ที่มา มติชนออนไลน์ "ชัย"รอเรื่อง16ส.ส.รวม13คนชุดแรก
"ชัย"รอเรื่อง16ส.ส.ถูกกกต.ฟันถือหุ้น รวม13คนชุดแรกส่งศาลรธน.พร้อมกัน "เสธ.หนั่น"คาด"สุเทพ"ชิงไขก๊อกอยากให้น้องชายเป็นส.ส.แทน "ชวรัตน์"ยังไม่ได้คุย"บุญจง-มานิต" พท.ดิ้นเล็งฟ้องศาลปกครอง
กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กันยายน ว่า ส.ส. 16 คน กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ประกอบมาตรา 265 (2) (4) และเป็นเหตุให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามมาตรา 106 (6) เนื่องจากถือครองหุ้นบริษัทสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐ โดยก่อนหน้านี้ กกต.เคยมีคำวินิจฉัย 13 ส.ส.ในกรณีเดียวกัน และส่งเรื่องไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยต่อไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 10 กันยายน รายงานข่าวจากสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า นายชัยยังไม่ได้ส่งเรื่องของ 13 ส.ส.ชุดแรก ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า 13 ส.ส.จะไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของ กกต.แล้ว ส.ส.กลุ่มนี้ยังทำหนังสือถึงนายชัย ขอให้ชะลอส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยอ้างถึงการไปร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง ดังนั้น นายชัยจึงยังไม่ส่งกรณี 13 ส.ส.ชุดแรกไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และจะรอ กกต.ส่งเรื่องกรณีล่าสุด 16 ส.ส. มาก่อน แล้วจะพิจารณาตัดสินใจว่าจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพร้อมไปกับกรณี 13 ส.ส.ชุดแรกหรือไม่
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กกต.วินิจฉัยให้ 16 ส.ส. พ้นสมาชิกภาพว่า คงไม่มีผลต่อตำแหน่งรัฐมนตรีบางคนที่ถูกวินิจฉัยด้วย ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก่อน แต่ถ้าผิดก็จะผิดเฉพาะตำแหน่ง ส.ส.เท่านั้น รัฐมนตรียังเป็นไปได้อยู่
เมื่อถามว่า แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ทันทีหลังถูก กกต.วินิจฉัย พล.ต.สนั่นกล่าวว่า นายสุเทพคงอยากจะให้น้องชายเป็น ส.ส.ถึงได้ลาออก
"เกื้อกูล"ไม่สน กกต.นั่งทำงานต่อ
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณี กกต.ชี้มูลความผิดว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ว่า เมื่อมีมติออกมาก็ต้องน้อมรับ แต่จะไม่กระทบต่อตำแหน่งรัฐมนตรีน เพราะกระทบเฉพาะตำแหน่ง ส.ส.เท่านั้น หุ้นดังกล่าวถือไว้ตั้งแต่เป็น ส.ส. แต่พอมารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้ขายหุ้นออกไปแล้ว หลังจากนี้จะทำหนังสือถึงศาลปกครองเพื่อขอความคุ้มครอง จากนั้นจะรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขณะนี้จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี 2 รัฐมนตรีที่สังกัด ภท.คือนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูก กกต.มีมติให้ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ว่า ยังไม่ได้มีการหารือกัน ส่วนรัฐมนตรีทั้ง 2 คนจะลาออกหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ถ้ากฎหมายระบุว่าให้ออกก็ต้องออก
ส.ส.พะเยาพท.เล็งฟ้องศาลปค.
นายไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็น 1 ใน 16 ส.ส.ที่ กกต. วินิจฉัยว่าพ้นสมาชิกภาพเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ที่ถือเป็นสัมปทานรัฐ ว่า ยอมรับคำตัดสินของ กกต. แต่ตนจะต่อสู้เรื่องนี้ต่อไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเข้าชี้แจงกับกกต.แล้ว โดยหยิบยกมาตรา 154 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานที่ระบุว่า บริษัทที่ประกอบกิจการพลังงานไม่ได้อยู่ในรูปแบบรับสัมปทาน แต่เป็นการขอใบอนุญาตเท่านั้น เมื่อ กกต.ได้รับฟังคำชี้แจงของตน ก็ยอมรับในข้อเท็จจริง แต่บอกกับตนว่าได้ตัดสิน ส.ว.ไปแล้ว หากไม่ดำเนินการกับ ส.ส.ด้วย จะเกิดข้อครหาว่า กกต. สองมาตราฐาน
นายไพโรจน์กล่าวว่า ที่ กกต.ตัดสินเช่นนี้ทั้งที่ได้รับทราบข้อเท็จจริงแล้ว ถือได้ว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 8 คนที่ถูก กกต.ตัดสินให้สิ้นสมาชิกภาพคงต้องพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่เบื้องต้นตนจะขอความคุ้มครองจากศาลปกครอง ก่อนที่จะนำประเด็นดังกล่าวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, September 12, 2009
"ชัย"เตรียมส่งศาลรธน.ฟัน16ส.ส.ถือหุ้นมรณะรวม13คนล็อตแรก "สนั่น"ชี้ช่องหลุดแค่ส.ส. รมต.ยังเป็นได้อยู่
เก้าอี้ผู้ว่าฯทองคำตัวละ15ล้าน?
ที่มา มติชน
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com
แทบไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มีข่าวว่า นักการเมืองใหญ่รายหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมากนำเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาแปรเป็นทุนในราคาตัวละ 10-15 ล้านบาท
ที่ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะข่าวการซื้อขายเก้าอี้ข้าราชการมีมาช้านานแล้วโดยเฉพาะตำแหน่งที่สามารถหาผลประโยชน์ได้ง่ายโดยเฉพาะตำรวจ เช่นหัวหน้าสถานีตำรวจ ผู้บังคับการตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจ ถึงขนาดมีสูตร 3-5-7 (ยังไม่นับข่าวการซื้อขายเก้าอี้ที่กำลังสอบสวนอยู่ในขณะนี้)
อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาเรื่อง "การคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ" ที่ ผศ.ดร.ชินะพงษ์ บำรุงทรัพย์ และคณะเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในปี 2546 ปรากฏว่า การซื้อขายตำแหน่งมีอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การศึกษาดังกล่าว ได้ระบุวิธีการซื้อขายตำแหน่งอย่างเป็นรูปธรรมไว้ด้วย อาทิ ในกระทรวงมหาดไทยมีการซื้อขายตำแหน่งผ่านคนใกล้ชิด คนสนิท สังเกตเห็นได้จากการที่อธิบดีจะแต่งตั้งบุคคลที่ตนไว้วางใจมาเป็นผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการกองคลัง และเลขานุการกรม ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปโดยง่าย
สำหรับข้าราชการระดับสูงงานวิจัยระบุว่า มักจะมีการซื้อขายโดยใช้อิทธิพลของนักการเมือง และนักการเมืองเหล่านั้น มักต้องการผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินทุนเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การซื้อขายตำแหน่งมีหลายวิธี ตั้งแต่ซื้อขาด ซื้อแบบผ่อนส่งโดยมีเงินดาวน์ และต้องส่งส่วยตลอดชีวิต
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบวิธีการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยที่ระบุไว้ในงานวิจัยเมื่อ 6 ปีก่อนกับข่าวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้แล้วมีสาระสำคัญที่เหมือนกันอย่างมากคือ
นักการเมืองต้องการผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินทุนในการเลือกตั้งและช่วยให้ผู้สมัคร ส.ส.ให้ชนะการเลือกตั้งซึ่งมีเงินซื้อเก้าอี้ก้อนแรกเหมือนกับการวางดาวน์ ส่วนการช่วยให้ผู้สมัคร ส.ส.ชนะการเลือกตั้งเหมือนกับการส่งส่วย
ตามข่าวระบุว่า นักการเมืองใหญ่ที่นำเก้าอี้ผู้ว่าฯไปเสนอขายนั้น ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล แต่มีอิทธิพลเหนือนักการเมืองและข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแทรกแซงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมาแล้ว ขนาดหิ้วนายมานิต วัฒนเสน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ข้ามหัวอธิบดีและผู้ว่าฯหลายสิบคนจนได้นั่งเก้าอี้ใหญ่สมใจ
นักการเมืองรายนี้ได้เรียกข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและรองอธิบดีในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประมาณ 20 คน ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าพบทีละคน โดยแจ้งทำนองว่า ถ้าต้องการขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องหาเงินมาช่วยเหลือพรรครายละประมาณ 10-15 ล้านบาท
ที่สำคัญถ้ามีการยุบสภา ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคให้ได้รับการเลือกตั้ง
การที่นักการเมืองรายนี้ทำอย่างนี้ได้ เพราะสิ้นเดือนกันยายน 2552 จะมีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดว่างลง 23 ตำแหน่ง แต่มีรองผู้ว่าฯและรองอธิบดีที่อยู่ในข่ายได้รับการแต่งตั้งประมาณ 90 คน ซึ่งแต่ละคนก็ต้องการความก้าวหน้าในชีวิตราชการทั้งสิ้น
ใครที่ต้องการกระโดดข้ามหัวเพื่อน ก็ต้องยอมสยบกับนักการเมืองโดยทิ้งเกียรติยศศักดิ์ศรีข้าราชการที่ต้องรับใช้ประชาชนไว้ในคลองหลอดหน้ากระทรวง แล้วลดตัวลงเป็นทาสรับใช้นักการเมือง
แม้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่ก็เชื่อกันว่า เป็นเพียง "ปาหี่" ที่ทำให้การแต่งตั้งดูเนียนขึ้นเท่านั้น
หลังจากมีข่าวดังกล่าว ปรากฏว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาโวยวายว่า เป็นข่าวโคมลอย เพราะการจะเติบโตในวงราชการนั้น ต้องมีความรู้ความสามารถ ดังนั้น หากจะใช้คนทำงานอย่าสงสัย ถ้าสงสัยอย่าใช้
"การปล่อยข่าวในลักษณะนี้ ถือเป็นการต่อสู้ การแข่งขันทางการเมือง โจมตีกันทุกรูปแบบ แต่ถือว่า เป็นเสียงนกเสียงกา อยากถามกลับไปว่า ผู้ว่าฯมีเงินเดือนเท่าไหร่ จะเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหน อย่างไรก็ตาม ถ้าใครมีหลักฐานช่วยอัดเทปมาให้ฟังหน่อย"
นายชวรัตน์นั้น เป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ที่ต้องประมูลงานกับหน่วยงานราชการ ย่อมรู้ดีกว่า การจ่ายเงินประเภทแบบนี้ที่ทำกันเป็นนิจศีลของบริษัทรับเหมาต่างๆให้แก่ผู้มีอำนาจและเบี้ยบ้ายรายทางไม่มีทางหาหลักฐานมายืนยันได้
แต่ข้อสงสัยว่า ข้าราชการเงินเดือนน้อยจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อตำแหน่งนั้นตอบง่ายนิดเดียว คือ ผู้ที่ต้องการเก้าอี้ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง แต่มีพ่อค้านักธุรกิจในท้องถิ่นจ่ายหรือลงขันจ่ายให้ล่วงหน้า เพียงแต่ว่า เมื่อได้ตำแหน่งผู้ว่าฯแล้วต้องหาทาง "คืนทุน" ในรูปบบต่างๆ โดยเฉพาะงานประมูลต่างๆ ซึ่งเพียงงานเดียวก็ได้กำไรเหนาะๆ แล้ว
ส่วนเกินยังสามารถแบ่งผลประโยชน์กันในระยะยาวและ "ส่งส่วย" ให้นายได้อีกด้วย
เกม"มาร์ค"
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
ผลออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย
รู้กันอยู่แล้วว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จะต้องโดนโทษวินัยร้ายแรง
และรู้กันอยู่แล้วว่านายกฯ อภิสิทธิ์จะเซ็นคำสั่งย้ายพล.ต.อ. พัชรวาทไปสำนักนายกฯ แล้วแต่งตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.เป็นรักษาการ
ที่ผิดคาดหมายก็เรื่องพล.ต.อ.พัชรวาทยื่นลาออกจากราชการ ทันทีที่ทราบว่าโดนคำสั่งย้าย
ปัญหาก็เรื่องเดิมๆ
เก้าอี้ผบ.ตร.คนใหม่ที่นายกฯ อภิสิทธิ์กับก.ต.ช.เสียงข้างมากมองต่างกัน
นายอภิสิทธิ์ผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ แต่ก.ต.ช.เสียงข้างมากกลับเห็นว่า พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.เหมาะสมกว่า
ด้วย "สัญญาณพิเศษ" ทำให้เสียงทั้ง 6 แพ็กกันแน่น
ฝ่ายการเมืองจึงต้องใช้วิธีกดดันต่างๆ นานาเพื่อให้ก.ต.ช. เสียงข้างมากสั่นคลอน หรือเสียงแตก
เริ่มต้นที่พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นหลัก เพราะเป็นแม่ทัพใหญ่ของก.ต.ช.เสียงข้างมาก
นายกฯ ก็แสดงออกเปิดเผยว่ากดดันพล.ต.อ.พัชรวาทมาตลอด เพราะเชื่อข้อมูลคนใกล้ชิดและแก๊ง 4 สหาย (ขาใหญ่ม็อบ, 2 พล.ต.อ. และ 1 พล.ต.อ.นอกราชการ)
ยัดเยียดข้อหา "ตอ" ก็ไม่เป็นผล
ต้องขุดเรื่องเก่าเงิน 18 ล้านซึ่งสรุปไปแล้วว่าไม่มีความผิด ขึ้น มาเล่นงานอีกรอบ
ขณะที่กรณีป.ป.ช.ซึ่งเคยชี้มูลคดีสลายม็อบไปแล้วว่าพล.ต.อ. พัชรวาทผิดวินัยไม่ร้ายแรง แค่ประมาทเลินเล่อ ก็ชงเรื่องเพิ่มข้อกล่าวหา และสุดท้ายก็ชี้มูลอีกครั้งว่าผิดวินัยร้ายแรง
แล้วนายกฯ ก็เซ็นเด้งทันควัน!?
ใครๆ ก็มองออกว่าเป็นการกำจัดก.ต.ช.เสียงข้างมากออกไป 1 เสียง
เพราะสอดคล้องกับความพยายามเล่นงานก.ต.ช.รายอื่นๆ
เช่นกรณีส.ส.ประชาธิปัตย์งัดเรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ขึ้นมาขย่ม นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย และ นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดมหาดไทย
หรือการขู่จะปรับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นเก้าอี้ รมว. ยุติธรรม เพราะไม่พอใจที่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระ ทรวงยุติธรรม ซึ่งเคยโหวตให้พล.ต.อ.ปทีปเมื่อครั้งที่แล้ว แสดง ความจำนงจะกลับลำการประชุมก.ต.ช.ครั้งหน้า
เหมือนทำทุกวิถีทางที่จะให้ผลโหวตก.ต.ช.พลิกกลับมาที่พล.ต.อ.ปทีปให้ได้
เมื่อไม่สามารถจูงใจให้คล้อยตามได้ ก็เลือกใช้วิธีเล่นงานแทน
แต่ถึงวันนี้จะมีพล.ต.อ.ธานีมาโหวตหนุนนายกฯ ก.ต.ช.ที่เหลืออีก 5 รายก็ยังผูกกันแน่น แถมมีปลัดกระทรวงยุติธรรมหนุนเพิ่มอีกราย
ถ้าจะเอาให้ได้ตามใจ สงสัยนายกฯ ต้องเปลี่ยนตัว รมว. มหาดไทย
แล้วย้ายหรือปลดปลัดมหาดไทยกับปลัดยุติธรรม
คราวนี้แหละสมดั่งใจแน่
หมาป่ากับลูกแกะ
ที่มา เดลินิวส์
มีลูกมีหลานสั่งไว้เลย อย่าเป็นตำรวจเด็ดขาด ทำตามหน้าที่แท้ ๆ ดัน กลายเป็นฆาตกร เป็นผู้ประพฤติชั่วร้ายแรง รางวัลที่ได้รับคือ ปลดออก หรือ ไล่ออก...เท่านั้น
ทีพวกขนระเบิดซีโฟร์ซุกในรถ จอดทิ้งกลางเมือง บึ้มขึ้นมา จะมีคนตายคนเจ็บมากขนาดไหน ดีที่สวรรค์ลงโทษ ทำให้ตายสยองคาซากรถ
คนอย่างนี้ควรถูกประณาม ถูกสาปแช่ง แต่กลับได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” ไปเสียอีก
นี่ยังไม่นับแถลงการณ์ตำรวจว่า พบระเบิดปิงปองเป็นเข่ง ใช้รั้วลวดหนามกั้น ราดน้ำมันที่พื้น ขู่ ฆ่ามัน ฆ่ามัน ก่อนบุกยึดสภา ก็ยึด ถนนตามอำเภอใจ ยึดทำเนียบทำนา (ตามด้วยยึดสนามบิน) อีกด้วย
อย่างนี้ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธหรือ ???
หากทำตามหน้าที่แล้ว กลายเป็นคนชั่ว ต่อไปตำรวจก็ควร เกียร์ว่าง เพราะเกียร์ว่างแล้วไม่ผิด ไม่ถูกลงโทษ และจะให้ดี ตำรวจก็ควรปูผ้าขาว กราบม็อบ (มีเส้น) ด้วย
จะได้ไม่ต้องถูกกระทืบซ้ำ !!!
เหมือนคนนี้ ที่กำลังงานเข้า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายตำรวจตงฉินที่กำลังถูกระบายสีให้เป็นสีดำ เพราะทำตามหน้าที่ อำนวยความยุติธรรมแก่บ้านเมือง
ในฐานะผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ดูแลกรมสอบสวนกลางและเป็น ผอ.ศูนย์ปราบปรามลักลอบตัดไม้และสัตว์ป่า
เมื่อมีผู้แจ้งความ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ในข้อหาสร้างบ้านที่ กาญจนบุรี รุกล้ำแม่น้ำ สร้างน้ำตกในเขตป่าสงวน และมีสัตว์สงวนในครอบครอง
กรมเจ้าท่า กรมอุทยาน กรมป่าไม้ ตรวจสอบว่า มีมูล ก็ต้องไปตรวจ จะให้เพิกเฉยหรือ
หาก พล.ต.ท.สมยศ ไม่ทำ ก็จะเจอข้อหาตาม ม. 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น
แต่ที่นายตำรวจตงฉินกำลังโดนขบวนการมีเส้นขย้ำ ก็เพราะดันไปซี้กับ เนวิน ชิดชอบ ที่ถูกหา เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ขบวนการนี้เชื่อว่า สั่งฆ่าแกนนำ เลยโดนยำเละไปด้วย
ล่าสุดถูกแต่งตั้งให้ดูแลคดียึดสนามบินของม็อบพันธมิตรอีก จะยิ่งไม่ถูกยำเละเป็นโจ๊กหรือ !?!
เท่าที่รู้มาตำรวจคนนี้ก็ไม่เคยมีประวัติชั่วร้าย ไม่เคยรีดไถใคร จะมีเงิน ก็เพราะเล่นหุ้นในตลาดเปิดเผย
สนิมสนมกับนักการเมืองมากหน้า เพราะเคยเป็นตำรวจติดตาม มนตรี พงษ์พานิช อดีตเลขาฯ พรรคกิจสังคม (ผู้วายชนม์) และความสัมพันธ์นั้นติดตัวมาถึงตอนนี้
จะทำร้าย ทำลายใคร จึงควรให้ความเป็นธรรมด้วย ทุกวันนี้ตำรวจก็เหมือนหมาป่ากับลูกแกะอยู่แล้ว เอ็งไม่ผิด พ่อเอ็งก็ผิด เอาแต่จะเหยียบให้จมดิน วันไหนตำรวจทั้งประเทศทนไม่ได้ขึ้นมา
แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ
สุดท้าย ก็ยินดีกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ ท่านชนะแล้ว พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยกธงขาวลาออกจาก ผบ.ตร.ก่อนเกษียณแล้ว อีกไม่ นานก็จะโดนเชือดซ้ำ ไม่ถูกไล่ออก ก็ปลดออก จากมติ ป.ป.ช.ในคดี 7 ตุลาคม
ป๊อดแพ้มาร์ค ราบคาบแล้ว !!!.
ดาวประกายพรึก
เหลิงอำนาจ
ที่มา ไทยรัฐ
เรื่องราวในแวดวงสีกากี ที่ยังจบกันไม่ลง แสดงถึงการใช้อำนาจเสมือนว่าชอบธรรม แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการแทรกแซงและ ทำลายระบบคุณธรรม ของข้าราชการโดยสิ้นเชิง
ช่วงเวลาสุญญากาศ เกือบ 20 วัน ในสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่เท่านั้นแม้แต่ตำแหน่ง รักษาการ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ก็ถูกจับตาไม่แพ้กัน
เพื่อภารกิจพิเศษอะไรหรือไม่
เพราะเงื่อนปมใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เกี่ยวเนื่อง มาจากวิกฤติการเมือง มีมากมายจนทำให้เกิดความวุ่นวายกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา บุคลากรในสำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบันและที่เกษียณอายุราชการไปแล้วได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
การตัดสินใจลาออกของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณตีความได้หลายประเด็น ยอมแพ้หรือพักยก หรือมีความนัยอะไรบางอย่าง รวมทั้งการลาออกของ พล.ต.อ.พัชรวาท จะสามารถหลุดจากการชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ปลดออกหรือไล่ออกได้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งจะลาออกก็ไม่ได้
อยู่ที่เจตนาการทำลายล้าง
ความน่าสนใจของตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ออกจะจืดไปซะแล้วไม่ว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จะเต็งจ๋า หรือ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย จะได้รับการสนับหนุนจาก ก.ต.ช.เสียงส่วนใหญ่หรือจะ ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในที่ประชุม ก.ต.ช.อีกกระทอก
ไม่เท่ากับจุดอ่อนทางการเมือง
การรุกไล่ของอีกฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับ พล.ต.อ.พัชรวาท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.รวมทั้งกลุ่มเสื้อน้ำเงินจะหยุดอยู่แค่นี้หรือไม่
หรือตั้งใจจะขุดรากถอนโคน
คำถามอยู่ที่ว่า ฝ่ายนี้จะยอมให้ถูกรุกไล่จนตกกระดานหรือไม่ หรือจะกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อรอโอกาส หรือต่างตอบแทนกันไปให้สมประโยชน์ซึ่งกันและกันในตอนจบ
เป็นไปได้ทั้งนั้น
แต่ที่เห็นและเป็นไป ความย่อยยับของระบบราชการและในแวดวงสีกากี รวมทั้งความล่มสลายของระบบคุณธรรม ใช้ วิชามารกดดันล็อบบี้ ต่อรองกันอย่างหน้าไม่อาย ใครมีบัญชีดำ มีแผลตรงไหนถูกปอกเปลือกเอามาเป็นข้อต่อรองหมด ก็แค่เพื่อเอาชนะในตำแหน่ง ผบ.ตร.เพียงคนเดียว
ใช้วิธีการเผานาล่าหนูทำนองเดียวกับที่ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความคึกคะนองของรัฐบาลและการเหลิงอำนาจของผู้นำมักจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของการมีอำนาจ
จบไม่สวย.
หมัดเหล็ก
มั่่นใจ'จตุรเทพ'คุ้มอยู่
ที่มา ไทยรัฐ
สัญญาณท้ารบเริ่มแล้ว
กับปฏิบัติการของไอ้โม่งก่อเหตุปาระเบิดใส่บ้านย่านบางพลัดของนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้ขายต่อให้คนอื่นไปตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
ไม่มีใครบาดเจ็บ แค่โรงรถเสียหาย
เพราะโดยเป้าหมายมันคือการส่งเทียบ "เตือน" ว่า สงครามในฝ่ายถืออำนาจ ศึกล้มโต๊ะกันเองในหมู่ผู้คุมเกมประเทศไทย
จะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ในสถานการณ์ที่โดนรุกไล่จนแทบไม่มีที่ยืน กับชะตากรรมโหดๆของ "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ชิงยื่นใบลาออก ไม่ยอมไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ ตามคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เทคแอกชั่น ปกป้องศักดิ์ศรี
แต่ก็เจอลูกตามบี้ของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ยอมอนุมัติใบลา ประกาศให้รู้เลยว่า เป็นผู้กำชะตา "บิ๊กป๊อด" จะปลดออกหรือไล่ออก
ตั้งท่าตอกตะปูปิดฝาโลง ฆ่าสะกดวิญญาณ
ในอาการของพี่ชายอย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กบราเธอร์" น้องพี่สีเขียวบูรพาพยัคฆ์ ยังกัดฟันกลืนเลือด
ไม่หือไม่อือ ปัดตอบข่าวลือไขก๊อกตามน้องชาย
ขณะเดียวกันก็มีการปล่อยชื่อของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม จ่อรอเสียบตำแหน่งใหญ่แทน
"บูรพาพยัคฆ์" โดนต้อนเข้ามุมอับ
ตั้งรับอิทธิฤทธิ์เด็กดื้อ จนป่วนไม่เป็นขบวน
ล่าสุดก็เป็น พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ 1 ใน 5 เสียง ก.ต.ช.ที่หักหน้านายกฯอภิสิทธิ์ โหวตไม่รับ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ได้ตัดสินใจลาออกจาก ก.ต.ช.แบบกะทันหัน
แทนการไปพบกับนายกฯอภิสิทธิ์ที่ต่อสายเรียกไปเคลียร์
นั่นก็เท่ากับว่า เกมตัดแต้ม พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.หายไปอีก 1 เสียงเพิ่มโอกาสให้กับ พล.ต.อ.ปทีป เข้าป้ายตามโพยของนายกฯอภิสิทธิ์
แทบจะปิดกล่องได้แล้ว
แต่นั่นไม่มีความหมาย โดยปรากฏการณ์เลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ที่คนรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเบื้องหน้าเบื้องหลัง อะไรเป็นอะไร
แม้จะได้ชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตามโพย ประเทศชาติและประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเมื่อเทียบความแตกต่างกับ พล.ต.อ.จุมพล
คนที่ต้องตอบก็คือนายกฯอภิสิทธิ์ ภูมิใจตรงไหน
กับสถานะของ "ผู้นำ" ที่ล็อบบี้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้โหวตไปในทางเดียวกับตัวเองไม่ได้ ต้องใช้วิธีเล่นเกม ไล่ตัดแต้มทีละคน
เหมือนเด็กเล่นต่อสู้กัน
ที่สำคัญ หลังจากชนะในเกมแล้ว "อภิสิทธิ์" จะต้องไปเจอกับสงครามอะไร
รู้ทั้งรู้อยู่ว่า ขัดใจใคร แล้วยังกล้า
อีกนัยหนึ่งมันก็น่าเอะใจ "อภิสิทธิ์" ดื้อยังไง ก็ไม่น่ากล้าเขียนบทเล่นเอง
ฟันธงเลือกข้างซะขนาดนี้ เหมือนชัวร์แล้วว่า อนาคตอยู่รอดปลอดภัย
คุ้มที่ต้องเสี่ยงแลก
ที่แน่ๆกับปรากฏการณ์ภาพเชิงซ้อน ที่ว่ากันว่า นักข่าวต้องขยี้ตามอง
สังเกตรูปลักษณ์ของนายกฯอภิสิทธิ์ที่เปลี่ยนไปในพักหลังๆ จากหนุ่มหล่อเหลา ผมดำ ตาคม บางทีก็เห็นเลือนๆ เหมือนเป็นชายชราผมขาววัยเกือบ 90
บางครั้งจากแววตาที่เข้มแป๋ว เดียงสา กลับกลายเป็นแววตาที่นิ่งไร้ความรู้สึก เหี้ยมเหมือนหน่วยฝึกนักฆ่าป่าหวาย
บางครั้งก็เป็นชายร่างเล็ก ปากแหลม หวีผมเป๋สวมแว่นตา บางคราวก็บุคลิกท่าทางเหมือนคนมีหนวด ชอบพูดติดปากประการนั้นประการนี้
ราวกับว่ามี "จตุรเทพ" คุ้มกายอยู่
"อภิสิทธิ์" ถึงกล้าท้าสู้กับ "บูรพาพยัคฆ์".
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เสื้อแดงไม่พลาดตามทุกที่นายกฯไปลพบุรี
ที่มา ไทยรัฐ
ภาพจากทวิตเตอร์กอร์ปศักดิ์
ตำรวจอารักขาเข้ม "อภิสิทธิ์" เดินทางมาประชุมชี้แจง โครงการประกันรายได้ขั้นต่ำเกษตรกร ที่ลพบุรี ท่ามกลางกลุ่มเสื้อแดงดักรอ โห่ตะโกนขับไล่
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (12 ก.ย.) ว่า เมื่อเวลา 8.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมชี้แจง โครงการประกันรายได้ขั้นต่ำเกษตรกร เทศบาลตำบลท่าวุ้ง สำนักงานจังหวัดลพบุรี โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากพื้นที่ลพบุรี สระบุรี สิงหบุรี อาสาสมัคร กว่า 1 พันนาย คอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงถือป้ายและนำรถขยายเสียงมาตะโกนขับไล่
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีพูดคุยถึงโครงการไทยเข้มแข็ง รัฐประกันรายได้ กำไรแน่นอน กับเกษตรกรบนเวที ก่อนที่จะมีการอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเดินทางมาลพบุรีครั้งนี้ มีพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการผบ.ตร. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเดินทางมาด้วย
ทนาย ‘ดา ตอร์ปิโด’ จี้ราชทัณฑ์แจงการกักเดี่ยว-เลือกปฏิบัติ
ทนายความของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำหนังสือร้องเรียนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 4 ฉบับ ขอให้ชี้แจงเหตุผลกรณีสั่งขังเดี่ยว เปลี่ยนบัตรป้ายชื่อเพิ่มข้อหาความผิด พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การหารือ-เอกสาร ระหว่างทนายและลูกความอาจรั่วไหล
11 ก.ย.52 นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (หมายเลขคดีดำที่ อ.3959/2551) ระบุว่า ได้ทำหนังสือเรียกร้องไปยังนายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เรียกร้องให้ยุติการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างไม่เป็นธรรม 4 ฉบับ เนื่องจากได้ข้อมูลการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมภายในเรือนจำหลังจากเข้าเยี่ยมลูกความเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา
| Attachment | Size |
|---|
เสื้อแดงUSAเชิญคนไทยในอเมริกาฟังพงศ์เทพ+แกนนำเพื่อไทยวันนี้
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 กันยายน 2552
กลุ่มพลังไทยใน USA และ Red News USA...ขอเชิญท่านที่สนใจพบปะพูดคุยร่วมฟังการปราศรัยของ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล และ ส.ส. พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ถึง ห้าทุ่มที่ The Community Center, City of Arcadia, 365 Campus Dr, Arcadia, CA 91066-6021 Tel: (626) 574-5113 อาหารเครื่องดื่มฟรี
ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ คุณอวยชัย 818/ 205-6053, คุณประเสริฐ 818/ 235-3258 คุณเบญจ 310/ 706-7023 และ คุณสนั่น 323/ 286-8722
ท่านที่ไม่ได้อยู่ในอเมริกา และไม่สะดวกเข้าร่วมงาน สามารถติดตามฟังการถ่ายทอดสดได้ตามเวลาของเมืองไทยในเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน เวลา 8 โมงเช้า ที่ www.Serichon.com และ www.Norporchorusa.com
การสร้างกองกำลังติดอาวุธไม่ใช่ทางออกของคนเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
ถ้าจัดกองกำลังติดอาวุธเมื่อไร ก็เท่ากับสร้างองค์กรลับของคนถืออาวุธไม่กี่คน (ไม่เกินห้าหมื่นคนอย่างมากที่สุด) เป็นการหันหลังให้มวลชนเป็นล้านๆ เพื่อยกภาระในการ “ปลดแอกเรา” ให้กับคนหยิบมือเดียว
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
12 กันยายน 2552
แนวทาง “ปฏิวัติ” ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่การสร้างกองกำลังติดอาวุธ 
แต่เป็นการเน้นการจัดตั้งมวลชนคนเสื้อแดงซึ่งมีจำนวนเป็นล้านๆ เพื่อการร่วมกันพัฒนาความคิดผ่านกลุ่มศึกษาทางการเมือง ร่วมกันสู้เพื่อทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม ผ่านการกระจายข่าว และความเห็น ร่วมกันประท้วงอำมาตย์ตามท้องถนนเมื่อโอกาสเหมาะ ร่วมกันตั้งหน่ออ่อนของรัฐ และโครงสร้างบริหารของฝ่ายเราในชุมชน และตั้งองค์กรสงเคราะห์ต่างๆ แข่งกับฝ่ายรัฐอำมาตย์
มันหมายถึงการไม่ร่วมมือกับอำมาตย์ มันหมายถึงการนำทหารชั้นผู้น้อยและตำรวจมาเป็นพวก รวมถึงการเข้าไปในสหภาพแรงงาน และกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ
มันหมายความว่าเราต้องการโค่นระบบปัจจุบันแบบถอนรากถอนโคน และนำระบบใหม่มาใช้ มันหมายถึงการฝึกฝนการคัดค้านรถถังของฝ่ายทหาร วิธียึดรถถัง วิธีสร้างทางกั้นทหารตามถนน โดยให้มวลชนออกมาสกัดกั้นพร้อมๆ กับการคุยกับทหารธรรมดา
จุดสุดยอดคือ การลุกฮือทั่วประเทศในอนาคต เมื่อเราพร้อม อย่างที่ผมได้เคยอธิบายไปแล้ว (อ่านบทความเก่ยวเนื่อง:ทำไมเราต้องปฏิวัติอำนาจอำมาตย์ )
มีเพื่อนคนหนึ่งวาดภาพว่าเราชาวเสื้อแดงล้านๆ คน ต้องเป็นฝูงผึ้งที่รุมต่อยอำมาตย์อย่างไม่หยุดยั้ง เขาใช้ปืนและรถถังกับฝูงผึ้งไม่ได้
ข้อเสียของการสร้างกองกำลังติดอาวุธ อย่างที่เคยทำสมัยพรรคคอมมิวนิสต์มีดังนี้
1. ขบวนการคนเสื้อแดงมีมวลชนหลายล้านคน ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา เป็นลูกจ้าง เป็นนักศึกษา เป็นแม่บ้าน เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เป็นเกษตรกร ฯลฯ
เรามีความชอบธรรมเพราะเราเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ขบวนการคนเสื้อแดงมีลักษณะเด่นตรงที่คนตั้งกลุ่มกันเอง นำกันเอง จากรากหญ้า มันคือขบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง
ถ้าจัดกองกำลังติดอาวุธเมื่อไร ก็เท่ากับสร้างองค์กรลับของคนถืออาวุธไม่กี่คน (ไม่เกินห้าหมื่นคนอย่างมากที่สุด) เป็นการหันหลังให้มวลชนเป็นล้านๆ เพื่อยกภาระในการ “ปลดแอกเรา” ให้กับคนหยิบมือเดียว มวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่จับอาวุธแบบนั้นไม่ได้ และจะไม่มีบทบาท หรือมีบทบาทรองจนหมดความสำคัญไป
2. การปิดลับแปลว่าไม่สามารถสร้างเวทีสมัชชาเปิดของคนเสื้อแดงเพื่อร่วมกันถกเถียงแนวทางการต่อสู้ แนวทางจะถูกกำหนดโดยแกนนำลับ กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ถูกตรวจสอบโดยคนเสื้อแดง เป็นการสั่งจากบนลงล่าง มันเป็นเผด็จการของคนส่วนน้อย เผด็จการของคนส่วนน้อยสร้างประชาธิปไตยแท้ไม่ได้
3. บทเรียนจากประเทศจีนคือ เมื่อกองทัพพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มล้อมเมืองต่างๆ จะไม่มีการปลุกระดมให้พลเมืองลุกขึ้นยึดเมือง แต่จะมีการสั่งให้ทุกคนสงบเงียบอยู่กับที่ และรอฟังคำสั่งจากกองทัพแดง นั้นเป็นแนวที่ตรงข้ามกับการปฏิวัติโดยมวลชนจำนวนมาก ที่เคยมีในรัสเซีย 1917, อิหร่าน 1979, โปแลนด์ 1980 และในเวเนสเวลาปัจจุบัน
การปฏิวัติโดยมวลชนย่อมก่อให้เกิด “สภาคนงาน” และ “สภาชุมชน” ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการนำของประชาชนเอง แต่วิธีที่เน้นกองกำลังติดอาวุธเป็นวิธีทหารที่ไม่มีประชาธิปไตย หรือที่แค่ “เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมบ้าง” แต่พลังและความสร้างสรรค์ไม่ได้มาจากรากหญ้าเอง สภาดังกล่าวที่ผมพูดถึงเกิดขึ้นใน รัสเซีย อิหร่าน โปแลนด์ และเวนเนสเวลา และยังมีกรณี ชิลี 1973 อาเจนทีน่า ตอนประสบวิกฤตเศรษฐกิจ และในโบลิเวียอีกด้วย
4. คนที่เสนอการตั้งกองกำลังติดอาวุธอาจจริงใจ แต่บ่อยครั้งเป็นการพูดเอามันเพื่อดูกล้าหาญเด็ดขาด ในที่สุดมันเบี่ยงเบนประเด็นจากภาระอันยิ่งใหญ่ในการจัดตั้งมวลชนทางการเมือง เพื่อปฏิวัติมวลชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและจะต้องใช้เวลา
5. กองกำลังติดอาวุธของฝ่ายเรา ไม่มีวันปะทะกับกองกำลังของอำมาตย์อย่างตรงไปตรงมาได้ เขามีอาวุธครบมือที่เหนือกว่าเราเสมอ อันนี้เป็นบทเรียนจาก ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ในกรณีเนปาล สิ่งที่ชี้ขาดในที่สุดคือการลุกฮือในเมือง และพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลไม่ต้องการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคนอีกด้วย เพราะต้องการเอาใจนายทุนใหญ่ ส่วนแนวทางปฏิวัติมวลชนต้องอาศัยพลัง และจำนวนของมวลชนเพื่อให้ทหารชั้นผู้น้อยเปลี่ยนข้าง
6. ถ้าใช้กองกำลังติดอาวุธ เราขยายความคิดทางการเมืองยากขึ้น เพราะเราต้องปิดลับ และที่สำคัญเมื่อเราเดินเข้าไปในชุมชนต่างๆ ชาวบ้านชาวเมืองจะกลัวเราพอๆ กับฝ่ายทหารอำมาตย์ เพราะทั้งสองฝ่ายถือปืน นี่คือบทเรียนจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และการต่อสู้กับรัฐไทยในสามจังหวัดภาคใต้
7. ถ้าคนที่เสนอแนวทางติดอาวุธ ไม่อธิบายว่าเป้าหมายคืออะไรอย่างชัดเจน ไม่อธิบายว่าประชาธิปไตยแท้คืออะไร ถ้าเขาชนะ อาจเป็นแค่เปลี่ยนหัวชนชั้นปกครองโดยไม่มีการปฏิวัติก็ได้
8. ในประเทศที่เน้นการสร้างกองกำลังปลดแอก และกองกำลังนั้นชนะ เช่น จีน เวียดนาม ลาว เขมร ซิมบาบวี คิวบา ผลคือเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้
ขอยืนยันว่าเราต้องเดินแนว “ปฏิวัติมวลชน โค่นอำมาตย์อย่างถอนรากถอนโคน”