WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 8, 2009

“จอม เพชรประดับ”เลิกจัด FM100.5 เหตุสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ

ที่มา Voice TV

 นายจอม เพชรประดับ , แถลงการณ์ขอยุติการจัดรายการ , คลื่นวิทยุ อสมท. , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , รายการเอกซ์คลูซีฟ , เอ

ในรายการเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแล อสมท. แสดงความไม่พอใจและขอให้ผู้บริหารชี้แจง
นายจอม เพชรประดับ นักจัดรายการอิสระ เขียนแถลงการณ์ ขอยุติการจัดรายการทางคลื่นวิทยุ อสมท. ตั้งแต่วันนี้(7 ก.ย.) เป็นต้นไป หลังจากที่เมื่อวานนี้(6ก.ย.) ได้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกอากาศสดในรายการเอกซ์คลูซีฟ เอฟเอ็ม 100.5 ซึ่งทำให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ในฐานะผู้กำกับดูแล อสมท. แสดงความไม่พอใจและสั่งสอบ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เรื่องรายการดังกล่าวที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการทั้งที่ก่อนสัมภาษณ์ได้มีการชี้แจงผู้ฟังให้ทราบว่าเป็นการทำหน้าที่สื่อ ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมองและถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้“กระผมนายจอม เพชรประดับ นักจัดรายการอิสระ ขอเรียนให้ทุกท่านทราบ กรณีการสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เม็กกะเฮิร์ซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสาร ได้พิจารณาตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเพื่อแสดงถึงหลักการแห่งความเป็นอิสระและเสรีภาพของสื่อสารมวลชนผมไม่ได้เจตนาที่แอบแฝงใดๆ ที่หวังจะทำร้าย หรือสร้างความเสียหาย หรือประสงค์ที่จะให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อรัฐบาล หรือขั้วการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์นี้ของผม ผมก็ได้ยืนยันไปแล้วในรายการ ก่อนที่ผมจะเริ่มสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรหากจะพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม โดยการฟังการสัมภาษณ์ตลอดทั้งรายการ ก็จะพบเจตนาที่แท้จริงของผม โดยผมหวังว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมองและถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง (แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเท็จเสียมากกว่าข้อจริง แต่หน้าที่ของสื่อมวลชน ก็ไม่อาจจะไปตัดสินหรือสรุปได้เช่นนั้น) และการสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมมีเป้าหมายอย่างแรงกล้าที่จะให้สังคมไทยได้ร่วมกันหาหนทางที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน และร่วมกันสร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทุกคน ได้ก้าวพ้นวิกฤตทางการเมืองที่กำลังเกาะกินชาติบ้านเมืองของเราอยู่ในเวลานี้ให้ได้ แต่หากเจตนาบริสุทธิ์และความหวังที่จะให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพของผมถูกแปรความหมายไปเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลายเป็นประเด็นเพื่อนำไปต่อสู้กันทางการเมือง ผมรู้สึกผิดหวังและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผู้บริหาร หรือพนักงานของ อสมท. คนหนึ่งคนใด ต้องมารับผลกระทบกับสิ่งที่ผมได้กระทำลงไป ผมขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยการขอยุติการจัดรายการทางคลื่นวิทยุอสมท. เอฟเอ็ม 100.5 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม้ว่าตลอดเวลาเกือบปีที่ผมได้ทำงานร่วมกับผู้บริหาร และพนักงาน อสมท. ผมได้รับเกียรติ และได้รับความไว้วางใจอย่างดีเยี่ยมตลอดมา ต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ อสมท.อีกครั้ง และต้องกราบขอโทษผู้บริหาร และพนักงาน อสมท.ทุกท่านด้วยเช่นกัน ที่ต้องทำให้ลำบากใจในการกระทำของผมครั้งนี้”อย่างไรก็ตาม นายสมจิต ชินสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิทยุและกิจการพิเศษ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังไม่ได้มีการตัดสินว่าจะสั่งถอดนายจอม ออกจากผู้ดำเนินรายการหรือไม่ แต่ตามหลักการแล้ว การหาแขกเข้ารายการนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ดำเนินรายการ เพราะถือว่าเป็นรายการรูปแบบเอกซ์คลูซีฟ ซึ่งหากผู้จัดให้เกียรติผู้ดำเนินรายการ เช่นเดียวกับรายการลับลวงพราง ของ น.ส.วาสนา นาน่วม

ทนายความนำผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมช่วงสงกรานต์ เข้าแจ้งความ

ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียดกรุงเทพฯ 8 ก.ย. - ผู้เสียหายซึ่งระบุว่าได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม 7 ตุลาคม

นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มเสื้อแดงพาผู้เสียหาย 6 คน ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 - 14 เมษายน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้ออกประกาศให้พื้นที่กรุงเทพฯ และโดยรอบ เป็นบริเวณที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ตามคำสั่งนายกฯ ในการสลายการชุมนุม ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และในฐานะเป็นผู้ใช้ผู้อื่นพยายามยามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 และ 84

นายคารม บอกสาเหตุการมาแจ้งความเพราะเห็นว่า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุม 7 ตุลาคม โดยนำหลักฐานที่อ้างว่าเป็นซีดีภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุและคลิปเสียงนายกฯ ที่สั่งให้สลายการชุมนุมมอบให้พนักงานสอบสวน ซึ่งรับเรื่องไว้ดำเนินการ โดยวันศุกร์นี้จะไปร้อง ป.ป.ช.อีกครั้ง ส่วนสัปดาห์หน้า จะไปยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-08 12:05:21

สมชาย นำมติ ครม.ยืนยันไม่มีคำสั่งให้ใช้ความรุนแรง

กรุงเทพฯ 8 ก.ย. - "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" นำเอกสารมติคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษก่อนเกิดเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุม 7 ตุลาคม มายืนยันว่า ไม่มีคำสั่งให้ใช้ความรุนแรง

ภายหลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันพร้อมเอกสารมติคณะรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย โดยไม่มีคำสั่งให้ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด และเห็นว่าในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ

นายสมชาย ยังกล่าวด้วยว่า ที่ออกมาแถลงข่าวไม่ได้ต้องการปฏิเสธความรับผิดชอบหรือคำสั่งต่าง ๆ ในช่วงนั้น แต่ต้องการยืนยันความถูกต้องและจะเร่งรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เพื่อต่อสู้ทางคดีจนถึงที่สุด อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.ชวลิต แต่เคยบอกไปแล้วว่า พล.อ.ชวลิต ได้ทำทุกอย่างถูกต้อง ไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ พล.อ.ชวลิต ก็ได้รับผิดชอบด้วยการลาออกในที่สุด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-08 11:59:22

ถอดรหัส"ทักษิณ" กินแดนสื่อรัฐ-สะเทือนรบ.

ที่มา มติชน



สะเทือนวงการการเมืองอีกครั้ง กับคำสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา

ทางวิทยุ อสมท คลื่นเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ในรายการ "เอ็กซ์คลูซีฟ" ซึ่งมี จอม เพ็ชรประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ที่ส่งสัญญาณพร้อมเจรจากับทุกคน เพื่อนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์

แต่เมื่อถามถึงการกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม "พ.ต.ท.ทักษิณ" กลับโจมตีกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งที่ในตอนต้น ตัวเองเป็นฝ่ายยื่นมือมาจับก่อนด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ ทำให้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสื่อรัฐ ควันออกหู สั่งสอบหาที่มาที่ไป ว่าเหตุใด "อดีตนายกฯ" จึงให้สัมภาษณ์โจมตีรัฐในสื่อของรัฐได้

งานจึงเข้า "จอม" เต็มๆ

ชื่อ จอม เพ็ชรประดับ รู้จักกันดีในวงการสื่อสารมวลชน ในฐานะคนข่าวมืออาชีพ ผู้มีชื่อเสียง และฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับในวงการ

คำถามจึงตั้งขึ้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการ "เซ็ต" กันไว้ล่วงหน้าหรือไม่

จึงไม่แปลกที่ฝ่ายการเมืองจะไม่พอใจ เพราะการเปิดโอกาสให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" บุกตีท้ายครัว ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อรัฐ

ไม่ต้องดูที่เนื้อหาสาระ แต่เหมือนเป็นการ "ตบหน้า" รัฐบาลเต็มๆ ในภาวะกำลังชิงไหวชิงพริบ ต่อสู้ทางการเมืองกับ "อดีตนายกฯ" อยู่ในวันนี้

คำสัมภาษณ์ของ "สาทิตย์" จึงร้อนแรงดุเดือด มีการเปรียบเปรยกับ "นักโทษประหาร" ที่เมื่อศาลตัดสินแล้ว ไม่มีใครที่ไหนจะออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะอย่างไรก็ต้องโจมตีศาลอยู่ดี รังแต่จะบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมเอาเปล่าๆ

แน่นอนในความเป็นวิชาชีพสื่อ อิสระในการนำเสนอแง่มุมที่รอบด้านจากทุกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชน

เป็นอุดมคติอันสูงสุดของวิชาชีพ ในเรื่องการวางตัวเป็นกลางและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย

แต่ในภาวะการเมืองไม่นิ่ง ยังมีการหัก เหลี่ยมเฉือนคม อุดมคติวิชาชีพเหล่านี้ ดูจะห่างไกลที่จะทำได้

เมื่อถอดรหัสปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นครั้งแรกที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" สามารถสื่อสารออกนอกเครือข่ายสื่อของตัวเอง ที่เคยฉายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่แต่สื่อของคนเสื้อแดง

การพูดจาผ่านสื่อรัฐได้ ถือเป็นการรุกคืบเพื่อหวังผล ได้หักหน้ารัฐบาล ได้ส่งสัญญาณทอดสะพานสมานฉันท์ไว้ล่วงหน้า ก่อนจะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 กันยายน

ว่าเป็นฝ่ายจำยอม ฝ่ายเข้าหา หากจะมีเหตุรุนแรงใดๆ ในการชุมนุมหลังจากนี้ ย่อมขัดแย้งกับสัญญาณที่ส่งไป

แต่ด้วยความที่ห้ามใจไม่ให้เหน็บแนมในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ไม่ว่าใครใน "พรรคประชาธิปัตย์" ก็ย่อมไม่ไว้ใจ ออกมาปฏิเสธไมตรีโดยสิ้นเชิง

แต่กระนั้น สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการ ก็ได้ไปเรียบร้อยแล้ว

โดยมีรายการ "เอ็กซ์คลูซีฟ" ของ "จอม" เป็น "ช่องทาง" ร้ายกว่านั้น อาจเรียกว่าเป็น "เครื่องมือ"

"จอม" เป็นคนข่าวมืออาชีพในวงการ โดดเด่นมาตั้งแต่อยู่วงการหนังสือพิมพ์ สไตล์วิเคราะห์เจาะลึกแง่มุมการเมืองทุกมิติ

มาจนครั้งสังกัด "ทีไอทีวี" ด้วยรายการ "ตัวจริง ชัดเจน" แต่ภาพที่ถูกมองว่าใกล้ชิด "อดีตนายกฯ" ทำให้ถูกถอดรายการในสมัย คมช. ที่มี ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หลังเดินทางไปสัมภาษณ์ "พ.ต.ท. ทักษิณ" ถึงฮ่องกง

จนต้องรวมตัวกับเพื่อนในวงการสื่อ ทำรายการ "ถามจริง ตอบตรง" ทาง "เอ็นบีที" ในครั้งที่ "จักรภพ เพ็ญแข" เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยุค "สมัคร สุนทรเวช"

มีการดึงคนภายนอกเข้ามาทำรายการ ส่วนใหญ่เป็นพนักงาน "ทีไอทีวี" เดิม

ทำท่าจะไปได้ด้วยดี ก็เกิดปัญหา ถูกถอดอีกครั้ง บริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด ขอยกเลิกสัญญา ที่มีการตกลงเซ็นสัญญาถึงเดือนเมษายน 2552

ด้วยข้อหาไม่สนองนโยบายรัฐ ไม่ตอบรับใบสั่งการสัมภาษณ์บุคคลในออเดอร์ ซ้ำยังไปสัมภาษณ์บุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น "อภิสิทธิ์" ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึงคนแรงอย่าง ใจ อึ๊งภากรณ์

หากย้อนดูรายละเอียด การทำหน้าที่ของ "จอม" ล้วนมีหลายแง่มุม หาได้เจาะจงเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

เมื่อถูก "รัฐบาลสมัคร" ปลดกลางอากาศ "จอม" ได้นำความทุกข์ร้อนใจนี้ ไปหารือกับ "อภิสิทธิ์" แบบส่วนตัวนานนับชั่วโมง จน "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งเป็นฝ่ายค้านขณะนั้น ออกโรงช่วยชน

"สมัคร" จึงโดนข้อหา "แทรกแซงสื่อ"

ชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับ "จอม" วันนี้ หาได้เป็นประเด็นการทำหน้าที่ของเขาเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองเข้ามาด้วย

ที่จริงแล้ว "สาทิตย์" กับ "จอม" มีสายสัมพันธ์ที่ดี ด้วยคอนเน็กชั่น มอ.ปัตตานี เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน โดยเฉพาะในวงการสื่อ

รายการ "เอ็กซ์คลูซีฟ" ของ "จอม" จึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนการต่อสู้ของสองฝ่าย

ที่คนในวิชาชีพสื่อ รวมถึงรัฐบาล ต้องเก็บมาคิดว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ "สื่อ" หรือ "การเมือง"

อย่าลืมว่า ประเด็นต่างๆ ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" พูดผ่าน "เอ็กซ์คลูซีฟ" ล้วนซ้ำเดิม

แต่ที่เสียง "พ.ต.ท.ทักษิณ" ยังคงดัง และหลอกหลอนฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะการ "ผลิตซ้ำ" ของสื่อหลักทุกประเภทต่างหาก

ปั้นจนกลายเป็น "ปีศาจ" ถาวร

เพราะเพียงคำพูดของคนคนหนึ่ง ในงานวัดเล็กๆ คงไม่สามารถสื่อถึงคนไทย 65 ล้านคนได้ หากสื่อหลักไม่นำเสนอต่อ

ทบทวนบทบาทตัวเองกันถ้วนหน้า...

ธงทอง-ต้องไร้ธง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เพิ่งมีการนำเสนอหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วยผบ.ตร. กรณีถูกร้องเรียนกล่าวหาทุจริตการจัดจ้างประชาสัมพันธ์สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ วงเงิน 18 ล้านบาท

เป็นข่าวตีพิมพ์ไปทั่ว

โดยขอความเป็นธรรมไปยังนายกรัฐมนตรี ยกเหตุผลหลายประการ ชี้พิรุธของการร้องเรียนหลายข้อ

เพื่อขอมิให้มีการตั้งกรรมการเรื่องนี้ เนื่องจากพล.ต.ท.บุญเรืองยืนยันว่าเป็นการกลั่นแกล้ง

บอกว่าไม่ต่างจากกรณีนายกฯ โดนตัดต่อคลิปเสียง!

พล.ต.ท.บุญเรือง ถูกร้องเรียนร่วมกับพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้น และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผบ.ตร. ร่วมแทงหนังสือต่อ ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติ

ไม่รู้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ได้พิจารณาหนังสือขอความเป็นธรรมนี้หรือไม่

เพราะล่าสุดได้จี้ไปยังรองนายกฯ เทือก กดดันต่อไปยังปลัดสำนักนายกฯ จนมีการตั้งกรรมการขึ้นมาแล้ว มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน

มองในแง่ดี เพื่อพิสูจน์ความจริง

เพราะฉะนั้นคณะกรรมการต้องทำงานอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เร่งร้อนรวบรัด กระทั่งไม่เป็นเครื่องมือเล่นเกมใดๆ ในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างนายกฯ กับผู้นำตำรวจ!

ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่นายกฯ ยังแก้ไม่ตกกับเสียงต่อต้านในก.ต.ช.

จึงช่วยไม่ได้ที่จะเกิดข้อสงสัยว่า การเร่งสอบ 18 ล้าน จะนำไปสู่ปฏิบัติการลดเสียงในก.ต.ช.ลง หรือไม่!?

เพราะฉะนั้นกรรมการสอบสวน จึงต้องเที่ยงธรรม เดินตามขั้นตอน

ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาปุ๊บก็ย้ายเขาปั๊บ

ที่สำคัญ เมื่อเทียบกับการร้องทุจริตอื่นๆ ต่างกันมาก

แค่วงเงินก็เห็นได้ชัด 18 ล้าน มิใช่พันล้าน หมื่นล้าน!?

แล้วข้อร้องทุกข์ของพล.ต.ท.บุญเรือง ก็ควรนำเข้าพิจารณาร่วม

โดยเฉพาะการชี้จุดเริ่มต้นจากบัตรสนเท่ห์ซึ่งไม่มีที่มา ไม่ปรากฏตัวตน ซึ่งมีกฎก.ตร.ชี้ประเด็นนี้ไว้ ป้องกันการกลั่นแกล้ง

แถมอาจพิสูจน์ตัวอักษรทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเครื่องที่ใช้พิมพ์บัตรสนเท่ห์มาจากสำนักงานไหน

ขณะที่เหตุการณ์เกิดเมื่อก.ย.48 แต่มาร้องเรียน พ.ย.50 ช่วงเวลาผิดปกติ

ทั้งการอนุมัติจัดจ้างพิเศษวงเงิน 18 ล้านบาทดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ทุกประการและอีกหลายๆ ประเด็นที่น่าคิด

เอาเป็นว่าตั้งธงทอง ต้องไม่มีธงล่วงหน้า!

ดื้อต่อไม่ไหว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




หลังจากแช่แข็ง ดองเค็มข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมานาน

ด้วยการประกาศว่ารัฐบาลจะไม่เป็นเจ้าภาพ พร้อมกับโบ้ยให้เป็นเรื่องสภา

โยนให้ทำประชาพิจารณ์บ้าง อ้างไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนบ้าง แก้แล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองบ้าง

ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็กลับลำลงมาเดินเกมเอง ด้วยการเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ มีมติให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาข้อเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

สำหรับ 6 ประเด็น ที่กก.สมานฉันท์ฯ เสนอแก้ไข ประ กอบด้วย

มาตรา 93-98 ที่มาของส.ส.ให้ใช้ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่ไม่ต้องกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของส.ส.บัญชีรายชื่อ

มาตรา 111-121 ที่มาของส.ว.ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540

มาตรา 190 การทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ให้คงหลักการเดิมแต่เพิ่มเติมข้อความในวรรค 5 ให้กำหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

มาตรา 237 เสนอให้ยกเลิกการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ์เฉพาะตัวผู้สมัครที่ทำความผิด ถ้าบุคคลนั้นเป็นหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหาร ควรได้รับโทษที่สูงกว่าสมาชิกปกติ

มาตรา 265 ให้ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ เลขานุการหรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้

มาตรา 266 การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนของส.ส.และส.ว. เสนอให้ตัดข้อความใน (1) ออก เพื่อให้ส.ส. ส.ว.เข้าไปช่วยแก้ปัญหาของประชาชนผ่านส่วนราชการได้

ว่ากันว่าสาเหตุที่ประชาธิปัตย์กลับลำ เพราะรู้สึกตัวว่ารัฐบาลเริ่มทำงานลำบาก

ไหนจะปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการ "ซ่อนดาบที่พร้อมจะประ" ได้ทุกเมื่อ ระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย

ไหนจะต้องตอบแทนบุญคุณผู้อุปการคุณที่อุ้มสม ทำคลอดรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมา

รวมถึงการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ที่คาราคาซังในขณะนี้

ยิ่งเช็ก เสียงก็ยิ่งหด ล่าสุดก็พบว่าก.ต.ช.ไม่น้อยกว่า 7 เสียงพร้อมโหวตสวน ถ้าหากยังจะดันทุรังผลักดันคนเดิม

ที่ผ่านมา ก็ถูกหักหน้า โดนตีตกไม่เป็นท่ามาแล้ว

บ่งชี้ว่าภาวะผู้นำของนายกฯ เสียหายยับเยิน

เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธิ์อ้างว่าที่มองไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนก่อนหน้านี้ เพราะต้องดูแลแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน

ว่ากันว่าที่ประชาธิปัตย์ต้องออกมาเล่นเรื่องนี้ เพราะต้องการลดกระแสการระดมพลของม็อบเสื้อแดงที่นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.ด้วย

โดนทั้งพรรคร่วมบี้ ถูกทั้งกระแสม็อบบีบ ก็เลยต้องหารูหายใจเป็นธรรมดา!!

การเมืองโลกพลิกโฉม

ที่มา ไทยรัฐ

ความล้าหลังกับการพัฒนาอยู่ห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปดในขณะที่บ้านเรากำลังเมามัวกับเรื่อง การเมืองน้ำเน่า บทบาทของการเมืองโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย แนวทางเพื่อสันติ น่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมืองโลก ที่น่าจับตามากที่สุด

การทุ่มเททรัพยากรในการทำสงคราม ปัจจุบันถือเป็นการสูญเปล่าอย่างมหาศาลเพราะเมื่อชนะสงครามแล้ว จะเหลือแต่ซากปรักหักพัง หรือดีไม่ดีจะถูกโจมตีด้านสิทธิมนุษยชนเอาด้วยซ้ำไป

มีประเทศมหาอำนาจบางประเทศที่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง นโยบายด้านการทหาร ให้ลดความเข้มข้นลง ยกเว้นแต่จะเป็น การต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนหรือเอกราชเท่านั้น

เท่าที่ทราบคือมีการศึกษา ปัญหาสงครามที่ยังคาราคาซัง ในปัจจุบัน อาทิ ในตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน แอฟริกา แถบ อาเซียน ชายแดนประเทศอินเดียหรือรัสเซีย เป็นต้น

เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า

โฟกัสไปที่ ประเทศพี่เบิ้มอย่างสหรัฐอเมริกา ปรากฏการณ์ที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เชิญผู้นำมุสลิมไปร่วมรับประทานอาหารในทำเนียบขาวเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายต่างประเทศที่สหรัฐฯให้ความสนใจ ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกมากกว่าโซนเดียวกัน หรือท่าทีการแสดงความประสงค์ที่จะถอนทหารจากอิรักทั้งหมด

ล้วนน่าติดตามทั้งสิ้น

ในประเทศที่มีประชากรมุสลิม สหรัฐฯใช้สถานทูตในการ โยน หินถามทาง เข้าไปผูกสัมพันธ์กับผู้นำองค์กรมุสลิมในแต่ละประเทศ แม้แต่บ้านเราเอง ส่งเลขานุการโทสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยเข้าหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พิเชษฐ สถิรชวาล ด้วยท่าทีที่อ่อนลง

หนึ่งในปัญหาที่พูดคุยกันก็คือ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สหรัฐฯให้ความสนใจเป็นพิเศษ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลงไปดูในพื้นที่ด้วยตาตัวเองมา 3 รอบแล้ว ซึ่งในสายตาของพญาอินทรีไม่ต้องการที่จะให้เกิดเหตุการณ์ ทำนองนี้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ อยากเห็นความสงบ

แปลว่าต้องการดับชนวนการก่อการร้ายอย่างสิ้นเชิง

เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ภัยจากการก่อการร้ายสร้างความเสียหายให้กับมนุษยชาติไม่รู้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นวันนี้ รัฐบาลจะต้องหมุนตามโลกให้ทัน มองอะไรให้พ้นจากสะดือตัวเอง ถ้ายังสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะสร้างสันติภาพและความสงบสุขขึ้นมา

จริงอยู่ภารกิจของรัฐบาลชุดนี้อาจจะมีขอบเขตจำกัดหลาย ด้าน มีอำนาจพิเศษครอบคลุมอยู่ตลอดเวลา มีเงื่อนไขที่จะต้อง ปฏิบัติ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดึกดำบรรพ์ให้อับอายชาวโลก.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

ไฟต์บังคับศึกประชิด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31568

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

งานเข้าอีกแล้วครับท่าน

ในอารมณ์รีบออกตัวที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสื่อรัฐ โพสต์ลงเว็บทวิตเตอร์ หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สัมภาษณ์สดข้ามประเทศผ่านคลื่นวิทยุ อสมท 100.5 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เวลาชนกันพอดีกับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์

เรตติ้งทิ้งกันไม่เห็นฝุ่นเลย

เรื่องของเรื่องก็อย่างที่เห็นความแตกต่าง ข่าวอดีตนายกฯทักษิณ "ปล่อยของ" ผ่านคำถามร้อนๆแรงๆของพิธีกรยี่ห้อ "จอม เพชรประดับ" ซัดกันแบบทะลุกลางปล้อง กลายเป็นประเด็นพาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันจันทร์ที่ 7 กันยายน

คนสนใจมากกว่าจะฟังนายกฯอภิสิทธิ์ "ท่องบทตามสคริปต์"

โดยเฉพาะประเด็นไฮไลต์ อดีตนายกฯทักษิณแบไต๋พร้อมเจรจาสงบศึกกับ "ผู้มีอำนาจตัวจริง" ที่ไม่ใช่คนชื่อ "อภิสิทธิ์"

ปัดคุยกับเด็กที่ตัดสินใจเองไม่ได้

รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็หน้าม้านไป และก็เป็นอะไรที่ตามสูตร งานนี้หวยต้องออกที่ผู้ใหญ่ใน อสมท และผู้จัดรายการวิทยุต้องโดนลงแส้ระบายแค้นฝังใน

ฐานปล่อยให้ "ทักษิณ" โผล่มาตีหัวออกอากาศ

ความผิดฉกาจฉกรรจ์กว่าคิวผิดพลาดทางเทคนิคที่ทีมงานช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ทำรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ออกอากาศไม่ได้ ยังผลให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 โดนคำสั่งเด้งด่วนสังเวย

"สาทิตย์" ไม่ปล่อยไว้แน่

แต่ปัญหามันอยู่ที่คิวนี้ไม่หมูเหมือนรายการเชือดนิ่ม ผอ.ช่อง 11

โดยอาการเป็นมวยของนายจอม ออกตัวแบบทำใจล่วงหน้า เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะการเข้ามาจัดรายการที่สถานีได้ตกลงกับผู้บริหารแล้วว่า ขอไม่ให้เข้ามาแทรกแซงว่าจะต้องสัมภาษณ์ใคร แต่หาก อสมท จะปลดออกก็พร้อมจะรับสภาพ

ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการท้าทายรัฐบาลว่าจะมีการแทรกแซงสื่อหรือไม่ คิดอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้สังคมได้คำตอบอย่างรอบด้าน

แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะให้ความเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

ขณะที่อดีตนายกฯทักษิณก็เกาะติดสถานการณ์ ล่าสุด โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์

"ผมให้สัมภาษณ์คุณจอมไปเมื่อเช้านี้ ได้ข่าวว่าตอนนี้รัฐบาลสั่งสอบกันให้วุ่นสั่งเก็บเทปไม่ให้เผยแพร่ ไหนว่าสื่อมีเสรีภาพ รัฐบาลอย่ากลัวความจริง"

ดักคอ ขุดบ่อล่อให้มาติดกับ

"ทักษิณ" และลูกข่ายพร้อมตีปี๊บประจาน รัฐบาลประชาธิปัตย์ สกัดกั้นข่าวสาร แทรกแซงสื่อ ปิดหูปิดตาประชาชน

โหมหัวเชื้อ เร่งชนวน

จังหวะพอดีกระตุ้นอารมณ์เดือดม็อบเสื้อแดงที่นัดชุมนุมใหญ่ ระลึกวันรัฐประหาร 19 กันยายน รวมพลที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

โดยจุดพลิกเหลี่ยม เข้าทาง "นายใหญ่" ง่ายๆ

สรุปสงครามชิงกระแส เกมแย่งพื้นที่ข่าว ยากที่จะตามทันเกมเซียนการตลาด เซียนถนัดเกมการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์อยู่ในสภาพที่เป็นรอง

"ทักษิณ" ปล่อยของแต่ละดอก งานเข้าทุกที

ทั้งหมดทั้งปวง มันคือสัญญาณเตือนภัย "ศึกนอก" ที่ประชิดเข้ามาทุกขณะ โดยลำพังพรรคประชาธิปัตย์และยี่ห้อ "อภิสิทธิ์"

ยากจะรับมือกับ "นายใหญ่"

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" ผลต่อเนื่องจากอาการ "เด็กดื้อ" เฮี้ยวใส่ "ผู้มีอุปการคุณ" นั่งร้านไม่แน่นเหมือนเก่า

ปล่อยลำพัง "อภิสิทธิ์" กับทีมงาน "วอลเปเปอร์" โดนล่อเป้าแน่

ตามเกมแล้วยังไงก็หนีไม่ออก ในอารมณ์ที่ปรามาสกันได้เลยว่า อย่างไรเสีย ประชาธิปัตย์ก็ไม่อยากเร่งเวลา รีบกลับไปนั่งเป็นฝ่ายค้านดักดาน

นาทีนี้จำเป็นต้องซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล

ฟันธงได้เลย คิวแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในประเด็นการเลือกตั้งกลับไปเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว และการปลดล็อกปมการทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านรัฐสภาต้องเกิดขึ้นแน่

แค่อิดออด รักษาเชิงไปอย่างนั้นเอง.

ทีมข่าวการเมือง

ทำไมเราต้องปฏิวัติอำนาจอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
8 กันยายน 2552

ผมอยากชวนให้ท่านร่วมปฏิวัติด้วย เราต้องมีพรรค มีกลุ่มศึกษา ต้องถกเถียงเพื่อความชัดเจน ต้องร่วมกันนำจากรากหญ้า เพราะถ้าเราร่วมกันนำจากรากหญ้า เราจะพลิกวัฒนธรรมการเป็น “ผู้ตามที่ฟังแต่ผู้นำ” ที่อำมาตย์ชื่นชมมานาน


ในฐานะที่ผมสนับสนุนแนว “ปฏิวัติอำนาจอำมาตย์” ซึ่งเป็นแนวทางเลือกหนึ่งในขบวนการเสื้อแดง

ผมอยากจะอธิบายเหตุผลและอธิบายว่าการปฏิวัติที่ว่านี้คืออะไร เพราะขบวนการเสื้อแดงถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราทุกคนต้องร่วมกันคิด ร่วมกันถกเถียงระหว่าง “แนวปฏิวัติ” กับ “แนวปฏิรูป”

ลักษณะของอำนาจอำมาตย์

อำนาจอำมาตย์เป็นอำนาจในเชิง “ระบบ” ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล และไม่ได้อยู่ที่สถาบันเดียวในสังคมไทย มันเป็นอำนาจที่ใช้ผ่านการควบคุม “รัฐ” ซึ่งรัฐในที่นี้มันใหญ่กว่าแค่รัฐบาล

ในกรณี “รัฐอำมาตย์” มันประกอบไปด้วย ทหาร(ชั้นสูง) ตำรวจ(ชั้นสูง) ศาล ข้าราชการ(ชั้นสูง) นักการเมืองและนายทุนอนุรักษ์นิยม องค์มนตรีและ(เซ็นเซอร์) และกลุ่มคนเหล่านี้ มีอิทธิพลในการคุมทรัพยากร สื่อ องค์กรศาสนา และระบบการศึกษาอีกด้วย

รัฐอำมาตย์ไทยมีศูนย์กลางอำนาจที่กองทัพ เพราะกองทัพผูกขาดอำนาจในการใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่รักประชาธิปไตย แต่อำมาตย์ทุกรูปแบบทั่วโลกต้องอาศัยการกล่อมเกลาทางความคิดเพื่อหวังสร้างความชอบธรรม พูดง่ายๆ อำนาจของอำมาตย์ขึ้นอยู่กับการปราบและการชักชวนพอๆ กัน

สถาบันเบื้องบนมีบทบาทหลักในการกล่อมเกลา ดังนั้นอำมาตย์ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ จะใช้ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นคำขวัญ และจะกล่อมเกลาให้เราคิดว่าใครที่ไม่จงรักภักดีเป็น “ศัตรูของชาติ”

แต่แท้ที่จริงการจงรักภักดีที่ว่านี้ มันเป็นการจงรักภักดีต่ออำมาตย์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่สถาบันเดียว ที่สำคัญทหารและส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์อาจสร้างภาพเสมอว่า “ไปรับคำสั่งมาจากเบื้องบน” แต่ที่จริงมันเป็นละครที่เล่นให้เราดู อำนาจในการตัดสินใจอะไรๆ อยู่ที่พวกนายพลและส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์

แต่เขาเชิดชูสถาบันเพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่เขาเองเลือกทำเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งไม่ต่างจากการที่คนในสังคมอื่นๆ อ้างศาสนาเพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนเองทำ คนที่ใครๆคิดว่าเป็น “ตัวละครเอก” และผู้ที่อยู่ในครอบครัวทุกคนเกือบจะไม่มีอำนาจอะไรเลย และแถมไม่มีความคิดยาวไกล ไม่มีข้อเสนออะไรที่สร้างสรรค์ และไม่มีความกล้าหาญในการนำ ได้แต่ยอมให้คนชม ยอมให้คนหมอบกราบ เพราะพึงพอใจในการร่วมกินกับอำมาตย์

ซึ่งแปลว่าการที่บุคคลคนหนึ่งจะหายไปในที่สุดตามธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ จะไม่ทำให้อำมาตย์หมดไป และมันแปลว่าถ้าเราจะล้มอำมาตย์ เราต้องตัดกำลังและอำนาจของทหารเป็นสำคัญ

การล้มอำมาตย์เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เกมส์เด็กเล่น และไม่ใช่ความเพ้อฝัน ที่อื่นเขาก็ทำได้ แต่ถ้าเราเลือกที่จะปล่อยไว้เพื่อหวังหาทางสันติ มันไม่มีหลักประกันว่าเราจะได้ประชาธิปไตยแท้มา และไม่มีหลักประกันว่าเขาจะไม่ปราบเราด้วยความรุนแรง

อย่าลืมว่าอำมาตย์ก่อเหตุนองเลือดสี่ครั้ง คือ ๑๔ ตุลา ๖ตุลา พฤษภา๓๕ และเมษา๕๒ ทั้งๆที่ผู้ชุมนุมล้วนแต่ปราศจากอาวุธ และในหลายกรณียังชูรูปกษัตริย์อีกด้วย

ใครที่หวังว่าเรารอการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ เป็นคนที่ลืมว่าอำมาตย์ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามครั้ง ด้วยรัฐประหาร ๑๙ กันยา ด้วยรัฐประหารตุลาการ และด้วยการก่อจลาจล และซื้อตัวคนอย่างเนวิน เขาจะไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย มันชัดเจนมานาน

การปฏิวัติหมายถึงอะไร?


มันแล้วแต่คนจะตีความ แต่สำหรับผม มันมีสองส่วนที่สำคัญพอๆ กันคือ

1. สิ่งที่เราจะทำหลังจากที่ยึดอำนาจทางการเมืองมาได้ คือต้องยกเลิกส่วนต่างๆ ของอำมาตย์ แปลว่าต้องตัดกำลัง และอำนาจของทหาร ต้องปลดนายพลระดับสูงที่ไม่รักประชาธิปไตยออกให้หมด ต้องเอาอิทธิพลกองทัพออกจากสื่อ และต้องตัดงบประมาณทหารอย่างหนัก

*เราจะเอาเงินส่วนนี้ไปพัฒนารัฐสวัสดิการได้ และควรนำความเชี่ยวชาญของนายทหารธรรมดาระดับล่างๆ มาช่วยสังคม เช่นกู้ภัยและพัฒนาสาธารณูปโภค

*เราจะต้องปลดศาลตุลาการที่รับใช้อำมาตย์และมีสองมาตรฐานออกให้หมด นำนักกฎหมายและประชาชนที่รักประชาธิปไตยเข้ามาแทน พร้อมมีระบบลูกขุน

*เราจะต้องเอาสื่อออกจากมืออำมาตย์และตั้งกรรมการบริหารจากประชาชนรากหญ้า

*เราจะต้องปฏิรูปชีวิตตำรวจ เพื่อตัดวัฒนธรรมคอร์รับชั่นออกไป เพื่อให้ตำรวจมีศักดิ์ศรีและรับใช้ดูแลประชาชน

*เราจะต้องเปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยคล้ายฝรั่งเศส อินเดีย ไต้หวัน หรือเยอรมัน แทนที่จะหวังว่าเป็นแบบอังกฤษหรือญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีอะไรที่จะถูกแอบอ้างมาเพื่อทำความเลวในอนาคต เหมือนที่เคยแอบอ้างมาในอดีต และเพื่อให้พลเมืองทุกคนเท่าเทียมกันจริงๆ และที่สำคัญเพื่อประหยัดเงินและนำมาใช้สร้างรัฐสวัสดิการ

สรุปแล้วการปฏิวัติมีหนึ่งความหมายในด้านผล คือการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมการเมืองแบบถอนรากถอนโคน

2. เมื่อเราต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน เราต้องพูดถึงอำนาจและวิธีการในการเปลี่ยนสังคม ซึ่งแน่นอนคงไม่ใช่แค่รอวันเลือกตั้งเพื่อให้เขาทำรัฐประหารอีก หรือไปเดินขบวนเฉยๆ เพื่อให้เขาปราบอีก และในความเห็นผม เราไม่ควรเดินแนวจับอาวุธ เพราะการจับอาวุธเหมือนที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเคยทำ เป็นการตัดบทบาทมวลชนเสื้อแดงล้านๆ คนออกไป เพื่อยกหน้าที่ในการปลดแอกประชาชนให้กับกองกำลังไม่กี่หมื่นคน และเป็นการลดทอนพลังความสร้างสรรค์และเสรีภาพในการถกเถียงของคนเสื้อแดงอีกด้วย เพราะต้องปิดลับสั่งการจากบนลงล่าง

*ดังนั้นเราต้องเดินหน้าต่อไปในการสร้างขบวนการเสื้อแดง เราต้องขยายไปสู่สหภาพแรงงานเพื่อใช้พลังการนัดหยุดงาน เราต้องสร้างมิตรภาพกับตำรวจและทหารชั้นล่างที่เป็นลูกหลานพี่น้องเรา

*เราต้องสร้างพรรคเพื่อประกาศจุดยืนที่จะล้มอำมาตย์และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

*และเราต้องฝึกฝนการใช้มวลชนเพื่อบล็อคการเอารถถังหรือทหารออกมาในการปราบประชาชน

*นอกจากนี้เราต้องเริ่มสร้างหน่ออ่อนของรัฐใหม่ที่เราต้องการคือ ในชุมชนที่เราเข้มแข็งต้องสร้างระบบบริหารของเราเพื่อแข่งกับระบบบริหารของอำมาตย์

*ต้องมีสื่อของเรา ต้องทำให้เป็น “เขตปลอดอำมาตย์” และต้องประสานกันระหว่างชุมชนแบบนี้ทั่วประเทศ เป้าหมายคือการท้าทายอำนาจรัฐอำมาตย์ในทุกรูปแบบ

*เราต้องสร้างองค์กรของคนเสื้อแดงเพื่อช่วยเหลือให้สวัสดิการและความรู้ให้กับประชาชน ซึ่งจะช่วยในการครองใจมวลชนและเตรียมตัวยึดอำนาจ ตัวอย่างที่ดีคือพรรค ฮามาส หรือเฮสโบลาในตะวันออกกลาง เพียงแต่เราจะไม่ใช้ลัทธิศาสนา

*ที่สำคัญมากๆ เราต้องกล้าซื่อสัตย์ ยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตและปัจจุบัน ไม่เล่นพรรคเล่นพวกโดยไร้เหตุผล และรู้จักสามัคคีกับคนที่รักประชาธิปไตยที่มองต่างมุมกับเรา เพื่อให้มวลชนไว้ใจเรา ในที่สุดเมื่อเราพร้อม เราจะลุกฮือทั่วประเทศและยึดสถานที่ราชการต่างๆ พร้อมตัดกำลังของกองทัพ

คำถาม

มันจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองไหม?... ไม่ เพราะสงครามกลางเมืองเรามีอยู่แล้วทุกวันนี้

มันจะนำไปสู่การนองเลือดไหม? ... นั้นขึ้นอยู่กับอำมาตย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา เพราะเราไม่ใช่ผู้ก่อความรุนแรง ถ้าเรามีมวลชนจำนวนมาก ทหารชั้นล่างจะเลิกฟังผู้บังคับบัญชา และเราจะลดความเสี่ยงได้บ้าง แต่เราก็ควรเตรียมพร้อมที่จะโต้ตอบความรุนแรง ด้วยวิธีที่เรารู้จักจาก พฤษภา ๓๕ หรือ ๑๔ ตุลา หรือจากการต่อสู้ของประชาชนใน อิหร่าน จีน เวนเนสุเอลา ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย

เรามีหลักประกันอะไรว่าจะชนะ? ... ไม่มี นี่คือโลกจริง แต่การปฏิรูปประนีประนอมจะไม่มีวันรื้อถอนอำนาจอำมาตย์ได้ เราจะได้แต่ “ทนอยู่กับมัน” และ “อาศัยความเมตตาของอำมาตย์”

มันจะใช้เวลานานไหม? ... คงจะใช้ เพราะเราต้องเตรียมตัว แต่การประนีประนอมจะใช้เวลานานกว่าอีก เพราะต้องไปเริ่มจากศูนย์ใหม่ในอนาคตเพราะเราจะไม่ได้ประชาธิปไตยแท้

เราจะปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมด้วยหรือไม่? ... ผมเป็นนักสังคมนิยมและมองว่าระบบกลไกตลาดของทุนนิยมมีปัญหา เพราะทำลายชีวิตประชาชนท่ามกลางการขูดรีด ทำลายสิ่งแวดล้อม และนำระบบเศรษฐกิจสู่วิกฤตเป็นประจำ ผมมีความหวังว่าท่ามกลางการต่อสู้ คนเสื้อแดงจะเริ่มมองว่าสังคมนิยมเป็นเป้าหมายที่ดีเหมือนผม และเราจะได้ร่วมกันวางแผนเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

สังคมนิยมที่ผมชื่นชมจะมีประชาธิปไตยและจะต่างจากเผด็จการคอมมิวนิสต์ในลาว คิวบา เกาหลีเหนือ หรือแบบที่เคยมีในจีนหรือรัสเซีย และมันจะก้าวหน้ากว่าสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ยอมรับทุนนิยม อย่างที่เห็นในสแกนดิเนเวียด้วย อย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงหลายคนอาจยังไม่เป็นนักสังคมนิยม แต่เราจะสามัคคีและเดินหน้าร่วมกันเพื่อปฏิวัติอำมาตย์

กลุ่ม “สยามแดง” คืออะไร? ... ผมไม่ทราบเพราะผมไม่ได้มีส่วนในการก่อตั้งกลุ่มที่มีชื่อแบบนี้ ผมเพียงแต่เขียนและเผยแพร่ “แถลงการณ์สยามแดง” เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยแท้และระบบสาธารณะรัฐ ผมใช้คำว่า “สยาม” ในแถลงการณ์เพื่อต่อต้านแนวคิดชาตินิยม “ไทย” ที่กดขี่เพื่อนๆ เชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะเพื่อนชาวมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ และผมใช้ “แดง” เพราะผมเป็นเสื้อแดง และเป็นสังคมนิยม

ผมหวังว่าผมได้อธิบายจุดยืน “ปฏิวัติ” ของผมให้ท่านเข้าใจในฐานะที่ผมเป็นคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ผมอยากชวนให้ท่านร่วมปฏิวัติด้วย เราต้องมีพรรค มีกลุ่มศึกษา ต้องถกเถียงเพื่อความชัดเจน ต้องร่วมกันนำจากรากหญ้า เพราะถ้าเราร่วมกันนำจากรากหญ้า เราจะพลิกวัฒนธรรมการเป็น “ผู้ตามที่ฟังแต่ผู้นำ” ที่อำมาตย์ชื่นชมมานาน

ผมยอมรับว่าสิ่งที่ผมเสนอ มันเขียนง่าย โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่อยู่ในประเทศ ดังนั้นเพื่อนๆ เสื้อแดงต้องตัดสินใจเอง ทุกคนมีสิทธิ์กลัว ทุกคนมีสิทธิ์มองต่างมุม แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่คิดอีกแล้ว คำถามที่เราต้องตอบคือ เราจะทำงานหนัก เราจะเสียสละ เราจะเสี่ยงภัย เพื่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่และงดงามของประชาชน

หรือจะยอมจำนน ประนีประนอมไปก่อน และอดทนกับการปกครองเผด็จการต่อไปอีกนาน?

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแต่อย่างใด

'ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล' ตัวอย่างของชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้

ที่มา ประชาไท

“ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และสั่งจำคุก 18 ปี เป็นคดีที่น่าสะเทือนใจในสังคมการเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ชีวิตของคุณดารณี เป็นเพียงตัวอย่างของชีวิตจำนวนมากที่ไม่สามารถเป็นชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ (livable life) ในสังคมการเมืองนี้

ความคิดเห็นจากเว็บไซต์ข่าวในคดีของคุณดารณี มักเป็นไปในทางเดียวกัน คือกล่าวโจมตี เย้ยหยัน ด้วยความสะใจ ดังตัวอย่างในเว็บไซต์ผู้จัดการ [1]
“เห็นหน้าแต่ละตัว...คล้ายพวก...สัตว์นรกมาเกิด... อย่าหวังว่า..ชาติหน้าจะมีสำหรับพวกแกอีก....จำไว้...อย่าให้เจอบนท้องถนนนะ...โดนตีบแน่..”
“น่าจะเอาไปฉีดยาพิษให้ตายให้หมดไปเลยจะดีกว่า อยู่ไปก็เปลืองงบประมาณเปล่าๆ”
คำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมชีวิตของคน ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ในสังคมการเมืองเดียวกันจึงไม่ถูกนับรวมว่าเป็นชีวิต? ทำไมความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตหลายชีวิตกลับถูกเย้ยหยัน ไม่ใส่ใจ เพียงเพราะเขามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างจากคนส่วนใหญ่เท่านั้นหรือ?
หากอธิบายตามแนวคิดของจูดิต บัทเลอร์ (Judith Butler) การที่ชีวิตอย่างชีวิตของคุณดารณี ไม่ถูกนับรวมว่าเป็นชีวิต เพราะการกระทำ จุดยืน ของคุณดารณี ไม่ได้สอดคล้องกับบรรทัดฐาน (norm) ที่เป็นสิ่งกำหนดว่าอะไร คือ ชีวิต และอะไรไม่ใช่ ในเมื่อไม่ใช่ชีวิต ย่อมไม่สามารถรับความโศกเศร้าได้ (grievability) เมื่อโศกเศร้าไม่ได้ ย่อมไม่ใช่ชีวิตที่สามารถดำรงอยู่ได้
นอกจากนั้นบรรทัดฐานยังสามารถลบความรุนแรงที่ปรากฎให้หายไปได้ ดังเช่น กรณีการทำร้ายผู้ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯในโรงหนัง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำงานของความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานที่ทำให้ความรุนแรงเชิงกายภาพหายไปได้ [2]
อาจกล่าวได้ว่าบรรทัดฐานที่กล่าวไปข้างต้น ก็คือ แนวคิดราชาชาตินิยม (Royal Nationalism) หรือ อีกนัยหนึ่งก็คืออุดมการณ์กระแสหลักของสังคมการเมืองไทย ดูเหมือนว่าสิ่งที่กำลังดำเนินไปในสังคมการเมืองนี้ ไม่ได้ต่างอะไรจากการล่าแม่มด หรือ บุคคลนอกรีตในยุคกลาง
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้สังคมการเมืองไทย ไม่ต่างจากสังคม CCTV ที่ทุกชีวิตที่ดำรงอยู่ และสิ่งที่ดำรงอยู่แต่ไม่ถูกนับรวมว่าเป็นชีวิต ต้องคอยระแวดระวังกันโดยเฉพาะในอาณาบริเวณสาธารณะ เพราะเสมือนว่ามีกล้อง CCTV จับตาดูอยู่ตลอดเวลา ในแง่นี้สังคมนี้จึงเป็นสังคมที่ไม่สามารถพูดความจริงได้ในอาณาบริเวณสาธารณะ
ชีวิตของคุณดารณี เป็นเพียงตัวอย่างของชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ไม่สามารถได้รับความเศร้าโศกได้ ผู้เขียนหวังว่า สักวันชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้เหล่านี้จะสามารถกลับมาดำรงอยู่ได้ตามจุดยืนทางการเมืองที่เขาและเธอปรารถนา และหวังว่า อย่างน้อยคนกลุ่มเล็ก ๆ จะไม่ลืมชื่อ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ตัวอย่างของชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมการเมืองไทย
อ้างอิง
[2] โปรดดูรายละเอียดใน ภูวิน บุณยะเวชชีวิน. “อำนาจของความโศกเศร้า,” วิภาษา, ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ลำดับที่ 20 (1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2552), 53-56.