้ของผู้นำละอ่อนคนนี้ จึงมองไม่เห็นทางว่า...“เขาจะรอดได้อย่างไร??”และ..ขอเตือนอภิสิทธิ์ด้วยความเป็นห่วงอีกเรื่องท่านอย่าหูเบาเชื่อกุนซือรอบตัวโดยเด็ดขาดหากมีคนมาประจบสอพลอเสนอแนะว่า ที่รายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เรตติ้งต่ำที่สุดในโลกมนุษย์ เพราะ(บังเอิญ)รายการนี้เกิดไป “ชน” กับรายการละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง“ปลาบู่ทอง” ทางช่อง 7 สีเข้าทำให้คนดูหันไปสนใจ “เอื้อยกับอ้าย” ที่เป็นตัวละครนำ จนไม่มีใครยอมเปิดเครื่องดู “รายการพบอภิสิทธิ์”!! พร้อมทั้งลิ่วล้อเหล่านั้นเสนอทางออกที่ทำให้ท่านมีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกอาทิ...การให้คนไปบอกแล้วขอ(แกมขู่)กับคุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เจ้าแม่ช่อง 7 ให้ย้ายเวลาออกอากาศของละคร “ปลาบู่ทอง” ออกไปเวลาอื่นสมมติว่า “คุณแดง” ยอม ผมก็การันตีว่าเรตติ้งของ รายการมาร์ค ก็คงยังต่ำเตี้ยเรี่ยพื้นดินเหมือนเดิม ...เพราะ...ไม่มีใครเขามั่นใจในตัวคุณ! แล้วจะให้เขามั่นใจ “ประเทศไทย” ที่คุณดูแลอยู่ได้อย่างไร?? ■

ป่วย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไทยแดงกับไทยเหลืองก็มีแล้ว..ไม่นับตัวประกอบอย่างไทยเขียวขี้ม้ากับไทยสีน้ำเงิน ที่เป็นส่วนเกินและส่วนแห่งความแตกแยกอีกชิ้นหนึ่งวันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ..กำลังมีตำรวจที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายฝ่าย..พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..ที่กำลังผนึกกันสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมายให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่าย..อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่กำลังผนึกแขนขาขึ้นมาสนับสนุน พล.ต.อ.ปทีปตันประเสริฐ ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังไม่มีใครพยากรณ์ได้..ฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะแต่ละฝ่าย..ต่างก้าวล่วงเข้าไปในวิถีโคจรของดวงดาว..ดึงพลังอำนาจจากฟากฟ้าเข้ามาล้มล้างกัน..ประชาชนคนทั่วไปรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้หรือไม่..และบนความสับสนวุ่นวายที่ไร้เหตุผลนั้น ศรัทธาของประชาชนโดนลบหลู่ประชาชนแตกออกอีกเป็น 2 ฝ่าย..สีเหลืองสนับสนุนคนหนึ่ง สีแดงสนับสนุนส่วนหนึ่ง..2 แสน 6 หมื่นนายของตำรวจก็แตกแยกออกจากกัน..ไม่มีตัวเลขยืนยันว่าแต่ละฝ่ายมี

ผู้สนับสนุนฝ่ายละเท่าไหร่..แต่แน่นอนว่าแตกแยกกันลงไปตั้งแต่..พลตำรวจเอกคนที่ 3 จนถึงพลตำรวจอันดับสุดท้ายประเทศแตกแยกเป็นคูค่าย ไม่มีแล้วประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยแตกแยกแทรกเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์..รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 กับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี..บริหารราชการสวนทางกับนายกรัฐมนตรี..10 มกราคม..เคยผ่าประชาธิปัตย์ออกจากกัน..อีกไม่นานจากนี้..ประชาธิปัตย์จะประวัติศาสตร์ซ้ำรอย..ป่วยการที่จะถามว่าใครถูกใครผิด..ที่จะต้องหาคำตอบให้ได้ก็คือ..อะไรคือความเป็นประชาธิปไตยอะไรคือความเป็นเผด็จการ..ถ้าเราประกาศว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย..คณะบุคคลก็ต้องยิ่งใหญ่กว่าบุคคล ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นใคร..ยิ่งใหญ่คับฟ้าคับดินแค่ไหน..ผู้ยิ่งใหญ่..บอกกับประชาชนว่า..ต้องการและปรารถนาความสมานฉันท์สามัคคี..แต่วันนี้..เขาประสาทความแตกแยกไปทั่ว..แม้แต่ใต้ตัวเองและคนข้างกาย..ผู้ยิ่งใหญ่ต้องส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า..ป่วยอยู่หรือเปล่า..??อำนาจนั้น..ทำให้คนป่วยได้..คนทั่วไปเรียกอาการป่วยชนิดนี้ว่า..“บ้าอำนาจ” ■

สุภาษิต สำนวนไทย กับการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าให้พูดถึงสุภาษิตไทย สำนวนไทยของเรานั้น ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่โบร่ำโบราณจวบจนปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าสุภาษิตไทย สำนวนไทย อาจจะเริ่มจางหายไปจากหมู่คนรุ่นใหม่อย่างพวกวัยรุ่นกันไปบ้างแล้ว

แต่ทว่าสุภาษิต สำนวน คำพังเพยไทย ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีมนต์ขลังอยู่ในตัวของมันไม่เคยเสื่อมคลาย เพราะว่ามันสามารถเอามาเปรียบเทียบเปรียบเปรยใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะถ้าเอาสุภาษิต สำนวน มาเปรียบกับการเมืองไทยและนักการเมืองไทยล่ะก็ มันช่างเปรียบเปรยได้อย่างลงตัวเสียจริงๆ ซึ่งจะมีสุภาษิต สำนวนไทยอะไรบ้างที่สามารถยกเอามาเปรียบเทียบ เปรียบเปรยกับการเมืองไทยและนักการเมืองไทยได้อย่างเข้ากั๊นเข้ากัน ลองมาดูกันเลยสำนวนที่เปรียบเปรยกับการเมืองไทยกินนอกกินใน ความหมาย เอากำไรในการซื้อขายหรือการทำงานอื่นๆ ทั้งในราคาและนอกราคาที่เกินกำหนดกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ความหมาย รู้ดีอยู่แล้วทำอะไรไม่ดีแต่เสแสร้งทำไม่รู้กินตามน้ำ ความหมาย รับของสมนาคุณแบบผิดศีลธรรมจากคนที่เขาเอามาให้โดยไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ไม่ปฏิเสธทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิดเกลือเป็นหนอน ความหมาย เพื่อนร่วมงาน คนในบ้าน หรือคนในพรรคการ

เมืองทรยศกันเองขมิ้นกับปูน ความหมาย ชอบวิวาทกันอยู่เสมอ, ไม่ถูกกัน(เหมือนนักการเมืองต่างพรรคต่างผลประโยชน์จะชอบหาเรื่องกัน )น้ำขึ้นให้รีบตัก ความหมาย มีโอกาสดีควรรีบทำ (เหมือนมีโอกาสเข้ามาทำงานการเมือง อะไรที่เป็นผลประโยชน์ก็รีบดูดเอา ดูดเอา)สาวไส้ให้กากิน ความหมาย ประจานพรรคพวกของตน บอกความลับของพรรคพวกตนเมื่อขัดผลประโยชน์กันผักชีโรยหน้า ความหมาย การทำความดีเพียงผิวเผินบังหน้า แต่ไม่ได้ทำให้ดีทั้งหมดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ความหมาย การลงทุนที่สูญเปล่าไม่เกิดประโยชน์ (เหมือนการลงทุนทำโครงการของรัฐบาลต่างๆแต่ไม่เกิดผลดีอะไรกับคนไทยเลย มีแต่เสียเงินเปล่า)สำนวนที่เปรียบเปรยกับนักการเมืองไทยมือถือสากปากถือศีล ความหมาย แสดงตัวว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมแต่กลับประพฤติชั่วหวานนอกขมใน ความหมาย พูด ทำ หรือแสดงให้เห็นว่าดีแต่ในใจกลับตรงกันข้ามปากว่าตาขยิบ ความหมาย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งปากกับใจไม่ตรงกันปากหวานก้นเปรี้ยว ความหมาย พูดจาอ่อนหวานแต่ไม่จริงใจคดในข้องอในกระดูก ความหมาย มีสันดานคดโกงคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ความหมายคนรักมีน้อยคนชังมีมากทั้งหมดนี้ถือเป็นสุภาษิต สำนวน ที่สามารถเอามาเปรียบเทียบเปรียบเปรย กับการเมืองไทยและนักการเมืองไทยได้อย่างเข้ากั๊น เข้ากัน จนทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นเลยว่า การเมืองไทยและนักการเมืองไทยบ้านเราเป็นอย่างไรกัน ■

‘จอม’ แถลงยุติจัดรายการ หลัง ‘สาทิตย์’ โวย กรณีสัมภาษณ์ทักษิณ

ที่มา ประชาไท

นักจัดรายการชื่อดัง แจงเหตุสัมภาษณ์ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ คือบุคคลที่ถูกมองและถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ตามหน้าที่ของสื่อ

7 ก.ย. 52 ‘จอม เพชรประดับ’ นักจัดรายการอิสระ เขียนแถลงการณ์ ขอยุติการจัดรายการทางคลื่นวิทยุอสมท. เอฟเอ็ม 100.5 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกอากาศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 แจงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมองและถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และการสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ นอกจากนี้เขายังระบุถึงความหวังไว้ในแถลงการณ์ ให้สังคมไทยร่วมกันหาหนทางที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน และร่วมกันสร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทุกคน ได้ก้าวพ้นวิกฤตทางการเมือง

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ในฐานะผู้กำกับดูแล อสมท. แสดงความไม่พอใจและขอให้ผู้บริหาร อสมท. ได้ชี้แจงถึงการปล่อยให้มีการสัมภาษณ์อดีตนายกฯ

0 0 0

แถลงการณ์
‘จอม เพชรประดับ’
กรณีการสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทางรายการวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 อสมท.
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552
กระผมนายจอม เพชรประดับ นักจัดรายการอิสระ ขอเรียนให้ทุกท่านทราบ กรณีการสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เม็กกะเฮิร์ซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ที่ผ่านมาโดย ขอยืนยันว่า ผมได้ปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วยเจตนาที่จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม ความถูกต้อง รวมทั้งสร้างความเข้าใจ ในข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสาร ได้พิจารณาตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเพื่อแสดงถึงหลักการแห่งความเป็นอิสระและเสรีภาพของสื่อสารมวลชน
ผมไม่ได้เจตนาที่แอบแฝงใดๆ ที่หวังจะทำร้าย หรือสร้างความเสียหาย หรือประสงค์ที่จะให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อรัฐบาล หรือขั้วการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์นี้ของผม ผมก็ได้ยืนยันไปแล้วในรายการ ก่อนที่ผมจะเริ่มสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หากจะพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม โดยการฟังการสัมภาษณ์ตลอดทั้งรายการ ก็จะพบเจตนาที่แท้จริงของผม โดยผมหวังว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมองและถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง (แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเท็จเสียมากกว่าข้อจริง แต่หน้าที่ของสื่อมวลชน ก็ไม่อาจจะไปตัดสินหรือสรุปได้เช่นนั้น ) และการสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ผมมีเป้าหมายอย่างแรงกล้าที่จะให้สังคมไทยได้ร่วมกันหาหนทางที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน และร่วมกันสร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทุกคน ได้ก้าวพ้นวิกฤตทางการเมืองที่กำลังเกาะกินชาติบ้านเมืองของเราอยู่ในเวลานี้ให้ได้
แต่หากเจตนาบริสุทธิ์และความหวังที่จะให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพของผม ถูกแปรความหมายไปเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลายเป็นประเด็นเพื่อนำไปต่อสู้กันทางการเมือง ผมรู้สึกผิดหวังและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผู้บริหาร หรือพนักงานของ อสมท. คนหนึ่งคนใด ต้องมารับผลกระทบกับสิ่งที่ผมได้กระทำลงไป ผมขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยการขอยุติการจัดรายการทางคลื่นวิทยุอสมท. เอฟเอ็ม 100.5 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
แม้ว่าตลอดเวลาเกือบปีที่ผมได้ทำงานร่วมกับผู้บริหาร และพนักงาน อสมท. ผมได้รับเกียรติ และได้รับความไว้วางใจอย่างดีเยี่ยมตลอดมา ต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ อสมท.อีกครั้ง และต้องกราบขอโทษผู้บริหาร และพนักงาน อสมท.ทุกท่านด้วยเช่นกัน ที่ต้องทำให้ลำบากใจในการกระทำของผมครั้งนี้
ขอแสดงความนับถือ
จอม เพชรประดับ
ที่บ้าน
7 กันยายน 2552