WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 16, 2009

เกียร์ว่าง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขณะที่รัฐบาลพยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างกระแส “ข่าวดี” กลบ“ข่าวร้าย” รายวันประกาศว่าจะมีการลงทุนใหม่ๆเข้ามาเท่านั้นเท่านี้ จะมีการเปิดกิจการใหม่ๆ เท่านั้นเท่านี้ จะส่งออกดีขึ้นเท่านั้นเท่านี้ทั้งที่ความจริงวันนี้ก็คือข้าราชการ “เกียร์ว่าง” กันหมดแล้วถึงขนาดเกิดคำพูดขึ้นในแวดวงข้าราชการไทยยุคใหม่ว่า “การอยู่เฉยๆคือ การทำงานที่ดีที่สุด”เมื่อข้าราชการเกียร์ว่าง เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้อย่างไรในเมื่อข้าราชการคือหน่วยงาน

สนับสนุนการทำงานของภาคเอกชน คือผู้อำนวยความสะดวกในขั้นตอนต่างๆถ้าข้าราชการไม่คิด ไม่ทำ ไม่แก้ไขปัญหาประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรถ้าข้าราชการไม่กล้าเสนอของบประมาณเพื่อลงทุนด้านการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ผลงานจะออกมาดีได้อย่างไรถ้าผู้บริหารในหน่วยงานราชการไม่กล้าปรับองค์กร โยกคนนั้นไปนั่งตรงนี้โยกคนนี้ไปนั่งตรงนั้น เพื่อให้คนทำงานตรงกับงานงานจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไรแต่ถ้าทำไปแล้วถูกกล่าวโทษย้อนหลังตามยึดบำเหน็จบำนาญ ถามว่าใครจะกล้าทำสู้ยึดตำรา “คนไม่ผิดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย” ไม่ดีกว่าหรือจะได้ไม่โดนแบบ ศุภรัตน์ ควัฒน์กุลอดีตปลัด กระทรวงการคลัง ซึ่งถูกอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงการคลังที่มี กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติไล่ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ยืนยันว่า นายศุภรัตน์มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จากการแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร 4 คน“สิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนต้องยอมรับความจริง และสามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้และไม่ได้มีปัญหาแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากระบบใหญ่ของราชการ ซึ่งต้องไปช่วยกันคิดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร”นั่นคือคำกล่าวของนายศุภรัตน์ในวันสุดท้ายก่อนลาออกจากตำแหน่งหรือการขุดคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์มาดิสเครดิตพรรคเพื่อไทยเพื่อเอาผิดย้อนหลัง เห็นชัดๆ ว่าเป็นเกมการเมือง แต่ไปกระทบข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ณ เวลานี้ หรือเกษียณอายุราชการไปแล้วซึ่งต้องยอมรับว่าในฐานะของข้าราชการล้วนทำงานอยู่ใต้ร่มเงา

นักการเมือง ถ้านักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ หากไม่ทำก็จะกลายเป็นความผิดแต่หากทำตามคำสั่งเมื่อนักการเมืองคนนั้นพ้นจากตำแหน่ง นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน แล้วใช้อำนาจบาตรใหญ่ขุดค้นข้อบกพร่องย้อนหลังเพื่อเอาผิดชนิดไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล จนเป็นเหตุให้ขวัญกำลังใจข้าราชการสั่นคลอนถามว่าแบบนี้จะมีใครอยากทำงานสู้เข้า “เกียร์ว่าง” นั่งตบยุงไปวันๆไม่ดีกว่าหรือหรือกรณีที่เป็นข่าวบานปลายขณะนี้กับการเอาผิดตำรวจสลายม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ซึ่งมี ปานเทพ กล้าณรงค์ราญประธาน ป.ป.ช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาคดีสั่ง การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภาซึ่งที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทำเอา พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น โดนไปเต็มๆโดยผลสอบระบุว่าเมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดขาขาดแขนขาดในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไปจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีความผิดวินัยร้ายแรงซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด8 ต่อ 1 โดยส่งผลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันทีต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่เรื่องกลับไม่จบเมื่อตำรวจมากมายออกมาทวงถามว่า..สิทธิของตำรวจอยู่ตรงไหน ขอบข่ายหน้าที่ของตำรวจคืออะไร ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากลคือความผิด ต่อไปใครจะกล้าดำเนินการแล้วถ้าตำรวจเกียร์ว่าง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ใครจะรับผิดชอบในเมื่อทุกกระทรวง ทบวง กรมกอง พร้อมใจกันใส่เกียร์ว่างแบบนี้เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้อย่างไร? ■

การสร้างความสามัคคีแห่งชาติ (ตอน 1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปัญหาความสามัคคี คือ อุปสรรคขัดขวางเบื้องต้นที่สุดของการแก้ไขปัญหาชาติทั้งปวงด้วยเป็นที่ปรากฎอย่างชัดแจ้งแล้วว่า...ปัญหาความสามัคคีแห่งชาติเป็นปัญหาเผชิญหน้า และปัญหาความขัดแย้งรูปธรรมสูงสุด คือ สงคราม (War)กล่าวคือ การพัฒนาประเทศชาติไม่อาจจะดำเนินไปได้เลยถ้ายังไม่แก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือ สงครามดังนั้น...การแก้ปัญหาชาติเพื่อพัฒนาประเทศ ต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นที่สุดให้ตกไป คือ แก้ปัญหาความสามัคคีให้ตกไปดั่งเช่น ถ้าไฟไหม้บ้านจะพัฒนาบ้านไม่ได้ หากไม่ดับไฟเสียก่อนท่ามกลางสงครามขัดแย้งต่อสู้กัน ทำลายกัน...การสร้างสรรค์พัฒนาจะประสบความล้มเหลวลงในท้ายที่สุดเช่นเดียวกับ การปฏิบัติธรรม ถ้าจิตใจไม่สงบ มีสติและสมาธิ ก็จะไม่สามารถพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาได้อย่างสิ้นเชิงการปฏิบัติธรรมจึงเริ่มต้นจาก สมถกัมมัฎฐาน...สู่...วิปัสสนากัมมัฎฐาน เป็นลำดับคนสติแตก คือ คนบ้า เกิดจากความขัดแย้งภายในความคิดอย่างรุนแรง นั่นเองณ ปัจจุบันนี้ ชาติบ้านเมืองของเรามีปัญหาเรื่องความสามัคคีที่ยังแก้ไม่ตกและยิ่งนับวันจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับมีสภาพ “กลียุค ”ตามพระราชดำรัสในสมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชดำรัสใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว“ชาติล่มจมเพราะไม่สามัคคี”ดังนั้น จึงต้องรีบรับใส่เกล้าฯ สร้างความสามัคคีเพื่อให้ออกจากกลียุค รอดพ้นจากความล่มจมของชาติอันเป็นภารกิจแห่งชาติที่สำคัญ และเร่งด่วนที่สุด ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น!ความแตกสามัคคีในอดีตของชาติไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น...เป็นเหตุให้เสียกรุงแก่พม่าข้าศึก ในขณะเดียวกันการกู้กรุงศรีอยุธยาทั้ง2 ครั้ง ต้องสร้างความสามัคคี จึงกอบกู้ชาติได้สำเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ต้องรวบรวมคนไทยที่แตกเป็นหลายก๊ก หลายฝ่าย หลายชุมนุม ด้วยวิธีเจรจาชักชวนและคิดค้นวิธีทำสงคราม จนสามารถสร้างความสามัคคี และทำสงครามกอบกู้ชาติได้สำเร็จ จึงทำสงครามกู้ชาติชนะพม่าข้าศึกอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุดชาวบ้านบางระจัน เป็นตัวอย่างของความสามัคคี ที่สามารถรบกับกองทัพพม่าที่ใหญ่โตมหึมา ถึง 7 ครั้ง 7 ครา สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติไทยไว้เป็นแบบอย่าง ตลอดกาลดังนั้น ความแตกสามัคคี คือ เงื่อนไขของความพ่ายแพ้ แต่ความสามัคคี คือ เงื่อนไขของชัยชนะแม้นเรามีทุกอย่างพร้อมแล้วแต่ขาดความสามัคคีก็ไม่มีทางได้รับชัยชนะ ถ้าพิจารณาในด้านนี้ความสามัคคี คือ เงื่อนไขชี้ขาดแห่งชัยชนะ

พลังก้าวหน้าทั้งมวลทั่วโลกจะต้องสามัคคีกัน...ไม่ว่าจะเป็น พลังประชาธิปไตย หรือพลังสังคมนิยม หรือ ชาตินิยม จึงจะมีพลังมวลมหาประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลสามารถต่อสู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จถ้าปราศจากพลังผลักดันของมวลมหาประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลจะไม่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปในทิศทางที่ก้าวหน้าที่สุดนอกจากนั้น พลังมวลชน ยังเป็น ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก คอยปกป้องภาระกิจการเปลี่ยนแปลงมิให้ถูกทำลาย และ คอยพิทักษ์ปกป้องประเทศชาติ ไว้ตลอดไปความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้จริง เป็นพลังมวลชนอันทรงพลังสูงสุดได้ จะต้องมีเงื่อนไขเป็นเหตุเป็นปัจจัยเงื่อนไขที่ดีที่สุด คือ การเมือง เงื่อนไขการเมืองที่สามัคคีมวลชนที่ก้าวหน้าได้นับแสนนับล้าน คือ การกอบกู้ชาติบ้านเมืองและการโค่นล้มระบอบเผด็จการสร้างประชาธิปไตยส่วนคอมมิวนิสต์นั้นมีได้ช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งเท่านั้น กลับล่มสลายลงในเวลาต่อมาในปัจจุบันไม่เหมือนกับพลังประชาธิปไตยที่ชนะเผด็จการได้ทุกรูปแบบประเทศไทยในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ไม่มีเงื่อนไขเอกราช เพราะไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศนักล่าอาณานิคมตะวันตกจึงเหลือแค่เพียงเงื่อนไขเดียว คือ ปัญหาประชาธิปไตย เป็นเงื่อนไขแห่งความสามัคคี ที่จะก่อให้เกิดมวลชนประชาธิปไตยที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เป็นพลังแห่ง สันติอหิงสาการรวมตัวของม็อบที่เกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬเกิดขึ้นจากเงื่อนไขประชาธิปไตยแต่ไม่สามารถยกเลิกเผด็จการสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จเพราะถูกครอบโดยลัทธิรัฐธรรมนูญ มิได้มีการนำทางความคิดด้วยลัทธิประชาธิปไตยถึงแม้ว่าจะมีเจตนารมณ์ประชาธิปไตย แต่พอเปลี่ยนเป็นรูปธรรมกลายเป็นมีข้อเรียกร้องรัฐธรรมนูญดังนั้น เจตนารมณ์ขัดแย้งกับข้อเรียกร้อง จึงได้แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ประชาธิปไตยซึ่งเป็นไปตามสัจธรรมว่า “เรียกร้องสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั่น” กล่าวคือเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ได้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องประชาธิปไตยย่อมได้ประชาธิปไตย จึงชี้ขาดที่ข้อเรียกร้อง ไม่ใช่ชี้ขาดที่เจตนารมณ์ กล่าวคือ ชี้ขาดที่รูปธรรมไม่ใช่ชี้ขาดที่นามธรรมการรัฐประหารของ รสช. กับ คมช. มีเจตนารมณ์ประชาธิปไตย...แต่กลับใช้อำนาจที่ยึดมาได้นั่นไปสร้างรัฐธรรมนูญ ไม่สร้างประชาธิปไตย จึงประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเพราะเจตนารมณ์ขัดกับนโยบาย กล่าวคือมีเจตนารมณ์ประชาธิปไตยแต่มีนโยบายสร้างรัฐธรรมนูญ ■

● นิรนาม นิรกาย ●

ป.ป.ช 2009

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยิ่งกว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่สร้างความหวาดกลัวในวงกว้าง สำหรับคำวินิจฉัยจาก คณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กรณีสั่งสลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551การชี้มูลความผิด 2 อดีตนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งว่าที่อดีตผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.นข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยให้ฟ้องร้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้มติคราวเดียวกันยังชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กับพล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ว่าได้กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยมติดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้ถูกชี้มูลและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปย่อมหวั่นไหวเสียขวัญกำลังใจด้วยเห็นว่าการทำตามหน้าที่กลับต้องรับผิดสถานหนักเช่นนี้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งยังอยู่ในราชการ และอาจต้องทำหน้าที่ต่อไปหากมีการชุมนุมกัน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถามไปยัง ป.ป.ช. ว่าหากผู้ชุมนุมมีท่าทีจะก่อความวุ่นวาย ใช้รั้วลวดหนาม ใช้ยางรถยนต์ ใช้น้ำมันราดพื้นใช้กุญแจปิดคล้องประตู ขู่ว่าฆ่ามันฆ่ามัน จะให้ตำรวจทำได้แค่ไหน เพราะไม่มีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม“จำเป็นต้องเขียนกรอบให้ชัดเจนว่าจะให้ทำอย่างไร และถ้าไม่เขียนกรอบมาให้ ก็จะเอามติของ ป.ป.ช. มาศึกษาแล้วจะทำตามนั้น แล้วอย่าว่าตำรวจเกียร์ว่าง”นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากแวดวงราชการ โดยเฉพาะในวงการสีกากี ที่ออกอาการ “ฉุน” กับคำวินิจฉัยนี้เป็นอย่างมากทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นฟ้องสำนักงาน ป.ป.ช. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายกล้านรงค์จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท พงศ์ศิวาภัย,นายภักดี โพธิศิริ, นายเมธี ครองแก้ว, นายวิชา มหาคุณ, และนายวิชัย วิวิตเสวี ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 8 เสียงขณะเดียวกันนายตำรวจนอกราชการหลายคนก็อดรนทนไม่ไหวต้องออกมานั่งแถลงข่าวตอบโต้ ป.ป.ช.ถึงคำวินิจฉัยดังกล่าว“นายกรัฐมนตรีจงใจกลั่นแกล้งตำรวจ ทำให้การชี้มูลเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม และขอความเห็นจากนายกรัฐมนตรี และป.ป.ช.ว่า การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนนี้ จะให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดูแลกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไรจะไม่มีความผิด”

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ประธานชมรมข้าราชการตำรวจนอกราชการกระแส ป.ป.ช.ภิวัฒน์ ยังไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในวงราชการต่าง “ขยาด” คำตัดสินของ ป.ป.ช. จนมีเสียงบ่นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่ต้องดูแลม็อบเสื้อแดงว่า “ทำงานลำบาก” บางคนถึงกลับส่ายหน้าว่าอย่างนี้ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรแล้ว อยู่เฉยๆดีกว่าทำให้เรื่องนี้ รองนายกด้านความมั่นคง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ต้องออกมาเบรกสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะใกล้วันดีเดย์เข้าไปทุกขณะ“รัฐบาลชุดนี้เราจะสั่งการโดยที่มีกฎหมายรองรับ หากมีความผิดพลาดก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล หรือ ของฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่”ขณะที่ตำรวจที่ต้องทำหน้าที่ดูแลความสงบ ตลอดวันที่ 19 ก.ย. ต้องถกเครียดเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น“ที่ประชุมได้ซักซ้อมการปฏิบัติและรับทราบปัญหาข้อขัดข้องต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจนมีการร้องเรียนป.ป.ช. โดยให้ผู้ปฏิบัติรับฟังคำสั่งการจากผู้บัญชาการเหตุการณ์คือพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.เพียงผู้เดียว” พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ด้าน นายวิชัย วิวิตเสวี หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า ตำรวจต้องรู้กฎหมาย และต้องเข้าใจว่าอะไรคือความถูกต้องและเหมาะสม นับเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ตราบเท่าที่ตำรวจปราศจากจิตสำนึกของการเป็นผู้รักษากฎหมายมองไม่เห็นว่าคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จักต้องเกิดขึ้นตลอดไป และคงจะโทษใครหรือ ป.ป.ช.มิได้“ถ้าหากตำรวจต้องรับโทษของการกระทำผิดครรลองของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ตำรวจก็เป็นองค์กรที่ต้องถูกตรวจสอบจากภาคประชาชนเช่นกัน”นี้คือยุค ป.ป.ช.ปี 2009 ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงราชการที่ใครเห็นแล้วก็ต้องเสียวสันหลัง แต่ผลจากการชี้มูลยังไม่จบเท่านี้ยังมีให้ติดตามอีกเยอะครับพี่น้อง ■

มีพร้อมกว่า

ที่มา บางกอกทูเดย์

ได้ “ลาวาแดง” ต่อยอดเอาจากโครงการ“โรงเรียนเสื้อแดง” หรือชื่อเต็มๆ “โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” หวังสร้างเครือข่ายการเมือง เคลื่อนไหวต่อเนื่อง...ทั่วประเทศ อย่างมี “มิติ” ทั้งในมุมกว้างและลึกเป้าหมายไม่เฉพาะแค่...ดึง รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กลับคืนมา หรือแค่ ไล่รัฐบาลอภิสทิธิ์ กระทั่ง โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตยฯลฯแต่หวังไกลถึงขั้นจะสร้างฐาน “เสื้อแดงรุ่นเก่า - ใหม่” รองรับทุกครั้งของการเลือกตั้งในทุกระดับ...นำสู่แนวคิดที่ “นายหัวฯ วีระมุสิกพงศ์” แกนนำคนสำคัญ บอกจะสร้าง“รัฐไทยใหม่” ให้เป็น “รัฐในอุดคติ” ที่ไม่ไกลเกินฝัน และจับต้องได้...แค่นั้น ทำเอาหลายคนรู้สึกงงๆ อะไรกันว่ะ?“รัฐไทยใหม่”สุดท้าย มีเสียงเล็ดรอดออกมา...เพราะ“รัฐไทยเก่า” ตายไปตั้งแต่ 3 ปีก่อน หลัง“บิ๊ก’บัง” นำทีมนายทหารยึดอำนาจเมื่อ“19 ก.ย.49”ตายมาแล้ว 3 ปี จึงต้อง “รวมพลังประชาธิปไตย” หยั่ง “ลาวาแดง” มาร่วมสถาปนา “รัฐไทยใหม่” เป็นรัฐที่ปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นเครือข่าย “อำมาตยาธิปไตย” ไม่ว่า

จะเป็น“รัฐธรรมนูญปี’50” “รัฐบาลอภิสิทธิ์” หรือ“องค์กรอิสระแต่ชื่อ...”เท่านั้นเอง ทำให้ ฝั่งรัฐบาล...นิ่งเฉยไม่ได้!ต้องผุดโครงการใหม่ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง”ขึ้นมาสู้งานนี้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ประกาศเดินเครื่องเต็มสูบ หลัง “นายกฯมาร์ค”ไฟเขียวกันมาแล้ว ส่วนจะสัมฤทธิ์ผลหยั่งที่ตั้งเป้ารึไม่? ต้องรอพิสูจน์...นี่ก็ใกล้จะเปิดตัวโครงการฯกันแล้วเดาว่า...โครงการฯนี้ รัฐบาลคงหวังจะแชร์คนไทยบางส่วนออกมา “ต้าน” โครงการลาวาแดง” ตลอดช่วงอายุโครงการฯ“20 ก.ย. - 4 ธ.ค.52”ส่วนคนคิดแผนนี้ จะใช่คนเดียวกับที่เคย“ครีเอท” ให้กับ อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวชสมัยทำโครงการ “116 วัน จากวันแม่...ถึงวันพ่อ” รึป่าว? ไม่แน่ใจถ้าใช่! โอกาสความสำเร็จจะมีแค่ไหน?น่าสนใจไม่น้อย...แต่ถึงตอนนี้...เครื่องมือสื่อสาร อำนาจรัฐและเม็ดเงินมากมาย ในมือรัฐบาล มีเหนือกว่ายุคของ อดีตนายกฯสมัคร มากนัก...แถมไม่มี “กองโจรเถื่อน” คอยป่วนไม่ให้เข้าไปทำงานในทำเนียบฯ ซะอีก!ถ้ายัง ล้มเหลว...ก็กลับไปเป็น ฝ่ายค้านหยั่งเดิมน่ะดีแล้ว!. ■

วิบัติ

ที่มา บางกอกทูเดย์


ผลัดกันเขียนเวียนกันคิด
มด คันไฟ
ประเทศจะสงบ ถ้าจบสงครามด้วยการเจรจากันได้ข้อความข้างบน คือ “ความจริง” ที่ทุกคนยอมรับและพูดถึงแต่ไม่มีใครทำให้เกิดสภาวะอย่างนั้น ด้วยความจริงใจประเทศไทยถึงเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้มีแต่เกมการเมือง เป็นกลเม็ด หรือเป็นยุทธศาสตร์ที่ออกมาต่อสู้กันให้เกิดการแพ้-การชนะกันเพราะความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างเดียวคือ...ต่างฝ่ายต่างคิด และทำทุกเรื่องที่จะนำไปสู่ความแตกหักนี่ คือ ประเทศไทยปี 2552 ที่ประเทศกำลังจะย่อยยับบนซากปรักหักพังที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเพียงอย่างเดียวคือ “ชัยชนะ” บนความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้ามตัวแปรที่ยุ่งยาก และยิ่งใหญ่ของประเทศเราวันนี้...คือ ความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมายและอำนาจทับซ้อนของการเมืองประชาธิปไตยประเทศไทยในช่วงสองสามปีหลัง มีสภาพเป็นอย่างนี้หลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549องค์ประกอบเพียง 2 อย่าง ที่ทำให้เป็นตัวแปรของ ความสงบสันติ และความมั่นคงทางการเมืองของไทยทุกคนรู้ถึงต้นตอของปัญหาดีว่า...ความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย หนึ่งและอำนาจทับซ้อนการเมืองประชาธิปไตยอีกหนึ่งสองอย่างนี้ คือ “ตัวแปร” ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นวันข้างหน้ากับประเทศไทยวันนี้และวันหน้า ไม่ว่าเรื่องไหนจะเดินก่อนกันก็ตามล้วนเป็นความวิกฤต....ไม่ใช่โอกาสที่จะพลิกฟื้นสังคมไทยกลับไปที่เก่าได้เพราะเรามีกติกาบ้านเมืองเอาไว้อ้างไม่ใช่มีไว้เพื่อปฏิบัติการตัดสินข้อพิพาททางความคิดจึงต้องใช้กำลังมากกว่าการใช้สมองทั้งหมด คือ จุดแข็งของประเทศไทย และจุดแข็งที่วันนี้จะนำไปสู่ “การแตกหัก”ถ้าสิ่งเหล่านี้ คือ ปณิธาน และความปรารถนาของฝ่าย และกลุ่มที่กำลังแตกแยกอยู่วันนี้ความพินาศย่อยยับกำลังรออยู่ตรงหน้าต้องถามว่า...ทุกคนอยากเห็นอย่างนั้นใช่ไหม?ประเทศไทยวิบัติ!

อำนาจแห่ง ‘เผด็จการรัฐสภา’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดาราสาวคนหนึ่งบอกชีวิตของเธอได้ถือคติว่า สวยไว้ก่อนสมองเติมได้แต่โลกแห่งความเป็นจริง...ธรรมชาติไม่สามารถให้สิ่งพิเศษกับมนุษย์ไปได้เสียทุกอย่างภายในคนหนึ่งคนผู้นำรัฐนาวา...คนทั้งประเทศเห็นเป็นไปในทางเดียวกันรูปหล่อพูดจามีวาทศิลป์ ที่พูดแล้วเพลิน...แต่มาคบคิดลึกๆอีกที พูดเหมือนรู้เรื่อง แต่ว่าฟังแล้วไม่รู้เรื่องจำได้เลาๆ ว่า...เมื่อหลายปีก่อนมีผู้นำรัฐนาวาคนที่รูปงามนายนี้ เป็นผู้กล่าวว่า การเมืองเมื่อปี 2548 ตกอยู่ในสภาวะของ เผด็จการรัฐสภาฟังเข้าท่าแต่หาความหมายไม่เจอ ทั้งๆที่ก็เคยอยู่ลอนดอนมา...น่าจะเข้าใจพื้นฐานแห่งการเมืองมากกว่านี้รากฐานระบอบประชาธิปไตย ของเราได้ลากเอาของอังกฤษมา...แต่เอามาแค่ครึ่งเดียว ประชาธิปไตยตัวแม่อย่างอังกฤษ แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่การอาศัยใช้ระเบียบของระบบจารีตเข้ามาเป็นตัวตั้งหากดีก็ว่าไปตามเนื้อผ้าหากไม่ดีก็มีการลากไส้ออกมาให้เห็นจะๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครวรรณะไหนที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองเผด็จการ คือ การรวบรวมเอาความเห็นของตนเป็นที่ตั้งและเป็นใหญ่ ในการบริหารจัดการโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของใครทั้งสิ้นประมาณที่ผู้นำปฏิวัติไม่ว่าเป็นใครก็ตามสามารถสั่งการได้

ทุกอย่างทุกสถานการณ์เมื่อใครมาขัดใจขัดกิเลสของตนรัฐสภา คือ เป็นจุดรวมของผู้ที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนจากระบบประชาธิปไตยเพื่อเข้ามาร่วมกันแก้ไขและตัดสินปัญหาต่างๆในบ้านในเมืองเลยเกิดคำถามขึ้นว่า เผด็จการรัฐสภา โดยนัยแล้วแปลความไปทางไหนอย่างไรกันแน่ หรือต้องไปบัญญัติศัพท์กันใหม่ในพจนานุกรมสำหรับประโยคนี้เพราะรากฐานแห่งความหมายของคำทั้งสองคำนี้มีที่มาต่างกันราวฟ้ากับเหวจึงเกิดคำถามต่างๆ มากมายกับคำว่า “เผด็จการรัฐสภา”คืออะไร? จากปากของคนรูปหล่อ แล้ววันนี้ที่ตนเองยืนบนฐานที่เป็นผู้นำ มีภาวะแห่งการเป็นผู้นำเผด็จการหรือไม่สิ่งที่มองเห็นก็คงไม่แตกต่างอะไรกัน...เพราะผู้นำวันนี้ก็ยังเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภาสั่งลูกพรรคให้หันไปซ้ายก็ต้องซ้าย...แม้ว่าได้มีการยกเลิกข้อที่ให้มีมติไปในทางเดียวกันกับพรรคไปแล้ว แม้พรรคร่วมก็ต้องเห็นไปในทางเดียวกันเพราะมีการพูดจากันแต่แรก แล้วอย่างนี้ถือว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาได้หรือไม่?ดังนั้นปัญหาเรื่องของ เผด็จการรัฐสภา จึงไม่อาจหมดไปจากระบอบประชาธิปไตยของการเมืองไทยไปได้เลยแล้วคนรูปหล่อเอาอะไรมาพูด!เผด็จการรัฐสภา อย่างที่บอกธรรมชาติไม่สามารถให้อะไรแก่มนุษย์ที่เป็นสิ่งพิเศษได้หลายๆ อย่างภายในคนหนึ่งคน เมื่อคุณได้ความหล่อไปแล้วยังจะเอามันสมองอีกหรือสิ่งที่แตกต่างแล้วดูชอบกลก็คือ ทุกวินาทีแห่งการไปไหนมาไหนของการเป็นผู้นำจะต้องแต่งหน้าทาปากทำผม เสมอ แล้วอย่าลืมเหน็บเอา “ไม้แหย่แย้” ติดกายไปอวดชาวโลกที่งานประชุมใหญ่ที่สหรัฐฯท่านทั้งหลายครับ! ผมได้เป็นผู้นำประเทศไทย เพราะไม้แหย่แย้อันนี้ ศักดิ์สิทธิ์มากๆ ■

ถีบนรกชกสวรรค์

ที่มา บางกอกทูเดย์

“เรามาถูกทางแล้ว”รัฐบาลประชาธิปัตย์...ผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน...“ใคร”...ใช้คำพูดคำนี้...เมื่อถูกถามถึงสงครามใต้...สงครามที่จ่ายไปแล้วหลายแสนล้านให้กับความว่างเปล่าหลายแสนล้านบาท...ที่ปราศจากคำตอบ...เมื่อไหร่มันถึงจะสิ้นสุดจบสิ้นแสนล้านบาท...ที่สร้างข่าวภริยานายทหารใหญ่...ไม่ซื้อเพชรเม็ดละ 30 ล้านบาท...จากแหล่งเพชรระดับไฮโซรู้กันหรือไม่....หลังพิธีศพของเหล่าผู้กล้าที่ทาเลือดรักษาแผ่นดิน...ครอบครัวของเขาเหล่านั้นเปลี่ยนไป...บ้านที่เคยได้อยู่อาศัย...ถูกยึดคืนไปเพราะการตายของสามีและลูกหลาน...เด็กๆหลายคนต้องเปลี่ยนสถานที่ศึกษา...เพราะรายได้ที่คงที่...ในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเขาตายในหน้าที่ในขณะที่ครอบครัวที่เหลืออยู่ของพวกเขา...ได้รับการปรนนิบัติไม่ต่างอะไรจากเชลยศึกในสงคราม...ต่างกันแค่ว่า...มันเป็นเชลยศึกในกองทัพของตัวเองลูกสาวของเหล่านักรบที่จบชีวิตในสงครามใต้...ต้องขายร่างเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่สงครามยังมีอยู่ จำนวนศพก็เพิ่มขึ้นพร้อมๆกับครอบครัวที่ล่มสลาย...ในแต่ละฝ่ายของคนไทยกับคนไทยที่ยืนอยู่กันคนละพานท้ายปืน...เขารบและตายให้กับคำสั่งรบของคนที่ไม่เคยรบและไม่ต้องตาย“เรามาถูกทาง

แล้ว”...สงครามใต้ยังไม่จบ...แต่สงครามอีสานกับเหนือกำลังจะเริ่มต้น...เพราะนายกรัฐมนตรีต้องใช้กำลังทหารตำรวจพร้อมอาวุธ 1 หมื่นคน...รักษาคุ้มกัน...ทุกครั้งที่ไปเหนือไปอีสาน...เรามาถูกทางแล้ว...ที่จะสร้างสงครามกลางเมืองให้กับประเทศนี้เรามาถูกทางแล้ว...ที่จะมี นายกรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีสุเทพ เทือกสุบรรณ...ท่านสร้างใครขึ้นมาเพื่อพาประชาธิปัตย์กลับไปสู่ความย่อยยับแบบไม่มีวันผุดวันเกิด....สุเทพ เทือกสุบรรณ...คนที่ท่านสร้างขึ้นมา...กำลังพาครอบครัวใหญ่ครอบครัวเล็กรอบตัวท่านไปอยู่ในภูมิภพ...ที่ฝันร้ายที่สุดยังไปไม่ถึงเรามาถูกทางแล้ว...ที่สร้างอำนาจอันยิ่งใหญ่...ให้กับ... “คุณพ่อ” ของครอบครัวที่มีปัญหาในเรื่องสติปัญญา...ว่ากันว่า ลูกไม้ไม่หล่นไกลต้น...ลูกทุเรียนมันก็หล่นอยู่ใต้ต้นทุเรียนเรียนเก่งเรียนดีเพราะสอบได้...ไม่ใช่คำอธิบายของความฉลาดและสติปัญญาถีบนรกชกสวรรค์...ท่านมาถูกทางแล้ว จริงๆ■

เขาพระวิหาร ไฟสุมขอน!

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดยหน้าที่ของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุชัดเจนว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน นั้นก็ถือเป็นเงื่อนไขกดดันทางกฎหมายที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการโดยละเว้นหรือเพิกเฉยไม่ได้ถ้าหากไม่เร่งทำอะไรเป็นรูปธรรมออกมา ระวังนายกฯอภิสิทธิ์ อาจจะถูกยื่นถอดถอนเพราะกระทำการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 157 ก็เป็นได้

น่าหวาดเสียวมากขึ้นทุกทีกับปัญหาความขัดแย้งเหนือพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาผลงานของการจุดไฟเกมการเมืองขึ้นมาของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อครั้งที่นายสนธิลิ้มทองกุล แกนนำหรือนายใหญ่ตัวจริงเลิกชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี โดยสิ้นเชิงแล้วก่อนหน้าที่ยังชื่นชมกันดี รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ จะคอยอธิบายความแทนทุกเรื่องให้กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อเปลี่ยนเพลงจาก “ยามรัก” เป็น “ยามชัง” แล้วทุกเรื่องที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณทำล้วนแล้วแต่ไม่เหมาะสม และนายสนธิไม่เห็นด้วยทั้งสิ้นซึ่งกรณีทวงเขาพระวิหารจนกลายเป็นรอยบาดหมางลึกๆระดับประเทศกันขึ้นมาอีกครั้ง ก็มาจากปฐมเหตุนี้แหละแม้แต่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งต้องถือว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้พิธีการทางการทูต และมารยาทระหว่างประเทศเป็นอย่างดีเนื่องจากรับราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศมายาวนานแต่สมัยที่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ นายกษิตก็เป็นคนที่ออกโรงในเรื่องนี้ โดยถึงขนาดกล่าวถึง สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในถ้อยคำที่รุนแรงเป็นข่าวออกสำนักข่าวทั่วโลกมาแล้วดังนั้น ระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัมพูชากับไทย จึงค่อนข้างเปราะบางมาตลอด นับแต่มีการทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารโดยกลุ่มพันธมิตรฯเป็นหัวหอกยิ่งมาถึงในวันนี้ ความตึงเครียดทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะเรียกว่าเป็นการตอบโต้หรือ

ไม่ก็สุดแท้แต่ว่าจะมองกันในมุมใด แต่ที่แน่ๆวันนี้ทหารกัมพูชาได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนแล้วปมเหตุสำคัญของเรื่องก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เพราะในช่วง8 เดือน นับแต่ที่เป็นรัฐบาลมา นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนรอบเขาพระวิหารมาหารืออย่างเป็นทางการกับสมเด็จฯ ฮุน เซ็นเลยในขณะที่นายกษิต ก็พยายามเลี่ยงหลบเพราะตะขิดตะขวงใจจากการขึ้นไปไฮปาร์คบนเวทีพันธมิตรนั่นเองด่วยเหตุเหล่านี้หรือไม่ที่ทำให้ ณ วันนี้กองกำลังกัมพูชา ถึงได้มีการรุกล้ำยึดครองพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร โดยที่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ดำเนินการผลักดันออกไปแต่อย่างใดทั้งสิ้นขนาดที่ว่า กัมพูชามีการปล่อยให้ประชาชนเข้ามาตั้งหมู่บ้าน สร้างวัด สร้างสำนักงานและตัดถนนย้ายเข้ามาในเขตไทยแล้ว สิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดำเนินการก็คือการพูดอย่างสวยหรูว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะไม่ยอมให้เสียอธิปไตย หรือเสียดินแดนไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว!!โดยอาศัยการยืนยันจากคำพูดของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ระบุว่า พร้อมปกป้องอธิปไตยบริเวณเขาพระวิหารในขณะเดียวกันนายกษิต ที่ได้ลงไปพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร ก็ได้พูดถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอให้ผลักดันทหารและชาวกัมพูชาออกนอกพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรก่อนเริ่มกระบวนการเจรจา ว่าเป็นสิทธิที่จะเสนอความเห็นได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ด้วยสันติวิธี ยึดตามข้อเท็จจริงตามกรอบและบันทึกการตกลงร่วมกัน ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกคำถามที่เกิดขึ้นเวลานี้คือ แล้วมีการเร่งแก้ไขหรือดำเนินการอะไรไปบ้างแล้วหรือยัง เพราะภาพที่เกิดขึ้นขณะนี้รัฐบาลถูกมองว่าไม่ได้เร่งปกป้องรักษาอาณาเขตประเทศไทยเท่าที่ควรเลยทำให้บานปลาย เพราะไม่เพียงกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ประกาศฮึ่มๆ จะทวงคืนแผ่นดินไทยแต่ยังมีกลุ่มนักวิชาการไปยื่นฟ้องสมเด็จฯ ฮุน เซ็น เป็นจำเลยข้อหาบุกรุกดินแดน ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยระบุว่าขอให้ศาลมีคำสั่งให้ออกจากดินแดนประเทศไทยทันที

กลายเป็นว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนไทยต้องลุกขึ้นปกป้องแผ่นดินกันเองใช่หรือไม่ โดยที่รัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรนอกจากพูดหลักการสวยหรูไปเรื่อยๆถึงวันนี้ สถานการณ์ที่ตึงเครียดได้กดดันมาถึงจุด ที่นายกฯอภิสิทธิ์ จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการที่จะต้องประกาศจุดยืนของรัฐบาลแล้วการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมยกพลไปชุมนุมที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนปราสาทเขาพระวิหารในวันที่ 19กันยายนนี้ ว่า ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะไปทำอะไรหากไปเพื่อแสดงออกถึงความรักหวงดินแดนแผ่นดิน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกับฝ่ายกัมพูชาเพราะทั้งสองประเทศได้มีการตกลงให้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนในการศึกษาและปฏิบัติกับพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการศึกษาและให้โอกาสคณะกรรมการฯ ชุดนี้ได้ทำงานต่อไปจุดยืนของรัฐบาลก็คือจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับคณะกรรมการฯที่สำคัญนายสุเทพยอมรับว่า การที่ต้องไปกัมพูชาก็ด้วยเรื่องนี้ เพราะนายกฯอภิสิทธิ์และนายกษิตอยากให้ไปช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีการพูดคุยกันตลอด อยากให้ทั้งสองประเทศอยู่ด้วยกันอย่างมิตรไมตรี ความขัดแย้งจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อทุกฝ่ายปัญหาก็คือ รัฐบาลมัวทุ่มเทกำลังทหารและตำรวจเป็นหมื่นๆ นาย เพื่อที่จะมารับมือกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง ในวันที่ 19กันยายน แต่กลับไม่ได้ให้ความใส่ใจกับท่าทีของกลุ่มพันธทิตร ที่บอกว่าสุดจะทนกับรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ยังปล่อยให้กองกำลังกัมพูชารุกล้ำยึดครองพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยไม่ดำเนินการผลักดันออกไปเมื่อรัฐบาลไม่ทำ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะทำเองแน่นอนว่าประชาชนคนไทย ภาคธุรกิจเอกชน

นักลงทุน นักธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยว และบรรดาคนไทยที่อาศัยอยู่อาศัยทำกินบริเวณรอบๆ เขาพระวิหาร ต่างพากันกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาลึกๆ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งเกิดความรุนแรงหรือเกิดการสู้รบซึ่งกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และไม่อยากให้ไทยและกัมพูชาต้องเผชิญหน้ากันเพราะประเทศเพื่อนบ้านควรมีไว้เป็นเพื่อนไม่ใช่เอาไว้ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งผลพวงจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายน2549 เป็นต้นมา สัมพันธภาพของไทยกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านล้วนถูกจับตามองมาตลอดว่าลุ่มๆ ดอนๆในขณะที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ก็มีท่าทีเหมือนกับไม่ได้ตระหนักในเรื่องเหล่านี้เลยดังนั้นคำถามที่พุ่งใส่รัฐบาลในเวลานี้จากสังคมไทย ก็คือ รัฐบาลจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลกัมพูชากับสมเด็จฯฮุน เซ็น ได้เสียทีหรือยังหรือต้องปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นให้ได้เสียก่อนดูเหมือนวันนี้ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์จะเอ้อระเหยต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่าการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนของกองกำลังกัมพูชา รวมทั้งการห้ามไม่ให้คนไทยเข้าไปในพื้นที่ เป็นเหมือนหัวเชื้อ ที่กลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มคนไทยที่รักชาติยอมไม่ได้ถือเป็นเงื่อนไขกดดันทางสังคมที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบขณะเดียวกันโดยหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุชัดเจนว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน นั้น ก็ถือเป็นเงื่อนไขกดดันทางกฎหมายที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการโดยละเว้น หรือเพิกเฉยไม่ได้ถ้าหากไม่เร่งทำอะไรเป็นรูปธรรมออกมาระวังนายกฯอภสิทธิ์ อาจจะถูกยื่นถอดถอนเพราะกระทำการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ก็เป็นได้ ■

ที่ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 14 ก.ย. 52 ศาลนัดฟังคำสั่งในคดีที่ นายเทพมนตรี ลิมปพยอมนักวิชาการอิสระ กับพวก รวม 9 คน เป็นโจทก์ ฟ้องสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชาและนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่า อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่บริเวณข้อพิพาทเป็นของโจทก์ ปวงชนชาวไทย และประเทศไทย ห้ามจำเลยทั้ง 3 กับพวก เข้าเกี่ยวข้องขอให้ถอนทหาร และอพยพราษฎรชาวกัมพูชาออกไป และให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนมรดกโลกเพิกถอนการรับจดทะเบียนปราสาทฯ และพื้นที่พิพาทเป็นมรดกโลก ของคณะกรรมการยูเนสโกทั้งพิพากษาว่า “เส้นสันปันน้ำตอนเขาพนมดงรัก” เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาตลอดแนวเขตแดนดังกล่าวศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยระหว่างประเทศ และบูรณภาพเหนือดินแดนระหว่างไทย และกัมพูชา หรือเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้เป็นข้อพิพาททางแพ่งการที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะพิพากษาอย่างไร และคณะกรรมการมรดกโลกจะพิจารณาจดทะเบียนปราสาทฯหรือไม่ เป็นการกระทำในฐานะองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายระหว่างประเทศทั้งการที่จำเลยทั้ง 3 กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นเรื่องการใช้อำนาจ ในฐานะผู้บริหารประเทศกัมพูชา มิใช่การกระทำในฐานะส่วนบุคคล ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยแม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้มีส่วนได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างระเทศและของคณะกรรมการมรดกโลก แต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะฟ้องศาล และตามคำขอของโจทก์อยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจที่ศาลแพ่งจะบังคับได้ พวกโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55พิพากษายกฟ้อง ■

พธม.จ่อถลุงงบสสส.100ล้านสร้างฐานพรรคการเมืองใหม่ ผุดเครือข่ายก่อการร้ายพรึ้บ!

ที่มา Thai E-News



เพื่อสุขภาวะ?-โครงการเพื่อสุขภาวะสังคมที่แกนนำพันธมิตรของบจากสสส.126ล้านบาท ซึ่งน่ากังขาว่าเป็นการใช้งบรัฐเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่มากกว่า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
15 กันยายน 2552


ผู้อำนวยการ-พิภพ ธงชัย(ขวาสุด)แกนนำพันธมิตรกับสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ บินไปทัวร์ปิรามิดอียิปต์เมื่อต้นปีนี้ หลังเหนื่อยยากตรากตรำยึดทำเนียบ ยึดสนามบินโค่นล้มรัฐบาลและนายกฯจากประชาชนเลือกตั้งมาสำเร็จ โดยพิภพเป็นผู้อำนวยการโครงการนี้


นายพิภพ ธงชัย 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตร นักวิชาการสายพันธมิตร เช่นนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และผู้ปฏิบัติงานระดับสูงหลายคนที่เคยก่อคดียึดสถานีโทรทัศน์NBT เช่น นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด นายนัสเซอร์ ยีหหมะ รวมไปถึงอดีตนางงามที่เคยถูกสามีซาดิสม์ทำทารุณทางเพศคืออารีวรรณ จตุทอง ได้ทำโครงการยื่นของบประมาณ 126 ล้านบาทเศษต่อ สสส.เพื่อดำเนินโครงการที่เรียกว่า"โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสุขภาวะสังคม"

ผู้สร้างเครือข่าย-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และมิตรสหายโจรศรีวิชัยที่ถูกจับกุมช่วงบุกยึดโทรทัศน์NBTหลายคน เป็นคณะทำงานเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมืองและสังคม โดยหวังใช้เงินสสส.สร้างแกนนำทั่วประเทศ2,200คน แกนรอง4,400คน


เป้าหมายโครงการของกลุ่มพันธมิตรที่เสนอโครงการนี้ก็คือ สร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่มีการตื่นตัวทางการเมืองและสังคม เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะต่างๆอย่างต่อเนื่อง

โดยมีเป้าหมายเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมืองพื้นที่ 10 ส่วน 76 จังหวัด เป็นแกนนำหลักจำนวน2,200คน แกนนำรอง4,400คน ภาคีผู้ตื่นตัวทางสังคม 38 จังหวัด ภาคีเยาวชน 5ส่วน 76 จังหวัด

จากนั้นจะสร้างศูนย์ประสานงานเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมือง

สำหรับงบประมาณที่เสนอไปรวมถึงเงินเดือนผู้บริหาร 7 ล้านบาทเศษที่มีนายพิภพ เป็นผู้อำนวยการโครงการ และเงินเดือนคณะทำงาน 20 ล้านบาทมีรายได้เฉลี่ยคนละ400,000บาท

ทั้งนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าวนี้ เท่ากับว่าพันธมิตรกำลังนำเงินของรัฐผ่านจาก สสส. 126 ล้านบาทมาจัดสร้างเครือข่ายของพันธมิตร และรองรับพรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตร จะเป็นการสร้างทุกข์ให้กับประเทศมากกว่าจะสร้างสุขดังข้ออ้างในการของบประมาณ

นักวิชาการโครงการ-อารีวรรณ จตุทอง อดีตนางงามที่เคยถูกสามีจอมซาดิสม์สั่งแก้ผ้าโชว์ชาวบ้าน มีชื่อเป็น"นักวิชาการ"ของโครงการ


อย่างไรก็ตามก็น่าจับตาว่า คณะกรรมการสสส.ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการนี้หรือไม่

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ทำหน้าที่ จุดประกาย กระตุ้น สนับสนุน ประสานความร่วมมือเพื่อ ให้คนไทยริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการสร้างเสริมสุขภาพ

สสส.มีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ เป็นรองประธาน โดยเขาเคยเดินทางไปให้กำลังใจพันธมิตรช่วงที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ และได้หารือกับนายพิภพ ธงชัยด้วย ( ลิ้งค์ )

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.

ที่มา Thai E-News




วงการพ่อค้าก็มี"ข้อมูลใหม่"-ดุสิต นนทะนาคร ก้าวขึ้นเป็นประธานหอการค้าไทยแทนตัวเต็งคนเก่าแบบกะทันหัน ว่ากันว่าเพราะมี"ข้อมูลใหม่"มาโค้งสุดท้าย ดุสิตเป็นลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทย เช่นเดียวกับประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหน้านี้ ล่าสุดเขาประกาศหนุนรัฐบาลใช้พรบ.ความมั่นคงควบคุมการชุมนุมของเสื้อแดงในวันที่19ก.ย.นี้


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
11 กันยายน 2552



หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


หลังจากว่าถึงองค์กรซ่อนเงื่อนสารพัดมาแล้ว ก็มีแฟนๆสอบถามมาว่าแวดวงพ่อค้านี่ก็แปลกๆดูลำเอียงเข้าข้างม็อบเหลือง กระทืบพวกเสื้อแดงเหลือเกิน มันเป็นอะไรยังไงของมัน เบื้องหลังเบื้องลึกคืออะไร ขอบอกไว้ก่อนว่า อันนี้มันเป็นแห้ว...แล้วจะหาว่าไม่บอก

คนวงนอกไม่รู้ขี้รู้ไส้แวดวงพ่อค้า โดยเฉพาะพวกหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมไทย ก็คงคิดกันง่ายๆว่าที่พวกนี้ให้ท้ายเสื้อเหลืองพันธมิตร กระทืบเสื้อแดง ถือหางปชป. กระทืบเหลี่ยมจมธรณี คงเพราะพวกเสื้อแดงกับเหลี่ยมมันเลว พวกเหี้ยเหลืองกับปชป.เลิศเลอเป็นเทวดา นักธุรเขาเลยเลือกข้าง

แต่ใดๆในประเทศนี้ ล้วนแต่มีที่มาที่ไป เบื้องหน้าที่เขาพูดที่เขาแสดง ให้ดูด้วยว่าเบื้องหลังของพวกเขาคืออะไร..คือใคร?

ผมพาไปโฟกัสบทบาทของนายดุสิต นนทะนาคร ซึ่งเพิ่งได้เป็นประธานหอการค้าคนใหม่เมื่อตอนต้นปีนี้(และในแวดวงพ่อค้าก็เป็นเรื่องอื้อฉาว ซุบซิบกันสนั่นวงว่า มีเบื้องหลังที่ห้ามพูดกันถึงที่มาที่ไปที่นายดุสิตได้เป็นประธานหอการค้า)


ดุสิต นนทะนาคร ผู้ก้าวขึ้นเป็นประธานสภาหอแบบพลิกล็อกเพราะ"ข้อมูลใหม่"


#พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือการเป็น"ว่าที่"ประธานหอการค้า ก่อนจะสละสิทธิ์ท่ามกลางเสียงซุบซิบลั่นวงการค้า

ตามคิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อประมณฑ์ สุธีวงศ์ ลูกหม้อของค่ายปูนซิเมนต์ไทยหมดวาระลงแล้วในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า


อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทยจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอนนั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


สำหรับสถานการณ์ชุมนุมของเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศไม่มีความสามัคคี


ฟังแล้วก็ดูดีใช่มั๊ย ก็พ่อค้าพูดหนะ เขาบอกให้เงียบๆกันหน่อย ทะเลาะกันชิบหาย ให้มาร์คเป็นเหอะ บ้านเมืองจะได้สงบ พวกกรุจะได้ทำมาหาแดก..ใครออกมาแนวอื่นๆนี่ก็แปลว่าพวกมึงไม่รักสงบเหรอ สุดท้ายก็เสร็จโจร จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม่งสงบอย่างพวกสมาคมส้นตีนมันอ้างซักวัน


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลังพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ต่อมาไม่นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่มาร์คตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า


ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง


ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

#ประมณฑ์ สุธีวงศ์ ลูกหม้อซิเมนต์ไทย ประธานหอฯคนก่อน ซึ่งออกมากันรันตีว่าพงษ์ศักดิ์จะได้เป็นประธานคนใหม่ ( ดูลิ้งค์ )แต่สถานการณ์พลิกต้องได้คนของเครือซิเมนต์ไทยเป็นประธานต่อ

ก่อนหน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น เหมือนพรรคพวกผมที่อยู่ช.การช่างทำกับพวกกูมาไกกูมิ ต้องจบญี่ปุ่น ไม่งั้นหมดสิทธิ์ แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากเมกา...อ้าวแล้วมันมายังไงของมัน อัจฉริยะเหรอ..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อควายเหล็กบุกหนัก ไปที่ไหนก็เลยมีแต่คูโบต้า จนดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิชัยพัฒนาต้องไปรณรงค์ใช้ควายจริงไถนาในตอนนี้ นะแหละครับ..

นายประมณฑ์ก็เช่นเดียวกับพ่อค้าใหญ่ของไทยทั่วไปคือมีลักษณะของการนำเงินไปผนวกกับปืนแล้วกลายเป็นอำนาจอันยากจะท้าทาย ในการรัฐประหาร19กันยายน เขาได้ตำแหน่ง สนช.อย่างที่ไม่ต้องเดาให้ยาก

ใขณะที่ต่อต้านขับไสรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นายประมณฑ์เคยเชียร์องคมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาเป็นนายกฯหลังการรัฐประหาร19กันยาฯว่า
"ท่านเป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือ มีผลงานในอดีตเป็นที่ยอมรับ จึงเหมาะสมกับตำแหน่งนายกฯ"


ส่วนตอนดันมาร์คเป็นนายกฯก็มีประมนต์ลงนามในแถลงการณ์ประมาณนี้แหละ" พวกแม้วเป็นนายกฯมา2คนแล้วยุ่งชิบหาย ให้มาร์คเป็นมั่งเหอะ พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินสงบสุข"


สันติ วิลาสศักดานนท์ คนสหพัฒน์ สปอนเซอร์หลักพันธมิตร-เนชั่ว


#สันติ วิลาสสักดานนท์ คนค่ายสหพัฒน์ สปอนเซอร์ใหญ่พันธมิตร

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในเรื่องดันมาร์คเป็นนายกฯ..คนนี้เป็นใคร?

แน่นอนว่าเขาไม่ได้กินตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เฉยๆ แต่ยังเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง(SPI)บริษัทในเครือสหพัฒนพิบูล ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขายคนไทยมานานหลายทศวรรษ เป็นสหพัฒน์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมาหลายปีจากการถูกพวกโมเดิร์นเทรด อย่างคาร์ฟู โลตัสเล่นงาน อ่วมแอ้ระแน้

วงจรธุรกิจที่ขายสินค้าป้อนโชห่วยที่เป็นขุมสมบัติมาแต่ยุคเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา กำลังยอบแยบ จนกระทั่งณรงค์ โชควัฒนา ลูกชายเจ้าสัวเทียมคนที่4 ต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการต่อต้านการขยายตัวของห้างโมเดิร์นเทรด เป็นการเคลื่อนไหวที่แนบแน่นอย่างยิ่งกับพันธมิตรของสนธิ ลิ้มทองกุล และว่ากันว่าสหพัฒน์เป็นสปอนเซอร์หลักของพันธมิตร

ทั้งสันติ และณรงค์ยังมีสายสัมพันธ์ในลักษณะเอาเงินไปเชื่อมกับปืนและเป็นอำนาจอำมาตยาฯของสังคมไทย จึงไม่แปลกที่ทั้งสองได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช. )ในยุคที่คมช.ทำรัฐประหารสำเร็จในปี2549

สหพัฒน์จัดงานใหญ่ซุปเปอร์แกรนด์เซลทุกปี และทุกปีจะมีเครือเนชั่นจัดอีเว้นต์เป็นออกาไนเซอร์ให้ แล้วเปรมก็ต้องไปเปิดงานทุกปี มีอยู่ปีที่มีรูปน้ำลายหกเรี่ยราดใส่หนุ่มหล่อล่ำที่สหพัฒน์จัดไปต้อนรับเอาใจนั่นไง


ส่วนคนสุดท้ายคืออภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย


คนนี้ไม่ค่อยมีเหี้ยอะไรเด่นนัก เข้าใจว่าเป็นแบงก์เกอร์จากแบงก์ของรัฐคนแรกนะที่ได้เป็นประธานสมาคมธนาคารไทย ก่อนนี้จะเป็นนายแบงก์จากธนาคารพาณิชย์ภาคเอกชนทั้งหมด

อภิศักดิ์ก็เรียนจบวปอ.เหมือนประมนต์ เหมือนสันติ สภาหอ สภาอุต แต่โทษทีไปนั่งตรงไหนก็บังเอิ๊ญว่า ชิบหายตรงนั้น ทั้งบงล.ไอเอฟซีที บรรษัทไอเอฟซีที แบงก์บีบีซี แบงก์นครหลวง ล่าสุดกรุงไทย ผมหละหวั่นใจว่าเดี๋ยวจะซวยไปอีกรายอยู่เนี่ย. .

ทั้ง3ตัวสภา สมาคมนี่จะพบว่าเป็นตัวแทน หรือมือปืนนั่นแหละ ตัวจริงหลังฉากก็อีกเรื่อง

ตัวจริงเสียงจริงใหญ่สุดทางแบงก์ก็เจ้าสัวชาตรี ป๋าแกก็รัดคอตีเข่าอยู่หมัดมาตั้งแต่มีวปรอ. ใหม่ๆโน่นแล้ว ใหญ่ทางการค้าก็พวกเครือซิเมนต์ไทย ไม่รู้ใครเป็นเจ้าของ ผมชักลืมๆเหมือนกัน ใหญ่ทางอุตสาหกรรมการค้าอุปโภคบริโภคก็เจ้าสัวธนินท์แล้วก็สหพัฒน์ พวกนี้ก็ต้องทำมาหาแดกกับเจ้ากับนายกับเจ้าของประเทศตัวจริงกันทั้งนั้น


แล้วพ่อค้าใหญ่เออออ เห็นดีเห็นงามไปตามๆกันไหม คำตอบคือไม่ทั้งหมด แต่มีแนวโน้มไปอย่างนั้น..อันนี้มันมีเหตุ

ความจริงคติไทยว่า10พ่อค้าไม่เท่า1พญาเลี้ยง พวกอำมาตย์จะหมิ่นแคลนพ่อค้าเอามากแต่ก่อนนะ แต่เกิดparadigm shiftเอาตอนป๋าเปรมเป็นนายกฯ

ไอเดียป๋าคือทำไงให้ทุนบวกปืนแล้วเป็นพลังมหาศาล เพื่อการซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า วปรอ. หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐและเอกชนขึ้น รุ่นแรกๆที่มาเรียนก็อย่างพวกเจ้าสัวชาตรี แบงก์กรุงเทพฯอะไรงี้

พ่อค้าต้องระดับของจริงเท่านั้นถึงได้มาเรียนที่นี่ ก็มาเรียนกับพวกนายพล เรียนกันปีกว่า เรียนกันแทบทุกวัน ตอนแรกก็เข้าค่ายลูกเสือละลายพฤติกรรม เรียนรู้กินนอน ไปเที่ยวดูงานเมืองนอกด้วยกัน ทำรายงานด้วยกัน ตกเย็นกินข้าว เสาร์อาทิตย์ตีกอล์ฟ ตกค่ำตีหม้อด้วยกัน มันก็เกิดการสร้างคอรัปชั่น เอ๊ย!คอนเน็คชั่นระหว่างเงินกับปืนขึ้นมา

หลังๆสถาบันพระปกเกล้าของดร.ปื๊ด-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็มีหลักสูตรคล้ายๆวปอ.นี่ขึ้นมาเหมือนกัน เอาพวกนายพล พวกพ่อค้าใหญ่ พวกนักวิชาการ เอ้นจีโอตัวเป้ง สื่อตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลายไปสุมหัวสร้างคอรัปชั่น เอ๊ย!คอนเน็คชั่นกันขึ้น มันก็เป็นการเลื่อนไหลทางสังคมแบบไทยๆ ให้คนที่ว่ามีเงิน มีอำนาจ มีปืน มีสื่อในมือ มีปากพูด มีคนฟังมารวมตัวกัน แล้วก็ออกมาอย่างที่เห็นๆคือรวมก๊วนรวมแก๊งกันเสร็จ ก็เล่นพวกกันชิบหายเลยเมืองไทย

พวกนี้ก็จะสร้างคอนเน็คชั่นกันไป เช่น พอทหารทำปฏิวัติรัฐประหาร ก็เอาพวกพ่อค้าเพื่อนร่วมรุ่นไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ เอาไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหาเงิน เพราะทหารหาเงินไม่เป็น...เส้นทางมันก็จะรวมกรรมเฉพาะกิจกันแบบนี้

นี่คือลักษณะที่ว่าเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ หากคุณหวังว่าจะเกิดการปฏิวัติของกฎุมพี หรือของพวกพ่อค้า มึงก็ฝันไปเหอะ เพราะตอนนี้เงินกับปืนมันเสพสังวาสเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

เสพสังวาสกันจนตกลูกออกมาเป็น"ประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย"...เอวัง!


อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย