WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 9, 2009

จรรยาบรรณสื่อในทัศนะของ ‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ กับ ‘จอม เพชรประดับ’

ที่มา ประชาไท

ในบทความชื่อ “จิตสำนึกของสื่อไม่ใช่แค่ตอบสนองความอยาก” ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองได้วิจารณ์กรณีที่ จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศทางรายการวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 อสมท. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ทำนองว่าเป็นการทำงานของสื่อที่มุ่งตอบสนองความอยาก (ทั้งของตนเองและผู้อื่น) มากกว่าที่จะคำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพและผลประโยชน์ส่วนรวม (ผู้จัดการออนไลน์, 07/09/2552)

ดร.เจิมศักดิ์ เห็นว่า สื่อมวลชน (ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม) ไม่ควรนำเสนอความคิดเห็นของทักษิณสู่สาธารณะ ด้วยเหตุผลถึง 7 ข้อ ใจความสำคัญสรุปได้ว่า

“ทักษิณเป็นนักโทษหนีคุก และยังมีคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถูกกล่าวหาว่าทุจริตร้ายแรงหลายคดี รวมถึงคดีทุจริตที่อยู่ในชั้นศาลอีกหลายคดี เช่น คดีทุจริตหวยบนดิน, คดีทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์, คดีทุจริตร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ฯลฯ และยังมีคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คือ คดีที่ดินรัชดา ให้ลงโทษจำคุกทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เป็นต้น

นอกจากนี้ ทักษิณแสดงตนให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้เกี่ยวข้อง หรืออยู่เบื้อหลังเหตุการณ์จลาจล เผาบ้านเผาเมืองในช่วงสงกรานต์ ทำการปลุกระดมสั่งการประชาชนให้ออกมาก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ในทางเปิดเผย เช่น “ผมแพ้ไม่ได้” – “อย่ากลับบ้านมือเปล่า” – เราต้องไม่ถอย มีแต่บุกไม่มีถอย” – “เสียงปืนแตก จะลับมานำประชาชนด้วยตนเอง” ฯลฯ

ถ้าทักษิณได้รับสิทธิ์ให้แสดงความเห็นผ่านสื่อกระแสหลักได้ นักโทษอื่นๆ เช่น นายราเกซ สักเสนา นายปิ่น จักกะพาท นายวัฒนา อัศวเหม นายสมชาย คุณปลื้ม ฯลฯ ก็ควรได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง จอม เพชรประดับ ให้เหตุผลในการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณว่า
“...เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมอง และถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง (แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเท็จเสียมากกว่าข้อจริง แต่หน้าที่ของสื่อมวลชน ก็ไม่อาจจะไปตัดสิน หรือสรุปได้เช่นนั้น ) และการสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมือง เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกิจจลักษณะ” (ประชาไท, 07/09/2552)

จากเหตุผลดังกล่าว เราอาจตีความได้ว่า ในทัศนะของจอม การนำเสนอความเห็นอีกด้านต่อสาธารณะเป็น “หน้าที่ของสื่อมวลชน” ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม

อันที่จริงเราสามารถเข้าใจความคิดของจอมอย่างตรงไปตรงมาง่ายๆ ว่า หน้าที่ของสื่อที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ คือการเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้านให้สาธารณชนได้รับรู้และวินิจฉัยเอง

การเปิดพื้นที่สื่อสาธารณะให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านและวินิจฉัยเอง เป็นการเคารพต่อสิทธิที่จะรับรู้ความจริงและดุลพินิจของประชาชน นี่คือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจากสื่อยุคปัจจุบัน

ข้ออ้างของ ดร.เจิมศักดิ์ที่ว่า “ถ้าทักษิณได้รับสิทธิ์ในการแสดงความเห็นต่อสาธารณะผ่านสื่อกระแสหลัก นักโทษอื่นๆ เช่น ราเกซ สักเสนา ฯลฯ ก็ควรได้รับสิทธิ์นั้นเช่นกัน” เป็นการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะทักษิณกับคนเหล่านั้นมีข้อแตกต่างอย่างสำคัญ เนื่องจากทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหาร และเขาต้องต่อสู้ด้วยเหตุผลที่ในแง่หนึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาของระบบการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่เขาให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ ว่า

“...บ้านเมืองที่ยุ่งวันนี้ โครงสร้างปกติไม่สามารถทำงานได้ปกติ เพราะคนที่อยู่นอกโครงสร้างของการบริหารจัดการ เข้ามาสั่งการใช้บารมี ใช้อำนาจจัดการตรงนั้นตรงนี้ ทำให้คนที่อยู่ในโครงสร้างทำงานไม่ได้ ผมเจอปัญหานี้ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ปีสุดท้าย ที่สร้างขบวนการพันธมิตรประชาชนฯ เข้ามาไล่ผม เพื่อเป็นเหตุในการปฎิวัติ (รัฐประหาร 19 กันยา 49) …” (ประชาไท, 09/09/2552)

ต่อให้ทักษิณเป็นนักโทษหนีคุก หรือโกงบ้านกินเมืองอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดย่อมเป็น “ปัญหาสำคัญ” ที่สื่อควรนำเสนอ สังคมควรรับฟัง และไตร่ตรอง ยิ่งกว่านั้นสื่อควรเจาะลึกหรือหาข้อมูลพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่

หากเป็นจริง แล้วสื่อและสังคมยัง “วางเฉย” อยู่ได้ก็นับเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง!

คำถามจึงอยู่ที่ว่า สื่อที่พยายามเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้าน กับสื่อที่เน้นการเสนอความจริงด้านเดียวและพยายามชี้นำให้สาธารณะ “ปิดตาข้างหนึ่ง” สื่อประเภทไหนกันแน่ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง?

ระหว่างบันทัดจากกกต.:ฝันไปเถอะยุบพรรคปชป.

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
8 กันยายน 2552

สัมภาษณ์พิเศษ:ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.):ไขรหัสคดียุบพรรค ประชาธิปัตย์ ? ในวิกฤตศรัทธา-ไม่เป็นกลาง

คดีเงินบริจาค 258 ล้านให้พรรคประชาธิปัตย์ ผมมองแล้วเหมือนกับมีแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล อยู่ๆ ดีเอสไอก็ร้อนรนโยนเรื่องนี้มาให้ กกต. ในความเห็นส่วนใหญ่ผมและ กกต.ทุกท่าน และอีกหลายคนในประเทศไทยก็คงอยากเห็นพรรคการเมืองมีความมั่นคง เป็นสถาบัน ไม่ใช่พรรคเกิดแล้ววันดีคืนดีก็ถูกยุบ



เป็นหนังหน้าไฟรับแรงร้อน-แรงหนาวจากพายุ-มรสุมการเมืองทุกระลอกทั่วสารทิศ

"ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ" ในหัวโขนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเปิดตำรา-พลิกกฎหมาย ทุกมาตรา

ในวาระที่ต้องเชื่อมั่นประเทศไทย ด้วยคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่ไหลจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ไปปรากฏตัวเลขบนบัญชีที่อาจพัวพันถึงอดีตผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์บางคน

แถมท้ายด้วยแฟ้มคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอีก 29 ล้านบาท ซึ่งทำให้ "ประชาธิปัตย์" ต้องร้อนยิ่งกว่าที่เคยร้อนในรอบ 63 ปี


เมื่อนักการเมืองทั้งรัฐสภาล้วนรอฟังการตัดสินความ "44 นักการเมือง" ที่อาจ "ไม่มี" คุณสมบัติการเป็น ส.ส. และคดีความสำคัญเรื่องเงินๆ ทองๆ ของพรรคแกนนำรัฐบาล

"ดร.สุทธิพล" ที่ชาชิน-ชำนาญกับการเป็นคนหน้าไมค์-ไฟส่องหน้า-มาตั้งแต่อยู่ในร่มเงาศาลยุติธรรม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตศรัทธา ความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ สิ่งที่เขาเป็นห่วงและแคร์ คือ "ความรู้สึกของชาวบ้าน"

- ช่วง 3 ปีที่ทำงานมามีปัญหาอะไรบ้าง

อันดับแรกคือ วิกฤตศรัทธา เป็นผลจากการทำงานของกรรมการการเลือกตั้งก่อนที่ กกต.ชุดนี้จะเข้ามา วิกฤตทางการเมืองเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิวัติ แล้วปัญหาที่เกิดจากการทำงานของ กกต.โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นองค์กรอิสระแต่ไม่อิสระจริง ไม่เป็น กลางทางการเมือง

วิกฤตศรัทธานั้นก็เป็นผลทำให้ กกต.ชุดก่อนถูกศาลพิพากษาจำคุก และขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างอุทธรณ์ ฎีกาอยู่ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อผมเข้ามาแล้วประชาชนหลายคนมององค์กร กกต.เป็นลบ แล้วส่งผลถึงกำลังใจของพนักงานที่เป็นบุคลากรในองค์กร รวมทั้งแขนขาของ กกต.ที่ กกต. มอบให้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคก็คือ กกต. จังหวัด และปัญหา คุณภาพของบุคลากร พนักงานที่อยู่ภูมิภาคก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม คนไหนอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ก็จะได้ดิบได้ดี ผมเข้ามาก็เห็นว่าผู้บริหารหลายคนผิดฝาผิดตัว...ทำงานที่ไม่ถนัด

- ในฐานะเลขาฯ กกต. มองวิกฤตการเมืองขณะนี้อย่างไร

ผมมองว่าเป็นปัญหาของการไม่เคารพกฎกติกา อาจจะกล่าวได้ว่า บางทีประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือ เขาไม่รู้ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด ทุกคนอ้างว่าตัวเองถูกหมด ทุกคนอ้างประชาธิปไตยหมด ก็เลยไม่รู้ว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้องคืออะไร ประชาชนถูกดึงไปเป็นพวก วิกฤตของเราอาจจะไม่ได้เกิดจากระบบการเมือง ผม คิดว่าวิกฤตของเราเกิดจากกลุ่มบุคคลมากกว่าที่เขาไม่ยอมกัน
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ผมเห็นว่าถ้าเราไม่รีบแก้ไขให้มันเข้ารูปเข้ารอยมันก็จะส่งผลกระทบต่อหลายสิ่งหลายอย่างไม่เฉพาะระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ขณะนี้มันลามไปถึงสถาบันเบื้องบน
ลามไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่สามารถที่จะจับมือก้าวเดินเพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้

พอคำตัดสินวินิจฉัยออกมาไปกระทบต่อประโยชน์ของขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง ผมก็สังเกตว่ามักจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ บางครั้งผมคิดว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ ไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผล แต่ตั้งอยู่ในความรู้สึกที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของ กกต.

- 5 เสือ กกต.มาจากการสรรหา ควรแก้รัฐธรรมนูญให้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่

ในองค์กรที่ดูแลกรอบกติกา ระบบเลือกตั้งอาจจะไม่เหมาะ ในลักษณะบางอย่างที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วต้องเป็นกลาง ระบบเลือกตั้งอาจจะไม่เหมาะ ไม่เช่นนั้นเราก็ต้องมีผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศเยอรมนี กกต.มาจากสภา ในหลายๆ ประเทศประธานาธิบดีเป็นคน แต่งตั้ง ซึ่งก็ทำงานได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาประเทศไทยแล้วบอกว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ผมคิดว่าจะเกิดปัญหาทันที

- อำนาจในมือ กกต.มีมาก ใช้หรือไม่ใช้ก็โดนด่า กกต.ควรจะอยู่ตรงไหนของการใช้อำนาจ

ในสถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ กำหนดภารกิจให้ กกต.มีความรับผิดชอบมาก ขณะนี้ดูเหมือนว่าภารกิจต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมันจะมาอยู่ที่ กกต. ซึ่งเรื่องของการขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกภาพ ซึ่งมันผ่านกระบวนการเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว บทบาทอย่างนี้ บางครั้งทำให้ประชาชนก็ไม่เข้าใจนักการเมืองก็ไม่เข้าใจ ก็ไปคิดว่า กกต. จ้องจะจับผิด ซึ่งจะเป็นอันตรายเพราะผมคิดว่าการทำงานของ กกต.จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

- คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท กับคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท คือการสร้างวิกฤตศรัทธาให้กลับมาอีกครั้งหรือไม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่
ซึ่งผมมองแล้วเหมือนกับมีแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
เรื่องอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วอยู่ๆ ดีเอสไอก็ทำเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งอยู่ๆมันก็มีการร้อนรนโดยโยนเรื่องนี้มาให้ กกต. ทำ เรื่องนี้มันก็ไม่ปกติตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระมัดระวัง แล้วเรื่องยังมาไม่ถึงเราก็เกิดเป็นข่าวเป็นประเด็นขึ้นมา มีความพยายามที่จะนำเรื่องนี้เข้ามาในช่วงที่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แล้วการทำงานของบางหน่วยงานก็ไปสอดรับกัน แล้วก็มีการเร่งส่งเรื่องมาให้ กกต.

เอกสารที่เข้ามาเราก็ถามทางดีเอสไอว่ามีการสอบอะไรเสร็จเรียบร้อยไหม ทาง ดีเอสไอบอกว่ามีการสอบประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็เลยถามว่าแล้วทำไมไม่สอบให้เสร็จก่อน โดยดีเอสไอตอบว่าเรื่องนี้คิดว่าสามารถที่จะส่งมาให้ กกต.ได้แล้ว พอดูเอกสารที่ส่งมาแล้วมันก็ไม่ได้สมบูรณ์ที่เราจะดูจากเอกสารแล้วก็สอบดำเนินการไปได้ เพราะว่าเอกสารที่ส่งมาเป็นการสอบเนื่องจากเรื่องของคดีปัญหาความผิดต่อหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถเอาเอกสารที่เขาสอบมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเขาก็ให้ข่าวออกมาว่าสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่พอเข้าไปจริงๆ แล้วเราถาม เขาก็บอกว่าสอบเสร็จแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์นี้เอกสาร 3,000-4,000 หน้า พอเรามาตรวจดูแล้วก็เป็นการสอบเพื่อที่จะให้มันเข้าองค์ประกอบความผิดหลักทรัพย์หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมันเป็นคนละองค์ประกอบของความผิด

เพราะฉะนั้น เมื่อเรื่องเข้ามาถึง กกต.ต้องใช้เวลา เคยถามดีเอสไอว่าพยานปากสำคัญทำไมคุณไม่ไปดำเนินการสอบเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องภาษีเงินได้ ทำไมคุณไม่ไปขอจากสรรพากร ทำไมไม่ไปประสานกับสรรพากรให้เรียบร้อย ซึ่งผมมองว่าท่าน กกต.ที่ผ่านมาเป็นผู้พิพากษามา 30 ปี อีกท่านเป็นอัยการ การมองพยานหลักฐานท่านย่อมมีความรอบคอบมากกว่า จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่พอเรามีคำวินิจฉัยออกไปแล้วเราสามารถที่จะชี้แจงโดยอาศัยหลักการและเหตุผลได้ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการรอบคอบกว่า

เรื่องที่นำไปสู่การยุบพรรคผมคิดว่าเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย
ในความเห็นส่วนใหญ่ผมและ กกต.ทุกท่าน และอีกหลายคนในประเทศไทยก็คงอยากเห็นพรรคการเมืองมีความมั่นคง เป็นสถาบัน ไม่ใช่พรรคเกิดแล้ววันดีคืนดีก็ถูกยุบ
แต่ว่าบางครั้งถ้ามันเข้าองค์ประกอบของความผิด มันมีเหตุ แล้วกฎหมายกำหนดให้เป็นเช่นนั้น ข้อเท็จจริงมันนำไปสู่การยุบ มันก็ต้องดำเนินการ ทั้งๆ ที่เราไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

Tuesday, September 8, 2009

ศึกเลือกตั้ง ‘อบต.’ ฤๅแดงจะเริ่มแผ่ว?

ที่มา บางกอกทูเดย์

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่นได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สำหรับศึกเลือกตั้งนายก อบต. และสมาชิก อบต.ทั่วประเทศ ทั้ง 74 จังหวัด เมื่อวันอาทิตย์ที่6 ก.ย.ที่ผ่านมาปรากฏการณ์แรกคงจะเป็น “คลื่นมหาชน” ที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดของตนเอง เพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปรากฏการณ์ที่สอง คือ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเมื่อดูแล้วส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครที่อิงแอบกับพรรคการเมืองหรือขั้วการเมืองสนามใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย–ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งศึกเลือกตั้งในสนาม จ.บุรีรัมย์ ที่มีการขับเคี่ยวของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง “ภูมิใจไทย” และ“เพื่อไทย” สุดท้ายแล้วเกมนี้เจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง“ภูมิใจไทย” ยังคงมีชัยเหนือสนามเลือกตั้งทั้ง 78 แห่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแต่เป็นผู้สมัครเสื้อสีน้ำเงินที่เข้าวินมีทั้งอดีตนายกฯ และผู้สมัครหน้าใหม่นอกจากนี้ ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ “เสื้อน้ำเงิน” ยังเอาชนะคู่แข่งที่เป็นฐานเสียง นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีตส.ส.บุรีรัมย์ ในพื้นที่ อ.คูเมือง, อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ รวมทั้งพื้นที่ อ.นางรอง, อ.เฉลิม พระเกียรติ ที่เคยเป็นของกลุ่มนายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคไทยรักไทยนายประกิจ พลเดช ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะดำเนินการในรูปแบบไหน ไม่ได้กระทบต่อผู้สมัคร อบต. ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคยืนยันไม่มีปัญหา โดยการเลือกตั้ง อบต.ได้ตรงตามเป้าก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ไว้ว่า ศึกเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้คนเสื้อแดงหลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือจะกลับเข้ามายึดเก้าอี้คืนเพื่อ “ตบหน้ารัฐบาล” แต่จากผลเลือกตั้งในภาคอีสานหลายจังหวัดชี้ให้เห็นว่า “เสื้อแดง”ยังไม่แรงเท่าที่ควรแม้จะมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแม่เหล็กดึงดูดแขกให้ก็ตามแต่ยังไม่เพียงพอกับความสนิทสนมของเครือข่าย“เสื้อน้ำเงิน” ที่เดินเกมมาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาเช่นเดียวกับผลการเลือกตั้ง อบต. ในพื้นที่จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน สามี ร.ต.(หญิง)ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ผูกขาดการเมืองท้องถิ่น ทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และอบต. ในเขตเลือกตั้ง อ.จักราช, อ.ห้วยแถลง, อ.โชคชัย,

อ.พิมาย และ อ.ชุมพวงแต่สุดท้าย “เกมพลิก” เครือข่ายเพื่อแผ่นดินพ่ายให้กับกลุ่มผู้สมัครนายก อบต. ในเครือข่ายของ “เสื้อน้ำเงิน”อย่าง นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะที่เครือข่าย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.สัดส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ชนะเลือกตั้งในบางพื้นที่เท่านั้นส่วนที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สมัคร อบต. ที่พรรคเพื่อไทยและส.ส.ในพื้นที่ 10 คน สนับสนุน สามารถยึดครองพื้นที่ อบต.ได้ 80% ส่วน 20% ที่ถูกแย่งไปส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครอิสระแต่ผู้สมัครบางรายเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์โดยผ่านด่านมาได้กว่า 10 แห่งเช่นเดียวกับผลการเลือกตั้ง อบต.ใน จ.เชียงราย ที่เป็นฐานกำลังของเสื้อแดงอีกแห่งที่ถูกจับตามองว่า ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการชี้วัด “บารมี” ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัชว่า จะยังสามารถรักษาฐานที่มั่นได้หรือไม่แต่สำหรับศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่าพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งไปหลายเขต อาทิ อ.แม่สาย และ อ.แม่จันอีกด้าน คือ จ.อุดรธานี พื้นที่สีแดงของจริง ที่ใครๆต่างเชื่อว่า “คนเสื้อแดง” จะนำชัยกลับมาอีกครั้งในหลายพื้นที่ แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้แม้จะมี นายขวัญชัยไพรพนา เป็นแกนนำแดงอีสาน แต่ผลเลือกตั้งออกมาฐานเสียงของคนเสื้อแดงเสียเก้าอี้ไปกว่า 80% ให้กับ“คนเสื้อน้ำเงิน”นายอุทัย แสนแก้ว ส.ส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า แม้พื้นที่ จ.อุดรธานี มีแกนนำกลุ่มเสื้อแดง คือนายขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งเป็นสาวกของ พ.ต.ท.ทักษิณอาศัยสถานีวิทยุของตัวเองในการหาเสียงให้กับผู้สมัครอบต.ในสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ศึกเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการวัดกำลังระหว่าง “เสื้อน้ำเงิน” และ “เสื้อแดง” ยังเป็นการวัดความร้อนแรงและความแผ่วของฐานเสียงทั้ง 2 ขั้วการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะน้องใหม่มาแรงอย่าง“เสื้อน้ำเงิน” กำลังยึดฐานเสียงคืนจากเจ้าของเดิมนั่นยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า ศึกเลือกตั้งสนามใหญ่สีที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ “สีแดง” ■

ปชป.พลาดซ้ำซาก? นั่งเรือ ที่โจรพาย?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฉะนั้น หากนายอภิสิทธิ์ซึ่งยังปรารถนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่อย่างต่อเนื่องและฝันไปถึง 2 สมัยเลยทีเดียวแต่หากยังคงขืนที่จะเล่นเกมการเมืองไม่หยุด และไม่หาทางสมานฉันท์อย่างแท้จริงแต่เลือกที่จะใช้การ “สมานฉันท์สไตล์ประชาธิปัตย์” แล้วงานนี้ไม่รู้ว่าระหว่างความใฝ่ฝันกับความเป็นจริง อะไรจะจบก่อนกัน

การสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ จะต้องใช้ความจริงใจเป็นเครื่องมือในการเยียวยาหากว่ายังคงไม่มีการหันหน้าเข้าหากันต่อให้ตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์สักกี่ชุดกี่คณะก็ตาม บอกได้เลยว่าไม่มีประโยชน์ยิ่งหากยึดมั่นถือมั่นในผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเป็นที่ตั้ง แถมยังมีกลุ่มอำนาจกลุ่มพลัง กลุ่มการเมืองหนุนหลังด้วยแล้วอะไรที่ควรจะจบง่ายๆ ก็คงยากที่จะจบแน่นี่คือความน่ากลัวของสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ฉะนั้น ป่วยการเปล่าที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาพูดว่าพร้อมที่จะสมานฉันท์ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เพราะภาพในขณะนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลพูดอย่างหนึ่ง แต่กระทำอีกอย่างหนึ่ง2 กรณีที่สังคมจับตามองมากที่สุดในขณะนี้กำลังเป็นภาพติดลบอย่างหนักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับรัฐบาลเรื่องแรกคือ เรื่องการสัมภาษณ์พิเศษพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดย นายจอมเพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ อสมทคลื่น 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่ในแง่ของการทำงานสื่อแล้วถือเป็นเรื่องเบสิกของหลักการทำข่าวและหลักการสัมภาษณ์พิเศษ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใดคนทำข่าว คนทำสื่อได้รับการสอนสั่งปลูกฝังกันมานมนานกาเลแล้วว่า จะเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษ หรือเอ็กซ์คลูซีฟได้นั้นคนที่ถูกสัมภาษณ์จะต้องเป็นคนเด่นคนดังเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ยิ่งเป็นคนที่สื่ออื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าถึงได้ยากถ้าเราเข้าถึงได้สัมภาษณ์ได้ นั่นคือสุดยอด!!แต่รัฐบาลกลับบ้าจี้มองไปว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาโฟนอินปลุกเร้าประชาชนก็เลยสั่งสอบผู้บริหารอุตลุดไปหมดว่า จะต้องชี้แจงด่วน และจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาดเล่นเอา นายธนวัฒน์ วันสมกรรมการ

ผู้อำนวยการใหญ่ อสมท คนใหม่ที่เพิ่งมาเริ่มรับตำแหน่งเมื่อวันที่1 กันยายนนี้เอง ต้องวิ่งพล่านเคลียร์เพื่อไม่ให้กระเด็นตกเก้าอี้เหมือนกับกรณีของผู้อำนวยการ ช่อง 11 ที่เพิ่งจะโดนเชือดไปหมาดๆแต่เนื่องจากนายจอมมีสปิริตลูกผู้ชายมั่นใจว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่ผิด แต่อย่างที่บอกเป็นการทำหน้าที่สื่อซึ่งได้ใช้สมองไตร่ตรองเลือกแล้วแน่นอนว่า หลักวารสารศาสตร์นิเทศศาสตร์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ไม่อาจสัมภาษณ์ได้ง่ายๆ กับนายกรัฐมนตรีที่ขยันรับเชิญไปปาฐกถาพิเศษถี่ชนิดที่ใครๆก็หาฟังได้นั้นคนไหนจะน่าสนใจกว่ากัน??แต่เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เซนซิทีฟเกี่ยวกับเรื่องนี้และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สั่งให้สอบเรื่องนี้นายจอมจึงตัดสินใจลาออก!!ซึ่งแน่นอนว่าในแวดวงสื่อรับกันไม่ได้เลยกับท่าทีของรัฐบาลในครั้งนี้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)ถึงกับมีแถลงการณ์ด่วนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการเข้าแทรกแซงกลไกการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคปส.ยืนยันเสมอมาว่า สื่อมวลชนต้องมีสิทธิและเสรีภาพเต็มเปี่ยมในการเลือกนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนภายใต้กรอบจรรยาบรรณ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่หลากหลายรอบด้านตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ภายใต้การกำกับดูแลกันเองของนักวิชาชีพและการตรวจสอบจากสาธารณชนจึงเรียกร้องต่อรัฐบาลว่าจะต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่แก่สื่อมวลชนทุกแขนงทุกประเภท โดยเฉพาะสื่อของรัฐ สื่อภาคธุรกิจเอกชน และสื่อของภาคประชาชนโดยต้องยุติกระบวนการควบคุม แทรกแซง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทุกรูปแบบกลายเป็นเผือกร้อนเผาพรรคประชาธิปัตย์ไปเต็มๆ แล้วในเวลานี้ว่า กลัวอะไรนักหนากับแค่การโฟนอิน??หากรัฐบาลทำดี ประชาชนเป็นสุขอยู่ดีกินดีเศรษฐกิจไม่มีปัญหา รัฐบาลมีผลงานที่จับต้องได้ การโฟนอินก็ไม่มีวันสั่นคลอนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้

แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักเรื่อง หากประชาชนจะคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้งานนี้รัฐบาลติดลบไปเต็มๆ กับการกะเปิ๊บกะป๊าบตามลักษณะเด็กๆ ที่ชอบตีโพยตีพาย วุ่นวายจุ้นจ้านไปทุกเรื่องเอาไว้ก่อนแล้วถามว่าคุ้มกันหรือไม่เช่นเดียวกับกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้ความผิดดะไปหมด ไล่มาตั้งแต่ นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิตยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้น โดนกันกราวรูดไปหมดแต่แย่ตรงที่เป็นการชี้ความผิดที่สังคมส่วนใหญ่เชื่ออยู่ก่อนแล้วว่า ผลจะต้องออกมาแบบนี้และเป็นการชี้มูลความผิด โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเรื่องของที่มาเพราะคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งมี นายปานเทพกล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการประกอบด้วย นายกล้านรงค์ จันทิกนายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัยศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี ครองแก้ว นายวิชามหาคุณ นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพลและเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือนายปรีชา เลิศกมลมาศแต่เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งมาตามประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 19แถมในแง่ของการคัดเลือกตัวบุคคลยังถูกมองว่า เป็นเรื่องของการตั้งโจทก์กันเข้ามาหลายคน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยแล้วตลอดมาในแง่การยอมรับของ ป.ป.ช.ชุดนี้จึงคลุมเครือ และถูกมองเป็นสีเทามาโดยตลอดเมื่อมามีมติเช่นนี้ ทำให้มีการโยงว่าเป้าใหญ่น่าจะเล่นคน 2 คนเป็นหลัก คือนายสมชาย กับ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งก็ทำให้โยงไปถึงเรื่องความพยายามในการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ของนายอภิสิทธิ์จึงยิ่งเป็นภาพที่ไม่ดีหนักขึ้นไปอีกสำหรับนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลว่า นี่คือเกมการเมืองหรือไม่???ฉะนั้น หากนายอภิสิทธิ์ซึ่งยังปรารถนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่อย่างต่อเนื่องและฝันไปถึง 2 สมัยเลยทีเดียวแต่หากยังคงขืนที่จะเล่นเกมการเมืองไม่หยุด และไม่หาทางสมานฉันท์อย่างแท้จริงแต่เลือกที่จะใช้การ “สมานฉันท์สไตล์ประชาธิปัตย์” แล้วงานนี้ไม่รู้ว่าระหว่างความใฝ่ฝันกับความเป็นจริง อะไรจะจบก่อนกัน?? ■

จาก ‘ป้อม’ ถึง ‘มาร์ค’!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะยืนยันว่า ไม่เคยมีคลิปของ “มาร์ค” ก็ฟังท่านไว้เถิด เพราะท่านจะมีคลิปหรือไม่มีคลิปก็ไม่แตกต่างกันตรงไหนแต่ถึงอย่างไรในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผมเชื่อว่าท่านคงได้ “ผ่านหู” เกี่ยวกับข้อความในคลิปลับที่ไม่ลับนั้นแล้วแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้กล่าวตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าทหารเป็นต้นตอนำคลิปเสียงมาเผยแพร่ ซึ่งฟังแล้วก็คงต้องเก็บมาวิเคราะห์กัน“ผมไม่มีคลิป และรัฐบาลคงเชื่อว่าคลิปไม่ได้อยู่ที่ผมคงไม่ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าผมไม่มีทุกครั้งที่มีการประชุมร่วมกันไม่จำเป็นต้องมีการบันทึกเทปแต่หากประชุมในเรื่องที่เป็นวาระอาจจะมี แต่ธรรมดาจะไม่มี”ว่ากันตามที่จริง กรณีคลิปลับนี้น่าจะเป็น “ชนวน” อะไรสักอย่าง ที่จะทำให้นายกฯ มาร์ค กับฝ่ายทหารมองหน้ากันไม่สนิท??ซึ่ง...ไม่เป็นผลดีหรือเรื่องดีของประเทศชาติวันนี้ พล.อ.ประวิตร เอง คงจะอึดอัดใจกับ “สถานะ”ในการเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ที่ต้องกำกับดูแลกองทัพทุกกองทัพบก เรือ อากาศแต่เพราะท่านเกิดเป็น “พี่ชายร่วมสายโลหิต” ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในหลายกรณีพล.อ.ประวิตร หรือ “พี่ป้อม” ของน้องมาร์ค ก็ได้ชื่อว่าเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งในการเจรจาผลักดันให้ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่พรรคประชาธิ

ปัตย์เองมี ส.ส. น้อยกว่าพรรคเพื่อไทยหลายสิบคนแต่วันนี้...ลึกเข้าไปในจิตใจของ พล.อ.ประวิตร ท่านจะคิดอะไรอยู่เป็นเรื่องที่คนไทยและพรรคการเมืองต้องติดตามเพราะ...มันไม่ธรรมดา!!พล.อ.ประวิตร ในฐานะ รมว.กลาโหม พูดถึง กลุ่มคนเสื้อแดงแบบ “น่าคิด”!!ท่านบอกว่า...การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 กันยายน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ บ้านสี่เสาเทเวศร์ นั้นไม่อยากพูดถึง เพราะยังไม่เกิดขึ้นแต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป อยากฝากในภาพรวมว่าต้องดูแลเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้าส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชน พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า??กองทัพไม่ได้มองข้ามในประเด็น...ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังคลิปลับนั้น!! มองได้จาก...พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันเมื่อวันที่ 7 กันยายน ไม่มีการบันทึกเสียงระหว่างการประชุมฝ่ายความมั่นคงในช่วงเดือนเมษายนพ.อ.ธนาธิป ยืนยันว่า การกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้นน่าจะเกิดจากบุคคลที่ไม่หวังดี ที่ต้องการให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกองทัพกับรัฐบาลก่อให้เกิดความแตกแยกนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายในการบริหารจัดการประเทศ กองทัพขอชี้แจงว่า กองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อคลิปเสียงดังกล่าว และไม่ได้เป็นผู้ปล่อยคลิปเสียงอย่างที่มีกระแสข่าวผมก็พอมองออกว่า ต่อไปนี้สัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพจะเหนียวแน่นหรือแตกร้าว?? และรัฐบาลมาร์คจะอยู่ถึง 8 ปีตามที่ประกาศ หรือสูงสุดแค่ 8 เดือน?? ■

ประชาธิปไตย?

ที่มา บางกอกทูเดย์

นักการเมืองกับข้าราชการที่ต้องทำงานกับนักการเมืองกำลังมีอันเป็น ไปกับการใช้อำนาจหน้าที่ทางบริหารเพราะต้องต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายนอกสภาแล้วต้องจากไปด้วยขององค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าอีกด้วยนี่คือความจริงประเทศไทยที่ไม่มีใครปฏิเสธได้...ไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นการร่วมด้วยช่วยกันสร้างหรือการร่วมด้วยช่วยกันทำลายประชาธิปไตยเรากำลังมีประชาธิปไตยแต่ในชื่อ แต่ถ้ายังมีภาวะวนเวียนอย่างทุกวันนี้ อีกหน่อยจะไมมี่รัฐบาลไหนมีเสถียรภาพทางการเมือง บริหารราชการแผ่นดินได้ยั่งยืนเป็นหลักของระบอบประชาธิปไตยเพราะรัฐธรรมนูญ คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้การเมืองในสภาผู้แทนราษฎรอ่อนแอ แต่กลับไปสร้างอำนาจอิทธิพลให้การเมืองนอกสภารวมทั้งองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาล

เดียวที่พิพากษาคดีเกี่ยวกับนักการเมืององค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้วหรือยัง?เพราะทั้งหมดนี้ คือ สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยพิกลพิการไม่สมประกอบพูดความจริงกันให้หมดเลยต้องพูดว่า...ไม่มีรัฐบาลไหนจะบริหารปกครองประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ หากไม่มีตัวช่วยอื่นตัวอย่างก็สามารถเห็นได้จากรัฐบาลช่วงหลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ต้องมีอันเป็นไปหลายรัฐบาล แม้จะมีเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งของประชาชนก็อยู่ไม่ได้จนต้องมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แฝงของการปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน2549วันนี้เรายังภูมิใจว่าเราเป็นประชาธิปไตยอยู่อีกหรือ?เพราะประชาธิปไตยบ้านเราวันนี้ กลายเป็นประชาธิปไตยที่มีความหมายต่างจากประชาธิปไตยแท้จริงของทั้งโลกต้องถามรัฐบาลพรรคประชาธิปไตยวันนี้ว่าในฐานะที่เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประชาธิปไตยประเทศไทยพวกท่านพอใจจะให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบนี้ โดยไม่ต้องแก้ไขอะไรอีกแล้วหรือ?ถาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีท่านและพรรคของท่านเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้วหรือครับ? ■

จอม เพชรประดับ

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ผมมีเป้าหมายอย่างแรงกล้าที่จะให้สังคมไทยได้ร่วมกันหาทางที่จะหันหน้าเข้าหากันมาพูดคุยกัน และร่วมกันสร้างความปรองดองความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อให้ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทุกคนได้ก้าวพ้นวิกฤติทางการเมืองที่กำลังเกาะกินชาติบ้านเมืองของเราอยู่ในเวลานี้ให้ได้”จะมีอะไรที่ประเทศไทยในวันนี้ปรารถนาและต้องการมากไปกว่านี้..กลับไปอยู่กันอย่างเก่าอย่างที่เป็นมาก่อนที่จะมีการกู้ชาติ..กู้ชาติที่ยั่งยืนมาแล้วเกินกว่า 200 ปี..กู้จนประสบกับความหายนะอย่างถ้วนหน้า..ทั่วถ้วนทุกสถาบันจะมีอะไร..ที่คนไทยอย่างเราๆ คนไทยอย่างจอม เพชรประดับ ที่ประกาศถึงเป้าหมายในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง..ที่จะทำอย่างที่ต้องทำและจะทำต่อไปในสิ่งที่ต้องทำ..เพื่อช่วยให้ชาติได้กลับมาอยู่ในที่เก่าชาติที่ประกอบกันมาด้วยพี่ป้าน้าอา..ชาติที่มีพระมหาราชาเป็นปิตุมหาราชาณ หาดทรายทางเท้าที่ขนานไปกับสีครามน้ำทะเล..หลายๆ คนคงเคยถามพระอาทิตย์และพระสมุทร..บาปหนาของชาติในวันนี้จะหมด

กรรมสิ้นหนี้ลงในวันไหนไร้คำตอบจากธรรมชาติ ณ จุดที่สวรรค์กับดินบรรจบกัน อุบาทว์ชาติชั่วที่คลุ้งครอบเหนือปฐพีไทยในบัดนี้..มิใช่ปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติ..แต่มันเป็นกิเลสตัณหาของเหล่าผู้สูงส่งทั้งหลาย..เปลวไฟแห่งที่ไร้ถ่านเถ้าโหมฮึกขึ้นมาจากวิกลจริตในเรือนร่าง..เมื่อมันไร้ถ่านเถ้า มันก็ไร้วันสิ้นสุด..จนกว่าคำพิพากษาจะปรากฏ ไม่มีกบฏต่อความชอบธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้..ไม่มีความป่วยไข้ใดๆ จะไม่นำวิญญาณทิ้งจากสังขาร..จอม เพชรประดับ..สุนัขรับใช้ของมหาประชาชนคนไทยตัวหนึ่ง..ก็เหมือนกับสุนัขอีกหลายๆ ตัว..ที่ไม่ได้เกลือกกลั้วอยู่กับกิเลสตัณหาที่จะเป็นกูรูแห่งสื่อ..ไม่ใช่อ้ายอีที่ล้มละลายครั้งแล้วครั้งเล่าในบัญชีเงินกู้..แต่คอร์รัปชั่น..ผันเงินสดไปเข้าพกเข้าห่อ..ไม่ใช่อ้ายอีที่มีกระบอกเสียงไว้อุดหนุนตัวตนปล้นเข้าไปทั่ว..จอม เพชรประดับ..“เจตนาที่บริสุทธิ์และความหวังที่จะให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจระหว่างคนไทยทั้งประเทศรวมทั้งการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพของผม ถูกแปรความหมายไปเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลายเป็นประเด็นเพื่อนำไปต่อสู้กันทางการเมือง ผมรู้สึกผิดหวังและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง”แน่นอนอยู่แล้วว่า..ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นต้องมีการต่อสู้..ภูเขาสูงเหยียดฟ้าย่อมมีฐานมหึมาอยู่เหนือดิน..จะมีหรือภูเขาใหญ่..ที่ใช้ยอดเป็นฐานจะต้านไหวกับแรงโน้มถ่วง ■จะทำอย่างที่ต้องทำและจะทำต่อไปในสิ่งที่ต้องทำ..เพื่อช่วยให้ชาติได้กลับมาอยู่ในที่เก่าชาติที่ประกอบกันมาด้วยพี่ป้าน้าอา..ชาติที่มีพระมหาราชาเป็นปิตุมหาราชาณ หาดทรายทางเท้าที่ขนานไปกับสีครามน้ำทะเล..หลายๆ คนคงเคยถามพระอาทิตย์และพระสมุทร..บาปหนาของชาติในวันนี้จะหมด

กรรมสิ้นหนี้ลงในวันไหนไร้คำตอบจากธรรมชาติ ณ จุดที่สวรรค์กับดินบรรจบกัน อุบาทว์ชาติชั่วที่คลุ้งครอบเหนือปฐพีไทยในบัดนี้..มิใช่ปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติ..แต่มันเป็นกิเลสตัณหาของเหล่าผู้สูงส่งทั้งหลาย..เปลวไฟแห่งที่ไร้ถ่านเถ้าโหมฮึกขึ้นมาจากวิกลจริตในเรือนร่าง..เมื่อมันไร้ถ่านเถ้า มันก็ไร้วันสิ้นสุด..จนกว่าคำพิพากษาจะปรากฏ ไม่มีกบฏต่อความชอบธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้..ไม่มีความป่วยไข้ใดๆ จะไม่นำวิญญาณทิ้งจากสังขาร..จอม เพชรประดับ..สุนัขรับใช้ของมหาประชาชนคนไทยตัวหนึ่ง..ก็เหมือนกับสุนัขอีกหลายๆ ตัว..ที่ไม่ได้เกลือกกลั้วอยู่กับกิเลสตัณหาที่จะเป็นกูรูแห่งสื่อ..ไม่ใช่อ้ายอีที่ล้มละลายครั้งแล้วครั้งเล่าในบัญชีเงินกู้..แต่คอร์รัปชั่น..ผันเงินสดไปเข้าพกเข้าห่อ..ไม่ใช่อ้ายอีที่มีกระบอกเสียงไว้อุดหนุนตัวตนปล้นเข้าไปทั่ว..จอม เพชรประดับ..“เจตนาที่บริสุทธิ์และความหวังที่จะให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจระหว่างคนไทยทั้งประเทศรวมทั้งการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพของผม ถูกแปรความหมายไปเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลายเป็นประเด็นเพื่อนำไปต่อสู้กันทางการเมือง ผมรู้สึกผิดหวังและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง”แน่นอนอยู่แล้วว่า..ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นต้องมีการต่อสู้..ภูเขาสูงเหยียดฟ้าย่อมมีฐานมหึมาอยู่เหนือดิน..จะมีหรือภูเขาใหญ่..ที่ใช้ยอดเป็นฐานจะต้านไหวกับแรงโน้มถ่วง ■

'แท่งประหยัด' ใกล้รู้ผล 'ธเนศร์' ขอพิสูจน์เอง 'ประวีณมัย' รับเรื่องเตรียมทำสกู๊ปแล้ว

ที่มา Thai E-News


เรียบเรียงโดย กานต์ ทัศนภักดิ์
8 กันยายน 2552

'ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา' นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังระบุ สั่งเครื่องมือไฮเทคเตรียมพิสูจน์ 'แท่งประหยัด' แบบมีมาตรฐาน หลังขึ้นเหนือพบนศ.มช.และ 'มือผ่า' มอบเงินให้กำลังใจ พร้อมยืนยัน จับจริงเมื่อไหร่ประกันตัวให้เอง ด้าน 'หว้ากอ' ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนแล้ว พร้อมเผย 'ประวีณมัย บ่ายคล้อย' รับเรื่องเตรียมทำสกู๊ปข่าวแล้ว


จากกรณีอุปกรณ์ที่อ้างว่าช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ใช้งานโดยเสียบกับช่องจุดบุหรี่ ที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยต่อคุณสมบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการทำงานที่เหลือเชื่อ จนเกิดการตอบโต้และท้าทายให้พิสูจน์จากฝ่ายเจ้าของสินค้ายี่ห้อ 'NP Faster' ก่อนสมาชิกโต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip นำมาผ่าพิสูจน์ดูส่วนประกอบภายใน ซึ่งพบเพียงวงจรต่อหลอดไฟแบบง่ายๆ ทำให้นักวิชาการ ม.ราชมงคลล้านนา ผู้ทดสอบและรับรองอุปกรณ์ดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชน ก่อนจะมีการออกมาเปิดเผยว่า ทางผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับวศิน สุทธิสันธิ์ นศ.คณะวิทยาศาสตร์ มช. หนึ่งในผู้ร่วมการผ่าพิสูจน์ ฐานหมิ่นประมาท ตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้าแล้วนั้น

ล่าสุด ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญและนักทดสอบรถยนต์ชื่อดัง ได้เดินทางไปพบกับนศ.มช.และผู้ผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ดังกล่าว ที่จ.เชียงใหม่แล้ว ก่อนจะออกมาระบุว่าหากมีการดำเนินคดีจริง ตนจะเป็นผู้ประกันตัวนศ.คนดังกล่าวเอง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า กำลังเตรียมการทดสอบอุปกรณ์นี้ด้วยการใช้งานจริงตามที่ผู้ผลิตระบุ แต่จะทำให้มีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลการทดสอบที่เชื่อถือได้

ทางด้านผู้ใช้และสมาชิกโต๊ะหว้ากอก็ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึก พร้อมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้แก่สื่อมวลชนแล้ว เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 52 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด ได้รับการติดต่อกลับจากประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ว่า มีความสนใจกรณีนี้ และทางทีวีไทยกำลังเตรียมทำสกู๊ปข่าว โดยได้ติดต่อไปยังหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับยานยนต์และปตท.เรียบร้อยแล้ว


'ธเนศร์' เผย จับเมื่อไหร่ประกันตัวให้เอง

ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญและนักทดสอบรถยนต์ชื่อดัง ได้เปิดเผยผ่านคอลัมน์ 'เก็บตกเทคโนโลยี' หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 ก.ย. 52 ว่า ตามที่เกิดข้อกังขาและขัดแย้งเกี่ยวกับสินค้าที่อ้างว่าช่วยให้รถประหยัดน้ำมันยี่ห้อหนึ่ง จนผู้ผลิตและจำหน่ายเตรียมจะฟ้องร้องนศ.คนหนึ่งที่ร่วมการผ่าพิสูจน์และวิพากษ์วิจารณ์สินค้านั้น ตนในฐานะนักทดสอบรถยนต์คนหนึ่งของเมืองไทย จะทำการพิสูจน์เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ และเนื่องจากทางผู้ผลิตและจำหน่ายอ้างว่า จะต้องทดสอบ "ด้วยการใช้งานจริงกับรถยนต์จริงเท่านั้น จึงจะเห็นผล" ตนก็จะทดสอบวิธีการดังกล่าว

นอกจากนี้ นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังยังระบุด้วยว่า หากมีการดำเนินคดีกับนศ.คนดังกล่าวจริง ตนจะเป็นผู้ประกันตัวนศ.คนนั้นออกมาเอง ด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง โดยตำรวจที่เป็นผู้ดำเนินคดีจะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ ว่านศ.คนดังกล่าวทำอะไรผิดในสายตาและสายงานของตำรวจ

"รวมทั้งสู้คดีให้เป็นที่สนุกสนานกันไป จากนั้นก็ฟ้องกลับ เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับท่านนักศึกษาของผม"

ขึ้นเชียงใหม่ให้กำลังใจ มอบเงิน - แนะนำทนาย

เมื่อวันที่ 4-7 ก.ย. 52 สมาชิกนามแฝง 'xbec' ซึ่งเป็นชื่อล็อกอินในกระดานข่าว pantip ของธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญและนักทดสอบรถยนต์ชื่อดัง ได้เปิดเผยผ่านกระทู้ในโต๊ะ blue planet กระดานข่าว pantip ว่า ตนได้เดินทางไปพบกับนศ.มช.คนดังกล่าว รวมทั้ง 'ปลากวน' ผู้ลงมือผ่าพิสูจน์อุปกรณ์ NP Faster ที่จ.เชียงใหม่แล้ว โดยได้ให้กำลังใจและสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยได้มอบเงินส่วนตัวจำนวน 1 หมื่นบาทแก่นศ.ผู้นี้ เพื่อเป็นกำลังใจ ตามที่ได้ระบุไปก่อนหน้า นอกจากนี้ตนยังได้แนะนำให้รู้จักกับทนายความที่เชี่ยวชาญในคดีลักษณะนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทดสอบใช้จริง พร้อมวัดผลอย่างมีมาตรฐาน

จากนั้น นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังได้เปิดเผยว่า ในการทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าว ตนจะใช้รถยนต์ฟอร์ด เอสเคป ซึ่งใช้ทั้งก๊าซ LPG และน้ำมันออกเทน 95 กับรถยนต์มาสด้า MX-5 ซึ่งใช้น้ำมันออกเทน 91 โดยขับ เพื่อพิสูจน์ว่าอุปกรณ์ที่ว่านี้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้จริงหรือไม่ แต่ทั้งนี้ ตนจะไม่ใช้วิธีทดสอบแบบทั่วๆ ไป คือเติมน้ำมันเต็ม-วิ่งทดสอบ-เติมน้ำมันอีกครั้ง เพื่อวัดน้ำมันที่เสียไป เนื่องจากต้องการทดสอบอย่างมีมาตรฐานมากกว่านั้น "โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ที่อ้างว่าประหยัดเชื้อเพลิง และมีคนระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์เป็นผู้รับรองมั่นคง"

โดยตนจะใช้อุปกรณ์ทดสอบแบบ Data Logger ซึ่งจะทำหน้าที่วัดและบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในระบบเครื่องยนต์ของรถยนต์เอาไว้ 16 รายการ ตามการเลือกของผู้ใช้จาก 200 กว่ารายการ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการเลือกได้แก่ พวกอุณหภูมิน้ำมัน อุณหภูมิไอเสีย อัตราความสิ้นเปลืองเฉลี่ย และอัตราสิ้นเปลืองในแต่ละช่วง (วินาทีหรือนาที) อัตราเร่ง ความเร็วสูงสุด ระยะทาง และอุณหภูมิภายนอกของเครื่องยนต์ รวมทั้งสามารถบันทึกแผนที่ GPS เอาไว้เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก Google ได้อีกด้วย ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะมากสำหรับการทดสอบเช่นนี้ และไม่ต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิงไปมา เพียงแค่ดึงตัวอุปกรณ์ออกและเสียบเข้าไปใหม่เท่านั้น ส่วนการวัดผลก็สามารถวัดต่อเนื่องไปได้ตลอด ซึ่งจะได้ผลจะออกมาชัดเจนเองว่า เมื่อใส่อุปกรณ์เข้าไปแล้วอัตราสิ้นเปลืองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมยังคงเดิม เพราะมีบันทึกเอาไว้ตลอดเวลาเช่นกัน

โดยล่าสุด ตนได้สั่งซื้อ Data Logger ชุดใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ยี่ห้อ Auterra โมเดล 501 ชื่อรุ่น Dash Dyno Pro Pack มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และระบุให้จัดส่งด่วน

เชื่อมั่น ได้ผลแม่นยำ

นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับตัวแปรด้านทิศทางลมและเส้นทางก็หมดปัญหา เพราะตนจะใช้เส้นทางเดียวในการทดสอบ นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการวางน้ำหนักเท้าของผู้ขับขี่ ซึ่งตนไม่รู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพราะจากที่ตนเคยทดสอบมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งหนึ่งที่สนามทดสอบรถยนต์ของอีซูซุ ตนได้เคยทำให้วิศวกรของอีซูซุงุนงงมาแล้ว ด้วยการสามารถรักษารอบเครื่องยนต์ของรถทดสอบเอาไว้ได้คงที่ ตลอดระยะทางรอบสนามที่เกินกว่าห้ากิโลเมตร และไม่ใช่รอบเดียว ซึ่งในครั้งนั้น ทั้งวิศวกรญี่ปุ่นและวิศวกรไทยที่นั่งไปด้วยสองท่าน ต่างก็แสดงความประหลาดใจว่าทำได้อย่างไร

ตนจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยมาตรฐานของเครื่องวัดและความแม่นยำในการควบคุมรถของตน น่าจะทำให้การทดสอบที่จะมีขึ้นนี้ ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำออกมา

'หว้ากอ' ยื่นจดหมายแล้ว 'ประวีณมัย' เผยเตรียมทำสกู๊ปข่าว

เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 5 ก.ย. 52 ที่ผ่านมา สมโภชน์ ลักษณะนิยม ตัวแทนโต๊ะหว้ากอ กระดานข่าว pantip พร้อมด้วยสมาชิกโต๊ะหว้ากออีกคนหนึ่ง ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV 3) โดยประชาสัมพันธ์ของสถานีได้เป็นผู้รับเรื่องไว้

ต่อมาในวันเดียวกัน สมโภชน์ได้เปิดเผยผ่านกระทู้ในโต๊ะหว้ากอว่า ได้รับการติดต่อจากประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ว่ามีความสนใจกรณีนี้ และทางทีวีไทยกำลังเตรียมทำสกู๊ปข่าว โดยได้ติดต่อไปยังหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับยานยนต์และปตท.เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นถ่ายทำได้ในวันที่ 7 ก.ย. 52 นี้


ล่ารายชื่อคึกคัก เกิน 400 แล้วยังไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ยังได้มีการรวบรวมรายชื่อของสมาชิกและผู้ใช้กระดานข่าว pantip ที่สนับสนุนจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว โดยล่าสุดรวบรวมได้มากกว่า 400 'ชื่อล็อกอิน' แล้ว ขณะที่ยังมีผู้เข้าไปโพสต์ร่วมลงนามอย่างไม่ขาดสาย โดยผู้ร่วมลงชื่อกว่า 90% เป็น 'สมาชิกถาวร' ของกระดานข่าวดังกล่าว ซึ่งสมัครโดยใช้สำเนาบัตรประชาชน ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ รองลงมาคือ 'สมาชิกแบบโทรศัพท์' ซึ่งสมัครด้วยการยืนยันผ่านหมายเลขโทรศัพท์ และอันดับต่อมาคือผู้ใช้บัตรผ่านที่สมัครด้วยอีเมล (E-mail)

ทั้งนี้ สมาชิกคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงการลงนามโดยใช้ 'ชื่อล็อกอิน' ในครั้งนี้ว่า มีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาหากมีการรวบรวมชื่อ-นามสกุลจริงผ่านอินเตอร์เนต เพื่อเคลื่อนไหวทางสังคม มักจะถูกผู้ที่ไม่เห็นด้วยแสดงความกังขาว่า เป็นการลงนามโดยเจ้าของชื่อ-นามสกุลนั้นทั้งหมดหรือไม่ มีการแอบอ้างบางชื่อมาหรือไม่

แต่การลงนามด้วย 'ชื่อล็อกอิน' ที่สามารถระบุตัวบุคคลจริงได้เช่นนี้ นอกจากสะดวกแล้ว การที่ต้องใช้รหัสผ่านล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะโพสต์ข้อความได้ ยังช่วยตัดข้อกังขาและปัญหาการแอบอ้างหรือสวมรอยได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับเข้าใช้อีเมล แต่รัดกุมและเชื่อถือได้มากกว่า เพราะการสมัครอีเมลนั้นไม่จำเป็นต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED – ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง
- นักวิชาการ ม.ราชมงคลล้านนาแจง 'แท่งประหยัดน้ำมัน' ผู้ผลิตยังหายเงียบ
- เจ้าของ ‘แท่งประหยัด’ ออกโรงโต้-เตรียมฟ้องคนผ่า ผศ.เผยอีก ค่าทดสอบแค่ 2 หมื่น
- 'แท่งประหยัด' เตรียมแจ้งความหมิ่นประมาท นศ.มช. อ้างเสียหาย 7 หลัก
- ร้องสื่อ-สคบ.ตรวจสอบ 'แท่งประหยัด' - 'หว้ากอ' ยื่นจดหมายพรุ่งนี้ เผยทำได้จริงให้ 1 แสน

แนวทางการโค่นล้มระบอบอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
8 กันยายน 2552

ประชาชนที่ได้แปรสภาพเป็นมวลชนอันไพศาลนี้เท่านั้น ที่จะเอาชนะอำนาจจากปากกระบอกปืน และกฎหมายที่อยุติธรรมได้ การชุมนุมด้วยมวลชนที่มีการจัดตั้งอย่างดี มีประสิทธิภาพ จะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยประชาชนอย่างแท้จริง


แนวทางการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยได้เปลี่ยนจากการขึ้นปราศรัยขับไล่รัฐบาล และการชุมนุมใหญ่ ยกระดับมาเป็นการจัดตั้งมวลชน และการโค่นล้มอำมาตย์ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวงท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ และการบริหารงานที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาล

ก่อนที่จะไปโค่นล้มระบอบอำมาตย์ ก็ควรทำความรู้จักก่อนว่า ระบอบอำมาตย์คืออะไรและมาจากไหน การโค่นล้มจึงจะกระทำได้หมดจด ครบถ้วนและปลอดภัยสำหรับประชาชนตลอดจนระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

หากจะเทียบระบอบอำมาตยาธิปไตยกับภาษาอังกฤษแล้วก็คงจะใกล้เคียงกับคำว่า อริสโตเครซี ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า aristokratia เป็นความหมายว่าเป็นการปกครองของผู้ที่ดีเยี่ยม เช่นพวกคนเก่ง คนแข็งแรงหรือคนที่ทำคุณความดีในการเป็นพลเมือง เช่นทหาร พ่อค้า เจ้าที่ดิน พระหรือนักกฎหมาย

(The term "aristocracy" is derived from the Greek language aristokratia, meaning 'the rule of the best'… Aristocracy is a form of government, in which a select few such as the most wise, strong or contributing citizens rule, often starting as a system of co-option where a council of prominent citizens add leading soldiers, merchants, land owners, priests, or lawyers to their number...)


ในสังคมไทยก็คงคล้ายๆกันล้วนเป็นคนแอบอ้างการเป็นคนเก่ง คนดี คนมีคุณธรรม แต่บังเอิญจอมปลอมกันทั้งนั้น

เมื่อได้นิยามตรงกันแล้ว หัวหน้าใหญ่ของระบบนี้ก็คงเป็นอดีตข้าราชการ นายทุนผูกขาดที่ได้ประโยชน์จากระบบราชการและระบบผูกขาดของประเทศ กลุ่มคนที่เรียกกันว่าผู้ดีซึ่งมักเป็นเจ้าที่ดิน ธุรกิจผูกขาดมาแต่เดิมหรือใช้อำนาจรัฐสร้างระบบผูกขาดขึ้นมาภายหลังก็ตาม ในกลุ่มนี้บางส่วนไปรวมตัวกันสร้างระบบเส้นสายใกล้ชิดอิงแอบกับสถาบันสำคัญของชาติในรูปแบบต่างๆกัน แต่มีจิตสำนึกร่วมกันคือการแบ่งแยกว่ากลุ่มตนหรือผู้ที่มาฝากตัวไว้กับกลุ่มตนเท่านั้นที่สมควรเป็นผู้ปกครองประเทศหรือกิจกรรมอื่นๆที่สำคัญตั้งแต่การเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ธนาคาร บริษัทผูกขาด ผู้รับสัมปทาน แม้แต่โครงการของรัฐที่มีวงเงินจำนวนมากก็ตาม ปัญหาคือเป็นการยากที่จะระบุว่าใคร ผู้ใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเนื่องจากมีการตัดตอนและจัดแจงให้ด้วยการสมยอมกันของระบบราชการและธุรกิจเป็นอย่างดี จึงไม่อาจระบุบุคคลหรือองค์กรใดๆได้ นอกจากฟังจากคำเล่าลือต่างๆเท่านั้นเอง

ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้นเนื่องจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ฯนำระบบบริหารงานสมัยใหม่ที่มีการชี้วัดการทำงานและได้ส่งงบประมาณตรงลงไปถึงมือประชาชนทั้งกองทุนหมู่บ้านหรือในรูปสวัสดิการได้แก่ 30 บาทรักษาทุกโรค กลุ่มคนดังกล่าวก็เกิดความเดือดร้อนและนำมาซึ่งการลอบสังหาร การสนับสนุนการเดินขบวนของกลุ่มเสื้อเหลือง ไปจนถึงการยึดอำนาจและตามล้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเนื่องจากเงินที่ได้อายัดไว้ 7 หมื่นกว่าล้านนั้นหอมหวนยิ่งนักและไม่แน่ว่าอาจรั่วไหลไปบ้างแล้วจนไม่เหลือก็เป็นได้ความร้อนรนในการปิดคดีจึงเกิดขึ้น

แนวทางการโค่นล้มระบอบอำมาตย์ที่ผูกขาดจึงจำเป็นเพราะทำให้ธุรกิจของประชาชน เดินไปไม่ได้เช่นการต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้สูงและได้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำติดดิน การกู้เงินในประเทศทำให้ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ธนาคารบางแห่งที่มีเส้นสายได้รับประโยชน์ จนในที่สุดผลประโยชน์ทุกประการหมุนกลับไปสู่ระบอบนี้ ยิ่งซ้ำเติมประชาชนเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพราะธนาคารเป็นทุนผูกขาดชนิดหนึ่งที่อิงแอบกับระบอบอำมาตย์มาเป็นระยะเวลายาวนานไม่อาจมีธนาคารอื่นมาแข่งขันได้จนในที่สุดก็สร้างภาระให้กับคนไทยทั้งประเทศดังที่ทราบกันดีแล้ว ที่สำคัญคือการฝากธุรกิจของประเทศไว้กับกลุ่มคนไม่กี่คนที่ไม่มีความรู้ในการบริหารธุรกิจแต่เข้ามาแทรกแซงและชี้นำแบบตามใจตัวเอง ซึ่งไปกันไม่ได้กับระบบทุนนิยมเสรีที่เน้นการแข่งขัน เพื่อเป็นการยกเลิกภาระการทำนาบนหลังคนและเส้นสายเหมือนทาสนี้ การโค่นล้มระบอบอำมาตย์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ขั้นตอนการโค่นล้มอำมาตย์อาจเป็นไปดังนี้

1.แปรสภาพมวลมหาประชาชนในกรุงเทพฯที่สามเกลอได้ไว้เป็นแนวร่วมให้เป็นมวลชนอันไพศาลที่มีการจัดตั้งชัดเจนเป็นหมวด เป็นหมู่ มีระบบการติดต่อและการสื่อสารที่สมบูรณ์ ขยายให้ได้นับเป็นเรือนล้าน

2.มวลชนดังกล่าว สามารถรวมตัวและกระจายตัวได้รวดเร็วเป็นกลุ่มย่อยๆ เปรียบเทียบเหมือน จอก แหน ที่ทุบแล้วไม่โดน กระจายตัวหายไปแล้วกลับมารวมกันใหม่อย่างรวดเร็ว และมีจำนวนมากอย่างไม่อาจคาดคะเนได้

3.มวลชนในกรุงเทพฯดังกล่าวสามารถแบ่งเป็นระลอกคลื่นได้สามสี่ระลอก หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันได้โดยตลอด ทั้งยังมีมวลชนต่างจังหวัดจัดตั้งในลักษณะเดียวกันที่จะรวมตัวกันในจังหวัดหรือเดินทางมาเป็นกองหนุนให้กับมวลชนในกรุงเทพฯ อีกหลายล้านคน

4.หลบหลีกการสร้างสถานการณ์ การใช้อาวุธสังหารของฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ รักษาชีวิตรักษาตัวไว้จนกว่าจะได้เวลานัดหมายโดยไม่พกอาวุธไม่ทำผิดกฎหมายแต่ใช้ปัญญาในการเปิดโปงความเลวร้ายของระบอบทมิฬ

5.เมื่อมวลชนมีความชำนาญและมากเพียงพอให้ยื่นข้อเสนอที่จะชุมนุมใหญ่ทั่วกรุงเทพมหานคร ด้วยการตั้งเวทีปราศรัยทุกจุดสำคัญพร้อมกันและต่อเนื่องกันให้เห็นหรือไปมาหากันได้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกอำนาจของเหล่าอำมาตย์ ด้วยคนเป็นล้านคนแต่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันพักผ่อนให้สดชื่นในตอนกลางวันตั้งแต่เช้าเลิกหกโมงเย็น เพื่อป้องกันการล้อมปราบในเวลากลางคืน การชุมนุมนี้เกิดขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่งในกรุงเทพฯ จนกำลังทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง 15,000 คนไม่สามารถกระจายกันไปล้อมปราบได้หมด หากมีการเตรียมใช้กำลัง มวลชนที่เป็นกองหนุนให้ระดมออกมากดดันตลบหลังได้ทันที ดังนั้น มวลชนต้องมากพอเหมือนน้ำไหลที่บ่ามาจากทุกทิศทาง

6.หัวข้อในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นดังนี้

1.ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 มาตรา 291 ที่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญได้ โดยระบุเพียงว่าให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 และให้ใช้ รัฐธรรมนูญ 40 แทน และ

2.ในรัฐธรรมนูญ 40 ให้ยกเลิกองคมนตรีและวรรคที่เกี่ยวข้องเสียทั้งหมด

3.รัฐธรรมนูญ 40 ในส่วนของ มาตรา 7 ให้ยกเลิกเสีย (เป็นผลิตผลจากระบอบเผด็จการสมัย จอมพลสฤษดิ์ฯมาแต่เดิม แต่น่าจะมีความตั้งใจนำมาใส่ไว้เพื่อผลทางการเมืองต่อมาซึ่งก็ได้ประจักษ์แล้ว)

4.มาตราที่เกี่ยวกับอำนาจ ให้แก้ไขเป็น อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของปวงชนชาวไทย และจบแค่นั้น

5.สำหรับกรณีองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศจะทรงใช้อำนาจอธิปไตยอย่างไรให้บัญญัติไว้ในหมวดพระมหากษัตริย์โดยนำรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งของยุโรปและญี่ปุ่นมาปรับปรุงใช้เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับประเทศอื่น

6.ในส่วนของตุลาการ ให้ประมุขฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ตามแบบอย่างของรัฐธรรมนูญทุกประเทศ

7.การที่ประชาชนเข้าชื่อกันแก้ไขกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ เขียนเพิ่มเติมให้ประธานรัฐสภาต้องนำเข้าที่ประชุมภายในสามเดือนมิฉะนั้นให้ถอดถอนได้

8.ให้ระบุเพิ่มเติมไว้ในรัฐธรรมนูญว่าการยึดอำนาจนั้นไม่ใช่การได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยและให้มีกฎหมายลูกกำหนดโทษผู้ที่ริเริ่มทำการยึดอำนาจว่าให้หมดสภาพการเป็นข้าราชการทันทีที่พบการกระทำนั้นในทุกระดับและให้หัวหน้าส่วนราชการระดับรองลงไปรักษาการณ์ทันที ทั้งนี้ก็เพื่อลบล้างการตีความของศาลฎีกาแต่เดิมที่ว่าการยึดอำนาจทำได้และทำให้การริเริ่มยึดอำนาจไม่มีผลในทันที่ที่ได้พบการกระทำนั้นต่อสาธารณะ

9.บทเฉพาะกาลให้ยกเลิก องค์กรอิสระและบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งคมช.ทั้งสิ้น

10.ประเด็นการแก้ไขนี้ ควรใช้การลงประชามติหรือการหยั่งเสียงประชาชนเป็นแนวทาง โดยเป็นการกระทำเป็นรายประเด็น ด้วยการนำรัฐธรรมนูญของต่างประเทศเป็นบรรทัดฐานทดแทนการกล่าวอ้างของกลุ่มเนติบริกรที่แอบอ้างโบราณราชประเพณีเพื่อสถาปนาระบอบอำมาตย์ขึ้นมาและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันอย่างยิ่งยวด

ประชาชนที่ได้แปรสภาพเป็นมวลชนอันไพศาลนี้เท่านั้น ที่จะเอาชนะอำนาจจากปากกระบอกปืน และกฎหมายที่อยุติธรรมได้ การชุมนุมด้วยมวลชนที่มีการจัดตั้งอย่างดี มีประสิทธิภาพ จะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การใช้ทหารปลอมเป็นคนเสื้อเหลืองแล้วประกาศชัยชนะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการนี้ไม่ได้ลดทอนพระราชอำนาจแต่อย่างใด แท้จริงเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

การเพิกเฉยหรือการทำร้ายตลอดจนสังหารประชาชนใดๆก็ตามจะทำให้เกิดกลียุคจลาจลไปทุกหย่อมหญ้าและทหารจำนวนเพียงน้อยนิดคงไม่อาจต้านทานมวลชนจัดตั้งแล้วที่บ้าคลั่งได้ และจากประวัติศาสตร์ของหลายๆประเทศทหารนั่นเองที่จะกลับเป็นฝ่ายโค่นล้มอำมาตย์นั้นเองเพราะเป็นฝ่ายที่ได้รับความคับแค้นจากความไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น

เงื่อนไขสำคัญคือมวลชนต้องอดทน ไม่พกอาวุธ ไม่ตระเตรียมกระทำการใดๆให้เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและต่อราชบัลลังก์เป็นอันขาด จำนวนมวลชนมหาศาลจะทำให้ทุกฝ่ายหยุดคิดได้เองอย่างแน่นอน นอกเสียจากว่าได้เสียสติและกระหายเลือดไปแล้วเท่านั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรปล่อยไปตามกรรม

000000000000
หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป

"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แถลงสู้หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญา

ที่มา Voice TV

 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ , ป.ป.ช. , ชี้มูลความผิด , กลุ่มพันธมิตรฯ , 7 ตุลาคม 2551 , ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว , พ.ร.ก.ฉุกเฉิน , ครม.นัดพิเศษ , สลายการชุมนุม , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กฎหมาย

ยืนยันไม่เคยมีการสั่งการใดๆ ให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลา 51 ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเปิดใจภายหลังที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอาญา กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 7 ตุลาคม 2551 ว่า หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนเองมีเจตนาที่ยึดแนวทางความสมานฉันท์ในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น และขณะนั้นมีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่มีการใช้อำนาจดำเนินการใดๆ ขณะเดียวกันก็ยอมที่จะย้ายไปที่สนามบินดอนเมือง เพื่อใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว และมีการประกาศยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ประกาศใช้ ทั้งนี้ นายสมชาย ได้กล่าวเปรียบเทียบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่าง 2 เหตุการณ์คือ กรณี 7 ตุลาคม 2551 และช่วงเหตุการณ์ 12 เมษายน 2552 มีความแตกต่างกันในการใช้อำนาจดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อเตรียมการแถลงนโยบายในวันที่ 7 ตุลาคม ก็ไม่ได้มีมติที่จะดำเนินการสลายการชุมนุม แต่ปล่อยให้เป็นกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดำเนินการ เพราะขณะนั้นยังไม่มีการแถลงนโยบายจึงไม่มีอำนาจสั่งการ แม้การกำหนดนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยตรงจะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงขัดต่อคำชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ที่กล่าวหาตนเอง อย่างไรก็ตามตนเองก็จะใช้สิทธิ์ความเป็นธรรมต่อสู้ทางกฎหมายต่อไป และจะไม่ฟ้องร้องเอาผิดใคร เพราะมีเจตนาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมขอบคุณกรรมการ ป.ป.ช. 1 เสียงที่ได้ให้ความเป็นธรรมกับตนเอง นอกจากนี้นายสมชาย ยังรู้สึกเห็นใจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน