WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 13, 2009

‘อุปาทานร่วม’ กับ ‘อุดมการณ์ร่วม’

ที่มา ประชาไท

คิดจากมุมมองของพุทธศาสนา “การยึดมั่น” (อุปาทาน) ไม่ว่าจะยึดมั่นในสิ่งใดย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ไม่มากก็น้อยตามความเข้มข้นของความยึดมั่น หรือตามการใช้ความยึดมั่นนั้นๆ เป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆและสังคมมากหรือน้อย
แม้แต่การยึดมั่นในสิ่งที่เรียกกันว่า “ความดี” ก็อาจก่อความทุกข์ได้ เช่น บางคนยึดมั่นใน “บุญ” ขายทรัพย์สินบริจาคทำบุญกับวัดจนไม่เหลือเงินส่งเสียให้ลูกเรียน บางคนยึดมั่นว่าคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือเป็นสัจธรรมสมบูรณ์ เมื่อถูกใครตั้งคำถามหรือโต้แย้งคำสอนนั้นก็โมโห ไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นหรือเหตุผลที่ต่างออกไป
ในประวัติศาสตร์ สงครามศาสนาเกิดขึ้นหลายครั้ง มีคนตายเป็นสิบๆล้านคนก็เพราะความยึดมั่นในศาสนาหรือพระเจ้าของตนเองว่าดีกว่าเหนือกว่า หรือยึดมั่นว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่อยู่ข้างความถูกต้องที่มีหน้าที่ต้องขจัดฝ่ายที่ไม่ถูกต้องให้สิ้นซากไปนั่นเอง
จะว่าไปแล้วสงครามครั้งใดๆไม่ได้เกิดจากความยึดมั่นในความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่ชั่วร้าย หากเกิดจากความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่แต่ละฝ่ายต่างก็ป่าวประกาศว่า เป็นความเชื่อที่ดีหรืออุดมการณ์ที่ดีแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมืองก็ตาม
แต่กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนเราจะไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เท่าที่ควร หรือไม่มีการนำประวัติศาสตร์มาเป็น “บทเรียน” ให้เกิดปัญญาที่ทำให้เราข้ามพ้นไปจากการใช้ความยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยกและความรุนแรงในสังคม
เช่น อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถือกันว่าเป็นอุดมการณ์ที่ดีงามที่คนไทยทุกคนพึงยึดถือเป็นหลักในการสร้างสามัคคี หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ และความมั่นคงแห่งรัฐ แต่เมื่อมีการใช้อุดมการณ์ดังกล่าวนี้ในการต่อสู้ทางการเมืองเรามักใช้กันด้วย “อุปาทาน”
ดังที่แสดงอุปาทานผูกขาดความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และกล่าวหาศัตรูทางการเมืองของฝ่ายตนว่าเป็นฝ่ายที่มุ่งทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้งแตกแยกของผู้คนในสังคมจนนำไปสู่การนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า นับแต่ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 กระทั่ง 7 ตุลา 51 และสงกรานต์เลือด 52
นอกจากนี้แต่ละฝ่ายยังอ้าง “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นแนวร่วมรัฐประหาร และอีกฝ่ายสมัครใจเป็นเครื่องมือ, สมยอม หรือพร้อมจะเป็นแนวร่วมการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของ “ตัวบุคคล”
แถมยังสร้างวาทกรรมเพื่อสร้าง อุปาทานร่วม” เช่น ต้องล้ม “ระบอบทักษิณ” ต้องโค่น “ระบอบอมาตยาธิปไตย” ทั้งที่ “แกนนำ” หรือคนส่วนใหญ่ในแต่ละฝ่ายต่างก็มีเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจ การเมือง เกาะเกี่ยวสัมพันธ์ หรือมีพฤติกรรม การกระทำที่สอดคล้องเหลื่อมซ้อนในทั้งสองระบอบดังกล่าวนั้น
เช่น ทักษิณก็เติบโตทางธุรกิจโดยใช้เส้นสายของอำมาตย์ในยุค รสช. เมื่อมีอำนาจทางการเมืองก็มีการวางเครือข่ายอำนาจของตนเองทั้งในกองทัพ ตำรวจ ผู้ว่าฯ และอื่นๆ แทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ตนกับพรรคพวกอย่างที่ระบอบอมาตยาธิปไตยเคยทำมา
และฝ่ายที่โจมตี “ระบอบทักษิณ” ก็ได้ทำอย่างที่ทักษิณทำ เช่นการสนับสนุน “รัฐบาลอำมาตย์-อภิสิทธิ์” ซึ่งต่อมาก็แทรกแซงสื่อ (องค์กรอิสระ?) และพยายามวางเครือข่ายอำนาจของฝ่ายตนในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. และอื่นๆในขณะนี้
สรุปแล้ว ที่แต่ละฝ่ายต่างสร้าง “อุปาทานร่วม” ว่าฝ่ายตนดี ถูกยึด “อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง” และมีภารกิจต้องล้มอีกฝ่ายให้ได้ ทำให้แต่ละฝ่ายมุ่งเอาชนะคะคานจนลืมมองตนเองอย่างตรงไปตรงมา มองไม่เห็นพฤติกรรมที่เป็นจริงของตนเองที่มีปัญหาเหมือนๆกัน และไม่อาจให้คำตอบต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเช่นกัน
ที่สำคัญ ดูเหมือนแต่ละฝ่ายกำลังเร่งสังคมให้ก้าวไปสู่จุดวิกฤตความรุนแรงที่เกินคาดเดา และไม่มีคำตอบว่าหลังวิกฤต สังคมจะดีขึ้นอย่างไรนอกจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง
ทางหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่น่าจะเป็น คือ
  1. แต่ละฝ่ายต้องละทิ้ง “อุปาทานร่วม” หันมาสร้าง “อุดมการณ์ร่วม” ซึ่งอุดมการณ์ร่วมต่างจากอุปาทานร่วมตรงที่ อุดมการณ์ร่วมเกิดจากการใช้เหตุผล การถกเถียง แลกเปลี่ยนเรียนรู้จนตกผลึก และเกิดข้อสรุปร่วมกันว่าต้องการให้สังคมเราเป็นประชาธิปไตยที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นอย่างไร ด้วยวิธีการอย่างไร ที่ไม่ใช้ความรุนแรง
  2. ทุกฝ่ายควรวาง “ทักษิณ” และ “สนธิ” (หรือแกนนำคนอื่นๆที่พยายามสร้างอุปาทานร่วมเป็นเงื่อนไขในการต่อสู้เอาแพ้เอาชนะ) ลง แล้วตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะร่วมกันปฏิรูปประเทศของเราให้เป็นประชาธิปไตย ก้าวหน้า เป็นธรรม และมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่าทันหรือเกินกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ได้อย่างไร
  3. สังคมทั้งสังคมควรตระหนักร่วมกันว่า ความขัดแย้งที่เป็นมาทำให้ประเทศบอบช้ำและถดถอยทุกด้านเกินพอแล้ว เราต้องไม่คล้อยตามเกมเอาแพ้เอาชนะของฝ่ายใดๆก็ตาม ต้องตั้งคำถามกับแต่ละฝ่ายให้มากขึ้น และกำกับตรวจสอบการเมืองในสภาฯให้เร่งหาทางปลดล็อคความขัดแย้ง คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
การเลือกตั้งใหม่อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ อุปาทานร่วม” ลดดีกรีลง และเป็นโอกาสที่สังคมจะเรียกร้องให้ขั้วการเมืองแต่ละฝ่ายเสนอนโยบายที่เป็น “อุดมการณ์ร่วม” แข่งกัน เพื่อให้สภาพสังคมการเมืองโดยรวมคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สื่อหลัก-สุนัขรับใช้เผด็จการ

ที่มา Thai E-News


ที่มา นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
12-18 กันยายน 2552

องค์กรสื่อต้องถามตัวเองว่าได้ยืนหยัดที่จะทำให้สื่อที่เป็นสมาชิกขององค์กรรับใช้ประชาชน และต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน และเพื่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน เพราะหากองค์กรสื่อไม่ยืนหยัดในจริยธรรม ไม่ยืนหยัดที่จะปกป้องประชาธิปไตยที่แท้จริง องค์กรสื่อและสื่อมวลชนก็ไม่ต่างอะไรกับองค์กรอิสระที่ถูกกล่าวหาว่ารับใช้เผด็จการ และกลุ่มอำนาจต่างๆ เป็น “สุนัขรับใช้เผด็จการ” มากกว่า “สุนัขเฝ้าบ้านที่รับใช้ประชาชน”


องค์กรสื่อรับใช้ใคร?

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อและองค์กรสื่อเป็นองค์กรที่มีสิทธิเสรีภาพอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐ สื่อภาคธุรกิจเอกชน และสื่อภาคประชาชน นอกจากจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เป็นธรรม และยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเป็นกลางแล้ว ยังต้องตีแผ่ความไม่ชอบธรรมต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้

ไม่ว่าจะเป็นกรณีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง 7 ตุลาคม การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง “สงกรานต์เลือด” การสอบคดีการยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และความผิดต่างๆในการชุมนุมทางการเมือง

ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่าสื่อกระแสหลักต่างๆที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ รวมทั้งองค์กรสื่อ ไม่เพียงเลือกข้างเลือกปฏิบัติ ยังมีส่วนยุยงและสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงอีกด้วย

อีกทั้งยังมีข่าวที่เชื่อถือได้ว่าสื่อใหญ่บางแห่งที่ได้ชื่อว่าเป็นมัลติมีเดียก็ยอมรับใช้ฝ่ายการเมืองด้วยการแลกผลประโยชน์ในรูปของโฆษณา และการเข้าไปมีส่วนในสื่อต่างๆของรัฐ ( หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดูข่าว สื่อเห้สุมหัวรัฐบาลโจรปล้นชาติต่างตอบแทน ประกอบ


องค์กรสื่อต้องถามตัวเองว่าได้ยืนหยัดที่จะทำให้สื่อที่เป็นสมาชิกขององค์กรรับใช้ประชาชน และต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน และเพื่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน เพราะหากองค์กรสื่อไม่ยืนหยัดในจริยธรรม ไม่ยืนหยัดที่จะปกป้องประชาธิปไตยที่แท้จริง องค์กรสื่อและสื่อมวลชนก็ไม่ต่างอะไรกับองค์กรอิสระที่ถูกกล่าวหาว่ารับใช้เผด็จการ และกลุ่มอำนาจต่างๆ เป็น “สุนัขรับใช้เผด็จการ” มากกว่า “สุนัขเฝ้าบ้านที่รับใช้ประชาชน”

บทเรียนสื่อ

อย่างกรณีนายจอม เพ็ชรประดับ ผู้ดำเนินรายการวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 MHz ที่สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกดดันจนต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุติบทบาทการเป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารใน อสมท ต้องได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนด้วยเจตนาที่จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม ความถูกต้อง รวมทั้งสร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารได้พิจารณาตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเพื่อแสดงถึงหลักการแห่งความเป็นอิสระและเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ ที่หวังจะทำร้าย หรือสร้างความเสียหาย หรือประสงค์ที่จะให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อรัฐบาล หรือขั้วการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่ได้แทรกแซงการทำงานใน อสมท และไม่เคยห้ามให้สื่อของรัฐสัมภาษณ์บุคคลที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล แต่ยอมไม่ได้ที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษแผ่นดินใช้สื่อของรัฐ ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณก็ออกมาระบุว่า ประเทศมีปัญหาหมักหมมและแก้ไขไม่ได้ เพราะไม่เอาความจริงมาพูด หรือจริงแค่ครึ่งเดียว ในขณะที่สมาคมสื่อฯ สมาคมนักข่าวฯต่างๆ ที่สมควรมีบทบาทในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารกลับมุดหัวไม่กล้าทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณที่ควรทำ

อารยะขัดขืน

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง นักการเมืองมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ส.ส., ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นักการเมืองจะต้องไม่ยอมก้มหัวหรือรับใช้เผด็จการ อย่างกรณีการยุบพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างเห็นว่าไม่เป็นธรรมและไม่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นเพราะกฎหมายที่สร้างขึ้นมาโดยเผด็จการ หรือกระบวนการยุติธรรมที่ 2 มาตรฐานก็ตาม พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและชอบธรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง แต่สามารถใช้ “อารยะขัดขืน” อย่างอหิงสาจนกว่าจะได้รับชัยชนะ ไม่ใช่ยอมรับชะตากรรมเหมือนนักการเมืองที่ไร้ศักดิ์ศรีและหน้าโง่ ทั้งที่เห็นว่าเป็นอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบธรรม แต่ยังสู้แบบไร้อารยะ

เช่นเดียวกับการรัฐประหารที่ผ่านมา แทนที่นักการเมือง ประชาชน และสื่อจะออกมาต่อสู้และต่อต้าน กลับนิ่งเฉยและยอมจำนนกับอำนาจเผด็จการ โดยเฉพาะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นความตกต่ำและล้มเหลวที่สุดของประชาธิปไตยไทย เพราะนักการเมือง ประชาชน และสื่อจำนวนมากกลับออกแสดงความชื่นชมเหมือนเป็นชนชั้นวรรณะทาสที่ไม่กล้าอารยะขัดขืน

โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถือว่ามีอิสระและสิทธิเสรีภาพมากที่สุด แต่กลับกักขังตัวเอง ยอมอยู่ใต้อำนาจหรือรับใช้อำนาจเผด็จการ หรืออำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม แต่หากประชาชนไม่ยอมรับ ไม่ว่าทหาร กลุ่มอำมาตย์ หรือนักการเมืองก็อยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศและมีอำนาจแท้จริง ไม่ใช่กองทัพหรือกลุ่มอำมาตย์อำนาจใดอำนาจหนึ่ง

การต่อสู้ของประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง เพราะแค่ประชาชนทุกคนร่วมกันแสดง “อารยะขัดขืน” อย่างจริงจัง อารยะขัดขืนไม่ใช่การฉีกบัตรเลือก แต่อารยะขัดขืนจะต้องไม่ยอมรับกฎหมายเผด็จการ หรือองค์กรใดๆที่รับใช้อำนาจเผด็จการ หรืออำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม

เพราะการรัฐประหารที่ทำโดยคณะทหาร ไม่ว่าจะใช้ชื่อ “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ” ล้วนรับใช้กลุ่มอำนาจทั้งสิ้น ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

การได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่การทำสงครามปาก แต่ต้องเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนเท่านั้นจึงจะทำให้สังคมที่วิปริตขณะนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

“ยุติธรรม” ต้องหมายถึง “ยุติได้ด้วยความเป็นธรรม” ไม่ใช่หมายถึง “ยุติแล้วซึ่งความเป็นธรรม”

“NO JUSTICE..NO PEACE”

ที่ใดไร้ซึ่งยุติธรรม ที่นั้นไร้ซึ่งสันติสุข!!

สองระบอบ-สองจัดตั้ง

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 15

ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า และได้เริ่มไปแล้วมากนั้น จึงคือการจัดตั้งระบอบประชาชนให้ทัดเทียมกับระบอบอำมาตย์ ซึ่งไม่ใช่ทั้งการนั่งกราบกำแพงอย่างไร้สติ หรือเอาหัวชนกำแพงจนหัวแตก แต่ต้องรู้ว่ากำแพงคือกำแพงและหาเครื่องมือที่เหมาะสมต่อกำแพงนั้น ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน



ตั้งแต่เข้าร่วมกับพี่น้องประชาชนสู้รบกับระบอบอำมาตยาธิปไตยมาจนบัดนี้ ผมเชื่อมั่นเสมอว่าฝ่ายประชาชนในวันนี้คือฝ่ายก้าวหน้า

พร้อมปฏิเสธความล้าหลังในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายอำมาตย์ ไม่นานก็จะบริบูรณ์เพียบพร้อมทั้งทางกายภาพ ความกล้าหาญทางจริยธรรม และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม

ผมไม่เคยเห็นภาพของพี่น้องประชาชนที่เป็นเด็กไม่พร้อมรับความจริงของโลก ต้องให้อำมาตย์ บริษัทบริวาร และซากเดนทั้งหลายมาตั้งตัวเป็นผู้ใหญ่เข้าปกครองและครอบงำ

ประชาชนในประเทศนี้ปกครองตัวเองได้

นี่ล่ะครับคือจุดตั้งต้นของผม

ยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะไม่ได้เข้ามาคลุกกับมวลชนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของท่านอย่างทุกวันนี้ ผมจึงเพิ่งมาซาบซึ้งกับคำกล่าวที่ว่า “ในมวลชนมีทุกสิ่ง” และยอมรับว่าเป็นสัจธรรมโดยแท้ เพราะผมได้เรียนจากการร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าทุกโรงเรียนและทุกมหาวิทยาลัยที่ผมได้เรียนและได้สอนมารวมกัน

ผมได้เห็นว่าแม่ค้าจบประถม ๔ มีความก้าวหน้า ตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองสูงกว่าอธิการบดีจบปริญญาเอกที่เป็นขี้ข้าของอำมาตย์

ผมได้เห็นคนที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อย่างพี่น้องแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซด์ที่วิเคราะห์การเมืองได้ดีกว่าคนที่สังคมอุปโลกน์ให้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตบางคน

บวกกับบทเรียนและแบบฝึกหัดอีกมากมายหลายครั้ง

ผมพบว่าฝ่ายประชาชนมีจุดอ่อนอย่างเดียวที่ยังสู้ฝ่ายอำมาตย์เขาไม่ได้ และทำให้ฝ่ายอำมาตย์เขายังควบคุมสังคมได้แทบทุกอณู โดยเฉพาะอำมาตย์ไทยที่ใช้ประโยชน์เต็มที่จากวัฒนธรรมสมยอมของไทยและกดขี่อย่างนุ่มนวล โยนเศษเนื้อให้ฝ่ายประชาชนกินเป็นระยะๆ เพื่อให้รู้สึกว่าไม่อดตาย จงใจทำลายเงื่อนไขของการปฏิวัติสังคมที่มักเริ่มต้นด้วยความอดอยากยากแค้นในบ้านเมืองอื่น

นั่นคือการจัดตั้งที่อ่อนกว่า ด้อยกว่า และไม่ต่อเนื่องของฝ่ายประชาชน

ฝ่ายอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานกว่า ครอบคลุมกว่า และยังจัดตั้งอย่างต่อเนื่องแข็งขัน

เท่านั้นเองครับ

คำว่า การจัดตั้ง ซึ่งเป็นคำเก่าแก่ที่สุดคำหนึ่ง คือการทำความเข้าใจในแนวคิด อุดมการณ์ ค่านิยม ให้ตรงกันในหมู่คณะ และอาจรวมถึงการทำความตกลงในวิธีการเพื่อให้บรรลุผลนั้น นักจัดตั้งไม่เพียงแต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่างที่เรียกว่า อัตวิสัย แต่ต้องฉลาดวิเคราะห์จังหวะเวลาและสถานการณ์ เพื่อโยงเอามาใช้ประโยชน์อย่างที่เรียกว่า ภาววิสัย ด้วย

นี่แหละครับคืองานของเรานับจากนี้ไปในฝ่ายประชาชน

การพิสูจน์คลิปเสียง การไล่รัฐบาล การตะเพิดนายอภิสิทธิ์ การล้อมบ้านพลเอกเปรม ฯลฯ ก็ทำไปเถิดครับ เพราะเป็นการทดสอบวิธีชุมนุมมวลชนในระบอบประชาธิปไตย เหมือนซ้อมใหญ่ แต่จะให้สะเด็ดน้ำจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ๆ ด้วยวิธีการชุมนุมแล้วชุมนุมเล่า แล้วเรียกนายหน้าหรือตัวแทนเขามาเขกกบาลให้สะใจนั้นเห็นจะเป็นไปได้ยาก

เมื่อฝ่ายอำมาตยาธิปไตยรักษาอำนาจของเขาได้อย่างมั่นคงและลุ่มลึก ถึงขนาดแทบจะควบคุมความคิดคนได้หมดประเทศแล้วด้วยกลไกการจัดตั้ง ฝ่ายประชาชนเองจะเพิกเฉยอยู่ไม่ได้

ความจริงใจก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่หรอกครับ แต่ถ้าต่างคนต่างจริงใจและแสดงออกความจริงใจอย่างกระจัดกระจายไม่เป็นลำแสงเดียวกัน ก็จะได้พลังประชาธิปไตยที่กว้างขวาง หลากหลาย แต่ขาดความเข้มข้นและนำไปทดแทนลำแสงที่ดูเจิดจรัสของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไม่ได้

การชุมนุมและคำปราศรัยก็เป็นเครื่องมือจัดตั้งอย่างหนึ่ง แต่ต้องแน่ใจว่าความคิดเบื้องหลังการแสดงออกเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซ่อนอยู่ หรือบางครั้งก็แสดงออกเลยโดยไม่ต้องซ่อน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนชอบคนรัก หรือหาเสียงใส่ตัวเพื่อแปลงเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองของตนและหมู่คณะ แต่ต้องเป็นการเตรียมให้มวลชนเข้าใจเป้าหมายที่ใหญ่โต สำเร็จยาก แต่จำเป็นต้องฝ่าฟันไปเพื่อจัดระเบียบสังคมเสียใหม่

ชุมนุมแต่ละครั้ง อย่าให้แต่ข้อมูลแต่เรื่องปลีกย่อย ต้องฝากความคิดทีละน้อยในเรื่องใหญ่เสมอ

คิดอยู่ในใจว่าการชุมนุมแต่ละครั้งเป็นคือเตรียมมวลชนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

คิดเชิงคุณภาพ คู่ไปกับความคิดเชิงปริมาณ เพราะจำนวนมวลชนก็มีความจำเป็นต่อชัยชนะอันแท้จริงในอนาคต

ถ้ากำหนดจุดยืนชัดเจนอย่างนี้ การชุมนุมแต่ละครั้ง เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ สถานีวิทยุชุมชนแนวประชาธิปไตยแต่ละสถานี การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ละครั้ง ฯลฯ จะมีทิศทางชัดเจน ไม่แกว่งไกวตามบุคลิกภาพหรือแนวคิดส่วนตัวของแกนนำหรือวิทยากรแต่ละคน

มวลชนในขณะนี้ก้าวหน้าแล้ว และพร้อมจะก้าวต่อไปอีก กุญแจสำคัญคือการนำขบวนที่ก้าวหน้า ไม่วกวน ไม่ตีฝีปาก และไม่ยอมรับสิ่งที่น้อยกว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ใครขาดความมั่นใจว่าประชาชนจะไปได้ถึง ก็ขอพักยกได้ โดยจะไม่มีใครลืมเลือนท่านและคุณประโยชน์ที่ท่านได้ทำมาก่อนหน้านั้นเลย

ความก้าวหน้าและล้าหลังนั้นบังคับกันไม่ได้ แต่จะปล่อยเป็นอุปสรรคต่อขบวนการใหญ่ก็ไม่ได้เช่นกัน

นี่คือเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า และได้เริ่มไปแล้วมากนั้น จึงคือการจัดตั้งระบอบประชาชนให้ทัดเทียมกับระบอบอำมาตย์

ซึ่งไม่ใช่ทั้งการนั่งกราบกำแพงอย่างไร้สติ หรือเอาหัวชนกำแพงจนหัวแตก แต่ต้องรู้ว่ากำแพงคือกำแพงและหาเครื่องมือที่เหมาะสมต่อกำแพงนั้น

ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน

นั่นคือจุดเริ่มต้น.

----------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

การต่อสู้ต้องไม่ "เสียของ" อีกแล้ว

ที่มา Thai E-News


โดย อริน
13 กันยายน 2552

ยิ่งนานผมยิ่งรู้สึกถึง "สะสมความพ่ายแพ้น้อยใหญ่ ไปสู่ ความพ่ายแพ้ในที่สุด"..คุณคือผู้นำตามธรรมชาติไปแล้ว คุณต้องแบกรับภารกิจนี้ให้ตลอดรอดฝั่ง นำพาประชาชนไปสู่ชัยชนะ หลีกเลี่ยงการเสียสละที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงผลสรุปในภายหลังที่ว่า "เสียของ"


เพิ่งไปเสวนากลุ่มชานเมืองกลุ่มเล็กๆเมื่อคืนวันที่ 11 โดยมี "ตัวแทนแกนนำ" มาร่วมรายการ ก่อนอื่นแกพูดว่าช่วงหลังพบแต่คำถามว่า "ชนะเมื่อไหร่" ซึ่งแกตอบว่า "ตอบไม่ได้"

ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งมาตั้งแต่หลัง 19 กันยายน 2549 แต่แล้วกับคำถามที่ผมตั้งใจถามว่า "ยกนี้สู้เพื่ออะไร" หลังจากแกเลี้ยวไปเลี้ยวมากว่าครึ่งชั่วโมง ครั้งแรกแกว่า "ก็รู้ๆกันอยู่" แต่ "พูดไม่ได้" ผมจึงว่า "มันอะไรนักหนาพูดไม่ได้" วนเวียนอยู่อย่างนั้น

ผมชี้แจงแก่ผู้ร่วมประชุมกลุ่มเสวนานั้น ว่า ผมเคยเสนอ

1.เลือก "ประมุขฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" โดยตรง
2.ยกเลิกระบบกล่าวหามาใช้ระบบรวบรวมหลักฐานและระบบลูกขุน
3.สร้าง "ระบบตรวจสอบอำนาจอธิปไตยแบบคานอำนาจ" หรือ "ระบบงูกินหาง" คือ "กูตรวจสอบเมิง เมิงตรวจสอบมัน มันตรวจสอบกู" และอื่นๆ
4."ระบบสวัสดิการ" เช่น คนถูกรถชน สถานพยาบาลต้องไม่ถามสิทธิ ว่ามีบัตรอะไรสักบัตรไหม
5."ระบบการศึกษาตลอดชีวิต" โดยจัดการศึกษาแบบให้เปล่าตามความสามารถของผู้เรียน ไม่ใช่ตามฐานะ


และเดี๋ยวนี้เอง แกนนำที่ผมดูอยู่ถ่ายทอดสดทาง TV : Station 01 ของ http://newskythailand.us/ เวลาประมาณ 20.45 น. "ปลุกระดมให้วันที่ 19 กันยายน 2549 นำไปสู่การไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์" ในขณะที่มีการประเมินเรื่องการปราบปรามก็ดี การก่อกวนก็ดี อยู่ตลอดในหมู่แกนนำ (อย่างน้อยตามที่ผมรับรู้ด้วยวาจา)

แทนที่จะเคลื่อนไหว "ระลึกและต่อต้า้นการรัฐประหาร 19 กันยา 49" กลับมีเป้าหมายเคลื่อนขบวนไป "บ้านสี่เสา" และมีข้อเรียกร้อง "ไล่รัฐบาล"

ยิ่งนานผมยิ่งรู้สึกถึง "สะสมความพ่ายแพ้น้อยใหญ่ ไปสู่ ความพ่ายแพ้ในที่สุด"

แกนนำไม่เคยมี "เป้าหมายในที่สุดของการเคลื่อนไหวต่อสู้" ไม่เคยมี "แผนยุทธศาสตร์รูปธรรมในแต่ละการชุมนุมใหญ่" ฝ่ายการศึกษาที่ภูมิใจนักหนาว่ากำลังดำเนินงาน "โรงเรียนผู้ปฏิบัิติงาน 1000 คน" กลับปรากฏว่าใช้แนวทางการวิเคราะห์ การวางระบบงาน หรือแม้แต่การใช้ภาษา "ซ้าย" ไม่ต่างไปจากคุณสุรชัย ด่านฯ ที่ "แกนนำ" บางคนตั้งหน้าตั้งตา "สวมหมวก" ให้

น่า ขัน ที่ทุกคนดูลนลานกับการลุกขึ้น (อีกครั้ง) ของมวลชนจำนวนมหาศาล เสียจนกระทั่งกำลังลืมไปว่า แทนที่การปฏิวัติประชาธิปไตยจะมีต้นทุนอยู่ที่มวลชนและการนำที่ถูกต้อง กลับยืดอกรับเอาต้นทุนอยู่ที่คนๆเดียวกับกลุ่มคนที่เรียกว่า "แกนนำ" กลุ่มหนึ่ง ที่นำพาประชามหาชนเดินไปบนหนทางที่การนำเองยังไม่รู้จุดหมายที่ชัดเจน

แตุ่ ถึงอย่างไร ผมก็จะต้องเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งนี้เหมือนในคืนวันที่ 12 เมษายน 2552 ก่อนจะกลับจากทำเนียบในเวลา 02.00 นาฬิกาด้วยปัญหาสังขาร เหมือนการไปรับรู้ "แนวทางฎีกาอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2552" และเหมือนหลายๆครั้งกลางพายุฝนเช่นที่วัดไผ่เขียว และกลางสนามหลวง

คำ ถามคือ.... คุณปฏิเสธไม่ได้แล้วไม่ว่าจะโดยการเล่นสำบัดสำนวน หรือประดิษฐ์วาทกรรมหลากหลายนัยเข้าใส่มิตรสหายร่วมขบวนต่อสู้ ว่าคุณกุมการนำ ว่าแต่คุณต้องชัดเจนเสียตั้งแต่เวลานี้ ก่อนที่ขบวนใหญ่จะก่อตัวด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่พวกคุณปลุกเร้าขึ้นมาเอง เช่นเดียวกับเมื่อช่วงก่อนวันที่ 26 มีนาคม 2552 และระหว่างวันที่ 8 - 12 เมษายน 2552

คุณคือผู้นำตามธรรมชาติไปแล้ว คุณต้องแบกรับภารกิจนี้ให้ตลอดรอดฝั่ง นำพาประชาชนไปสู่ชัยชนะ หลีกเลี่ยงการเสียสละที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงผลสรุปในภายหลังที่ว่า "เสียของ"

นั่นแหละครับ เป้าหมาย "โค่นระบอบอำมาตย์ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน" จึงจะบรรลุผลขึ้นมาในชั่วคนของเราทั้งหลายนี้

ประชาธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ
ด้วยภราดรภาพ

ศึกรัก3เส้า อภิสิทธิ์-พี่น้องวงษ์สุวรรณ ดัน-กด-บีบ-ไขก๊อก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทะลุคนทะลวงข่าว



พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ไม่กี่ชั่วโมงหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งย้ายไปช่วยราช การสำนักนายกฯ

ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและผิดกฎหมายอาญา

เปิดใจแบบไม่เสียยี่ห้อสุภาพบุรุษ ไม่อยากให้คิดกันไปต่างๆ นานาว่าถูกกลั่นแกล้ง

"ตลอดชีวิตอายุราชการยาวนานจนมานั่งตำแหน่งเป็นผบ.ตร.ปีกว่า ได้ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งระดับรองผบ.ตร. ผู้ช่วยผบ.ตร. และตำรวจทุกนายในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทำหน้าที่กันมาภายใต้ความยุ่งยากของสังคมที่มีข้อจำกัด

"อยากฝากไว้ว่าการทำงานต่อไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยังอยู่ในหน้าที่นั้น ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจ องค์กรเราต้องอยู่ เมื่อผมไปแล้วคนใหม่ก็มา

"อยากให้ช่วยกันดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชน และบ้านเมือง"

ทำงานมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว เหลือ อีกเพียง 21 วันเท่านั้น อยากพักผ่อนบ้าง

คิดว่าการลาออก น่าจะทำให้ท่านนายกฯ ทำงานไปได้ด้วยดี

ถามเหตุใดจึงไม่มีการชี้แจงหรือต่อสู้ทางคดีในข้อกฎหมาย ตอบว่าเป็นข้าราช การประจำ มีหน้าที่รับใช้รัฐบาล ดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ดูแลประชาชนและประเทศชาติให้มีความสงบเรียบร้อย

ส่วนที่กล่าวหาในหลายกรณี ก็ไม่เป็น ไร สอบสวนกันไปตามขั้นตอนกระบวน การ

เชื่อมั่นว่าการทำงานที่ผ่านมาตรงไปตรงมา โปร่งใส ไม่มีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะนายกรัฐมนตรี ว่าใบลาออกของพล.ต.อ.พัชรวาทจะมีผลต่อเมื่อได้รับการอนุมัติจากตนเท่านั้น

อ้างถึงระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ต้องทำไปตามขั้นตอน จึงถือว่าตอนนี้พล.ต.อ. พัชรวาทยังไม่ออกจากตำแหน่ง

ซึ่งการพิจารณาจะอนุมัติหรือยับยั้ง จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของราชการ

สวนมาทันควันคือถ้อยแถลงของ ชาวสีกากีเกือบทั้งขบวน เริ่มจากพล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ ลั่นมาว่า การพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่มีความเป็นกลาง เพราะก่อนวินิจฉัยก็ระบุแล้วว่าการสลายการชุมนุมเป็นความผิด

ทำให้เห็นได้ว่าเป็นอคติตั้งแต่แรก

อยากฝากถึงรัฐบาลว่า การปฏิบัติหน้า ที่ที่เป็นธรรมเป็นเสาค้ำอันมั่นคงของรัฐบาลเอง

ทั้งหลังจากนี้สมาคมจะเข้าไปช่วยเหลือด้านกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหา

ส่วนประธานชมรมข้าราชการตำรวจ นอกราชการ ชี้เปรี้ยง นายกฯจงใจกลั่นแกล้งตำรวจ ทำให้การชี้มูลเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม

กรณีพล.ต.อ.พัชรวาท ก็เป็นการสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของนายกฯ

ที่จะเลือกตำรวจเข้าไปดูแลเรื่องการเลือกตั้งครั้งหน้า

ขําขันสั่งลาของพล.ต.อ.พัชรวาท คือ "ผมเริ่มประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ถูกไล่ซ้ำถึง 2 ครั้งด้วยกัน"

ที่หน้าเครียดกว่าคือพี่ชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พูดถึงเรื่องของน้องว่า "ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่เกี่ยว ผมไม่ตอบ"

และแม้นายกฯจะยืนยัน ได้พูดคุยกับพล.อ.ประวิตรแล้ว ไม่เคยได้ยินเรื่องจะลาออกตามน้อง

แต่พี่ป้อมของน้องป๊อดกลับบอก "นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาคุยอะไรกับผม คุยเฉพาะเรื่องงาน ท่านสั่งงานที่ผมรับผิดชอบคือกระทรวงกลาโหม"

และเป็นพี่ป้อมคนนี้ที่เคยถามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "น้องผมผิดตรงไหน"

อย่าได้ลืมกระเช้าดอกไม้ที่สุเทพ เทือกสุบรรณประคับประคองไปแทนเทียบเชิญพล.อ.ประวิตร ให้ขึ้นนั่งรมว. กลาโหม

ในรัฐบาลที่ต้องใช้ถึง 5 พรรคประ กอบกันให้เป็นรูปเป็นร่าง และต้องใช้บารมีบางสีรับประกันความมั่นคง

ความแนบแน่นยิ่งของพล.อ.ประ วิตร กับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ. ทบ. รวมถึงอีก 2 เหล่าทัพ ทำให้กรณีพล.ต.อ.พัชรวาท ส่งให้เกิดคำถามถึง "แรงกระเพื่อม" ของหทาร

ต้องอาศัย พล.อ.นพดล อินทปัญญา เลขานุการ มาออกโรงว่า รมว.กลาโหมไม่ได้โกรธเคืองนายกฯ ทั้งไม่ได้แสดงอาการใดๆ

"ขอยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นชนวน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกองทัพ จนนำไปสู่การเกิดแรงกระเพื่อมของทหารอย่างแน่นอน"

แม้เรื่องของน้อง พี่ไม่ยอมพูด แต่แน่หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า

พี่และกัลยาณมิตรของพี่จะไม่รู้สึกอะไร!?

ชนวนระเบิด วิกฤติรอบใหม่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32588

จับตาแก้รัฐธรรมนูญแฝงปมปลดล็อก "ทักษิณ"

ถึงแม้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แต่รัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะแก้ไขเพิ่มเติมได้

เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระ-บวนการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับไปแล้วในห้วงเวลาหนึ่ง หากพบว่ามีอุปสรรคปัญหาเกิดขึ้นจากการบังคับใช้

ก็สามารถที่จะพิจารณาทบทวนแก้ไขเพื่อคลี่คลายปัญหาอุปสรรคต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่ได้ประกาศบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลา 2 ปีเต็ม

ต้องยอมรับว่า ในห้วงที่ผ่านมา มีปัญหาพอสมควร ทำให้ต้องมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความกันอยู่บ่อยๆ

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังถูกมองว่า เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง นำมาสู่ความแตกแยกทางสังคม

นอกจากนี้ปรากฏการณ์ที่เห็นกันเป็นประจำ ก็คือ

เมื่อใดที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นคุณกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือสมประโยชน์จากบทบัญญัติของรัฐ-ธรรมนูญ ก็จะหยิบยกมาอ้างเป็นหลักเป็นเกณฑ์

แต่ถ้าเมื่อใดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้ผลในทางเป็นโทษ ไม่สมประโยชน์ ก็จะออกมาโจมตีว่า

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง เพราะมีที่มาจากการรัฐประหาร

เหนืออื่นใด จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกทางสังคมที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี จนนำมาสู่ เหตุการณ์จลาจลเลือดช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา

ทำให้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกในสังคม

ถึงขั้นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบ หมายให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา รับหน้าเสื่อดำเนินการเรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย ทั้งวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา

ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี เป็นประธานฯ

ทำหน้าที่ศึกษาหาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ


ในช่วงนั้นรัฐบาลทำขึงขัง ประกาศว่าพร้อมจะดำเนินการตามแนวทางการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯพิจารณาศึกษาเสร็จและส่งผลสรุปให้แก่นายกรัฐมนตรี

โดยระบุในรายงานผลการศึกษาว่า ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ได้แก่


1. มาตรา 93-98 ที่มาของ ส.ส.ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คือ ใช้ระบบแบ่งเขต เขตละคน หรือวันแมนวันโหวต และระบบบัญชีรายชื่อแบบปาร์ตี้ลิสต์

2. มาตรา 111-121 ที่มาของ ส.ว.ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คือให้มาจากการเลือกตั้ง

3. มาตรา 190 การทำหนังสือสนธิสัญญา ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้มีการกำหนดประเภทสนธิสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ชัดเจน

4. มาตรา 237 ยกเลิกการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค โดยให้เพิกถอนสิทธิเฉพาะตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

5. มาตรา 265 ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ อาทิ ให้รับตำแหน่งเลขานุการ หรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้

6. มาตรา 266 ให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถเข้าไปประสานงานหน่วยราชการในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนได้

รวมทั้งในระยะยาวให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ามาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป

ปรากฏว่าหลังจากได้รับรายงานผลการศึกษาของคณะกรรม-การสมานฉันท์ฯแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์ก็ยังนิ่ง ไม่ดำเนินการอะไร

ทำให้หลายฝ่ายที่ติดตามเรื่องนี้ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเอง ต้องออกมาทวงถามความคืบหน้ากันเป็นระยะ


จนในที่สุด ส.ว.และ ส.ส.บางส่วน ทั้งซีกฝ่ายค้านและรัฐบาล ได้เข้าชื่อกันจำนวน 152 คน ประกอบด้วย ส.ว. 64 คน ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย 80 คน พรรคประชาราช 3 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน

ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ให้แก่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภา ดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

เร่งปฏิกิริยา บีบรัฐบาลให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้มีการหารือกัน โดยมีข้อสรุปว่า จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1. มาตรา 93-98 เรื่องที่มาของ ส.ส. เพื่อกลับไปใช้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เขตละคน หรือวันแมนวันโหวต

2. มาตรา 190 เรื่องการทำหนังสือสนธิสัญญา จัดประเภทหนังสือสนธิสัญญาให้ชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

ส่วนประเด็นอื่นๆที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคม จะให้จัดทำประชามติถามความเห็นจากประชาชนก่อน

พร้อมทั้งเริ่มตั้งลำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นหลักที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกัน โดยมีมติ ครม.ขอให้รัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในวันที่ 16-17 กันยายนนี้

เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก ส.ส.และ ส.ว.

ก่อนที่จะเดินไปสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการต่อไป


แน่นอน การขยับของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แม้จะพยายามโยนให้เป็นเรื่องของรัฐสภา

แต่คนวงในก็รู้กันว่า เป็นการขับเคลื่อนของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายหลักที่หวังผลกันจริงๆก็คือ

การแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นแบบเขตละคน เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง หวังเจาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ

ส่วนประเด็นเรื่องการทำหนังสือสนธิสัญญาโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นประเด็นพ่วง เพื่อประโยชน์ในการทำงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงแค่ 2 ประเด็น ก็เพราะมองว่าแก้ไขน้อยประเด็นมีโอกาสที่จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสูง

ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เมื่อรัฐบาลขยับเปิดเวทีแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้เพียงแค่ 2 ประเด็น แต่ก็มีหลายฝ่ายที่จ้องผสมโรง

เห็นได้ชัดจากการที่ ส.ว.และ ส.ส.ทั้งซีกฝ่ายค้านและรัฐบาลบางส่วน ชิงตัดหน้าเสนอร่างแก้ไข 6 ประเด็นนำร่องไว้

ที่สำคัญ โดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา อาจมีการสอดแทรกขอแถมประเด็นอื่นๆได้ตลอดเวลา

แม้ในบางเรื่องบางประเด็น ส.ส.และ ส.ว.อาจสมประโยชน์ รวมหัวกันแก้ไข ผลักดันให้ผ่านรัฐสภาไปได้

แต่ก็อาจเกิดปัญหาเจอแรงจากนอกสภา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกคดีความให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

ที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย แสดงเจตนาและมีการเคลื่อนไหวเพื่อการนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ไล่ตั้งแต่สมัยของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ในยุคที่ยังเป็นพรรคพลังประชาชน

ที่มีความพยายามจะแก้ไข ตัดมาตรา 309 ที่ให้การรับ-รองการกระทำใดๆของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

หวังผลปลดล็อกคดีความ "นายใหญ่"

รวมทั้งเปิดช่องปลดล็อกโทษเว้นวรรค 5 ปีของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109

แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีแรงต้านจากสังคม

เมื่อมาถึงยุคที่แปลงร่างเป็นพรรคเพื่อไทย ก็ยังมีความพยายามที่จะปลดล็อกคดีความให้ "นายใหญ่" อยู่เหมือนเดิม

โดยมีการเคลื่อนไหวยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เพื่อหวังนิรโทษกรรมให้นักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีในห้วงหลังจากมีการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

ตามมาด้วยการสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงในการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

ล่าสุด ในห้วงที่พรรคร่วมรัฐบาลขยับให้มีการแก้ไขรัฐ-ธรรมนูญ แกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนก็เริ่มออกมาจุดพลุ

เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดมาตรา 309 เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์

ประเด็นร้อนๆตรงนี้ หากมีการเสนอเข้าสู่สภาเพื่อให้มีการ แก้ไข แม้จะเป็นปมให้มีการถกเถียง แต่สุดท้ายก็คงจบลงได้

เพราะตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก

แต่ที่น่าห่วงก็คือ มันจะเป็นหัวเชื้อให้เกิดเหตุวุ่นวายนอกสภาตามมา

เพราะถ้ากลุ่มเสื้อแดงออกมารวมพลเคลื่อนไหวสนับสนุน ขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองระดมพลคัดค้านต่อต้าน

อาจนำไปสู่การเผชิญหน้า เกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้นได้ง่ายๆ

จากร่องรอยทั้งหมด ทีมข่าวของเราขอชี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือไว้ 2 ประเด็นนั้น แม้จะแก้ไขผ่านไปได้สำเร็จ

แต่ความสมานฉันท์และความปรองดองก็คงไม่เกิด

เหนืออื่นใด การเปิดเวทีแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจกลายเป็นชนวนระเบิดลูกใหญ่

ทำให้เกิดวิกฤติขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่.

"ทีมการเมือง"

นักศึกษาจัดเสวนา รธน. ชี้อำนาจอธิปไตยของปวงชนถูกกำกับดูแล

ที่มา ประชาไท

หากย้อนกลับไปมองวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา จะพบว่ามีเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อมองหาทางออกก็พบว่า ยังตีบตันหาไม่เจอ สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย จึงได้จัดเสวนา “วิกฤติการเมือง รัฐธรรมนูญ ทางออกประเทศไทย” ขึ้น

นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา ผู้ดำเนินรายการได้เกริ่นนำเขาสู่การเสวนาว่า หากย้อนกลับไปมองวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา จะพบว่ามีเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อมองหาทางออกก็พบว่า ยังตีบตันหาไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาของเสื้อแดง หรือการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมของฝั่งเสื้อสีน้ำเงิน

นายชัยวัฒน์ ตระกาลรักษ์สันติ จากสมัชชาสังคมก้าวหน้า มองความแตกต่างระหว่างเสื้อแดงกับฝ่ายตรงข้าม โดยชี้ว่า จริงๆ แล้วมวลชนเสื้อแดงนั้นต้องการประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว ส่วนฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีหลายฝ่ายโดยเฉพาะพันธมิตรฯ ก็มองว่า ทักษิณ เป็นบุคคลที่อันตราย นักการเมืองโกง เมื่อมีกระบวนการทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ เสื้อแดงจึงออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงมีการต่อสู้ช่วงชิงรัฐธรรมนูญ “ซึ่งตลอดระยะเวลา 77 ปี กลุ่มอำนาจหลายๆ ฝ่ายที่ขัดแย้งกันก็มีการช่วงชิงรัฐธรรมนูญไม่ต่างกันเพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางตอบสนองต่อกลุ่มตนเอง”
การเมืองเริ่มเข้าสู่เสถียรภาพ มีการแข่งขันกันชัดเจนระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ แต่รัฐธรรมนูญ 40 กลับผิดคาดตรงที่ว่า แทนที่จะตอบสนองต่อกลุ่มอำนาจเก่า และพวกจารีตนิยม กลับไปตอบสนองชนชั้นล่างในชนบท และชนชั้นกลางบางส่วนที่ได้ประโยชน์เชิงนโยบาย เพราะฉะนั้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มอำนาจจารีตนิยมที่ครอบงำรัฐบาล รัฐธรรมนูญ 50 จึงต้องถูกสถาปนาขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะล้าหลังหลายประเด็น อาทิ “ลดอธิปไตยของปวงชน” เช่น เมื่อเปรียบเทียบอำนาจของปวงชนกับประเทศสหรัฐฯ พบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาล หรือแม้กระทั่งองค์กรอิสระ จะต้องมีลักษณะเกี่ยวโยงกับอำนาจประชาชน คือมีการรับรองจากสภาครองเกรส แต่ในประเทศไทยนั้นไม่มีการเกี่ยวพันกับอำนาจประชาชนเลย
ในเรื่องนี้ชัยวัฒน์มองว่า “ในระบอบประชาธิปไตย ระบบตัวแทนยังเป็นกลไกที่สำคัญอยู่ มันสะท้อนประชามติของประชาชนได้” ส่วนในหมวดที่ว่าด้วยการลงพระปรมาภิไธยในฉบับก่อนๆ นั้น สามารถให้สภาเสนอซ้ำ หรือพิจารณาโหวตยืนยันใช้ได้ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ในรัฐธรรมนูญ 50 พบว่าหายไป ซึ่งชัยวัฒน์มองว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการลดอำนาจของประชาชนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือที่เรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ มีการต่ออายุราชการเพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง การสร้างเงื่อนไขสำหรับผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่กันไว้เฉพาะกลุ่มของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่า เราจะได้องค์กรที่มีประสิทธิภาพ หรือมีการยึดโยงกับอำนาจประชาชนแต่อย่างใด ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่าง คดี “ชิมไปบ่นไป” โดยชี้ว่า เป็นการตัดสินที่ผิดเจตนารมณ์กฎหมายที่มุ่งควบคุมนักการเมือง ห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ใช่รายการอาหารที่มีรายได้รวมแค่แปดหมื่นบาท
หรือเรื่องการยุบพรรค มองโดยเปรียบเทียบแล้ว“กฎนี้จะเท่ากับว่า ถ้าผู้เล่นคนหนึ่งได้รับใบแดง คือทั้งหมดจะหมดสภาพจากการแข่งขัน...” หรือกรณีสองมาตรฐานอื่นๆ ที่เกิดกับกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา“การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่อดทนไม่ได้แต่การทำลายสถานที่สาธารณะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่... ไม่เพียงแต่ทนได้เท่านั้นแต่ยังได้รับรางวัลอีกด้วย”
นายชัยวัฒน์ ได้กล่าวสรุปว่า วิกฤตการเมืองครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ชิงอำนาจที่ยังไม่ลงตัว โดยมีกติการัฐธรรมนูญ 50 ที่เอื้อให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ไม่เคารพเสียงประชาชน เสถียรภาพของรัฐบาลอ่อนแอ ไม่สามารถทำอะไรได้ บริหารประเทศไม่ได้อย่างที่เห็นในรัฐบาลปัจจุบัน
ด้านนายอนุธีร์ เดชทวพร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดโครงสร้างทางอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ตัวปัญหาทั้งหมด แต่ปัญหาจริงๆ คือโครงสร้างอำนาจนั้ มันสะท้อนออกมาในลักษณะถูกกำกับดูแล “ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในประชาธิปไตยแบบกำกับดูแล...และกระแสต่อสู้นี้กำลังขับเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยแบบเสรี”
อนุธีร์อธิบายคำว่า “ประชาธิปไตยแบบกำกับดูแล” โดยมองย้อนประวัติศาสตร์กลับไปที่ 2475 ที่ริเริ่มกระแสประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มีการผลัดกันรุกผลัดกันรับมาตลอดระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอำมาตย์ จนมีการเปิดเผยตัวมากที่สุดในความขัดแย้งปัจจุบันนี้ โดยแนวคิดของฝ่ายอำมาตย์ อนุธีร์ สรุปว่า เป็นแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่มองว่า คนอื่นโง่ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องมีการดูแลกำกับ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องบุญบารมีด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่อง ประชาชนชนบทโง่หรือต้องการการดูแลนี้ อนุธีร์ได้ยกทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งมองว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล แล้วคนกรุงเทพเป็นคนล้มรัฐบาล” อนุธีร์ชี้ว่าเป็นความผิดพลาดทางความคิดไม่สอดคล้องกับการเมืองปัจจุบันที่ได้เริ่มเข้าสู่การเมืองแบบนโยบายแล้ว ลักษณะอุปถัมภ์จะเริ่มหายไป ประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญของการเมือง
“ประชาชนไม่ได้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว ในทางกลับกันนักการเมืองก็เป็นเครื่องมือของประชาชนในการทำนโยบายให้เป็นจริงด้วย เพราะถ้านักการเมืองทำนโยบายไม่ได้ เขาก็ไม่จะไม่ได้รับเลือกจากประชาชน สองสิ่งนี้อาศัยซึ่งกันและกัน...ประชาชนเริ่มใช้ประชาธิปไตยเป็น” ลักษณะที่กำลังพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยเสรี คือสิ่งที่ อนุธีร์ เรียกว่า “เจตจำนงเสรีของประชาชน” ซึ่งเป็นสิ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดของอำมาตย์ที่ต้องการควบคุมประชาชน
อนุธีร์มองว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปัญหาทั้งหมด แต่ที่เป็นต้นตอของปัญหาคือ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำประเทศอยู่ ทั้งนี้ในประเด็นที่เกี่ยวกกับทางออกนั้น อนุธีร์มองว่า การสมานฉันท์ใช้ไม่ได้ ต้องมีการปลดแอกประชาชนไทยจากการกำกับดูแล และแนวโน้มในขณะนี้คือ ประชาชนไทยได้เติบโตและไม่ยอมรับการกดขี่แล้ว

แดงUSAชวนแดงอเมริกาฟังพงศ์เทพวันนี้ แดงนนท์เชิญฟังแกนแดงสยามปราศรัยใหญ่13ก.ย.

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 กันยายน 2552


กลุ่มพลังไทยใน USA และ Red News USA...ขอเชิญท่านที่สนใจพบปะพูดคุยร่วมฟังการปราศรัยของ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล และ ส.ส. พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ถึง ห้าทุ่มที่ The Community Center, City of Arcadia, 365 Campus Dr, Arcadia, CA 91066-6021 Tel: (626) 574-5113 อาหารเครื่องดื่มฟรี

ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ คุณอวยชัย 818/ 205-6053, คุณประเสริฐ 818/ 235-3258 คุณเบญจ 310/ 706-7023 และ คุณสนั่น 323/ 286-8722

ท่านที่ไม่ได้อยู่ในอเมริกา และไม่สะดวกเข้าร่วมงาน สามารถติดตามฟังการถ่ายทอดสดได้ตามเวลาของเมืองไทยในเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน เวลา 8 โมงเช้า ที่ http://www.serichon.com/ และ http://www.norporchorusa.com

ร่วมชุมนุมกับแดงนนท์ ฟังปราศรัยใหญ่แกนนำแสดงสยาม เพื่อประชาธิปไตยบริบูรณ์อาทิตย์13กันยา



กลุ่มเครือข่ายพลังประชาธิปไตยแดงนนท์ อันประกอบด้วยเครือข่ายกลุ่มพลังประชาธิปไตย 8 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มเครือข่าย แดงนนท์
2. กลุ่มเครือข่าย หมู่บ้านพฤกษา 3
3. กลุ่มเครือข่าย บางกรวย
4. กลุ่มเครือข่าย บางซ่อน 51
5. กลุ่มเครือข่าย ดอนเมือง
6. กลุ่มเครือข่าย หมู่บ้านบัวทอง
7. กลุ่มเครือข่าย พลังประชาธิปไตย
8. กลุ่มเครือข่าย ทานสัมฤทธิ์


โดยการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงหลักการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยบริบูรณ์ อันมี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ผู้ปราศรัยรับเชิญในงาน

1. อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
2. อ. ชูพงศ์ ถี่ถ้วน
3. ดร. วิบูลย์ แช่มชื่น
4. คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข
5. คุณจักรภพ เพ็ญแข (โฟนอิน)


วันเวลา สถานที่
วันอาทิตย์ 13 กันยายน 2552
เวลาตั้งแต่บ่ายโมง - 4 ทุ่ม
ณ ศาลาวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ ถ. นนทบุรี 1 ต. บางกระสอ
อ. เมือง จ. นนทุบรี (ใกล้สี่แยกพระนั่งเกล้า/รพ. พระนั่งเกล้า)


สอบถามรายละเอียดงานได้ที่
089-536-7454
081-400-5331
085-317-1656


00000000000000

เสาร์ 19 กันยายน 2552-ชุมนุมรำลึก 3 ปีรัฐประหาร 19 กันยาฯ


-พบกันที่ลานพระรูปทรงม้า นำทีมปราศรัยโดย 3 เกลอ
-ขอเชิญ สมาชิกในห้อง Sapalanna_Red1 (โปรแกรมแคมฟรอก) และผู้สนใจ ร่วมสนับสนุน น้ำดื่ม ผ้าเย็น ซึ่งต้องการจำนวนมาก เพื่อแจกให้ผู้ชุมนุมวันที่ 19 กันยายน นี้ สะดวกวิธีใด โทรสอบถามได้ 083-999-8017
-วันที่ ๑๙ กันยายนนี้ ในวาระครบรอบ ๓ ปี การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดย คมช. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัดให้มีการแสดงปาฐกถาประชาธิปไตย โดยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ : ปาฐกนำในหัวข้อ "สาระของประชาธิปไตยที่แท้จริง" (๑๐.๐๐ น)
เวลา ๑๑.๐๐ น. อภิปรายตามในหัวข้อ "ครบรอบ ๓ ปี วันประหารรัฐประชาธิปไตย" โดย
รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์, รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช และ อ.ชำนาญ จันทร์เรือง
จัดขึ้นวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๒ ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๑๐.๐๐ - ๑๒.๓๐ น)

วันเสาร์ที่ 26 ก.ย. 52 -คนเสื้อแดงสุราษฎร์ธานี จัดเลี้ยงโต๊ะจีน สำหรับผู้รักประชาธิปไตย

ที่ห้องอาหาร "ร้อยเกาะ" ตรงข้ามห้างโลตัสสุราษฎร์ธานี
ตั้งแต่เวลา 16.00 น.
มีแกนนำจากส่วนกลางเป็นวิทยากร มีการโฟนอิน ฯลฯ
บัตรราคาหัวละ 250 บาท หรือโต๊ะละ 2,500 บาท
ติดต่อสำรองที่นั่งหรือซื้อบัตรได้ที่ คุณปุ๊ก 089-551493

วันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 52-กำหนดการอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์


สถานที่อบรม-ห้องฝึกอบรม ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนรามคำแหง ผู้อบรม 1 ท่านต่อคอมพิวเตอร์เพื่อฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 1 เครื่อง กรณีเกิน 20 ท่าน ให้นำโน้ตบุ๊คมา (หากมี) มีไวร์เลสให้

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552 เวลา -08.30-17.00 น.-อบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์

คณะผู้ฝึกอบรม
1.คุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตผู้ดำเนินรายการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์
2.บรรณาธิการแนวร่วมRED NEWSรายสัปดาห์ ประสบการณ์งานข่าว 30 ปี
3.คุณอริน ประสบการณ์งานข่าว 27 ปี
4.คุณบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามองค์ ประสบการณ์ทำสื่ออินเตอร์เน็ตรณรงค์การเมือง สังคม
5.คุณวัฒนะ วรรณ และคณะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า ประสบการณ์รณรงค์ใต้บรรยากาศเผด็จการสุดๆ
6.คุณบังสุกุล เวบเสรีชน ผู้เชี่ยวชาญการทำรายการวิทยุ+ทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต

ลงชื่อสำรองที่นั่งการอบรมได้ที่ thaifreedompress9999@gmail.com (ขณะนี้ครบ 20 ท่านแล้ว สามารถสำรองที่นั่งเพิ่มเติมได้อีก 5 ท่าน แต่ท่านควรนำโน้ตบุ๊คมาเอง)

เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2552 - ภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา และ35ปีแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย



สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานเปิดนิทรรศการ ภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา (ในวาระครบรอบ ๓๕ ปี แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย) วันเสาร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ น. ชมวิดีทัศน์ สร้างสาน ตำนานศิลป์ แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย พิธีเปิดนิทรรศการ โดยชมรมโดมรวมใจ ชมรมเพื่อนจุฬา

เวลา ๑๔.๐๐ -๑๖.๐๐ น. เสวนาหัวข้อ“ มองย้อน-ร่องรอยศิลปะกับการเมืองเดือนตุลา ในทัศนะของคนต่างรุ่น”
วิทยากร รศ.ดร.ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาจารย์สิทธิเดช โรหิตะสุข คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ดำเนินรายการ จารุนันท์ พันธชาติ ศิลปินกลุ่มบี-ฟลอร์
พิธีกรตลอดรายการ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย อดีตผู้ประสานงานแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ๒๕๑๘

เวลา ๑๖.๑๕ น. ฉายภาพยนตร์เรื่อง“JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL 1973” colour 99 minutes
บทเพลง-ความบันดาลใจ จาก JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL: โดย ชัยพร นามประทีป

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๓ จนถึง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เลขที่ ๖๕/๑ สุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ)
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙ E-mail: banomyong_inst@yahoo.com

อาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552โต๊ะจีนหาทุนจ่ายค่าเครื่องส่งใหม่วิทยุ 95.25 MHz


สถานีวิทยุชุมชนคนรักไทย FM 95.25 MHz. จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อหาทุนชำระค่าเครื่องส่งใหม่ของสถานีวิทยุชุมชนคนรักไทย ในวันที่อาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ สมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขต จตุจักร ใกล้กับ โรงเรียนเพร็ชรัตน์ ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารแบบโต๊ะจีน ราคา โต๊ะละ 5,000 บาท และ 10,000 บาท ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนไม่น้อยกว่า700 คน ทางคณะผู้จัดงานขอเชิญท่านให้เกียรติเข้าร่วมงาน และขอรับการสนับสนุนโต๊ะจีนจากท่านด้วย

ติดต่อสนับสนุนวิทยุเพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงที่คุณ พันธ์ศักดิ์ ซาบุ หัวหน้าสถานี โทรศัพท์ 089-019-6935 หรือ ส่งแฟกซ์ 02-690-0416

กำหนดการ

เวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ของสถานีเข้าจัดเตรียมพื้นที่ จัดงาน (กรณีใช้ลานหน้าอาคาร)

เวลา 16.00 น. ประชาชนเข้าร่วมงาน

เวลา 17.00 น. งานบนเวทีเปิดทำการแสดงด้านความบันเทิง มอบให้ข้าวเหนียวเป็นผู้ดำเนินการ

เวลา 18.00 น.อาหารโต๊ะจีนเริ่มออกวางตามโต๊ะ

เวลา 19.00 น. ประธานกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย (ดร.วิบูรย์ แช่มชื่น...)

การแสดงของกลุ่มต่างที่เข้าร่วมงาน
กิจกรรมบนเวที ตามที่จัดไว้ นักร้องรับเชิญ ที่เข้าร่วมงาน
หัวหน้าสถานี ชี้แจงการจัดงาน และขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน
ประมูลของผู้ดำเนินรายการหรือสิ่งของที่บุคคลอื่นมอบให้
เชิญผู้เข้าร่วมงาน ขึ้นร้องเพลงบนเวที
เชิญแกนนำที่ได้รับเชิญขึ้นพูดบนเวที
เวลา 23 .00 น. กล่าวปิดงานโดย นายนิยม เตี่ยวอู๋ ประธานบริหาร

โครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดงานรำลึก ๓๓ ปี ๖ ตุลา ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
..............................................

(ร่าง) กำหนดการ วันอังคารที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒


๐๗.๐๐ - ๐๗.๓๐ น. ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ๓๔ รูป ที่บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่

๐๘.๐๐ – ๐๙.๐๐ น. กล่าวเปิดงาน โดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทกวีรำลึกวีรชน ๖ ตุลาโดย วัฒน์ วรรลยางกูล

กล่าวไว้อาลัยและสืบสานเจตนารมณ์วีรชน๖ตุลา

โดย -ตัวแทนญาติวีรชน ๖ ตุลาคม

-ตัวแทน ๑๘ ผู้ต้องหา

-เลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา

-เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

-ตัวแทน องค์กรนักศึกษา กลุ่มต่างๆ

-ตัวแทนกรรมกร ชาวนา สมัชชาคนจน/ สหพันธ์-สหภาพแรงงาน

-ตัวแทนกลุ่มองค์กรประชาธิปไตย


๐๙.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุมคณะนิติศาสตร์ ปาฐกถาประจำปี เรื่อง แนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ กับ เจตนารมณ์วีรชน ๖ ตุลา ๒๕๑๙
โดย ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

และ วิจารณ์ โดย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี



....................เสร็จพิธีในภาคเช้า.............................


สอบถามรายละเอียดที่ โครงการกำแพงประวัติศาสตร์
โทร. ๐๒-๖๑๓ ๒๐๑๑, ๐๑-๖๑๓ ๔๗๙๒
Email: octnet72@yahoo.com

Saturday, September 12, 2009

เปิดโรงเรียน นปช. หวังยกระดับการเคลื่อนไหว

ที่มา Voice TV



สมาชิกเสื้อแดงนับพันร่วมเปิดโรงเรียน นปช. เพื่อให้ความรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง พร้อมกำหนดแนวทางต้านอำมาตยาธิปไตยให้ตรงกัน

เหมา เจ๋อตุงผู้พลิกหน้าประวัติศาสตร์จีน

ที่มา Voice TV



วันที่9 กันยายน นับเป็นวันครบรอบ 33 ปี การถึงแก่อสัญกรรมของประธานเหมา เจ๋อ ตุง ผู้พลิกประวัติศาสตร์ของจีนสู่สาธารณรัฐประชาชน