WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 16, 2009

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเรียกร้องถอนหมายจับแกนนำสหภาพแรงงาน 3 คน พร้อมเรียกร้องตำรวจและรัฐบาลตรวจสอบการใช้ LRAD

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลดุสิต ดำเนินการเพื่อขอถอนหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ทั้งสามคนในทันที และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในลำดับต่อไป พึงตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่า การชุมนุมของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ มีวัตถุประสงค์และข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด ดังนั้นการดำเนินคดีนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อสาธารณะ และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจเสรีภาพในการชุมนุมอันเป็นเสรีภาพของประชาชนและเป็นหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังเรียกร้องให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบการนำเครื่องเสียงระดับไกลดังกล่าวมาใช้ในการชุมนุมว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายประชาชนเพียงใด พร้อมทั้งดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าพนักงานที่นำเครื่องเสียงดังกล่าวมาใช้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งแถลงความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบ

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยังเรียกร้องต่อรัฐบาลให้มีนโยบายที่ชัดเจนห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เครื่องเสียงระดับไกลดังกล่าวในการสลายการชุมนุมทั้งโดยชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นวิธีการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวด้านสุขภาพของผู้ชุมนุม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อันเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์ของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย

000


แถลงการณ์ :
กรณีการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์
เผยแพร่ ณ วันที่ 15 กันยายน 2552

ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดุสิตได้ออกหมายจับนายสุนทร บุญยอด นางสาวบุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และนางสาวจิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิกตามมาตรา 215 และมาตรา 216ประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 เนื่องจากการเดินทางมาชุมนุมยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือปัญหาการเลิกจ้างงานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมีความเห็นทางกฎหมายต่อประเด็นดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. การชุมนุมกันของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์เป็นการชุมนุมตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องสิทธิและแสดงออกซึ่งความเห็น เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธอันเป็นเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 ได้รองรับและคุ้มครองไว้ เจ้าพนักงานมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างถูกต้องและไม่ให้เกิดความวุ่นวาย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (Long Range Acoustic Device) มาเปิดเพื่อรบกวนการชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานสตรี สตรีมีครรภ์ และแรงงานที่ใกล้เกษียณอายุ ในขณะที่ตัวแทนได้ติดต่อประสานงานเพื่อเข้าไปยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านแทนรัฐบาล จึงเป็นการกระทำไปโดยที่เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจกระทำได้ เป็นการกระทำซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 และขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 19 อันเป็นสิทธิที่บุคคลมีสิทธิแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง

2. การออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ได้รับรองและคุ้มครองไว้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 นั้น เป็นการใช้กฎหมายอาญาที่ไม่ถูกต้องและเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 แม้จะมีขึ้นเพื่อคุ้มครอง “ความสงบสุขของประชาชน” แต่การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 นั้น แม้โดยสภาพของการรวมตัวของบุคคลจำนวนมากอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้เสรีภาพของบุคคลอื่นอยู่บ้าง ก็เป็นไปโดยธรรมชาติของการชุมนุมของคนจำนวนมาก มิใช่เจตนาของผู้ร่วมชุมนุมแต่อย่างใด จึงไม่อาจตีความได้ว่าการชุมนุมดังกล่าว “ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขแก่ประชาชน” ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 ได้ หากยอมรับตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตีความว่าการใช้เสรีภาพชุมนุมของสมาชิกสหภาพแรงงานเพื่อการเจรจา ยื่นหนังสือและแยกย้ายกันกลับดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ทุกครั้งที่มีการชุมนุมของคนจำนวนมาก หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยอ้างฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 ได้เสมอ ก็เท่ากับการยอมรับว่าประเทศไทยไม่ได้ปกครองโดยยึดถือหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ (The Rule of Law) อีกต่อไป เพราะเป็นการยอมให้กฎหมายอาญาที่มีฐานะต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ มีผลยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนขอเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

1. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ดำเนินการเพื่อขอถอนหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ทั้งสามคนในทันที และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในลำดับต่อไป พึงตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่า การชุมนุมของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ มีวัตถุประสงค์และข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด ดังนั้นการดำเนินคดีนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อสาธารณะ และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจเสรีภาพในการชุมนุมอันเป็นเสรีภาพของประชาชนและเป็นหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบการนำเครื่องเสียงระดับไกลดังกล่าวมาใช้ในการชุมนุมว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายประชาชนเพียงใด พร้อมทั้งดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าพนักงานที่นำเครื่องเสียงดังกล่าวมาใช้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งแถลงความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบ

3. รัฐบาล ควรมีนโยบายที่ชัดเจนห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เครื่องเสียงระดับไกลดังกล่าวในการสลายการชุมนุมทั้งโดยชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นวิธีการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวด้านสุขภาพของผู้ชุมนุม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อันเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์ของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย

ด้วยจิตรักความเป็นธรรม
เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

รัฐทุ่มงบ 50 ล้าน ทำทีวีออนไลน์ แพร่ข่าวทั่วโลก

ที่มา ประชาไท

นางสาวอัมพวัน เจริญกุล ผู้อำนวยการสำนักข่าวแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักข่าวแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักบริหารข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับนโยบายและกิจกรรมสำคัญของรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรายงานข่าว รายงานพิเศษ สารคดีเชิงข่าว ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมสู่สังคมโลกมากขึ้น จึงจัดตั้งสื่อออนไลน์ใหม่ ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ thainews.prd.go.th หรือ thainews.net พร้อมให้บริการข่าวสาร ภาษาไทย และอังกฤษ อีกทั้ง เปิดสถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษ24 ชั่วโมง ในรูปแบบทีวีออนไลน์ภาครัฐแห่งแรกของประเทศไทย

ผอ.สำนักข่าวแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จึงต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นช่องทางสร้างประโยชน์ให้ประเทศ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินงานสื่อดังกล่าว จะมีทีมงานข่าว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวน 92 คน โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันเช่น ฝ่ายข่าว ฝ่ายวิเคระห์ และฝ่ายไอที เป็นต้น

นางสาวอัมพวัน กล่าวอีกว่า สื่อดังกล่าวเริ่มทดลองตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.2551ที่ผ่านมา และเปิดตัวเต็มรูปแบบเมื่อเดือน มิ.ย.2552 ที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเมื่อปี 2552 อยู่ที่ 50 ล้านบาท ดำเนินการติดตั้งเริ่มแรก สำหรับ ปี2553 หรือปีหน้า จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐอีกกว่า 20 ล้านบาท เพื่อใช้บริหารสื่อ โดยตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 1 ล้านเพจวิว ในปี 2553 หรือปีหน้า จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 4-5 แสนเพจวิว

ผอ.สำนักข่าวแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า สำนักข่าวฯ ยังเตรียมขับเคลื่อนงานด้านประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใหม่รวมทั้งการใช้เครือ ข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ เข้ามาเป็นเครื่องมือส่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่คนไทยและชาวต่าง ประเทศที่อยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวทีวีดาวเทียมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีก 2 ช่อง ภายในเดือน ต.ค.2553 หรือปีหน้าด้วย

ครม. ประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เฉพาะพื้นที่เขตดุสิต 18-22 ก.ย. นี้

ที่มา ประชาไท

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 18-22 ก.ย.นี้ เพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศจะนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.นี้บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์​​อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)

เกียร์ว่าง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขณะที่รัฐบาลพยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างกระแส “ข่าวดี” กลบ“ข่าวร้าย” รายวันประกาศว่าจะมีการลงทุนใหม่ๆเข้ามาเท่านั้นเท่านี้ จะมีการเปิดกิจการใหม่ๆ เท่านั้นเท่านี้ จะส่งออกดีขึ้นเท่านั้นเท่านี้ทั้งที่ความจริงวันนี้ก็คือข้าราชการ “เกียร์ว่าง” กันหมดแล้วถึงขนาดเกิดคำพูดขึ้นในแวดวงข้าราชการไทยยุคใหม่ว่า “การอยู่เฉยๆคือ การทำงานที่ดีที่สุด”เมื่อข้าราชการเกียร์ว่าง เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้อย่างไรในเมื่อข้าราชการคือหน่วยงาน

สนับสนุนการทำงานของภาคเอกชน คือผู้อำนวยความสะดวกในขั้นตอนต่างๆถ้าข้าราชการไม่คิด ไม่ทำ ไม่แก้ไขปัญหาประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรถ้าข้าราชการไม่กล้าเสนอของบประมาณเพื่อลงทุนด้านการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ผลงานจะออกมาดีได้อย่างไรถ้าผู้บริหารในหน่วยงานราชการไม่กล้าปรับองค์กร โยกคนนั้นไปนั่งตรงนี้โยกคนนี้ไปนั่งตรงนั้น เพื่อให้คนทำงานตรงกับงานงานจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไรแต่ถ้าทำไปแล้วถูกกล่าวโทษย้อนหลังตามยึดบำเหน็จบำนาญ ถามว่าใครจะกล้าทำสู้ยึดตำรา “คนไม่ผิดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย” ไม่ดีกว่าหรือจะได้ไม่โดนแบบ ศุภรัตน์ ควัฒน์กุลอดีตปลัด กระทรวงการคลัง ซึ่งถูกอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงการคลังที่มี กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติไล่ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ยืนยันว่า นายศุภรัตน์มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จากการแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร 4 คน“สิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนต้องยอมรับความจริง และสามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้และไม่ได้มีปัญหาแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากระบบใหญ่ของราชการ ซึ่งต้องไปช่วยกันคิดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร”นั่นคือคำกล่าวของนายศุภรัตน์ในวันสุดท้ายก่อนลาออกจากตำแหน่งหรือการขุดคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์มาดิสเครดิตพรรคเพื่อไทยเพื่อเอาผิดย้อนหลัง เห็นชัดๆ ว่าเป็นเกมการเมือง แต่ไปกระทบข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ณ เวลานี้ หรือเกษียณอายุราชการไปแล้วซึ่งต้องยอมรับว่าในฐานะของข้าราชการล้วนทำงานอยู่ใต้ร่มเงา

นักการเมือง ถ้านักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ หากไม่ทำก็จะกลายเป็นความผิดแต่หากทำตามคำสั่งเมื่อนักการเมืองคนนั้นพ้นจากตำแหน่ง นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน แล้วใช้อำนาจบาตรใหญ่ขุดค้นข้อบกพร่องย้อนหลังเพื่อเอาผิดชนิดไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล จนเป็นเหตุให้ขวัญกำลังใจข้าราชการสั่นคลอนถามว่าแบบนี้จะมีใครอยากทำงานสู้เข้า “เกียร์ว่าง” นั่งตบยุงไปวันๆไม่ดีกว่าหรือหรือกรณีที่เป็นข่าวบานปลายขณะนี้กับการเอาผิดตำรวจสลายม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ซึ่งมี ปานเทพ กล้าณรงค์ราญประธาน ป.ป.ช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาคดีสั่ง การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภาซึ่งที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทำเอา พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น โดนไปเต็มๆโดยผลสอบระบุว่าเมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดขาขาดแขนขาดในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไปจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีความผิดวินัยร้ายแรงซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด8 ต่อ 1 โดยส่งผลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันทีต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่เรื่องกลับไม่จบเมื่อตำรวจมากมายออกมาทวงถามว่า..สิทธิของตำรวจอยู่ตรงไหน ขอบข่ายหน้าที่ของตำรวจคืออะไร ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากลคือความผิด ต่อไปใครจะกล้าดำเนินการแล้วถ้าตำรวจเกียร์ว่าง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ใครจะรับผิดชอบในเมื่อทุกกระทรวง ทบวง กรมกอง พร้อมใจกันใส่เกียร์ว่างแบบนี้เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้อย่างไร? ■

การสร้างความสามัคคีแห่งชาติ (ตอน 1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปัญหาความสามัคคี คือ อุปสรรคขัดขวางเบื้องต้นที่สุดของการแก้ไขปัญหาชาติทั้งปวงด้วยเป็นที่ปรากฎอย่างชัดแจ้งแล้วว่า...ปัญหาความสามัคคีแห่งชาติเป็นปัญหาเผชิญหน้า และปัญหาความขัดแย้งรูปธรรมสูงสุด คือ สงคราม (War)กล่าวคือ การพัฒนาประเทศชาติไม่อาจจะดำเนินไปได้เลยถ้ายังไม่แก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือ สงครามดังนั้น...การแก้ปัญหาชาติเพื่อพัฒนาประเทศ ต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นที่สุดให้ตกไป คือ แก้ปัญหาความสามัคคีให้ตกไปดั่งเช่น ถ้าไฟไหม้บ้านจะพัฒนาบ้านไม่ได้ หากไม่ดับไฟเสียก่อนท่ามกลางสงครามขัดแย้งต่อสู้กัน ทำลายกัน...การสร้างสรรค์พัฒนาจะประสบความล้มเหลวลงในท้ายที่สุดเช่นเดียวกับ การปฏิบัติธรรม ถ้าจิตใจไม่สงบ มีสติและสมาธิ ก็จะไม่สามารถพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาได้อย่างสิ้นเชิงการปฏิบัติธรรมจึงเริ่มต้นจาก สมถกัมมัฎฐาน...สู่...วิปัสสนากัมมัฎฐาน เป็นลำดับคนสติแตก คือ คนบ้า เกิดจากความขัดแย้งภายในความคิดอย่างรุนแรง นั่นเองณ ปัจจุบันนี้ ชาติบ้านเมืองของเรามีปัญหาเรื่องความสามัคคีที่ยังแก้ไม่ตกและยิ่งนับวันจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับมีสภาพ “กลียุค ”ตามพระราชดำรัสในสมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชดำรัสใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว“ชาติล่มจมเพราะไม่สามัคคี”ดังนั้น จึงต้องรีบรับใส่เกล้าฯ สร้างความสามัคคีเพื่อให้ออกจากกลียุค รอดพ้นจากความล่มจมของชาติอันเป็นภารกิจแห่งชาติที่สำคัญ และเร่งด่วนที่สุด ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น!ความแตกสามัคคีในอดีตของชาติไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น...เป็นเหตุให้เสียกรุงแก่พม่าข้าศึก ในขณะเดียวกันการกู้กรุงศรีอยุธยาทั้ง2 ครั้ง ต้องสร้างความสามัคคี จึงกอบกู้ชาติได้สำเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ต้องรวบรวมคนไทยที่แตกเป็นหลายก๊ก หลายฝ่าย หลายชุมนุม ด้วยวิธีเจรจาชักชวนและคิดค้นวิธีทำสงคราม จนสามารถสร้างความสามัคคี และทำสงครามกอบกู้ชาติได้สำเร็จ จึงทำสงครามกู้ชาติชนะพม่าข้าศึกอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุดชาวบ้านบางระจัน เป็นตัวอย่างของความสามัคคี ที่สามารถรบกับกองทัพพม่าที่ใหญ่โตมหึมา ถึง 7 ครั้ง 7 ครา สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติไทยไว้เป็นแบบอย่าง ตลอดกาลดังนั้น ความแตกสามัคคี คือ เงื่อนไขของความพ่ายแพ้ แต่ความสามัคคี คือ เงื่อนไขของชัยชนะแม้นเรามีทุกอย่างพร้อมแล้วแต่ขาดความสามัคคีก็ไม่มีทางได้รับชัยชนะ ถ้าพิจารณาในด้านนี้ความสามัคคี คือ เงื่อนไขชี้ขาดแห่งชัยชนะ

พลังก้าวหน้าทั้งมวลทั่วโลกจะต้องสามัคคีกัน...ไม่ว่าจะเป็น พลังประชาธิปไตย หรือพลังสังคมนิยม หรือ ชาตินิยม จึงจะมีพลังมวลมหาประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลสามารถต่อสู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จถ้าปราศจากพลังผลักดันของมวลมหาประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลจะไม่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปในทิศทางที่ก้าวหน้าที่สุดนอกจากนั้น พลังมวลชน ยังเป็น ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก คอยปกป้องภาระกิจการเปลี่ยนแปลงมิให้ถูกทำลาย และ คอยพิทักษ์ปกป้องประเทศชาติ ไว้ตลอดไปความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้จริง เป็นพลังมวลชนอันทรงพลังสูงสุดได้ จะต้องมีเงื่อนไขเป็นเหตุเป็นปัจจัยเงื่อนไขที่ดีที่สุด คือ การเมือง เงื่อนไขการเมืองที่สามัคคีมวลชนที่ก้าวหน้าได้นับแสนนับล้าน คือ การกอบกู้ชาติบ้านเมืองและการโค่นล้มระบอบเผด็จการสร้างประชาธิปไตยส่วนคอมมิวนิสต์นั้นมีได้ช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งเท่านั้น กลับล่มสลายลงในเวลาต่อมาในปัจจุบันไม่เหมือนกับพลังประชาธิปไตยที่ชนะเผด็จการได้ทุกรูปแบบประเทศไทยในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ไม่มีเงื่อนไขเอกราช เพราะไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศนักล่าอาณานิคมตะวันตกจึงเหลือแค่เพียงเงื่อนไขเดียว คือ ปัญหาประชาธิปไตย เป็นเงื่อนไขแห่งความสามัคคี ที่จะก่อให้เกิดมวลชนประชาธิปไตยที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เป็นพลังแห่ง สันติอหิงสาการรวมตัวของม็อบที่เกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬเกิดขึ้นจากเงื่อนไขประชาธิปไตยแต่ไม่สามารถยกเลิกเผด็จการสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จเพราะถูกครอบโดยลัทธิรัฐธรรมนูญ มิได้มีการนำทางความคิดด้วยลัทธิประชาธิปไตยถึงแม้ว่าจะมีเจตนารมณ์ประชาธิปไตย แต่พอเปลี่ยนเป็นรูปธรรมกลายเป็นมีข้อเรียกร้องรัฐธรรมนูญดังนั้น เจตนารมณ์ขัดแย้งกับข้อเรียกร้อง จึงได้แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ประชาธิปไตยซึ่งเป็นไปตามสัจธรรมว่า “เรียกร้องสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั่น” กล่าวคือเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ได้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องประชาธิปไตยย่อมได้ประชาธิปไตย จึงชี้ขาดที่ข้อเรียกร้อง ไม่ใช่ชี้ขาดที่เจตนารมณ์ กล่าวคือ ชี้ขาดที่รูปธรรมไม่ใช่ชี้ขาดที่นามธรรมการรัฐประหารของ รสช. กับ คมช. มีเจตนารมณ์ประชาธิปไตย...แต่กลับใช้อำนาจที่ยึดมาได้นั่นไปสร้างรัฐธรรมนูญ ไม่สร้างประชาธิปไตย จึงประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเพราะเจตนารมณ์ขัดกับนโยบาย กล่าวคือมีเจตนารมณ์ประชาธิปไตยแต่มีนโยบายสร้างรัฐธรรมนูญ ■

● นิรนาม นิรกาย ●

ป.ป.ช 2009

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยิ่งกว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่สร้างความหวาดกลัวในวงกว้าง สำหรับคำวินิจฉัยจาก คณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กรณีสั่งสลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551การชี้มูลความผิด 2 อดีตนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งว่าที่อดีตผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.นข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยให้ฟ้องร้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้มติคราวเดียวกันยังชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กับพล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ว่าได้กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยมติดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้ถูกชี้มูลและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปย่อมหวั่นไหวเสียขวัญกำลังใจด้วยเห็นว่าการทำตามหน้าที่กลับต้องรับผิดสถานหนักเช่นนี้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งยังอยู่ในราชการ และอาจต้องทำหน้าที่ต่อไปหากมีการชุมนุมกัน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถามไปยัง ป.ป.ช. ว่าหากผู้ชุมนุมมีท่าทีจะก่อความวุ่นวาย ใช้รั้วลวดหนาม ใช้ยางรถยนต์ ใช้น้ำมันราดพื้นใช้กุญแจปิดคล้องประตู ขู่ว่าฆ่ามันฆ่ามัน จะให้ตำรวจทำได้แค่ไหน เพราะไม่มีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม“จำเป็นต้องเขียนกรอบให้ชัดเจนว่าจะให้ทำอย่างไร และถ้าไม่เขียนกรอบมาให้ ก็จะเอามติของ ป.ป.ช. มาศึกษาแล้วจะทำตามนั้น แล้วอย่าว่าตำรวจเกียร์ว่าง”นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากแวดวงราชการ โดยเฉพาะในวงการสีกากี ที่ออกอาการ “ฉุน” กับคำวินิจฉัยนี้เป็นอย่างมากทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นฟ้องสำนักงาน ป.ป.ช. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายกล้านรงค์จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท พงศ์ศิวาภัย,นายภักดี โพธิศิริ, นายเมธี ครองแก้ว, นายวิชา มหาคุณ, และนายวิชัย วิวิตเสวี ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 8 เสียงขณะเดียวกันนายตำรวจนอกราชการหลายคนก็อดรนทนไม่ไหวต้องออกมานั่งแถลงข่าวตอบโต้ ป.ป.ช.ถึงคำวินิจฉัยดังกล่าว“นายกรัฐมนตรีจงใจกลั่นแกล้งตำรวจ ทำให้การชี้มูลเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม และขอความเห็นจากนายกรัฐมนตรี และป.ป.ช.ว่า การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนนี้ จะให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดูแลกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไรจะไม่มีความผิด”

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ประธานชมรมข้าราชการตำรวจนอกราชการกระแส ป.ป.ช.ภิวัฒน์ ยังไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในวงราชการต่าง “ขยาด” คำตัดสินของ ป.ป.ช. จนมีเสียงบ่นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่ต้องดูแลม็อบเสื้อแดงว่า “ทำงานลำบาก” บางคนถึงกลับส่ายหน้าว่าอย่างนี้ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรแล้ว อยู่เฉยๆดีกว่าทำให้เรื่องนี้ รองนายกด้านความมั่นคง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ต้องออกมาเบรกสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะใกล้วันดีเดย์เข้าไปทุกขณะ“รัฐบาลชุดนี้เราจะสั่งการโดยที่มีกฎหมายรองรับ หากมีความผิดพลาดก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล หรือ ของฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่”ขณะที่ตำรวจที่ต้องทำหน้าที่ดูแลความสงบ ตลอดวันที่ 19 ก.ย. ต้องถกเครียดเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น“ที่ประชุมได้ซักซ้อมการปฏิบัติและรับทราบปัญหาข้อขัดข้องต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจนมีการร้องเรียนป.ป.ช. โดยให้ผู้ปฏิบัติรับฟังคำสั่งการจากผู้บัญชาการเหตุการณ์คือพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.เพียงผู้เดียว” พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ด้าน นายวิชัย วิวิตเสวี หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า ตำรวจต้องรู้กฎหมาย และต้องเข้าใจว่าอะไรคือความถูกต้องและเหมาะสม นับเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ตราบเท่าที่ตำรวจปราศจากจิตสำนึกของการเป็นผู้รักษากฎหมายมองไม่เห็นว่าคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จักต้องเกิดขึ้นตลอดไป และคงจะโทษใครหรือ ป.ป.ช.มิได้“ถ้าหากตำรวจต้องรับโทษของการกระทำผิดครรลองของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ตำรวจก็เป็นองค์กรที่ต้องถูกตรวจสอบจากภาคประชาชนเช่นกัน”นี้คือยุค ป.ป.ช.ปี 2009 ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงราชการที่ใครเห็นแล้วก็ต้องเสียวสันหลัง แต่ผลจากการชี้มูลยังไม่จบเท่านี้ยังมีให้ติดตามอีกเยอะครับพี่น้อง ■

มีพร้อมกว่า

ที่มา บางกอกทูเดย์

ได้ “ลาวาแดง” ต่อยอดเอาจากโครงการ“โรงเรียนเสื้อแดง” หรือชื่อเต็มๆ “โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” หวังสร้างเครือข่ายการเมือง เคลื่อนไหวต่อเนื่อง...ทั่วประเทศ อย่างมี “มิติ” ทั้งในมุมกว้างและลึกเป้าหมายไม่เฉพาะแค่...ดึง รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กลับคืนมา หรือแค่ ไล่รัฐบาลอภิสทิธิ์ กระทั่ง โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตยฯลฯแต่หวังไกลถึงขั้นจะสร้างฐาน “เสื้อแดงรุ่นเก่า - ใหม่” รองรับทุกครั้งของการเลือกตั้งในทุกระดับ...นำสู่แนวคิดที่ “นายหัวฯ วีระมุสิกพงศ์” แกนนำคนสำคัญ บอกจะสร้าง“รัฐไทยใหม่” ให้เป็น “รัฐในอุดคติ” ที่ไม่ไกลเกินฝัน และจับต้องได้...แค่นั้น ทำเอาหลายคนรู้สึกงงๆ อะไรกันว่ะ?“รัฐไทยใหม่”สุดท้าย มีเสียงเล็ดรอดออกมา...เพราะ“รัฐไทยเก่า” ตายไปตั้งแต่ 3 ปีก่อน หลัง“บิ๊ก’บัง” นำทีมนายทหารยึดอำนาจเมื่อ“19 ก.ย.49”ตายมาแล้ว 3 ปี จึงต้อง “รวมพลังประชาธิปไตย” หยั่ง “ลาวาแดง” มาร่วมสถาปนา “รัฐไทยใหม่” เป็นรัฐที่ปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นเครือข่าย “อำมาตยาธิปไตย” ไม่ว่า

จะเป็น“รัฐธรรมนูญปี’50” “รัฐบาลอภิสิทธิ์” หรือ“องค์กรอิสระแต่ชื่อ...”เท่านั้นเอง ทำให้ ฝั่งรัฐบาล...นิ่งเฉยไม่ได้!ต้องผุดโครงการใหม่ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง”ขึ้นมาสู้งานนี้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ประกาศเดินเครื่องเต็มสูบ หลัง “นายกฯมาร์ค”ไฟเขียวกันมาแล้ว ส่วนจะสัมฤทธิ์ผลหยั่งที่ตั้งเป้ารึไม่? ต้องรอพิสูจน์...นี่ก็ใกล้จะเปิดตัวโครงการฯกันแล้วเดาว่า...โครงการฯนี้ รัฐบาลคงหวังจะแชร์คนไทยบางส่วนออกมา “ต้าน” โครงการลาวาแดง” ตลอดช่วงอายุโครงการฯ“20 ก.ย. - 4 ธ.ค.52”ส่วนคนคิดแผนนี้ จะใช่คนเดียวกับที่เคย“ครีเอท” ให้กับ อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวชสมัยทำโครงการ “116 วัน จากวันแม่...ถึงวันพ่อ” รึป่าว? ไม่แน่ใจถ้าใช่! โอกาสความสำเร็จจะมีแค่ไหน?น่าสนใจไม่น้อย...แต่ถึงตอนนี้...เครื่องมือสื่อสาร อำนาจรัฐและเม็ดเงินมากมาย ในมือรัฐบาล มีเหนือกว่ายุคของ อดีตนายกฯสมัคร มากนัก...แถมไม่มี “กองโจรเถื่อน” คอยป่วนไม่ให้เข้าไปทำงานในทำเนียบฯ ซะอีก!ถ้ายัง ล้มเหลว...ก็กลับไปเป็น ฝ่ายค้านหยั่งเดิมน่ะดีแล้ว!. ■

วิบัติ

ที่มา บางกอกทูเดย์


ผลัดกันเขียนเวียนกันคิด
มด คันไฟ
ประเทศจะสงบ ถ้าจบสงครามด้วยการเจรจากันได้ข้อความข้างบน คือ “ความจริง” ที่ทุกคนยอมรับและพูดถึงแต่ไม่มีใครทำให้เกิดสภาวะอย่างนั้น ด้วยความจริงใจประเทศไทยถึงเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้มีแต่เกมการเมือง เป็นกลเม็ด หรือเป็นยุทธศาสตร์ที่ออกมาต่อสู้กันให้เกิดการแพ้-การชนะกันเพราะความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างเดียวคือ...ต่างฝ่ายต่างคิด และทำทุกเรื่องที่จะนำไปสู่ความแตกหักนี่ คือ ประเทศไทยปี 2552 ที่ประเทศกำลังจะย่อยยับบนซากปรักหักพังที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเพียงอย่างเดียวคือ “ชัยชนะ” บนความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้ามตัวแปรที่ยุ่งยาก และยิ่งใหญ่ของประเทศเราวันนี้...คือ ความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมายและอำนาจทับซ้อนของการเมืองประชาธิปไตยประเทศไทยในช่วงสองสามปีหลัง มีสภาพเป็นอย่างนี้หลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549องค์ประกอบเพียง 2 อย่าง ที่ทำให้เป็นตัวแปรของ ความสงบสันติ และความมั่นคงทางการเมืองของไทยทุกคนรู้ถึงต้นตอของปัญหาดีว่า...ความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย หนึ่งและอำนาจทับซ้อนการเมืองประชาธิปไตยอีกหนึ่งสองอย่างนี้ คือ “ตัวแปร” ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นวันข้างหน้ากับประเทศไทยวันนี้และวันหน้า ไม่ว่าเรื่องไหนจะเดินก่อนกันก็ตามล้วนเป็นความวิกฤต....ไม่ใช่โอกาสที่จะพลิกฟื้นสังคมไทยกลับไปที่เก่าได้เพราะเรามีกติกาบ้านเมืองเอาไว้อ้างไม่ใช่มีไว้เพื่อปฏิบัติการตัดสินข้อพิพาททางความคิดจึงต้องใช้กำลังมากกว่าการใช้สมองทั้งหมด คือ จุดแข็งของประเทศไทย และจุดแข็งที่วันนี้จะนำไปสู่ “การแตกหัก”ถ้าสิ่งเหล่านี้ คือ ปณิธาน และความปรารถนาของฝ่าย และกลุ่มที่กำลังแตกแยกอยู่วันนี้ความพินาศย่อยยับกำลังรออยู่ตรงหน้าต้องถามว่า...ทุกคนอยากเห็นอย่างนั้นใช่ไหม?ประเทศไทยวิบัติ!

อำนาจแห่ง ‘เผด็จการรัฐสภา’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดาราสาวคนหนึ่งบอกชีวิตของเธอได้ถือคติว่า สวยไว้ก่อนสมองเติมได้แต่โลกแห่งความเป็นจริง...ธรรมชาติไม่สามารถให้สิ่งพิเศษกับมนุษย์ไปได้เสียทุกอย่างภายในคนหนึ่งคนผู้นำรัฐนาวา...คนทั้งประเทศเห็นเป็นไปในทางเดียวกันรูปหล่อพูดจามีวาทศิลป์ ที่พูดแล้วเพลิน...แต่มาคบคิดลึกๆอีกที พูดเหมือนรู้เรื่อง แต่ว่าฟังแล้วไม่รู้เรื่องจำได้เลาๆ ว่า...เมื่อหลายปีก่อนมีผู้นำรัฐนาวาคนที่รูปงามนายนี้ เป็นผู้กล่าวว่า การเมืองเมื่อปี 2548 ตกอยู่ในสภาวะของ เผด็จการรัฐสภาฟังเข้าท่าแต่หาความหมายไม่เจอ ทั้งๆที่ก็เคยอยู่ลอนดอนมา...น่าจะเข้าใจพื้นฐานแห่งการเมืองมากกว่านี้รากฐานระบอบประชาธิปไตย ของเราได้ลากเอาของอังกฤษมา...แต่เอามาแค่ครึ่งเดียว ประชาธิปไตยตัวแม่อย่างอังกฤษ แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่การอาศัยใช้ระเบียบของระบบจารีตเข้ามาเป็นตัวตั้งหากดีก็ว่าไปตามเนื้อผ้าหากไม่ดีก็มีการลากไส้ออกมาให้เห็นจะๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครวรรณะไหนที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองเผด็จการ คือ การรวบรวมเอาความเห็นของตนเป็นที่ตั้งและเป็นใหญ่ ในการบริหารจัดการโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของใครทั้งสิ้นประมาณที่ผู้นำปฏิวัติไม่ว่าเป็นใครก็ตามสามารถสั่งการได้

ทุกอย่างทุกสถานการณ์เมื่อใครมาขัดใจขัดกิเลสของตนรัฐสภา คือ เป็นจุดรวมของผู้ที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนจากระบบประชาธิปไตยเพื่อเข้ามาร่วมกันแก้ไขและตัดสินปัญหาต่างๆในบ้านในเมืองเลยเกิดคำถามขึ้นว่า เผด็จการรัฐสภา โดยนัยแล้วแปลความไปทางไหนอย่างไรกันแน่ หรือต้องไปบัญญัติศัพท์กันใหม่ในพจนานุกรมสำหรับประโยคนี้เพราะรากฐานแห่งความหมายของคำทั้งสองคำนี้มีที่มาต่างกันราวฟ้ากับเหวจึงเกิดคำถามต่างๆ มากมายกับคำว่า “เผด็จการรัฐสภา”คืออะไร? จากปากของคนรูปหล่อ แล้ววันนี้ที่ตนเองยืนบนฐานที่เป็นผู้นำ มีภาวะแห่งการเป็นผู้นำเผด็จการหรือไม่สิ่งที่มองเห็นก็คงไม่แตกต่างอะไรกัน...เพราะผู้นำวันนี้ก็ยังเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภาสั่งลูกพรรคให้หันไปซ้ายก็ต้องซ้าย...แม้ว่าได้มีการยกเลิกข้อที่ให้มีมติไปในทางเดียวกันกับพรรคไปแล้ว แม้พรรคร่วมก็ต้องเห็นไปในทางเดียวกันเพราะมีการพูดจากันแต่แรก แล้วอย่างนี้ถือว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาได้หรือไม่?ดังนั้นปัญหาเรื่องของ เผด็จการรัฐสภา จึงไม่อาจหมดไปจากระบอบประชาธิปไตยของการเมืองไทยไปได้เลยแล้วคนรูปหล่อเอาอะไรมาพูด!เผด็จการรัฐสภา อย่างที่บอกธรรมชาติไม่สามารถให้อะไรแก่มนุษย์ที่เป็นสิ่งพิเศษได้หลายๆ อย่างภายในคนหนึ่งคน เมื่อคุณได้ความหล่อไปแล้วยังจะเอามันสมองอีกหรือสิ่งที่แตกต่างแล้วดูชอบกลก็คือ ทุกวินาทีแห่งการไปไหนมาไหนของการเป็นผู้นำจะต้องแต่งหน้าทาปากทำผม เสมอ แล้วอย่าลืมเหน็บเอา “ไม้แหย่แย้” ติดกายไปอวดชาวโลกที่งานประชุมใหญ่ที่สหรัฐฯท่านทั้งหลายครับ! ผมได้เป็นผู้นำประเทศไทย เพราะไม้แหย่แย้อันนี้ ศักดิ์สิทธิ์มากๆ ■

ถีบนรกชกสวรรค์

ที่มา บางกอกทูเดย์

“เรามาถูกทางแล้ว”รัฐบาลประชาธิปัตย์...ผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน...“ใคร”...ใช้คำพูดคำนี้...เมื่อถูกถามถึงสงครามใต้...สงครามที่จ่ายไปแล้วหลายแสนล้านให้กับความว่างเปล่าหลายแสนล้านบาท...ที่ปราศจากคำตอบ...เมื่อไหร่มันถึงจะสิ้นสุดจบสิ้นแสนล้านบาท...ที่สร้างข่าวภริยานายทหารใหญ่...ไม่ซื้อเพชรเม็ดละ 30 ล้านบาท...จากแหล่งเพชรระดับไฮโซรู้กันหรือไม่....หลังพิธีศพของเหล่าผู้กล้าที่ทาเลือดรักษาแผ่นดิน...ครอบครัวของเขาเหล่านั้นเปลี่ยนไป...บ้านที่เคยได้อยู่อาศัย...ถูกยึดคืนไปเพราะการตายของสามีและลูกหลาน...เด็กๆหลายคนต้องเปลี่ยนสถานที่ศึกษา...เพราะรายได้ที่คงที่...ในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเขาตายในหน้าที่ในขณะที่ครอบครัวที่เหลืออยู่ของพวกเขา...ได้รับการปรนนิบัติไม่ต่างอะไรจากเชลยศึกในสงคราม...ต่างกันแค่ว่า...มันเป็นเชลยศึกในกองทัพของตัวเองลูกสาวของเหล่านักรบที่จบชีวิตในสงครามใต้...ต้องขายร่างเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่สงครามยังมีอยู่ จำนวนศพก็เพิ่มขึ้นพร้อมๆกับครอบครัวที่ล่มสลาย...ในแต่ละฝ่ายของคนไทยกับคนไทยที่ยืนอยู่กันคนละพานท้ายปืน...เขารบและตายให้กับคำสั่งรบของคนที่ไม่เคยรบและไม่ต้องตาย“เรามาถูกทาง

แล้ว”...สงครามใต้ยังไม่จบ...แต่สงครามอีสานกับเหนือกำลังจะเริ่มต้น...เพราะนายกรัฐมนตรีต้องใช้กำลังทหารตำรวจพร้อมอาวุธ 1 หมื่นคน...รักษาคุ้มกัน...ทุกครั้งที่ไปเหนือไปอีสาน...เรามาถูกทางแล้ว...ที่จะสร้างสงครามกลางเมืองให้กับประเทศนี้เรามาถูกทางแล้ว...ที่จะมี นายกรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีสุเทพ เทือกสุบรรณ...ท่านสร้างใครขึ้นมาเพื่อพาประชาธิปัตย์กลับไปสู่ความย่อยยับแบบไม่มีวันผุดวันเกิด....สุเทพ เทือกสุบรรณ...คนที่ท่านสร้างขึ้นมา...กำลังพาครอบครัวใหญ่ครอบครัวเล็กรอบตัวท่านไปอยู่ในภูมิภพ...ที่ฝันร้ายที่สุดยังไปไม่ถึงเรามาถูกทางแล้ว...ที่สร้างอำนาจอันยิ่งใหญ่...ให้กับ... “คุณพ่อ” ของครอบครัวที่มีปัญหาในเรื่องสติปัญญา...ว่ากันว่า ลูกไม้ไม่หล่นไกลต้น...ลูกทุเรียนมันก็หล่นอยู่ใต้ต้นทุเรียนเรียนเก่งเรียนดีเพราะสอบได้...ไม่ใช่คำอธิบายของความฉลาดและสติปัญญาถีบนรกชกสวรรค์...ท่านมาถูกทางแล้ว จริงๆ■