WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 10, 2009

ฤๅจะซ้ำรอย...พฤษภาทมิฬ..?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้านักการเมืองบางคนในขณะนี้ยังไขว่คว้าอำนาจและผลประโยชน์กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ว่ากำลังบีบให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองใต้ดินขึ้นมาแบบนี้อย่ากะพริบตาเด็ดขาดระวังจะซ้ำรอยตุลามหาวิปโยค...ระวังจะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬถึงวันนั้นจะบอกว่าไม่เตือนไม่ได้แล้วนะ มาร์ค!!!

กาต้มน้ำที่ปรากฏไอพวยพุ่งระดับ100 องศา ก็ยังต้องถือว่าร้อนน้อยกว่าอุณหภูมิการเมืองในขณะนี้น้ำเดือดพล่านอย่างเก่งหากเผยอฝาได้แรงดันก็ลดฮวบลงไปในฉับพลันแต่การเมืองในยามนี้ต้องเรียกว่าร้อนระดับปรอทพร้อมแตกได้ตลอดเวลาเหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เลือกที่จะเล่นเกมการเมืองแบบดื้อรั้น หวังผลเพียงแค่ชนะชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดีเพียงแต่ด้วยความเป็นเด็กและด้อยประสบการณ์ จึงมองผลกระทบไม่ลึกและรอบคอบพอในทุกๆ ด้าน คิดเพียงแค่ว่าถ้าสามารถแสดงอำนาจแสดงพลังนายกรัฐมนตรีในการสลายขั้วต่างๆโดยเฉพาะขั้วสีเขียว สีกากี ที่ถูกมองว่าเป็นฐานค้ำขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีในรอบนี้ถ้าล้างภาพนี้ได้ก็จะดูสง่างามน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นไปอีก บารมีจะจับอร่ามไปทั้งตัวและสามารถที่จะแบ่งข้างเลือกปกครองได้ดั่งใจในทุกเรื่อง เพราะจะไม่มีใครกล้าหือหารู้ไม่ว่าการเล่นเกมที่หวังแค่เชือด

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพียงคนเดียว แล้วกวาดดะไปหมดนั้น กำลังเป็นชนวนระเบิดที่อันตรายที่สุดอย่างน้อยที่สุดพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีหรือจะไม่แค้นเคืองกับการที่เห็นน้องชายร่วมสายโลหิตถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีขนาดนี้“บิ๊กป้อม” แม้สถานการณ์อาจจะต้องกลืนเลือด และลูกผู้ชายชาติเสือที่จะไม่มีวันร้องออกมาให้ใครได้ยินแต่มาร์คลืมไปแล้วหรือว่า เสือเจ็บเสือลำบากนั้น โหดได้ลึกซึ้งขนาดไหนยิ่งเกมนี้ลากให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธหรือ “บิ๊กจิ๋ว” ต้องลงมาเปียกปอนด้วยนั้นยิ่งน่ากลัวเกินยกกำลังสองE=MC2 ของไอน์สไตน์ยังไงยังงั้นก็ว่าได้เพราะอย่าลืมว่า “บิ๊กจิ๋ว” นั้นในกระดานขั้วอำนาจแล้วต้องถือว่าเป็นมาแล้วทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ ผบ.ทบ. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปจนกระทั่งนายกรัฐมนตรีมีบทบาทอย่างสูงในการล้มล้างรัฐบาลรสช. เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535การที่มาโดนกระทำแบบนี้ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่สายทหาร และผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะหน่วยรบทหารพราน ไปจนกระทั่งบรรดาผู้พัฒนาชาติไทยที่ยอมวางอาวุธสงบศึกเพราะเชื่อมั่นในคำสั่ง 66/2523 ของ“บิ๊กจิ๋ว”และกลายมาเป็นแนวร่วมกับ “บิ๊กจิ๋ว” มาจนถึงปัจจุบันนี้ทุกคนถามสั้นๆคำเดียวเท่านั้นว่า“นายจะเอาอย่างไรก็บอกมา”ฟังแล้วหนาวยะเยือกสะท้านไปถึงก้นกบสำหรับนักการเมืองทั้งหลายที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แล้วคิดจะเดินแผนเล่นเกมแสดงพลังทางการเมืองทั้งหลายบอกได้เลยว่ายังห่างชั้นอีกเยอะดังนั้น หากใครก็ตามขืนยังเล่นการเมืองในลักษณะนี้ และทำให้วิกฤติการเมืองหนักขึ้นทุกที เนื่องจากไม่มีใครยอมใครกันแล้วในเวลานี้ก็อ้างกันว่า “บิ๊กป๊อด” มีการเซ็นคำสั่งโยกย้ายทิ้งทวนเกี่ยวกับคดีเสื้อเหลืองแต่ในขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ธานีสมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ก็ได้มีการเรียกด่วนชุดสอบสวนคดีเสื้อแดงเข้าไปพบเพื่อสั่งการนั่นแปลว่า จากนี้ไปการเมืองเมืองไทยจะไม่เล่นกันตามระบบ จะไม่เล่นกันในสภาหรือแม้แต่กระทั่งจะไม่เล่นกันข้างถนน

อีกแล้ว เพราะ 2 มาตรฐานจนขายหน้าไปทั่วโลกแล้วย่อมหมายถึงว่าจากนี้ไป การเมืองจะลงไปเล่นกันใต้ดินล้วนๆถ้าแบบนี้บ้านเมืองอันตรายแน่แล้วบรรดาทารกการเมืองในยุคนี้ทั้งหลายรู้ตัวหรือไม่ว่า “ตัวพ่อ” หรือผู้ที่เชี่ยวชาญจรยุทธ์ใต้ดินแถวหน้าของเมืองไทยนั้นก็คือ “บิ๊กจิ๋ว” นั่นแหละยิ่งบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีการประสานกันในทางลึกมาโดยตลอดมีการสื่อสารกันเรียบร้อยแล้วว่า รับไม่ได้กับการที่นายจิ๋วโดนแบบนี้เพราะฉะนั้นต้องช่วยและต้องสู้เนื่องจากว่ากระบวนการทางกฎหมายอาญาในลักษณะศาลเดียวจบนั้น ไม่ได้มีหลักประกันใดๆ สำหรับ “บิ๊กจิ๋ว” เลยแม้ว่าจะมีคุณงามความดีทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินมาทั้งชีวิตก็ตามถ้าเผื่อว่าการเมืองแรงแล้วคำพิพากษาออกมาเป็นโทษจำคุก นี่คือประเด็นใหญ่เพราะแม้ว่าวันนี้ แม้ “บิ๊กจิ๋ว”จะบอกให้ใจเย็นๆ ยังไม่ขอพูดอะไรจะขอดูความชัดเจนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจแต่เพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้ใต้บังคับบัญชายืนยันกันเองแล้วว่า ต้องช่วย ต้องสู้เพราะยอมไม่ได้แน่ๆ...นั่นสะท้อนถึงความน่ากลัวทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นตามมายิ่งถ้าทุกฝ่ายลงไปเล่นใต้ดินกันหมดก็ “งานยักษ์” เข้าแน่ๆ สำหรับการเมืองไทยขนาดวันนี้ เนวิน ชิดชอบ หัวหน้าก๊วนเพื่อนเนวิน นายใหญ่ตัวจริงของภูมิใจไทยกลับมาเมืองไทยยังต้องรีบมุดลงใต้ดินสื่อใหญ่หัวสีระดับประเทศ ขอเข้าพบยังพบไม่ได้เพราะเนวินเองก็ถือเป็นคนหนึ่งที่ไวต่อปรากฏการณ์การเมืองใต้ดินเอามากๆยิ่งรู้ตัวดีว่า กรณีแต่งตั้ง ผบ.ตร. ทำให้โดนปูนแดงหมายหัวอยู่ด้วยเช่นกันทั้งๆ ที่เนวินยืนยันว่า เดิมบนเกมรับไม้จาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ มาจริงๆว่าจะต้องหนุนใคร ไม่หนุนใคร..แต่เมื่อประชาธิปัตย์ฟัดกันเองจนวุ่นวายกลายเป็นปัญหาใหญ่ จะมาโทษภูมิใจไทยได้อย่างไร มีอะไรทำไมไม่เคลียร์กันเองภายในพรรค

บริหารงานกันเป็นหรือเปล่า หรือว่าเป็นแต่เล่นขายของ ซื้อเวลาไปเรื่อยๆเนวินนั้นคับข้องใจขนาดระเบิดอารมณ์ออกมาให้คนใกล้ชิดได้ยินว่า“อึดอัดโว้ย!!!”สภาพการเมืองแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีใครยอมใครเช่นนี้ มีหวังซัดกันเละแน่นอนยิ่งแม้กระทั่ง นายเสนาะ เทียนทองมือเก๋าทางการเมืองคนหนึ่งของเมืองไทยและก็ไม่ใช่คนหัวเดียวกระเทียมลีบ ยังโดนดึงเข้ามาในเกมการเมืองร้อนๆ ขณะนี้ด้วยเจอเรื่องคดีที่ดินอัลไพน์ไปเต็มๆ เท้าโดนเข้ายอดอกร้าวไปถึงลิ้นปี่แบบนี้มีหรือ “บิ๊กแหนม” จะอยู่เฉยนักการเมืองรุ่นใหม่อาจจะมองว่า นี่คือไดโนเสาร์การเมือง แต่อย่าลืมนะว่าไดโนเสาร์นั้นตัวมันโต กวาดหางทีนึงหรือกระทืบเท้าทีนึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ดันไปลากมาร่วมเกมการเมืองด้วยก็สนุกบรรลัยจักรสิการเมืองช่วงนี้สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ประวัติศาสตร์กงล้อการเมืองนั้น มักหมุนทับซ้ำรอยเดิมอยู่เสมอเพราะหลายยุคหลายสมัยดันคิดอยู่บนตรรกะเดียวกันตลอดการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ไขว่คว้าอำนาจกันมากๆ จำได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์วันตุลามหาวิปโยคนั้นมูลเหตุหนึ่งก็คือเรื่องของการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นเองเหมือนกับตอนนี้ที่เผด็จการพยายามยื้อที่จะรักษารัฐธรรมนูญ ปี 50 เอาไว้สุดฤทธิ์และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535ก็เพราะบางกลุ่มบางคนพยายามไขว่คว้าอำนาจกันสุดชีวิต จึงทำให้เกิดกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองใต้ดินขึ้นมาซึ่งนำไปสู่ความบอบช้ำยับเยินของประเทศชาติยังจำกันได้หรือไม่???ฉะนั้น ถ้านักการเมืองบางคนในขณะนี้ยังไขว่คว้าอำนาจและผลประโยชน์กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ว่ากำลังบีบให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองใต้ดินขึ้นมาแบบนี้อย่ากะพริบตาเด็ดขาดระวังจะซ้ำรอยตุลามหาวิปโยคระวังจะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬถึงวันนั้นจะบอกว่าไม่เตือนไม่ได้แล้วนะมาร์ค!!! ■

เตือนรัฐบาลอย่าซื้อเวลา
นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป)พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่ต้องมีการหารือในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจาก6 ประเด็นดังกล่าวด้วย และอยากเตือนรัฐบาลว่าอย่าใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซื้อเวลาส่วนกรณีที่กลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมถอดถอน 152 ส.ส. และ ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายวิทยากล่าวว่าไม่อยากให้ตีความเช่นนั้น เพราะทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง และรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองพร้อมถามกลับบุคคลเหล่านั้นว่าเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองหรือไม่???เพราะเห็นว่าสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ในการเดินหน้าแก้ไข ตามที่ประชาชนได้มอบหมายจากการเลือกตั้งเข้ามา ■

ลูกผู้ชายตัวจริง

ที่มา เดลินิวส์

ขอคารวะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.ภ.4 อดีต ผบช.น. ที่พูดแบบลูกผู้ชายว่า ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบที่ตน ไม่ถึงผู้ใต้บังคับบัญชาเพราะทุกคนรับคำสั่งจากตน ถูกต้องตามสายบังคับบัญชาและตามกฎหมาย

“ตายเสียดีกว่าละทิ้งหน้าที่ ผมได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ผลที่ตามมา อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด” มีอีกไหม ผู้บังคับบัญชาอย่างนี้ เห็นมีแต่ เอาดีใส่ตน โยนชั่วให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ชูหน้าสลอนไปหมด

เป็นไปตามคาด ที่สุด ป.ป.ช. ก็ชี้มูลความผิด 9 ผู้ต้องหา คดี สลายการชุมนุมม็อบเสื้อเหลือง 7 ตุลาคม 2551 ใน 9 คนนั้น อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ป.ป.ช. มีมติ 8 ต่อ 1 ให้ดำเนินคดีอาญาตาม ม.157 ซึ่งก็ไม่รู้จะแก้ตัวไปทำไมว่า ไม่ได้สั่งใช้ความรุนแรง แค่สั่งให้เปิดทางเข้าสภา

น่ารังเกียจมากนะ กล้าทำ ทำไมไม่กล้า (ยืดอก) รับเล่า

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ ที่ชิงไขก๊อกไปก่อน คงนึกว่ารอด ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะ ป.ป.ช. ชี้ว่า เป็นการวิ่งหนีความรับผิดชอบ เลยมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ดำเนินคดีอาญาตาม ม.157 เช่นเดียวกัน

ส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กับ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว โดน 2 เด้ง ป.ป.ช. มีมติ 8 ต่อ 1 ให้ทั้งคู่ผิดวินัยร้ายแรง ฐานกระทำการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มีโทษ 2 สถาน ปลดออก หรือ ไล่ออก และยังโดนคดีอาญาอีกด้วย ขณะที่นายตำรวจอีก 5 นาย รอดยกชุด เพราะปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

ผบ.ตร. ไม่เท่าไหร่หรอก อีกไม่กี่วันก็เกษียณแล้ว แต่ พล.ต.ท.สุชาติ นี่สิ ยังเหลืออายุราชการหลายปี เมื่อ ป.ป.ช. มีมติแบบนี้ ก็หมดอนาคต ถึงได้ขอคารวะ ท่านนี่แหละ ลูกผู้ชายตัวจริง

อานิสงส์ การชี้มูลของ ป.ป.ช. ก็อย่างที่สื่อพูดตรงกันเป๊ะ ทำให้ นายกฯมาร์ค ในฐานะประธาน สตช. ยิ้มร่า จู่ ๆ มีมือช่วยขจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ทิ้งไป 1 คน เพราะ ผบ.ตร. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ที่โดนยำเละขนาดนี้ (ยังมีคดีทุจริตงบพีอาร์ 19 ล้าน และซื้อขายเก้าอี้ตำรวจอีก) ก็คงเพราะทำตัวเป็น “ตอ” ขวางทาง “ท่านมาร์ค” นี่ล่ะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ชายในไส้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก จะไปวางแผนให้สีเขียว ปฏิวัติ อีกทีรึ เป็นไปไม่ได้ ใครจะยอม !!!

จะว่า กงเกวียน กำเกวียน ก็ไม่ผิดนักหรอก

แต่นั่นละ กลับกัน ถ้าเป็นการปราบม็อบเสื้อแดงบ้างล่ะ ผลจะออกมาเช่นนี้ไหม เห็นโฆษก ป.ป.ช. กล้านรงค์ จันทิก แถลงว่า มีการเอาผลสอบของ คกก.สิทธิมนุษยชน ชุด นายเสน่ห์ จามริก เป็นตัวตั้งด้วย

ก็ชุดนี้ล่ะ ตอนนายกฯ มาร์คสั่งปราบม็อบเสื้อแดง ยังไม่ทันสอบสวนเลย ออกแถลงการณ์เชิดชูแล้วว่า เป็นการตัดสินใจที่เยี่ยมยอด ทั้งที่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ทหารใช้ปืนกับประชาชน จนบาดเจ็บหลายสิบคน

ทำไม สิทธิมนุษยชนของเสื้อต่างสี ถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว....

ก็เพราะอย่างนี้มั้ง คนเสื้อแดง ที่ถูกปราบปราม เลยไปยื่น ป.ป.ช. ขอให้สอบรัฐบาลมาร์ค และ บรรดา ผบ.เหล่าทัพ ที่รับผิดชอบสลายม็อบในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดบ้าง ป.ป.ช. จะวินิจฉัยว่ายังไง ???

เหมือน จอม เพชรประดับ สื่อแท้ที่ดันสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกวิทยุคลื่น 100.5 และถูก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.คุมสื่อ สั่งทางอ้อมให้ อสมท เชือดนี่ล่ะ แถลงการณ์ประณามจากสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ และสมาคมนักข่าวทีวี และวิทยุ ไม่มีเลย

ทั้งที่ นี่คือ พฤติกรรมคุกคามสื่อ...ชัดแจ้ง ทำไมทำหูหนวกตาบอดนักเล่า ก็เพราะมีแต่ 2 มาตรฐานอย่างนี้ไง สันติสุขถึงเกิดไม่ได้...เสียที !!!.

ดาวประกายพรึก

เครือข่ายแรงงานเหนือชี้มาร์คเหลว ยื่น10ข้อทวงศักดิ์ศรีคนงาน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กันยายน 2552

รัฐบาลไม่มีมาตรการและนโยบายที่ปกป้องสิทธิของคนงาน ไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับคนงาน กลับปล่อยให้นายจ้างอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบคนงาน และฉวยโอกาสจากวิกฤตเศรษฐกิจทำลายสหภาพแรงงาน เสมือนรัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงขอยื่นข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อดังต่อไปนี้




เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุมเชิงปฏิบัติการณ์ชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ประกอบด้วย สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอิเลคทรอนิคส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าสัมพันธ์ สหภาพแรงงานอิเลคทรอนิคส์และเครื่องไฟฟ้าสัมพันธ์ แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้

จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ได้แผ่ขยายไปในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ดังจะเห็นได้จากมีการปิดกิจการ หรือลดกำลังการผลิตในสถานประกอบการทั้งสถานประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ส่งผลให้มีการเลิกจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก

โดยข้อมูลล่าสุด ผู้ว่างงานในเดือน มิ.ย.2552 มีทั้งสิ้น 4.8 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 1.2% แยกเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 3 แสนคน ซึ่งเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคการผลิตมากที่สุด 1.4 แสนคน ภาคการบริการและการค้า 1.3 แสคน และภาคเกษตรกรรม 30,000 คน ส่วนผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 1.8 แสนคน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)

สำหรับในเขตภาคเหนือ ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน เป็นศูนย์กลาง ผู้ใช้แรงงาน ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน ประมาณการว่าตั้งแต่ปลายปี 2551 ถึงกลางปี 2552 มีการเลิกจ้างคนงานกว่า 20,000 คน ซึ่งเป็นทั้งที่มาจากการเลิกจ้างคนงานอย่างตรงไปตรงมา และอาศัยสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้เป็นเหตุผลในการลดจำนวนคนงานลง ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน อาทิเช่น

-การใช้มาตรา 75 ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เรื่องการหยุดงานบางส่วน หรือทั้งหมด เป็นการชั่วคราว โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างร้อยละ 75 ของค่าจ้าง ส่งผลให้แรงงานอีกเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ต้องมีรายได้น้อยลงกว่าเดิม จนไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้

-การทำสัญญาจ้างระยะสั้นแบบชั่วคราวและแบบเหมาช่วง ซึ่งทำให้นายจ้างควบคุมคนงานได้ง่ายขึ้น และทำให้คนงานไม่มีอำนาจในการต่อรอง

-ตลอดทั้งได้มีนายจ้างใช้กลยุทธ์ทำลายสหภาพแรงงานซึ่งเป็นองค์กรพื้นฐานของคนงานในระบอบประชาธิปไตย

-ขณะที่รัฐใช้ความรุนแรงกระทำต่อผู้ใช้แรงงานด้วย เช่น กรณีสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล

-นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลก็ไม่มีมาตรการและนโยบายที่ปกป้องสิทธิของคนงาน ไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับคนงาน กลับปล่อยให้นายจ้างอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบคนงานและฉวยโอกาสจากวิกฤตเศรษฐกิจทำลายสหภาพแรงงาน เสมือนรัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย

-ตลอดทั้งนโยบายต่างๆของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาคนตกงานโดยคนงานไม่มีส่วนร่วมในนโยบายแต่อย่างใด เช่น นโยบายต้นกล้าอาชีพ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลให้การแก้ไขปัญหาผู้ใช้แรงงานไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีความมั่นคงแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นอกจากแรงงานในระบบเหล่านี้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ยังพบว่าแรงงานข้ามชาติ แรงงานภาคบริการ แรงงานนอกระบบ และแรงงานในภาคเกษตรภาคเหนือ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ทั้งการถูกเลิกจ้าง รายได้ที่ลดลง และการลดสวัสดิการ รวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพความปลอดภัยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ดังนั้น เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วย องค์กรแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน และนักวิชาการด้านแรงงาน ในภาคเหนือ จึงได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการเลิกจ้างทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

1.รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานต้องตั้งคณะกรรมการหลายฝ่ายโดยมีตัวแทนผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมทำการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการเลิกจ้างคนงานและปิดกิจการ ว่าประสบปัญหาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการฉวยโอกาสในการเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และปิดสถานประกอบการเพื่อย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น

รวมถึงการกำกับตรวจสอบไม่ให้นายจ้างฉวยโอกาสใช้มาตรา 75 เป็นเครื่องมือในการจ้างงานไม่เป็นธรรม

2.ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 รวมถึงดำเนินการแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ 2518 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2551 และพรบ.ประกันสังคม พรบ.เงินทดแทนด้วย โดยต้องคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานทุกกลุ่มไม่ว่าแรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคบริการและแรงงานภาคเกษตรกรรมด้วย

3.รัฐและสังคมไทย ต้องสร้างการยอมรับความเป็นจริงที่ว่า แรงงานข้ามชาติ แรงงานภาคบริการเป็นแรงงานส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างสรรค์ให้สังคมไทยพัฒนาก้าวหน้าอยู่ถึงปัจจุบัน จึงต้องเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

4.รัฐต้องยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ ในประเด็นดังต่อไปนี้

4.1 ให้ใช้มาตรฐานดียวกันกับคนไทยในการปรับ ข้อหาไม่มีใบขับขี่ โดยยึดหลักความถูกต้อง ชอบธรม และเหมาะสม

4.2 ให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิในการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อหางานใหม่

5.รัฐต้องมีนโยบายให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงการบริการพื้นฐานด้วย เช่นการรักษาพยาบาลบุตร การศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็ก เป็นต้น

6.กรณีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานไทยอัมพ์อินเอตร์เนชั่นแนล เนื่องจากนายจ้างฉวยโอกาสอ้างวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อล้มสหภาพแรงงานทั้งๆที่มีการขยายโรงงานขยายการผลิตไปสู่ที่อื่นๆ รัฐควรเข้ามีบทบาทผลักดันให้นายจ้างรับคนงานเข้าทำงานตามข้อเสนอของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ รัฐควรสร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน และรัฐบาลไม่ควรอย่างยิ่งที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องเสียงทำลายโสตประสาทคนงานผู้ชุมนุมตามสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอนหมายจับผู้นำแรงงานโดยเร่งด่วน

7.รัฐบาลต้องผลักดัน พรบ.สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการฉบับผู้ใช้แรงงาน มิใช่ฉบับคณะรัฐมนตรีที่บิดเบือนข้อเสนอและให้อำนาจกับราชการมากกว่าสิทธิของผู้ใช้แรงงาน

8.นโยบายการแก้ไขปัญหาแรงงานโดย เฉพาะคนตกงาน ต้องให้ผู้ใช้แรงงานเข้ามามีส่วนร่วมในกรแก้ไขปัญหา มิใช่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ราชการอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และตรงต่อความต้องการของแรงงาน

9.รัฐต้องปฏิรูประบบการเกษตร ได้แก่ คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม กระจายการถือครองที่ดิน สร้างหลักประกัน ให้แก่เกษตรกร

10.รัฐและสังคมไทยต้องผลักดันสังคมไทยจากสังคมประชานิยม สังคมที่มีหลักประกันสังคมบางระดับบางส่วน ที่เป็นอยู่ สู่สังคมรัฐสวัสดิการ โดยมีมาตราการภาษีที่ก้าวหน้า

ตอน4 การกลับมาของ'กระบอกเสียง'เพื่อกู้วิกฤติประเทศ

ที่มา Voice TV



ในฐานะสื่อมวลชน พลังในการสื่อสาร คือ พลังที่จอมนำมาเพื่อทำให้ทุกวินาทีในการทำงาน ตอบโจทย์ การพัฒนาประเทศ

จอม เพชรประดับ ตอน3 จุดอิ่มตัววิชาชีพมาถึง'ชีวิตต่างแดน'จึงเริ่ม

ที่มา Voice TV



จอม เลือกไปใช้ชีวิตที่อเมริกา ดินแดนแห่งโอกาสแห่งนี้ ทำให้ "นักสื่อมวลชน"คนนี้ได้ผลักดันให้สื่อไทย สร้างชื่อในต่างแดน

จอม เพชรประดับ ตอน2 จากนักนสพ.เป็นนักข่าวโทรทัศน์

ที่มา Voice TV



การลาออกจาก นักหนังสือพิมพ์ เพื่อพุ่งสู่สถานีโทรทัศน์ ไอ ทีวี ที่ซึ่งรวบรวม มืออาชีพคนสื่อไว้คับคั่ง

จอม เพชรประดับ ตอนที่1จุดเปลี่ยนชีวิตจากครูสู่นักสื่อสารมวลชน

ที่มา Voice TV



เมื่อประตูการเป็นครูไม่เปิด แต่ประตูนักข่าวถูกเปิด เมืองไทยจึงมีชื่อ "จอม เพชรประดับ"เป็นนักข่าวหนุ่มไฟแรงอีกคน

น่าสงสาร

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




รูปการณ์ รูปเกมต่างๆ ในยามนี้ เข้าทางนายกฯเหมือนดั่งเนรมิต

หลายๆ เรื่องได้รับการปลดทุกข์ทันการณ์ ทันเกม ?

โดยเฉพาะหนักๆ ซีเรียสๆ อย่างตั้งผบ.ตร. กับแก้รัฐธรรมนูญ

เรื่องผบ.ตร.ที่ทำเอานายกฯเสียหน้ามานาน

ก็เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมหน้า !

เมื่อป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงแก่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

เรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่นายกฯหน้าเขียวหน้าแดงมาหลายเดือน

ก็เหมือนกาน้ำเดือดได้รูระบาย !

เมื่อรัฐบาลขอเปิดประชุมรัฐสภาอภิปรายแบบไม่ลงมติ

วันนี้นายกฯกลับมาแจ่มใส ร่าเริง รวยอารมณ์ขัน

หลังหน้าเครียด เสียงเข้ม ขี้หงุดหงิดมาเป็นเดือน

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข สดชื่น สมหวังของฝ่ายนายกฯ

อีกฝ่ายย่อมตกอยู่ในบรรยากาศตรงกันข้าม

อย่าลืมว่าคนไทยมีนิสัย กมลสันดาน หรือดีเอ็นเอ สุดแท้แต่จะเรียก

นั่นคือ ขี้สงสาร !!

เห็นใครถูกเล่นงาน กระทำ รังแก

ก็สงสารกว่าปกติ

ยิ่ง "ทาง" ที่เข้าหานายกฯมันเหมาะเจาะ พอดีกับรูปการณ์ รูปเกมเหมือนหวยล็อก ?

คะแนนสงสารก็ยิ่งไหลทะลักไปอีกฝ่าย

ป.ป.ช.มีคดีมากมาย เกิดก่อนและเสียหายกับบ้านเมืองมากกว่า

แต่คดีต่างๆ เหล่านั้นก็ยังค้างอยู่ ?

รัฐบาลกระตือรือร้นเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ส.ส.-ส.ว. เข้าชื่อยื่นสภาขอแก้ไข

มันคืออะไร หมายความว่าอย่างไร ?

ยังไม่รวมส.ส.ประชาธิปัตย์ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ แล้ว กกต.เลื่อนชี้ผิดหลายครั้ง

ไม่นับคดีก่อการร้ายยึดสนามบินที่สุดอืดอาดยืดยาด

ไหนจะทุจริตโกงกินแล้วเอาผิดแค่ปลาซิวปลาสร้อย

ไหนจะแทรกแซงสื่อทั้งช่อง 11 และอสมท อย่างกระหือรือ

ฯลฯ

ปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันยั่วยุ ปลุกเร้าให้เกิดความอัดอั้นอึดอัด

ถึง 2 มาตรฐาน

ไม่ยุติธรรม ไม่เท่าเทียม !

อดีตนายกฯบางคน ตอนมีอำนาจขยันสร้างคะแนนสงสารให้ฝ่ายตรงข้าม

ทุกวันนี้เลยต้องเคลื่อนไหวเรียกคะแนนสงสารให้ตัวเอง

น่าสงสารมั้ยท่านนายกฯ !?

สับขาหลอกเข้าทาง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32018

ค่อยๆแพลมไต๋ออกมาทีละขยัก

แต่โดยลีลายึกยัก อาการเล่นแง่ที่จับทางกันได้ ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์โชว์มติพรรคว่าด้วยเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้ามีเสียงคัดค้านจากประชาชนก็อาจต้องมีการทำประชาพิจารณ์หรือประชามติ

หากมีการแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนก็ต้องเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.3

สรุปก็คือ ยื้อ ดึงเกม

ตามข่าววงใน อย่างไรเสีย ประชาธิปัตย์ก็ไม่ปล่อยให้ "หมูหลุดมือ"

โดยเฉพาะการกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ประชาธิปัตย์เสี่ยงกระเทือนหนักในโซนกรุงเทพมหานครและภาคกลาง โอกาสที่บรรดาผู้สมัคร "หมาหลง" ที่ต้องอาศัยคะแนนเขตเมืองชั้นใน
หนีบพวงใหญ่เข้าสภา

จะยกโขยงสอบตกเกินครึ่งต่อครึ่ง


เช่นเดียวกับผู้แทนฯระบบสัดส่วน ที่จับเอาจังหวัดภาคกลางไปรวมกับภาคใต้ จังหวัดใหญ่ภาคอีสานไปรวมกับภาคตะวันออก เอื้อเปอร์เซ็นต์ให้ประชาธิปัตย์เห็นๆ ถ้าเปลี่ยนกลับไปเป็นระบบปาร์ตี้ลิสต์ คำนวณอัตราส่วนกันทั้งประเทศ

ประชาธิปัตย์ชัวร์แค่ปักษ์ใต้ ก็เสร็จเพื่อไทยที่ปึ้กทั้งภาคอีสานกับภาคเหนือ

วัดกันตัวต่อตัว เห็นกันอยู่ว่าเหนื่อย

ยิ่งในเงื่อนไขที่วิกฤติเศรษฐกิจยังลูกผีลูกคน ผลงานไม่ปรากฏ แถมยังมีรายการโกงโผล่ออกมาประจาน ตั้งแต่ปลากระป๋องเน่ามาถึงงาบหัวคิวโครงการชุมชนพอเพียง

กระแสมีแต่ทรงกับทรุด

จนถึงชั่วโมงนี้ ยี่ห้อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" กับ "กรณ์ จาติกวณิช" คู่หูอ็อกซ์ฟอร์ด ก็ไม่ได้โชว์กึ๋นลบคำสบประมาท "ฝากบ้านเมืองไว้กับเด็กสองคน"

วันๆเล่นแต่บท "เด็กดื้อ" เฮี้ยวกับ "ผู้อุปการคุณ"

เอาเป็นว่า ถ้าไม่กุมสภาพความได้เปรียบในกติกาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำไว้ ยี่ห้อประชาธิปัตย์เหลือไม่เท่าทุนแน่

นี่แหละที่เซียนเลือกตั้งด้วยกันจับไต๋ได้


โดยการโผล่ออกมาของบรรดาขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ คำรามขู่ฮึ่มๆ ขวางลำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในจังหวะรับมุกกันพอดี

ฉากหลังประชาธิปัตย์ สะกิดยิกเลย

"เหยียบตีนกันเล่น" โดยหมากที่พรรคร่วมรัฐบาลอ่านขาด ประชาธิปัตย์รู้เห็นเป็นใจให้ม็อบพันธมิตรฯออกมาขวางลำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ


สับขาหลอกเพื่อน

ตามสไตล์จอมเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเสียเปรียบในสนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องประคองเกมยื้ออำนาจเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด

เหมือนจะฉลาด แต่ลืมเฉลียวใจ

โดยเงื่อนไขป่วนๆที่ขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลอ่านทะลุข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น


ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่กำลังล่อแหลมเสี่ยงได้เสีย ตามโปรแกรมที่กองทัพแดงนัดรวมพลใหญ่ ระลึกวันรัฐประหาร 19 กันยายน เป่านกหวีดเกณฑ์พลล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

เผาหัวรอโหมไฟ ล้มเดิมพัน

แค่รับมือกองทัพแดง รัฐบาลก็เจียนอยู่เจียนไป

ประชาธิปัตย์ดันยืมมือพันธมิตรฯ สะกิดม็อบเสื้อเหลืองให้ออกมาเป็น "นายหน้า" ขวางลำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หวังแค่เล่นเกม "สับขาหลอก" พรรคร่วมรัฐบาล


งานนี้ "อภิสิทธิ์" เตรียมเก็บของลงกระเป๋าได้


โดยสถานการณ์ม็อบแดงตั้งท่ากลับมาทวงแค้น อารมณ์ค้างจากที่พลาดท่าศึกใหญ่เดือนเมษายน ประจันหน้ากับม็อบเหลืองที่ได้ "ธง" ขยับออกมาเคลื่อนไหว รับบทเป็น "นายหน้า" ถูกปลุกออกมาขวางลำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กับภาพที่เห็นนิมิตได้ล่วงหน้า พันธมิตรฯกับ นปช.ล่อกันนัว

ถึงนาทีนั้นก็ถือเป็นภารกิจอันชอบธรรมของ "บิ๊กบราเธอร์" สีเขียวตัวจริงเสียงจริง ที่จะเข้ามาใช้อำนาจพิเศษเคลียร์สถานการณ์ รวบทั้งสองฝ่าย

เข้าทาง "บูรพาพยัคฆ์".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม

ที่มา ไทยรัฐ

บางอย่างที่ปรากฏขึ้นในบ้านเมือง บางอย่างที่กระทบกับ ความรู้สึกและจิตใจของชาวบ้าน บางอย่างที่คือกฎเกณฑ์กติกา ถูกละเมิด เสมือนเป็นการละเมิดความรู้สึกที่เป็นธรรมและเที่ยงธรรม

ไม่มีตกหล่นกับการลงดาบของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เชือด 4 ผู้ถูกกล่าวหาใช้ความรุนแรงในการสลายม็อบวันที่ 7 ตุลาคม สองคนต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา อีกสองคนโดนทั้งอาญาและผิดวินัยร้ายแรง

มีโทษปลดออกหรือไล่ออกสถานเดียว

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. อยู่ในวิบากกรรม

ในช่วงชีวิตของคนที่รับราชการถึงจุดสูงสุดในช่วงชีวิตของคนที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศ เป็นสองอดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย มาวันหนึ่งกลับตกม้าตายน้ำตื้น แล้วที่เกี่ยวเนื่องกัน บุกช่อง 11 ยึดทำเนียบ ปิดสนามบินล่ะ ได้อภิสิทธิ์หรืออย่างไร

นี่ไม่ใช่ระบบยุติธรรม แต่นี่คือการเมือง

เมื่อการเมืองมุ่งจะล้างบางเปลี่ยนจากเวทีการเมืองเป็นทุ่งสังหาร ใครจะยอมเอาศักดิ์ศรีทั้งชีวิตมาทิ้ง มีกำลังสติปัญญาอย่างไรก็ต้องว่ากันให้ถึงที่สุด เมื่อรัฐบาลชุดนี้เลือกทางเดินที่จะอยู่ภายใต้อาณัติ

พร้อมที่จะทำหน้าที่ตอบแทนสำหรับโอกาสที่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แพงคุ้มค่า เมื่อรัฐบาลชุดนี้เลือกข้างก็ต้องตั้งรับให้ดี และได้โปรดจดจำไว้ด้วยว่ามือข้างหนึ่งได้ ทำลายความสมานฉันท์ของประเทศจนเสียหายยับเยิน

ไม่ต้องแสร้งแก้รัฐธรรมนูญแล้วเลือกในประเด็นที่จะเป็นประโยชน์กับส่วนตัว อาทิ ต่ออายุให้นักลากตั้งหรือแก้บางมาตราที่จะเป็นความผิดเข้าตัว ย่อมจะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์บนความขัดแย้งเปล่าๆ

วิกฤติการเมืองวันนี้และในอนาคตจะยืดเยื้อหรือจบลงในลักษณะไหนไม่แตกต่าง ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ จะมีอัศวินขี่ม้าขาว มาจัดระบบความเป็นธรรมในสังคมให้เป็นเส้นตรงมากกว่า

มีเด็กกลุ่มหนึ่งประเมินตัวเองว่าโตแล้ว สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยอคติและผลประโยชน์คิดว่ามีความกล้าสามารถเป็นอัจฉริยะคอยบ่งการและให้ท้าย

เด็กซนกลุ่มนี้มาเล่นกันจนสนามเด็กเล่นกระจาย แล้วก็สะบัดก้นจากไป ด้วยความทะนงที่ว่ามีเส้น เป็นผู้ดีมีตระกูล ความเหลื่อมล้ำทำให้ผู้ใหญ่ที่หนุนหลังออกมาทะเลาะกัน

แล้วบังเกิดแสงสีเขียวขึ้นวูบหนึ่ง

ประเทศไทยก็กลับไปอยู่รั้งท้าย ในจำนวนประเทศที่ด้อยพัฒนา เด็กก็ยังเริงร่ากันสนุกสนาน ผู้ใหญ่ที่คิดว่าเป็นอัจฉริยะก็หาเกมใหม่เล่นกันต่อไป

ประชาชนได้แต่มองตาปริบๆ.

หมัดเหล็ก