WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 13, 2009

นายกฯยืนยันไทยไม่เสียอธิปไตยพื้นที่ทับซ้อน

ที่มา Voice TV



นายกฯย้ำแถลงการณ์ร่วมไทย- กัมพูชา กรณีขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกยกเลิกแล้ว ตั้งแต่เตช บุนนาค เป็นรมว.ต่างประเทศ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทย กับกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ว่าแถลงการณ์ร่วมไทย- กัมพูชา ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ยกเลิกตั้งแต่นายเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีการแจ้งเป็นหนังสือ และทางการกัมพูชาก็ได้รับแจ้งว่าได้รับหนังสือฉบับนั้นแล้ว ดังนั้นจึงถือว่าไทยและกัมพูชาไม่ได้มีสนธิสัญญาเรื่องนี้ระหว่างกัน

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลต่ออธิปไตยของไทย โดยรัฐบาลจะดูแลผลประโยชน์ของประเทศไม่ให้เสียดินแดน แต่สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ ความไม่เข้าใจจนเกิดการสู้รบหรือสูญเสียระหว่างกัน สำหรับการแก้ไขปัญจะเน้นการเจรจาอย่างสันติวิธีไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาก็มีความเข้าใจตรงกันในกรอบแก้ปัญหานี้

สำหรับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นชุมชน ตลาด และการสร้างถนน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีทั้งประชาชนไทยและกัมพูชาอาศัยอยู่ ทำให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อมีทหารมาตรึงกำลัง ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนคือ การคืนพื้นที่ให้ชาวไทยและกัมพูชาได้อาศัยอยู่ร่วมกันแบบเดิม

ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการในวันนี้ มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน นายกรัฐมนตรี ได้เชิญนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลโทวิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับแนะนำให้กระทรวงการต่างประเทศนำสื่อมวลชนเข้าไปดูพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนตามที่มีการกล่าวอ้าง ส่วนกำลังทหารที่ควบคุมดูแลพื้นที่ ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ได้ร้องขอกำลังเพิ่มเติมเพราะเชื่อมั่นว่ากำลังที่มีพอสามารถดูแลพื้นที่ได้

วันเดียวกันนี้ (13 กย.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางลงพื้นที่ชายแดนปราสาทพระวิหาร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อพบปะประชาชน ตรวจเยี่ยมความเรียบร้อย และให้กำลังใจนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ประกาศจะรวมตัวกันบริเวณชายแดนเขาพระวิหารในวันที่ 19 กันยายน และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจจะดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย

ประชาธิปัตย์หนุนรัฐบาลใช้ พ.ร.บ.มั่งคง คุมเหตุรุนแรง19 ก.ย.

ที่มา Voice TV



พร้อมห่วงการจัดตั้งโรงเรียนฝึกอบรมปฏิบัติงาน นปช.จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและความวุ่นวายในประเทศ

เตรียมใช้ กม.ความมั่นคงคุมม็อบเสื้อแดง

ที่มา Voice TV



จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.อังคารที่ 15 กย.นี้ ขณะที่นายกฯเตรียมสั่งการข้ามประเทศหากเกิดสถานการณ์รุนแรง
การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่เสาร์ที่ 19 กันยายน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แล้วเคลื่อนขบวนไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 20 -27 กันยายน

การเตรียมการรับมือ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกพลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าหารือ โดยจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 ควบคุมและรักษาความปลอดภัยการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอังคารที่ 15 กันยายนนี้

ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายนเพื่อประเมินสถานการณ์ แม้นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ แต่จะมีการเตรียมพร้อมระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสั่งการหากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายระหว่างการตรวจเยี่ยมเกษตรกรที่อ.ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงขว้างปาสิ่งของเมื่อวานนี้ จนต้องยกเลิกการบันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า เหตุการณ์วุ่นวายไม่รุนแรงเหมือนกับที่เสนอเป็นข่าว และภารกิจทุกอย่างก็ยังดำเนินไปตามกำหนดการ

ส่วนการโยกย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ชี้มูล ส่วนการจะอนุมัติให้พลตำรวจเอกพัชรวาท ลาออกหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงว่า กำลังรอเวลาปรับความเข้าใจเรื่องการเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ขณะนี้จึงยังไม่ได้นัดหมายเวลาเพื่อประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ กตช.

เด้งรับพรบ.มั่นคง 33กองร้อย ม็อบบุกบ้านป๋า

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32785

ผบ.ทบ.รอฟังรัฐบาลประกาศ พรบ.มั่นคง ชี้ อนาคตอาจเจอปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะ กอ.รมน. ขานรับ ทหารเตรียม 33 กองร้อยรับมือแดงบุกบ้าน "ป๋าเปรม" ...

วันนี้ (13 ก.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือการชุมนุนมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. ว่า ขณะนี้เมื่อมีการเปลี่ยนตัว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอย่างไร แต่แผนการปฏิบัติการน่าจะเป็นแผนเดิม ขึ้นอยู่กับว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการแค่ไหน อย่างไร ก็ต้องดูนโยบาย ผบ.ตร.คนใหม่ ทางทหาร เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานอย่างเดียว แต่ถ้ารัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็มาว่ากันอีกที

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในช่วงวันที่ 20-26 ก.ย. อาจจะมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าคงจะรู้ขณะนี้ยังไม่รู้ เนื่องจากจุดชุมนุมไม่ใช่ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไปชุมนุมที่บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ส่วนรัฐบาลจะเอาอย่างไรก็ว่ามาขณะนี้ยังไม่มีการพูดจาอะไรคิดว่าเปิดวันทำการราชการจะพูดจากัน

เมื่อถามว่า ในส่วนของกองทัพได้เตรียมความพร้อมอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังเหมือนเดิม ถ้าจะให้ตนเดา คงเหมือนเดิมคือ นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รับผิดชอบ ซึ่งนายสุเทพ จะมีคำสั่งมอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยวางแผนปฏิบัติ แต่ความรับผิดชอบใหญ่อยู่ที่ นายสุเทพ เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ในวันที่ 19 ก.ย. จะรุนแรงหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จะมีการชุมนุมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ แต่เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้ ต้องฟังรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร จะให้เข้าไปได้แค่ไหนอย่างไร หรือ ถ้าไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุนมเข้าไปเลย จะทำอย่างไร เรื่องนี้ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ได้พบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ ภายหลังจากที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ถูกปลดจาก ผบ.ตร. ไปแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตน ให้กำลังใจกันไป ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใครจะไปทำอะไรได้ เมื่อถามว่า อนาคตต่อจากนี้ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อาจจะมีผลกระทบเกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีผลมากกว่า เพราะตำรวจเองรู้กฎหมายมากกว่าทหาร เราเองไม่ค่อยจะรู้กฎหมาย เขารู้ว่าเมื่อปฏิบัติไปแล้วโดนอะไรอย่างไร เมื่อถามว่า ต่อไปทางทหารเองก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวสั้นๆว่า คงเป็นอย่างนั้นขณะนี้ยังไม่รู้อะไรซึ่งนี่คือปัญหา

ด้าน พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงการเตรียมประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 15 ก.ย. ถ้านายกรัฐมนตรี มีข้อมูลพิจารณาประกอบการตัดสินใจแล้วว่าจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรี สามารถตกลงใจได้เมื่อรู้ข้อมูลวัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้ชุมนุม หรือ ถ้าพิจารณาแล้วว่าการชุมนุมไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็อาจไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แผนควบคุมการชุมนุมเท่านั้น หรือ หากไม่สามารถควบคุมได้ก็สามารถร้องขอทหารมาช่วยในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เรื่องนี้ก็แล้วแต่ว่า รัฐบาลมีข้อมูลมากน้อยแค่ไหนถึงการข่าวว่า ฝ่ายที่ชุมนุนมจะทำอะไรแค่ไหนอย่างไร อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่มีการยั่วยุ ขว้างปาสิ่งของใส่นายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเป็นดัชนีเร่งเร้าให้รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ การชุมนุนม เพราะเมื่อดูเจตนาแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้เกิดความสงบ ทั้งนี้ หากรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ออกมาเจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาเตรียมการณ์แผนบูรณาการป้องปราม ป้องกัน ไม่ให้ทำการใดๆ ให้เกิดความรุนแรง

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกองทัพบก กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพ ก็คงเหมือนเดิมถ้าได้รับมอบภารกิจหน้าที่มา จะเตรียมกำลังเข้าไปศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขณะนี้เพียงแต่รอคำสั่งจากรัฐบาลในการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจริงๆแล้วไม่น่ากังวล แต่สิ่งที่น่ากังวล คือกลุ่มผู้ไม่หวังดี ฉกฉวยสร้างสถานการณ์ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเน้นเรื่องการข่าวเป็นหลัก เมื่อถามว่า ทางกองทัพได้เตรียมกำลังทหารเท่าเดิมหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า น่าจะเตรียมกำลังเท่าเดิมจำนวน 33 กองร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตำรวจใช้แผนกรกฎตามเดิม ส่วนทหารไม่มีแผนรอรับ เพียงแต่รับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย

พท.เตือนงัดพรบ.มั่นคงหวั่นยุทหารปะทะปชช.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32780

พรรคเพื่อไทย แถลงเตือนรัฐบาล อย่า ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คุมม็อบเสื้อแดง 19 ก.ย. หวั่น เป็นการยั่วยุ ทหารเผชิญหน้าประชาชน ...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (13 ก.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย. ที่เป็นวันครบรอบ 3 ปีรัฐประหารนั้น ขณะนี้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลอาจประกาศใช้ พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อควบคุมและใช้กำลังทหารเป็นหลักในวันชุมนุมดังกล่าว น่าจะเป็นการยั่วยุทหาร และประชาชนให้เผชิญหน้ากัน เนื่องจากในวันดังกล่าวจะมีคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมนับแสนคน ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนถึงการประชุมใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร เพื่อลดการเผชิญหน้า ขอให้นายกฯ ทบทวนให้รอบด้าน อย่าฟังที่ปรึกษาสายเหยี่ยวเพียงอย่างเดียว ขอใช้กฎหมายเท่าที่มีอยู่น่าจะเพียงพอ นอกจากนี้ ทราบว่าในหลายจังหวัดเริ่มเคลื่อนไหว จะทำให้มือที่สามเข้ามาแทรกแซง จนทำให้อำนาจนอกระบบเข้ามาควบคุมสถานการณ์ จนอาจทำให้นายกฯ ตกเก้าอี้ได้ เข้าลักษณะเหมือนกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ช่วงที่เป็นนายกฯ แล้วเดินทางไปประชุมสหรัฐฯ แล้วไม่ได้กลับประเทศไทย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ในกรณีเหตุลอบปาระเบิดบ้านเก่า นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเหตุขว้างปลาร้าใส่รถของนายกฯ ที่ จ.ลพบุรี นั้น ขอให้นายกฯ แสดงความจริงใจสร้างความสมานฉันท์ โดยการประชุมรัฐสภา ในวันที่ 16-17 ก.ย. รัฐบาลควรผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 6 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอ และหยุดสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วในเดือน พ.ย.ควรจะประกาศยุบสภา เพื่อผ่าทางตันให้กับระบอบประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าก่อนที่จะสายเกินไป หากนายกฯ มีโอกาสที่จะแก้วิกฤติ แต่ไม่คิดที่แก้จะกลายเป็นชนักติดหลังได้ ส่วนกรณีแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่นั้น นายกฯควรคำนึงถึงเรื่องคุณธรรม ความสมานฉันท์ และการสร้างขวัญและกำลังใจด้วย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในกรณีที่ประชาชน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ร้องเรียนต่อพรรคว่าโครงการชุมชนพอพียงในพื้นที่ 12 ชุมชน ได้จัดทำเอกสารการประชุมประชาคมอันเป็นเท็จว่า ที่ประชุมต้องการตู้พลังงานแสงอาทิตย์ ในวงเงินสูงถึง 1.85 ล้านบาท ทั้งข้อเท็จจริงต้องการเพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู จึงได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี แต่ไม่มีความคืบหน้านั้น เรื่องนี้น่าจะร่วมมือกันระหว่างนายหน้า ข้าราชการบางส่วน ทำเอกสารปลอมขึ้น เข้าข่ายทุจริต ฉ้อโกงประชาชน ดังนั้นในวันที่ 14 ก.ย. เวลา 10.00 น. จะพาชาวบ้านกลุ่มนี้เดินทางไปร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าโครงการชุมชนพอเพียงล้มเหลว ไม่รู้ว่า นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรต่อ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนพรรคเพื่อไทยถึงปัญหายาเสพติด หวยใต้ดิน นายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด และสินค้าเถื่อนนั้น สะท้อนถึงความล้มเหลวการดูแลภาคสังคมของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายและดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้เคร่งครัดมากขึ้น ส่วนการยกร่างนโยบายของพรรคเตรียมพร้อมเลือกตั้งนั้น ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น. พรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายปานปรีย์ มหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค และคณะ ส.ส.หญิง และส.ส.กทม.ของพรรค จะเดินทางไปเยี่ยมชมมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี เพื่อรับฟังการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กและสตรีของมูลนิธิฯ และเยี่ยมชมสถานที่พักพิงของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ จัดทำเป็นนโยบายของพรรคในด้านสังคมและสตรีต่อไป

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ นายอดิศราช ธรรมพิทักษ์ ผอ.ศูนย์เลือกตั้งซ่อมสุราษฏร์ธานี เขต 1 พรรคเพื่อไทย ทวงเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซ่อมที่พรรคยังค้างชำระนั้น ทีมประสานงานของพรรคได้ประสานไปยังนายอดิศราช เพื่อให้นำเอกสารต่างๆ ที่อ้างว่าพรรคยังค้างชำระอยู่มาแสดงที่พรรคในวันที่ 16 หรือ 17 ก.ย. เนื่องจากไม่ต้องการให้ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างน่าจะจบ ส่วนกรณี ที่นายเมธี อมรวุฒิกุล สมาชิกพรรค ชกนายอดิศราช ที่บริเวณหน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเรื่องส่วนบุคคล พรรคไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากในวันที่ นายอดิศราช มาแสดงหลักฐานที่พรรคค้างชำระหนี้ จะได้เจรจาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกันกับนายเมธี ก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถจะทำได้

โหรเชื่อ19ก.ย. ไม่รุนแรง ชี้มาร์คอยู่ยาว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32841

"อาจารย์วิโรจน์"ชี้เสื้อแดงชุมนุม 19 ก.ย. ไม่เกิดเหตุรุนแรง ส่งผลให้"มาร์ค"นั่งเก้าอี้นายกฯยาวถึงปีหน้า ส่วนดวง"ทักษิณ"ยังต้องเผชิญวิบากกรรมตามรอยพ่อ วาระสุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย....

วันนี้(13 ก.ย.)เวลา 15.30 น.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชมรมโหราศาสตร์สากล-ยูเรเนียน จัดงาน "วันโหรจรัญ" ครั้งที่ 5 มีการสัมมนาทางวิชาการโหราศาสตร์เรื่อง “เศรษฐกิจและโรคภัยไทย ปี 2553” โดยอาจารย์วิโรจน์ กรดนิยมชัย นักโหราศาสตร์ยูเรเนียน กล่าวถึง เศรษฐกิจในปีหน้าว่า จะเริ่มฟื้นตัว การลงทุนในตลาดหุ้น และทองคำไปได้ดี การที่ดาวเสาร์ไปทับอาทิตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้จะไม่มีปัญหา เพราะมีดวงดาวเสาร์สันโดษ เกิดต่างประเทศจึงเดินทางบ่อย แม้ต้องไปประชุมต่างประเทศ ก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีไปถึงปีหน้า แต่ในเดือน ก.ย. นายอภิสิทธิ์ และพ่อแม่ ต้องระวังอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ซึ่งแก้เคล็ดได้ด้วยการเจาะเลือด

อาจารย์วิโรจน์ กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. ตามดาวราศีไม่มีความรุนแรง หากมีปะทะกันก็เพียงเล็กน้อย จึงไม่มีผลกระทบกับนายอภิสิทธิ์ สำหรับดวงของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แตกต่างกับดวงของนายอภิสิทธิ์ ยังอยู่ในมุมสูง เหมาะกับการเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ ขณะที่ดวง พ.ต.ท.ทักษิณ จะเหมือนพ่อ คือ นายเลิศ ชินวัตร ในทางปรัชญา พ่อลูกมักจะเหมือนกัน ไม่ทางใดทางหนึ่ง จะเห็นว่าเป็นคนมีหัวคิดทันสมัยเหมือนกัน

"พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเขียนถึงพ่อไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งไว้ว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมาพ่อไม่เหลืออะไรไว้ให้สืบทอด นายเลิศ ชินวัตร พ่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเล่นการเมืองปี 2519 หันไปค้าขายที่ จ.ภูเก็ต ถูกโกงจนหมดตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็รู้ แต่ทุกวันนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังเดินตามรอยพ่อ แต่จะกรรมหนักกว่า เพราะยังไม่หยุดเล่นการเมือง จะถูกคนรอบข้างจะปอกลอกจนวาระสุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเหมือนกัน"อาจารย์วิโรจน์ กล่าว

“กษิต” คุย รอง ผบ.สส เขมร ซัด “พวกคลั่งชาติ” ชอบยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก

ที่มา ประชาไท

13 ก.ย. 52 – มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ลงตรวจพืนที่ชายแดนเขาพระวิหาร และได้เจรจากับ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประเทศกัมพูชา ยันทหารไทยปฏิบัติหน้าที่เข้มแข็ง ซัดคนบางกลุ่มอย่าคลั่งชาติ แล้วยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก "มาร์ค" ลั่นพร้อมเดินหน้าให้พื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมร ที่มีการก่อสร้างให้กลับคืนสภาพเดิม แต่ยันใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ลั่นไม่ยอมเสียอธิปไตยแน่

"กษิต"ลงพื้นที่คุยบิ๊กทหารเขมร
เมื่อวันที่ 13 กันยายน เวลา 10.00 น. ที่สนามหน้าโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ จากนั้นเดินทางโดยรถยนต์ไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร รับฟังการบรรยายสรุปจากพล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพน้อยที่ 2 ว่าการก่อสร้างอาคารบริเวณตลาดชุมชน และวัดแก้วศิขาคีรีสวาระ ด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารนั้น ทางการไทย ได้ประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชา แล้ว 20 ครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543
จากนั้นนายกษิต เดินทางขึ้นไปที่วัดแก้วศิขาคีรีสวาระ หารือกับ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประเทศกัมพูชา โดยนายกษิต กล่าวว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าหากมีเหตุเสียงปืนดังก็จะสอบสวนร่วมกันก่อนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แสดงว่ามีความต้องการและมุ่งมั่นในการที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในพื้นที่และรัฐบาลไทยมีความตั้งใจอย่างมากที่จะแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนในด้านต่างๆ
พล.อ.เจีย ดารา กล่าวว่า ขอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในนามประเทศกัมพูชา โดยสมเด็จนฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บอกว่ากัมพูชาและไทยจะร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาและเพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่กันอย่างสงบสุขต่อไป
ติงอย่ายุแหย่ให้คนเข้าใจผิด
นายกษิต ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นภารกิจลงพื้นที่ว่า ประทับใจในความตั้งใจในการปกป้องรักษาอธิปไตยของทหารไทย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของคนบางกลุ่มที่ข้อครหาว่าทหารหย่อนยาน ตนขอยืนยันว่าทหารไทยทำงานอย่างเข้มแข็งและมีความรักชาติไม่น้อยไปกว่าใคร ในส่วนของรัฐบาลจะพบปะหารือกันอีกหลายครั้งในเร็วๆ นี้ ทั้งระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือระดับนายกรัฐมนตรี โดยหลังรัฐสภาให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา 3 ครั้งที่ผ่านมา ก็จะสามารถทำงานในพื้นที่ อาทิ การถ่ายภาพทางอากาศ และการเดินสำรวจ
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้ความมั่นใจกับคนที่ยังไม่เข้าใจว่าไม่ได้มีการเสียดินแดนได้อย่างไร นายกษิตกล่าวว่า รัฐบาลนี้พูดเรื่องจริง ไม่มีอะไรปิดบัง ผู้นำสองประเทศไม่มีใครประสงค์ให้มีการสู้รบ เราอยากให้กลับไปสู่วันที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมมรดกโลกซึ่งเป็นที่มาของวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราภูมิใจ เป็นสิ่งที่คิดว่าประชาชนสองประเทศรออยู่
"ปัญหาที่มีอยู่ในวิสัยที่แก้ได้ ต้องแก้ด้วยความเข้าอกเข้าใจ อย่าใช้อารมณ์เป็นตัวตั้ง หรือยุแหย่ให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย รวมถึงระหว่างประชาชนสองประเทศ ฝ่ายกัมพูชาก็บอกว่าทหารของเขาก็อยากกลับไปหาลูกเมีย ไม่มีเหตุผลอะไรที่สองประเทศที่มีรากเดียวกันต้องมาอยู่ในสภาพนี้ รัฐบาลจะพยายามให้สันติภาพกลับมาโดยเร็วที่สุด ปัญหาต้องยุติด้วยการเจรจา" นายกษิตกล่าว
ซัดอย่าคลั่งชาติ-ประณามคนอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่าการลงพื้นที่ในวันนี้จะช่วยให้ผู้ที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้เข้าใจข้อเท็จจจริงและยกเลิกการเดินทางไปชุมนุมได้หรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า คงห้ามกันไม่ได้ แต่มันไม่มีอะไรเป็นเหตุให้ต้องสงสัยว่าทหารไม่ทำงาน ไม่รักษาอธิปไตย หรือไม่รักชาติ การกล่าวหากันแบบนั้นมันน่าเสียใจ เราไม่อยากให้เอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นการเมืองภายในเพื่อเปิดโอกาสให้มีการโจมตีกันทั้งในไทยหรือกัมพูชา ควรต้องมองภาพกว้างว่ายังมีอะไรอีกมากมาย
"หากมีสันติภาพมันมีแต่ได้กับได้ แต่นี่ทำให้เกลียดชังกัน และพอมีปัญหาขึ้นก็ไม่ใช่จะไม่ชี้แจง นี่พยายามชี้แจงแต่ก็ต้องมีความเข้าอกเข้าใจด้วย ไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียวแล้วบอกว่าฉันถูกที่เหลือผิดหมด ที่เหลือนั้นเลวและไม่รักชาติ คนที่มีเหตุมีผลมีสติปัญญาพูดอย่างนั้นได้อย่างไร รักชาตินั้นมันก็รักกันทุกคน แต่ไม่มีสิทธิจะไปคลั่งชาติแล้วประณามคนอื่น" นายกษิตกล่าว
"มาร์ค"ลั่นไม่ยอมเสียอธิปไตย
วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงปัญหาชายแดนไทยกัมพูชากรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่า ในแง่ของกฎหมายนั้น นายเตช บุนนาค อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งกัมพูชายกเลิกการลงนามในแถลงการณ์ร่วมแล้ว และรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาก็มีการหนังสือตอบกลับมาว่าได้รับหนังสือแล้ว ไทยก็ถือว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นยกเลิกไปแล้ว และกัมพูชาก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นสนธิสัญญา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "สำหรับพื้นที่ที่เป็นชุมชนและตลาด (พื้นที่ทับซ้อน) ที่ตอนหลังมีการสร้างถนน แต่ในหลายช่วงก็มีทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาเข้าไปอยู่ เมื่อสถานการณ์ตรึงเครียดก็ตรึงกำลังกันเข้าไป จนมีการปะทะกัน แต่รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการเดินหน้าที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวคืนสภาพกลับไปเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะมีผลต่อเรื่องของอธิปไตยผ่านการเจรจา" นายอภิสิทธิ์กล่าว
หวั่นคนประท้วงทำปัญหาซับซ้อน
ต่อมานายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่กลุ่มคนรวมตัวประท้วงการเข้ามาก่อสร้างของทางกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งเกรงจะเป็นการยอมรับโดยพฤตินัย ว่า ไม่ เพราะมันไม่ได้มีการยอมรับอยู่แล้ว ขณะนี้ทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในขั้นตอนที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้เหมือนเดิม แต่เราไม่ต้องการให้มีการสู้รบหรือปะทะ จนเกิดความสูญเสีย จึงบอกว่าใครที่มีความเป็นห่วงเป็นใยมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ และต้องระมัดระวัง เพราะหากเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมา และเกิดการปะทะกันขึ้น จะกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศและทำให้การแก้ปัญหาสลับซับซ้อนขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่เคลื่อนไหวคัดค้านมีข้อมูลคนว่า ที่เข้าไปก่อสร้างเป็นนายทหารของไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เอามาให้ผมเลยครับ และจะตรวจสอบ เพราะจุดยืนของรัฐบาลชัดเจน คงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้ามีข้มูลก็เอามา ต้องช่วยกันอย่าให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นŽ นายกฯกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กัมพูชาที่ตอบมาเขาก็ยอมรับเพียงแค่ว่ามันไม่ใช่เป็นสนธิสัญญา แต่เขาใช้คำว่า มันเป็นอย่างที่มันเป็นŽ แต่ในแง่การแสดงเจตนาของไทย ถือว่ายกเลิก(แถลงการณ์ร่วม)ไปแล้ว เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลไทยทำอะไรได้มากกว่าการประท้วง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำทั้งเรื่องการประท้วง การเจรจา การตรึงกำลัง จะพยายามทำทุกวิถีทางโดยสันติวิธีเพื่อแก้ปัญหานี้
ที่มา: มติชนออนไลน์

ระบุชัดไทยเสื่อมลงทุกปี "สิงคโปร์-มาเลฯ" ทิ้งห่างหลายช่วงตัว ระดับความสงบสุขต่ำสุดรองจากพม่า

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 12 กันยายน มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมระดมความเห็นและชี้แจงข้าราชการระดับสูงทำเนียบรัฐบาล และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ "แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการตรวจราชการ พ.ศ.2552-2556" ที่โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา บรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนหนึ่งได้หยิบยกเนื้อหาในบทสรุปสำหรับผู้บริหารมาหารือในวงประชุม บทสรุปส่วนหนึ่งได้รายงานความตกต่ำเกือบทุกด้านของรัฐไทยผ่านดัชนีชี้วัดด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.ดัชนีความสงบสุข 2.การบริหารจัดการที่ดี 3.ประสิทธิภาพของภาครัฐ ฯลฯ ดัชนีชี้วัดระบุว่าอันดับและคะแนนมีแนวโน้มลดลงทุกปี นับตั้งแต่ปี 2544-2551 ผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างแสดงความเป็นห่วงว่า หากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในเร็วๆ นี้ จนนำไปสู่ความรุนแรง จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของรัฐไทยในสายตาโลกย่ำแย่ลงกว่าเดิม และประเทศไทยมีสิทธิถูกปรับอันดับประสิทธิภาพของภาครัฐลงต่ำกว่าเดิม และจะโดนประเทศมาเลเซียทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

เอกสารยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการตรวจราชการระบุผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 คือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลก 140 ประเทศ ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น

ส่วนระบบบริหารจัดการยังมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลางและมีแนวโน้มลดลงทุกปีนับตั้งแต่ปี 2545 และมีแนวโน้มห่างจากมาเลเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซียล้วนมีค่าคะแนนมากกว่าเกือบเท่าตัว ทางด้านผลการจัดอันดับประสิทธิภาพภาครัฐ และฐานะการคลังในปี 2546-2551 มีแนวโน้มแย่ลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทำให้อันดับลดลงจากอันดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นอันดับที่ 46 ในปี 2551

เอกสารยังนำเสนอทิศทางใหม่เพื่อการพัฒนาสังคมไทยให้เข้าสู่สภาวะสมดุล อาทิ 1.ปรับกระบวนทรรศน์การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ

3.สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4.สนับสนุนภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น 5.รณรงค์สร้างจิตสำนึกและส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยจัดระบบการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วางรากฐานคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน เป็นต้น
เปิดบันทึกสำนักนายกฯ กระตุก" รัฐไทย"ระวัง! เสื่อมลงทุกปี

หมายเหตุ :คัดจากเอกสารฉบับผู้บริหารสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง"แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการตรวจราชการ พ.ศ.2552-2556" ซึ่งใช้ประกอบการประชุมระดมสมองผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อนำผลการประชุมไปกำหนดเป็นนโยบายพัฒนาระบบการตรวจราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556)


สภาพสังคมไทยในช่วงปัจจุบันได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตทางสังคมและความไม่สมดุลของการพัฒนาทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม จากที่เคยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักความสงบสุข และแบ่งปัน กลับกลายเป็นสังคมที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม การมีค่านิยมระบบอุปถัมภ์ บุญคุณต่างตอบแทน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในความคิด และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ และบานปลายกระทบต่อประเทศในภาพรวมในที่สุด สถานการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการที่ฐานรากของสังคมไทยที่เคยแข็งแรงได้อ่อนแอลง มีความสั่นคลอนและถูกกลัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่สั่งสมมานาน จากการขาดความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ความไม่มีเสถียรภาพ และขาดการกระจายการพัฒนาและขาดการขยายโอกาสทางสังคม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสังคมทั้งระหว่างกลุ่มคนและระหว่างพื้นที่

อนึ่ง ผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ โดยสถานการณ์ความสงบสุขของไทยในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 กล่าวคือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 140 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลการประเมินความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า องค์ประกอบด้านสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะความอยู่เย็นเป็นสุข โดยมีค่าคะแนน ปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 56.5 และปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ 57.8 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องเร่งแก้ไข และความสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นตัวฉุดที่สำคัญ จากคะแนนที่ร้อยละ 51.4 ในปี 2549 ลดเหลือร้อยละ 44.4 และ 48.7 ในปี 2550 และ 2551 ตามลำดับ

ระบบบริหารจัดการยังมีปัญหาภาพลักษณ์
ผลการสำรวจการบริหารจัดการที่ดี 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยธนาคารโลก พบว่า ในช่วงปี 2550 ประเทศไทยมีคะแนน 5.36 (จากคะแนนเต็ม 10) ยังอยู่ในลำดับ 4 รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย แต่คะแนนมีแนวโน้มห่างจากมาเลเซียมากขึ้นคือ จากแตกต่างกันเพียง 0.4 คะแนนในปี 2545 เพิ่มเป็น 1.46 คะแนนในปี 2549 และ 1.66 คะแนนในปี 2550 โดยมิติการมีเสถียรภาพทางการเมืองมีคะแนนต่ำกว่ามิติอื่นๆ มาโดยตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง มีการแบ่งข้างแบ่งฝ่ายของประชาชนที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ทำให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดลงด้วยประกาศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในฉบับต่างๆ ที่มีผลถึงปี 2550 โดยสรุปกล่าวได้ว่าภาพลักษณ์การบริหารจัดการที่ดีของไทยในสายตาโลกอยู่ในระดับปานกลางและมีแนวโน้มที่ลดลง

ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีระดับคะแนนอยู่ที่ 3.3-3.8 โดยปี 2551 มีการปรับตัวดีขึ้นจาก 3.3 ในปี 2550 เป็น 3.5 คะแนน ในปี 2551 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียที่ล้วนมีค่าคะแนนมากกว่า 5 คะแนนขึ้นไปแล้ว กล่าวได้ว่าการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยยังเป็นปัญหาจะต้องเร่งรัดการดำเนินงานแก้ไข

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าภาครัฐและภาคการเมืองของสังคมไทยยังขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อการตรวจสอบความโปร่งใสการดำเนินงาน และจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งในช่วงปี 2550-2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 24 โครงการ โดยมีการส่งเรื่องฟ้องศาลแล้ว 4 คดี และที่เหลือส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช.พิจารณาเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมีนักการเมืองที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อต้องคดีหรือศาลกำลังจะตัดสินออกไปต่างประเทศ หรือการไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งของนักการเมืองที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าศาลจะตัดสิน เป็นต้น ซึ่งกระทบต่อความพยายามในการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะทางด้านจริยธรรม คุณธรรมทางการเมือง และการเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินประสิทธิภาพภาครัฐของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ที่มีผลการประเมินว่า (1) ประสิทธิภาพภาครัฐและความโปร่งใสในสายตาโลกในปี 2551 ลดลงเกือบทุกด้าน ยกเว้นเรื่องกฎหมายด้านธุรกิจและเรื่องกรอบการบริหารด้านสังคมดีขึ้น สถาบัน IMD ได้ประเมินว่าระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในปี 2546-2551 ที่เคยอยู่ในอันดับที่ 28 ได้ลดลงจนถึงอันดับที่ 33 ในปี 2550 และสถานการณ์ดีขึ้นในปี 2551

ขีดความสามารถการพัฒนาระบบราชการไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ รวม 55 ประเทศ พบว่ามีคะแนนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 4.15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนในปี 2547 เหลือ 2.57 คะแนนในปี 2551 โดยปัจจัยระบบราชการอยู่ในลำดับดี แต่ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ลำดับลดลงจากลำดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นลำดับที่ 46 ในปี 2551

ทิศทางใหม่เพื่อพัฒนาสังคมไทยเข้าสู่สภาวะสมดุล
จากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้กำหนดข้อเสนอในเชิงประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านระบบบริหารจัดการ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ซึ่งจัดเป็นประเด็นของสภาพแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบการตรวจราชการ โดยข้อเสนอดังกล่าวมีจุดมุ่งเน้นที่สำคัญ ดังนี้

1) ปรับกระบวนทรรศน์ (Paradigm) การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

2) สร้างค่านิยมร่วม (Shared Value) ของคนในสังคมที่ยึดมั่นที่ความดี ความสุจริต ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการมีจิตสำนึกด้านสิทธิหน้าที่ของพลเมือง ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตระหนักในคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กด้วยกลไกในทุกส่วนของสังคม (บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน สังคม) โดยการอาศัยตัวแบบที่ดีจากผู้นำทางสังคม (การเมือง ศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ) และการขอความร่วมมือจากสื่อทุกรูปแบบเพื่อให้เข้าถึงคนได้มากที่สุด เช่น วิทยุชุมชน รวมทั้งจัดเวทีสาธารณะในชุมชน

3) พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่การสร้างความคิดร่วม (Social Consensus) การหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและยึดถือ (Social Commitment) และการนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) โดยถ้วนหน้ากัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย

-พัฒนากลไกในระดับภาพรวม ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบ ระบบให้คุณให้โทษ ระบบกฎหมาย ฯลฯ ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างสัญญาประชาคม รวมทั้งกำหนดแนวปฏิบัติให้สอดรับกับพันธกรณี กติกาต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้กับประเทศต่างๆ

-พัฒนากลไกในระดับชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขในชุมชน รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนอื่นในลักษณะเครือข่ายให้เกิดพลังทางสังคม (Social Sanction) ในการต่อต้าน กำจัด และป้องกันผู้กระทำผิดสัญญาประชาคม และทำงานร่วมกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลในระดับจังหวัด สถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการให้องค์ความรู้ และสนับสนุนการวิจัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับภาคีภาครัฐ และสื่อมีบทบาทสนับสนุน

4) สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักคำสอนที่ทรงคุณค่าบนพื้นฐานของศาสนาที่คนไทยยึดมั่น เพื่อทำให้ประชาชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เกิดสังคมที่มีความพอเพียง ไม่เอารัดเอาเปรียบ เข้าใจความคิดเห็นของคนอื่น และมีการเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับประสิทธิภาพ คุ้มค่า และทั่วถึง

5) ขับเคลื่อนและวางระบบการติดตามประเมินผลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วม จะสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความสงบสุขในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: มติชนออนไลน์

สนธิอุปมาเป็นผู้นำทัพ โดนธนูปักตัว ร้องไม่ได้ ต้องหักธนูทิ้งแล้วนำทัพต่อ

ที่มา ประชาไท

สนธิ ลิ้มทองกุล เผยต้องคำพิพากษาเพราะคดีเกิดช่วงทักษิณถืออำนาจรัฐแข็งแรง ชี้เจอตัดสินไม่รอลงอาญาเป็นการเอาคุกมาขู่ แต่ไม่กลัวตาย ขอหักธนูที่ปักทิ้งแล้วนำทัพต่อ ลั่น “เมื่อกำหนดแล้วว่าศาลสถิตยุติธรรมนั้นเป็นจุดสุดท้ายที่ให้ผมอยากให้ทุกอย่างในสังคมไทยจบที่นี่ ผมจะให้มันจบที่นี่” เผยกลางเดือนกันยา สถานการณ์จะร้อนแรงกว่าช่วงเมษา อ้าง ‘นักวางระเบิด’ จากภาคใต้ขึ้นมาหลายคนแล้ว

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.52 เมื่อเวลา 18.17 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการ News Hour ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี กรณีถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 6 เดือน คดีหมิ่นประมาทนายภูมิธรรม เวชชยชัย ว่า ขอเท้าความก่อน ว่า ขณะนี้ตนเองถูกฟ้องร้องจำนวน 4 คดี คือ คดีที่ นายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ที่วันนี้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน คดีที่สองของคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้อง ศาลจำคุก 2 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ คดีที่สาม คุณเก่งกาจ ลูกน้องคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เอาป่าไม้มารังควานที่ลุมพินี ศาลสั่งจำคุก 2 ปี และคดีล่าสุด คดี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ศาลสั่งจำคุก 2 ปี รวมเป็น 6 ปี 6 เดือน

นายสนธิ กล่าวว่า ที่น่าสังเกตคือ คดีทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเริ่มสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณในปี 2548 ในตอนที่เขาทักษิณ 2548 เป็นช่วงที่ทักษิณถืออำนาจรัฐอยู่อย่างแข็งแรง มีเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ อัยการ และศาลบางส่วน โดยผ่านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม ตอนนั้นจึงเล่นงานเขาหนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับ ใช้ตำรวจตามล่า ให้อัยการสั่งฟ้องขึ้นศาลทันที คือ คดีพวกนี้ถูกวางไว้หมดแล้ว
นายสนธิ กล่าวต่อว่า “ทีนี้ในการต่อสู้ครั้งแรกๆ ผมเหมือนเดินชนกำแพง เขาเป็นกำแพงเหล็กเลย เขามีอำนาจ มีทุกอย่างในมือหมด มีอำนาจทางกฎหมาย มีอำนาจเงิน มีอำนาจมืด ผมจะสู้กับเขาแบบนิ่มนวลไม่ได้ ผมก็ต้องตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง เพราะฉะนั้นผมก็ต้องออกอาวุธหมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเล่นกันแรงครับ คือเขาก็เล่นผมแรง แต่เขาเล่นแรงโดยเขาใช้อำนาจรัฐเล่น เขามีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะ ไม่ว่าจะเป็นคุณยงยุทธ ติยะไพรัฐ นึกออกไหมครับ เขามีพวกคุณเก่งกาจ มีพวกเด็ก 14 ตุลาเก่าๆ ซึ่งวางแผนเล่นงานผม แล้วเขามีหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาฟินแลนด์ นึกออกไหม เขาใช้ทุกวิถีทาง
ผมก็ต้องสู้ทุกวิถีทาง แต่ว่าผมโดดเดี่ยว ผมคนเดียว เพราะว่าผมเป็นเพียงพิธีกรเมืองไทยรายสัปดาห์ ยังไม่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของผมก็ต้องต่อสู้แบบนักรบเดียวดาย บาดแผลเต็มตัวไปหมด พอเหตุการณ์ผ่านมา คดีความก็ยืดเยื้อมา การวางงานก็วางไว้เรียบร้อยแล้ว ผลที่ออกมาแทงหวยได้เลยว่าผลจะออกมาเป็นยังไง
คำถามก็คือ เขาจริงๆ ลึกๆ เขาต้องการใช้ศาล ใช้อัยการ ใช้ตำรวจ บีบผมไง ให้ผมถอย เหมือนกับช่วงที่ผม เอ่อ พวกเราประท้วงกันที่ทำเนียบ จำได้ไหมที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับพวกเรา แล้วพวกเราไม่ยอมให้จับ แล้วเราส่งคนไปติดต่อว่าถ้าจับปั๊บ ถ้าเรามอบตัวเราต้องขอประกันตัว ปรากฏว่าทางฝ่ายตำรวจซึ่งสนิทกับผู้พิพากษาบางท่านก็บอกว่าถ้าจะให้ประกันตัวต้องสลายม็อบก่อน คือพูดง่ายๆ ว่า ประกันแล้ว ห้ามไปนำมวลชน เพราะฉะนั้น ศาลบางส่วนก็เลยตกเป็นเครื่องมือเขา เข้าใจไหมฮะ พวกผมก็เลยต้องสู้
ทีนี้พอสู้มา คุณเติมศักดิ์ คุณเก๋ ก็ต้องเข้าใจว่า สู้แล้วถอยไม่ได้แล้วงานนี้ เพราะนี่สงครามแล้วผมเป็นนักรบ เมื่อผมตัดสินใจจะเป็นนักรบให้ประชาชนแล้วผมต้องยอมรับการบาดเจ็บ เหมือนอย่างที่ผมเคยพูดมาหลายครั้งว่า ถ้าผมเป็นผู้นำทัพ ถ้าผมโดนธนูข้างหนึ่งปักตัว ผมร้องไม่ได้ ผมต้องหักธนูทิ้งแล้วก็นำทัพต่อ ทั้งๆ ที่ผมเจ็บปวดจะตาย คุณดูเถอะผมโดนไปสามสี่คดีนี่ 8 ปี มียกเว้นคดีศาลอุทธรณ์ครั้งนี้ซึ่งลดจาก 2 ปี ให้เหลือ 6 เดือน แต่ก็ไม่มีการรอลงอาญา
คือเจตนาไม่รอลงอาญาเพื่อบีบผมไง นึกออกไหมฮะ คือคล้ายๆ ว่า เอาคุก พวกคุณทักษิณจะเอาคุกมาขู่ผม ผมก็เลยต้องตัดสินใจเดินหน้า แล้วผมก็ปวารณากับตัวผมเองแล้วบอก ถ้าถึงศาลฎีกาแล้วติดคุกผมก็จะติด เพราะว่านักรบต้องไม่กลัวตาย เมื่อเรารบไปแล้วเราต้องไม่กลัวใดๆ ทั้งสิ้น
นายสนธิ กล่าวต่อว่า “ที่ผมทำอย่างนี้ ก็มีอีกนัยหนึ่ง” นายเติมศักดิ์ ถามว่า “คืออะไรครับ”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า นัยยะที่สำคัญอีกนัยยะหนึ่งก็เนื่องจากคุณทักษิณ หนีคดีไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ใช้เครือข่ายในกระบวนการยุติธรรมที่รับเงินคุณทักษิณ มาเล่นงานผม ทีนี้พอถึงจุดตรงนั้นผมก็ต้องถามตัวผมเองว่า ทุกๆ ครั้งที่ผมโดนคดี โดนพิพากษา ผมจะยอมรับคำพิพากษา คุณจะสังเกตได้ไปดูข่าวเก่าๆ ผมจะบอกว่าผมยอมรับ ถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ผมยอมรับ ก็อุทธรณ์ละกัน อุทธรณ์วันนี้ออกมาไม่เห็นด้วยหลายประเด็น ผมก็มีสิทธิฎีกา ถ้าฎีกาแล้วให้ติดคุกก็จะติด ผมไม่บ่น
“เพราะว่าผมต้องการชี้ให้สังคมเห็นว่าผมเคารพกติกา เพราะผมถือว่า เมื่อผมกำหนดแล้วว่าศาลสถิตยุติธรรมนั้นเป็นจุดสุดท้ายที่ให้ผมอยากให้ทุกอย่างในสังคมไทยจบที่นี่ ผมจะให้มันจบที่นี่ โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการหลบหนี ไม่มีการออกไปต่อว่าศาลสองมาตรฐาน คือผมจะไม่ทำแบบเขาเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ทั้งหมดนี้ มีนัยที่สำคัญมาก คุณเติมศักดิ์ คุณเก๋ เพราะว่าผมกำลังปกป้องศาลยุติธรรม ให้สังคมไทยมีความเชื่อมั่นว่านายสนธิยังเชื่อ นายสนธิไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาล ไม่หนี ตรงนี้จะทำให้ระบอบศาลเข้มแข็ง เข้าใจไหมฮะ แล้วสำหรับท่านผู้พิพากษาที่ท่านไม่ชอบผม หรือท่านจงใจแกล้งผมจะเป็นใครก็ตาม งานนี้ก็ทำให้ท่านเหมือนกัน เพื่อให้คนไม่ได้ดูถูกศาลไงคุณเติมศักดิ์
ตรงนี้สำคัญมากนะ นัยยะตรงนี้ถึงสำคัญ ผมถึงพูดจะเอากี่คดีก็ว่ามา ผมจะต้องติดคุกตอนอายุ 65-70 ปี ติดไปอีกสัก 20 ปีก็ไม่แคร์ เพราะคนอย่างผมอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะผมได้ติดสินใจแล้วว่าจะทำงานให้ชาติบ้านเมือง ถ้ามันต้องบาดเจ็บ ลอบยิงผมมาแล้วผมก็ยังไม่ตาย ถ้าจะต้องติดคุกไปจะเสียหายตรงไหน แต่ถ้าติดคุกแล้วทำให้ระบบกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสถิตยุติธรรมที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายให้คนเคารพนับถือว่าเออ คนอย่างนายสนธิยังยอมรับกติกา ผมก็ถือว่าคุ้มค่านะคุณเติมศักดิ์” นายสนธิ กล่าว
ผู้ดำเนินรายการถามถึงทิศทางคดีของพันธมิตรฯ นายสนธิ กล่าวว่า “ไม่ทราบครับ” และกล่าวว่า ถ้าตำรวจ อัยการ ทำด้วยความยุติธรรมจริงๆ พิจารณาข้อกฎหมายทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำนั้น 90% ทำตามรัฐธรรมนูญ อาจจะมีบ้างก็เพียงบุกรุกสถานที่ราชการ อันนั้นฟ้องได้ไม่เป็นไร แต่ไอ้การโยนข้อหาว่า กบฏมั่ง ผู้ก่อการร้ายมั่ง นี่เป็นการใส่ความ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้เจ้าหน้าที่จะเป็นกลางไม่ได้ต้องยึดถือกฎหมาย พิจารณาเหตุให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม แต่เราพันธมิตรฯมั่นใจมาตั้งนานแล้ว่า เรายืนอยู่บนความถูกต้อง เราไม่กลัว ฉะนั้นตำรวจ อัยการ ศาล ก็ต้องยืนบนความถูกต้อง
นายเติมศักดิ์ถามว่า หากถูกจำคุก 8 ปี จะกระทบกับทิศทางในการต่อสู้หรือไม่ นายสนธิ กล่าวปฏิเสธ โดยระบุว่า คนเราถ้าใจเป็นนักสู้ไม่มีอะไรมาคุมขังได้หรอก ส่วนกรณีที่เราพยายามทำเพื่อปกป้องสถาบัน ท่านผู้พิพากษาไม่ได้มองอย่างนั้น เราก็มองต่างกันไป ท่านก็เห็นว่า ตนทำผิด เหมือนที่ถ้าตนไม่พูดเรื่อง ดา ตอร์ปิโด แล้ววันนี้ ดา ตอร์ปิโด จะถูกดำเนินคดีไหม หรืออย่างคดีเว็บไซต์ต่างๆ ที่หมิ่น ตนก็เป็นคนเริ่มทั้งนั้น จนตอนหลังเพิ่งจะมีการะบวนการปิดเว็บต่างๆ ต้องมีคนบาดเจ็บคนแรก สังคมไทยต้องมีคนเจ็บคนแรก เสียสละ ที่ไมอยากพูดเรื่องนี้ ก็จะหาว่าสนธิคุยโว ยกยอตัวเอง มันไม่ใช่
“อยากฝากบอกพี่น้องพันธมิตรฯ และคนที่ยังรักผมอยู่ว่า เข้าใจในความเป็นห่วง เข้าใจ และซาบซึ้ง แต่ขอให้ระลึกว่าผมจำเป็นต้องเจ็บแทนเพื่อพี่น้องพันธมิตรฯ ไมงั้นกระบวนการจะไม่เจริญเติบโตมาถึงทุกวันนี้ และมันจะต้องเติบโตต่อไป ถ้าผมเจ็บแล้วสำเร็จ การเมืองใหม่เติบโต ชาติพระมหากษัตริย์อยู่ได้ ผมก็ถือว่าคุ้ม”
ผู้ดำเนินรายการขอให้วิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังจะมีการชุมนุมของ เสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.นี้ นายสนธิ กล่าวว่า จะเป็นเหตุการณ์ที่ร้อนแรงที่สุดช่วง 15-30 ก.ย.เป็นต้นไป อาจจะร้อนแรงกว่าช่วงเมษาฯ เพียงแต่จะร้อนแรงรูปแบบไหน ขณะนี้เป็นกระบวนการกฐินสามัคคีแล้ว บางฝ่ายไม่ชอบขี้หน้ากัน ก็จะร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้พวกเขาตาย แม้แต่ตอนนี้ยังมีข่าวกระบวนการยิงผมขึ้นอีกครั้ง ก็จากคนสีเขียวนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทราบว่านักวางระเบิดจากภาคใต้ขึ้นมาหลายคนแล้ว ตนเองก็มีการข่าวเหมือนกัน เอเอสทีวีก็เป็นเป้าที่เขาจะบุก แต่เป็นโอกาสสุดท้ายของเขา
นายสนธิ กล่าวต่อว่า ต้องจำไว้อย่าง คุณทักษิณ จะไม่มีวันที่จะยอมให้รัฐบาล เป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ของตัวเอง สังเกตสมัยสมัคร สมชาย จะเอานพดล สมพงษ์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อให้ทักษิณไปไหนต่อไหนได้ ขณะเดียวกัน ก็จะใช้กระบวนการทางการเมืองของเขาแก้กฎหมายให้ถูก พอเปลี่ยนเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายทักษิณ ก็อยู่ในสถานะหมาจนตรอก ฉะนั้น ก็ต้องล้มนายอภิสิทธิ์ให้ได้ ถ้าไม่ได้ ตำรวจก็ต้องเป็นของเขา
“ย้อนหลังไปยุคที่ทักษิณมีอำนาจจนถึงวันนี้ ตำรวจเป็นของเขาตลอดโกวิท (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) จนถึง พัชรวาท (พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) เป็นของเขาหมด ฉะนั้น ตำรวจคนต่อไปขึ้นมาต้องเป็นของเขา ถ้าเป็นคนอื่นที่สั่งไม่ได้คุมไม่ได้ เขาจะอยู่ในสภาวะลำบาก เพราะปัญหาบ้านเมืองทุกวันนี้เกิดขึ้นจากตำรวจทั้งนั้น ความชั่วร้ายเกิดขั้นมาเพราะเรามีตำรวจไม่ดีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีอำนาจ จะเห็นได้ชัดว่า ทักษิณ จะต้องสู้สุดฤทธิ์ เดิมพันสูงที่สุดตอนนี้ เยาวภา (วงศ์สวัสดิ์) ก็ต้องสู้สุดฤทธิ์ เพราะสมชายกำลังจะเดินเข้าสู่ศาลฎีกาฯ (แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)” นายสนธิ กล่าว และว่า เหล่านี้จะเป็นกระบวนการเพื่อตัวเองแต่ทักษิณจะได้ประโยชน์ด้วย
นายสนธิ เผยด้วยว่า ขณะนี้มีการแอบอ้างชื่อของราชวงศ์บางท่าน ว่า สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ให้เป็น ผบ.ตร. โดยผ่านผู้ใหญ่ในรัฐบาลบางคน ทำให้สถาบันกษัตริย์มัวหมอง พูดอย่างเปิดเผย คนพวกนี้คือคนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์ แล้วพวกเราพันธมิตรฯ ต้องมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ ติดคุก โดนฟ้อง โดนเล่นงาน โดนรุมฆ่า แต่อีกฝ่ายใช้ชื่อสถาบันมาเพื่อตั้ง ผบ.ตร. เพื่อตัวเอง
อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้พันธมิตรฯและประชาชน มีความอดทนเชื่อมั่นว่า นับตั้งแต่ปี 2548 ที่เริ่มกระบวนการภาคประชาชน จนถึงวันนี้เรามาไกลแล้ว ทำไมทุกคนถึงดิ้นรนเดือดร้อน เพราะพวกเราเดินมาไกล จนกระทั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัดสินโทษ พวกนี้ออกมา ก็ต้องนับเป็นชัยชนะของประชาชนเช่นกัน ตอนนี้พวกคนชั่วเริ่มมารวมตัวกันแล้ว จะทำลายล้างพวกนี้ได้แล้ว วิธีก็คือ จิตใจที่มุ่งมั่นของพวกเรา ถ้าท้อถอยให้นึกถึงวิญญาณน้องโบว์ คุณแจ๊ค ที่ขาขาด สารวัตรจ๊าบ และหลายๆ คนที่ตายไป และกระสุนปืนหลายร้อยนัดที่สาดใส่ตนเอง อย่าท้อถอย

เสื้อแดงเปิดตัว “โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.” ลั่นเตรียมอุปกรณ์กันหูดับพร้อมชุมนุมนับแสน 19 ก.ย.

ที่มา ประชาไท

12 ก.ย.52 ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดอบรม "โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" โดยมีแกนนำ นปช. ทั้งในเขต กทม.และปริมณฑล จำนวนกว่า 1,200 คน เข้าร่วม โดยมีแกนนำคนเสื้อแดงเข้าร่วมบรรยาย ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายนิสิต สินธุไพร อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาชน นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยา นพ.เหวง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. นายวรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ได้สร้างความหวั่นไหวต่อปรปักษ์ของเรา เพราะรู้ว่ากำลังยกระดับคุณภาพของคนเสื้อแดงขึ้นมาอีกขั้น ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังรัฐประหาร ใช้คำว่า ขณะนี้รัฐไทยตายไปแล้ว เพราะประชาชนไทยแตกแยก ดังนั้น แนวทางคนเสื้อแดง จากนี้จะต้องสถาปนารัฐไทยขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ยากเพราะเป็นเพียงรัฐที่มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเวลานี้ บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าดีก็ดีถ้าพลาดหลุดจากมือคนเสื้อแดง จะจมดิ่งการเป็นรัฐเผด็จการเหมือนพม่าจึงต้องมาปรับความเข้าใจให้ตรงกัน

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า วันที่ 19 ก.ย. จะมีคนเสื้อแดงนับแสนไปชุมนุมกันเต็มความจุ ของลานพระบรมรูปทรงม้า และจะล้นไปถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์แน่นอน ซึ่งหากไม่มีการสกัดกั้น วันที่ 18 ก.ย. จะมีทีมงาน นปช. ไปติดตั้งเวทีปราศรัยที่ลานพระรูปฯ และจะเลิกชุมนุม แค่เที่ยงคืน ถ้าไม่มีเหตุมาแทรกแซง ส่วนการไปล้อมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะนำเข้าหารือในที่ประชุมใหญ่ นปช. อีกครั้ง ส่วนทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่มีแนวคิดที่จะไปเพราะช่วงนั้นนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเป็นไปอย่างสงบ มีการประสานงาน และให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างดี แต่เตรียมจะติดกล้องวงจรปิดไว้รอบการชุมนุมหากมีเหตุใดๆที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับผู้ชุมนุม จะนำภาพเหล่านั้นไปร้องเรียน ป.ป.ช. โดยเฉพาะเครื่องดับแก้วหู หรือ LRAD ของตำรวจนั้น ล่าสุด คิดอุปกรณ์ป้องกันเครื่องนี้ไว้ได้แล้ว และเตรียมจะแจกผู้ชุมนุมทุกคนในวันชุมนุมด้วย

"ถึงคนเสื้อแดงจะไปทำเนียบ เราก็ไม่เข้าไปภายใน และนายอภิสิทธิ์ก็ไม่อยู่ไปสหรัฐ นอกจากนั้นเชื่อด้วยว่าวันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีก็ไม่อยู่ในบ้านพักเช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจะชุมนุมถึงเวลา 24.00 น.เท่านั้น แต่ต้องไปถึงบ้าน พล.อ.เปรม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเบื้องหลังการทำรัฐประหารคือ พล.อ.เปรม ในขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นเพียงหัวหน้าคณะรัฐประหารรับจ้างเท่านั้น" นายจตุพรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรจะส่งผลต่อการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงตั้งกล้องวงจรปิดทุกมุม หากมีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้น ในวันรุ่งขึ้นจะไปร้องที่ ป.ป.ช. ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร
"ตู่" ปูดบ้านพัก มทภ.1ถูกทุบทิ้ง
นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข่าวจากนายทหารที่อยู่ในบริเวณบ้านพักแม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) ว่าได้มีการทุบทำลายบ้านที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเข้าไปพักอาศัยช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา และพลทหารอภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ มทภ.1 เสียชีวิตนั้น บ้านหลังดังกล่าวได้ถูกทำลายจนไม่เหลือร่องรอยหลักฐานใดๆ เหลือเพียงซากหิน ทั้งๆ ที่ได้รับการตกแต่งใหม่ก่อนที่นายกฯจะเข้าไปพักบ้านหลังนั้น ถือว่าเป็นหลักฐานหนึ่ง ขอตั้งข้อสังเกตว่านายอภิสิทธิ์รู้เห็นกับการทำลายหลักฐานชิ้นนี้หรือไม่ มีเหตุผลใดที่ต้องทุบบ้านดังกล่าวทิ้ง

ให้ดู 3 คดีบ่งชี้เหตุรุนแรงก่อน 30 ก.ย.
นายจตุพรกล่าวว่า วันนี้ตนอยากให้ติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองหลายเรื่อง ได้แก่ 1.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดตัดสินคดีกล้ายางในวันที่ 21 กันยายนนี้ จะเป็นไปตามข่าวลือที่บอกว่าคดีจะหลุดด้วยเสียง 8 ต่อ 1 หรือไม่ 2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นัดวินิจฉัยชี้ขาดคดีแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ในวันที่ 22 กันยายน 3.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯนัดตัดสินคดีหวยบนดิน ในวันที่ 30 กันยายน แต่ดูเส้นทางแล้วเห็นว่าสถานการณ์อาจไม่ถึงวันที่ 30 กันยายน เพราะเหตุการณ์ความขัดแย้งภายในรัฐบาลมีปัญหารุนแรงมาก ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ให้ดีๆ

นายจตุพรกล่าวว่า ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คนเสื้อแดงจะคงยืนยันเรื่องประชาธิปไตยและไม่ต้องการให้การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนนี้มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยว และถ้ามีมือที่สามก็ต้องถามนายอภิสิทธิ์ว่าไปสหรัฐแล้วอยากกลับไทยหรือไม่ หากไม่สามารถดูแลมือที่สามได้ แล้วใครจะมาดูแลในเมื่อคนเสื้อแดงตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ เพราะขณะนี้สถานการณ์ยืนกันคนละมุม 3 มุม และนายอภิสิทธิ์น่าจะรู้ว่าไปทำอะไรกับใครไว้บ้าง

คาดปรับเก้าอี้ รมว.กห.ออก
นายจตุพรกล่าวว่า นอกจากนั้นวันที่ 14 กันยายนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะประชุมคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากเป็นไปตามข่าวที่ว่าจะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะทำให้เห็นว่าการย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท จนเป็นเหตุให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ลาออก เป็นเพียงจิ๊กซอว์หนึ่งเท่านั้น เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรทราบเรื่องนี้ เพราะหลายคนมีความรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีที่อุ้มมานี่ใช้มือตบหัวทีละคน

ธานีงัดแผนเดิมกรกฎ 48 คุมม็อบแดง
ที่สำนักงานเทศบาลตำบลท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการรับมือการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงวันที่ 19 ก.ย. ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้ไปเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดง ว่า ตนยังไม่ได้ไปคุย คงต้องถาม พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เพราะแต่เดิม ตนตั้งใจไปประชุมที่ บช.น.ในวันที่ 14 ก.ย.และน่าจะคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การดูแลความเรียบร้อยจะมอบให้ทหาร หรือ ตำรวจ ดูแลพื้นที่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย. จะแถลงข่าว และมีรายละเอียดเพิ่มเติม ทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะจะใช้แผนกรกฎ 48 เมื่อถามว่า แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่าจะชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และเคลื่อนขบวนไปชุมนุมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.ต.อ.ธานีกล่าวว่า ต้องดูอีกที เราต้องดำเนินการเต็มที่ เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทย ประเมินว่าการชุมนุมในวันนั้น คนเสื้อแดงจะมาชุมนุม 4 หมื่นคน ข้อมูลของตำรวจเป็นอย่างไร พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า มากเกินไป

ต่อข้อถามถึงมาตรการดูแลบ้านพักบุคคลสำคัญ หลังจากที่คนร้ายใช้ระเบิดปาบ้านพักของ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ตั้งแต่เช้าจนเย็นของวันที่ 10 ก.ย. ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ให้ดูแลสถานที่รวมทั้งบ้านพักของกรรมการ องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ องคมนตรี รวมทั้งสถานที่สำคัญทางราชการ และจะมีเจ้าหน้าที่กองกำลังเสริมด้านปราบจลาจลจะมาช่วยดูเเล ทุกหน่วยงานต้องออกมาช่วย โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งตนได้ลงนามในคำสั่งตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.

เมื่อถามว่า ทำไมการก่อเหตุระเบิด จึงเกิดได้ง่าย พล.ต.อ.ธานี กล่าว่า ศีลธรรมจรรยาของคนเสื่อมลง เหตุระเบิดบ้านพักของ นายวิชา แตกต่างกับเหตุระเบิด ช่วงปีใหม่ ปี 2550 แต่ในด้านสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ ตนสั่งการ รอง ผบช.น.ให้ไปตรวจสอบ เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.คนหนึ่งไปขอข้อมูล ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของ ป.ป.ช. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ก่อนเกิดเหตุระเบิด พล.ต.อ.ธานี ไม่ตอบคำถามได้แต่ถอนหายใจก่อนที่จะหันไปคุยกับ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ยืนข้างๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเข้าร่วมประชุม คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ว่าการประชุมเป็นอย่างไร เพราะนายกฯ ยังไม่ได้นัด และยังไม่ได้คุยกัน แต่ตนคงจะเข้าร่วมประชุมครั้งแรก ส่วนความคืบหน้าคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นั้น ประชุมกันหลายเรื่อง ราบรื่นดีไม่มีปัญหา

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์มติชน เว็บไซต์ไทยรัฐ