WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 9, 2009

พล.ต.อ.พัชรวาท ตัดสินใจลาออกแล้ว

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 9 ก.ย. - พล.ต.อ.พัชรวาท ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร. หลังจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ลงลิฟท์มาจากสำนักงานชั้น 7 เพื่อเดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับหนังสือคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเห็นว่าขณะนี้ตนเหลือเวลารับราชการอีกเพียง 21 วัน ก็จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ จึงได้ตัดสินใจทำหนังสือลาออกส่งถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุผลเพื่อต้องการลาออกไปพักผ่อนก่อนจะเกษียณราชการ แต่ปฏิเสธสาเหตุลาออกไม่ใช่เพราะปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ส่วนกรณี ป.ปช.ชี้มูลความผิดคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช. และเห็นว่าเมื่อลาออกแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปรายงานตัวที่สำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ได้ฝากถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ ร่วมมือร่วมใจกันทำหน้าที่เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ด้าน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. เปิดเผยว่าในช่วงเวลาที่ยังอยู่ในตำแหน่ง 20 วัน จะตั้งใจทำงานเท่าที่สามารถทำได้ ยืนยันไม่หนักใจที่ต้องเข้ามาทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร. และย้ำว่าตำแหน่งรักษาราชการแทนมีอำนาจเทียบเท่า ผบ.ตร.ตัวจริง และสามารถเข้าร่วมประชุม ก.ต.ช.ได้ แต่ปฏิเสธแสดงความเห็นการสรรหา ผบ.ตร.คนใหม่

ส่วนคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ วันศุกร์นี้ จะเรียกประชุมคณะทำงาน ส่วนพรุ่งนี้ (10 ก.ย.) จะไปรายงานตัวกับสุเทพ และรับทราบนโยบายหลังรับตำแหน่งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. จากนั้นก็เข้าทำงานทันที โดย ส.ต.ต.ชานุวัฒน์ แสงสุวรรณ ผบ.หมู่งานป้องกับปราบปราม สน.นางเลิ้ง เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ธานี เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการบรรจุแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผู้มีวุฒิปริญญาตรีเข้ารับราชการเป็นตำรวจชั้นประทวนยศ ส.ต.ต. ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก เลขานุการตำรวจแห่งชาติ ได้รับหนังสือและรับปากจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ อย่างไรก็ตาม ส.ต.ต.ชานุวัฒน์ เคยยื่นเรื่องนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง คือ วันที่ 14 สิงหาคม 2551 และ 25 สิงหาคม 2552 ท แต่เรื่องเงียบหายไป

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 200/2552 เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2538 และมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งดังต่อไปนี้

ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้รับเงินเดือนทางต้นสังกัดเดิมไปพลางก่อน และให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 9 กันยายน 2552 ลงนามโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-09 18:47:04

จับตาละครฉากใหม่ คนกันเองตีกันเอง

ที่มา บางกอกทูเดย์

“การชี้แจงผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของ นายกษิตภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา สร้างความผิดหวังให้กับพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ”ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นประโยคออกจากปาก นายสนธิ ลิ้มทองกุลแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต่อว่า นายกษิตภิรมย์ ที่เคยเป็นคนเสื้อเหลืองด้วยกัน เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯทุกวัน ทั้งที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล หรือสนามบินสุวรรณภูมิการออกมาเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรฯ” ครั้งนี้ น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะ “สู้เพื่ออะไร” เพราะหากนับนิ้วดูก็พอจะรู้ว่า หากครั้งนี้ “พันธมิตรฯ” ออกมาชุมนุมอีกก็จะครบ 3 ครั้งดูจากรูปการณ์แล้ว แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง “สนธิ”เริ่มคันไม้คันมืออยากออกมาจากบ้านพระอาทิตย์เต็มที หลังต้องหลบพิษเพราะที่ถูกมือปืนสาดกระสุนนับร้อยนัดใส่เมื่อช่วงหลังสงกรานต์ที่ผ่านมาและเมื่อวันที่ 8 ก.ย.นายสนธิออกมานั่งแถลงข่าวตัวเอง เป็นครั้งแรกนับจากเหตุการณ์ถูกลอบสังหารครั้งนี้นายสนธิยังใช้มุกเดิม คือ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับประกาศจะล่ารายชื่อ20,000 ชื่อ เพื่อยื่นถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับหันมาต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาบ้านเมือง แม้ ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์และตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินขึ้นเวทีพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อให้กำลังใจมาแล้วหรือแม้แต่ภาพ ครม.อภิสิทธิ์ ยกพลร่วมงานเปิดตัวTAN NETWORK ทีวีภาคภาษาอังกฤษ เมื่อเดือน ส.ค.แต่เวลานี้ภาพ “คนกันเอง” ในอดีตเป็นแค่ละครฉากหนึ่งไปแล้ว เพราะละครฉากใหม่กำลังจะเกิดขึ้น“พันธมิตรฯ” เริ่มออกมาประกาศตัวอยู่คนละข้างกับรัฐบาลมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจเป็นเพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่สามารถสนองความต้องการบางอย่างได้เพราะบางอย่างที่ “พันธมิตรฯ” ขอนั้นก็ยากเกินที่รัฐบาลจะจัดให้ได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ “ปลด” พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่เชื่อว่าเป็น “ตอ” คดีลอบยิงนายสนธิแม้จะไม่ปลดซะทีเดียวแต่ก็เหมือนปลด เพราะทุกวันนี้ ผบ.ตร.แทบจะไม่ต้องทำงาน นอกจากตอบคำถามสื่อว่ากลัวจะถูกปลดหรือไม่?แต่ก็ยังไม่พอเพราะความต้องการ คือ “ปลด” พันธมิตรฯยังคงออกมากดดันผ่านสื่อเสื้อเหลือง ทั้งการขุดคุ้ยโครงการทุจริตในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส เรียกว่าเอาให้ตายคาที่ไม่ต้องฟื้นเลยทีเดียวขณะที่ “เทพเทือก” ก็บ้าจี้ตามพันธมิตรฯ ตั้งอนุ ก.ตร.ตรวจสอบ ผบ.ตร. ในความผิดที่แต่งตั้งโยกย้ายปี 2551 ไม่เหมาะสมจำนวนกว่า 2,962 ตำแหน่งแม้คนในรัฐบาลบางคนจะเล่นบทตาม “คุณขอมา” แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น “พันธมิตรฯ” ยังไม่ “แฮปปี้” จนกว่าจะสามารถทำได้ตามข้อเรียกร้องทั้งหมดจึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่า “ศึกคนกันเอง” คราวนี้จะเป็นอย่างไร จะกล้าสาวไส้ให้กากินอย่างที่คอการเมืองหลายคนคาดการณ์หรือไม่ในไม่ช้าก็จะรู้ผล ■

ปิดกั้น!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เนียนมากๆ สำหรับ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” กับบทบาทกำกับดูแล...การทำหน้าที่ของ “สื่อไทย” ทั้ง “สื่อรัฐ” และ “สื่อราษฎร์”หงอ! กันจนตัวเป็น “กุ้ง” ไม่หือไม่อือ...อะไรให้มากความ?กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรมประชาสัมพันธ์และ อสมทนี่หากเป็น “รัฐบาลทักษิณ” ป่านนี้...คง เละ! ไม่มีชิ้นดีไปแล้วไม่รู้ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มี “ดี” หรือ “ไม่ดี” อะไร?ถึง “ปิดปาก-สื่อ” ได้ซะอยู่หมัดขนาดนี้อีกเรื่องที่คงไม่พูดถึง...ไม่ได้! นั่นคือการ “ปิดเงียบ” ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”เพราะจนถึงวันนี้...ยังคงแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศปะหน้าใครที่ไหน? ทุกคน...แทบลืมไปแล้วว่าโรคนี้ยังคงระบาดอยู่ จนพบ “ผู้ติดเชื้อ” นับแสนๆ คน และมีผู้เสียชีวิตนับร้อยๆ ราย ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะคร่าชีวิตคนไทยอีกเพียบแต่ข่าวก็เงียบ!ขณะที่ข่าวการแพร่ระบาดและคร่าชีวิตของผู้คนที่อยู่นอกเมืองไทย ทั้งใน ภาคพื้นยุโรป อเมริกา แม้กระทั่ง เพื่อนบ้านในย่านเอเชีย กลับถูกนำเสนอและตีพิมพ์ จนผู้คนในบ้านเมืองนั้นเกิดอาการ “ตื่นตัว” และ หาทางป้องกันและรับมืออย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจแต่ รัฐบาลไทย โดย

เฉพาะ กระทรวงสาธารณสุขในความดูแลของ พรรคประชาธิปัตย์ กลับ ปิดเงียบ! หรือพูดได้เสียงเบามากๆ กับเรื่องราวของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”สังเกตดู...ไม่ว่าจะ “สื่อรัฐ” หรือ “สื่อราษฎร์” ล้วนมีสัดส่วนการนำเสนอข่าวทำนองนี้ ทั้งข่าวในเมืองไทยและข่าวที่แปลจากสำนักข่าวต่างประเทศน้อยมาก...ถึงมากที่สุดไม่ต่างกับเหตุการณ์ “สลายม็อบ-เสื้อแดง” ช่วง“สงกรานต์เลือด” ที่คนไทย...ต้องหันไปดูภาพและอ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ถึงจะรู้ความจริง! ว่าอะไรเป็นอะไร???จนถึงวันนี้คนไทยแทบลืมกันไปแล้วว่า...อันตรายจาก“ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ยังคงมีอยู่และแพร่ระบาดกระทั่ง คร่าชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่องนั่นเพราะ “ยุทธศาสตร์-อันแหลมคม” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ที่ไม่ต้องการจะ “เปิดหู...เปิดตา” ประชาชน...ให้มากไปกว่าที่พวกเขาต้องการอยากให้รู้แต่โปรดจงรู้ไว้ด้วยว่า...ความ “แหลมคม” ของ “ยุทธศาสตร์”ที่ว่านี้ มันกำลัง “ทิ่มแทง” คนไทยทั่วประเทศ ที่หลงลืมและละเลยต่อการปกป้องลมหายใจของตัวเองจากเจ้าเชื้อโรคร้ายและไม่แน่ว่า...สิ่งนี้อาจจะกลับไป “ทิ่มแทง” ผู้เกี่ยวข้องใน“รัฐบาลอภิสิทธิ์” ที่จงใจจะ “ปิดกั้น” ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ต่อทุกการรับรู้ของคนไทยระวัง! ให้ดีนะครับ อะไรๆ ที่มันถูก “ปิดกั้น” จนมากเกินพอดี ก็อาจจะไหลทะลักล้น! จนทำนบแตก กระทั่ง กลับมาทำร้ายกลุ่มคนที่สั่ง “ปิดกั้น” เหล่านั้น...กรรมยุคสมัยนี้มันเร็วยิ่งกว่าติดจรวด เสียอีก เชื่อเหอะ!!! ■

อาถรรพณ์ 19 กันยา

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรียบร้อยโรงเรียน ป.ป.ช. กรณีสั่งฟันชี้มูลความผิดสั่งสลายม็อบ 7 ตุลา 51 ทั้งสิ้นจำนวน9 บุคคลแต่ผลลัพธ์โดยรวมเป้าหมายหลักที่ “ผู้มีอำนาจ”ต้องการเน้นย้ำ...ยังเป็นที่ตัว “พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ”ผลแห่งการกระทำกับสถานการณ์การเมืองมีความ “คาบเกี่ยว” เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ “สนธิลิ้มทองกุล” เป็นกลไกตัวเร่งเพื่อให้นายกรัฐมนตรี“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สั่งเด้ง “บิ๊กป๊อด”เพื่อผลการสรรหาเลือก ผบ.ตร.คนใหม่...ยิ่งเร็วยิ่งดี และต้องเป็นไปตาม “สเปก” ที่ออเดอร์สั่งไว้หากสามารถสั่งการบุคคลใด...ทำหน้าที่เสมือน“เป็นมือเป็นเท้า” เชื่อว่าน่าจะ เข้าทาง คดีความทั้งหลายของ “กลุ่มพันธมิตรฯ”กลุ่มการเมืองที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “ผู้มีพระคุณ”ผู้อุ้มชูเอ็นดู ประชาธิปัตย์ และ นายกฯ อภิสิทธิ์ให้ขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านเมืองทุกวันนี้สองพี่น้องตระกูล “วงษ์สุวรรณ” รัฐมนตรีกลาโหม“พล.อ.ประวิตร” และ ผบ.ตร. “พล.ต.อ.พัชรวาท”ถือเป็นความภาคภูมิใจแห่งเกียรติยศวงศ์ตระกูล...ในการก้าวขึ้นสู่

ตำแหน่ง “สูงสุด” ในฐานะ “แม่ทัพสองสี” เขียวกับกากีแต่บังเอิญทั้งสองก้าวขึ้นเสวยสุขในช่วง “กลียุค”คนชั่ว คนพาล และทรราชชนทั้งหลายตั้งตนเป็นใหญ่“ครองบ้านครองเมือง” เต็มทั่วทั้งแผ่นดินหากสิ้นวาสนา “บิ๊กป๊อด” ในการล้างหัวขุนพล“สีกากี” เชื่อว่าเป้าหมายต่อไปคงเป็น “ศิษย์พี่”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณสั่งไล่ “เช็กบิล” โดยลืมนึกถึง “สัญญาใจ” ที่มีให้กันเมื่อครั้งร่วมหัวจมท้าย “จัดตั้งรัฐบาล”ว่ากันว่า...บุคคลที่จะมา “เปลี่ยนไม้” รับช่วงอำนาจต่อไปในครั้งนี้ อาจเป็น “พลเอก ส.” นายทหารใหญ่นักบู๊ ดุเดือด เลือดพล่านBFF หรือ Best Friend Forever ของ “ธิลิ้ม”แต่ไหนแต่ไรในอดีตแตท่ งั้ นที้ งั้ นนั้ กอ่ น “พล.ต.อ.พชัรวาท” จะเกษยีณอายุหน้าที่ราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้...และก่อนที่“พล.อ.ประวิตร” จะถูกเก็บเข้ากรุตามก้น “ศิษย์น้อง”เคยได้ยินเรื่องเล่าไหมว่า 19 กันยา แสนอาถรรพณ์เสื้อแดงชุมนุม เกิดเหตุจลาจล “ปฏิวัติ” เมื่อใด...มีหวังหนุ่มหน้าหล่อ จรกาหน้าดำ และโกตั๊บถึงขั้นฝันสลายดังนั้น...ประชุม ก.ตร. ก่อน 19 ก.ย. หนุ่มหน้าหล่อต้อง “ลงประกาศิต” สั่งเลือก ผบ.ตร. ให้รู้แล้วรู้รอด!■

BARRACKS PRIME MINISTER

ที่มา บางกอกทูเดย์

คำว่า “รัฐภายในรัฐ” ที่ จักรภพ เพ็ญแข..กล่าวถึง..มีอยู่จริงหรือไม่..ในการเมืองไทยวันนี้..เรื่องนี้ น่าจะมีทั้งคำถามและคำตอบนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..กับปัญหาการแต่งตั้งที่ยังคาราคาซัง..เกี่ยวกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล..คนระดับสูงในรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นไม่ตรงกันและเดินสวนทางกับนายกรัฐมนตรี..นั้นเพราะรัฐภายในรัฐหรือเปล่าตัวอย่างของรัฐภายในรัฐนั้น..มีอยู่แต่ในประเทศไทยประเทศเดียวหรือ..คำว่ารัฐภายในรัฐ..หมายความแค่..รัฐบาลในรัฐคือประเทศไทยใช่หรือไม่..ถ้าไม่ใช่..ในอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล..ยังมีอีกรัฐแอบแฝงอยู่ด้วยหรือรัฐเช่นว่านั้นเป็นรัฐของใคร..ในระบอบประชาธิปไตยนั้น..ใหญ่กว่านักการเมืองคือพรรค..แต่ในประเทศไทย หัวหน้าพรรคคือนายกรัฐมนตรี..พรรคจึงไม่ใช่รัฐซ้อนรัฐมีอำนาจ 1 เดียวที่กระทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ และทำมาตลอดในประเทศไทย..คือ อำนาจของกองทัพไม่ว่าปฏิวัติหรือรัฐประหาร..จะต้องมีกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ..จึงน่าจะอนุโลมลงไปว่า..รัฐภายในรัฐ..คือ กองทัพหรือนายทหารในกองทัพในสภาพเช่นว่านี้..ต้องยอมรับกันโดยดุษฎีว่า..ประเทศนี้ยังไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย..เมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้วครั้งกรุงโรมยังเรืองอำนาจ..มีคำกล่าวอยู่คำหนึ่ง..เรียกว่า“BARRACKS EMPEROR” สำหรับจักรพรรดิที่มาจากทหาร..วันนี้ประเทศไทย..นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ต้องยอมรับว่า..ท่านคือ “BARRACKS PRIME MINISTER”ท่านคือนายกรัฐมนตรีที่มาจากทหาร..ท่านจึงต้องยอมรับ..รัฐภายในรัฐแล้วท่านจะอยู่รอดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ท่านต้อง “ประมาณตน” ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ■

ห้ามผู้อื่นทำ...แต่ตนทำได้?

ที่มา บางกอกทูเดย์

พยายามมี “บทบาท” สร้างเงื่อนไขในสิ่งที่ตนอยากได้อยากมีสำหรับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ค้านแก้รัฐธรรมนูญ “หมกเม็ด” ปี 2550 ชนิดหัวชนฝา...บุคคลใดเห็นต่างถือว่าเป็น “ศัตรู” ทันทีโดยเฉพาะ “การเมืองใหม่” ในความหมายของ พันธมิตรฯอันเป็นการเมืองที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดอำนาจหน้าที่ของตัวแทนหรือผู้แทนลง เพิ่มบทบาทและอำนาจให้กับประชาชนมากขึ้นเฉกเช่น...สูตรการเมือง 70/30 นั่นเท่ากับว่า...พันธมิตรฯ จะต้อง “แก้รัฐธรรมนูญ” ปี 2550 หรือไม่ก็ต้อง “ฉีกรัฐธรรมนูญ” ถึงจะทำได้!ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโหมด “วิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2550” ให้ความรู้กับประชาชนถึง “จุดบกพร่อง” ในหลายด้านก่อนหน้านี้อาทิ...เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “สายตาสั้น” มองปัญหาการเมืองไทยเพียงเฉพาะหลังรัฐธรรมนูญ 2540โดยเน้นช่วงที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ปี 2544-2549 แต่ไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาถาวรของการเมืองไทยที่นับแต่ 2475 เป็นต้นมาการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแทบทุกครั้ง...เป็นผลพวงจาก“ความขัดแย้งกัน” ของกลุ่มนักการเมืองและกลุ่มข้าราชการประจำนำโดยทหารเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “มีอคติ” ต่อนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ขั้วอำนาจเก่า” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นไม่มีเนื้อหาตัดสิทธิเลือกตั้งของ หัวหน้าพรรคการเมืองและ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบไป และไม่เคยมีการกล่าวถึงประเด็นนี้มาก่อนกระทั่ง ใกล้วันที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรค ประเด็นนี้จึงโผล่ขึ้นมาเป็นข่าวและปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในท้ายที่สุด (มาตรา 68วรรค 4)

อีกทั้งยังเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “หาเสียง...เขียนไว้ก่อน” ทำได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ เช่น เพิ่มสิทธิคนจรจัดปัญหาก็คือ...อะไรก็ตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญควรจะทำได้จริงเพราะสร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะ “ช่องว่าง” ทางกฎหมายที่ผู้มีอำนาจบัญญัติไว้เป็น “ตาข่ายดักปลา” ในมาตรา 309 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า...“การรัฐประหาร” เป็นสิ่งที่ถูกต้องในระบบกฎหมายไทยในรัฐธรรมนูญที่ตั้งใจจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร“การนิรโทษกรรม” ในรัฐธรรมนูญเท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้มีการก่อการรัฐประหารในอนาคตทำให้เกิดจารีตที่ไม่ถูกต้องในการเขียนรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้ คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ในอนาคตเอาเป็นเยี่ยงอย่างและยังเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่คนไทยและนักเรียนกฎหมายไทยว่า...ใครมีอำนาจจะเขียนกฎหมายอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักวิชาเมื่อคิดย้อนกลับไปถึง การปฏิวัติรัฐประหาร ในอดีต...ก็อดคิดไม่ได้เช่นกันเมื่อเห็นเนื้อความของรัฐธรรมนูญ ปี 2550ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างเงื่อนไขและเป็นประเด็นในการ“ก่อกวนป่วนเมือง” รอบใหม่ทำไม? พันธมิตรฯ จึงไม่ร่วมกันคิดและแก้ไข “ดีกว่า”มานั่งตั้งหน้าตั้งตา “คัดค้าน” เพื่อหวัง “ประโยชน์” ทางการเมืองเข้าทางฝักฝ่ายกลุ่มพรรคพวกตนอาณาจักร คือ ประชาชน...ไม่ใช่ปล่อยให้พวก “กังฉิน”ขึ้นมาครองเมือง!“พันธมิตรฯ” คือ กลุ่มก้อนการเมืองภาคประชาชนที่“เข้มแข็ง” และเป็นส่วนสำคัญในการเป็นที่พึ่งของประชาชนน่าเป็นห่วง...กับการแสดงออกของ “แกนนำพันธมิตรฯ”เวลานี้ ที่คัดค้านและไม่รับฟังเหตุผลของบุคคลอื่นเอาความคิดตนเป็นใหญ่...การกระทำเปรียบเปรยสื่อถึงว่า “รัฐธรรมนูญ ปี 2550” คนอื่นห้ามแก้ไข แต่ตนเองสามารถแก้ไขปรับปรุงได้จากการตรวจสอบการเมืองนอกสภาฯ ในอดีต...วันนี้“พันธมิตรฯ” ตัดสินใจแน่วแน่แล้วมิใช่หรือ สำหรับการก้าวเท้าเข้ามาเล่นการเมืองในสภาฯสมบัติผู้ดีของนักการเมือง ข้อ 8 ให้ข้อคิดเตือนสติว่า...นักการเมือง ต้องรู้จักข้อคิดต่อไปนี้ “นกน้อยก็ต้องทำรังแต่พอตัว นกคุ่มก็คุ้มแต่รังตัว จ่าโขลงช้างก็ควรแต่คุ้มครองโขลงช้าง”แต่อย่าอหังการคิด “คุ้มครองสัตว์ทั้งป่า” เพราะยังมีสัตว์ป่าอื่นที่แม้ตัวเล็กกว่า ชราภาพกว่า แต่ยังคล่องแคล่วกล้าหาญมากกว่า ที่พร้อมจะ “ขวางกิเลส” ได้เสมอ! ■

เมื่อรถถังสังวาสกับปากกา

ที่มา Thai E-News


เมื่อรถถังเสพสังวาสกับปากกา
อิสราเสรีก็สูญสิ้น
เมื่อจรรยาหลับไหลใต้อุ้งตีน
ทั่วแผ่นดินก็ร่ำไห้ไร้สมดุลย์

เมื่อท็อปบู๊ทดึงดูดใจกว่าไร่ส้ม
ที่เคยถ่มก็ก้มเลียจนเสียศูนย์
ที่เคยด่าว่าซากเดนปฏิกูล
กลับเทิดทูนอำนาจเถื่อนสถาปนา

เมื่อบ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นทุรยุค
กลับเสวยสุขอำนาจวาสนา
แถมแอบอ้างยืนข้างชาติประชา
อนิจจาฐานันดร์สี่เปลี่ยนสีแล้ว

เมื่อปากกากับปืนระรื่นชู้
ให้หดหู่โหยหาละห้อยแห้ว
อยุธเยศประเทศชาติอนาถแล้ว
ไม่เหลือแววแว่วหวังหลั่งน้ำตา

เมื่อบ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นฉะนี้
คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า
อสัตย์อธรรมอหังการ์...
ใครจักหยัดขึ้นท้าทวงสัจธรรม?


ปีกซ้าย

บทสัมภาษณ์ร้อนจอมVSทักษิณ:โปรดแอบอ่านเพราะBig brotherกำลังซุ่มดูคุณอยู่!!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กันยายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร ออกรายการของเขาทางวิทยุอสมท.100.5MHz เมื่อช่วงเช้า 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ต่อมารัฐบาลแสดงความไม่พอใจ และห้ามสื่อของรัฐสัมภาษณ์ทักษิณอีก ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อที่เคยออกมาร้องแรกเสมอว่า"คุกคามสื่อคือคุกคามประชาชน"เงียบกริบในกรณีนี้ และมี"สื่อแท้"อย่างเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง-กนก รัตน์วงศ์สกุล ออกมาตำหนิจอมว่าไม่สมควรทำ ขณะที่จอมได้ประกาศยุติการจัดรายการทางคลื่นอสมท. โดยเขายืนยันว่า สื่อไม่มีหน้าที่ชี้ผิดถูก หรือชี้ว่าควรห้ามใครสัมภาษณ์ทางสื่อรัฐ

ท่านผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณอ่านบทสัมภาษณ์นี้ด้วยใจเป็นธรรม และระแวดระวังว่าท่านอาจถูกคนของรัฐบาล หรือสื่อแท้จับตาเฝ้ามองอยู่ เพราะบทสัมภาษณ์นี้อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างใหญ่หลวง!

จอม : ท่านคิดอย่างไร? กับสิ่งที่สังคมกลุ่มหนึ่งกำลังจะร้องขอและวิงวอนจากท่านบอกว่า ยุติการเคลื่อนไหวเสียทีเถอะ ยุติการทำร้ายประเทศไทยเสียทีเถอะ ขอให้สังคมสงบ แล้วเดินหน้าต่อไปได้
พ.ต.ท.ทักษิณ : แล้ววันนี้สรุปแล้ว หมายความว่า ถ้าปล้นอำนาจเสร็จก็บอกว่า หยุดเถอะนะ ง่าย ๆ อย่างนี้หรือ? สมมุติง่ายๆ นะว่า คุณจอมไปปล้นเงินเขามา ได้เงินมาแล้วก็จะไปกินก๋วยเตี๋ยว และเมื่อเจ้าทรัพย์มาตามว่า เฮ้ย! เอาเงินผมคืนมา แล้วคนที่ปล้นเงินเขามาก็บอกว่า เนี่ยมายุ่งกับเงินผม จนผมกินก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ ร้านก๋วยเตี๋ยวก็โกรธ แหวใส่ แทนที่จะอุดหนุนร้านก๋วยเตี๋ยวผมเลยทำไม่ได้ มันถูกไหมละ!? คือต้องดูต้นเหตุ ไม่ใช่ดูปลายทาง พอดูปลายทางแล้วสรุป..ไม่ได้!



จอม เพชรประดับ:วันนี้เราจะพูดคุยกับบุคคลบุคคลหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ทุกความเคลื่อนไหว หรือทุกความคิดของเขา ก็ได้ถูกนำเสนอรายงานมายังประเทศไทยตลอดเวลา บุคคลท่านนี้มีคนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่า เป็นผู้ร้ายบ้าง เป็นผู้ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย พยายามที่จะทำลายกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เพราะไม่ยอมมารับโทษจากคำพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปีในคดีซื้อขายที่ดินที่รัชดาฯ

แม้ว่าบุคคลท่านนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ยังมีกลุ่มพลังมวลชน โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังคงระลึกถึงเขา ยังคงช่วยเหลือเขา แม้กระทั่งการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งทางรัฐบาลและทางราชการก็มองว่า การขอพระราชทานอภัยโทษนั้น นอกจากจะผิดขั้นตอนแล้วก็ยังเป็นการสร้างความเสียหายต่อสถาบันด้วย

บุคคลท่านนี้ยังถูกรัฐบาลไทยมองว่าเป็นคนที่ทำร้ายประเทศไทย คอยป่วนประเทศไทย ไม่ให้เดินหน้าไปได้ พัฒนาไปไม่ได้ หลายกลุ่ม หลายคน จึงพยายามขอร้อง วิงวอนจากบุคคลท่านนี้ว่า ยุติเถอะ เพื่อเห็นแก่ประเทศของตัวเอง และประเทศของคนไทยทุกคน หยุดการเคลื่อนไหวเสียที หยุดการทำร้ายประเทศไทยเสียที

และด้วยข้อกล่าวหา ด้วยความคิดของคนไทยกลุ่มหนึ่งในลักษณะนี้นี่เอง ทำให้บุคคลท่านถูกมองว่าเป็นสาเหตุของวิกฤตของประเทศที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนบุคคลท่านนี้เป็นใครไปไม่ได้ นั่นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย

ซึ่งเราจะพูดคุยกับท่านในวันนี้ และการพูดคุยกับท่านในครั้งนี้ จะไม่เหมือนกับการโฟนอินพูดคุยกับกลุ่มเสื้อแดงเหมือนที่ผ่านๆ มา แต่จะเป็นการสัมภาษณ์กับสื่อทางวิทยุ 100.5 อสมท. ซึ่งจะเป็นการสัมภาษณ์กับสื่อเป็นครั้งแรก

และในฐานะที่ผมเป็นคนข่าว ขออธิบายกับท่านผู้ฟังก่อนว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ใช่การรับใช้ หรือเอนเอียงเข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ต้องการให้ประชาชนได้ข้อมูลที่รอบด้าน เป็นธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคมไทย

ตอนนี้ ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในสายแล้ว สวัสดีครับ


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : สวัสดีครับคุณจอมครับ พูดเสียน่ากลัวมาก น่ากลัวมากเลย

จอม (หัวเราะ) : มีเรื่องน่ากลัวมากมายที่พูดถึงตัวท่านในประเทศไทย แต่ผมว่าน่าคือช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับฟังจากเสียงของท่านเองว่า ความน่ากลัวทั้งหลายที่คนไทยมองท่าน ท่านจะอธิบายอย่างไร


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : ปัญหาของเราวันนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า เรากำลังปล่อยให้มีสถานีที่โกหกรายวัน และกรอกหูประชาชนเป็นเวลานาน และทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะบอกความจริง ก็หาเรื่องถูกทุบตีเรื่อย หาเรื่องปิดบ้างอะไรบ้าง ถ้าสังคมไหนไม่มีกติกา คนโกหกสามารถโกหกได้ตลอดไป คนที่พูดความจริงก็กลายเป็นบุคคลที่มีปัญหา


จอม : แต่อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่า ท่านก็พูดโกหกเหมือนกัน ( หัวเราะ)

พ.ต.ท.ทักษิณ : คือเวลานี้ คนที่โกหก แล้วทำให้คนอื่นเสียหายนี่ ขึ้นศาล ก็ไม่เป็นธรรม ศาลก็ไม่รับ บางคดีถูกกล่าวหาคดีรุนแรง ศาลถอนคดีให้ ถอนข้อกล่าวหาให้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประวัติ ตั้งแต่ตั้งศาลไทยมา แต่ก็ทำมาแล้วโดยการถอนข้อกล่าวหาให้ มันเอียงกันอย่างชัด ๆ คือสรุปแล้ว ม็อบมีเส้น กับม็อบไม่มีเส้น ใครเข้าม็อบมีเส้นก็สามารถพูดอะไรก็ได้ โกหกอะไรก็ได้ และขึ้นศาลก็ไม่มีความผิด บางทีขึ้นศาลก็ถูกยกคดีไปทุกที่ ที่ไหนไม่มีความเป็นธรรม สังคมไม่มีความสงบหรอกครับ เพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ระบบยุติธรรมไม่มีความยุติธรรม ไม่มีทางหรอกครับ


จอม : ท่านบอกว่า อยากจะกลับบ้านเต็มที อยากมาช่วยชาติบ้านเมือง คิดว่าถ้าท่านกลับมา กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่เวลานี้ จะให้ความเป็นธรรมกับท่านได้หรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ : คือความยุติธรรมของประเทศไทยในวันนี้ ถ้าไม่มีคนดึงอยู่ข้างหลัง ระบบเขาดีอยู่แล้ว เพราะศาลส่วนใหญ่ วันนี้เขาก็อึดอัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมันมีบางคน คอยไปจิก ไปจี้ เรื่องบางเรื่อง obvious (เห็นได้ชัด) มากเลยครับว่า ต้องผิด แต่ปรากฏว่าไม่ผิด เรื่องบางเรื่องชัดเจนมากว่า มันไม่ผิด แต่ก็ผิด ยกตัวอย่าง เรื่องของการทำกับข้าวของคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกมาก และเรื่องมาตรา 100 ที่เล่นงานผมนี่ คือ การซื้อขายไม่ผิด แต่ผมอนุญาตให้ภรรยาไปเซ็นนิติกรรมรับโอนขึ้นมา และใช้บัตรของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบังเอิญมันมีบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชนอยู่ในนั้น ซึ่งใช้แทนบัตรประชาชนได้นั้น ก็ผิดมาตรา 100 จำคุก 2 ปี แต่ไปบุกรุกป่าสงวน ยึดยอดเขาทั้งยอดเขา ไม่มีความผิด คือความไม่เป็นธรรมมันรุนแรง


จริง ๆ แล้ว วัตถุประสงค์คือ ต้องการเปลี่ยนข้างการเมืองเท่านั้นเอง เพราะถ้าลงไปเลือกตามประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางชนะ ก็เลยต้องใช้ทุกวิถีทาง และวันนี้คุณสังเกตดูไหมว่า แกนนำรัฐบาล มีจำนวน ส.ส.ในสภาน้อยกว่าแกนนำฝ่ายค้าน เพราะมีการบังคับให้เกิด position ใหม่ โดยการไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผมว่าวันนี้ ต้องเอาความจริงมาพูดกัน


จอม : ถ้าท่านมองว่า นี่คือความจริงอีกด้านหนึ่งที่สังคมไทยควรจะรู้ ถ้าท่านมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ผมก็ยืนยันว่า ท่านก็คงมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอยู่ แต่จะให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงในปัญหาที่ท่านมองเห็น ท่านกลับมาช่วยแก้ไขไม่ดีกว่าหรือ

พ.ต.ท.ทักษิณ : แล้วจะให้แก้อย่างไรละ


จอม : ท่านอาจจะกลับมา แล้วหาทางแก้กันดู ประสานงานกัน แก้ปัญหาบบ้านเมืองร่วมกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมไม่รู้จะพูดกับใคร จะให้ผมพูดกับใคร ใครจะพูดกับผมล่ะ ไม่มีหรอก คนที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ และแอบกดดันสั่งการอยู่ข้างหลังนั้น คือคนที่ไม่รับผิดชอบอะไรทางการเมืองเลย และไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย แต่ใช้บารมีสั่งการอยู่อย่างนี้ และระบบยุติธรรมก็เสียหายหมด แล้วจะให้ผมคุยกับใคร วันนี้ผมอยากจะคุย แล้วจะให้ผมคุยกับใคร


จอม : ท่านรองสุเทพ (เทือกสุบรรณ) บอกว่า พยายามหลายครั้งที่จะคุยกับท่าน

พ.ต.ท. ทักษิณ – ไม่มีทาง


จอม : ไม่มีทาง เพราะท่านไม่อยากคุยหรืออย่างไร

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่ใช่ เขาไม่เคยมาพูดเลย


จอม : ไม่เคยติดต่อมาหาท่านเลยหรือ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่เคยเลย คือประชาธิปัตย์นี่เก่งมากในการพูดให้คนอื่นเสีย แล้วให้ตัวเองดูดี ไม่มีเลยฮะ (คุณสุเทพ) ไม่โทรหาผมแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยให้ใคร on behalf หรือเป็นตัวแทนเขาโทรติดต่อผม ไม่มีเลย


จอม : ถ้าในทางกลับกัน ให้ท่านยอมเสียสละศักดิ์ศรี เกียรติยศบ้างบางส่วน โทร.คุยกับคุณสุเทพ เพื่อหาทางสมานฉันท์ จะทำได้ไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมไม่เห็นมีอะไร เดี่ยวก่อนนะฮะ คุณสุเทพเป็นใคร ทำไมต้องคุยกับคุณสุเทพ ถ้าคุณสุเทพโทรมา


จอม : เขาเป็นรองนายกรัฐมนตรี

พ.ต.ท.ทักษิณ : รองนายกฯ ไม่ใช่หัวหน้าพรรค วันนี้รองนายกฯ จะตั้งคนหนึ่ง นายกฯ จะตั้งคนหนึ่ง ยังตั้งไม่ได้เลย (หมายถึง ผบตร. – ประชาไท) เถียงกันไม่จบเลย วันนี้จะให้ฟังใคร ถามจริงๆ คุณจอม คุณจอมช่วยไปหาคนซึ่งเป็นคนที่สามารถมีอำนาจตัดสินใจได้ แล้วคุยกับผม แล้วบอกผมหน่อย อำนาจการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์อยู่กับใคร บอกมาเลย แล้วผมคุยได้


จอม : ท่านคิดว่า ไม่ใช่คุณสุเทพใช่มั้ยครับ ในการตัดสินใจในพรรคประชาธิปัตย์

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่ใช่หรอก เดี่ยวนี้คุณสุเทพยังทะเลาะกับคุณอภิสิทธิ์อยู่เลย


จอม : ถ้ามองว่า นายกรัฐมนตรีคือผู้นำสูงสุดที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย แก้ปัญหาของบ้านเมือง ท่านจะลองคุยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์มั้ยครับ แล้วหาทางปรองดองกัน คุยกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่มีปัญหาเลย ผมคุยกับคนได้ทุกคน


จอม : แต่ใครจะเป็นคนเริ่มคุยก่อน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ได้ทั้งนั้นแหละครับ ผมไม่มีปัญหา ถ้าอยากคุยก็คุยกัน ไม่มีปัญหาเลย คนไทยด้วยกัน เพียงแต่ว่า คุยแล้ว เขามีอำนาจตัดสินใจไหม ผมไม่เชื่อว่า คุณอภิสิทธิ์เองจะมีอำนาจตัดสินใจ ผมไม่เชื่อหรอก เพราะวันนี้คุณอภิสิทธิ์จะตั้ง ผบ.ตร. ยังตั้งไม่ได้เลย


จอม : ถ้าอย่างนั้น ปัญหาจะจบลงอย่างไร

พ.ต.ท.ทักษิณ : คุณจอม ผมจะบอกให้ บ้านเมืองที่ยุ่งวันนี้ โครงสร้างปกติไม่สามารถทำงานได้ปกติ เพราะคนที่อยู่นอกโครงสร้างของการบริหารจัดการ เข้ามาสั่งการใช้บารมี ใช้อำนาจจัดการตรงนั้นตรงนี้ ทำให้คนที่อยู่ในโครงสร้างทำงานไม่ได้ ผมเจอปัญหานี้ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ปีสุดท้าย ที่สร้างขบวนการพันธมิตรประชาชนฯ เข้ามาไล่ผม เพื่อเป็นเหตุในการปฎิวัต (รัฐประหาร 19 กันยา 49) ตรงนั้นต่างหากละ


ผมมาโดยครรลองที่ถูกต้อง ประชาชนเลือกมาถึง 377 เสียงใน 500 เสียง แต่ปรากฏว่า มีม็อบมาอีกกลุ่มหนึ่ง ม็อบกลุ่มซึ่งผม handle (รับมือ) อะไรไม่ได้เลย ผมจัดการอะไรไม่ได้เลย เพราะมีคนแอบสั่งการ ศาลก็ไม่ทำงาน ผมเป็นนายกฯ มาจากประชาชน ผมทำงานไม่ได้ เพราะมีคนแอบสั่งการ เสร็จแล้วหลังจากนั้นยังไม่พอ หาเรื่องหาเหตุจนให้มีการปฎิวัต วันนั้นต่างหาก 3 ปีที่แล้วต่างหากที่เป็นเหตุทั้งหมด แล้วตั้งแต่ปฎิวัต ผมออกไปแล้ว บ้านเมืองเป็นอย่างไร บ้านเมืองเละตุ้มเปะ ระบบยุติธรรมเสียหาย สองมาตรฐานเกิดขึ้นอย่างชัดเจน อย่างนี้ คุณเห็นไหม


จอม : ถ้ามองว่า โครงสร้างของบ้านเมืองผิดเพี้ยนไป ไม่มีความถูกต้อง มีสองมาตรฐาน ท่านเองก็มีพลังประชาชนอยู่ เราให้พลังประชาชนมาร่วมกันทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติไม่ดีกว่าหรือ

พ.ต.ท.ทักษิณ : คุณจอมฮะ กลไกของระบบราชการ เขาไม่ได้ฟัง เขาไม่ได้ฟังโดยตรงจากกลไกของประชาชนหรอก มันมีการเข้าแทรกแซงในหลายระดับ ซึ่งตราบใดที่โครงสร้างไม่ชัดเจน รัฐธรรมนูญไม่ชัดเจน แล้วยังมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารแอบสั่งการอย่างนั้น สั่งการนี้ ไม่มีทางที่บ้านเมืองจะสงบหรอกครับ ประชาธิปไตยที่แท้จริงยังไม่มี ไม่สงบหรอกครับ คือวันนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า เราดูเหมือนเป็นประชาธิปไตยนะ แต่มันไม่ใช่ มันไม่เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย คุณจอม ก็รู้ดีว่า ประชาธิปไตยมันคืออะไร


จอม : ท่านเคยบอกว่าเหมือนกันว่า ถ้าท่านกลับมา ท่านก็พร้อมที่จะอโหสิกรรมให้กับทุกฝ่าย แต่ฟังจากท่านตอนนี้ ดูเหมือนว่า ท่านยังไม่พร้อมที่จะอโหสิกรรมให้กับใคร

พ.ต.ท.ทักษิณ : มันไม่เกี่ยวเลยครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องการอโหสิกรรม เรากำลังวิจารณ์กันถึงเรื่องว่า กลไก มันจะเดินอย่างไร ถ้าทุกคนวางมือหมด คืนความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย ไม่ต้องมานั่งทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วกลับไปหาประชาชนนะ ให้ประชาชนตัดสินทั้งหมด แล้วให้โครงสร้างเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที บ้านเมืองมันก็สงบได้ ผมกำลังบอกว่า ผมไม่ได้อาฆาตใคร แต่ผมกำลังจะบอกว่า ปัญหามันอยู่ที่ไหน


ไม่ต้องอะไรมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้เลยนะคุณจอม เมื่อ 7 ตุลาคม (สลายม็อบ พันธมิตร ที่หน้ารัฐสภา) การสลายม็อบเป็นไปตามหลักวิชาทุกอย่าง มีขั้นตอน มีการใช้แก๊สน้ำตา แต่การสลายม็อบที่ดินแดงตี 4 (สงกรานต์เลือด) ยังไม่ทันไรเลย เอาเอ็ม 16 สาดเข้ามา แล้วอีกฝ่ายหนึ่งต้องถูกดำเนินคดีทั้งอาญา ทั้งวินัย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีคลิปเสียงตำรวจพิสูจน์ออกมาแล้วว่า รอยตัดช่วงที่ไปตัดนะ มีความสมบูรณ์ในตัวเองว่า มีการใช้ความรุนแรง แล้วมีอะไรเกิดขึ้นไหม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือมันชัด ๆ ว่า จะเข้าข้างฝั่งนี้แหละ จะเก็บฝั่งนี้ไว้แหละ อีกฝั่งหนึ่งอย่าเข้ามายุ่งนะ


จอม : ท่านคิดอย่างไร กับสิ่งที่สังคมกลุ่มหนึ่งกำลังจะร้องขอและวิงวอนจากท่านบอกว่า ยุติการเคลื่อนไหวเสียทีเถอะ ยุติการทำร้ายประเทศไทยเสียทีเถอะ ขอให้สังคมสงบ แล้วเดินหน้าต่อไปได้

พ.ต.ท.ทักษิณ : แล้ววันนี้สรุปแล้ว หมายความว่า ถ้าปล้นอำนาจเสร็จก็บอกว่า หยุดเถอะนะ ง่าย ๆ อย่างนี้หรือ สมมุติง่ายๆ นะว่า คุณจอมไปปล้นเงินเขามา ได้เงินมาแล้วก็จะไปกินก๋วยเตี๋ยว และเมื่อเจ้าทรัพย์มาตามว่า เฮ้ย! เอาเงินผมคืนมา แล้วคนที่ปล้นเงินเขามาก็บอกว่า เนี่ยมายุ่งกับเงินผม จนผมกินก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ ร้านก๋วยเตี๋ยวก็โกรธ แหวใส่ แทนที่จะอุดหนุนร้านก๋วยเตี๋ยวผมเลยทำไม่ได้ มันถูกไหมละ คือต้องดูต้นเหตุ ไม่ใช่ดูปลายทาง พอดูปลายทางแล้วสรุป ไม่ได้


คือวันนี้ จุดอ่อนของเรา คือการศึกษาของเรา มันสอนให้คนท่องจำ เพราะฉะนั้นมันมี knowledge without understanding คือมีความรู้ แต่ไม่มีความเข้าใจ วิเคราะห์อะไรไม่เป็น พอใครพูดอะไรกรอกหูก็เชื่อเลย ต้องไปหารากฐานเลยว่า

หนึ่ง เราเป็นประชาธิปไตยอยู่ดี ๆ ใช่มั้ย
สอง บ้านเมืองเรามันดีๆ ใช่ไหม
สาม มันมีคนเสียผลประโยชน์คนหนึ่ง รวมตัวกันแล้วขึ้นมาประท้วง เสร็จแล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนเอาอำนาจเข้าไปสนับสนุน เช่น ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็ดี บุคคลที่อยู่นอกโครงสร้างก็ดี เข้ามายุ่ง ยุ่งแล้วก็หาเรื่องปฎิวัติ วันนี้บ้านเมืองย่อยยับก็มาจากการปฎิวัติ

คุณจอม หลังปฎิวัติทุกครั้งเขาไม่ทำกันอย่างนี้ แต่นี่เมื่อปฎิวัติแล้ว เอาคนที่เป็นปฎิปักษ์ทางการเมืองมานั่งสอบสวน หาเรื่องมันทุกเรื่อง อีกฝ่ายหนึ่งผิดก็ไม่ทำอะไร อย่างคนสอบสวนผมคนหนึ่งนี่ พบว่าโกงเครื่องบินโดยสารของการบินไทย ก็ไม่สอบสวนจนป่านนี้


จอม : เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ท่านก็เปิดตัวรายการวิทยุเฉพาะของท่านเอง talk around the world ทาง www.thaksinlive.com พอรายการนี้ออกวันแรก ทางคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็บอกว่า ทำอย่างนี้ สักวันหนึ่งหรือสุดท้ายคุณทักษิณก็คงจะรู้ว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง และวันเกิดของท่าน ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ได้อวยพรให้ท่านด้วย ท่านอภิสิทธิ์บอกว่า ขออวยพรให้ท่านทักษิณมีความสุข มีความสมหวัง แล้วสักวันหนึ่งก็คงได้มีดวงตาที่เห็นธรรม คิดอย่างไรกับคำอวยพรนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ : เป็นวันเกิดผม ผมก็ขอบคุณคุณอภิสิทธิ์ไป แต่วันนี้ คุณอภิสิทธิ์เองก็คงดวงตาเห็นธรรมแล้วละว่า การที่มาเป็นนายกฯ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง คงเห็นธรรมแล้วละ


จอม : เรื่องของกลุ่มคนเสื้อแดง ตอนนี้เห็นว่ามีการแตกคอกันค่อนข้างมาก คุณจักรภพ (เพ็ญแข) คุณสุรชัย (ด่านวัฒนานุสรณ์) คุณณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) คุณจตุพร (พรหมพันธุ์) ก็แตกกันออกมา และมีการตั้งกลุ่มแดงสยามขึ้นมาด้วย ท่านมองปัญหานี้อย่างไร

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องจากที่มันมีแกนนำหลายคน ความคิดเห็นต่างกันก็มีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แน่นอน มีความเห็นต่างกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่แล้วจริง ๆ เขาต้องการเห็นบ้านเมืองมีประชาธิปไตย ไร้ซึ่งความอยุติธรรมแบบนี้ แล้วให้ระบบสองมาตรฐานหมดไป เขาต้องการอย่างนั้น อยากเห็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนเสีย แล้วให้โครงสร้างทุกอย่างทำงานตามปกติ อย่าได้เป็นสองมาตรฐาน หรืออย่าให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนศาล เขาสร้างกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนมากนะครับ และเขาก็สร้างมาเป็นที่ยอมรับนับถือ แต่มาถึงวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันตลกมาก เรื่องของการยุบพรรคพลังประชาชน ไทยรักไทย สืบพยานเช้าบ่ายยุบ ศาลมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง มากกว่าองค์กรใดๆ ในโลก ซึ่งไม่มีใครเขาทำกัน


จอม : เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา คุณจักรภพก็ออกมาพูดเหมือนกันว่า ความพยายามของคนเสื้อแดงที่จะนำท่านกลับมาเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะเป็นฝันสลายก็ได้ โดยบอกว่า ฝันไปเถอะ ถ้าท่านทักษิณกลับมา ก็เป็นเป้าของปืนเสียเปล่าๆ ท่านรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ หรือว่า ถึงวันนี้ ขณะที่เดินทางอยู่ในต่างประเทศ ท่านรู้สึกว่ามีคนพยายามจะปองร้าย หรือเอาชีวิตของท่านหรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ : ในต่างประเทศไม่มีครับ แต่อยู่ในประเทศไทยโดนหลายรอบแล้วครับ คุณจักรภพก็คงห่วงใยผม ถ้าผมกลับเมืองไทย เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบ ถ้าผมกลับไป ผมอาจจะถูกลอบฆ่าอีกก็ได้ หลายคนอาจจะกลัวผม คิดว่าผมจะไปแก้แค้น แอบยิงผมก่อน


จอม : ท่านคิดอย่างนั้นไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ก็เป็นไปได้ ซึ่งผมเองก็ต้องคิดเวลาผมกลับไป ต้องคิดว่า กลับไปแล้วจะมีปัญหาไหม จริงๆ แล้ว คุณจอมฮะ ผมไม่ได้ซีเรียสว่าจะกลับหรือไม่กลับ ผมจะเล่าให้ฟังว่า ผมเองตอนนี้เหมือนหนู คุณจุดไฟไหม้ป่า ผมก็ตกใจ ผมก็วิ่งเข้าไปอยู่ในโพรงไม้ ตอนแรกก็อึดอัดว่า นอนอยู่ในบ้านดีๆ ตอนนี้กลับมานอนในโพลงไม้ แต่ผมนอนไปสักพักหนึ่ง ผมมีความรู้สึกว่า ฝนตกผมก็ไม่เปียกนี่หว่า แดดออกผมก็ไม่ร้อนนี่หว่า ก็เริ่มปรับตัวว่า เออ ก็เริ่มอยู่ได้เหมือนกัน อยู่ไปอยู่มา ผมก็เริ่มหาอาหารกินได้แล้ว ซึ่งอยู่ในต่างประเทศอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์เหลือเกิน ผมก็เลยอยู่ของผมได้


แต่ปัญหาก็คือ บ้านที่ไฟไหม้อยู่ตอนนี้ เจ้าของบ้านก็ดี คนอยู่ในบ้านก็ดี ไม่ช่วยกันดับ แล้วถามว่า แล้วหนูตายไหม หนูก็ไม่ได้ตายหรอก เพราะหนูมันอยู่นอกบ้านแล้ว อยู่โพรงไม้ และอ้วนด้วยนะ แต่ที่บ้านที่กำลังมีปัญหาอยู่ จะทำอย่างไร ถ้าจะดับไฟก็ช่วยกันดับ แล้วบอกว่า จะให้หนูไปช่วยซ่อมแซมบ้าน หนูก็ไป เพราะหนูตัวนี้นั้น ถึงแม้จะปรับตัวได้ อยู่ได้ แต่มันก็รักบ้านของมัน


จอม : กำลังจะถามต่อพอดีว่า หนูตัวนี้ มีความรักบ้านของตัวเองอยู่หรือเปล่า หรือยังเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้อยู่หรือเปล่า

พ.ต.ท.ทักษิณ : แน่นอนครับ รักอย่างสุดๆ ไม่ใช่รักแบบธรรมดาด้วย และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณคนที่ห่วงใยผม เอาอย่างนี้ ลองถามคนที่เกลียดผมสุดๆ นี่ ถามว่า ตั้งแต่ผมออกมาแล้ว ประเทศดีขึ้นไหม ตั้งแต่ปฎิวัติ แล้วผมเงียบ ผมไม่ได้ยุ่งอะไร ผมเล่นฟุตบอลของผมอย่างเดียวนี่ ถามว่าบ้านเมืองดีขึ้นไหม ก็แย่ลง ดาวน์ลงทุกวัน เพราะอะไร เพราะความพยายามที่จะขจัดให้สิ้นซาก โดยยอมให้ระบบทั้งหลายเสียหายหมด ยอมให้เกิดระบบสองมาตรฐาน เพราะต้องการขจัดให้สิ้นซาก และผลสุดท้ายมันไม่จบหรอกครับ


นี่นะคุณจอม มีสงครามที่ไหนบ้าง ที่จบด้วยสงคราม มันต้องจบด้วยการเจรจาทั้งนั้น


จอม : ก็นั่นสิครับ ทำไมท่านถึงไม่เริ่มต้นก่อน

พ.ต.ท.ทักษิณ : จะให้ผมเริ่มต้นอย่างไร วันนี้ ถามจริง ๆ เถอะว่า ใครมีอำนาจจะคุยกับผมละ


จอม : ผมว่าท่านรู้นะว่าใครมีอำนาจ

พ.ต.ท.ทักษิณ : เดี่ยวๆ คุณจอม ไปหาให้ผมเลย แล้วเอาเบอร์โทรศัพท์มาเลย แล้วผมจะโทรไปหา


จอม : แต่ผมเชื่อว่าท่านรู้ ใครมีอำนาจที่สุด

พ.ต.ท.ทักษิณ : นี่ ขนาดผมเป็นนายกฯ ผมยังไม่มีอำนาจเลย ผมเป็นนายกฯ ผมมี 377 เสียงนะ ผมยัง solid (มีความมั่นคง) มากกว่าคุณอภิสิทธิ์วันนี้อีก แต่ผมยังไม่มีอำนาจเลย วันนี้คุณอภิสิทธิ์รู้ดี เพราะจะตั้ง ผบ.ตร. ยังตั้งไม่ได้เลย โธ่! ประเทศไทย โครงสร้างมันเพี้ยน


จอม : มีข้อกล่าวหาที่จะเรียกว่าร้ายแรงก็ว่าได้ ที่มีคนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาท่านว่า ท่านไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน

พ.ต.ท.ทักษิณ : อันนี้เป็นข้ออ้างที่ใช้ในการโค่นล้มทางการเมือง ตั้งแต่หลายสิบปีมาแล้ว และเรื่องนี้ ประชาธิปัตย์ถนัดอยู่แล้ว ผมบอกได้เลย ผมเป็นคนที่มีความจงรักภักดีสูงมาก เนื่องจากผมเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เป็นนักเรียนนายร้อย เวลาเราวิ่งไป เราจะพูดว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราท่อง เราปฎิญาณตนทุกวันก่อนนอน แล้วยังไม่พอ ผมสมรสพระราชทานนะครับ พ่อตาผมก็เป็นราชองครักษ์ แล้วผมเองก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณหลายเรื่อง ภรรยาผมได้รับพระราชทานเป็นคุณหญิง โดยสมเด็จฯ (สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ) เป็นคนพระราชทานให้นะ


จอม : ความพยายามจะขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งที่ทางราชการบอกว่า เป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็พยายามจะขอพระราชทานอภัยโทษให้กับท่าน แต่สุดท้ายเมื่อไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีการหรือระเบียบการก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของคนบางกลุ่มคือ กระเทือนต่อสถาบัน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมจะพูดคำเดียว แล้วไม่ต้องถามผมต่อนะ ผมรู้ข้อกฎหมาย และได้ทำในส่วนที่ถูกกฎหมายไปเรียบร้อยแล้วครับ แค่นั้นจบ


จอม : ขออนุญาตที่จะถามเรื่องนี้ เพราะมีคนฝากถามมาว่า ในขบวนการคนเสื้อแดงตอนนี้ มีส่วนหนึ่งจริงหรือเปล่าที่จะล้มสถาบัน แล้วท่านจะจัดการอย่างไร

พ.ต.ท.ทักษิณ : คนเป็นล้านเนี่ยนะ เราไม่สามารถสกรีนได้ทุกคนหรอก แต่ถ้าเมื่อไหร่มีกระบวนการนี้เกิดขึ้น ผมขวางแน่นอน ผมขวางแน่นอน และผมจะไม่ให้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่เป็นกองเชียร์ผมตกเป็นเครื่องมือแน่นอน แต่วันนี้นี่ คนที่ไปรวมกัน บางคนคิดอย่างไร ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ผมอาจจะมีการพูดคุยกับคนบางคน แต่ไม่มีเป้าหมายในเรื่องที่จะไปทำอะไรที่เสียหายต่อ พระราชวงศ์ เพราะผมจงรักภักดี ผมไม่ยอม ถ้าเมื่อไหร่ใครจะเอาขบวนการเสื้อแดงไปทำถึงขั้นนั้น ผมขวางแน่นอน


จอม : พูดคุยกับคนบางคน แค่ระดับไหนอย่างไรครับ


พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมก็พูดคุยบ้างละครับ อย่างคุณวีระ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ ผมก็คุยบ้าง แต่ไม่คุยทุกคน ส่วนใหญ่มือถือก็จะโทรหาคนใดคนหนึ่งในสามคนนี้


จอม : คนเสื้อแดงกำลังต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย ถ้าจะขีดเส้นของคำว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ มันแค่ไหน สูงแค่ไหน หรือลงมาแค่ไหน

พ.ต.ท.ทักษิณ : อำมาตยาธิปไตย คืออำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน และ over rule (ใช้อำนาจแทรกแซง) ยกตัวอย่าง เช่น อยู่ๆ ตั้งใครก็ไม่รู้ ข้าราชการเกษียณ มีอยู่คนหนึ่งให้สามารถปลดนายกฯ ได้ โดยที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่นายกฯ มาจากประชาชน กระบวนการประชาธิปไตยนั้น อำนาจอะไรก็แล้ว มันจะต้องเชื่อมโยงไปที่ประชาชน แต่วันนี้ มีการตั้งข้าราชการเกษียณ แล้วแค่หยิบมือ ตั้งกันขึ้นมา ตั้งขึ้นมาแล้วสามารถมีอิทธิฤทธิ์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วยซ้ำ เขียนกฎหมายเองว่างั้นเถอะ ศาลบางศาล อย่างศาลรัฐธรรมนูญ บางครั้งพิจารณาคดี มีการเขียนกฎหมายขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่ ไม่มีกฎหมาย ยกตัวอย่างเรื่องของคุณสมัคร เปรียบเสมือนการเขียนกฎหมายขึ้นมาไหมล่ะ กฎหมายไม่มี เปิดพจนานุกรมเอาอย่างเนี่ย คนที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ ๆ บอกว่าให้โมฆะ


จอม : อย่างคำว่า อำมาตย์ หรือกลุ่มอำมาตย์ ที่คนเสื้อแดงกำลังคัดค้านหรือต่อสู้อยู่นั้น จะรวมแค่ไหนอย่างไร เพราะบางคนบอกว่า เกี่ยวพันถึงสถาบันด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ : บอกแล้วไงว่า ถ้าเมื่อไหร่เกี่ยวพันกับสถาบัน (พระมหากษัตริย์ ) ผมขวางแน่ ผมขวางแน่ และผมเชื่อว่า จะให้คนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่สนับสนุนผมไม่ให้ล่วงเลยได้ แต่วันนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาคิดแค่โครงสร้าง ที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจของประชาชนเข้ามาลบล้างอำนาจประชาชน ใม่ใช่ให้คนหลายสิบล้านคนลงไปเลือกตั้ง เลือกตั้งขึ้นมาแล้ว ให้คนไม่กี่คน ไม่กี่หยิบมือทำตามคำสั่ง คนนั้นสะกิด คนนี้สะกิด ล้มล้างอำนาจของประชาชน ตรงนี้มันไม่เป็นประชาธิปไตยครับ ไม่รู้นะ ผมไม่ได้คุยกัน แต่ทุกฝ่ายต้อง limit หรือขีดเส้นอยู่แค่นี้ ล้มล้างระบบอำมาตย์ ก็คือล้มล้างระบบแต่งตั้ง ลากตั้งที่มีเหนืออำนาจของประชาชน เท่านั้นเอง ถ้าเกินกว่านี้ ผมไม่เอาด้วย


จอม : ตอนนี้ท่านอยู่ในต่างประเทศ แน่นอนค่าใช้จ่ายสูง คนสงสัยว่าท่านเอาเงินจากที่ไหนมาใช้จ่าย เงินส่วนหนึ่งก็ถูกรัฐบาลไทยยึดไปหมดแล้ว หรือว่ามีเงินบางส่วนท่านแอบไปซ่อนไว้ในต่างประเทศ ไปทำเรื่องฟอกเงินอยู่ในต่างประเทศ จึงเอาเงินเหล่านั้นมาใช้อย่างสบาย เอารายได้มาจากไหน กับการใช้จ่ายในแต่ละวัน แต่ละเดือน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมมีทีมฟุตบอลของผม จำได้มั้ยครับ (จอม : ครับจำได้)


จอม : แต่เงินที่ได้มาก็โดนรัฐบาลอังกฤษยึดไปไม่ใช่หรือ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ใครบอกครับ ผมไม่มีเงินฝากที่อังกฤษแม้แต่บาทเดียวครับ นี่ไงฮะ แม้แต่คุณจอมก็ยังเชื่อเขาเลย เพราะมันโกหกทุกวัน


จอม : ผมอยู่ในสื่อเมืองไทยครับท่าน ผมอยู่ประเทศไทยครับ ( หัวเราะ )

พ.ต.ท.ทักษิณ : คุณจำรองนายกฯ หน้าดำๆ ได้ไหม บอกว่า ผมขนเงินกลับมาเมืองไทย 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนก่อนหน้านั้น สถานีโกหกรายวัน บอกว่า ผมขนเงินออกไปตอนไปประชุมนิวยอร์ค ก่อนปฎิวัติ ขนเงินไป 30 กระเป๋า อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรือ่งการปล่อยข่าว และคนที่ใจไม่ชอบกันอยู่แล้วนี่ มันก็เชื่อเลย คนเหล่านี้ก็หลงเชื่อ


จอม : แล้วเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายตอนนี้ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : เอ้า ก็ผมขออนุญาตแบงค์ชาติ เอาเงินไปซื้อทีมฟุตบอลจำได้ไหม แล้วผมก็ขายทีมฟุตบอล แล้วผมก็มีกำไรของผมไง


จอม : เงินที่ไปซื้อเหมืองเพชร เหมืองทอง อันนี้ก็มาจากการขายทีมฟุตบอลด้วยใช่ไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ใช่ครับ นี่เหมืองพวกนี้ไม่กี่ตังค์นะ คุณอย่าคิดว่าเหมืองมันแพงนะ ไม่กี่ตังค์ ไม่แพงหรอก ซึ่งก็แล้วแต่ว่า ซื้อแล้วมันแจ็คพอตไหม สมมุติไปซื้อเหมืองทอง มันอาจจะไม่ได้ทองก็ได้ แต่เราได้ศึกษาล่วงหน้าอย่างดี เช่น เหมืองทอง ถ้าขุดดินขึ้นมาแล้วมีทองอยู่ 2 กรัม ก็ถือว่าคุ้มทุนนะ เกินกว่า 2 กรัมก็ถือว่ากำไรนะ ก่อนที่ผมจะเลือกบล็อก ผมเห็นเหมืองข้างๆ ผม เขาขุดอยู่แล้ว เขาได้ทองวันหนึ่งถึง 25 กรัม และเราดูสายแร่ ดูแล้วสายแร่มาจากที่เรา ดังนั้นของเรา ขี้หมูขี้หมามันต้องมีทองแน่ เราไปเลือกเอาอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่า มีการศึกษา มีไหวมีพริบ แล้วตอนนี้ต่างประเทศ คนมาเจ๊งกันเยอะ เนื่องจากแบงค์เขาไม่ปล่อยกู้ คนก็หยุดการลงทุนกันหมด ก็ไปหาช่องทางอื่นกัน


จอม : การเดินทางในต่างประเทศของท่าน เจ้าของประเทศไม่รู้สึกระอักกระอ่วนใจหรือครับ เพราะรัฐบาลไทยกำลังตามตัวท่านอยู่

พ.ต.ท.ทักษิณ : เขากระอักกระอ่วนกับรัฐบาลไทย เขาไม่กระอักกระอ่วนกับผม เขาว่าไปยุ่งกับเขาทำไม เขาบอกว่า เขามีอธิปไตยเหนือดินแดนของเขา ทำไมเราไปยุ่งกับเขา เขารับใคร ไม่รับใคร เป็นเรื่องของเขา แล้วเราเที่ยวทำจดหมายไปหาเขา เขาบอกว่า เขารำคาญ


เวลาผมจะเดินทางไปไหน ผมจะติดต่อประเทศนั้นก่อนว่า ผมจะไปนะ จะเป็นอะไรไหม นอกจากบางประเทศบอกว่า ไม่ mind มาคุยกันหน่อยสิ เขาก็ให้ผมไปพบ


จอม : มีบางประเทศไหมครับ ที่อาจจะบอกว่า ขอโทษ ที่ไม่อาจจะรับท่านได้

พ.ต.ท.ทักษิณ : มีฮะ บางประเทศเขาบอกว่า เขารำคาญรัฐบาลไทย เขาบอกว่า อย่าเพิ่งมาเลยตอนนี้ อย่าเพิ่งมาเลย เขาขี้เกียจทะเลาะกับรัฐบาลไทย เอาไว้เงียบ ๆ อีกหน่อยแล้วค่อยมา ก็มีฮะ


จอม : แต่อาจจะมีบางประเทศที่บอกว่า ท่านไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของศาลประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่มีประเทศใดคิดเช่นนั้น เพราะเขารู้ เขาอ่านคำพิพากษา เขาก็ตลกกันหมดแล้ว การซื้อขายไม่ผิด คนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด แต่สามีคนซื้ออนุญาตให้ใช้บัตรประชาชนไปรับโอนนิติกรรม ผิด จำคุก 2 ปี แต่บุกรุกป่าสงวน ไม่เป็นไร อะไรอย่างนี้ เขารู้ครับว่า การเมืองเมืองไทยนั้นกำลังเป็นการเมืองขจัดฝ่ายอยู่


จอม : นอกจากมีเหมืองเพชร เหมืองทองแล้ว ท่านยังมีอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ อีกหรือไม่ เห็นว่ามีเครื่องบินส่วนตัว มีบอดี้การ์ดชั้นเยี่ยมในการดูแลความปลอดภัยของท่าน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่มี อันนี้ก็ตลกอีกแหละ ผมไม่มีบอดี้การ์ดชั้นเยี่ยมจากที่ไหนหรอก ผมไม่กลัวอยู่แล้ว ผมเป็นคนที่คิดว่า เกิดมาหนเดียวตายหนเดียว และผมคิดว่า พระเจ้ายังไม่เอาผมไปหรอก ผมโดนกี่รอบแล้วตอนเป็นนายกฯ ยังไม่เป็นไรเลย


จอม : ท่านเคยบอกว่า ท่านจะตายไม่ได้ จนกว่าจะค้นพบความยุติธรรมบนโลกใบนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ : ใช่ครับ


จอม : ถ้ามองเมืองไทยตอนนี้ ก่อนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาอะไรก็ตาม สังคมไทยอยากเห็นการร่วมมือกัน การประนีประนอม การพูดจากัน การสร้างความสมานฉันท์ ผมขอกลับมาถามคำถามเดิมอีก

พ.ต.ท.ทักษิณ : คุณจอม ประกาศไปแรง ๆ เลยนะ ว่าผมพร้อมเจรจากับทุกคน ก็คนอย่างคุณจอม ยังติดต่อผมได้เลย แล้วทำไมคนที่มีอำนาจในประเทศไทยจะติดต่อผมไม่ได้ เป็นไปได้อย่างไร


วันนี้ ผมจะบอกให้นะคุณจอม แม้กระทั่งคนขับแท็กซี่ ยังมีเบอร์โทรศัพท์ผมเลย เบอร์โทรศัพท์ผม ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ยังโทรมาหาผม เพราะฉะนั้น มีคนที่ไม่มีโทรศัพท์ผม ก็คงเป็นคนในทำเนียบรัฐบาลนั่นแหละ นอกนั้นมีหมดเลย ดังนั้นผมไม่ใช่คนที่ติดต่อยากอะไรที่ไหนเลย คุณจอมประกาศไปดังๆ เลยนะ ขนาดผมโทรคุยกับแท็กซี่ยังคุยเลย ตำรวจชั้นผู้น้อยก็ยังคุย แม่ค้าขายข้าวหมาก ผมก็ยังคุยเลย เพราะฉะนั้น ทำไมผมจะไม่คุยกับคนที่เป็นระดับนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือรองนายกรัฐมนตรีก็ดี ถึงแม้จะหน้าดำหน่อย ผมก็คุยได้


จอม : เอาเป็นว่า ผมสมมติเอาว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ โทรมาหาท่าน บอกว่า ท่านครับขอหยุด เรามาร่วมกันสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศเราได้หรือเปล่า สิ่งที่ท่านจะตอบกับท่านอภิสิทธิ์ และเงื่อนไขที่ท่านจะบอกกับท่านอภิสิทธิ์คืออะไร

พ.ต.ท.ทักษิณ : ก็ยังไงละ บอกผมมาสิ


จอม : ก็เนี่ยไงฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ : หมายถึง เราจะร่วมมือกันอย่างไร


จอม : ครับ เราจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อให้บ้านเมืองสมานฉันท์ เสื้อแดง เสื้อเหลืองทำให้เป็นสีเดียวกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมยินดีเลย จะให้ผมทำอะไรบ้าง บอกมาสิ และรัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความปรองดอง ไม่ใช่ให้เกิดความปรองดองข้างเดียว ไม่ใช่ปล้นทรัพย์มา แล้วพอเจ้าทรัพย์มาทวงก็บอกว่า เฮ้ย! เจ้าทรัพย์ไปไกลๆ อย่าเพิ่ง เดี่ยวผมกินก่วยเตี๋ยวก่อน ถ้าบอกว่า เอาละ เราจะคุยกันอย่างไรที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เราจะกำหนดความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างไร


จอม : ถ้าท่านอภิสิทธิ์บอกว่า ท่านกลับมา แล้วมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จากนั้นเรามาหาทางสมานฉันท์

พ.ต.ท.ทักษิณ : แล้ววันนี้ กระบวนการยุติธรรมมันยุติธรรมหรือเปล่าละ ผมคิดว่าผู้พิพากษาส่วนใหญ่ยุติธรรม เป็นคนดี แต่บางคนก็รับคำสั่ง โดยเฉพาะศาลตอนนี้อึดอัดกันมาก


จอม : ในทางกลับกัน ถ้าท่านอภิสิทธิ์บอกว่า ท่านคิดว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมตรงไหน แล้วเรามาแก้ร่วมกันอย่างนี้โอเคไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ( หัวเราะ) คุณอภิสิทธิ์ ไม่อยู่ในฐานะที่แก้ได้


จอม : แต่ท่าน (อภิสิทธิ์) เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ : วันนี้ ถ้าจะแก้กัน ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียวครับ เพราะศาลเขามีความเป็นอิสระของเขา แต่วันนี้คนที่มีอำนาจเหนือกว่าศาล เข้าไปแทรกแซง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา ถ้าอำนาจอธิปไตยมีระบบที่เรียกว่า check and balance มีความสมดุล มีการถ่วงดุลกันเอง ผมคิดว่าบ้านเมืองมันไปได้ครับ ความจริงระบบเดิมมันดีอยู่แล้ว มันมาป่วนตรงที่จะล้มผมนี่แหละ จะล้มผมแล้วไปใช้เครื่องมือทางศาล ใช้เครื่องมือทางด้านทหาร เขาอยากจะล้มผม เพราะล้มผมโดยตรงไม่ได้ เพราะเลือกตั้งทีไรก็ชนะ แต่ก็อยากจะล้ม โดยยอมให้ระบบเสียหายเพื่อที่จะล้มผม


ความจริงวันนั้นถ้าพูดกับผมดีๆ บอกผมว่า เออ ไม่ไหวโว้ย ชนะบ่อยแล้ว ขอให้เลิกเถอะ ผมก็เลิก เฮ้ย! ชนะบ่อยแล้ว ปล่อยให้คนอื่นชิงบ้าง ให้เลิกไปแขวนนวมเสีย ผมก็แขวน ผมไม่ได้บ้าอยากอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ผมอยากทำภารกิจตอนนั้นให้เสร็จ ผมกะว่าครบสองเทอม ผมจะแก้ปัญหาความยากจนไปให้ได้ เมื่อแก้ได้ ผมก็โอเค ผมมี legendary (เป้าหมาย) ในชีวิตของผม ผมก็พอแล้ว ผมอยากทำงานให้บ้านเมืองแค่นั้นแหละ จบ

นี่วันนี้นะ ผมไม่เป็นนายกฯ ถึงแม้ผมอยู่เมืองนอก แต่ผมเชื่อว่าความเครียดของผมน้อยกว่าคุณอภิสิทธิ์นะ หน้าผมใสเลยนะตอนนี้ ขนาดปล่อยข่าวว่าผมเป็นมะเร็ง ทำคีโมทุกวัน แต่ ทำไมผมดกดำอย่างนี้

ศาลไทยบ่อนทำลายเกียรติภูมิตนเอง ด้วยการพิพากษาไร้ปราณีส่งจำเลยคดีหมิ่นฯขังคุก

ที่มา Thai E-News


แปลและเรียบเรียงโดย คุณแชพเตอร์ ๑๑
ที่มา เวบLiberal Thai
ต้นฉบับ JURIST (School of Law, University of Pittsburgh)

แม้ศาลจะทำเรื่องที่เสียชื่อเสียงให้กับตัวเอง แต่มันมีผลถึงทุกคนในประเทศไทย – ยิ่งนานไปกฎหมายจะยิ่งไร้คุณค่า – แต่ได้ผล ผลในทางตรงข้ามกับที่ตั้งใจ แทนที่จะเป็นการปิดปากนักวิจารณ์ กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการโต้เถียง และแสดงความเห็นกันระรอกใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


นายออซาร์ ธิ (สมาชิกของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซีย ฮ่องกง) กล่าวว่า:
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ศาลประเทศไทยคลืบคลานเข้าใกล้ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งอย่างพม่าเข้าไปทุกที เมื่อได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้ประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารถูกตัดสินจำคุกถึง ๑๘ ปี ศาลอาญากรุงเทพตัดสินว่าดารณี ชาญเชิงศิลปกุล กระทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ ๓ กระทง จากคำปราศัยในการชุมนุมเพื่อสนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกปล้นอำนาจ ในคำปราศัย ดารณีได้พาดพิงการทำรัฐประหารปี พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเกี่ยวข้องกับพระราชวัง และยังเปรียบเทียบเหตุการณ์ระหว่างประเทศไทย และชะตากรรมของราชวงศ์ในประเทศเนปาล ซึ่งถูกโค่นล้มไปในปี พ.ศ.๒๕๕๑ หลังจากได้ถูกประชาชนทำการลุกฮือขับไล่”


ข้อกล่าวหาต่างๆต่อดารณีนั้นเนื่องมาจากการร้องเรียนของสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณซึ่งมีทหารให้การช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้วได้ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาสามเดือน ยึดสนามบินประมาณหนึ่งอาทิตย์ ทุกๆคนทั้งสนธิ และผู้ร่วมปฎิบัติการกลับไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ

จากการกระทำอันเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมอย่างรุนแรง รวมถึงการทำร้าย และข้อกล่าวหาว่าทำฆาตกรรม ทำลายและขโมยทรัพย์สินส่วนราชการและส่วนเอกชนอย่างยับเยิน ในขณะที่ศาลกลับพุ่งเป้าหมายไปแต่ฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อกล่าวหาว่า เป็นอาชญากรทางความคิดและทางคำพูด ส่วนสนธิและพันธมิตรยังคงสำรากด้วยวาจาที่สามหาวกระจายเสียงออกอากาศ และทางสื่ออินเตอร์เน็ตต่อไป

ผู้พิพากษาแสร้งทำเป็นพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม ศาลปฎิเสธการขอประกันตัวถึง ๓ ครั้ง ตามรายงานข่าวว่า เนื่องจากศาลเกรงว่า การปล่อยตัวดารณีจะกระทบกับความรู้สึกที่อ่อนไหวของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขี้นภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลสั่งพิจารณาคดีแบบปิดด้วยเหตุผลในเรื่องความมั่นคงของชาติ

ด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือ แม้แต่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายยังมีการพิจารณาคดีแบบเปิดเลย มันยากที่จะพิสูจน์ว่า การคุกคามอย่างรุนแรงที่ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างอดีตนักข่าววัย ๔๖ ปีนี้มันจะเป็นภัยที่ตรงไหน ถึงเธอจะมีชื่อเล่นว่า “ดา ตอร์ปิโด” ก็เถอะ เหตุผลจริงๆที่น่าเป็นไปได้ในการปิดประตูพิจารณาคดีก็เพื่อกันผู้ต้องหาทำการสู้คดี จำเลยในคดีหมิ่นฯตามปกติแล้วจะยอมรับผิด ยอมรับการตัดสิน และจากนั้นก็ทำเรื่องยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการพระราชทานอภัยโทษในที่สุด ดารณีไม่ยอมทำอย่างนั้น เธอบอกนักข่าวทั้งหลายว่า เธอจะยื่นอุทธรณ์

ดารณี ร่วมชะตากรรมกับสุวิชา ท่าค้อ ผู้ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ถูกตัดสินจำคุก ๑๐ ปีในการเผยแพร่ภาพที่ดัดแปลงของกษัตริย์ในอินเตอร์เน็ต สุวิชาเป็นหนึ่งในนักโทษแห่งมโนธรรมในคุกประเทศไทย คนอื่นๆที่กำลังรอการพิจารณาคดีที่ถูกกล่าวหาคล้ายๆกันนี้ รวมถึง จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บข่าวอิสระทางอินเตอร์เน็ตประชาไท ผู้ซึ่งกำลังถูกตั้งข้อหากระทำผิด พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อันคลุมเคลือ จิรนุชไม่ได้พูดหรือกระทำใดๆเอง “การกระทำอาชญากรรม” ของเธอคือการลบความเห็นที่อ่อนไหวจากเว็บไซต์ช้าเกินไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซีย กลุ่มผู้รณรงค์ในภูมิภาคซึ่งมีฐานในฮ่องกง ได้มีแถลงการณ์ถึงคณะกรรมการพิเศษของยูเอ็น ๒ คน เพื่อขอให้มีส่วนร่วมในคดีนี้ รวมถึงคดีอื่นๆ

ศาลไทยทำงามหน้าอีกครั้งด้วยการรีบระล่ำระลักออกมาปกป้องชนชั้นทางสังคมที่ยิ่งนานไปยิ่งล้าหลัง ไม่กี่ปีให้หลังนี้ ศาลไทยประสบความสำเร็จในการทำร้ายตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่ลุกลี้ลุกลนปกป้องระเบียบทางการเมืองที่ยึดครองไว้ ที่ยิ่งนานวันยิ่งสวนกระแสกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แม้ศาลจะทำเรื่องที่เสียชื่อเสียงให้กับตัวเอง แต่มันมีผลถึงทุกคนในประเทศไทย – ความเคารพที่มีต่อสถาบันจะลดน้อยลง ยิ่งนานไปกฎหมายจะยิ่งไร้คุณค่า – แต่ได้ผล ผลในทางตรงข้ามกับที่ตั้งใจ แทนที่จะเป็นการปิดปากนักวิจารณ์ กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงและแสดงความเห็นกันระรอกใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกี่ยวกับว่า เรื่องอะไรที่พูดได้หรือไม่ได้ และไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จะทำเลยในราชอาณาจักร ยิ่งศาลพยายามที่จะปิดปากประชาชนในประเทศไม่ให้พวกเขาพูดในสิ่งที่คิดเท่าไร

พวกเขาจะหยุด… แล้วหันมาถามว่า ทำไม?

วันที่9เดือน9ร่วมไว้อาลัยทั้งแผ่นดิน ครบ1ปีอัปยศเปิดพจนานุกรมปลดนายกฯประชาชนเลือกตั้ง

ที่มา Thai E-News


ไร้ยางอาย!-ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฎยึดทำเนียบถูกปล่อย ยึดสนามบินนานาชาติเป็นผู้ก่อการดี รักษาความสงบป้องกันรัฐสภาถูกชี้มูลผิด...ที่นี่ประเทศใคร!?? คนที่ทำก็ไร้ยางอาย คนที่ยังทนได้โดยไม่รู้สึกรู้สา ก็ไร้สำนึก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
9 กันยายน 2552


วันที่ 9 เดือน 9 ปี09 ปีนี้นับเป็นวันครบขวบปีเหตุการณ์อัปยศบทหนึ่งของการเมืองไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเปิดพจนานุกรมตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โทษสถานหนักทำกับข้าวออกทีวี หลังกรณีนี้มีการเปิดเผยว่านายจรัญ ภักดีธนากุล 1 ในตุลาการที่ตัดสินคดีนี้ ถูกตรวจสอบพบว่า ได้ไปเป็นลูกจ้างมหาวิทยาลัยสอนหาลำไพ่พิเศษ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยจึงนัดหมายกันแต่งดำไว้ทุกข์ทั้งแผ่นดิน เพื่อไว้อาลัยกับความยุติธรรม2มาตรฐานที่ใช้อำนาจปลดนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชน


ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยได้ชักชวนกันแต่งดำไว้ทุกข์ในวันที่ 9 เดือน 9 ปี 09 อันเป็นวันครบขวบปีเหตุการณ์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินมีผลให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาพ้นตำแหน่ง แค่เพียงเหตุจากการทำกับข้าวออกทีวี โดยการตัดสินเป็นไปโดยพิลึกพิลั่น คือเปิดพจนานุมกรมตัดสินคดี

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปีกลาย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเปิดพจนานุกรมตัดสินว่า การทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” มีความผิดรัฐธรรมนูญ สร้างความขบขันไปทั่วทั้งโลก และมีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมไทยอย่างหนัก

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดยนาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยโดยสาระสำคัญระบุว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจง การแก้ข้อกล่าวหา เอกสารประกอบ พยานหลักฐานอื่นทีเกี่ยวข้อง และคำเบิกความจากพยานบุคคลแล้ว เห็นว่าคดี มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยมีการกำหนดประเด็นที่พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 267 เพราะเหตุผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งใดใน บริษัทเฟซ มีเดียจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่มุ่งหาผลประโยชน์ กำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 บัญญัติห้ามนายกฯและรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างของบุคคลใด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นไปโดยชอบ ป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดสถานะ การขาดจริยธรรมซึ่งยากในการตัดสินใจ ทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะเมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ฐานขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันในลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัว จะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ

“การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล จึงไม่ใช่แปลความคำว่าลูกจ้างในรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอากรเท่านั้นเพราะกฎหมายแต่ละฉบับย่อมมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไปตามเหตุผล และการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและยังมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการกระทำขัดกันแห่งผลประโยชน์แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย”

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การปกครองประเทศ เนื่องจากตั้งรับรองสถานะของสถาบันและสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดพื้นฐานการดำเนินการของรัฐ เพื่อให้รัฐได้ใช้เป็นหลักใช้ปรับกับสภาวะการหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ ดังนั้นคำว่าลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงมีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมายอื่น โดยต้องแปลตามความหมายทั่วไป

ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่าลูกจ้างว่า หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงานผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้าง


ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทั้งสิ้น มิเช่นนั้นผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ที่รับจ้างรับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็สามารถทำงานต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือน มาเป็นสินจ้างตามการทำงานที่ทำ เช่น แพทย์เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็นมาเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังผูกพันกันในเชิงผลประโยชน์ กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้ที่รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงให้ทำได้โดยง่าย

ข้อเท็จจริงได้จากการไต่สวนนายสมัคร หลังจากผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งนายกฯ แล้วยังเป็นพิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ” ยกโขยงหกโมงเช้า” ให้กับบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะกิจการงานที่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ได้กระทำร่วมกันกับผู้ถูกร้องมาโดยตลอดเป็นเวลาหลายปี โดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เพื่อมุ่งค้าหากำไร ไม่ใช่เพื่อการกุศลสาธารณะ และนายสมัคร ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะ และภารกิจเมื่อได้กระทำในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ จึงเป็นการกระทำและนิติสัมพันธ์ที่อยู่ในขอบข่ายที่มาตรา 267 ประสงค์จะป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเอกชนแล้ว ทั้งยังปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 23 ต.ค. 44 หน้า 37 อีกด้วยว่า การทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักดิ์รายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 10.30 น. - 11.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัดนั้น นายสมัคร ได้รับเงินเดือนจากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ 8 หมื่นบาท

สำหรับหนังสือของนายศักดิ์ชัยที่มีถึงนาย สมัคร ลงวันที่ 15 ธ.ค. 50 ปรึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไรในการเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการชิมไปบ่นไป และหนังสือของนายสมัครมีถึงนาย ศักดิ์ชัย ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2550 แจ้งว่า “ จะทำให้เปล่าๆ โดยไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเหมือนอย่างเคย “ นั้น นายสมัครไม่เคยแสดงหนังสือทั้ง 2 ฉบับนี้มาก่อนจนถูก กกต. เรียกให้ชี้แจง โดยนายสมัคร ชี้แจงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 51 และยังคงยืนยันเสมือนว่าก่อนเดือนธ.ค. 50 ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของนางดาริกา รุ่งโรจน์ พนักงานบัญชีของ เฟซ มีเดีย จำกัด และหลักฐานทางภาษีอากร ที่ว่าก่อนหน้านั้นว่า นายสมัครได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของนายสมัคร อีกทั้งนายสมัครเองเบิกความว่าไม่ได้รับค่าน้ำมันรถ และค่าใช้จ่าย น่าจะเป็นการนำเงินไปให้คนขับรถมากกว่า ก็ขัดแย้งกับคำชี้แจงของนายสมัครเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 51 ที่ให้การว่า การที่ได้รับเชิญไปในรายการ “ชิมไปบ่นไป” น่าจะได้รับค่าพาหนะ โดยค่าพาหนะจะได้รับเฉพาะเมื่อได้ไปออกรายการเท่านั้น ถ้าไม่ไปออกรายการตามที่เชิญมากก็ไม่ได้รับค่าพาหนะ จึงรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

“พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า นายสมัคร ทำหน้าที่พิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว โดยยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจาก บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ดังนั้นการที่เป็นพิธีกรให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการรับจ้างการทำงานตามความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 267 แล้ว เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) “

อย่างไรก็ตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน เห็นว่านายสมัคร เป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า นายสมัครดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่อีก ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 3 คน เห็นว่าการเป็นพิธีกร การใช้ชื่อรายการ “ชิมไปบ่นไป” และใช้รูปใบหน้าของนายสมัคร ในรายการของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้แก่กิจการที่ทำ ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องให้แก่บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วน โดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า นายสมัคร เป็นลูกจ้างบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 หรือไม่อีก

อาศัยเหตุผลข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่านายสมัคร กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181