WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 10, 2009

แทรกแซงสื่อ ขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

ผมรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากต่อรายงานข่าวที่ว่านายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อสารมวลชนของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อสมท. ฯลฯ ได้ขอไฟล์เสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการเอ็กคลูซีฟสถานีวิทยุ 100.5 เอฟเอ็ม อสมท.ของคุณจอม เพชรประดับ โดยขณะที่อยู่ระหว่างที่รายการดังกล่าวยังดำเนินรายการยังไม่จบ ได้มีเจ้าหน้าที่หน้าห้องของนายสาทิตย์ได้เดินทางไปยังห้องจัดรายการและขอไฟล์บันทึกเสียงทั้งหมด

นอกจากนั้นนายสาทิตย์ได้แสดงอาการหงุดหงิดโดยได้โทรสอบถามเสียงเครียดว่า “เอามาออกอากาศได้อย่างไร เป็นสื่อของรัฐ มีการขออนุญาตให้ผู้ใหญ่รับทราบหรือไม่” พร้อมทั้งยังกล่าวในทวิตเตอร์ว่า “เช้านี้ (6 ก.ย.) งานเข้าที่ อสมท.ครับ คาดว่าเป็นข่าวแน่ พรุ่งนี้จะมีคำชี้แจง ตอนนี้กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของนายสาทิตย์เป็นการแทรกแซงสื่ออย่างชัดเจน

วีรกรรมเชิงลบของนายสาทิตย์นี้ปรากฏขึ้นหลายครั้งหลายคราว ที่โด่งดังมากก็คือ การย้ายผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือ เอ็นบีที ของกรมประชาสัมพันธ์ ด้วยเหตุที่สัญญาณการถ่ายทอดรายการของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในเช้าวันอาทิตย์ที่แทบจะไม่มีคนฟังเลยนอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยผู้อำนวยการสถานีฯ ถูกปลดในฐานควบคุมดูแลไม่ดี ทำให้สัญญาณขาดหาย ซึ่งอันที่จริงแล้วตัวนายสาทิตย์เองในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก็น่าที่จะต้องถูกปลดไปด้วย หากว่าการที่สัญญาณถ่ายทอดสดโทรทัศน์ขาดหายแล้วนายสถานีหรือผู้อำนวยการจะต้องถูกย้ายหรือถูกปลดเพราะเหตุที่เป็นผู้บังคับบัญชา เพราะนายสาทิตย์เองก็เป็นผู้บังคับบัญชาเช่นกัน

อันที่จริงแล้วบรรดานักการเมืองทั้งหลายที่เป็นฝ่ายรัฐบาลไม่ยุคไหนสมัยไหนมักจะสำคัญผิดว่า “สื่อของรัฐ” กับ “สื่อของรัฐบาล” คือสิ่งเดียวกัน จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้สื่อของรัฐทั้งหลายสนองตอบแต่นโยบายของตนและปิดกั้นฝ่ายที่ตรงกันข้าม เมื่อไม่ถูกใจก็โยกย้ายสับเปลี่ยนหรือกดดันทุกวิถีทาง

คำว่า “รัฐ” กับ “รัฐบาล” นั้นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในสี่ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐที่ประกอบไปด้วย รัฐบาล ดินแดน ประชาชนและอำนาจอธิปไตย ฉะนั้น การที่รัฐบาลตีขลุมเอาสื่อของรัฐคือสื่อของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่ถูกต้อง สื่อของรัฐนอกจากจะเป็นสื่อรัฐบาลแล้วยังต้องเป็นสื่อของประชาชนด้วย เพราะประชาชนเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของการเป็นรัฐเช่นเดียวกับรัฐบาลที่เป็นองค์ประกอบของรัฐเช่นกัน และรัฐบาลกับประชาชนก็อยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกันในการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐด้วย การพยามปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

อีกทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนในหมวดที่ 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ที่สำคัญที่สุดก็คือในมาตรา 46 ที่บัญญัติให้พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ในอาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดง ความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ

จะเห็นได้ว่าสิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวและการเสนอความคิดเห็นในสถานการณ์ปกติธรรมดาที่ไม่อยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษ เช่น ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ หรือ ภายใต้กฎอัยการศึกแล้ว การแทรกแซงหรือปิดกั้นสื่อจะกระทำมิได้เลย นอกเสียจากเป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพเท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่คุณจอม เพชรประดับ ผู้ซึ่งเคยซึ่งเคยถูกกดดันให้ออกจากรายการทางช่อง เอ็นบีที มาแล้วหลังจากที่ได้เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสมัยที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ไปออกรายการ แต่คราวนี้คุณจอมได้จัดรายการแล้วเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐได้ทราบ แล้วแยกแยะว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ผมเห็นว่าไม่มีประเด็นใดที่จะเข้าข่ายในข้อห้ามในรัฐธรรมนูญเลย

ครั้นจะอ้างเรื่องความมั่นคงก็ฟังไม่ขึ้น เพราะอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลจริง แต่มิใช่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐแน่ รัฐบาลล้มได้ เปลี่ยนแปลงได้ แต่รัฐ ล้มไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะถ้าล้มหรือเปลี่ยนแปลงก็หมายความถึงการสูญสิ้นองค์ประกอบของรัฐคือ อำนาจอธิปไตย ดินแดน ประชาชนและรัฐบาลนั่นเอง

ตราบใดที่การแสดงความคิดไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐและไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ย่อมทำได้เสมอ

อย่าลืมว่าประชาชนมิใช่สัตว์เลี้ยงของรัฐบาลที่จะต้องถูกจูงจมูกให้ไปตามที่เจ้าของต้องการให้ไป ประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนควรเชื่อ สิ่งไหนไม่ควรเชื่อ รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนยังคงอยู่คู่กับรัฐ หมดยุคของการที่รัฐบาลจะทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี พยายามยัดเยียดสิ่งที่ตนเองต้องการโฆษณาชวนเชื่อหรือล้างสมองประชาชน

รัฐบาลที่ดูถูกประชาชนไม่เคยอยู่ได้นาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร หรือรัฐบาลเผด็จการพลเรือน บทเรียนในอดีตมีปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่เคยสำนึกว่าการเหลิงอำนาจนั้นมีบทเรียนที่เจ็บแสบเช่นไร ไม่ต้องดูไปไกลมากนัก ดู พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นผู้ร่วมรายการของคุณจอมเป็นตัวอย่างก็น่าจะเห็นได้แล้วว่าพบกับจุดจบอย่างไร

หรือว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์อยากจะพบจุดจบเช่นเดียวกับคุณทักษิณที่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ก็จงอย่าได้หยุดการละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการแทรกแซงสื่อเหมือนครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำเมื่อครั้งครองอำนาจก็แล้วกัน

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับป-��ะจำวันพุธที่ 9 กันยายน 2552

Silence of the Lamp: ย้อนอ่านเทพชัยสัมภาษณ์โจนาธาน เฮด เมื่อปี 50 กรณีทักษิณแทรกแซงสื่อ

ที่มา ประชาไท

บทแปลชิ้นนี้ขออุทิศให้กับ
1.การแทรกแซงสื่อ กรณี จอม เพชรประดับ กับการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2552
2.ความเงียบของสมาคมวิชาชีพสื่อทุกองค์กร
3.ความเงียบของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนทุกคน

เกือบสามปีมาแล้ว ที่นิตยสารไทม์ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงของสื่อไทย หลังการตีพิมพ์ภาพปกและบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารให้พ้นจากตำแหน่ง นายเทพชัย หย่อง (ขณะนั้นเป็นบรรณาธิการเครือเนชั่น) ได้สัมภาษณ์นายโจนาธาน เฮด (ขณะนั้นเป็นโฆษกสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย) ในรายการสยามเช้านี้ (Siam This Morning) ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

000000

เทพชัย หย่อง: การรายงานข่าวเกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตร ของสื่อต่างประเทศกำลังเป็นจุดสนใจที่นี่ [ประเทศไทย] คนไทยหลายคนเชื่อว่าสื่อต่างประเทศถูกจ้างให้รายงานในสิ่งที่ทักษิณต้องการ

โจนาธาน เฮด: นั่นเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก เป็นการทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของนักข่าวต่างชาติที่ทำงานที่นี่อย่างที่สุด ผมอยากพูดว่าใครก็ตามที่กล่าวหาว่าสื่อต่างชาติรับเงินเพื่อทำข่าวทักษิณนั้นต้องแสดงหลักฐาน นี่เป็นการหมิ่นประมาท แต่ผมยังไม่เคยเห็นหลักฐาน

จากประสบการณ์ของผมที่ทำงานกับนักข่าวต่างชาติที่นี่และที่ประเทศอื่นๆ ผมไม่เคยได้ยินว่ามีองค์กรสื่อใหญ่ๆ แห่งใดรับเงิน มันเป็นเรื่องที่ทำให้ช็อคมากและน่าเสียใจสำหรับผมที่ข้อกล่าวหานี้ถูกย้ำวันแล้ววันเล่า

เทพชัย หย่อง: คุณคิดอย่างไรกับสิ่งที่พูดกันว่าสื่อต่างชาติเห็นอกเห็นใจทักษิณ?

โจนาธาน เฮด: นั่นเป็นเรื่องประหลาดด้วยเช่นกัน หากคุณจำได้ตอนที่ทักษิณยังบริหารงานอยู่ พวกเราจำนวนมากมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับเขา ตอนที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ผมถูกทางทำเนียบรัฐบาลวิจารณ์อยู่บ่อยๆ ว่าทำตัวเป็นปรปักษ์กับทักษิณ บ่อยครั้งที่พวกสื่อต่างประเทศตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องทักษิโณมิกส์ - และพวกเราก็ตั้งคำถามต่อนโยบายของทักษิณ

แต่มันเป็นงานของเราที่จะตั้งคำถามต่อนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล รัฐบาลมีอำนาจที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นจริงตามนโยบายและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของประเทศ มันเป็นงานของสื่อที่จะตั้งคำถาม ตอนนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ เป็นรัฐบาลที่ยึดอำนาจมา มันเป็นเรื่องปกติมากสำหรับสื่อต่างชาติที่จะถามว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น และเป็นเรื่องธรรมดามากด้วยเช่นกันที่พวกเราจะสัมภาษณ์ทักษิณ เขาเป็นบุคคลที่ชอบธรรมที่จะเป็นผู้ให้ข่าว เขาเป็นที่รู้จักมากในฐานะ [อดีต] นายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร ทุกคนต้องการที่จะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร

เทพชัย หย่อง:
มีข้อกล่าวหาว่าบริษัทล็อบบี้ยิสต์แห่งหนึ่งพยายามจัดการให้สื่อเกิดความสนใจทำข่าวทักษิณ จริงๆแล้ว บริษัทนี้สามารถที่จะทำให้ข่าวทักษิณปรากฎบนปกของนิตยสารไทม์ ได้หรือไม่?

โจนาธาน เฮด: นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด พวกเราต่างรู้จักและติดต่อกับธุรกิจใหญ่ๆ บุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ และนักการเมืองที่ใช้บริษัทประชาสัมพันธ์และบริษัทล็อบบี้ยิสต์ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทักษิณมีอิสรภาพและร่ำรวย ดังนั้นเขาสามารถจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ นักข่าวที่ต้องการสัมภาษณ์พวกเขาต้องไปที่บริษัทนั้น พวกเรามีเสรีภาพที่จะถามคำถามที่พวกเราต้องการถาม

พวกเขาอาจพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์แวดล้อมในการสัมภาษณ์ แต่นักข่าวที่มีประสบการณ์ทุกคนรู้ดีว่าจะรับมืออย่างไร

แต่พวกเขาสามารถมีอิทธิพล พวกเขาสามารถเรียกร้องให้ส่งคำถามล่วงหน้า แต่นั่นเป็นเรื่องปกติสำหรับนักการเมืองที่นี่ พวกเขาสามารถจำกัดเวลาในการสัมภาษณ์ นั่นเป็นเรื่องปกติเช่นกันสำหรับนักการเมืองที่นี่ แม้แต่ตอนที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราก็ถูกจำกัดเวลาในการสัมภาษณ์เขา ผมไม่คิดว่าการใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์จะมีอิทธิพลลึกซึ้งแต่อย่างใดต่อธรรมชาติของการสัมภาษณ์ในการรายงานข่าวทักษิณ

เทพชัย หย่อง: มีข้อคลางแคลงใจเกี่ยวกับคำถามที่ทักษิณถูกถาม ผู้วิพากษ์วิจารณ์หลายคนบอกว่าควรเป็นคำถามที่แรงกว่านี้

โจนาธาน เฮด: มันเกิดขึ้นเสมอในการสัมภาษณ์ ประชาชนมักจะแย้งว่าคำถามบางคำถามควรแรงกว่านี้ จะมีคนผิดหวังอยู่เสมอกับวิธีการตั้งคำถาม นักข่าวแต่ละคนมีสไตล์ของตัวเองในการสัมภาษณ์และพยายามที่จะเอาบางสิ่งบางอย่างที่เป็นแก่นของทักษิณและความเชื่อของเขาออกมาให้ได้

ผมอยากจะพูดประเด็นหนึ่ง อย่าลืมว่าสื่อต่างประเทศนั้นเผยแพร่ข่าวสำหรับผู้ชมต่างประเทศที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยมากนัก พวกเราต้องใช้สไตล์ของเราเองในการสัมภาษณ์อย่างสมเหตุสมผล สิ่งที่จำเป็นอย่างชัดเจนคือ หากคุณต้องการที่จะให้ทักษิณอยู่ตรงจุดนั้น คุณต้องมีสื่อไทยไปสัมภาษณ์เขา

พวกเราต้องการเห็นสื่อไทย – พวกนักข่าวที่รู้ประเด็นต่างๆ และสื่อที่มีผู้อ่านและผู้ชมชื่นชอบจริงๆ – ถามคำถามแรงๆ พวกนั้นและรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราจะได้เห็นเขา [ทักษิณ] ถูกย่างในแบบที่คนไทยต้องการเห็น


แปลจาก
http://www.nationmultimedia.com/2007/02/10/headlines/headlines_30026465.php

คุก2ปีหัวโจกโจรก่อการร้ายคดีหมิ่นอุ๋ย ลิ้มปากดีลั่นไม่กลัวแต่ขาสั่นรีบประกันตัวไม่ต้องนอนคุก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กันยายน 2552

ศาลพิพากษาจำคุก"สนธิ ลิ้มทองกุล" 2 ปี คดีหมิ่นประมาท "มรว.ปรีดียาธร เทวกุล" หัวโจกโจรไม่สะท้านปากดีไม่เคยกลัวสิ่งใด พร้อมประกันตัวไม่ต้องนอนคุก ลั่นสู้ถึงฎีกา

(10ก.ย.) ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 10.30 น. ศาลพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นเวลา 2 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง โดยการโฆษณาด้วยเอกสารและสิ่งบันทึก ภาพและเสียงกรณีเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2550 นายสนธิ จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศทางช่อง NEWS 1 ของสถานีโทรทัศน์ ASTV ซึ่งต่อมาบริษัทไทยเดย์ ดอดคอม ได้จัดทำวีซีดี จ่ายแจกขณะที่บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายงาน ได้นำข้อความหมิ่นประมาท มาตีพิพม์เผยแพร่ ระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค.2550

โดยศาลยังมีคำสั่งให้นับโทษจำคุกนายสนธิต่อจากคดีหมิ่นประมาทบุคคลอื่นซึ่งศาลอาญาได้พิพากษาลงโทษแล้วด้วย ส่วนบริษัท ไทยเดย์ ศาลพิพากษาให้ปรับ 200,000 บาท และพิพากษาจำคุกนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิพม์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท แต่เนื่องจาก นายขุนทอง ไม่เคยต้องโทษคดีอาญามาก่อน โทษจำคุกให้รอลงอาญา กำหนด 2 ปี แต่หากนายขุนทอง ไม่ชำระข้าปรับให้ดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ให้นายสนธิ,บริษัท ไทยเดย์ และนายขุนทอง ร่วมกันโฆษณา ขอขมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ในหนังสือพิมพ์ มติชน , ไทยรัฐ, เดลินิวส์ และผู้จัดการรายวัน

โจรชั่วไม่ต้องนอนคุกปากดีสู้ถึงฎีกาไม่กลัวสิ่งใด

มูลเหตุคดีมาจากการที่นายสนธิ ใส่ความโจทก์ผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศทางช่อง New 1 เอเอสทีวี ทำนองว่าโจทก์ล้างมลทินให้กลุ่มอำนาจเก่า ปล่อยให้มีการออกสลากบนดิน 2 ตัวขัดต่อกฎหมาย และโจทก์ช่วยเหลือ นายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ไม่ตรวจสอบการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ และปกป้องผู้กระทำผิดกรณีที่ปล่อยให้มีการโอนหุ้นชิน บมจ.ชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษี

ทางด้านนายสนธิ ซึ่งได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง กล่าวว่า วันนี้ศาลพิพาษาจำคุก 2 ปี ตนไม่รู้สึกตื่นเต้น เมื่อศาลชั้นต้นตนแพ้ก็จะยื่นอุทธรณ์สู้ต่อไป และเดินหน้าสู้ถึงชั้นฎีกาที่ผ่านมาสู้เพื่อชาติไม่เคยกลัวสิ่งใด


สมาคมตำรวจชี้ ป.ป.ช.ไม่เป็นกลาง-อคติชี้มูล ซัดนายกฯจงใจกลั่นแกล้ง

ขณะเดียวกันตำรวจได้เคลื่อนไหวต่อต้านการที่ปปช.ชี้มูลความผิดตำรวจอย่างไม่เป็นธรรม เป็นไปตามการชี้นำของหัวโจกก่อการร้ายนายสนธิ ลิ้ม ในช่วงเช้าวันนี้

พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ประธานชมรมข้าราชการตำรวจนอกราชการ และ พล.ต.อ.วิรุณ ฟื้นแสง นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พร้อมอดีตข้าราชการตำรวจ ได้ร่วมกันแถลงที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551
พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า การพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่มีความเป็นกลาง เพราะก่อนจะมีการวินิจฉัยมีการระบุว่าการสลายการชุมนุมเป็นความผิด ทำให้เห็นได้ว่าเป็นอคติตั้งแต่แรก แต่ขอเป็นกำลังใจให้กับตำรวจทุกนายอย่าท้อถอย ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถต่อไป และอยากฝากถึงรัฐบาลว่า การปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นธรรม คือเป็นเสาค้ำอันมั่นคงของรัฐบาลเอง หลังจากนี้สมาคมจะเข้าไปช่วยเหลือด้านกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหา
พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจงใจกลั่นแล้งตำรวจ ทำให้การชี้มูลเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม และขอความเห็นจากนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช.ว่า การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนนี้ จะให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดูแลกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไรจะไม่มีความผิด
ส่วนการย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ที่จะเลือกตำรวจเข้าไปดูแลเรื่องการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ขณะที่ พล.ต.ต.บุญจิตต์ พันธุมจินดา อดีตข้าราชการตำรวจที่มีความอาวุโสสูงสุด คือมีอายุถึง 94 ปี รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตำรวจถูกกระทำในครั้งนี้ ไม่เคยเห็นวงการตำรวจถูกนักการเมืองแทรกแซงในถึงขนาดนี้

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม

ที่มา Thai E-News


ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบพันธมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาไทยขับไล่มาร


โดย ปีกซ้าย

Wednesday, September 9, 2009

"มาร์ค"คุย"สุเทพ"ก่อนเด้ง"พัชรวาท" แฉคำสั่งให้ผบ.ตร.ช่วยราชการ "เทพเทือก"วอนตำรวจหยุดเคลื่อนไหวต้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับนายสุเทพ เทือกสุรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเที่ยงวันที่ 9 กันยายน ถึงกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และผิดวินัยร้ายแรงกรณีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 7 ตุลาคม 2551


กระทั่งเวลา 13.20 น. นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า หารือกับนายสุเทพ กรณีผลจากมติ ป.ป.ช.มีปัญหาที่เกิดขึ้นมาว่า กรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าข่ายมาตรา 55 ของกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ โดยมาตรา 55 คือถ้ากรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง หรือเป็นเรื่องเดียวกันอะไรทำนองนี้ จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่มีมติ ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติไปเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา แต่เนื่องจาก ป.ป.ช.ยังไม่ได้แจ้งมติมา ก็จะเกิดปัญหาช่องว่างขึ้นในระหว่างนี้ว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่


"เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสน เพราะจะเกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับการสั่งราชการต่างๆ ผมจะขอให้ พล.ต.อ.พัชรวาทมาช่วยรายการที่ทำเนียบ เดี๋ยวจะออกคำสั่งภายในวันเดียวกันนี้ ระหว่างนี้จะให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน" นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า จะมีผลต่อการโหวตเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ไม่ตอบพร้อมรีบกล่าวขอบคุณก่อนหันหลังกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าด้วยท่าทีเร่งรีบ


ต่อมานายอภิสิทธิ์ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 200/2552 ลงวันที่ 9 กันยายน เรื่องให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในคำสั่งระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 72(1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน และให้ พล.ต.อ.ธานี สมบรูณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ด้านนายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ ถึงกรณี พล.ต.อ.พัชรวาทถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลว่า พล.ต.อ.พัชรวาททำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษทางวินัยด้วยการปลดออกหรือไล่ออก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่า หากปลด พล.ต.อ.พัชรวาทจะส่งผลกระทบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ชาย พล.ต.อ.พัชรวาท จนกลายเป็นปัญหาภายในรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่มีแน่นอน ซึ่งตนดูข่าวทางโทรทัศน์ในช่วงเช้าก่อนมาทำงานมีคนออกมาบอกว่า ตนตกลงกับ พล.อ.ประวิตรก่อนจัดตั้งรัฐบาลว่าจะต้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาทอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.จนเกษียณอายุราชการ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลได้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดก่อนที่ตนและนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะไปเชิญ พล.อ.ประวิตรมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และครั้งนั้นไม่ได้พูดถึงเงื่อนไขใดๆ เลย


เมื่อถามว่า เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะกระทบกับการทำงานของตำรวจหรือไม่ นายสุเทพกล่าว สำหรับองค์กรตำรวจที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. และออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านก็ขอร้องว่าอย่าเคลื่อนไหวเลย เพราะตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย


"รู้สึกเห็นใจตำรวจและเข้าใจ เพราะหากไม่ทำตามคำสั่งก็ถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 อีก ซึ่งจุดอ่อนคือ เราไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการควบคุมดูแลการชุมนุมประท้วง ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยต้องรีบไปจัดทำกฎหมายดังกล่าวให้เรียบร้อย" นายสุเทพกล่าว


เมื่อถามว่า ตำรวจที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. อาจจะเกียร์ว่างในการดูแลการชุมนุมคนเสื้อแดง 19 กันยายน นายสุเทพกล่าวว่า คงไม่เกิดปัญหาเช่นนั้น เพราะตนจะประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเลยทำให้ไม่มีกฎหมายรองรับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

ลงทุนขนาดนี้ต้องแลก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31797

บวกลบกันง่ายๆแบบเด็กอนุบาล

จากตัวเลข 5 ต่อ 4 เมื่อฝ่าย 5 หายไป 1 คือเสียงของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลัดคิวเชือด "จัดให้" ในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯวันที่ 7 ตุลาฯ

ก็เหลือแค่ 4 ต่อ 4


ถึงนาทีนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ทำแต้มตีตื้นขึ้นมาเสมอ และช็อตต่อไปกับโปรแกรมที่เตรียมไว้ในการดัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ 10 ขึ้นรักษาการเก้าอี้ ผบ.ตร. ล็อกอีก 1 เสียงในที่ประชุม ก.ต.ช.

ตัวเลขก็จะพลิกกลับเป็น 4 ต่อ 5

ยังไม่พูดถึงคิวของนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในเสียงที่หักหน้านายกฯอภิสิทธิ์ ที่กำลังโดน "เกมกรรโชก" ว่าด้วยคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์


หน่วยทุบเดินหน้าบี้ ตัดแต้มกันทื่อๆ

"เด็กดื้อ" สำแดงฤทธิ์เดชเต็มที่


แน่นอนลงทุนเล่นกันขนาดนี้ ก็ต้องลงบัญชีกันไว้ ถึงที่สุดหากชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เข้าป้ายเป็น ผบ.ตร.คนใหม่

มันต้องเสียของแลก

ที่แน่ๆล่าสุด นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงวันที่ 12-14 เมษายน ที่ผ่านมา จำนวน 6 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม

เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้ออกประกาศให้บริเวณ กทม. และพื้นที่โดยรอบเป็นบริเวณที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยตามประกาศ

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยได้นำหลักฐานเป็นวีซีดีภาพบันทึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม และคลิปเสียงนายกฯที่สั่งการให้สลายการชุมนุมมามอบให้กับพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

โดยนายคารมระบุเลยว่า สาเหตุที่มาแจ้งความ เนื่องจาก ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และในวันศุกร์ที่ 11 กันยายนนี้ จะเดินทางไปร้อง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย

เสื้อแดงได้ที ย้อนศรทันควัน

และโดยยุทธการย้อนเกล็ด น่าจะตามมาด้วยเสียงทัก "2 มาตรฐาน" รายการทวงถามความคืบหน้าคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน และสารพัดคดีของม็อบพันธมิตรฯ

"ดองคิว" จนเค็มผิดปกติ

นี่แค่ปฏิกิริยาของกองทัพแดง ยังไม่ได้พูดถึงอาการแค้นฝังในของพี่ใหญ่อย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กบราเธอร์" ค่ายสีเขียวอมน้ำเงิน


น้องชายอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท โดนเล่นตำตา


ตั้งแต่คิวบังคับให้ลาราชการ "อภิสิทธิ์" เตะกระดอนไปกระดอนมา ช้ำแล้วช้ำอีก สุดท้ายก็เจอ ป.ป.ช.เชือดคาเก้าอี้ ไม่หนำใจยังมีดาบซ้ำ กรรมการสอบฯฟันมีเอี่ยวซื้อขายตำแหน่งตำรวจใหญ่ ไหนจะคิวโดนสอบเรื่องงบประชาสัมพันธ์

ฆ่าลงยันต์ ฝังไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลย

"เด็กดื้อ" แผลงฤทธิ์ใส่ซะขนาดนี้ ผู้ใหญ่ที่อุ้มชูกันมา นิ่งอยู่ได้ก็ให้รู้ไป


มันต้องมีรายการ "สั่งสอน" ใหญ่แน่

โดยปรากฏการณ์ลับ ลวง พราง ล่อกันเองแบบโจ๋งครึ่ม เปิดหน้าซัดกันทื่อๆระหว่าง "เด็กดื้อ" ที่มีแม่ยกพ่อยกให้ท้าย กับ "ผู้มีอุปการคุณ"

บรรยากาศอึมครึมยังไงชอบกล


และก็โดดเรือหนีก่อนใคร ขาเฮี้ยวอย่างนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ชิงยื่นใบลาออกจาก ส.ส. อ้างเหตุเอือมระอา รับไม่ได้กับนายกฯที่ชื่อ "อภิสิทธิ์" สองมาตรฐาน

แต่โดยเป้าหมายแฝง น่าจะเกี่ยวโยงไปถึงเงื่อนเวลาย้าย สังกัดพรรคใหม่ ตามสัญญาณของนักเลือกตั้งจมูกไว รีบแทงหวย ล่วงหน้า

ไม่ชัวร์ว่า รัฐบาลยี่ห้อประชาธิปัตย์จะยื้ออยู่ถึงปลายปี.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ใครแทรกแซงสื่อ?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31761

มนุษย์หนอมนุษย์...แค่เวลาผ่านไปไม่นานก็ลืมคำพูดของตัวเองเสียแล้ว อย่างงี้จะหาความน่าเชื่อถือได้จากใคร?

ไม่รู้ว่า "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อรัฐ เคยจำได้หรือไม่

สมัยที่พวกท่านเป็นฝ่ายค้านนั้น เคยสำเหนียกอะไรไว้มั่ง โดยเฉพาะการพูดว่า

ถ้าประชาธิปัตย์พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาล จะยอมให้ฝ่ายค้านได้มีรายการเป็นของตัวเองในช่อง 11

แล้วทุกวันเป็นไง??

แม้แต่ข่าวรายวันยังแทบไม่ได้ออกอากาศ เพราะท่านกลัวและพะวงว่า ฝ่ายค้านจะได้คะแนน นิยมมากกว่ารัฐบาล

หรือคำพูดของคนประชาธิปัตย์สมัยเป็นฝ่ายค้านที่เคยก่นด่ารัฐบาลชุดก่อนๆว่า แทรกแซงสื่อรัฐ-ยึดสื่อรัฐโจมตีฝ่ายตรงข้าม

แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง??

กรณีของ "จอม เพชรประดับ" ดำเนินรายการข่าววิทยุคลื่น 100.5 ของ อสมท สัมภาษณ์ อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันก่อน

ทำเอาคนในรัฐบาลประชาธิปัตย์ร้อนรุ่มเหมือนถูกจับย่างสด!!

แล้วใครกันที่รีบต่อสายไปถึงผู้ใหญ่ อสมท ให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว

นี่ไม่ใช่การแทรกแซงสื่อหรอกหรือ??!!

อสมท แม้จะมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ อสมท ก็จดทะเบียนเป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

การดำเนินการทุกอย่างจะต้องโปร่งใส และเป็นไปด้วยธรรมาภิบาล โดยไม่มีการแทรกแซงจากใครได้ทั้งสิ้น!!

พูดในแง่สื่อแล้ว...อสมท ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เป็นการสัมภาษณ์บุคคลธรรมดาทั่วไป เหมือนกับสื่อรัฐอย่างช่อง 11 ก็สัมภาษณ์นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลกันรายวัน

คนประชาธิปัตย์อย่าได้หลงตัวเองว่าเป็นรัฐบาลแล้ว จะปิดหูปิดตาประชาชนอย่างไรก็ได้

เพราะอำนาจที่ใช้ไปอย่างผิดๆ อาจถูกตรวจสอบได้ภายหลัง

อสมท จะต้องเป็นสื่อที่สะอาด ปราศจากการเมืองครอบงำ

ไม่ใช่ใครจะมาสั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้ เหมือนกรมกร๊วก!!.

"แจ๋วริมจอ"

ชิงภาวะผู้นำ

ที่มา ไทยรัฐ

สงครามชิงพื้นที่ ระหว่างรัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ท่าจะลุกลามบานปลาย โดยเฉพาะการพิสูจน์ ภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกเปรียบเปรยเป็นนายกฯ โพเดี้ยมบ้าง นายกฯ เด็กดื้อบ้าง ตามอารมณ์ ยิ่งมาเจอทางมวยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทั้งพลิ้วทั้งคม ทำให้พื้นที่สื่อถูกช่วงชิงไปอย่างง่ายดาย

ไม่เท่านั้น คะแนนนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังดีวันดีคืนผิดกับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องร้องเพลงสาละวันเตี้ยลงทุกวัน ขนาดได้ปรมาจารย์การสร้างภาพระดมสมองสู้กันสุดฤทธิ์ยังรับมือไม่ไหว ล่าสุดแค่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามาในรายการวิทยุของ อสมท เท่านั้น รัฐบาลดิ้นเป็นกิ้งกือถูกขี้เถ้า

เหล่าหญ้าแพรกพลอยเดือดร้อนไปด้วย

สงครามสื่อที่ต้องช่วงชิงพื้นที่กันในช่วงโค้งสุดท้ายน่ากลัวที่สุด เพราะผลที่ออกมาคือภาพและข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไปสู่
ประชาชน จนหาความจริงไม่ได้ จากขาวเป็นดำ จากดำเป็นขาว เนื่องจากสื่อบ้านเราก็คือธุรกิจเพื่อรักษาธุรกิจและผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้

ลิ้นไม่มีกระดูกทำอะไรได้ทุกอย่าง

นักการเมืองทุจริตยังถูกตรวจสอบ ข้าราชการทุจริตยังถูกร้องเรียน แต่ถ้าสื่อทุจริตต่อหน้าที่ของตัวเองจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง เช่นเดียวกับระบบยุติธรรม ถ้าทุจริตในหน้าที่ก็จะทำให้บ้านเมืองไม่สงบ

ดังปรากฏอยู่ ณ เวลานี้ บ้านเมืองระส่ำระสาย ปัญหาคาราคาซังไร้หนทางแก้ไข เป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำอีกกระทอก คำว่าภาวะผู้นำจึงเป็นหอกข้างแคร่ของนายกฯอภิสิทธิ์ที่จะต้องทำสงครามเอาชนะให้ได้

มีสมาชิกส่งข้อมูลตัวเลขความน่าจะเป็นเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง มาให้ลองอ่านดูเล่นๆ ก็เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ แล้วแต่วิจารณญาณในการที่จะรับข้อมูลก็แล้วกัน

"ความยุติธรรมไม่มีความสงบไม่เกิด ขอทำนายว่าจากนี้ไปราวๆ เดือน มิ.ย. หรือ ต.ค. 2554 เมืองไทยจะเกิดกลียุค จะเกิดสงครามกลางเมือง

เสียกรุงครั้งแรก 2112 ตัวเลขรวมกัน เท่ากับ 6 เสียกรุงครั้งที่สอง 2310 ตัวเลขรวมกันก็เท่ากับ 6 และปี 2554 เมื่อรวมกันแล้ว ลงท้ายด้วยเลข 6 อีก

ตกเลข 6+6+6 เรียงกัน

เป็นตัวเลขที่ไม่ดีและเมื่อรวมกันแล้วได้เท่ากับเลข 18 ซึ่งลงท้ายด้วยเลข 8 เท่ากับระยะเวลาที่เสียกรุงระหว่างครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 คือ 198 ปีด้วย

ในขณะที่ระยะห่างจากปี 2310 กับ 2554 เท่ากับ 244 ปี เมื่อนำมาบวกกันแล้วเท่ากับ 10 หรือเท่ากับสองหลักท้ายของปีเสียกรุงครั้งที่ 2"
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

‘ธานี’ทำได้ไม่มีปัญหารักษาการผบ.ตร.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_31981

พล.ต.อ.พัชรวาท ยิ้มแย้มขอบคุณตำรวจ ยื่นหนังสือลาออกเปิดทางนายกฯ ฝากให้ทำงานต่อไปด้วยความตั้งใจ ร่วมมือร่วมใจดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (9ก.ย.) ว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางลงมาจากห้องทำงานชั้น 7 เพื่อมาขึ้นรถส่วนตัวเดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วย ผบ.ตร.พร้อมด้วยนายตำรวจประจำสำนักงาน โดย พล.ต.อ.พัชรวาท มีหน้าตายิ้มแย้มไม่ได้แสดงท่าที่กังวลใจ พร้อมย้ำว่า ได้รับทราบว่า ได้มีคำสั่งให้ไปไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการรังแกเกินไปหรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า “อย่าไปพูด ผมมักจะพูดเชิงบวก อย่าไปพูดถึงดีกว่า ความจริงผมเป็น ผบ.ตร.มาประมาณปีกว่าๆ ทั้งท่าน รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผบช.และข้าราชการตำรวจทุกนายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ภายใต้สถานการณ์ความยุ่งยากทั้งสังคม การเมืองต่างๆ ทำให้งานต่างๆ มีข้อจำกัดออกมา แต่อย่างไรก็ตามความร่วมมือต่างๆ ผมอยากฝากว่า ขอให้ทำงานต่อไปด้วยความตั้งใจ สำหรับตัวคนเป็นเรื่องปกติ เดี่ยวผมไปคนใหม่ก็มา ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชน และประเทศชาติ ฝากขอบคุณตำรวจทุกท่าน ขออวยพรให้ตำรวจทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ขอขอบคุณอีกครั้งที่ร่วมมือร่วมใจกันทำงานมาปีกว่า สำหรับผมเองเหลือไม่กี่วัน 21 วัน เห็นว่าทำงานมาพอสมควรแล้ว คิดว่าเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีทำงานได้ต่อไปด้วยดี ผมเองก็คิดว่าน่าจะลาออก เป็นความตั้งใจส่วนตัว ได้ส่งหนังสือไปแล้วถึงรองนายกรัฐมนตรี”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องรายงานตัวต่อนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เราอย่าไปสนใจ เป็นขั้นตอนของกฏหมาย ขั้นตอนของระเบียบกฏหมายเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

เมื่อถามว่า ทำไมไม่คิดต่อสู้บ้าง พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า อย่าไปพูดอย่างนั้นข้าราชการมีหน้าที่รับใช้รัฐบาล แล้วก็ดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชนและประเทศชาติ ให้มีความสงบเรียบร้อย เสนอไปวันนี้ความจริงเหลือ 22 วันจะไปพักผ่อนก่อนเกษียณ ข้อกล่าหาไม่เป็นไรให้สอบสวนกันไป ตนถือว่าที่ตั้งกรรมการสอบสวนเป็นขั้นตอนของเขา ตนเชื่อในการทำงานของตรงไปตรงมา เรื่องทุจริตเชื่อว่าไม่มีแน่นอน

ขณะที่พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่ได้รับคำสั่งรักษาการ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตอนนี้ได้รับหนังสือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว งานแรกต้องรอรับฟังนโยบายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี คิดว่าวันที่ 10 ก.ย.เข้าไปรายงานตัว

กรณี อนุก.ตร.สอบซื้อตำแหน่ง พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ ก.ตร.เท่าที่ทราบ อนุก.ตร.ทำสรุปเสนอประธาน ก.ตร. ส่วนงานไหนที่เป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะคืบหน้าหรือไม่เข้ารับตำแหน่งเอง พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า รอประชุมวันที่ 11 ก.ย.ว่า คณะทำงานที่ได้แบ่งงานไปมีความคืบหน้าขนาดไหน และไม่มีอุปสรรคในการทำคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า รักษาการผบ.ตร.ในช่วงไม่กี่วันหนักใจหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ทำแทนได้หมด เหมือนดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.

กกต.ชี้ 16 ส.ส.มีความผิดถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้าม

ที่มา MCOT News

สำนักงาน กกต. 9 ก.ย.- กกต.ชี้ 16 ส.ส.มีความผิดถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้าม 3 รัฐมนตรี "บุญจง-เกื้อกูล-มานพ" ไม่รอด รวมถึง ส.ส.คนดังจากหลายพรรค ขณะที่ “พล.ต.สนั่น” รอด เพราะขายหุ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมพิจารณารายงานการสรุปผลการไต่สวนกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายสมคิด หอมเนตร์ นักวิชาการอิสระ ยื่นคำร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบ การกระทำของ ส.ส. 44 ราย เนื่องจากอาจกระทำการเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และมาตรา 265 (2) เนื่องจากถือครองหุ้นในบริษัทสื่อ และบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานรัฐ โดยมีมติเสียงข้างมาก ว่า การกระทำของ ส.ส. 16 ราย เป็นความผิด และเป็นเหตุที่ทำให้อาจสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ตามมาตรา 106 ประกอบด้วย. 1.นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย โดยคู่สมรส ที่ถือหุ้น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 2.นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ถือหุ้นบริษัท ทีทีแอนด์ที และบริษัท ทีพีไอโพลีน 3.นางปานหทัย เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ถือหุ้น บริษัท สหโคเจน ชลบุรี และ บริษัท อีคอนนิวส์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจหนังสือพิมพ์รายปักษ์ และ บริษัทศิลามณีหินอ่อน ที่ได้รับประทานบัตรในที่ดินของกรมป่าไม้

4.นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ถือหุ้น บริษัท ปูนซีเมนต์เอเชีย จำกัด ที่ได้รับประทานบัตรในที่ดินกรมป่าไม้ 5.นายไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ถือหุ้น บริษัท โกลด์พลังงาน จำกัด 6.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) 7.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ถือหุ้น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 8.นายอัสนี เชิดชัย ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย โดยคู่สมรส ถือหุ้นบริษัท ทรูวิชั่น จำกัด (มหาชน)

9.นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือหุ้น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 10.นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือหุ้นบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) 11.ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือหุ้นบริษัท ทีทีแอนด์ที 12.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ถือหุ้น บริษัท พีทีเอ คอนสตรัคชั่น ที่รับประทานบัตรเหมืองในที่ดินป่าไม้ 13.นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช โดยคู่สมรส ถือหุ้นบริษัททางด่วนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) 14.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.อยุธยา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยคู่สมรส ถือหุ้น ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 15.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยภรรยาถือหุ้น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 16.นายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถือหุ้นบริษัททรูวิชั่น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีพีไอ จำกัด (มหาชน)

นายสุทธิพล กล่าวว่า ส่วน ส.ส. อีก 28 ราย กกต. มีมติว่าถือครองหุ้นในบริษัทที่ไม่เข้าข่ายต้องห้ามประกอบ ด้วย 1.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส. นนทบุรี พรรคเพื่อไทย 2.นาย อดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน พรรคเพื่อไทย 3.นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย 4.นายปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย 5.นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย 6.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย 7.น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย 8.นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย 9.นางดวงแข อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย 10.นายภูมิ สาระผล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย

11.พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย 12.นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย 13.น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย 14.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย 15.พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย 16.นายวัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 17.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 18.นายประนอม โพธิ์คำ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน 19.นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 20.นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน

21.นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาราช 22. นายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคภูมิใจไทย 23.นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 24.นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคกิจสังคม 25. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา รองนายกรัฐมนตรี 26.นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทยพัฒนา 27.นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รมว.พลังงาน 28.นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายสุทธิพล กล่าวว่า สำหรับ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สามารถเทเลคอม จำกัด (มหาชน) แต่ กกต. พิจารณาว่าไม่เข้าข่ายความผิด เนื่องจาก พล.ต.สนั่น แสดงเจตจำนงที่จะสละสิทธิการถือหุ้นดังกล่าวก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง โดยมีเอกสารยืนยันชัดเจนว่าได้ให้โบรกเกอร์ขายแล้ว และขายได้บางส่วนก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง และบางส่วนขายได้ภายหลัง กกต. เสียงข้างมากจึงเห็นว่าไม่มีเจตนาถือครองหุ้นและไม่ถือเป็นความผิด

นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า การพิจารณาของ กกต. เป็นมติเสียงข้างมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นการลงมติรายบุคคลที่บางคนจะมีคะแนนไม่เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้ กกต. จะส่งรายชื่อ ส.ส. ที่มีมติว่า กระทำการเข้าข่ายให้ต้องสิ้นสมาชิกภาพไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้นเราคงจะบังคับให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยเร็วไม่ได้ เพราะแต่ละองค์กรต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด

ต่อข้อถามว่า มีรัฐมนตรี 3 คนที่ กกต.มีมติว่าถือหุ้นต้องห้ามจะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดหรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเพราะผู้ร้องให้สิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.เท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่ารัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-09 19:48:37