WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 16, 2009

เครือข่ายสื่อสารของคนเสื้อแดงปรากฏตัวขึ้นแล้ว..แต่ยังต้องพัฒนา(ตอนจบ)

ที่มา Thai E-News

โดย grassroots

15 กันยายน 2552

ติดตามอ่าน ตอนที่ 1

ติดตามอ่าน ตอนที่ 2

Messenger (MSN,YAHOO,SKYPE,GoogleTalk) เครื่องมือสนทนาไร้กังวล

ปัจจุบันนี้ ซอฟท์แวร์ เพื่อการ Chat หรือ การสนทนา ได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่ว่า MSN, Yahoo, Skype และ Gtalk

ซอฟท์แวร์เหล่านี้อนุญาตให้มีการสนทนาแบบ 1:1 หรือ แบบ Conference ซึ่งสามารถสนทนาได้คราวละหลายๆคน จุดเด่นที่สำคัญคือ เราสามารถสนทนาโดยใช้ข้อความผ่านจอ เสียงผ่านไมค์และวิดิโอผ่านเวปแคมได้พร้อมๆกัน อีกทั้งสามารถ รับส่งไฟล์แบบต่างๆในระหว่างการสนทนาได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญมีลักษณะเป็นส่วนตัวสูงมาก ซึ่งเหมาะสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และสนทนาปรับจูนแนวความคิด หรือ ใช้สำหรับการประสานงาน ระหว่างบุคคลกับบุคคล ตัวแทนเครือข่ายหนึ่งกับอีกเครือข่ายหนึ่ง หรือคุยร่วมกันทั้งเครือข่ายของบุคคลนั้นๆ

ซอฟแวร์เหล่านี้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีและติดตั้ง(Install) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยขั้นตอนง่ายๆ

Cam Frog ห้องสนทนาแบบ ส่องไป คุยไป ดูไป ฟังไป

Camfrog เป็น ซอฟท์แวร์ ที่ใช้เพื่อการ Chat โดยแบ่งเป็นห้องๆ ตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม ในแต่ละห้อง จะมีกล่องสนทนากลาง มี ผู้ควบคุมห้อง ซึ่งทำหน้าที่เป็นดีเจ เปิดเสียงเปิดภาพสื่อสารกับสมาชิก และมีลิสต์รายชื่อของผู้ที่กำลังออนไลน์อยู่ ซึ่งแสดงสถานะว่าติดกล้องหรือไม่

สมาชิกแต่ละคนสามารถเปิดช่องทางให้สมาชิกท่านอื่นเข้ามาสนทนาแบบตัวต่อตัว หรือปิดช่องทางดังกล่าวได้

คนเสื้อแดงมักจะใช้บริการ Camfrog ในโอกาสที่มีการถ่ายทอดภาพการชุมนุม หรือถ่ายทอดภาพการอภิปรายจากเว็ปอื่นๆ ในขณะที่มีการ Chat ในพื้นที่ส่วนกลางไปพร้อมๆกัน Camfrog เป็นอีกช่องทางการสื่อสารอีกแบบหนึ่ง ที่มีบรรยากาศแบบผ่อนคลาย ซึ่งมักไดรับความนิยมจากหนุ่มสาว วัยเรียน วัยทำงาน

เท่าที่ผ่านมา Camfrog เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่คนเสื้อแดงมักใช้ชมการถ่ายทอดสด ที่ถูกรัฐบาลกีดกัน ด้วยการบล็อกเว็ปถ่ายทอด และอาจเหมาะสมสำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตั้งจานดาวเทียม

Webinar ทางเลือกสำหรับการสัมมนาหรือจัดประชุมแบบออนไลน์

Webinar เป็นคำใหม่ที่มาจากการรวมคำ Web Seminar เข้าด้วยกัน ระบบนี้มีไว้เพื่อจัดการสัมมนา หรือจัดการประชุม แบบไร้พรมแดน ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนา พิธีกร วิทยากร และสื่อการเรียน การสอน ถูกจัดให้เหมือนการสัมมนาในชีวิตจริง

ระบบ Webinar นี้ประกอบด้วย Service Provider ที่เป็นผู้จัดการสัมมนา ซึ่งต้องมีระบบเฉพาะที่ติดตั้งใน Server ของตน ระบบนี้จึงมีต้นทุนและค่าใช้จ่าย ผู้เข้าร่วมสัมมนา ก็มักต้องจ่ายค่าบริการเพื่อเข้าร่วมสัมมนาได้

ระบบนี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับ คนเสื้อแดงหรือพลังประชาธิปไตยทั่วไป แต่น่าจะเหมาะสมสำหรับการประชุมในระดับแกนนำ ซึ่งสามารถเข้าร่วมประชุมพร้อมกันได้แบบไร้พรมแดน ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้

สื่อสิ่งพิมพ์ฝ่ายแดง: สารละลายพิษในสิ่งพิมพ์กระแสหลัก

หลังจากเกิดเหตุการณ์ สงกรานต์เลือด สื่อทีวีดาวเทียมถูกขัดขวางจาก รัฐบาลสมุนอมาตย์ เว็ปไซต์หลายแห่งถูกบล็อก ทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในวงการคนเสื้อแดง หยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง จึงมีการรวมกลุ่มของคนทำสื่อ อย่างน้อย 3 กลุ่ม คิดทำสื่อสิ่งพิมพ์ในเชิงพานิชย์ ได้แก่ กลุ่ม ความจริงวันนี้ กลุ่ม Red News และ D-Magazine ซึ่งสามารถก่อตั้งและจัดวางจำหน่ายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

ท่ามกลางการถูกครอบงำจากสื่อ กระแสหลักทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ซึ่งมีสิ่งปนเปื้อนทางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเคลือบด้วยอคติ การบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี อุปมาดังยาพิษที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารจากสื่อดังกล่าว ผู้ที่บริโภคสื่อเหล่านั้นก็มีสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารพิษติดความรับรู้มาด้วย

สื่อสิ่งพิมพิ์ของคนเสื้อแดง อุปมาดังสารล้างพิษ ที่ติดมากับความรับรู้ของผู้คนหลังจากบริโภคข่าวสารจาก สื่อกระแสหลัก ด้านหนึ่งทำหน้าที่ทดแทนความต้องการบริโภคสื่อจากกลุ่มคนที่ปฏิเสธสื่อกระแสหลัก อีกด้านหนึ่งทำหน้าที่หักล้าง โต้แย้ง กระทั่งให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคสื่อซึ่งเปรียบได้กับ การเสริมภูมิต้านทานให้แก่คนเสื้อแดงไปพร้อมๆกัน

การปรากฏตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ ณ แผงขายหนังสือพิมพ์ คือการฝ่าวงล้อมของสื่อมวลชนกระแสหลัก ทีปิดล้อมข่าวสารและครอบงำกระแสสังคมนานกว่าสามปีแล้ว

ทีวีดาวเทียม และทีวี 100 ช่องคือสื่อสารมวลชนทางเลือกสำหรับพลังประชาธิปไตย

การประกาศจัดตั้ง ทีวี 100 ช่องของนายกทักษิณ แม้ว่าจะไม่ได้มุ่งที่เนื้อหาการเมืองโดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกสำหรับการ รับข้อมูลข่าวสารของประชาชนทั่วไป ที่จะหันหลังให้กับสื่อกระแสหลักอย่างถาวรเพราะมีสื่อทดแทนที่มีคุณภาพมากกว่า และตอบสนองความต้องการได้ดีกว่า การปรากฏตัวของ ทีวี 100 ช่องหากทำได้ดีพอ จะกดดันให้สื่อกระแสหลักต้องปรับตัวกันใหม่ได้

รายการนายกทักษิณพบประชาชนทุกวันอังคาร : การก่อตัวของคลื่นใต้น้ำ

จากการออกอากาศมา 2 ครั้ง สาระที่กระจายเสียงออกไปนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการเสนอมุมมอง ที่แตกต่างจากที่เราได้รับรู้จากฟากรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการให้ข้อเท็จจริง ที่ใช้มองภาพรวมเศรษฐกิจโลก และภัยคุกคามจากวิกฤติ ที่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และการปรับตัวของประเทศไทย ทั้งในแง่การพึ่งพาการส่งออก และ การปรับตัวด้านการแข่งขัน ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลอภิสิทธิ์และศูนย์กลางอำนาจของระบอบอมาตย์ไม่ค่อยอินังขังขอบสักเท่าใด

นอกจากนี้รายการนี้จะกลายเป็นรายการที่คนรักทักษิณ เฝ้ารอคอย หากมีการขัดขวางการกระจายเสียงออกอากาศจากรัฐบาลมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คนเกลียดรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากปล่อยปละละเลย ให้มีคนรับฟังรายการนายกทักษิณได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงแต่จะถูกเปรียบเทียบและถูกดึงความสนใจจากประชาชนเท่านั้น แต่จะถูกศูนย์กลางอำนาจของระบอบอมาตย์ไม่พอใจ

จัดประชุมสัมมนากลุ่มย่อย ให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

รูปแบบการสื่อสาร ที่นิยมจัดทำกันตาม เครือข่ายต่างๆได้แก่ การจัดสัมมนากลุ่มย่อย เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ง กระจายตัวไปในที่ต่างๆ มากขึ้น ทั้งที่เป็นข่าวละไม่เป็นข่าว การสื่อสารในรูปแบบนี้ สามารถจัดทำกันง่าย มักมีปัญหาในเรื่องวิทยากรและสถานที่ แต่ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขปัญหาไปได้ด้วยดี

การปรากฏตัวของชมรมนักข่าวเสรี นักข่าวอาสาของฝ่ายประชาธิปไตย

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีคณะผู้ก่อตั้งเป็นชมรมนักข่าวเสรี ซึ่งเป็นการรวบรวมบุคลากรที่รักการเป็นนักข่าว และอาสาตนเข้ามาเพื่อพัฒนาความสามารถการทำงานข่าว ซึ่งมีที่มาจากคนหลายวงการ การปรากฏตัวของ ชมรมนักข่าวเสรี เป็นสัญญาณบอกถึงคุณภาพอีกขั้นหนึ่ง และแนวรบด้านข่าวสารกำลังเติบโต สื่อกระแสหลักจะถูกถ้าทายหนักขึ้น เราขอสนับสนุน และฝากความหวังต่อบทบาทของชมรมนักข่าวเสรี ที่กำลังก่อตัว

หากจัดตั้ง ชมรมนักข่าวเสรีได้สำเร็จ กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในแนวรบสื่อ แนวรบข้อมูลข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตยที่น่าสนใจ ติดตาม

กลุ่มศึกษา การยกระดับและพัฒนาคุณภาพระดับลึก

กลุ่มศึกษาเกิดขึ้นหลายกลุ่มตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มาแล้ว สมาชิกของกลุ่มศึกษาเหล่านี้ได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง หว่านเมล็ดพันธ์สีแดงให้กระจายไปทั่ว กลุ่มศึกษายุคนี้ จะมีลักษณะเป็นธรรมชาติ มีการเชิญกันมารับประทานอาหารร่วมกัน แบ่งหน้าที่กันศึกษาค้นคว้าและผลัดกัน นำเสนอ และบางโอกาสก็เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ในหัวข้อที่กลุ่มสนใจ มีการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ มีการถกกันในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ และยังมีบทบาทในการระดมพล เข้าร่วมทางการเมือง เมื่อมีการเคลื่อนไหวใหญ่ของฝ่ายประชาธิปไตย

กลุ่มศึกษา จะพัฒนาความรับรู้ ยกระดับจิตสำนึก และพัฒนาคุณภาพด้วยกระบวนการกลุ่ม ซึ่งจะมีการเรียนรู้จากกันและกัน

ใช้เครือข่ายเชิงพาณิชย์ให้เป็นประโยชน์

เครือข่ายธุรกิจแบบ MLM เช่น Amway ธุรกิจประกันภัย มีคนอยู่ในเครือข่ายธุรกิจเหล่านี้เป็นจำนวนมาก และการ ติดต่อสื่อสารพูดคุยอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว หากคนเสื้อแดงอยู่ในเครือข่ายธุรกิจดังกล่าว ไม่ควรพลาดโอกาสที่จะพูดคุย เช๊คแนวคิด การเมือง หากมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ไม่ควรลังเลที่จะให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และยกระดับความตื่นตัว บุคลากรในเครือข่ายเหล่านี้ จะมีทักษะทางสังคมสูงกว่าคนทั่วไป หากพวกเขาตื่นตัวก็จะสามารถเป็น “สื่อบุคคล” ที่กระจายตัวไปในสังคมระดับลึกและซึมซ่านอยู่ในทุก วงการของสังคม

วงอาหาร/วงเหล้า การเกาะกลุ่มของคนรู้ใจ

การนัดกันรับประทานอาหารของกลุ่มเพื่อน คนรู้ใจเป็นไปอย่างปกติอยู่แล้ว หากใช้รูปแบบนี้เพื่อการสื่อสาร ทางการเมืองก็นับว่าเป็นรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ และไม่ใช่เป็นสิ่งที่แปลกแยกไปจากการปฏิบัติตามปกติ

วงกีฬา ก๊วนกอล์ฟ ประชาธิปไตยเพื่อสุขภาพ

กลุ่มเพื่อนที่เล่นกีฬาด้วยกัน หรือเป็นก๊วนกอล์ฟ ก็เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นปกติ หากเติมการสื่อสารทางการเมืองเข้าไปในกิจกรรมกลุ่ม อย่างมีการจัดการ มีจังหวะจะโคนที่เหมาะสม ก็จะสามารถแปรให้กลุ่มคนเล่นกีฬากลายเป็นเครือข่ายทางการเมืองที่เอาการเอางานได้เช่นกัน

คาราโอเกะ ประชาธิปไตยบันเทิง

ห้องคาราโอเกะ สามารถร้องเพลงคนเสื้อแดง และสมาชิกสมารถใช้เป็นเวทีจำลองเพื่อเปิดการปราศรัยทางการเมืองแบบสนุกๆ ของคนเสื้อแดงด้วยกัน การประสานความบันเทิงหลากหลายรูปแบบเข้ากับการเติมเนื้อหาทางการเมืองเข้าด้วยกัน นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมสมัยใหม่ ที่มีผู้ริเริ่มทำกันมาบ้างแล้ว หากจะมีกิจกรรมเช่นนี้ขยายวงออกไป ก็นับว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารทางการเมืองแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

จากที่นำเสนอมาทั้งหมด เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วเพียงแต่ ยังไม่แพร่หลายกว้างขวาง หากพลังประชาธิปไตย คนเสื้อแดง เห็นว่ารูปแบบการสื่อสารใดเหมาะสมกับ วิถีชีวิตปกติของตน สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการสื่อสารทางการเมืองได้ ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยแท้จริงได้

อย่างไรก็ตาม ทั่วทั้งกระบวนของฝ่ายประชาธิปไตย ควรให้สนใจกับ “ข้อต่อ” การสื่อสาร ในข้อต่อ ต่อไปนี้ ได้แก่ เขตเมืองกับชนบท, บุคคลกับบุคคล, บุคคลกับเครือข่าย, แกนนำกับเครือข่าย, เครือข่ายกับเครือข่าย, ศูนย์การนำกับทั่วทั้งองคาพยพ

หากข้อต่อเหล่านี้ไม่ขาดตอน การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารของคนเสื้อแดงจะทรงพลานุภาพยิ่ง

ติดตามอ่าน ตอนที่ 1

ติดตามอ่าน ตอนที่ 2

เครือข่ายสื่อสารของคนเสื้อแดงปรากฏตัวขึ้นแล้ว..แต่ยังต้องพัฒนา(ตอนที่ 2)

ที่มา Thai E-News

โดย grassroots

15 กันยายน 2552

ติดตามอ่านตอนที่ 1

Facebook, Hi5, Multiply คือเครือข่ายส่วนบุคคลที่โยงใยไร้ที่สิ้นสุด

ts_facebookSocial Networks หรือเครือข่ายทางสังคม ได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่เพียงเพราะเป็นช่องทางสำหรับการสร้างมิตรภาพ ของบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการรวมกลุ่มของผู้คนที่มีความสนใจตรงกัน รสนิยมเดียวกัน วงศ์ตระกูลเดียวกัน สถาบันการศึกษาเดียวกัน ตลอดจนเป็นช่องทางการ โปรโมทภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบรรดาคนดัง ทั้ง ดารา นักแสดง นักการเมืองและบุคคลในสายวิชาชีพต่างๆหลากหลาย

Social Networks ที่มีชื่อเสียงให้บริการฟรีและมีผู้นิยมใช้มากได้แก่ Facebook, Hi5, Multiply และ MSN จุดเด่นของ Social Networks อยู่ที่มีการผสมผสานการนำเสนอได้หลายแบบ เช่นข้อความ รูปถ่าย คลิปวิดิโอ และคลิปเสียง ทั้งจากฟากเจ้าบ้านและสมาชิกในเครือข่าย

การรวมกลุ่มกันในรูป Social Networks นี้ สามารถโยงใยกันจาก เครือข่ายของบุคคลหนึ่งไปสู่เครือข่ายของอีกบุคคลหนึ่ง แบบไม่สิ้นสุด

พลังประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง ควรใช้ประโยชน์จาก Social Networks นี้ แสวงหามิตรภาพ สร้างมิตร เผยแพร่ความคิด และยึดโยงบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่มีความสนใจตรงกัน แคร์กัน เอื้ออาทรต่อกัน ให้ขยายตัวไปกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ Social Networks อาจไม่ใช่สื่อที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร เพราะผู้ที่อยู่ใน Networks อาจไม่ได้เข้ามาอัพเดทข้อมูลทุกวัน แต่อย่างน้อยสามารถใช้ช่องทางนี้กระตุ้นความรับรู้ โดยผ่านการโพสต์ข้อความ รูปภาพ ลิงค์ของความรู้ข้อมูลจากที่ต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ ของข้อมูลข่าวสารให้มีสีสัน และน่าจะใช้ประโยชน์เพื่อสร้างประชามติในการรนณรงค์ในประเด็นทางการเมืองได้ เช่นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิเสธระบอบอมาตย์ เป็นต้น

Twitter คือ ตัวบูรณาการ(Integrator)

ctr_Twitter Twitter เป็น Social Networks เช่นเดียวกับ Facebook Hi5 และ Multply แต่ถูกออกแบบให้มีความสามารถส่งข้อความได้ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้ง ในข้อความนั้นสามารถส่งเป็นลิงค์ ที่ปลายทางของลิงค์อาจเป็นเวปไซต์ บล็อก รูปภาพ วิดิโอคลิป หรือไฟล์ในรูปแบบต่างๆได้

ในหน้า Twitter ของแต่ละคน จะประกอบด้วย รายชื่อของบุคคลที่เราเป็นฝ่ายติดตาม(Following) รายชื่อของบุคคลต่างๆที่สนใจติดตามเรา(Followers) และ ข้อความที่โพสต์ผ่านมา(Tweets)

โดยปกติเรา สามารถรับรู้การโพสต์จากคนที่เราติดตาม(Following) เท่านั้น ในขณะที่คนที่ติดตามเรา(Followers) ก็จะรับรู้การโพสต์ข้อความของเรา ถ้าจะให้เกิดการถ่ายเทข้อมูลข่าวสารครบทั้งวงจร ควรจะมีการ Follow ซึ่งกันและกัน(แต่ละคนมีฐานะเป็น Following และ Follower ซึ่งกันและกัน)

จุดเด่น ของ Twitter นอกจากจัดวงสนทนา โพสต์ความคิด ความรู้สึกในเครือข่ายของตนได้ตามอัธยาศัยแล้ว คนในเครือข่ายซึ่งมีเครือข่ายที่ขยายออกไป สามารถ Retweet หรือส่งข้อความซ้ำได้หลายๆครั้ง เปรียบเสมือนละลอกคลื่นของข้อมูลข่าวสาร ที่กระจายออกไป

บุคคลที่ใช้ Twitter ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มักจะ เข้ามารับรู้ หรือ โพสต์ข้อความออกไป ทุกวัน และวันละหลายๆข้อความ จากการสำรวจพบว่าสมาชิก Twitter โพสต์ข้อความในลักษณะที่บอกกล่าวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ มากเป็นอันดับหนึ่ง การเห็นและโพสต์ลิงค์เป็นอันดับสอง และการนำเสนอข่าวสารของเว็ปไซต์ของสื่อกระแสหลักเป็นอันดับสาม

Twitter มีบริการข้างเคียงที่เชื่อมโยงกับการ Tweets หลากหลาย เช่นการ Feed หัวข้อการโพสต์ของ Blog หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ การโพสต์เสียง ภาพถ่าย วิดโอ และการลิงค์เข้าสู่เว็ปไซต์ต่างๆ

Twitter ยังสามารถใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือสมัยใหม่ๆ กว้างขวางขึ้นทุกที เช่น iPhone BlackBerry HTC และโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆอีกมาก Twitter จึงได้รับความนิยมอย่างสูง กล่าวได้ว่า Twitter จะเป็นสายธารของข้อมูลข่าวสาร ที่ทรงพลานุภาพเพิ่มขึ้นทุกขณะ

Twitter จึงมีฐานะทีจะเป็นตัวบูรณาการ สื่อออนไลน์และสื่อมวลชนทุกชนิดเข้าด้วยกัน

พลังประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง ไม่ควรมองข้าม อีกทั้งต้องขวนขวายหาความรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากมัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่สำคัญการเรียนรู้นี้ไม่ซับซ้อนและสามารถเรียนรู้ได้เร็ว

Youtube, Daily Motion แหล่งนำเสนอวิดิโอคลิป

Youtube และ Daily Motion เป็นเว็ปไซต์ที่ให้บริการโพสต์ VDO Clips ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งสามารถโพสต์ผ่าน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมกับอินเตอร์ หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ได้โดยง่ายดาย

VDO ที่โพสต์ไปแล้วจะมีโค้ดให้คัดลอกเพื่อไปแสดงในหน้า Blog หรือเวปไซต์ หรือแม้กระทั่งการโพสต์ลิงค์ใน เวปบอร์ด Twitter หรือ Facebook ได้โดยสะดวกง่ายดาย

Youtube/Daily Motion จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลแบบ Multimedia ที่มีประสิทธิภาพสูง และไม่มีค่าใช้จ่าย

Ustream.tv เปิดโอกาสให้จัดรายการโทรทัศน์ส่วนบุคคล

เพียงแต่เรามีคอมพิวเตอร์ กล้องเวปแคม ไมโครโฟน และเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เราสามารถจัดรายการ ทีวีที่สามารถกระจายเสียงและภาพแบบสดๆ ไปได้ทั่วโลกได้ฟรี เพียงแต่สมัครเป็นสมาชิกของ Ustream.tv เท่านั้น การเรียนรู้เพื่อจะจัดรายการ ทีวีแบบสดๆ ผ่าน Ustream นี้สามารถเรียนรู้ผ่านเว็ปไซต์และทดลองปฏิบัติตามข้อแนะนำด้วยขั้นตอนที่แสนง่ายดาย

เว็บบอร์ด คือเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลข่าวสาร

pctai03เว็ปบอร์ด เช่นประชาไท พันทิพห้องราชดำเนิน หรือฟ้าเดียวกัน เป็นเว็ปบอร์ด ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงสำหรับคอการเมืองที่ต้องการติดตามข่าวสาร ความคิดเห็นทางการเมือง ที่ไม่มีในสื่อกระแสหลัก ซึ่งเป็นเวทีสาธารณะมีผู้เข้าไปอ่านนับแสนรายในแต่ละวัน

ผู้ที่เป็นสมาชิกเป็นตัวแทนทางความคิดของคนในสังคมหลากหลาย ความคิดเห็นที่ขัดแย้งในสังคมมักสะท้อนออก ในเว็ปบอร์ด เว็ปบอร์ดจึงเป็นเวทีเปิดที่ใช้นำเสนอข้อมูลความคิดเห็น โต้แย้งและต่อสู้ทางความคิด จากตัวแทนความคิดทางสังคมแม้ในบางโอกาสจะมีร่องรอยของการจัดการ แต่ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นธรรมชาติ การติดตามข่าวสารในเว็ปบอร์ด จึงเปรียบเสมือนการเข้าไปจับชีพจรทางความคิด การเมืองของผู้คนในสังคม

จุดเด่นของเวปบอร์ดคือเป็นเวทีเปิด ที่ผู้เป็นสมาชิกสามารถนำเสนอความคิดเห็น หรือข้อมูลข่าวสารได้ตามความปรารถนาของตนเองเต็มที่ และสมาชิกอื่นๆมีเสรีภาพเข้าไปตอบโต้ แสดงความคิดเห็นแย้งหรือสนับสนุนได้เต็มที่ ภายใต้นโยบายของเวปมาสเตอร์นั้นๆ

ด้วยเหตุที่เว็ปบอร์ดมีผู้เข้ามาอ่านจำนวนมาก มีความหลากหลาย เว็ปบอร์ดจึงเป็นแหล่งปล่อยเอกสารลับ คลิปลับ ข้อมูลลับ ตลอดจนการแฉเบื้องหน้าเบื้องหลัง ของบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ และสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่คนอื่นๆอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

อนึ่ง ภายใต้กฎหมายคอมพิวเตอร์ การใช้เว็บบอร์คต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะอาจนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้โดยง่าย

วิทยุอินเตอร์เน็ต+CBOX : เครือข่ายเฉพาะกลุ่ม

ktuk พลังประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง มีเว็ปไซต์ที่ให้บริการด้านวิทยุ Internet ซึ่งออกอากาศเสมือนเป็นสถานีวิทยุ ในแบบฉบับของสื่อกระแสหลัก แต่มีจุดเด่นกว่าสื่อกระแสหลัก ตรงที่มีข้อมูล ข่าวสาร ของเวป และมี CBOX (ChatBox) เพื่อให้ผู้ใช้บริการ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่ผู้จัดรายการสามารถอ่าน และตอบโต้กับผู้ฟังได้แบบ Realtime

วิทยุอินเตอร์เน็ตมีจุดเด่นที่สามารถนำเสนอรายการทางเสียงที่กระจายไปได้ทั่วโลก ออกอากาศได้ทั้งที่เป็นรายการสดและรายการแห้ง แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่ ต้องใช้ Band Width จำนวนมากซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้วิทยุอินเตอร์เน็ตสามารถรองรับผู้เข้าชมได้จำนวนไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม วิทยุอินเตอร์เน็ตของฝ่ายประชาธิปไตยแต่ละแห่ง ล้วนมีแฟนพันธ์แท้ของตนเอง ซึ่งเข้าติดตามรับฟังเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนหนึ่ง ที่เป็นนักฟังและแสวงหาเว็ปไซต์ที่บริการวิทยุอินเตอร์เน็ตเว็ปไซต์ต่างๆ

แม้ว่าวิทยุอินเตอร์เน็ตจะเปิดกว้างสำหรับทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดวงเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจหรือรสนิยมเหมือนกัน

วิทยุชุมชน คือเครือข่ายท้องถิ่น+วิทยุอินเตอร์เน็ต

วิทยุชุมชน มีบทบาทและคุณภาพกระจายเสียงเช่นเดียวกับ สถานีวิทยุกระแสหลักทั่วไป ต่างกันเพียงความสามารถครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตร จึงทำให้วิทยุชุมชนมีฐานะเป็นสื่อท้องถิ่นในวงแคบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรวมความสามารถของวิทยุอินเตอร์เน็ตเข้าไปด้วยกัน ทำให้วิทยุชุมชนเพิ่มขีดความสามารถการกระจายเสียงไปได้ทั่วโลก ในหลายพื้นที่ วิทยุชุมชนเป็นศูนย์กลางการสร้างเครือข่ายท้องถิ่นขึ้น มีระบบสมาชิก อาสาสมัคร มีกิจกรรมของเครือข่าย มีความสามารถระดมพลเพื่อต่อสู้ปกป้องตนเอง หรือเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองกับกระบวนการประชาธิปไตยในระดับกว้าง

เท่าที่ผ่านมา วิทยุชุมชนได้มีส่วนสำคัญ ในการยกระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในท้องถิ่นและสามารถสร้างเครือข่ายท้องถิ่นที่บังเกิดผลอย่างจริงจัง

โปรดติดตาม ตอนที่ 3 เร็วๆนี้

ติดตามอ่าน ตอนที่ 1

Tuesday, September 15, 2009

กรรมการสิทธิฯ ค้านใช้ พรบ.มั่งคงคุมการชุมนุม ชี้ละเมิดสิทธิ

ที่มา ประชาไท

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่อนหนังสือถึงนายกฯ ให้งดประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ควบคุมการชุมนุมก่อนที่จะมีเหตุบ่งชี้เกิดความรุนแรง ระบุละเมิดสิทธิทั้งผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป แถมการใช้กำลังทหารเข้ามาคุมสถานการณ์เป็นการใช้คนไม่ตรงกับงาน ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของตำรวจ เตือนหากไม่เชื่อคำแนะนำอาจถูกมองไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย "อภิสิทธิ์" ไม่สนให้นำเรื่องเข้า ครม. วันที่15 ก.ย. นี้ ประกาศใช้กฎหมายคุมม็อบเสื้อแดงวันที่ 19 ก.ย.นี้แน่นอน อ้างเป็นการป้องกันมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์และคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

14 ก.ย.52 นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง เพื่อพิจารณาคำร้องของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัวแทนกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่ขอให้ตรวจสอบการพิจารณาประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ว่าหลังจากฟังคำชี้แจงจากนายจิตติชัย แสงทองผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักงานรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกองทัพบก ได้ข้อสรุปว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ต้องมีปรากฏการณ์ที่ชัดเจนว่าจะกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งครั้งนี้ตัวแทนรัฐบาลยังไม่สามารถให้เหตุผลที่ชัดเจนต่อกรรมการสิทธิฯได้ การประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯของรัฐบาลเพื่อรองรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาจึงไม่มีเหตุผลเหมาะสมที่ประกาศใช้ก่อน เพราะข้อเท็จจริงที่นำมาสู่การประกาศใช้ไม่เพียงพอ และก่อนประกาศใช้ยังไม่มีสถานการณ์ประจักษ์ชัดว่าจะเกิดความรุนแรง กระทบต่อความมั่นคงตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
"การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจึงไม่เหมาะสม เพราะยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ใช้ควบคุมดูแลผู้ชุมนุมได้ ซึ่งมีตั้งแต่เบาไปถึงหนัก ที่สำคัญใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มีข้อกำหนดชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีอีก 1 คนสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯได้ภายใน 1 ชั่วโมง หากเห็นว่าสถานการณ์มีแนวโน้มเกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้อำนาจไว้ รัฐบาลจึงควรให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนดในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพราะการประกาศใช้ก่อน ไม่เพียงกระทบสิทธิผู้ชุมนุม ยังกระทบต่อสิทธิของคนทั่วไปด้วย
กรรมการสิทธิฯกล่าวอีกว่า การใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) โดยตำแหน่ง แต่รอง ผอ. คือผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) รวมถึงเสนาธิการทหารบก เพราะต้องใช้ทหารเข้ามาปฏิบัติ ทั้งที่ทหารควรเข้ามาเมื่อมีเหตุกระทบต่อความมั่นคงเท่านั้น เรื่องนี้จึงเป็นการใช้คนไม่ถูกกับงาน การควบคุมการชุมนุมตำรวจสามารถทำหน้าที่นี้ได้ การจะสลายหรือจับกุมก็อยู่ในอำนาจตำรวจที่จะทำ
"การกระทำของรัฐบาลอาจถูกมองว่าไม่มีส่วนร่วมในการสร้างประชาธิปไตยและส่งเสริมการชุมนุม ไม่สอดคล้องกับกฎหมายในเรื่องสิทธิการชุมนุม ดังนั้น ทางกรรมการสิทธิฯจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุม หากไม่มีเหตุเหมาะสมรัฐบาลก็ไม่ควรประกาศใช้ โดยรัฐบาลสามารถแจ้งล่วงหน้าว่าหากมีเหตุรุนแรงจึงจะประกาศใช้ และหากที่สุดแล้วไม่มีการประกาศใช้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด" กรรมการสิทธิฯกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุม ครม. ในวันที่ 15 ก.ย. นี้จะพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะมีการดูเรื่องเวลาและพื้นที่และสรุปกันอีกครั้ง ทั้งนี้นายสุเทพจะทำหน้าที่ผู้อำนวยการดูแลเรื่องการชุมนุม
"ที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯก็มีประโยชน์กับผู้ชุมนุมเอง เพราะจะมีการตรวจค้นอาวุธ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน" นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศเป็นที่เข้าใจดีอยู่แล้วว่าเป็นข้อกฎหมายที่มีไว้ใช้สำหรับสถานการณ์ที่ปรกติ ไม่ใช่เกิดเหตุการณ์แล้วถึงจะประกาศใช้ แต่ใช้เพื่อป้องกันและดูแลให้เข้มข้นมากขึ้น และการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ รัฐบาลไม่ได้ประกาศใช้บ่อยครั้ง จะใช้เฉพาะเหตุการณ์ที่มีการประชุมสำคัญๆ เท่านั้น ที่สำคัญการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจะทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความมั่นใจมากขึ้น เพราะเวลาใช้กฎหมายจะมีความคุ้มครองเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น แนวทางการปฏิบัติงานของรัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดการกระทบกระทั่งหรือเกิดความรุนแรง ถ้าทางเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมายก็จะได้รับความคุ้มครอง และอำนาจพิเศษตามกฎหมายก็จะได้รับความคุ้มครองชัดเจน
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯหรือไม่ เพราะต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อนว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่
"พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเป็นกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงและให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ แต่ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบจำนวนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย. นี้อย่างแน่ชัด ขณะนี้ทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายระบุไว้ชัดแล้วว่า สามารถทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวและว่า ขณะนี้งานด้านการข่าวยังไม่พบสิ่งปรกติ และไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรง
...................................................................
ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

สัมภาษณ์ ‘พิชัย ธาณีรณานนท์’ : “ขึ้นรถโดยสารเก่าก็มีโอกาสตายหมู่”

ที่มา ประชาไท

อุบัติเหตุรถเมล์โดยสารของบริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด สายสงขลา - หาดใหญ่ ยางระเบิด ที่ทำให้นักศึกษาสาว 2 คนเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นหนึ่งให้อุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะเก่าที่วิ่งร่อนรับส่งผู้โดยสารกันทั่วประเทศ ที่ทำให้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ฉุกคิดถึงเรื่องการกำหนดอายุรถโดยสารสาธารณะขึ้นมา

วันนี้โครงการศึกษาการกำหนดอายุการใช้งานรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกรถสาธารณะ ที่มีรองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธาณีรณานนท์ นายกสมาคมวิชาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหัวหน้าโครงการ กำลังจะเสร็จในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีประเด็นอย่างไร อ่านบทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธาณีรณานนท์ ได้ดังนี้

0 0 0

ความคืบหน้าของโครงการ
ได้เก็บข้อมูลทั่วประเทศแล้ว เหลือเพียงนำมาวิเคราะห์ มีการจัดสัมมนาด้วย ที่จัดแล้วคือ ภาคใต้ ภาคกลาง ครั้งต่อไปภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ ภาคตะวันออกที่ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นครราชสีมาหรือขอนแก่น และครั้งสุดท้ายเป็นเวทีรวมที่กรุงเทพมหานคร

โดยภาพรวมเรื่องความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะทุกหมวด ทั้งหมวด 1 (วิ่งในกรุงเทพมหานคร), 2 (กรุงเทพกับต่างจังหวัด), 3(ระหว่างจังหวัดหรือในจังหวัด) และ 4 (รถโดยสารขนาดเล็ก) ที่ประชาชนต้องใช้ในการเดินทาง รัฐบาลยังใส่ใจเรื่องนี้น้อย โดยเฉพาะในภูมิภาค

ในกรุงเทพมหานคร มีรถเมล์ฟรีบริการประชาชน ซึ่งเอาภาษีประชาชนไปชดเชย ก็ได้เฉพาะคนกรุงเทพฯกับปริมณฑลประมาณ 13 ล้านคน แต่ต่างจังหวัดไม่ได้

เมื่อรัฐไม่ช่วยคนต่างจังหวัดก็ต้องช่วยตัวเอง โดยซื้อมอเตอร์ไซค์มาพ่วงข้าง เพื่อให้ครอบครัวเล็กๆ ได้ไปด้วยกัน ซึ่งไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย เมื่อเทียบกับนั่งในรถโดยสารสาธารณะ

ในภาคใต้มีรถโดยสารสาธารณะที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด ใช่หรือไม่
เป็นไปได้ เพราะเป็นข้อมูลของกรมขนส่งทางบก แต่จากการสัมภาษณ์ เขาบอกเราว่า รถโดยสารของเขาใช้งานมาตั้งแต่ปี 2510 ก่อนหน้านั้นใช้งานเป็นรถบรรทุกก่อน เฉพาะแชสซีส์ (โครงรถ) ถ้านับอายุตอนแปลงร่างเป็นรถโดยสารแล้ว ก็มีอายุ 40 กว่าปี รวมตอนยังเป็นรถบรรทุก ก็น่าจะเพิ่มอีก 10 ปี ซึ่งเป็นอย่างนี้จำนวนหนึ่ง รถใหม่ๆ ก็มี

จากการศึกษาพบรถโดยสารของ ขสมก. (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทมหานคร) รถหมวด 1 ถ้าจำไม่ผิด 54 ปี แต่อาจมีเก่ากว่านั้น แต่กรมการขนส่งทางบกระบุเป็นกลุ่มๆ ว่า มีอายุเกินและไม่เกิน 20 ปี แต่ไม่มีรายละเอียดว่ากี่ปี เราต้องไปเจาะลึกเอง

รถเหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
เพราะแชสซีส์เสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นแกนเชื่อมอาจพุแล้ว ถ้าซื้อใหม่ก็แพง ถ้าผุไม่มากก็วิ่งได้ แต่ถ้าผุมากเกินไปก็แย่ เพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุ

หมายถึงเสี่ยงต่อผลจากอุบัติเหตุ แต่การเกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดจากคนขับและอุปกรณ์ไม่ดี ถ้าเกิดเหตุรถตกข้างทาง ถ้าตัวรถเป็นชิ้นเดียวกัน ผลที่ตามมาผู้โดยสารก็ไม่ได้รับบาดเจ็บมาก แต่ถ้ารถหลุดออกเป็นชิ้นๆ ก็จะสร้างความเสียหายมากกว่า มีการเสียชีวิตครั้งละหลายคน อย่างที่เราเห็นมาแล้วหลายๆ ครั้ง

แต่ยอดคนตายจากอุบัติเหตุ มากกว่า 70% ตายเพราะรถจักรยานยนต์ ดังนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องนี้ด้วย

มีประเทศอะไรบ้างที่นำมาศึกษาพื่อกำหนดอายุรถโดยสารสาธารณะในประเทศไทย
มีมาเลเซีย ออสเตรเลีย เยอรมนี และอินเดีย โดยมาเลเซียและออสเตรเลียมีการกำหนดอายุแล้ว อินเดียกำลังจะกำหนด ประเทศที่ยังไม่ได้กำหนด คือเยอรมัน ส่วนสหรัฐอเมริกากำหนดเฉพาะรถโรงเรียน

เยอรมนี เป็นประเทศตัวอย่างในยุโรปในเรื่องความปลอดภัย โดยเข้มงวดในการตรวจสภาพรถ ถ้ารถโดยสารคันใดตรวจสภาพไม่ผ่าน ผู้ประกอบการก็ต้องเลิกนำไปให้บริการ เพื่อการป้องกันอันตรายจากรถโดยสารสาธารณะ

ในต่างประเทศกำหนดอายุรถโดยสารกี่ปี
มาเลเซีย กำหนด 12 ปี สำหรับรถโดยสารไม่ประจำทาง ส่วนรถโดยสารประจำทางก็ต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่อาจน้อยกว่าด้วยซ้ำ

อินเดียคิดจะกำหนด 15 ปี แต่ยังไม่กล้า เพราะมีรถเก่าเยอะ กลัวถูกประท้วง โดยรัฐบาลอินเดียได้คำนวณเรื่องความคุ้มทุนของผู้ประกอบการด้วย โดยเอาตัวเลข 8 ปี เป็นตัวตั้งว่าน่าจะใช้งานคุ้มทุนแล้ว แล้วกำหนดอายุการใช้งานที่ 15 ปี

แล้วจะยึดประเทศใดเป็นต้นแบบในการกำหนดอายุรถโดยสารในประเทศไทย
ประเทศที่ร่ำรวย มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง อย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย การตรวจสภาพจะเข้มงวดมาก บางรัฐของออสเตรเรียถึงกับออกพระราชบัญญัติกำหนดอายุรถโดยสาร 25ปี แต่บางรัฐไม่กำหนด แต่อาศัยการตรวจสภาพที่เข้มงวด

แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้ในกิจการท่องเที่ยว คนต้องการนั่งรถเก่า อย่างรถไฟไอน้ำ เขาก็ยังมีรถพวกนี้อยู่ โดยเมื่อครบการใช้งานแล้ว เขาจะตรวจสภาพและให้ต่ออายุการใช้งานปีต่อปี โดยรัฐมนตรีเป็นคนอนุมัติ

สำหรับประเทศไทยควรจะกำหนดอายุหรือไม่
ก็ต้องรอดูผลการศึกษาก่อน

หมายถึงถ้าไม่กำหนออายุก็ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพ
ถูกต้อง ในการตรวจสภาพต้องเปิดตัวถังออกมาทั้ง 4 ด้านเลย ดูทั้งข้างใน ข้างบน ข้างล่าง เพราะอาจเป็นสนิมแล้วก็ได้

ได้ศึกษาแล้วตัวรถมีผลต่อความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุอย่างไร
เราเคยสืบสวนอุบัติเหตุ พบว่า รถมีส่วนให้เกิดอุบัติเหตุเยอะทีเดียว ถ้าจำไม่ผิด เกือบ 30% เพราะฉะนั้น ถ้ารถมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุ มันไม่ได้หมายความที่อายุรถอย่างเดียว อยู่ที่การบำรุงรักษาด้วย แต่อายุรถทำให้การบำรุงรักษาอาจน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็อาจมากขึ้นก็ได้

ยกตัวอย่าง ผมมีรถเก่าจริงๆ ถ้าเอาไปวิ่งบรรทุกคน ผมก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ ผมก็กลัวเหมือนกัน ถ้ารถเราตายกลางทางเราก็แย่ อย่างกรณีรถโดยสารของบริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด ที่เอามาวิ่งนี่ล้อเกือบจะล้านแล้ว อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดที่ล้อก่อน เพราะไม่ได้ไปชนกับใคร แต่เจอปัญหาเมื่อต้องเบรค แล้วเบรคแตกหรือไม่ก็ยางระเบิด รถเสียหลักพลิกคว่ำ ตรงนั้นแหละจุดอ่อนต่างๆ ก็จะออกมา ก็คือรถจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ ให้เห็นตอนนั้น

แต่ก่อนหน้านี้เราไม่รู้ รถคันนี้ที่ดูใหม่ มีการทาสีทับ วาดรูปการ์ตูนสวยๆ แต่ข้างโครงรถผุไปแล้ว 50% เราไม่รู้เลย จนกระทั่งมันผลิ หลังคาหลุดออกมา โครงเหล็กพัง เก้าอี้หลุดออกจากที่นั่ง เพราะยึดไม่ดีตั้งแต่ต้น หรือว่ายึดดีแต่สนิมกินแล้วขาด

คิดว่ารูปแบบการขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมเป็นอย่างไรที่สามารถแก้ปัญหาอุบัติเหตุได้
ทุกประเทศต้องจัดการอุบัติเหตุในระดับที่เราพอใจ ของไทยคนตายปีละ 13,000 คน เรารับไม่ได้ ต้องเหลือแค่ครึ่งหนึ่ง อย่างนี้พอรับได้

การเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยที่สุด เมื่อเทียบสัดส่วนการเดินทางทั่วโลก แต่ประเทศไทยไม่ใช่ เรามีคนขับที่ต้องปรับปรุงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า คนขับรถที่มีการศึกษาน้อย มักเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่มีการศึกษา

จากที่เราสัมภาษณ์ทั่วประเทศพบว่า คนขับรถโดยสารสาธารณะของเราเกือบ 50% จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นแค่นั้นเอง เรามองอีกแง่หนึ่งว่า คนขับเครื่องบินต้องจบปริญญาตรีทุกคน เพราะอย่างนั้นการตัดสินใจจึงต่างกัน

กรณีอุบัติเหตุรถบัสโดยสารเกิดเหตุไฟไหม้ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี คนขับบอกว่ารถไม่ไหวแล้ว แต่ผู้ประกอบการบอกให้ขับต่อ เพราะไม่ไกลแล้ว อีก 3 - 4 ชั่วโมงก็จะถึงกรุงเทพมหานคร ถ้าคนขับมีการศึกษาก็คงไม่ฟังแล้ว แต่มีการศึกษาน้อย กลัวถูกไล่ออก จึงทำตามจนเกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่า มีคนตายไป 32 คน

ประเด็นนี้จะแก้อย่างไร
กรมการขนส่งทางบก ต้องกำหนดให้คนขับรถต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นอย่างต่ำ และต้องอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นอุบัติเหตุ

ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องอบรมด้วย ให้รู้ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ต้องกำหนดโทษด้วย ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ ถ้าให้ขับจนเหนื่อยเกิน 4 ชั่วโมงแล้วไม่พัก เจ้าของรถมีโทษติดคุกด้วย เพราะฉะนั้นทุกคนรู้หน้าที่ตนเอง ก็จะแก้ได้ แต่ทุกเรื่องต้องเริ่มที่คนขับ

แม้แต่กรณีรถโพธิ์ทองคันเกิดเหตุ ถ้าคนขับตรวจรถทุกวันแล้วบอกเจ้าของว่า ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ก็จะไม่เกิดเหตุ แต่ถ้าพูดมากก็ถูกไล่ออก ถ้าให้ผมไปขบรถล้อหัวล้านทุกวันผมก็กลัว

แต่ยอดคนตายจากอุบัติเหตุมากกว่า 70% ตายเพราะรถจักรยานยนต์ ดังนั้นเราจะศึกษาเรื่องนี้ไปด้วย

การขนส่งสาธารณะมีความจำเป็นมาก
ต่างจังหวัดไม่เหมือนกรุงเทพมหานครที่มีรถโดยสารสะดวก ราคาถูก แต่การนั่งรถสองแถว เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมาก ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ถ้ามันพลิกคนในรถจะเสียชีวิตมากเลย

ได้สัมภาษณ์กลุ่มผู้บริโภคหรือไม่
ต้องฟังผู้ประกอบการและประชาชนด้วย ถ้าผู้ประกอบการบอกว่า ถ้ากำหนดอายุรถโดยสารแล้วต้องใช้จ่ายเพิ่ม 2 เท่า คงประท้วงกันใหญ่ แต่ถ้าไม่กำหนด เราก็ต้องมีมาตรการที่จะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยต่อผู้โดยสาร และได้ถามความคิดเห็นผู้โดยสารที่สถานีขนส่งโดยตรงว่าคิดอย่างไร แต่อาจมีการจัดเวทีเชิญองค์กรผู้บริโภคมาให้ความเห็นด้วย

ทำไมกรมการขนส่งทางบกจึงมอบหมายให้ศึกษาเรื่องนี้
เราศึกษาเรื่องการขนส่งสาธารณะมา 30 ปี เคยศึกษาให้กับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม เคยศึกษามูลค่าความเสียหายและการรักษาจากอุบัติเหตุทั่วประเทศ ให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ซึ่งพบว่า ประเทศเราสูญเสียไป 243,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุ เราทำมาเยอะ ผมเป็นหัวหน้าวิจัยและเลือกนักวิจัยที่สนใจมาร่วมศึกษาจากทั่วประเทศ

ณัฐวุฒิเผยเตรียมโครงการ ‘ลาวาแดง’ หลัง ‘ครูบ้านนอก’ อบรมแกนนำ

ที่มา ประชาไท

14 ก.ย. 52 มติชนออนไลน์ รายงานคำกล่าวของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคนเสื้อแดงว่า แกนนำเสื้อแดงจะยุติการเคลื่อนไหวจัดอบรมแกนนำคนเสื้อแดงไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายน เพื่อให้เวลาที่เหลือเตรียมความพร้อมชุมนุมใหญ่ แต่หลังเสร็จสิ้นจะหารือกำหนดจุดจัดอบรมในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรแรกครบทุกภาคอย่างน้อย 3,000 คน ภายในเดือนกันยายน

"คนที่ผ่านอบรมรุ่นแรกจะยกระดับเป็นแกนนำเสื้อแดงแต่ละพื้นที่ แล้วจะให้แต่ละกลุ่มจัดหลักสูตรของตัวเองเพื่อจัดอบรมสัมมนาแลกเปลี่ยนกันในระดับกลุ่ม ตามยุทธศาสตร์ "ครูบ้านนอก" เพื่อสานสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ให้เหนียวแน่น เพื่อให้เข้าสู่โครงสร้างของ "ลาวาสีแดง" ที่แกนนำคนเสื้อแดงต้องการให้สมาชิกเสื้อแดงเคลื่อนที่ตลอดเวลาในทุกภูมิภาคของประเทศ" นายณัฐวุฒิกล่าว
นอกจากนี้ มติชนยังได้อ้างแหล่งข่าวจากแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเปิดเผยว่า โครงสร้าง ‘ลาวาสีแดง’ เป็นเป้าหมายใหญ่ที่ต่อยอดจากโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. "แดงทั้งแผ่นดิน" ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบให้แกนนำคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวดำเนินการเพื่อนำร่องสร้างมวลชนให้กับพรรคเพื่อไทย หวังผลระยะยาวไปที่การเลือกตั้ง ที่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้ามากกว่าการสร้างมวลชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์และอำมาตยาธิปไตยในระยะสั้นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการหาเสียงที่ได้มาจากการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ที่ จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ
.....................
ที่มา : มติชนออนไลน์

สันดานริษยา

ที่มา บางกอกทูเดย์

เกือบทุกพรรคการเมืองนั่นแหละ ที่ต้องการสร้างและขยายเครือข่าย โรงเรียนการเมืองในแนวทาง...ตามแนวคิดของตัวเองคนอย่าง อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัยหรือแม้แต่ อดีตหัวหน้าฯ บัญญัติ บรรทัดฐานจาก “ประชาธิปัตย์” ก็เคยคิดและอยากจะทำ...แต่ทำไม่ได้???พรรคเก่าแก่แห่งนี้ “ใครจะคิดจะเสนออะไร”ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการตอบสนองจากคนในพรรค พูดง่ายๆ “ใครคิด...คนนั้นก็ทำเอง”โรงเรียนการเมืองในแนวทางของ “ประชาธิปัตย์”จึงมัก...แท้งก่อนท้อง! เสมอ...อดีต...ยุค อดีตนายกฯ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชพรรคการเมืองแห่งนี้ก็เคยคิดจะสร้าง โรงเรียนการเมือง แต่จนแล้วจนรอด...ก็ทำกันไม่ได้สุดท้าย “กลุ่มยังเติร์ก” ต้องรวมตัวกันจัดตั้ง“ยุวประชาธิปัตย์” หรือ โรงเรียนการเมืองขนาดย่อมๆ ขึ้นมาเอง

กระนั้น ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพรรคฯ อันเป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เอง ก็ฝันจะสร้าง โรงเรียนการเมือง ในแนวทางของ“ไทยรักไทย” แต่เพราะความสำเร็จในการบริหารประเทศห้วง 4 ปีแรก จึงทำให้แผนงานดังกล่าวถูกยื้อกันไปแม้แต่ แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง“มหา 5 ขัน” จำลอง ศรีเมือง ก็เคยผุดและยังคงทำงานกับ โรงเรียนการเมือง ที่ชื่อ“โรงเรียนผู้นำ”อย่างว่านั่นแหละ หากจะเล่นการเมืองแบบยั่งยืนก็ต้องสร้าง เครือข่ายการเมือง ที่มี“แบรนด์ รอยัลตี้” อย่าง โรงเรียนการเมืองในแนวทางของตัวเองไม่แปลก! ที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองอื่นๆ จึงพยายามจะสร้าง โรงเรียนการเมืองของตัวเองขึ้น!พวกที่คิดและอยากจะทำ...แต่ยังทำไม่ได้มักจะเกิดอาการตะหงิดๆ ด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าวเพราะความริษยา?เห็นกันชัดๆ กับ โรงเรียนการเมือง ของ“พวกเสื้อแดง” ที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายอื่นๆ กับทั้ง ข้อสังเกตข้อเป็นห่วง และ ข้อกล่าวหา ที่ใครบางคนพยายาม “ป้ายสี” ให้...ถือเป็น “สันดาน-ปกติวิสัย” ของนักการเมืองไทยบางพรรคก็ถ้าแนวคิดจัดตั้ง โรงเรียนการเมือง ของ“คนเสื้อแดง” ภายใต้การนำของ “วีระมุสิกพงศ์” จะสร้าง ความฉิบหายต่อพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ไม่ทำความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติ ล่ะก็...เดินหน้าทำกันเหอะ!!! ■

สื่อไทยไม่เคยมีเสรีภาพ

ที่มา Thai E-News

แม้ จอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการข่าวการเมืองทางวิทยุและโทรทัศน์หลายรายการ จะแสดงความรับผิดชอบลาออกจากการทำรายการวิทยุคลื่น FM 100.5 ของ อสมทเพียงเพราะสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตรออกอากาศ จนทำให้ผู้บริหาร อสมท เก้าอี้โยก และมีความเป็นไปได้ที่เก้าอี้อาจหักเหมือนผู้บริหารช่อง 11กรมประชาสัมพันธ์ ถ้า จอม เพชรประดับ ไม่แสดงออกดังกล่าวแต่ จอม เพชรประดับ ไม่ใช่สื่อมวลชนคนแรกและคนสุดท้าย ที่ถูกรัฐบาลและเครือข่ายรัฐบาลปัจจุบันเล่นงานเพราะบังอาจสัมภาษณ์ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และบังอาจเสนอข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านและคนเสื้อแดงทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นพยายามที่จะเป็นสื่อมวลชนที่ดีที่จะนำเสนอข่าวทุกด้านอย่างเป็นกลางจักรพันธุ์ ยมจินดา แม้จะเคยเป็นนักการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ยาวๆ ถึง 2 สมัยและเป็น ส.ส.พรรคไทยรักไทย เพียงแค่สมัยเดียว เมื่อเขากลับมาทำหน้าที่สื่อมวลชนนั่งอ่านข่าวโทรทัศน์เหมือนกับที่เขา

เคยเป็น ก่อนที่จะไปเล่นการเมืองด้วยความจำเป็นเพราะถูกการเมืองสมัยเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปี 35 เล่นงานเขากลับถูกบีบให้หยุดทำงาน ทั้งที่คนดูข่าวจำนวนมากเห็นตรงกันว่า เขาทำหน้าที่สื่อได้อย่างเป็นกลางอย่างยิ่ง และหลังจากหยุดอ่านข่าว ไม่เคยมีใครเห็นจักรพันธุ์ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองกับใครอีกเลย นอกจากไปตีกอล์ฟกีฬาที่เขาชอบกับเพื่อนฝูงทุกวงการตวงพร อัศววิไล นักข่าวสาวยอดนักสู้ ผู้มีเลือดพ่ออดีตนายตำรวจเต็มตัว พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนที่เธอรักอย่างเป็นกลาง รายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเสแสร้ง ไม่มีเอียงข้าง ทั้งที่สนิทสนมกับนักการเมืองเกือบทุกคนวันนี้คนดีมีฝีมือคนนี้ทำงานไม่ได้จิรายุ ห่วงทรัพย์ สื่อมวลชนอนาคตไกลผู้รักอาชีพนี้เท่าชีวิต ต้องยอมสละอาชีพมาเดินบนถนนการเมืองที่หาอนาคตไม่ได้วันนี้เพราะถูกกล่าวหาว่าเลือกข้าง เลยต้องเลือกข้างที่เขาคิดว่าเป็นข้างที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนส่วนใหญ่หรือสื่อวันนี้ถ้าจะอยู่รอด ต้องทำหน้าที่อย่าง สรยุทธสุทัศนะจินดา ต้องได้รับปูนบำเหน็จอย่าง สมชาย แสวงการต้องอยู่กับ ASTV หรือไปทำงานกับ People channelสื่อที่ต้องการทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง รายงานข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตรงไปตรงมา อยู่ไม่ได้แล้วในยุครัฐบาลที่ทหารช่วยตั้งมากับมือ และสื่อในมือทหารก็ช่วยรัฐบาลนี้อย่างออกนอกหน้าแข่งกับสื่อ อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ที่จริงสื่อประเภทนี้ถูกคุกคามอย่างนี้มานานแล้วตั้งแต่ประเทศนี้มีสื่อ เพราะเจ้าของสื่อคือรัฐ แม้ ทีวี เสรีอย่างไทยพีบีเอสก็เถอะ ก็ถูกโครงสร้างทางกฎหมายทำให้ได้ผู้บริหารที่อยู่ข้างไหน ใครๆ เขารู้กันทั้งนั้นไม่มีสื่อไหนอยู่ข้างประชาชนหรอก นอกจากคนที่ถูกให้หยุดทำหน้าที่หลายคนข้างต้น เสรีภาพของสื่อจึงไม่มี ไม่มีมานานแล้วด้วย เพราะตราบใดที่โครงสร้างอำนาจยังถูกอมาตย์ควบคุมอยู่สื่อไทยไม่มีทางได้เสรีภาพ เชื่อเถอะ

เทือก-ป๊อก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทุกวันนี้ เมืองไทยยังวุ่นวายสับสนบนกองข่าวลือยังมีการพูดถึงการปฏิวัติเหมือนคำทักทาย “กินข้าวแล้วหรือยัง?”จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยแกนนำคนสำคัญของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ออกมา“พูดเหมือนยุ” ให้เกิดการเผชิญหน้าหรือรบรากันขึ้นจตุพรย้ำให้เข้าหู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณว่า ขณะนี้ลูกน้องกำลังจับตามอง พล.อ.ประวิตร ว่าจะปกป้องให้ความเป็นธรรมกับน้องชายตัวเองได้หรือไม่??เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ
ยังปกป้องไม่ได้ อีกทั้งจะอยู่ในตำแหน่ง รมว.กลาโหมต่อไปอย่างเสียเกียรตินักเลง อย่างไร้น้ำยา หรือจะออกมาสู้??ไม่เช่นนั้น พล.อ.ประวิตร หัวหน้ากลุ่มบูรพาพยัคฆ์นักรบแห่งภาคตะวันออก ก็จะเป็นได้แค่ กลุ่มบูรพาแมวเหมียวส่วน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ตามประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ คนที่เป็นเลขาธิการพรรคนี้มีชะตากรรม 2 อย่าง คือ...ไม่ตายก็ลาออก!!ดังนั้น สุเทพมีทางเลือก 2 ทางนี้เท่านั้น ขณะที่เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย อยู่ในสภาพอิหลักอิเหลื่อเพราะ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังจะ

ตัดสินคดีกล้ายาง ในวันที่ 21 กันยายนนี้พล.อ.ประวิตร กำลังจะคิดอะไร ไม่มีใครรู้??นอกจากตัว “บิ๊กป้อม” เองภาพระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับภาพของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในสายตาคนทั่วไป เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน หรือเหมือน “แฝดคนละฝา”มานานหลายสิบปีมาวันนี้คนจึงหวังกันว่า...พี่ป้อมเจ็บ น้องป๊อก(อนุพงษ์) ก็ต้องเจ็บด้วย!!และเมื่อไรที่อนุพงษ์เกิดความรู้สึก “เจ็บด้วย”อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้??แต่...เมื่อตอนสายวันจันทร์ที่ผ่านมา สุเทพเทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็ได้จูงมือเกี่ยวก้อย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กับ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และคณะฝ่ายเสนาธิการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อไปรับฟังสรุปสถานการณ์ความไม่สงบรวมถึงติดตามสถานการณ์เหตุการณ์คนร้ายซุ่มโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารพรานใน จ.ยะลาสรุปว่า...เทพเทือกกับอนุพงษ์และประยุทธ์ก็ยังทำงานเข้าขากันดี ไม่มีอะไรที่จะหมางเมินกันเพราะกรณี พัชรวาท อย่างที่ฝ่ายยุแหย่ยุยงทั้งหลายต้องการให้เป็นแต่ปัญหา...มีประการเดียว!! แล้วความสมานฉันท์สามัคคีระหว่าง “มาร์ค”กับ “เทือก” ล่ะ จะยังแน่นปึ้กเหมือนวันที่ลุ้นตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารหรือเปล่า?? ■

ประเทศ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าตัวเลข..เป็นความจริง10,000 คน..สำหรับการป้องกันและอารักขา..การเดินทางออกไปพบปะกับประชาชนของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถ้ามีค่าใช้จ่ายทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะเป็นเงินรวมกันคนละ 300 บาท..ประเทศจะต้องใช้เงิน 3 ล้านบาท..ประเทศไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน..แล้วใครล่ะ..ที่สร้างบรรยากาศแบบนี้ขึ้นมา..สนธิ ลิ้มทองกุล..กับขบวนการเสื้อเหลืองของเขาหรือ..คำตอบไม่น่าจะใช่..เพราะประเทศไทยมีคนอย่าง สนธิ..ลิ้มทองกุลเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้า..และจะต้องมีเกิดขึ้นมาอีกในอนาคตสนธิ บุญยรัตกลิน..ผู้กระทำการปฏิวัติ19 กันยายน 2549 หรือ..คำตอบก็ไม่น่าจะใช่..เพราะเรามีการปฏิวัติกันมาแล้วมากมายหลายครั้ง..ชนะก็เป็นใหญ่..แพ้ก็เป็นกบฏ..ทักษิณ ชินวัตร..หรือ..ในฐานะผู้แพ้ที่ไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะอยู่..เขาจะทำอะไรได้..ทำไม..ประชาชนถึงเกลียดชังนายกรัฐมนตรีของเขาถึงขนาดนี้..เป็นความเกลียดชังเฉพาะตัวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ..อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์..ก็เคย

โดนประชาชนขว้างปา..แต่เขาไม่ได้รับการอารักขาถึง 10,000 คนคำตอบก็คือ..ประเทศไม่ได้เปลี่ยนไป มีแต่ประชาชนต่างหากที่เปลี่ยนแปลงประชาชนคนไทย..ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาชนพลโลกที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มและมีนิสัยใจคอเป็นคนใจดีที่สุดในโลก..ผู้คนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลง พวกเขาดุร้ายและกระหายที่จะเผชิญหน้าเพื่อที่จะต่อสู้กันพวกเขาเกลียดชังและพร้อมที่จะเข่นฆ่ากันเพียงเพราะใส่เสื้อกันคนละสี..และมาจากคนละเวทีปราศรัย..ใครเปลี่ยนแปลงคนไทย..น่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรม..ใครก็ตามที่นำเอาความยุติธรรมมาเป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมือง..ใครคนนั้นต่างหาก..คือ อาชญากรของประชาชนความยุติธรรม..เป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ง่ายสังคมส่วนใหญ่จะให้ความเห็นใจกับผู้ที่ถูกกระทำ..สังคมส่วนใหญ่คือประชาชนประชาชนที่เป็นลูกไล่ในสังคมที่มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองมีการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น..ประชาชนรู้สึกและลุกขึ้นมาต่อต้าน..จะใช้ตำรวจทหาร10,000 คน..อภิบาลอารักขา..ต้องดูย้อนหลังอินทิรา คานธี..นายกรัฐมนตรีอินเดีย..ตายเพราะปืนในมือของ..ผู้อารักขา..อันวาร์ซาดัต ผู้นำอียิปต์..ตายเพราะปืนของทหารสวนสนาม.. ■

‘มาร์ค’ กุมอำนาจ+ผยอง! ไปแล้วได้กลับ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเรียกว่าเชื่อมั่นหรือย่ามใจ ก็สุดแต่ว่าจะคิดกันเพียงแต่อยากจะเตือนนายกฯ อภิสิทธิ์ เอาไว้ว่า บนถนนการเมืองนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นดูแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งจะเดินทางไปราชการต่างประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก็เชื่อมั่นสุดๆ แบบนายกฯ อภิสิทธิ์ ในเวลานี้นั่นแหละเพราะเชื่อมั่นว่า ตั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขึ้นมาเองกับมือ และ พล.อ.สนธิ ก็ยืนยันตลอดว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารใดๆ แน่...

แม้แต่คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์มีความหนักแน่น เจอคนรอบข้างสรรเสริญเยินยอทุกวันๆ เหมือนดังน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนแล้วหัวใจของคนจะทนได้ไหวหรือสุดท้ายก็อดผยองเพราะคนรอบข้างไม่ได้!!!ดังนั้น ในเวลานี้หากคนชื่อ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” แถมยังมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนเดินล้อมหน้าล้อมหลังมี วอลล์เปเปอร์ส่วนตัว มีโฆษกส่วนตัวเจอมธุรสวาจาจากคนรอบข้างไม่ใช่แค่วันต่อวัน แต่ประกบกันทุกชั่วโมง ทุกนาที

คนนั้นแผล็บ คนนี้แผล็บ ใจของมาร์คจะไม่อ่อนไหวได้อย่างไรยิ่งประสบการณ์และอารมณ์ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวด้วยแล้ว วันนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เลยกลายเป็นคนที่มี “โลกการเมืองส่วนตัว” เป็นของตัวเองซึ่งอาจจะแตกต่างกับโลกการเมืองในสังคมปัจจุบันไปเสียแล้วเพราะวันนี้คนรอบข้างทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์มั่นใจว่า คุมอยู่หมดในทุกจุด และเชื่อมั่นว่าตนเอง คือ ศูนย์กลางของการเมืองไปเสียแล้วก็ขนาดเล่นเกมจน พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ อยู่ไม่ได้ แต่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพี่ชายแท้ๆ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท ยังไม่กล้าแสดงอาการอะไรทั้งสิ้น!!แถมตอนนี้ยังต้องทำตามแนวทางของนายกฯ อภิสิทธิ์ และ นายกษิต ภิรมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องการให้ทหารเข้าไปดูแลสถานการณ์บริเวณ ปราสาทพระวิหารบิ๊กป้อมได้แต่บอกว่าทุกอย่างรัฐบาลทำตามข้อตกลงและกฎหมายที่ร่วมมือกันระหว่างประเทศ ซึ่งทหารสามารถดูแลพื้นที่อธิปไตยของประเทศได้ไม่ต้องห่วงแต่ละประเทศก็ต้องรักษาอธิปไตยของตัวเองสิ่งไหนที่เป็นข้อตกลงก็ต้องทำตามสงบเสงี่ยมทำหน้าที่แบบนี้ มีหรือจะไม่ให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เชื่อมั่น???เฉกเช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไม่ว่าจะเห็นคนใน 3 บิ๊ก ป. โดนกระทำใดๆ ก็ตามแต่วันนี้กลับทำได้เพียงดูแลเทกแคร์รัฐบาลเป็นอย่างดี กับการรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอย่างไรแต่แผนการปฏิบัติการน่าจะเป็นแผนเดิมทางทหารคงเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานอย่างเดียว แต่ถ้ารัฐบาลประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง ก็มาว่ากันอีกทีส่วนว่ากองทัพได้เตรียมความพร้อมอย่างไรนั้น พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่า ถ้าจะให้เดาคงเหมือนเดิม คือ นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รับผิดชอบซึ่งนายสุเทพจะมีคำสั่งมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) เป็นหน่วยวางแผนปฏิบัติแต่ความรับผิดชอบอยู่ที่นายสุเทพ“จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง

ก็ต้องฟังรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร จะให้เข้าไปได้แค่ไหน อย่างไร หรือถ้าไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปเลย จะทำอย่างไร เรื่องนี้ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะทำอย่างไร”ในขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพก็คงเหมือนเดิม ถ้าได้รับมอบภารกิจหน้าที่มาจะเตรียมกำลังเข้าไปศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขณะนี้เพียงแต่รอคำสั่งจากรัฐบาลในการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงพ.อ.สรรเสริญ ระบุว่า ครั้งนี้น่าจะเตรียมกำลังเท่าเดิมจำนวน 33 กองร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตำรวจใช้แผนกรกฎตามเดิม ส่วนทหารไม่มีแผนรองรับเพียงแต่รับคำสั่งจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยทหารคุมกำลังดูแลรัฐบาลโดยไม่มีท่าทีแตกแถวแบบนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงยังยิ้มร่าแม้จะโดนขว้างด้วยปลาร้าก็ไม่ยี่หระยิ่งในซีกของตำรวจ พล.ต.อ.ธานีสมบูรณ์ทรัพย์ ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ เลือกมาเองกับมือให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก็ได้มีการเรียกประชุมตำรวจระดับสูงสังกัดตำรวจนครบาลเตรียมความพร้อมวางแผนรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 19 กันยายนนี้แล้วจึงไม่มีอะไรที่จะต้องน่าหนักใจก็ขนาด ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ คือพล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ลาออกไป 1 คนนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังบอกหน้าตาเฉยว่าไม่มีผลกระทบต่อการประชุม ก.ต.ช.สามารถประชุม ก.ต.ช. เพื่อเลือก ผบ.ตร.ได้โดยจะพยายามจัดการประชุม ก.ต.ช. ภายในสัปดาห์นี้ ขึ้นอยู่กับ พล.ต.อ.ธานี เพราะจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ลาออกไปตามกฎหมายเชื่อมั่นล้นปรี่กับเกมจัดแถวสีกากีว่าทุกเรื่องตอนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรือผิดพลาดอะไรให้ต้องหน้าแตกอีกแล้ว!!!ยิ่งกับคนที่ถูกมองว่าคาใจกันอยู่ในเรื่องตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ คือ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ว่าจะไม่เอา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ นั้นแต่วันนี้นายสุเทพก็ยอมสยบ มีสภาพประดุจแมวเชื่องที่เด็กๆ ชอบอุ้มเล่นไปเสียแล้วที่สำคัญ นายสุเทพวันนี้ทุ่มเทเต็มที่กับภารกิจรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่19 กันยายน เพื่อให้ผลงานเป็นที่ปรากฏว่าไม่ได้มีอะไรกินแหนงแคลงใจกับนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งสิ้นแถมยังควงคู่กับทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์

จันทร์โอชา ไปติวเข้มให้เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือผู้จัดการรัฐบาลว่า สามารถคุมอยู่หมด“เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบทุกเหตุการณ์ เพราะเป็นผู้ออกคำสั่งผมยืนยันว่ารัฐบาลจะปฏิบัติตามกฎหมายภายใต้กรอบของกฎหมาย การสั่งการของรัฐบาลทุกอย่างต้องมีกฎหมายรองรับส่วนการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นผมคิดว่ามีความจำเป็น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีพิจารณา” นายสุเทพ ยืนยันอย่างนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยิ้มราวกับเด็กที่ได้ของเล่นที่สูญหายไปกลับคืนมากระนั้นและยิ่งมาเจอหมอดูอย่าง นายวิโรจน์กรดนิยมชัย นักโหราศาสตร์ยูเรเนียมที่ออกมาทำนายว่าการที่ดาวเสาร์ไปทับอาทิตย์ของนายอภิสิทธิ์ในช่วงนี้จะไม่มีปัญหา เพราะมีดวงดาวเสาร์สันโดษ เกิดต่างประเทศจึงเดินทางบ่อย แม้ต้องไปประชุมต่างประเทศก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีไปจนถึงปีหน้า“การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่19 กันยายน ตามดาวราศีไม่มีความรุนแรงหากมีปะทะกันก็เพียงเล็กน้อย จึงไม่มีผลกระทบกับนายอภิสิทธิ์”เล่นเอาเป็นปลื้ม จึงยิ้มแย้มบอกกล่าวกับคนรอบข้างอย่างเชื่อมั่นสุดๆ ว่า เมื่อคุมได้หมดทั้งทหารและตำรวจแบบนี้ การเดินทางไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐอเมริกาก็ไม่น่าที่จะต้องมีอะไรกังวลเชื่อมั่นว่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ตาม เพราะนายสุเทพจะต้องทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างเอาไว้ให้เป็นอย่างดีจะเรียกว่าเชื่อมั่นหรือย่ามใจ ก็สุดแท้แต่จะคิดกันเพียงแต่อยากจะเตือนนายกฯ อภิสิทธิ์เอาไว้ว่า บนถนนการเมืองอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นดูแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งจะเดินทางไปราชการต่างประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2549ก็เชื่อมั่นสุดๆ แบบนายกฯ อภิสิทธิ์ในเวลานี้นั่นแหละเพราะเชื่อมั่นว่าตั้ง พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ขึ้นมาเองกับมือ และ พล.อ.สนธิก็ยืนยันตลอดว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารใดๆแน่...แต่สุดท้าย พล.อ.สนธิ นั่นแหละที่กลายเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. เสียเองในขณะที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นคนตั้งพล.อ.อนุพงษ์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้น ก็เป็นเรื่องของข้อตกลงทางการเมืองที่นายสุเทพเป็นคนดำเนินการ ไม่ใช่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งขึ้นมาแต่อย่างใดถ้าเชื่อมั่น ถ้าคิดว่าดวงแข็งดวงดีแบบสุดๆจนสามารถจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยาวนานอย่างที่คิดก็ตามสบายขอให้เดินทางไปต่างประเทศโดยสวัสดิภาพนะ นายกฯ อภิสิทธิ์ ■