WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 15, 2009

ประเทศ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าตัวเลข..เป็นความจริง10,000 คน..สำหรับการป้องกันและอารักขา..การเดินทางออกไปพบปะกับประชาชนของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถ้ามีค่าใช้จ่ายทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะเป็นเงินรวมกันคนละ 300 บาท..ประเทศจะต้องใช้เงิน 3 ล้านบาท..ประเทศไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน..แล้วใครล่ะ..ที่สร้างบรรยากาศแบบนี้ขึ้นมา..สนธิ ลิ้มทองกุล..กับขบวนการเสื้อเหลืองของเขาหรือ..คำตอบไม่น่าจะใช่..เพราะประเทศไทยมีคนอย่าง สนธิ..ลิ้มทองกุลเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้า..และจะต้องมีเกิดขึ้นมาอีกในอนาคตสนธิ บุญยรัตกลิน..ผู้กระทำการปฏิวัติ19 กันยายน 2549 หรือ..คำตอบก็ไม่น่าจะใช่..เพราะเรามีการปฏิวัติกันมาแล้วมากมายหลายครั้ง..ชนะก็เป็นใหญ่..แพ้ก็เป็นกบฏ..ทักษิณ ชินวัตร..หรือ..ในฐานะผู้แพ้ที่ไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะอยู่..เขาจะทำอะไรได้..ทำไม..ประชาชนถึงเกลียดชังนายกรัฐมนตรีของเขาถึงขนาดนี้..เป็นความเกลียดชังเฉพาะตัวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ..อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์..ก็เคย

โดนประชาชนขว้างปา..แต่เขาไม่ได้รับการอารักขาถึง 10,000 คนคำตอบก็คือ..ประเทศไม่ได้เปลี่ยนไป มีแต่ประชาชนต่างหากที่เปลี่ยนแปลงประชาชนคนไทย..ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาชนพลโลกที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มและมีนิสัยใจคอเป็นคนใจดีที่สุดในโลก..ผู้คนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลง พวกเขาดุร้ายและกระหายที่จะเผชิญหน้าเพื่อที่จะต่อสู้กันพวกเขาเกลียดชังและพร้อมที่จะเข่นฆ่ากันเพียงเพราะใส่เสื้อกันคนละสี..และมาจากคนละเวทีปราศรัย..ใครเปลี่ยนแปลงคนไทย..น่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรม..ใครก็ตามที่นำเอาความยุติธรรมมาเป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมือง..ใครคนนั้นต่างหาก..คือ อาชญากรของประชาชนความยุติธรรม..เป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ง่ายสังคมส่วนใหญ่จะให้ความเห็นใจกับผู้ที่ถูกกระทำ..สังคมส่วนใหญ่คือประชาชนประชาชนที่เป็นลูกไล่ในสังคมที่มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองมีการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น..ประชาชนรู้สึกและลุกขึ้นมาต่อต้าน..จะใช้ตำรวจทหาร10,000 คน..อภิบาลอารักขา..ต้องดูย้อนหลังอินทิรา คานธี..นายกรัฐมนตรีอินเดีย..ตายเพราะปืนในมือของ..ผู้อารักขา..อันวาร์ซาดัต ผู้นำอียิปต์..ตายเพราะปืนของทหารสวนสนาม.. ■

‘มาร์ค’ กุมอำนาจ+ผยอง! ไปแล้วได้กลับ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเรียกว่าเชื่อมั่นหรือย่ามใจ ก็สุดแต่ว่าจะคิดกันเพียงแต่อยากจะเตือนนายกฯ อภิสิทธิ์ เอาไว้ว่า บนถนนการเมืองนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นดูแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งจะเดินทางไปราชการต่างประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก็เชื่อมั่นสุดๆ แบบนายกฯ อภิสิทธิ์ ในเวลานี้นั่นแหละเพราะเชื่อมั่นว่า ตั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขึ้นมาเองกับมือ และ พล.อ.สนธิ ก็ยืนยันตลอดว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารใดๆ แน่...

แม้แต่คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์มีความหนักแน่น เจอคนรอบข้างสรรเสริญเยินยอทุกวันๆ เหมือนดังน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนแล้วหัวใจของคนจะทนได้ไหวหรือสุดท้ายก็อดผยองเพราะคนรอบข้างไม่ได้!!!ดังนั้น ในเวลานี้หากคนชื่อ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” แถมยังมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนเดินล้อมหน้าล้อมหลังมี วอลล์เปเปอร์ส่วนตัว มีโฆษกส่วนตัวเจอมธุรสวาจาจากคนรอบข้างไม่ใช่แค่วันต่อวัน แต่ประกบกันทุกชั่วโมง ทุกนาที

คนนั้นแผล็บ คนนี้แผล็บ ใจของมาร์คจะไม่อ่อนไหวได้อย่างไรยิ่งประสบการณ์และอารมณ์ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวด้วยแล้ว วันนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เลยกลายเป็นคนที่มี “โลกการเมืองส่วนตัว” เป็นของตัวเองซึ่งอาจจะแตกต่างกับโลกการเมืองในสังคมปัจจุบันไปเสียแล้วเพราะวันนี้คนรอบข้างทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์มั่นใจว่า คุมอยู่หมดในทุกจุด และเชื่อมั่นว่าตนเอง คือ ศูนย์กลางของการเมืองไปเสียแล้วก็ขนาดเล่นเกมจน พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ อยู่ไม่ได้ แต่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพี่ชายแท้ๆ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท ยังไม่กล้าแสดงอาการอะไรทั้งสิ้น!!แถมตอนนี้ยังต้องทำตามแนวทางของนายกฯ อภิสิทธิ์ และ นายกษิต ภิรมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องการให้ทหารเข้าไปดูแลสถานการณ์บริเวณ ปราสาทพระวิหารบิ๊กป้อมได้แต่บอกว่าทุกอย่างรัฐบาลทำตามข้อตกลงและกฎหมายที่ร่วมมือกันระหว่างประเทศ ซึ่งทหารสามารถดูแลพื้นที่อธิปไตยของประเทศได้ไม่ต้องห่วงแต่ละประเทศก็ต้องรักษาอธิปไตยของตัวเองสิ่งไหนที่เป็นข้อตกลงก็ต้องทำตามสงบเสงี่ยมทำหน้าที่แบบนี้ มีหรือจะไม่ให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เชื่อมั่น???เฉกเช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไม่ว่าจะเห็นคนใน 3 บิ๊ก ป. โดนกระทำใดๆ ก็ตามแต่วันนี้กลับทำได้เพียงดูแลเทกแคร์รัฐบาลเป็นอย่างดี กับการรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอย่างไรแต่แผนการปฏิบัติการน่าจะเป็นแผนเดิมทางทหารคงเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานอย่างเดียว แต่ถ้ารัฐบาลประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง ก็มาว่ากันอีกทีส่วนว่ากองทัพได้เตรียมความพร้อมอย่างไรนั้น พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่า ถ้าจะให้เดาคงเหมือนเดิม คือ นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รับผิดชอบซึ่งนายสุเทพจะมีคำสั่งมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) เป็นหน่วยวางแผนปฏิบัติแต่ความรับผิดชอบอยู่ที่นายสุเทพ“จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง

ก็ต้องฟังรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร จะให้เข้าไปได้แค่ไหน อย่างไร หรือถ้าไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปเลย จะทำอย่างไร เรื่องนี้ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะทำอย่างไร”ในขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพก็คงเหมือนเดิม ถ้าได้รับมอบภารกิจหน้าที่มาจะเตรียมกำลังเข้าไปศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขณะนี้เพียงแต่รอคำสั่งจากรัฐบาลในการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงพ.อ.สรรเสริญ ระบุว่า ครั้งนี้น่าจะเตรียมกำลังเท่าเดิมจำนวน 33 กองร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตำรวจใช้แผนกรกฎตามเดิม ส่วนทหารไม่มีแผนรองรับเพียงแต่รับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยทหารคุมกำลังดูแลรัฐบาลโดยไม่มีท่าทีแตกแถวแบบนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงยังยิ้มร่าแม้จะโดนขว้างด้วยปลาร้าก็ไม่ยี่หระยิ่งในซีกของตำรวจ พล.ต.อ.ธานีสมบูรณ์ทรัพย์ ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ เลือกมาเองกับมือให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก็ได้มีการเรียกประชุมตำรวจระดับสูงสังกัดตำรวจนครบาลเตรียมความพร้อมวางแผนรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 19 กันยายนนี้แล้วจึงไม่มีอะไรที่จะต้องน่าหนักใจก็ขนาด ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ คือพล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ลาออกไป 1 คนนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังบอกหน้าตาเฉยว่าไม่มีผลกระทบต่อการประชุม ก.ต.ช.สามารถประชุม ก.ต.ช. เพื่อเลือก ผบ.ตร.ได้โดยจะพยายามจัดการประชุม ก.ต.ช. ภายในสัปดาห์นี้ ขึ้นอยู่กับ พล.ต.อ.ธานี เพราะจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ลาออกไปตามกฎหมายเชื่อมั่นล้นปรี่กับเกมจัดแถวสีกากีว่าทุกเรื่องตอนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรือผิดพลาดอะไรให้ต้องหน้าแตกอีกแล้ว!!!ยิ่งกับคนที่ถูกมองว่าคาใจกันอยู่ในเรื่องตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ คือ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ว่าจะไม่เอา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ นั้นแต่วันนี้นายสุเทพก็ยอมสยบ มีสภาพประดุจแมวเชื่องที่เด็กๆ ชอบอุ้มเล่นไปเสียแล้วที่สำคัญ นายสุเทพวันนี้ทุ่มเทเต็มที่กับภารกิจรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่19 กันยายน เพื่อให้ผลงานเป็นที่ปรากฏว่าไม่ได้มีอะไรกินแหนงแคลงใจกับนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งสิ้นแถมยังควงคู่กับทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์

จันทร์โอชา ไปติวเข้มให้เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือผู้จัดการรัฐบาลว่า สามารถคุมอยู่หมด“เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบทุกเหตุการณ์ เพราะเป็นผู้ออกคำสั่งผมยืนยันว่ารัฐบาลจะปฏิบัติตามกฎหมายภายใต้กรอบของกฎหมาย การสั่งการของรัฐบาลทุกอย่างต้องมีกฎหมายรองรับส่วนการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นผมคิดว่ามีความจำเป็น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีพิจารณา” นายสุเทพ ยืนยันอย่างนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยิ้มราวกับเด็กที่ได้ของเล่นที่สูญหายไปกลับคืนมากระนั้นและยิ่งมาเจอหมอดูอย่าง นายวิโรจน์กรดนิยมชัย นักโหราศาสตร์ยูเรเนียมที่ออกมาทำนายว่าการที่ดาวเสาร์ไปทับอาทิตย์ของนายอภิสิทธิ์ในช่วงนี้จะไม่มีปัญหา เพราะมีดวงดาวเสาร์สันโดษ เกิดต่างประเทศจึงเดินทางบ่อย แม้ต้องไปประชุมต่างประเทศก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีไปจนถึงปีหน้า“การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่19 กันยายน ตามดาวราศีไม่มีความรุนแรงหากมีปะทะกันก็เพียงเล็กน้อย จึงไม่มีผลกระทบกับนายอภิสิทธิ์”เล่นเอาเป็นปลื้ม จึงยิ้มแย้มบอกกล่าวกับคนรอบข้างอย่างเชื่อมั่นสุดๆ ว่า เมื่อคุมได้หมดทั้งทหารและตำรวจแบบนี้ การเดินทางไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐอเมริกาก็ไม่น่าที่จะต้องมีอะไรกังวลเชื่อมั่นว่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ตาม เพราะนายสุเทพจะต้องทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างเอาไว้ให้เป็นอย่างดีจะเรียกว่าเชื่อมั่นหรือย่ามใจ ก็สุดแท้แต่จะคิดกันเพียงแต่อยากจะเตือนนายกฯ อภิสิทธิ์เอาไว้ว่า บนถนนการเมืองอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นดูแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งจะเดินทางไปราชการต่างประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2549ก็เชื่อมั่นสุดๆ แบบนายกฯ อภิสิทธิ์ในเวลานี้นั่นแหละเพราะเชื่อมั่นว่าตั้ง พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ขึ้นมาเองกับมือ และ พล.อ.สนธิก็ยืนยันตลอดว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารใดๆแน่...แต่สุดท้าย พล.อ.สนธิ นั่นแหละที่กลายเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. เสียเองในขณะที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นคนตั้งพล.อ.อนุพงษ์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้น ก็เป็นเรื่องของข้อตกลงทางการเมืองที่นายสุเทพเป็นคนดำเนินการ ไม่ใช่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งขึ้นมาแต่อย่างใดถ้าเชื่อมั่น ถ้าคิดว่าดวงแข็งดวงดีแบบสุดๆจนสามารถจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยาวนานอย่างที่คิดก็ตามสบายขอให้เดินทางไปต่างประเทศโดยสวัสดิภาพนะ นายกฯ อภิสิทธิ์ ■

3 ปี รัฐประหาร : เศรษฐกิจพังพินาศ สังคมแตกแยก กฎหมายเสื่อมถอย การเมืองอ่อนแอ

ที่มา Thai E-News





โดย ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
ที่มา เวบไซต์ pub-law
15 กันยายน 2552

วันที่ 19 กันยายนปีนี้ เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำรัฐประหาร “ครั้งล่าสุด” ในประเทศไทยครับ สภาพบ้านเมืองในวันนี้ คงไม่มีใครบอกได้ว่าเราไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว เพราะ “วิกฤต” ต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ แถมยังแตกแขนงออกไปอีกหลายสาขา ดังนั้น ในวันนี้ หลังจากที่ 3 ปีผ่านไป จึงน่าจะถือโอกาสประเมิน “ผลสำเร็จ” ของการกระทำรัฐประหารว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะระยะเวลา3 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำการประเมินได้เนื่องจากพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทุก ๆ ด้าน ที่เป็นผลพวงอันเกิดมาจากการรัฐประหารย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ผลสำเร็จ” ของการทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก

ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันนั้น แม้เราจะพบว่ามีความขัดแย้งในสังคม แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็มิได้มีความ “รุนแรง” เท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารและรัฐบาลของคณะรัฐประหาร ก็ได้แสดงให้เราเห็นภาพของ “ความปรารถนาดี” ที่มีต่อบ้านเมือง และในทางกลับกันก็ได้ “ฉายภาพ” ของความเลวร้ายที่เกิดจากรัฐบาลที่ผ่านมา สิ่งที่ตามมาก็คือการล้มเลิกโครงการหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลที่ผ่านมา

รัฐบาลของคณะรัฐประหารพยายามทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ “ดูดี” และ “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศไม่ใช่ “ของง่าย ๆ” ที่ใครจะลุกขึ้นมาทำก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามองเห็น “ความล้มเหลว” ในการบริหารประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งในด้านการออกกฎหมายโดย “สนช.” ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารด้วย!!!

จากความรู้สึกของผม น่าจะมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ล้มเหลวก็คือ กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ทำงานกันอย่างขมักเขม้นและประสานเสียงกันอย่างน่าชื่นชม มีการฉายให้เห็น “ภาพร้าย” ของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกวัน จนทำให้บางครั้งอดนึกไม่ได้ว่า ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงได้ “ร้าย” ขนาดนี้!!!

ข่าวต่าง ๆ มีมากมายรายวันจนแทบไม่น่าเชื่อ ยังจำกันได้ไหมว่า 2 – 3 วันหลังการรัฐประหาร ก็มีข่าวการทุจริตเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการว่า เกิดการทุจริตกันมากทุกรูปแบบ รันเวย์ร้าวและทรุดจนไม่น่าจะใช้การได้ แถมมีบางคนออกมาให้ข่าวว่า คงเปิดใช้สนามบินไม่ได้อีกแล้ว และสมควรเก็บไว้เป็น “สุสาน” ของอดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย!!! ส่วนกระบวนการตรวจสอบอื่น ๆ ก็ดู “น่ากลัว” ทั้งนั้น ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ถูกสังคมประณามว่าทุจริต ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับนักการเมืองในรัฐบาลที่ผ่านมา จนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียวครับ

เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐประหารก็สามารถ “เอาใครก็ไม่รู้” มาร่างรัฐธรรมนูญได้ ดู ๆ แล้วไม่น่าเชื่อว่า จะทำอย่างนี้ได้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตัวอย่างดี ๆ มีให้เห็นทั่วโลกก็ไม่เอามาใช้ กลับสร้างแบบของตัวเองขึ้นมา เพื่อเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 309 พ่วงท้ายมาด้วย คงไม่มีที่ใดในโลกนี้อีกแล้วที่ทำอย่างนี้ได้ครับ!

ด้วยเหตุนี้เอง “ใครก็ไม่รู้” ที่มาร่างรัฐธรรมนูญที่บางคนก็เข้ามาเพราะ “มีตำแหน่ง” บางคนก็เข้ามาเพราะ “มีพรรคพวก” จึงช่วยกันผลิตรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย “ใหญ่” รัฐบาล หรือแม้กระทั่งผู้เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญด้วยบางคน ต้องออกมาบอกกับประชาชนก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติว่า “รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง” น่าอายไหมครับ กับผลงานที่มีตำหนิ!!

เมื่อรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกมาใช้บังคับ เกิดการเลือกตั้งขึ้น เกิดปัญหาจากบทบัญญัติที่หลาย ๆ มาตราในรัฐธรรมนูญ นำมาซึ่งความวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมือง ที่ในวันนี้ อาจสรุปได้ว่า เป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเราเคยมีมาก็ว่าได้


ผมจะขอพูดถึงวิกฤตต่าง ๆ เพียง 3 วิกฤต ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญและเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารอย่างคร่าว ๆ ก็แล้วกันนะครับ


วิกฤตแรกสำหรับผม ก็คงเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เราจะพบได้ในชีวิตประจำวันว่า เรามีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกันมาก รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มี “หลายมาตรฐาน” ด้วยครับ!!


ลองสังเกตดูในช่วงชีวิตประจำวันก็ได้ ทางเท้าสำหรับคนเดิน กลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และเป็นที่ขายของ บนถนน รถเมล์และรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องวิ่งชิดขอบทางด้านซ้าย ก็ออกมาวิ่งเผ่นผ่านเต็มพื้นที่ถนนไปหมด สองตัวอย่างนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งผู้อยู่ใต้กฎหมายและผู้รักษากฎหมาย ต่างก็ละเลยการบังคับใช้กฎหมายกันไปหมด ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อมีการจับพ่อค้าขายของปลอมแถวพัฒน์พงษ์ เราจึงเห็นภาพการขัดขืนการจับกุม และการบุกชิงของกลางที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไม่สะทกสะท้านครับ!


ส่วนเรื่องเก่า ๆ ที่หลายต่อหลายคนพูดถึง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงกันต่อไป การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรง จนถึงวันนี้เราก็ยังหาตัวคนทำผิดมาลงโทษไม่ได้ แต่พอมีข่าวการตัดต่อเทปเสียงนายกรัฐมนตรี เพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็ทราบข้อมูลชัดเจนแล้วว่า มีการตัดต่อกี่จุด เอาเสียงเหล่านั้นมาจากไหน แถมยังรู้ไปไกลกว่านั้นอีกว่า ทำและเผยแพร่มาจากที่ใดด้วยครับ


นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่า “สองมาตรฐาน” เกิดขึ้นกับการบังคับใช้กฎหมายครับ รวมความแล้ว สำหรับวิกฤตของการบังคับใช้กฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าอยู่คู่กับประเทศไทยมาจะครบ 3 ปีแล้ว และก็ยังมองไม่เห็นว่า ณ จุดใด เราจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรมและยุติธรรม ดังเช่นที่นายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวถึงอยู่เสมอ ๆ ถึงการปกครองในระบบ “นิติรัฐ” ครับ!!


วิกฤตต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นปัญหา “อมตะ” ที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยกว่า 50 ปีแล้ว และเรียกได้ว่าเป็น “เหตุใหญ่” ที่ใช้อ้างกันสำหรับการรัฐประหารแทบทุกครั้ง นั่นคือเรื่อง “การทุจริตคอรัปชั่น” ครับ !!! การดำเนินการตรวจสอบของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดที่ถูกตั้งขึ้น โดยคณะรัฐประหาร และโดยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้วางมาตรการต่อเนื่องที่เพียงพอ ในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นที่จะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ เราก็ได้ยินเรื่อง “ปลากระป๋องเน่า” ที่ไม่รู้ว่าวันนี้ตรวจสอบไปถึงไหน ตกลงแล้วมีใครทุจริตหรือไม่


ตามมาด้วยการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ที่แพงยิ่งกว่าการซื้อหลายเท่า ที่ไม่รู้เช่นกันว่าวันนี้ ผลการพิจารณาไปถึงไหน


ปิดท้ายด้วยโครงการอภิมหาทุจริตชุมชนพอเพียง ที่มีข่าวว่าเกิดการทุจริตจำนวนมากมายหลายโครงการย่อย ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก และประชาชนก็ได้ “ของไม่ดี” ไปใช้ ที่ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่เรื่องเงียบหายไปแล้ว


ผมก็ไม่รู้ว่า 3 ตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี้ เขาเรียกว่า “การทุจริต” หรือไม่ครับ เพราะถ้าใช่ ก็คือการเอาเงินของประเทศชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ที่น่าจะต้อง “ลากคอ” คนทำผิดมาลงโทษ เช่นเดียวกับการที่เรา “สะใจ” กับการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ผ่านมาในข้อกล่าวหาเดียวกันนะครับ


นอกเหนือจากการทุจริตที่เป็นตัวเงินและทรัพย์สินที่กล่าวไปแล้ว วันนี้เราก็ยังคงพบการทุจริตรูปแบบดั้งเดิมที่ไม่ว่าจะรัฐประหารกันกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นหมดสิ้นไปเสียที นั่นก็คือการใช้อำนาจเข้าไป “แทรกแซง” ระบบราชการประจำ ที่บางคนพยายามเรียกว่า “การทุจริตเชิงอำนาจ”


ลองดูเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็แล้วกันครับ ดูมีปัญหาไปหมดตั้งแต่การแต่งตั้งที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในกระทรวงอีกบางกระทรวง รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ที่เหมือนในหน่วยงานจะ “ไม่พอใจ” แต่ก็ไม่กล้า “ขัดขืน” ด้วยเกรงว่า หากรัฐบาลอยู่ยาว ตนเองจะลำบากครับ


หากการทุจริตคอรัปชั่น และการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงระบบราชการประจำ เป็น “เงื่อนไขหลัก” ที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น ก็ขอให้ลองพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ก็แล้วกันนะครับว่า เข้าเงื่อนไขที่จะทำการรัฐประหารแล้วหรือยัง?


วิกฤตสุดท้าย ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิกฤตใหญ่ที่ควรจะกล่าวถึงไปแล้วตั้งแต่ต้น แต่ก็นำมากล่าวถึงเป็นวิกฤตสุดท้ายด้วยเหตุที่ว่า น่าจะเกิดปัญหาขึ้นเร็ว ๆ นี้ และปัญหาน่าจะรุนแรงเพราะเป็น “วิกฤตสะสม” ที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารโดยตรงครับ นั่นก็คือวิกฤตรัฐธรรมนูญครับ

คงจำกันได้ว่า “รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง” เป็นคำพูดที่แม้จะมีคนนำมาอ้างถึงมาก แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้สักครั้ง เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่ง ที่ตั้งหน้าตั้งตา “คัดค้าน” การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “สาระที่จะขอแก้ไข” เลย คนเหล่านั้นพยายามทำให้ภาพของรัฐธรรมนูญ ดูเป็นของ “ศักดิ์สิทธิ์” เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ที่ทุกคน ต้องให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นประชาธิปไตย คนเหล่านั้นจึง “คัดค้าน” การแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้งที่มีการเสนอขอแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้นครับ

จริง ๆ แล้ว ผมเองก็เห็นด้วยกับการ “ไม่แก้” รัฐธรรมนูญในช่วงนี้ เพราะเมื่อพิจารณาจาก “ข้อเสนอ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์แล้ว ก็ไม่เห็นว่าประชาชนหรือประเทศชาติ จะได้ประโยชน์อะไรมากมายนัก คงมีเพียงนักเลือกตั้งและนักการเมืองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าหากจะแก้กันจริง ๆ แล้ว น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาและหาทางสร้างกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของนักการเมืองให้ดีกว่านี้ ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์มากกว่าครับ

ดู ๆ ไปแล้ว หากเดาไม่ผิด เราคงต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีกนานทีเดียวครับ ก็ "พลังหลัก" ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็น “พลังหลัก” ที่ค้ำยันรัฐบาลอยู่ ยังไงเสียก็คงต้องฟังกันบ้าง ใช่ไหมครับ!!!

มีอะไรอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร แต่ผมคงจะขอไม่กล่าวถึงแล้วครับ ในวันนี้ หากจะประเมินผลการรัฐประหาร คงไม่ยากที่จะให้คะแนน การรัฐประหารที่ผ่านมา ถือว่า “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิง เพราะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไม่ได้เลย และในทางกลับกัน กลับสร้างปัญหาสำคัญขึ้นมาให้กับประเทศอีก นั่นก็คือความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง ที่ดู ๆ แล้วน่าจะยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น

ความล้มเหลวของการรัฐประหาร ยังแสดงออกมาโดยผ่านทางนักการเมืองหน้าเก่า ที่แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็สามารถส่ง “ตัวแทน” เข้ามาร่วมอยู่ในรัฐบาล ในองค์กรของรัฐต่าง ๆ แถมบางคนก็ยังมีบทบาทสูงในการ “ชี้นำ” การเมืองของประเทศในวันนี้อย่างชัดเจนอีกด้วยครับ

ส่วนการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งที่เป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ ก็เห็นได้ชัดว่า “ล้มเหลว” เพราะวันนี้ ก็ยังมีอยู่และดูท่าทางจะ “แยบยล” กว่าเดิมอีกด้วย

จึงอาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นการกระทำที่ “สูญเปล่า” ครับ

บทสรุปสำหรับ “3 ปีรัฐประหาร : ใครได้ใครเสีย” ก็คือในวันนี้ ระบบเศรษฐกิจของเราพังพินาศไปมาก สังคมมีความแตกแยกสูง การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมถอยลง การเมืองอ่อนแอ

คงไม่ต้องบอกนะครับว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายจากการรัฐประหารไปมากน้อยเพียงใด

ส่วนใครได้นั้น ก็คงต้องไปดูกันเอาเองจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานะการงาน บทบาทต่าง ๆ ที่บางคนได้มาจากการสนับสนุนการรัฐประหาร จากการเป็น สนช. จากการเป็นเนติบริกร จากการเข้าไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ลองพิจารณากันเอาเองแล้วกันครับ

ในวันนั้น หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น และปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาการเมืองกันเอง ในวันนี้ เราจะเป็นอย่างไร คงเป็นสิ่งที่ผมอยากให้เรา “ลอง” มองดูบ้างครับ ความผิดพลาด “ครั้งใหญ่” ของคณะรัฐประหารก็คือ เมื่อขึ้นมาแล้วไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง “เด็ดขาด” ปัญหาต่าง ๆ จึงยังคงอยู่ครบทั้งหมด!!!

ขอแสดงความไว้อาลัยให้กับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่ถูกฆ่าทิ้งไป เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ครับ ท้ายที่สุด ขอฝากคำถามถึงผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ผู้เข้าไปช่วยเหลือการรัฐประหาร และการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อมาทั้งหมด รวมไปถึงผู้ที่เอาดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับการรัฐประหารว่า คิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้

หากมองด้วยสายตาที่เป็นธรรม คงเห็นต้องตรงกันนะครับว่า เป็น 3 ปี ที่ประเทศเราต้องถอยหลังเข้าคลองไปมากครับ!

เครือข่ายสื่อสารของคนเสื้อแดงปรากฏตัวขึ้นแล้ว..แต่ยังต้องพัฒนา(ตอนที่ 1)

ที่มา Thai E-News

โดย grassroots

15 กันยายน 2552

ก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 พลังประชาธิปไตยใช้เวที ห้องราชดำเนิน ที่พันทิพและเว็บบอร์ดประชาไทเป็น ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น เมื่อเกิดรัฐประหาร รัฐเผด็จการทหารได้คุกคามเว็บมาสเตอร์จนต้องออกมาตรการเข้มงวด เพื่อกำกับ ควบคุมการกระจายข้อมูลข่าวสารและจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองเน็ต

หลังรัฐประหารผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเว็บคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ dCode hi-thaksin และ Blog สาธารณะที่นำเสนอสาระทางประชาธิปไตย เกิดขึ้นราวดอกเห็ด เว็บเหล่านั้นถูก ICT ตามบล็อกเหวี่ยงแหแบบหน้ามืดตามัว แต่การเกิดใหม่และการปรับตัวของเว็บคนเสื้อแดงกลับเพิ่มขึ้นทั้งในทางปริมาณ คุณภาพ และเจาะกลุ่มเป้าหมายกระจายตัวได้กว้างขึ้น อีกทั้งได้พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อต้าน/ทะลวงการบล็อกของ ICT ได้ในระดับที่น่าพอใจ

ก่อนเหตุการณ์สงกรานต์เลือด มีการบูรณาการสื่อแบบเป็นไปเอง ผ่านทางช่องทาง เว็บ Blog วิทยุอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ แล้วถูกรัฐบาลทรราชฟันน้ำนมขัดขวาง จนเกิดภาวะชงักงันไปชั่วขณะ และปรับตัวกันใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 60 ปีของนายกทักษิณ ชินวัตร facebook และ Twitter ได้กลายเป็นช่องทางใหม่ ที่คนรักทักษิณ และพลังประชาธิปไตยเสื้อแดงได้ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกัน ซึ่งขยายตัว ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อผนวกเข้ากับ TV100 ช่อง และรายการนายกทักษิณคุยกับประชาชนรายสัปดาห์ซึ่งทดลองออกอากาศจากเกาะในทวีปอาฟริกา เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เครือข่ายสื่อสารของคนเสื้อแดงจึงปรากฏตัวขึ้นชัดเจน

เพื่อให้เครือข่าย IT ของคนเสื้อแดง สามารถพัฒนาไปอย่างมีทิศทาง และสามารถใช้ประโยชน์จาก IT ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอเสนอ แนวคิดด้านการใช้ IT ดังนี้

โทรศัพท์มือถือ+SMS+อีเมล์ คือเครื่องมือสื่อสารเอนกประสงค์

โทรศัพท์มือถือ+SMS+อีเมล์ นับเป็นช่องทางสื่อสารพื้นฐานระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับเครือข่าย และเครือข่ายกับเครือข่าย ซึ่งสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ช่องทางนี้เป็นช่องทางที่ใช้เทคโนโลยีสื่อสารขั้นพื้นฐานที่สุด ราคาถูก เรียนรู้ง่าย และใช้สะดวก แต่ขาดความตระหนักรู้และตระหนักใช้ของคนเสื้อแดงอยู่มาก

หากแต่ละบุคคล มีสมุดโทรศัพท์และเบอร์อีเมล์ คนละ 5 รายการ เท่ากับว่าบุคคลนั้นได้สร้างเครือข่ายส่วนบุคคลขนาด 1:5ขึ้นแล้ว และถ้าหากมีการส่ง SMS หรืออีเมล์ ไปสู่เครือข่าย 1:5 เป็นประจำ เท่ากับบุคคลนั้นได้สร้างเครือข่ายรับ-ส่งข้อมูลข่าวสาร อย่างมีการจัดการซึ่งเปรียบดังหยดน้ำต้นธาร ที่สามารถสะสมเป็นสายธาร สายน้ำ ไหลหลากสร้างพลังมหาศาลได้

Go to Google Groups HomeGoogle Group คือเครือข่ายรับส่งข้อมูลข่าวสารในเครือข่ายเวบบอร์ด/จุดประสานงาน online

หากเครือข่ายบุคคล มีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้อีเมล์ได้เป็นส่วนใหญ่ Google Group เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่คนเสื้อแดงควรใช้ประโยชน์ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนแสดงความคิดเห็นในเครือข่ายของตน ได้อย่างเสรี เพียงแต่ต้องเป็นกลุ่มคนที่ผ่านการรู้จักตัวตนที่แท้จริงกันมาก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

Google Group เป็นบริการสาธารณะ ที่ให้บริการฟรี โดย Google สามารถเปิดใช้บริการได้ที่ http://groups.google.com ทั้งนี้ผู้ใช้ต้องมีอีเมล์ของ Gmail ซึ่งสามารถสมัครใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน จุดเด่นของ Google Group คือเป็นบริการสาธารณะที่ใช้ทั่วโลกนับพันล้านบัญชี ไม่ได้แสดง URL ที่สามารถบล็อกการใช้บริการได้ อีกทั้งสามารถตั้งชื่อ Group ที่แสดงเอกลักษณ์ของเครือข่ายของแต่ละบุคคลได้ เหมาะสมอย่างมากสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดไม่เกิน 30 คน เพราะถ้ามากเกินไปจะทำให้ปริมาณข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นมากเกินไป ซึ่งทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารภายในเครือข่ายไม่ทั่วถึง

Blog คือแหล่งอ้างอิง เผยแพร่ ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็น

ในกลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตย จำนวนมากที่มีความสามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสาร จากที่ต่างๆ ตามความสนใจของตน บางท่านอาจมีความสามารถนำเสนอในเชิงบทความ บทวิเคราะห์ ตลอดจนการเขียน บทกวี นวนิยาย เรื่องสั้น ท่านสามารถนำเสนอได้ ด้วยบล็อกสาธารณะ ซึ่งให้บริการฟรี เช่น Blogspot.com หรือ wordpress.com Mysapce.com Windowslive.com การเรียนรู้เพื่อใช้งาน บล็อก ทำได้โดยง่ายดาย

ท่านอาจจะไม่ใช่นักเขียน เรืองนามทีสามารถดึงดูดผู้คนให้มาอ่านได้มากมาย แต่ประสบการณ์ชีวิต มุมมอง และร่องรอยการสั่งสมความรู้ที่บันทึกอยู่ในบล็อกของท่าน อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนหนึ่ง และเนื้อหาที่ท่านบันทึกลงไปจะปรากฏในสาระบบของ Google ที่อาจให้ประโยชน์ต่อผู้ค้นหาข้อมูล ความรู้ตามที่ท่านบันทึกไว้ ยิ่งเป็นเรื่องราวที่แวดล้อมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการสร้างอนาคตของประเทศไทยด้วยแล้ว ยิ่งเท่ากับว่าท่านได้มีส่วนสร้าง Content ให้กับวงการนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

Blog จึงเป็นช่องทางการสร้างสรรค์ Content ตามความสนใจของแต่ละคน หากจับกลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน แนวเดียวกัน หรือภายใต้ Key Word เดียวกัน รวมกันเป็นเครือข่ายบล็อก ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในแนวนั้น อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Blog อาจเป็นช่องทางการสื่อสารทางเดียวเป็นด้านหลัก แต่ก็สามารถเปิดช่องทางให้มีการ Comment หรือส่งอีเมล์จากผู้อ่านมาแสดงความคิดเห็นได้ Blog จึงไม่ใช่เป็นแค่ที่รวมขององค์ความรู้ ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อสมัยใหม่ที่มีพลังมากขึ้นทุกที

โปรดติดตาม ตอนที่ 2 เร็วๆนี้

จักรภพร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:วาจา

ที่มา Thai E-News



วาเอ๋ย วาจา
ราวศาตราอาวุธสุดสยอง
ใช้ห้ำหั่นเฉือนเชือดจนเลือดนอง
หากประลองอย่างดาบก็ราบราญ

ทุ่มทำลายหลายอย่างที่ขวางตน
น้ำกรดพ่นตลอดทางเพื่อล้างผลาญ
ไม่ถูกใจอยากให้ตายก็วายปราณ
น้ำลายผ่านลิ้นห่อแล้วจ่อยิง

เมื่อโมหะเหลือล้นคนก็เปลี่ยน
กลับหันเหียนเฆี่ยนตีเหมือนผีสิง
เมื่อคิดร้ายเธอก็ข้ามทุกความจริง
เหมือนจิตลิงแม้นมัดกระจัดกระจาย

สภาคือสถานที่ที่ใช้ปาก
จากสุนทรถึงสำรากก็หลากหลาย
ในกำมือมารมั่นย่อมอันตราย
สั่งเลี้ยวซ้ายขวาได้ตามใจมาร

หากสุนทรจักสอนอย่างบัณฑิต
วาจาสร้างความคิดก็ไพศาล
ก็ปากลิ้นเดียวกันดลบันดาล
ข่มสันดานดิบไพรในใจพลัน

จากโคนลิ้นถึงปากเขาขากถ่ม
จริตสูงนำผสมก็สร้างสรรค์
กับวาจาแปดเปื้อนไม่เหมือนกัน
ใช่เหงือกฟันใช้ปัญญานำหน้าไป

วาเอ๋ย วาจา
สมองล้ำนำหน้าก็สดใส
รอยประทับนับนานบันดาลใจ
โน้มนำให้มุ่งทำแต่กรรมดี

แต่โบราณพร่ำสอนสุนทรพจน์
ให้ความดีมีปรากฏไม่กดขี่
ส่งข้อความข้ามยุคปลุกความดี
วาจาชี้เส้นทางสร้างสังคม

ไม่หวังเป็นศาสดาวาจาสิทธิ์
เพียงปลุกจิตเป็นผู้ตื่นเลิกขืนข่ม
ใช้ปิยวาจามาระดม
สุนทรสมสังคมสร้างช่วยวางแนว

หากวาจาว่าดีมีสองสถาน
เพียงคำหวานสุดยอดตลอดแถว
แต่เนื้อหาบกพร่องก็หมองแวว
ต้องพราวแพรวสว่างใสด้วยใจจริง

คิดดี หวังดี และพูดดี
ได้วาจาอย่างนี้ก็ยอดยิ่ง
ทำสงครามอย่างประชิดกับจิตลิง
มิให้วิ่งลงไหลบันไดมาร

วาเอ๋ย วาตภัย
ถ้าวาจาจัญไรเพราะใจผลาญ
ชาวประชาธิปไตยไม่ต้องการ
อันธพาลคุมซ่องมาป้องกัน.


จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 15


-------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ปัญหาของแนวทางสันติวิธี

ที่มา Thai E-News


ใครที่ชอบวิจารณ์ “ความรุนแรง” ควรจะวิจารณ์ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นหลัก ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ถือว่าใช้สองมาตรฐาน และนอกจากนี้ควรจะตั้งคำถามและตอบคำถามว่าเมื่อคนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่?

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
14 กันยายน 2552

เวลาเราพิจารณาแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธีเราจะต้องคำนึงถึงประเด็นปัญหา 3 อย่างคือ

1. แนวทางสันติวิธีมีประสิทธิภาพในการสร้างประชาธิปไตยและเสรีภาพแค่ไหน? และหลีกเลี่ยงเหตุการนองเลือดได้จริงหรือ?

2. คนในสังคม นักวิชาการ สื่อกระแสหลัก และคนทั่วไป นิยามสันติวิธีอย่างไรบ้าง?

3. คนกลุ่มไหนในสังคมเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตลอดและอย่างเป็นระบบ?

ประสิทธิภาพของสันติวิธี



มหาตมะ คานธี ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสดาแห่งสันติวิธี เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาจริงใจที่จะใช้แนวทางนี้ และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีบทบาทในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ

อย่างไรก็ตามแนวทางของ มหาตมะ คานธี ไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะในการก่อตั้งประเทศอินเดียและปากีสถานเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ มีการฆ่าฟันกันทั่วทวีประหว่างคนมุสลิมและคนฮินดู มีคนล้มตายหลายหลายแสน และมีคนที่ต้องอพยพหนีความรุนแรงเป็นล้านๆ

ปัญหาสำคัญของแนวทาง มหาตมะ คานธี คือเขามักจะคัดค้านการต่อสู้ของมวลชน การนัดหยุดงาน และการกบฏของทหารต่ออังกฤษ

ดังนั้นเวลามีการต่อสู้ของมวลชน คานธี จะเรียกร้องให้มวลชนสงบนิ่งกลับบ้านเพื่อให้ตัวเขาเองเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ต่อไปด้วยการอดอาหาร

การต่อสู้ของมวลชนในอินเดียก่อนที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษมักจะเป็นการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมพร้อมๆ กับเสรีภาพ และที่สำคัญที่สุดมันเป็นการต่อสู้ที่จำเป็นต้องสามัคคีคนยากคนจนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือฮินดูหรือศาสนาอื่น

แต่เมื่อมวลชนถูกสลาย นิ่งเฉยอยู่บ้าน ฝ่ายนักการเมืองที่อยากจะปลุกระดมความเกลียดชังทางศาสนา ก็จะมีช่องทางเพื่อไปขยายความคิดที่นำไปสู่ความแตกแยกได้ เพราะคนที่นั่งเฉยอยู่บ้านอาจจะยอมเชื่อว่าความเลวร้ายต่างๆในชีวิตเขามาจากการกระทำของคนที่มีความเชื่อทางศาสนาต่างจากตัวเอง

แต่คนที่ร่วมสู้กับเพื่อนหลากหลายศาสนาจะไม่มีวันเชื่อการเป่าหูแบบนี้ ความแตกแยกระหว่างคนฮินดูกับคนมุสลิม และการฆ่าฟันกัน เกิดขึ้นเป็นระยะๆจนถึงทุกวันนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่คนมุสลิม และคนฮินดูจะเกลียดชังกัน ในประวัติศาสตร์มีช่วงที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติมานาน ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมาจากการปลุกระดมของนักการเมืองแนวศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งที่ค้านแนวความคิดนี้ได้เป็นแนวคิดที่สามัคคีคนจนเพื่อต่อสู้กับคนชั้นบนที่กดขี่ขูดรีดคนจนเสมอ

แต่ มหาตมะ คานธี มีความใกล้ชิดกับนายทุนใหญ่และชนชั้นสูงในอินเดีย เขาไม่อยากให้มีการต่อสู้ในเชิงชนชั้น มหาตมะ คานธี ไม่ได้ปลดแอกอินเดียคนเดียว การปลดแอกอินเดียมาจากการต่อสู้ของคนจำนวนมากทั้งในและนอกพรรคคองเกรส การอ้างว่า มหาตมะ คานธี สามารถปลดแอกอินเดียได้คนเดียวเป็นการพูดเกินเหตุ และไม่ได้เป็นการพิจารณาบริบทการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้นอีกด้วย

ประเทศปากีสถานเป็นประเทศที่ก่อตั้งในยุคเดียวกับที่อินเดียได้รับเอกราชคือในปี 1947 ประเทศนี้เป็นผลจากการปลุกระดมของนักการเมืองแนวศาสนา ปากีสถาน จึงประกาศตัวว่าเป็น “ประเทศมุสลิมบริสุทธิ์” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามหาศาลกับครอบครัวชาวฮินดูจำนวนมากที่อาศัยในพื้นที่ประเทศใหม่นี้

ปากีสถานเองเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจจักรวรรดินิยมอเมริกา ประชาชนปากีสถานอาจจะได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย


อีกคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แบบสันติวิธีคือ นางอองซาน ซูจี และเขาได้ใช้วิธีคล้ายๆ มหาตมะ คานธี คือ เมื่อมวลชนออกมาสู้เป็นจำนวนมาก เช่นในเหตุการณ์ 8-8-88 อองซาน ซูจี จะชักชวนให้ประชาชนกลับบ้านอย่างสงบ เพื่อให้ตัวเขาคนเดียวเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และเพื่อให้ประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้ง และไว้ใจนายพลที่ปกครองประเทศอยู่ ทั้งๆที่นางอองซาน ซูจี เป็นคนที่กล้าหาญและจริงใจ แต่การต่อสู้ของเขายังไม่ประสบผลสำเร็จ และยังไม่สามารถทำให้มีการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้

เราจะเห็นได้ว่าแนวทางสันติวิธีไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดได้ ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นการต่อสู้ในรูปแบบที่เชิดชูสัญลักษณ์ของบุคคลคนหนึ่งโดยหันหลังกับบทบาทมวลชนจำนวนมาก ซึ่งไม่แตกต่างจากการหันหลังให้กับบทบาทมวลชน โดยพวกที่เน้นการสร้างกองกำลังติดอาวุธ

นิยามของสันติวิธี

การนิยามว่าอะไรเป็นการต่อสู้แบบ “สันติ” และการต่อสู้แบบ “รุนแรง” มีการนิยามที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับอคติและจุดยืน ตัวอย่างที่ดีคือ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่ขึ้นชื่อว่าศึกษาและเลื่อมใสในแนวทางสันติวิธี หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา นักวิชาการคนนี้ได้ประกาศว่ารัฐประหารดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่า “เป็นสันติวิธี” !!

เหมือนกับว่าการนำรถถังแ ละทหารติดปืนออกมาบนท้องถนนไม่ได้เป็นการข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด คำพูดของ ชัยวัฒน์ ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าบ่อยครั้งนักสันติวิธีใช้สองมาตรฐาน และแม้แต่นักสันติวิธีที่ซื่อสัตย์และจริงใจก็มักจะมีเส้นแบ่งว่าจะใช้สันติวิธีในกรณีใดและพร้อมจะใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ คนที่นับถือพุทธอาจไม่อยากฆ่าคน แต่อาจเห็นด้วยกับโทษประหาร เป็นต้น

ถ้าเราพิจารณาสื่อกระแสหลัก เราจะเห็นว่าพวกนี้มักจะนิยมว่าคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้หรือแค่พูดในแนวที่ตรงข้ามกับชนชั้นปกครอง จะถูกนิยามว่าเป็นพวก “หัวรุนแรง” ทั้งๆที่เขาไม่ได้จับอาวุธหรือก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด

ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายที่กบฏต่อรัฐไทยกับทหาร สื่อกระแสหลักมักจะมองว่าผู้ใช้ความรุนแรงมีฝ่ายเดียวคือฝ่ายกบฏ ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาการนิยมสันติวิธีอย่างละเอียด

เราทราบดีว่าพวกเสื้อเหลืองพันธมารฯ ก็มีการโกหกอ้างตัวว่าใช้วิธีแบบสันติ ทั้งๆที่มีกองกำลัง มีการใช้ระเบิดและมีการทำร้ายร่างกายของฝ่ายตรงข้าม จำลอง ศรีเมือง ผู้นำคนหนึ่งของพันธมารฯ ที่ประกาศตัวว่าใช้แนวสันติวิธีในการต่อสู้กับเผด็จการทหารในเหตุการพฤษภาคม 2535 อาจจะใช้แนวทางสันติในกรณีปี 2535 แต่ในช่วงที่เข้าร่วมกับพันธมารฯ หลายคนคาดว่ามีส่วนในการฝึกกองกำลังของอันธพาลพวกนี้

นอกจากนี้ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนที่ก่อความรุนแรงต่อสตรีไทยในทางอ้อม เพราะคัดค้านสิทธิที่จะเลือกทำแท้งของผู้หญิงไทย ซึ่งบังคับให้สตรีจำนวนมากต้องไปเสี่ยงทำแท้งในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย นี่คืออีกตัวอย่างของสองมาตรฐาน


ใครใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างเป็นระบบ?

คำตอบสั้นๆคือ “ทหาร” ทหารไม่ได้มีไว้เพื่อไถนา เพื่อเป็นนักสังคมสงเคราะห์ หรือเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์งดงามในบ้านเมืองของเรา ทหารมีไว้เพื่อฆ่าคน และการฆ่าคนหรือการขู่ว่าจะฆ่าคนเป็นความรุนแรง หลายคนในสังคมต่างๆ อาจจะมองว่าการฆ่าคนต่างชาติในสงครามเป็นความรุนแรงที่ยอมรับได้ แต่ทหารไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการฆ่าประชาชนคนไทยเพื่อที่จะปกครองประเทศด้วยระบบเผด็จการ

ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทหารเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่การยึดพื้นที่ของอาณาจักรปัตตานีมาเป็นของกรุงเทพฯ ดังนั้นถ้าเราจะคัดค้านการใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างจริงจังและปราศจากสองมาตรฐานเราจำเป็นต้องเริ่มด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกกองทัพ ซึ่งคงจะมีประโยชน์ในเรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย

การใช้ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมของคนกลุ่มน้อย มันเป็นการปกป้องระบบเผด็จการเพื่อไม่ให้เกิดประชาธิปไตย ดังนั้นความรุนแรงของทหารมีเป้าหมายอันไม่ชอบธรรมที่ขัดกับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ในกรณีที่มีคนจับอาวุธสู้กับเผด็จการไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ ใน 3 จังหวัดภาคใต้ หรือในประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลาง ความรุนแรงดังกล่าวเป็นไปเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย เป้าหมายจึงมีความชอบธรรม แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงอยู่ดี

ใครที่ชอบวิจารณ์ “ความรุนแรง” ควรจะวิจารณ์ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นหลัก ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ถือว่าใช้สองมาตรฐาน และนอกจากนี้ควรจะตั้งคำถามและตอบคำถามว่าเมื่อคนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่? และเรามีส่วนในการช่วยให้เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่?

คนที่ถูกกดขี่ขูดรีดด้วยกำลังทหารที่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ ย่อมมี “สิทธิ์” ที่จะจับอาวุธลุกขึ้นสู้และกบฏ แต่แนวทางนั้นจะเป็นแนวทางที่ฉลาดและนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงหรือไม่นั่นคือประเด็นใหญ่

ในความเห็นผมแนวทางจับอาวุธสู้กับอำมาตย์ไม่ใช่แนวทางที่ฉลาดของเสื้อแดง อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความอื่น แนวทางปฏิวัติสังคมโดยมวลชน เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจับอาวุธ

หรือการอ้างแบบลอยๆถึงแนวสันติวิธี


--
อ่านบทความเกี่ยวเนื่องของ ใจ อึ๊งภากรณ์ :การสร้างกองกำลังติดอาวุธไม่ใช่ทางออกของคนเสื้อแดง
http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/

Monday, September 14, 2009

คุมม็อบยังไงไม่ให้ถูกสอย?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน






แน่นอนว่ามติป.ป.ช.ที่ให้เอาผิดอาญาและวินัยร้ายแรงกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กับพวก จากปฏิบัติการสลายม็อบเสื้อเหลือง 7 ต.ค.

ย่อมส่งผลต่อขวัญกำลังใจของตำรวจทุกระดับ

ยิ่งตอนนี้ การชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดงงวดเข้ามาทุกขณะ อาจมีคนร่วมถึง 4 หมื่นคน

ที่ผ่านมา ปัญหาม็อบป่วนเมือง ทั้งม็อบเหลืองม็อบแดง สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้เจ้าหน้าที่คนละแบบสองแบบ

พอสลายการชุมนุมมีคนบาดเจ็บล้มตาย ตำรวจก็เปลี่ยนนโยบายหนีกระแสประณาม

ม็อบเสื้อเหลืองจะไปนั่งกินข้าวฟังเพลงในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ปล่อยตามสะดวก

ที่เคยใช้แก๊สน้ำตา ก็หันมาถือโล่ตั้งแถวขวางทางอย่างเดียว

ซึ่งในทางปฏิบัติ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว โล่เปล่าๆ จะไปต้านอะไรฝูงชนได้ สุดท้ายก็แถวแตก ม็อบฝ่าไปได้สบายๆ

การประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยาล่ม ก็เพราะตำรวจไม่กล้าใช้อาวุธปราบจลาจลนี่แหละ

จะว่าตำรวจฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ นักการเมืองเองก็พอกัน พูดชัดเจนว่าไม่ให้ตำรวจทำรุนแรงกับผู้ชุมนุม แม้แต่ห้ามพกกระบองไปตั้งแนว

พอม็อบทะลวงแถวตำรวจไปล่มการประชุมได้ จะมาโกรธตำรวจฝ่ายเดียวก็ไม่ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ขณะที่โจทย์การคุมฝูงชน ดูเป็นภารกิจที่เสี่ยงของตำรวจระดับผู้บังคับบัญชา

พลาดท่าขึ้นมา อาจต้องเจอชะตากรรมแบบพล.ต.อ.พัชรวาทและทีมงาน

มีสิทธิ์ถูกปลดออกไล่ออกให้เสื่อมเสียเกียรติยศที่สร้างสมมานาน บำเหน็จบำนาญถูกริบหมด

แต่ดูเหมือนรักษาการผบ.ตร. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ จะมีความมั่นใจในฝีมือตัวเอง

เชื่อว่าจะฝ่าด่านหิน คือควบคุมม็อบได้สำเร็จ โดยตัวเองไม่โดนสอยจากป.ป.ช.

เมื่อมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ที่เคยก่อปัญหา

จะเห็นว่าตอนม็อบเหลืองนั้น ตำรวจพลาดอย่างแรงเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาที่ใช้

ทั้งคุณภาพของแก๊สน้ำตา และวิธีการยิงของตำรวจเอง

อันเนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ใช้แก๊สน้ำตา

ส่วนตอนม็อบแดงที่พัทยา คนไทยอับอายชาวโลก เมื่อการประชุมอาเซียนต้องล่มลง

ตำรวจโดนกล่าวหาว่าใส่เกียร์ว่าง

ไปๆ มาๆ กลายเป็นทหารเสียอีก ที่โชว์การปราบม็อบเสื้อแดงแบบคาดการณ์ไม่ถูก และประสบผลสำเร็จ

ภาพอาจดูรุนแรงจากเสียงรัวกระสุนเอ็ม 16 แต่ก็ไม่มีผู้ชุมนุมคนใดถูกกระสุนเอ็ม 16

ทั้งยังต้องถอยร่นเปิดเส้นทางจราจร ทิ้งรถแก๊ส และสลายชุมนุมในที่สุด

มีตัวอย่างทั้งถูกและผิดให้ดูมากขนาดนี้ ถ้ายังมีปัญหาจัดการม็อบอย่างไม่เหมาะสมอีก

ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ความคิดเห็นที่ : 2 โดยคุณ : พ.

คุมอย่างไรก็ต้องถูกสลายด้วยความรุนแรง แน่นอน


ช่วงอดีดที่ผ่านมา จะเห็นว่า


oo กองทัพได้แสดงศักยภาพว่า เขาทำได้ ปราบได้ แม้ผู้ชุมนุมเรือนแสนจะเต็ม กรุงเทพมหานคร นับประสาอะไรกับผู้ชุมนุมที่ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้เพราะกองทัพ(ไม่ทราบว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือผู้ใด ผมว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แน่ ๆ) สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล (ถ้า รัฐบาล คุณ สมัคร ฯ รัฐบาล คุณ สมชาย ฯ ก็นิ่งเฉยเพราะ ข้า ฯ ไม่สนับสนุน..) ไม่เป็นไร ความไม่เป็นธรรมที่คนเสื้อแดงได้รับ เขาเหล่านั้นก็รู้และตระหนักดี เกินกว่าจะโกหกตัวเอง กระทั่งต้องกระทำการสารภาพ แบบไร้ซึ่งความเหนียมอาย ขณะที่เขาอยู่ด้วยความกลัว (ต่อไปความจริงจะเริ่มกระจ่างขึ้น ให้สาธารณชน ได้รับรู้ รับทราบ ณ.เวลานี้ คุณ สนธิ ลิ้มทองกูล ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่า กรณี ที่พัทยา และ ที่ กรุงเทพ ฯ เป็นการจัดฉาก เพื่อที่จะทำลายคนเสื้อแดง)


oo แต่ผมว่า คนเสื้อแดงกลับกำลังเริ่มต้น วันแห่งความหวัง หลังสลาย การชุมนุมใน วันที่ 14 เมษายน 2552 สำหรับคนเสื้อแดง พวกเขา เป็นคนไม่มีเส้น ชุมนุมแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาส่วนใหญ่เป็นคนจน คนชั้นล่าง อาจชาชินกับคำว่าพ่ายแพ้ มาตลอดชีวิต มาครั้งนี้ถูกประณาม ว่าโง่เขลา, เป็นวัว,เป็นควาย,กินหญ้า,ให้เขาจูงจมูก หลงผิด รับจ้างประท้วง เถื่อน, ถ่อย, เป็นผู้สร้างความเดือดร้อน หรือว่า น้ำตาของพวกเขาไม่มีค่าให้ใครรับรู้ เสียงของเขาไม่มีค่าพอให้ใครรับฟัง


oo รัฐบาล อภิสิทธิ์ ให้คนเสื้อสีน้ำเงิน ให้มาใส่เสื้อแดง ก่อกวน เผาทำลาย ปิดถนน(เหตุผล ที่ พัทยา เห็น นาย เนวิน ชิดชอบ เจ้าของสโลแกน คนเสื้อน้ำเงิน ซ้อนท้าย จักรยานยนต์ สั่งการ อยู่กับ ใครก็ไม่รู้ หลายคน ) เพื่อทำให้ เสื้อแดงหมดความชอบธรรม แล้วให้ทหารรับบทเป็นผู้ปราบ โดยทหารผู้ปฏิบัติงานนั้น ไม่จำเป็นต้องทราบว่าเป็นการแสดงเพื่อให้สมบทบาท โดยให้คำมั่นกับตัวละครว่า ทหารไม่ยิงพวกคุณแน่ (ถ้าคนเสื้อแดงทำ ทำไม่ไม่เผาทำเนียบ, เผา สำนักงาน ปปช,ซึ่งตั้งอยู่ไกล้ ๆ กับที่ชุมนุม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบ แม้กระทั้งเข้าไปในทำเนียบยังไม่เข้าเลย)


oo ปิดสื่อ dstation ให้ได้เพื่อ(สื่อไม่เป็นกลาง จะเห็นว่ากรณีภาคไต้ พี่น้อง มุสลิม ต้องขอสื่อจากมาเลเซย เสนอข่าวให้)


(ก). ประชาชนจะได้รับข่าวสารจากสื่อของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ว่าเสื้อแดงทำการรุนแรงหมดความชอบธรรม ขนาดทหาร ใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชนคนเสื้อแดง โฆษก กองทัพบกออกมาบอกว่าเป็นกระสุนซ้อมยิงผู้ฟังยังเชื่อ เพราะรับข่าวสารจากสื่อของรัฐเพียงฝ่ายเดียว


(ข.) กรณีที่คนเสื้อแดงปะทะกับคนเสื้อสีน้ำเงิน ชายล้วนที่มีอาวุธครบมือ ที่พัทยา แล้วพยายามจะเข้าไปร้องเรียนให้นานาชาติได้ทราบ ก็ให้ข่าวว่าคนเสื้อแดงบุกเข้าไปเพื่อยุติการประชุม


(ค.) กรณีรถแก๊ส ก็ให้คนของรัฐบาลใส่เสื้อแดง ไปปล้นที่บริษัทของทักษิณ เพื่อโยงใยว่า ทักษิณเป็น ผู้ให้การสนับสนุนงานนี้ ( เพราะถ้าเป็นทักษิณสั่ง คงไม่โง่ใช้รถบริษัทตัวเอง)


(ง.) การปะทะกันที่กระทรวงมหาดไทยนั้น มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต 2 คน ให้ดำเนินการทำลายศพให้ไร้ร่องรอย แล้วให้ข่าวไปว่า ตามที่ตรวจสอบยังไม่มีโรงพยาบาลไหนได้รับศพ


(จ.) กรณี เผารถเมล์ ผมก็ว่ารัฐบาล ให้คนของรัฐใส่เสื้อแดง ไปทำการเผา เพื่อให้ประชาชนไม่ชอบ คนเสื้อแดง ข้อสังเกต เนื่องจาก รถเมล์ไม่ใช่รถที่วิ่งผ่านแถวนั้น แล้วรถเมล์ เข้ามาได้อย่างไร ในเมื่อ รอบนอก มีทหาร,ตำรวจ ล้อมลอบอยู่ เต็มไปหมด


oo ประชาชน ยิ่งโง ยิ่งจน ยิ่งดี จะได้ไม่มีการแข็งข้อ แค่จะทำมาหากินไปวัน ๆ ก็แย่แล้ว รัฐบาล อภิสิทธิ์ จึงให้คนของรัฐบาลใส่เสื้อแดง ไปขัดขวางการทำมาหากิน คนเสื้อแดง ต้องโดน โห่ โดนด่า โดนเช่ง ทั้งประเทศแน่ และการจะให้ทหารออกมาปราบปรามคนเสื้อแดง คนทั่วไปย่อมรับได้


oo พวกเสื้อแดง ก็ยังโง่เหมือนเดิม แกนนำยังอ่อนหัด ไม่มีเส้น ไม่มีแผน ต่อสู้ไป วัน ๆ ก็ต้องเจอแบบนี้ ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นผู้นำเหล่าทัพ ใครจะเป็น......... ต้องเห็นชอบจาก ข้า ฯ เสียก่อน (สงสัย จะเป็น พล.อ.เปรม แน่ ๆ เลย)


oo แผนนี้จะทำให้แกนนำเสื้อแดงจำต้องสลายการชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะถึงแม้จะไม่ได้ทำ แต่การระดมมวลชนนับแสนนั้น ย่อมเป็นสาเหตุของแนวร่วม ที่หวังดีประสงค์ร้าย ต่อประเทศไทยได้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเทศคู่แข่งหรือผู้ก่อการร้ายในประเทศ เพื่อไม่เกิดเหตุ การณ์จากฝีมือคนอื่นที่อาจรุนแรงและควบคุมไม่ได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดฉากนี้เอง (จัดฉากแน่นอน)


ช่วงต่อไปในอนาคต


oo เมื่อสลายการชุมนุมได้แล้ว ให้คงภาวะฉุกเฉินร้ายแรงไว้ประมาณ 2-3 วัน เพื่อส่งประชาชนกลับบ้าน และตามจับแกนนำให้ได้ทั้งหมด เพื่อป้องกันการชุมนุมขึ้นอีกทั้งในระยะสั้นและยาว (จัดการกันให้สิ้นซาก จับได้จับ ฆ่าได้ฆ่า แน่นอนครับ แกนนำเสื้อแดงโปรดระวังตัวด้วย)


oo ปิดสื่อ ของคนเสื้อแดง (ทีวี ดาวเทียม,วิทยุชุมชน,อินเตอร์เนต,)


oo หลังจากนั้น ให้รีบดำเนินการส่งหลักฐานเพื่อฟ้องร้อง อดีต ส.ส. ไทยรักไทย 111 รวมทั้ง ส.ส. เพื่อไทยทุกคนที่ขึ้นเวทีเสื้อแดง ในข้อหาร่วมกระทำผิดตามแต่ที่รัฐบาลจะตั้งให้ผู้แพ้ เพื่อให้พ้นสภาพ หรือติดคุก หรืออาจถูกเว้นวรรคตลอดชีพ (เพราะกระบวนการยุติธรรม บิดเบือนความยุติธรรม ให้กับฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว)


oo สุดท้ายก็ดำเนินการ ปรับระบบการ เมืองใหม่อย่างไรก็ได้ เพื่อให้พอใจ ทั้งนายทุน คนเสื้อเหลือง และ พรรคร่วม ได้อย่างสบายใจ เพราะไร้คู่แข่ง (พรรคคนเสื้อแดง และ คนเสื้อแดง ถูก กำจัดเรียบร้อยแล้ว)


เห็นหรือยังครับเขาทำกันเป็นขบวนการ (ถ้ายังไม่เชื่อให้ไปถาม คุณ สนธิ ลิ้มทองกุล)



118.172.179.199
หากความเห็นนี้มีคำไม่เหมาะสมโปรดคลิกที่นี่!....

อย่ารอให้เกิดมิคสัญญีเสียก่อน

ที่มา ไทยรัฐ

อันที่จริงผมไม่อยากเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยเรื่องอกสั่นขวัญแขวน แต่เมื่อได้ยินคำสัมภาษณ์ของรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อดรนทนไม่ได้ที่จะนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านผู้อ่าน

หากคุณสุเทพไม่ได้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศ คำที่ว่า "ขณะนี้มีคนพยายามทำงานใต้ดินนอกระบบ เพื่อให้บ้านเมืองมันวุ่นวาย" ก็คงไร้ความหมายไม่มีอะไรมากไปกว่าลมผ่านหู

ยิ่งเมื่อบวกกับคำกล่าวเปิดการสัมมนานักเรียนเสื้อแดง ของ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. ที่มีผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่า 1 พันคน

"ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้แล้วว่ารัฐไทยตายไปแล้ว ดังนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องร่วมกันสถาปนารัฐไทยขึ้นมาใหม่ โดยเป็นรัฐ ที่ปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระ ประมุข และใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม"

สำทับด้วยแกนนำคนเสื้อแดงที่ประกาศว่า ในวันที่ 19 ก.ย.นี้จะมีการชุมนุมใหญ่อย่างแน่นอน ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเป้าหมายของการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ก็อยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ทำให้หลายคนวิตกกังวลว่าอาจจะมีการสร้างสถานการณ์ ให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนในบ้านเมือง เข้าทางของฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในขณะที่เวทีรัฐสภาสัปดาห์นี้ก็จะมีการระดมความเห็น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย จะมีการพ่วงประเด็นนิรโทษกรรมเข้าไปด้วยหรือไม่

ผิดจากการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่ดูเหมือนชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จะสะเด็ดน้ำ ตามความต้องการของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปล่อยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ติดขื่อคาคดีสลายม็อบพันธมิตรฯของ ป.ป.ช.ต่อไป

รวมทั้งใกล้วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายางและหวยบนดิน ที่แกนนำรัฐบาลหลายคนอาจต้องเดินคอตกเข้าคุก

ทุกอย่างก็ยิ่งตึงเครียดราวกับตกอยู่ใจกลางมรสุม เพราะสถานการณ์การเมืองทั้งในและนอกสภาขณะนี้อยู่ในสภาวะไม่ปกติ รัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยตัว

จนมีข่าวลือสะพัดว่า นายกฯอภิสิทธิ์ อาจซ้ำรอย อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็นแล้วหลุดจากเก้าอี้เพราะถูกรัฐประหาร

หากท่านผู้อ่านอยู่นิ่งๆสักพักแล้วมองทุกอย่างด้วยความมีสติ จะเห็นว่าสถานการณ์การเมืองวันนี้ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างเหมือนกับว่าเรากำลังย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน

แม้พรรครัฐบาลจะเปลี่ยนหน้าแต่ก็ไร้ธรรมาภิบาล ปัญหาเรื่องทุจริต คอรัปชันยังมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้สังคมไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีโน้นสีนี้ หากใครเห็นต่างก็ถือว่าเป็นศัตรูต้องฟาดฟันกันให้ตายไป ข้างหนึ่ง ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะสมานฉันท์

ทำให้สังคมตกอยู่ภายใต้ความหวาดเกรงต่อความรุนแรงและการใช้กำลังตัดสินปัญหา

ที่สำคัญเรายังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า ใครจะเป็นผู้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทย

เหตุผลก็คือสังคมไทยขาดไร้ซึ่งความชอบธรรม กฎระเบียบและข้อบังคับของบ้านเมืองไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ผู้คนขาดจิตสำนึกในความเป็นชาติ เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน

คงไม่ต้องรอให้เกิดมิคสัญญีหรือสงครามกลางเมืองก่อน แล้วค่อยมีสติรู้สึกตัวว่าควรจะหันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะหากรอให้ถึงวันนั้นมันก็คงสายเกินไป.

"ลมสลาตัน"

ถึงเวลาต้องมี ก.ม.ชุมนุม

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

ในการประชุมทางวิชาการเรื่อง "ทางรอดของประเทศไทย" ที่สถาบันพระปกเกล้ากับอีกหลายองค์กร รวมทั้งสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น เมื่อสองวันที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ร่วมกันปรึกษาหารือและพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับกติกาทางสังคมและกฎหมายในการชุมนุมโดยสงบ และร่วมกันอภิปรายในเรื่องที่สำคัญยิ่ง คือการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้นำทางสังคม และสื่อมวลชนอาวุโส เห็นว่าขณะนี้สังคมไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ ที่มีการกำหนดมาตรการและลำดับขั้นตอนของการปฏิบัติทั้งของผู้ชุมนุม และผู้ดูแลการชุมนุมที่ชัดเจนเพียงพอ แต่ กฎหมายการจัดระเบียบการชุมนุมจะต้องไม่ขัดกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ประเทศไทยไม่มีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ทั้งๆที่ในระยะ หลังๆนี้ การชุมนุมได้กลายเป็นส่วนที่สำคัญของ เกมการต่อสู้ทางการเมือง ที่มีความสำคัญไม่ น้อยกว่าการต่อสู้ในรัฐสภา และอาจจะมีคนบางกลุ่มยึดถือเป็นหลักการว่า เรื่องที่ไม่สามารถเอาชนะได้ในสนามเลือกตั้งหรือในสภา อาจจะเอาชนะได้ด้วยการชุมนุมตามท้องถนน จึงมีอยู่หลายครั้งที่การชุมนุมนำไปสู่ความรุนแรง

จากการศึกษาของ ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าหลายประเทศมีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมสาธารณะ เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนา เช่น เยอรมนีและฝรั่งเศส ส่วนประเทศไทยมักจะงัดเอากฎหมายอาญา หรือกฎหมายการจราจรมาใช้ และกลายเป็นปัญหาทั้งต่อผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รักษาความสงบเรียบร้อย

ในระยะหลังๆ การชุมนุมโดยสงบนำไปสู่ความรุนแรงบ่อยครั้ง รัฐบาลจึงต้องงัดเอากฎหมายพิเศษออกมาใช้ เช่น กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ ซึ่งอาจจะทำให้ไทยกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของประชาคมโลก เพราะ ว่าถ้าจะมีการชุมนุมกันที รัฐบาลก็ต้องงัด กฎหมายพิเศษมาใช้ และต้องระดมกำลังทหาร ตำรวจ ราวกับว่าจะไปรบทัพจับศึก

ที่ประชุมทางวิชาการจึงเห็นพ้องกันว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม เพื่อให้ เป็นกติกาการชุมนุมที่ชัดเจน เป็นที่เข้าใจและยอมรับด้วยกันทุกฝ่าย เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบจริงๆ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เสนอว่า นอกจากเรื่องอื่นๆแล้ว กฎหมายนี้ ควรจะมีบทบัญญัติ "ห้ามจ้างคนมาชุมนุม" ด้วยประเด็นนี้ต้องถือว่าเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทย

แต่การออกฎหมายเป็นกระบวน การที่ยืดยาวต้องใช้เวลา ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายการชุมนุมใช้บังคับ แต่การชุมนุมก็ยังต้องมีต่อไป ที่ประชุมทางวิชาการเสนอให้จัดเวทีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติ และผู้นำภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันกำหนดกติกาในการชุมนุม และแนวทางปฏิบัติที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงเฉพาะหน้า.

มั่นใจกอดคอลุยไฟ?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_32849

กระตุกขวัญกันด้วยระเบิดปลาร้า

โดยสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขนาดจังหวัดลพบุรีที่ว่ากันว่ามั่นใจได้ในถิ่นของทหาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยอบอุ่น มั่นใจปลอดภัยอยู่ในอ้อมอกของท็อปบูตสีเขียว

วันนี้ต้องเสียว โดนม็อบแดงล้อมกรอบ ดักปาถุงปลาร้าใส่รถเบนซ์กันกระสุน

เหม็นคาวคลุ้งจนต้องแวะปั๊ม จอดล้างกันกลางทาง

เสียหน้ายังไม่เท่ากับเสียขวัญ เพราะในท่ามกลางสถานการณ์ที่ "นั่งร้าน" ชำรุด สายสัมพันธ์ระหว่าง "เด็กดื้อ" กับ "ผู้อุปการคุณ" ที่อุ้มขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แน่นปึ้กเหมือนเก่า

หันมาจ้อง "ล่อเป้า" กันเอง


แม้ "อภิสิทธิ์" จะมั่นใจใน "จตุรเทพ" คุ้มกาย แต่ลึกๆก็ยังต้องระแวงสันหลัง ในเมื่อเครือข่าย "บูรพาพยัคฆ์" ยังสยายปีกคุมกองทัพ และฝังรากอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กดปุ่มเล่นกันได้

โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์เดิมพัน ม็อบเสื้อแดงนัดดีเดย์ชุมนุมใหญ่ระลึกวันรัฐประหาร 19 กันยายน จุดรวมพลที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ล้อจุดไวไฟกันเลย

แค่ทหารเอาหูไปนา ตำรวจเอาตาไปไร่ ออกกำลังกันไม่เต็มร้อย ปล่อยม็อบแดงโชว์อิทธิฤทธิ์

"อภิสิทธิ์" ที่อยู่ระหว่างบินไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐฯ คงนั่งหายใจไม่ทั่วท้อง

ถามว่า มีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน ก็ให้จับอารมณ์จากอาการฮึดปกป้องศักดิ์ศรีของกองทัพสีกากี

แม้แต่ยี่ห้อไม้บรรทัดอย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีต รมว.มหาดไทย ยังอดไม่ได้ที่จะโดดออกมาแอ่นอกการันตีเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ อย่าง "บิ๊กป้อม" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เป็นคนกล้าหาญ ทำงานเด็ดเดี่ยวจริงจัง

ถ้าไม่เชิดชู ก็ขออย่าเหยียบย่ำกัน

ยี่ห้อ "ปุระชัย" มันยิ่งตอกย้ำอารมณ์อึดอัดของข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ ที่โดน "เด็กดื้อ" เอาหินเขวี้ยงหลังคาบ้าน แทบจะพูดได้เลยว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ผลักตำรวจไปอยู่กับกองกำลังเสื้อแดง ยิ่งกระชับแนบแน่นกับอดีตผู้นำที่มียศพันตำรวจโทนำหน้าอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ตำรวจไม่แฮปปี้กับประชาธิปัตย์

และโดยเกมคงไม่จบง่ายๆ กับคิวเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ แม้ตามตัวเลขเสียงใน ก.ต.ช.จะพลิกมาเข้าทาง แต่ "อภิสิทธิ์" ก็ยังยึกๆยักๆไม่กล้าเรียกประชุม ก.ต.ช.โหวตฟันธง

กั๊กๆ กล้าๆ แหยงๆ

ก็อย่างที่เห็นกัน โดยเกมโยงภาพให้เป็นคิวขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย เบี่ยงเป็นปมการเมือง ก็เจอลูกเก๋าของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ส่งซิกผ่าน "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โบ้ยกลับ ให้ไปถาม "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัด


การใหญ่รัฐบาล และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ

ย้ำเสียงแข็ง ทุกดีลขึ้นอยู่กับ "เทพเทือก" กับ "นิพนธ์" ที่จะส่งสัญญาณพิเศษ


ครั้นลากมาเป็นคิวขบเกลียวภายในพรรคประชาธิปัตย์ ขนาดเปิดเกมปล่อยข่าว "นิพนธ์" อึดอัด บีบให้ทิ้งเก้าอี้เลขาฯนายกฯ ก็เจอลูกนิ่งของ "นิพนธ์" ยืนยันไม่ลาออก ขณะที่ "เทพเทือก" ก็เล่นบทมึน ไม่รับมุกกับยุทธศาสตร์เบี่ยงกระแสเป็นปมการเมือง


เรื่องของเรื่อง มันก็วนกลับมาที่จุดตั้งต้น

อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าอิงกับ "ของจริง" นิ่งอยู่กับสัญญาณพิเศษ แต่ฝั่งของนายกฯอภิสิทธิ์ต่างหากที่ยังไม่มีอะไรบ่งชัด นอกจาก "เกมตัดแต้ม" กันทื่อๆ ทั้งไล่ทุบ พล.ต.อ.พัชรวาท รายการขู่กรรโชกนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยปมสนามกอล์ฟอัลไพน์ จนถึงคิวบี้

จน พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ลาออกจาก ก.ต.ช.แทนการถูกนายกฯอภิสิทธิ์เรียกไปเคลียร์

โดยแต้มมาถึงจุดได้-เสีย มันก็ต้องวัดใจ

"อภิสิทธิ์" ชนกับใคร

และจะชิ่งไปถึง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ตัวเต็งตามโพย "เด็กดื้อ"


พร้อมกอดคอลุยไฟหรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน