WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 18, 2009

“มาร์ค”ล่ม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าวันนี้ รัฐบาลมาร์คคือ “รัฐนาวา” อย่างที่คนเขาเปรียบเปรยกัน ผมก็มีความเชื่อมั่นว่า อีกไม่นานรัฐนาวาลำนี้จะต้องจม!!จมเพราะ...เรือเก่าแล้วมีแต่รอยรั่ว!!จมเพราะเรือลำนี้ไม่มีลูกเรือ มีแต่คนใหญ่คนโตที่คิดว่าตัวเองเป็น “กัปตันเรือ” ด้วยกันทั้งสิ้น??และสำคัญที่สุด คนที่เป็น“กัปตันเรือ”ตัวจริงอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็กำลังตกอยู่ในระยะที่“หลงเงาตัวเอง” เดินเรือกลางมหาสมุทรโดยเอาแผนที่เดินเรือโยนทิ้งกลางทะเลวันนี้ ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เขาคือคนที่เริ่ม“สายตาสั้น-ความจำเสื่อม”!!เขากำลังจะลืมเพื่อนแท้ที่ทำให้เขามี “วันนี้” ไปแล้วกี่คนไม่ทราบได้ และเขาเริ่มเกิดความรู้สึกว่า เขา“มองไม่เห็นมิตรบางคนอยู่ในสายตา”วิบากกรรมทั้งหลายที่กำลังอุบัติขึ้นกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเขาเองและร้ายกาจกว่านั้น เขาเองก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น!! อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสายตา ในความคิดของอภิสิทธิ์ จึง“ถูกต้องเสมอ”!!ในฐานะ “แฟนพันธ์แท้” คนหนึ่งของ “เปลว สีเงิน”แห่งหนังสือ

พิมพ์ “ไทยโพสต์” ซึ่งเป็น “เพื่อน”ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัย “ค่ายสี่พระยา” ผมขออนุญาตคุณเปลวนำ “ข้อเขียน” ที่ได้แสดงมุทิตาจิตต่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างลึกซึ้งมาลงให้อ่านกันอีกครั้งคุณ เปลว สีเงิน สรุปได้อย่างคลอบคลุมดังนี้......ไม่ว่ามองในมุมไหน ผมว่า “ไม่เข้าท่า” ทุกมุมในกรณีประชุม ก.ต.ช.เลือกตัว ผบ.ตร. “ล้มแล้ว-ล้มอีก” ถึง ๒ ครั้งและยิ่งนายกฯ อภิสิทธิ์บอกว่า เลื่อนประชุมคัดเลือกออกไปไม่มีกำหนด ถ้า 30 กันยาแล้วยังแต่งตั้งผบ.ตร. คนใหม่ไม่ได้ ก็จะตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ต่อไปเรื่อยๆ!ผมว่าการประชุม ก.ต.ช. ไม่มีปัญหา การคัดเลือกตัวผบ.ตร.คนใหม่ก็ไม่มีปัญหา คู่ชิงระหว่าง พล.ต.อ.ปทีปตันประเสริฐ กับ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ก็ไม่มีปัญหาตัว “นายกฯ อภิสิทธิ์” นั่นแหละที่....เป็นปัญหา!ผม (“สองคม”) ก็เชื่อว่า แม้แต่ในวันนี้ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ คงยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา?? กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เขาได้มาอย่าง “ปาฎิหารย์”??เขาคิดอย่างเดียว เชื่อมั่นอย่างเดียวว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมมีอำนาจสูงสุดเหนือกว่าทุกคนสิ่งที่เขาคิด คือภาระกิจที่ทุกคนต้องทำตามให้ได้??แต่....เขาคิดผิด 30,000 โยชน์ครับ!! ■

วิปริต

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครไม่ใช่พวกกูต้องกำจัด !หลักยึดมั่นตามตำราของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ไม่ปกติมีความ“วิปริตอาเพศ” ผิดครองธรรมมีมาตรฐาน...แต่เป็นมาตรฐานที่ “อ้ายอี” ตั้งตนเป็นใหญ่สถาปนา กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่น“ช่วงชิง” ผลประโยชน์และความชอบธรรมเข้าสู่ฝ่ายตนไม่เข้าท่า! กับผลตีความตัดสิน “ม็อบเสื้อเหลือง” กรณีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลว่าเป็นเรื่องของการ “ไม่มีเจตนา” มีโทษแค่ปิดถนน ตาม พ.ร.บ.จราจรไม่มีเจตนาในเรื่องอะไร?ไม่มีเจตนา เพราะพวกเขาทำประโยชน์เพื่อ “ประเทศชาติ”และวันนี้ผืนแผ่นดินสงบสุขเป็นจริงดั่งที่เราต้องการอย่างนั้นหรือ?การเป่านกหวีดเริ่มชุมนุมครั้งนั้นต่างหากที่เป็น “จุดเริ่มต้น”ของการสร้างความแตกแยก...เป็นมหากาพย์อันน่า “อดสู”ที่มีแต่ความโกรธแค้นชิงชังการบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดผล...การเลือกตั้งด้วย“พลังเสียงประชาชน” ถูกผู้มีอำนาจดูหมิ่นกดขี่เป็น“เสียงซึ่งไร้ความหมาย”พวกท่านปล้นประชาธิปไตย...พวกท่านฉีกรัฐธรรมนูญ...พวกท่านตั้งกติกาขึ้นมาควบคุม...และพวกท่านดูหมิ่นเสียงแห่งปวงชนคำสาปแช่งเป็นหมื่นเป็นแสน...กำลังพุ่งเป้าตรงไปยังพวกท่าน!นับวัน...บ้านนี้เมืองนี้จะถูก “ครอบงำ” ด้วยความวิปริตในใจของผู้ปกครองที่มีแต่ “ความริษยา” สร้างความ น่าสมเพศเวทนา ให้แก่ผู้ประสบพบเห็นสมานฉันท์ คือ “ความฝัน” เพราะผู้มีอำนาจไม่เคย

คิด“แบ่งปัน” ความชอบธรรมให้กับบุคคลอื่น คิดเพียงแสวงหาความชอบธรรมให้กับตนและพวกพ้องบุคคลอื่น ชั่ว และ เลว ไปเสียหมด!เลิกคิดเถิด พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ประเทศชาติมันสายเกินเยียวยาให้กลับมาเป็น “ปกติสุข” ดังเดิมในเมื่อบุคคล “จิตใจวิปริต” ทำตนเป็นใหญ่...สร้างอำนาจบารมีถ่ายทอด “ความวิปริต” เข้าสู่คนที่มีพื้นฐานจิตใจเดียวกันคำว่า “ยิ่งใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน” ถึงวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รู้ได้เห็น “เป็นกรรมตา” แล้วว่าเป็นอย่างไรเป็นยุคที่ วีรบุรุษ...วีรสตรี เหือดหาย...มีแต่พวก“มารซาตาน” ที่ตั้งหน้าตั้งตาคัดค้านในสิ่งที่เป็น “ความถูกต้อง”และ “เป็นธรรม”19 กันยา 52...ครบรอบ 3 ปีแห่งความ “ปวดร้าว” ที่คนส่วนน้อยหยิบยื่น “ความสุขที่ปลายปืน” ให้แก่คนส่วนมากและคนส่วนหนึ่งที่เพียงต้องการ “ประณาม” บุคคลเพียงคนเดียว...แต่กลับกลาย “ประจานตัวเอง” ให้คนทั้งโลกได้เห็น19 กันยา 52...จุดจบ หรือ บริบทใหม่ แห่งการเริ่มต้นเป็นเรื่องที่เกินความสามารถยากจะคาดเดาการกระทำคือ “เครื่องชี้เจตนา” คนที่จ้องทำลายทำให้บ้านเมืองเกิดความ “วิปริต” แสดงว่าตัวตนบุคคลนั้นเป็นคน“วิปริต”เพี้ยนผิด...วิปริตแท้ ก็ไอ้พวกคนที่นั่ง “กดหัว” พวกเราอยู่นี่ไง!!

ในกลียุค

ที่มา บางกอกทูเดย์

กลี....แปลว่า...สิ่งร้าย โทษ เรียกโรคห่าที่เป็นแก่สัตว์..ด้านของลูกสกาที่มีแต้มเดียวคือมีแต่ทางแพ้ ชื่อผีร้ายหรือผีพนันตามคติของพราห์มกลี...แปลว่า ร้าย ไม่เป็นมงคลกลียุค..คือยุคที่ 4 ของจตุรยุค..ว่ากันว่าธรรมะของมนุษย์จะเหลืออยู่เพียง 1 ใน 4ของที่เคยมีอยู่และเป็นมาในสมัยกฤดายุค...ว่ากันว่า..ในกลียุคนั้น ความตายจะมาถึงโดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน...อาจจะหมายความถึง..ไม่เป็นไปตามภาวะปรกติ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย..ที่เกรงกันว่า.จะเป็นกลียุคนั้น..น่าจะช้าไปแล้ว..มองประเทศมองประชาชนมองคนไทยในวันนี้..เราน่าจะเข้าไปอยู่อย่างสมบูรณ์แล้วในกลียุค..เอาตัวเลข เศษ1 ส่วน 4 มาจับ..แล้วดูผู้แทนราษฏร์ในสภา..ตัวเลข เศษ 3 ส่วน 3จะปรากฏออกมา..ว่าสภาผู้แทนในวันนี้..มันต่างไปจากยุคที่ ทวาบรยุค... สมัยก่อนตัวป่วนในสภา..จะมีน้อยกว่านี้และมีเหตุผลในการอภิปรายดีกว่านี้..และยิ่งแตกต่างไปจากยุค..ไตรดายุค..คือยุคเมื่อประเทศไทยรู้จักสภาผู้แทนใหม่ๆ..คราวที่ที่ประชุมยังอยู่ในพระที่นั่งอนันต

สมาคม..พูดถึงความตาย...ที่ไร้กำหนดกาลเวลาแน่นอน..วันนี้ไม่มีใครมั่นใจในความแน่นอนของชีวิต..ตำรวจใหญ่ยังโดนฆ่าง่ายๆ...ไหนจะไข้หวัดที่เป็นแล้วตาย..ไหนจะภัยร้อยจากการใส่เสื้อสีเหลืองสีแดง.. เรื่องชิงทรัพย์วันนี้ก็เล่นกันถึงตาย..ขับรถไปก็โดนปาหินใส่..ถึงตายเหมือนกันฯลฯ..ก็อธิบายได้ว่า..เราเข้ามาอยู่แล้วในกลียุค..ที่ยังไม่รู้ก็คือว่า..เร้าเพิ่งเข้ามา หรืออยู่ตรงใจกลางหรือไกล้จะถึงทางผ่านทางออกจากกลียุค..ดูอย่างเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..คนส่วนใหญ่ที่เป็นคณะไม่มีความหมาย..มันจะดึงดันมันจะดันให้ทะลุไปเพียงเพื่อจะเอาชนะ..ใช้อธรรมนำชัย..เคราะห์กรรมจะเกิดกับชีวิตของใครบ้างก็ไม่สนใจ..มุ่งไปข้างหน้าจะเอาชนะไม่ยอมแพ้สถานเดียวประกาศเรื่องความจงรักภักดี..แต่พฤติกรรมอุกอาจท้าทาย..เคยมีไหมแบบนี้..มันจะมีอยู่ก็แต่ในกลียุคยุคแห่งไม้ผลัดใบ..เกณฑ์ทหาร..ก็วิ่งกันพล่านไม่อยากติด..กลัวไปตายในสงครามใต้..สงครามไร้พรมแดนที่มีแต่รอวันตาย..ของเหล่าคนไพร่ทหารไพร่..แต่ที่สบายไม่รู้ใช้กันอย่างไรหลายแสนล้าน..แยกกันชัดนรกกับสวรรค์..ทหารหน้าท้องแบบราบกับทหารพุงโร..ขอให้รอดตายรอดจากภัยวิบัติ..จนกว่าชาติจะพ้นกลียุค.. ■

พ.ร.บ.ความมั่นคง กฎหมายคุมม็อบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในระยะหลังของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม“คนเสื้อแดง” ต้องเผชิญกับกฎหมายควบคุมม็อบอย่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือพ.ร.บ.ความมั่นคง จนต้องเลื่อนการชุมนุมมาแล้ว 2 ครั้งแต่ครั้งที่ 3 นี้ คนเสื้อแดงยืนยันเสียงกร้าวเดินหน้าชุมนุมให้ได้ แม้รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ก็ตามหากย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของ พ.ร.บ. ความมั่นคง จะพบว่าการก่อเกิด พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร19 กันยายน 2549 โดยการเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสภานิติบัญญัติของ ผอ.รมน. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อครั้งที่นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.และประธาน คมช.แต่กว่ากฎหมายฉบับนี้จะคลอดได้ ผ่านการปรับแก้หลายรอบเข้าออกคณะการกฤษฎีการหลายรอบ เพราะในช่วงแรกฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกฎหมาย “ติดหนวด” หรือมีความเป็นเผด็จการ เหมือน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการเยอรมนี

เนื่องจากในบางมาตรการให้อำนาจหน้าที่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ ปิดล้อมตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้น หรือการสั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันจะเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือบทลงโทษเจ้าหน้าที่กรณีปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด ที่ไม่ชัดเจนสุดท้ายแล้วกระแสสังคมในช่วงนั้น กดดันให้ต้องมีการแก้ไขเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ จึงส่งเรื่องให้กฤษฎีกาแก้ไข โดยมีการตั้งคณะกรรมการจากหลายส่วนเพื่อ“ชำแหละ” กฎหมายฉบับนี้จนในที่สุดรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ทันเวลาก่อนจะส่งไม้ต่อให้รัฐบาล นายสมัครสุนทรเวช ในปี 2551ทั้งนี้ หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่กลับเข้าสภาวะปกติ มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งการ ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาลแต่กฎหมายฉบับนี้ ยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาใช้ควบคุมสถานการณ์ซึ่งรัฐบาลนายสมัคร ได้เลือกที่จะใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ร่างโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ควบคุมสถานการณ์ แต่ก็ไม่เป็นผลพันธมิตรฯ ยังยึดสนามบิน ยึดทำเนียบส่วนงานแรกของ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ถูกใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ คือการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 14-23 ก.ค. ที่จังหวัดภูเก็ตครั้งนั้นถือเป็นการปฏิบัติเต็มรูปแบบ มีการกำหนดเส้นทางเข้าออก ลงทะเบียนรถที่จะเข้าออกพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.อย่างเข้มงวด ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรา18 ที่ระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ภายในพื้นที่ตามมาตรา 15ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

(1) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด

(2) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดในห้วงเวลาที่ปฏิบัติการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น

(3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด

(4) ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน

(5) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(6) ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของประชาชนข้อกำหนดตามวรรคหนึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วยก็ได้ทั้งนี้ การกำหนดดังกล่าวต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุการบังคับใช้กฎหมายของ กอ.รมน. ในครั้งนี้ ถือว่าสอบผ่านสายตาของรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลติดใจวางแผนเตรียมประกาศในการประชุมอาเซียนช่วงเดือนตุลาคมนี้อีกรอบไม่เพียงเท่านั้น พ.ร.บ. ความมั่นคง ยังถูกใช้บริการเป็นครั้งที่ 2เมื่อคนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่30 สิงหาคม แต่เมื่อเจอ พ.ร.บ. ความมั่นคง คนเสื้อแดงจึงต้องถอยตั้งหลักกำหนดวันที่ 5 ก.ย. แต่ก็เจอแผนของ “สุเทพเทือกสุบรรณ” ที่ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงเช่นเดิมสุดท้ายคนเสื้อแดงก็ตกลงใจกันใช้วันที่ 19 กันยาฯ เป็นวันดีเดย์รวมพลคนเสื้อแดง แม้รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงก็ไม่สน เพราะหากเลื่อนเป็นครั้งที่ 3 มีสิทธิ์ มวลชนคนเสื้อแดงอาจหายไปกว่าครึ่ง เพราะหลายคนตั้งท่ารอมานานนับเดือนการประกาศใช ้พ.ร.บ. ความมั่นคง ครั้งนี้ แนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ยังคงยึดตามตัวบทกฎหมาย เป็นหลัก เพราะคงเข็ดกับการชี้มูลความของ ป.ป.ช. แม้จะมี พ.ร.บ. ความมั่นคงรอบรับ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะมีผลย้อนหลัง หากเกมการเมืองเปลี่ยนส่วนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้อนาคต ได้แต่หวังเช่นนั้น ■

‘มาร์ค’ไม่ถอดสี! ลับ?ลึก? หรือลวง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ซึ่งครั้งแรกเชื่อกันว่า 16 กันยายน วันหวยออกของกองสลาก ก็จะต้องได้ชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่พร้อมกับหวยไปด้วยเช่นกันนั้น แต่เมื่อเกมพลิกผันทำอย่างไร
ในการตรวจเช็คทางลับ คะแนนก็ยังยันกันอยู่ที่ 5 ต่อ 5 จึงทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่กล้าเสี่ยงโหวตนั้นโหวตได้ แต่การชนะแค่เสียงเดียว สุ่มเสี่ยงกับภาพลักษณ์จนเกินไป

น้ำผึ้งหยดเดียวแท้ๆ“อีสป” นักเล่านิทานสอนใจได้ให้แง่คิดมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับอุทธาหรณ์ที่ว่าณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนมาชาวบ้านทุกคนต่างรักใคร่สามัคคีปรองดองกันด้วยดีจนวันหนึ่งมีคนหาบน้ำผึ้งเดินผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ และบังเอิญทำน้ำผึ้งหยดลงพื้นดินหนึ่งหยด มดก็เลยมาตอมมากินน้ำผึ้งกันตามธรรมชาติจิ้งจกเห็นมดเยอะแยะมากมายก็ดีใจวิ่งมากินมดเป็นอาหาร แมวมาเจอจิ้งจกก็รีบกระโดดเข้าตะครุบ สุนัขเห็นแมวก็เข้ามาไล่กัด เจ้าของแมวเห็นสุนัขมากัดแมวของตนเลยเอาไม้ไล่ตี เจ้าของสุนัขได้ยินเสียงร้องก็วิ่งออกมาดูพอรู้ว่าสุนัขของตนถูกเพื่อนบ้านไล่ตี จึงตรงเข้าชกต่อยเจ้าของแมว ญาติของเจ้าของแมวได้ยินเสียงการต่อสู้จึงรีบออกมาช่วย ญาติฝ่ายเจ้าของสุนัขเห็นพรรคพวกของตนถูกทำร้ายก็ออกมาช่วยเช่นกันการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด จากการใช้มือใช้ไม้กลายเป็นมีด ปืน และอาวุธชนิด ต่าง ๆ จนมีการบาดเจ็บล้มตาย ผู้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ พวกเข้าข้างเจ้าของสุนัข และพวกที่เข้าข้าง เจ้าของแมว เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำจนเหลือกำลังน้อยกว่า ก็ออกไปชักชวนญาติหรือ เพื่อนๆ ของตนที่อยู่ต่างหมู่บ้านมาช่วยจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองกว่าเจ้าเมืองจะส่ง คนมายุติศึกได้ ผู้คนก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักการพิจารณาเหตุผลหากเจ้าของสุนัข และเจ้าของแมวเจรจาสอบถามเรื่องราว ให้เป็นที่เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุ ก่อนที่จะหุนหันพลันแล่นทำอะไรไปตามอารมณ์ เหตุการณ์คงจะไม่ลุกลามบานปลายนี่แหละที่มาของคำว่าน้ำผึ้งหยดเดียววันนี้เก้าอี้ ผบ.ตร.เพียงตัวเดียวแท้ๆ กลับทำท่าว่าจะบานปลาย เป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ในสังคมไทย ในยุคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ก็มีเพื่อน ซึ่งมีข้อมูลพิเศษ ที่ทำให้นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูลเป็นหัวหน้าพรรค และมีนายเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ผู้ก่อตั้งพรรค เป็นผู้กำกับการแสดงกลุ่มนี้ล้วนให้การสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพลพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ก็มีเพื่อน ซึ่งก็มีข้อมูลพิเศษด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะมาจากคนละแหล่ง แต่แน่นอนว่า นายกฯอภิสิทธิ์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงผลักดันเต็มที่ ว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการที่จะเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ล้วนแล้วแต่มีพวก มีเพื่อน มีกองเชียร์ ไม่แตกต่างจากนิทานน้ำผึ้งหยดเดียวเลยจริงๆด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเป็นตำแหน่งสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้การเมืองเล่นเกมสารพัดจน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.คนล่าสุดอยู่ไม่ได้ไปแล้ว ทำให้ต้องมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ มารักษาราชการแทนผบ.ตร.

แต่ พล.ต.อ.ธานี ก็จะเกษียณอายุราชการ 30 กันยายนนี้แล้วเช่นกัน จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการตั้ง ผบ.ตร.ใหม่ซึ่งครั้งแรกเชื่อกันว่า 16 กันยายน วันหวยออกของกองสลาก ก็จะต้องได้ชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่พร้อมกับหวยไปด้วยเช่นกันนั้น แต่เมื่อเกมพลิกผันทำอย่างไรในการตรวจเช็คทางลับคะแนนก็ยังยันกันอยู่ที่ 5 ต่อ 5 จึงทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่กล้าเสี่ยงโหวตนั้นโหวตได้ แต่การชนะแค่เสียงเดียว สุ่มเสี่ยงกับภาพลักษณ์จนเกินไปเกมยื้อ ซื้อเวลา รอให้มั่นใจว่ากุมเสียงได้ชัวร์กว่านี้ก่อน ค่อยตั้งก็ยังไม่สาย ถึงขนาดที่นายกฯอภิสิทธิ์ เปรยออกมาเองเลยว่า ถ้าสิ้นกันยายนแล้วยังตั้งไม่ได้ และ พล.ต.อ.ธานี เกษียณไปแล้วก็ต้องหาคนอื่นขึ้นมารักษาการ ผบ.ตร.ต่อไป ไม่เห็นยากเย็นอะไรเก้าอี้ ผบ.ต.ร.ไทยยุคนี้ ทำอย่างกับ เด็กเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกง พร้อมเมื่อไหร่ก็เรียกเพื่อนมาเล่น หมดสนุกหรือเพื่อนไม่ยอมตามใจ ก็กวาดของทิ้ง อารมณ์ดีเมื่อไหร่ค่อยมาเล่นกันต่อเพราะความไม่มั่นใจว่าถ้าโหวตเสียงจะออกมาอย่างไร และความขัดใจที่เพื่อนยังไม่มีทีท่าว่าจะตามใจหรือทำตามคำขอนี่แหละ ที่ทำให้ต้องเลื่อนการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ยิ่ง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกให้เว้นวรรคทางการเมือง แต่กลับไปโผล่อยู่หน้าห้องประชุม แถมยังเอ่ยวลีว่า “ถ้าเลือกไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน”แบบนี้จะไม่ให้ “มาร์ค”คิดมากได้อย่างไร???อาการคิดมากทั้งขณะประชุม และยังคงคุกรุ่นในจิตใจ ทำให้ในยามนี้ สายตาที่นายกฯอภิสิทธิ์ มองไปยังนายชวรัตน์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกระแสข่าวที่กระเส็นกระสายมาจากทำเนียบรัฐบาลก็คือ น่าจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วแต่เพื่อเป็นการให้เกียรติกับพรรคร่วมรัฐบาล ก็น่าจะเป็นสูตรที่ว่าให้นายชวรัตน์ ขึ้นไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคงและให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

หากหมากตานี้สำเร็จ การที่จะโหวตเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ก็ไม่น่าที่จะต้องลุ้น 5 ต่อ 5 เสียงอีกต่อไปปัญหาอยู่ที่ว่า จะมีใครกล้าคิด กล้าชง กล้าทำหรือไม่เท่านั้นเอง!!!เพราะวันนี้ ระหว่างคน 2 คน คือ นายกฯอภิสิทธิ์ กับ นายเนวินนั้น ต่างร้องเพลง “หลักไม้เลื้อย” ของจิตติมา เจือใจ ด้วยกันทั้งคู่...เพราะเธอเหมือนหลัก ไม้ตั้งตรงนั่น ไม้เลื้อยอย่างฉันได้พันอาศัย ขาดเธอเหมือนขาด หลักชีวิตไป ก้าวเดินทางใด ขาดความมั่นใจแน่นอนเพราะเธอเหมือนสร้อย พระห้อยคอนั่น คุ้มครองป้องกันภูตภัยหลอกหลอน ขาดเธอหัวอก หวั่นไหวสั่นคลอน แม้ยามจะนอนประสาทยังหลอนตัวเอง...เพียงแต่ไม่รู้ว่า มาร์คเป็นไม้หลัก เนวินเป็นไม้เลื้อย หรือว่า เนวินเป็นไม้หลัก แล้วมาร์คเป็นไม้เลื้อยกันแน่ เพราะดีกรีความเชื่อมั่นของทั้งคู่บนถนนการเมืองเวลานี้ต้องบอกว่าล้นปรี่กันจริงๆในอดีตเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ และเพื่อให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มาร์คอาจจะเห็นเนวินเป็นเหมือนพระห้อยคอ เอาไว้กันภูตภัยหลอกหลอน แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่า เวทย์มนตร์เขมรจะยังขลังอยู่หรือไม่เช่นเดียวกันกับเนวิน ที่วันนี้อาจจะพึ่งหาหลวงพ่อมาร์คไม่ได้แล้วเช่นกัน เพราะทวีความเชื่อมั่นจนไปไกลลิบแล้วไม่ชมว่ามาร์คเชื่อมั่นได้อย่างไร ในเมื่อขนาดว่า พล.ต.อ.ธานีเปลี่ยนขั้วโหวตกระหันหัน เพราะได้รับโทรศัพท์ข้อมูลพิเศษเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนซึ่งหากเป็นคนอื่นที่พกความมั่นใจไปประชุม ก.ต.ช. เจอฐานเสียงเปลี่ยน อาจจะออกอาการเหวอไปแล้วแต่เที่ยวนี้นายกฯอภิสิทธิ์ แค่สีหน้าเปลี่ยนคิ้วขมวดวูบเดียวเท่านั้นจริง ก่อนที่จะล้มโต๊ะการประชุมพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นแฝงรังสีอำมหิตทั้งๆ ที่หากเป็นคนอื่น ข้อมูลพิเศษที่เปลี่ยนใจ พล.ต.อ.ธานี อาจจะทำให้เกิดอาการหน้าซีดมือเย็นเท้าเย็นนสั่นสะท้านขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่นายกฯไม่เพียงไม่มีสีหน้ายี่หระกับเหตุแปรเปลี่ยน ยังสามารถที่จะยิ้มหัวได้อย่างสบายๆเพราะเชื่อมั่นทั้งในข้อมูลพิเศษของตนเอง และความเป็น ออกซ์ฟอร์ด แฟมิลี่ ที่เป็นภาพลักษณ์ชั้นดีที่หนุนความเป็นนายกรัฐมนตรีและความเป็นผู้นำอยู่ฤา ครั้งนี้ สังคมไทยจะต้องจับตาอย่ากระพริบอาถรรพ์เก้าอี้ ผบ.ตร. เที่ยวนี้ดูเหมือนจะแรงจริงๆ ■

เทพเทือกยันมาร์คมีภาวะผู้นำ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเลื่อนการพิจารณาวาระการตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ออกไปจนทำให้หลายฝ่ายมองว่า นายกรัฐมนตรีขาดภาวะความเป็นผู้นำว่า ส่วนตัวมองว่า นายกรัฐมนตรีตัดสินใจได้ดี เพราะเมื่อเห็นว่า เรื่องดังกล่าวจะทำให้มีคนวิพากษ์วิจารณ์แปลสถานการณ์ไปในทางที่เป็นลบหรือผิด ก็ต้องตัดสินใจเลื่อนออกไป เมื่อรู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขยุทธวิธีในการปฏิบัติ เพราะ ผบ.ตร.เป็นตำแหน่งที่ต้องดูแลตำรวจเป็นแสนคน จึงต้องพิถีพิถันส่วนที่ถูกมองว่าที่ต้องตัดสินใจเลื่อนออกไปก่อน เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ที่นายกรัฐมนตรีคุยให้ฟัง ก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นนั้น ทั้งนี้คิดว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นว่า คนจะแปลเจตนาผิด แปลความหมายของกระบวนการในการคัดเลือก ผบ.ตร.ผิดไป จึงตัดสินใจเลื่อนออกไป ถือว่าถูกต้องแล้ว และคิดว่าการเลื่อนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ออกไปนั้นไม่กระทบกับการแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะได้หารือกับ พล.ต.อ.ธานีสมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการ ผบ.ตร. เพื่อเตรียมเดินหน้าต่อไป และยืนยันว่า เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จะไม่เป็นปัญหากับรัฐบาล ■

เสธ.แดงลั่นตัดคอเหี้ย ปล่อยโจรก่อการร้ายพธม. หลุดโซ่คดียึดทำเนียบ-สนามบินไปป่วนพระวิหาร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอันิวส์
17 กันยายน 2552

เอาเข้าไปตอแหลแลนด์ อัยการแทงความเห็นพันธมิตรยึดทำเนียบ4เดือนไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนา ส่วนคดียึดสนามบินใกล้ครบ300วันยังต้วมเตี้ยม เปลี่ยนหัวหน้าชุดสืบสวนดองเค็มชุดใหม่ สุดเกรงใจจะขอออกหมายเรียกฯพณฯโจรก่อการร้ายรอบสอง หากไม่เสด็จมารายงานตัวโดยดีค่อยขอศาลออกหมายจับ สมุนโจรได้ใจเลยเหิมหนักยกพวกยึดอุทยานเขาวิหารเตรียมก่อสงครามกับเพื่อนบ้าน


หึหึ!ยึดทำเนียบ4เดือน อัยการแทงความเห็นไม่ผิดเพราะไม่เจตนา เสธ.แดงปรี๊ดแตกต้องตัดคอ

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุชุมชน 102.75 เมกะเฮิร์ตซ ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ 4 เดือน ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม-26 พฤศจิกายน 2551 ว่า อัยการได้พิจารณาตัดสินไม่มีฐานความผิดในการบุกรุกสถานที่ราชการ เนื่องจากกระทำไปโดยไม่ได้มีเจตนา แต่มีความผิดแค่กีดขวางการจรจรตามพ.ร.บ.จราจรทางบกเท่านั้น

ขณะเดียวกันพล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดงได้เขียนกระทู้ในเวบเสธ.แดงว่า ขอต้อนรับเหี้ยตัวใหม่ในระบบอำมาตย์ที่สั่งไม่ฟ้องพันธมิตรยึดทำเนียบ วันที่กองทัพแดงยึดประเทศได้ ให้มันโดนตัดคอแบบนี้พร้อมศาลเหี้ยกลางสนามหลวง

เกรงใจโจรยึดสนามบินต้วมเตี้ยมออกหมายเรียกรอบ2

ส่วนคดีพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตอนนี้ล่วงเลยมาเกือบ 300 วัน ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่พันธมิตรยกพวกมาม็อบขอให้เปลี่ยนข้อหา จนกระทั่งพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดีนี้ต้องพูดว่าพันธมิตรเป็น"ผู้ก่อการดี"นั้น เพิ่งจะมีข่าวคืบหน้าในวันนี้ โดยตำรวจยังปฏิบัติต่อพันธมิตรอย่างเกรงใจด้วยการจะออกหมายเรียกอีกครั้งหนึ่ง

โดยในวันนี้ (17 ก.ย.) เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรปิดสนามบิน ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเป็นการประชุมครั้งแรกจากที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ท.สมยศ รับหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนแทน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 1 ชม.โดยหลังการประชุม พล.ต.ท.สมยศ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ในฐานะโฆษกของคดีเป็นผู้ให้สัมภาษณ์

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดคุย 2 เรื่อง เรื่องแรก เนื่องจากคดีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็น พล.ต.ท.สมยศ ซึ่งวันนี้ พล.ต.ท.สมยศ ได้เชิญพนักงานสอบสวนทั้ง 2 ส่วน คือ สภ.ราชาเทวะ และ นครบาล มาประชุม ให้รับทราบว่า ได้มีการเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวน และเรื่องที่สองเป็นการกำหนดวันส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้กับ พล.ต.ท.สมยศ ในวันที่ 25 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อตรวจสอบสำนวนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะมีการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งในความเห็นของพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่แล้ว เห็นว่าควรจะออกหมายเรียกอีกครั้งหนึ่งก่อน และถ้าหากมีการปฎิเสธที่จะมารับทราบข้อกล่าวตามหมายเรียกครั้งที่สองอีกนั้น ตามปกติแล้วข้อกล่าวหาซึ่งอัตราโทษในการกระทำความผิดในลักษณะนี้ ก็สามารถขออนุมัติศาลเพื่อขอหมายจับได้เลย

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนข้อกล่าวหานั้น ทางพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ให้ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาเดิม และในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ในที่ประชุม สำหรับสำนวนขณะนี้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไปแล้วกว่า 80-90%

“การทำงานของพนักงานสอบสวนนั้น ยังยึดแนวทางเดิม และ พล.ต.ท.สมยศ ก็ไม่ได้สั่งการใดๆ เป็นพิเศษ และตำรวจก็ยึดถือความเป็นกลางในการทำงานอย่างแน่นอนทั้งสองฝ่าย อยากให้เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนเป็นกลาง” พล.ต.ต.พงษ์สันต์ กล่าว

โจรได้ใจไม่มีใครเอาผิดได้ ยกพวกยึดอุทยานฯพระวิหารเตรียมก่อสงครามเพื่อนบ้าน


วันเดียวกันกลุ่มการ์ดพันธมิตรประมาณ 20 คน ที่ได้เดินทางล่วงหน้า ยังคงปักหลักพักค้างคืนภายในอาคารชั้นเดียวของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยนำสิ่งของเครื่องใช้ และข้าวสารอาหารแห้งมาหุงหาอาหารรับประทาน และไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้าไปในที่พักแรม รวมทั้งขอตรวจค้นผู้ที่เข้าใกล้ที่พักแรม อ้างว่าเพื่อความปลอดภัย แม้ฝ่ายทหาร และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเข้าขอร้องให้ออกจากสถานที่ราชการ แต่ว่าการ์ดพันธมิตรปฏิเสธ อ้างว่าบริเวณดังกล่าวสร้างด้วยเงินภาษีประชาชน ทุกคนย่อมมีสิทธิเข้าไปอยู่อาศัยได้

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:ปราสาทเขาพระวิหาร-บ้านทรายทอง

ที่มา Thai E-News


#ภาพเหตุการณ์กลุ่มมวลชนล้าหลังคลั่งชาติที่ถูกปลุกปั่นมาโดยพันธมิตรบุกไปโจมตีชาวบ้านคนไทยในพื้นที่ต้องการอยู่กับเพื่อนบ้านด้วยสันติภาพเมื่อปีกลาย ล่าสุดพันธมิตรกำลังปลุกปั่นให้มวลชนล้าหลังคลั่งชาติไปก่อสงครามกับเพื่อนบ้านอีกรอบ

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
17 กันยายน 2552

ปัญหาเรื่อง "ปราสาทเขาพระวิหาร" ที่ถูกใช้เป็น “เกมส์การเมือง” มาเป็นเวลา ๗๐ ปีเข้าแล้ว

และได้กลายเป็นโรคเรื้อรังเสมือนมะเร็ง เกาะกินสังคมสยามประเทศของเรานี้

จะไม่มีทางแก้ไขได้ หากเราอ่าน "บ้านทรายทอง" ของ ก. สุรางคนางค์ ไม่ "แตก"

เราก็ไม่สามารถจะขจัด "มายาคติ" และ "อคติ" (illusion - ignorance) ในตัวของเราเอง และกับเพื่อนบ้านอาเซียน/กัมพูชา-สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ได้

นิยาย "น้ำดี" ระดับชาติ เรื่องนี้ ควรจะสอนให้เรารู้ว่า "อันว่าวิมานสถาน "บ้านทรายทอง" นั้น เจ้าคุณปู่เจ้าคุณตาสมัย Siam ของเสด็จพ่อ ร. 5 กับสมเด็จกรมฯ ดำรงฯ (มท 1) และ สมเด็จกรมเทววงศ์ฯ (กต 1) และประธานประเทศฝรั่งเศส ได้ตกลงกันยกให้กับทางฝ่าย "สกุลพินิตนันท์" ไปแล้ว ดังนั้น ก็ต้องตกเป็นของพจมานผู้สืบสกุลเธอวันยังค่ำ

ไม่ว่าจะเป็นโดย "ศาลโลก" 2505 หรือ "กรรมการมรดกโลก" 2551

ส่วนทางฝ่าย "สกุลสว่างวงศ์ ณ อยุธยา" อย่างหม่อมแม่และหญิงเล็ก กับ "ผู้นำฝ่ายอำนาจนิยม-จอมพล" คนหัวปลี/ท้ายปลีทั้งหลายสมัย Thailand นั้น เพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยชั่วคราว เลยหลงละเมอไป แต่ ตอนนี้เจ้าของจริงเธอมาเอาคืนไปแล้ว

หากอยากจะอยู่ร่วมกันกับเธอให้ได้ด้วยดี ก็ต้องได้ด้วย “ความรัก-กัลยาณมิตร” ครับ ความเกลียดความแค้น (มายาคติ และอวิชชา) ใช้ไม่ได้หรอกครับ

ทางที่ดีต้องหา "ชายกลาง" หร้อมด้วยคนดีมีศีลธรรมอย่าง "หญิงใหญ่" กับ "ชายน้อย" มาช่วยเป็นคนกลาง พจมานเธอ ถึงจะกลายเป็นทั้งพินิตนันท์ และเป็นทั้งสว่างวงศ์ ณ อยุธยา อยู่กินกันด้วยสันติสุข สมานฉันท์สุวรรณ-อุษาคเนย์-อาเซียน ครับ"
Make Love Not War with thy Asean - Neighbors

ตอนนี้ผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะจบอย่างไร เพราะ "หม่อมแม่" และ "หญิงเล็ก"ก็พวกมากลากไป (หรือไม่ต้องลาก ก็ไปอยู่แล้ว)

ส่วน "ชายกลาง" กับ "หญิงใหญ่" ก็ปากหนัก มีแต่ "ชายน้อย" ซึ่งก็พิการครับ

สื่อกระแสหลักเอง ทั้ง นสพ (ไทย/อังกฤษ) วิทยุ และโทรทัศน์ รวมทั้งหน่วยราชการ ทหาร/พลเรือน (ทั้ง กห. กต.) -นักวิชาการ/มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ มธ. นิดา รังสิต) ต่างก็เล่น "เกมส์" กัน เพื่อได้แต้ม ได้ตำแหน่ง ได้เงินพิเศษ (หรือไม่ก็เอาตัวรอด) จากกรณีนี้

ประเด็น ปราสาทและเขาพระวิหาร นี้ ผู้คนกล่าวหากันว่า

"ขายชาติ"
"ไม่รักชาติ"
รวมทั้ง "โง่" ซ้ำๆๆ

ได้ง่ายๆ เหลือเกิน

แต่พวกนั้น ไม่รู้ (หรือรู้ก็ไม่รู้) หรอก ว่ากำลังทำลายชาติ ทำลายคน ทำลายเศรษฐกิจสังคมของตนเอง ครับ

ในคริสตศาสนา (ที่ผมไม่ได้เข้ารีตด้วย) มีคำกล่าวสุดท้ายของพระเยซูเจ้าว่า
Father forgive them,
they know not what they do


ชาญวิทย์
ธนบุรี- สยามประเทศ


PS: or do they?

จอม เพชรประดับ : สมาคมวิชาชีพสื่อกับการแก้วิกฤตชาติ

ที่มา Thai E-News



แมลงวันตอมแมลงวัน-ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ คนชายคามติชน นายกสมาคมนักข่าวฯ(บน)และก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ คนเครือเนชั่น นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์(ล่าง)

โดย จอม เพชรประดับ
17 กันยายน 2552

เมื่อผมได้รายงานให้นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยทราบ คำพูดแรกที่ได้รับ คือการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมว่า ยังทำการบ้านเพื่อซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ดีพอ ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะต้อนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนไปกับข้อมูล ส่วนนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพูดกับผมก็คือ “ไม่เห็นมีอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล อสมท. จะต้องเข้าไปตรวจสอบเมื่อมีการปฎิบัติขัดแย้งกับนโยบาย"


การสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ทางวิทยุ 100.5 อสมท.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้คำตอบที่ชัดเจนทั้งเรื่องความไม่เป็นธรรม ปัญหาสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ที่กำลังเป็นปัญหาหนักหนา และร้ายแรงไม่แพ้ปัญหาอื่นๆ และกำลังทำให้บ้านเมืองไทยวิกฤตอยู่ในขณะนี้

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนคาดไม่ถึง นั่นก็คือ บทบาทองค์กรวีชาชีพสื่อทั้งสองสมาคมคือ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

แม้จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั่วไปอยู่บ้างว่า สมาคมวิชาชีพทั้งสองนี้ สองมาตรฐาน หรือมาตรฐานเดียวคือ มาตรฐานที่ตั้งอยู่บนอคติ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง และไม่เป็นกลางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่คิดเพียงว่า เป็นเพราะสภาพสังคมไทยอยู่ในสภาพแตกเป็นขั้ว แตกเป็นฝ่ายอย่างรุนแรง ประชาชนจึงอาจตั้งความหวังกับสมาคมวิชาชีพไว้สูงเกินไป


แต่คำวิพากษ์วิจารณ์นี้กลับเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่ผู้เขียนถูกแทรกแซงการทำงานที่วิทยุ 100.5 อสมท. จนนำไปสู่การต้องตัดสินใจยุติการทำรายการในเวลาต่อมา

เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ผู้เขียนได้รายงานเรื่องนี้ (ทางโทรศัพท์) ให้กับนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย คำพูดแรกที่ได้รับ คือการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้เขียนว่า ยังทำการบ้านเพื่อซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ดีพอ ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะต้อนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนไปกับข้อมูล

ผู้เขียนเองก็ยอมรับ และพยายามกับอธิบายกลับไปว่า เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า รวมทั้งผู้เขียนเป็นนักข่าว ไม่ใช่ทนายความ ที่จะคาดคั้น กดดัน โดยการตั้งคำถามกับแหล่งข่าว จนทำให้แหล่งข่าวต้องไปจนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง และยืนยันไปด้วยว่า ได้ตั้งคำถามที่รัฐบาล และคนไทยส่วนใหญ่มีข้อสงสัยและมีคำถามต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างครอบคลุมเป็นส่วนใหญ่แล้ว (อ่านคำถาม และคำตอบ คำต่อคำ ในเว็บไซต์ประชาไท )

อย่างไรก็ตาม ยังได้รับความกรุณาจากนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยที่ให้เขียนบันทึกขึ้นไป และได้อ่านบทความของนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมาในหนังสือพิมพ์มติชนที่ท้วงติงการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล

ด้าน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสได้พบกับนายกสมาคมฯ โดยบังเอิญในอีก 2 วันต่อมา สิ่งที่นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพูดกับผู้เขียนก็คือ “ไม่เห็นมีอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล อสมท. จะต้องเข้าไปตรวจสอบเมื่อมีการปฎิบัติขัดแย้งกับนโยบาย (ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญก็ระบุชัดว่า ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 46 และทั้งสองสมาคมวิชาชีพ ก็หยิบประเด็นนี้มาเคลื่อนไหว เรียกร้องต่อรัฐบาลทุกครั้งเมื่อมีการแทรกแซงสื่อ)


ผู้เขียนก็แสดงความคิดเห็นไปว่า นั่นหมายความว่า สมาคมฯ จะเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ ก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการโยกย้าย หรือสับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือสอบสวนเอาผิดกับผู้บริหารใน อสมท.ก่อน ถึงจะเป็นเรื่องผิดปกติในสายตาของนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์กระนั้นหรือ

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศไทย มีท่าทียอมรับ ข้าพเจ้าก็ย้อนถามกลับไปว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร ก็เป็นคนที่ทำงานข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ มานานกว่า 20 ปี และถูกแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่มาโดยตลอด (เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก) แต่ทำไม นายกสมาคมฯ มองเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างนี้นี่เองที่เรียกว่า การเลือกปฎิบัติ หรือสองมาตรฐาน (หากเทียบกับกรณีของอดีตผู้อำนวยการ อสมท. คนล่าสุด หรือกรณีนักข่าวคนอื่น ที่มีปัญหากับรัฐบาลที่ผ่านมา สมาคมฯ จะออกมาเคลื่อนไหว และออกแถลงการณ์เกือบทันทีที่เกิดปัญหาขึ้น )

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก็บ่ายเบี่ยงไปว่า นายกสมาคมฯ คนเดียวตัดสินใจเองไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ต้องนำเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ ก่อนเพื่อจะสรุปออกมาเป็นมติ ซึ่งตอนนี้ คณะกรรมการแต่ละคนก็ติดธุระไปต่างจังหวัดบ้าง ติดภาระงานกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามก็เป็นการถกเถียงกันด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร เพราะพวกเราก็ยังคงเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องในวิชาชีพเดียวกัน

ผู้เขียนเองพยายามวิเคราะห์ และพิจารณาตัวเองว่า ตั้งแต่ปี 2528 ที่เริ่มเข้าสู่วิชาชีพสื่อสารมวลชน ได้ปฎิบัติหน้าที่ หรือปฎิบัติตนอย่างไร จึงถูกมองเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมวิชาชีพสื่อ อาจจะเป็นเพราะหลังจากที่ออกจากหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อปี 2539 แล้วเข้าสู่วงการโทรทัศน์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ได้กลายเป็นสื่อมวลชนของรัฐ แม้จะพักอาชีพไปชั่วคราวเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นเจ้าของ ไอทีวี. แต่เมื่อกลับมา ก็มาทำข่าวโทรทัศน์ของรัฐบาลอยู่ดี ซึ่งก็แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

หากแต่สมาคมวิชาชีพฯ ได้ใช้หัวใจที่เป็นธรรม พิจารณาการทำงานของผู้เขียนในช่วงการทำข่าวโทรทัศน์กับฝากรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (1 ปีก่อนรัฐประหาร) ผู้เขียนก็พยายามให้ความเป็นธรรม กับฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น ในรายการ “คนวงใน” ผู้เขียนได้เดินทางไปสัมภาษณ์ บุคคลที่ฝ่ายกองบรรณาธิการข่าวไอทีวี.ขณะนั้นมองว่าอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ เจ้าของไอทีวี. ไม่ว่าจะเป็น กษิต ภิรมย์ สุริยะใส กตะสิลา วิชา มหาคุณ สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ สมาคมสิทธิเสรีภาพ ฯลฯ หรือแม้แต่คุณเสริมสุข (ไม่ทราบนามสกุล) นักข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ( บก.ข่าวการเมืองทีวีไทยปัจจุบัน) ที่โดน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เล่นงาน เพราะเปิดโปงการทุจริตที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จนผู้เขียนได้รับการตักเตือนด้วยคำพูดจากผู้บริหารสถานี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่ถูกเชิญไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพิษณุโลก ร่วมกับคณะผู้บริหารไอทีวี.โดย พ.ต.ท.ทักษิณ พูดขึ้นบนโต๊ะอาหารว่า “รายการของคุณจอม ผมเห็นเอาคนที่พูดแบบแผ่นเสียงตกร่องมาออกอยู่บ่อย ๆ ผมไม่สนใจฟังหรอกคนพวกนั้น” ซึ่งก็แค่นั้น ไม่มีการมาขู่เข็ญ บังคับตามมาอีก

หากสมาคมวิชาชีพ จะพิจารณาอย่างเป็นธรรมและอยู่บนหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพ เมื่อครั้งเกิดรัฐประหาร ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่ที่สละชีวิต ขับรถเข้าชนรถถัง ต่อมาก็ได้ตัดสินใจผูกคอตายที่สะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้เขียนก็ถูกสั่งห้ามจาก คมช.สมัยนั้น ไม่ให้นำเสนอข่าวนี้อย่างเด็ดขาด มีคำสั่งทั้งโทรศัพท์เข้ามาเตือน และส่งทหารพร้อมอาวุธเข้ามาประจำการอยู่หน้าสถานีโทรทัศน์ไอทีวี.ตลอดจนหมดยุค คมช.

สมาคมวิชาชีพสื่อทั้งสองฯ ก็ยังคงมองเป็นเรื่องปกติ และดูเหมือนจะเห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร โดยปล่อยให้มีการถูกแทรกแซง และยอมที่จะถูกลิดรอนเสรีภาพของสื่อเอง ทั้งๆ ที่ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในสิ่งเหล่านี้อย่างหนักหน่วง และเอาจริงเอาจังก่อนหน้านั้น

ไม่รวมเรื่องที่ผู้เขียนเดินทางไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีการปฎิวัติรัฐประหารไปอยู่เกาะฮ่องกง ทั้งๆ ที่ผลการเลือกตั้ง ( 23 ธันวาคม 2550 ) ออกมาแล้วว่า พรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และเป็นที่รู้กันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือหัวหน้าพรรคตัวจริง ข้าพเจ้าจึงหวังจะทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือ การสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีตัวจริง ที่ลี้ภัยอยู่ในเกาะฮ่องกง แต่สุดท้ายนอกจากการสัมภาษณ์ครั้งนั้นจะถูกระงับไม่ให้ออกอากาศแล้ว ผู้เขียนกลับได้รับคำประณามทั้งจากเพื่อนร่วมงาน และความไม่สนใจใยดีจากสมาคมวิชาชีพอีกเช่นกัน

และเมื่อพรรคพลังประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสมัครก็ได้เชิญบรรดานักข่าว ไอทีวี. ที่ถูกลอยแพอย่างไร้ความปราณี ( เพราะถูกป้ายสีมาตลอดเวลาว่า เป็นนักข่าวไร้อุดมการณ์ รับใช้ระบอบทักษิณ ) มาทำงานข่าวที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งได้เปลี่ยนเป็น เอ็นบีที. ผู้เขียนก็ได้ขอเข้าพบกับ คุณจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ว่า ขอทำหน้าที่อย่างมีอิสระและมีเสรีภาพ โดยไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เหมือนที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจว่า จะให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือจุดเด่นของคนไอทีวี. ที่ทำให้ ไอทีวี. เป็นที่ยอมรับของความเป็นสถานีข่าวจนถึงปัจจุบัน

แต่วันแรกของเปิดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ผู้เขียนก็ถูกแทรกแซงการทำงานอย่างรุนแรงทั้งจากผู้บริหารสถานีฯ และจากบริษัทที่ว่าจ้างให้เข้าไปทำงาน โดยผู้เขียน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ “ถามจริงตอบตรง” ประสงค์ที่จะเชิญตัวแทนฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล มาพูดคุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นปมปัญหาแห่งความขัดแย้งของฝ่ายการเมือง ( เดิมนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นแขกในรายการ แต่ท่านป่วยไม่สามารถมาร่วมรายการได้)

แต่ผู้บริหารสถานีเห็นว่า ไม่เหมาะสม เพราะวันแรกของการเปิดสถานีที่เปลี่ยนโฉมใหม่ ควรให้รัฐบาลในฐานะผู้กำกับดูแลโทรทัศน์ช่องนี้มาออกอากาศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ตลอดทั้งวันของการเปิดสถานี เอ็นบีที. รัฐบาลก็พูดฝ่ายเดียวมาตลอดทั้งวันแล้ว หลังจากถกเถียงกัน จนเกือบจะทำให้ผู้เขียนตัดสินใจยุติการทำหน้าที่อีกครั้ง แต่ก็มาลงเอยด้วยข้อต่อรองที่ว่า ให้ฝ่ายรัฐบาลมาออกรายการในวันแรกก่อน แล้ววันถัดไป ผู้เขียนขอเชิญ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน คือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นแขกในรายการ ซึ่งทางผู้บริหารสถานีก็ตกลงร่วมกันเช่นนั้น

เมื่อถึงวันที่จะออกอากาศหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กลับเป็นว่า ออกอากาศไม่ได้ เพราะไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเดินทางมาเข้ารายการ ต้องยกเลิกการออกอากาศกลางคัน ข้าพเจ้าต้องทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการ และเดินทางไปขอโทษกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านด้วยตัวเองที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับการต่อว่าจากปากของคุณอภิสิทธิ์ว่า “นักการเมือง เมื่อมาเป็นรัฐบาล ทำอะไรไม่เกรงใจประชาชน พยายามใช้อำนาจของตัวเอง ใช้สื่อของรัฐซึ่งเป็นสื่อของประชาชนด้วยเช่นกันมาเป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง” ถึงตอนนั้น นักข่าวหลายสำนัก ให้ความสนใจ ติดตามสอบถามมายังผู้เขียน ถึงการแทรกแซงสื่อของพรรคพลังประชาชนอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ โดยเฉพาะสำนักข่าวเนชั่น

และเมื่อพรรคพลังประชาชน จัดให้มีรายการ “ความจริงวันนี้” ทางเอ็นบีที. ผู้เขียนก็แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระถึงความไม่เหมาะสมของการเป็นทีวีของรัฐ แต่ฝ่ายการเมืองกลับนำมาใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง ซึ่งก็มีหลายสำนักข่าวอีกเช่นกัน ได้ให้ความสนใจ จนนำไปสู่การถอดรายการ “ถามจริงตอบตรง” ออกจากผังรายการ แต่ด้วยความปราณีที่ยังคงให้ผู้เขียนจัดรายการต่อไป แต่เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “ทางออกสังคมไทย” และเตือนไม่ให้เล่นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองอีก ผู้เขียนต้องยอมจำนน เพราะไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานนับสิบคนต้องมาตกงานจากตัดสินใจของผู้เขียนเพียงคนเดียว

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัท และคณะบุคคลที่มีคนข่าวจากหลายสำนักร่วมขบวนการปฎิวัติช่อง 11 ให้กลายเป็น ‘หอยม่วง’ อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน โดยที่ผู้เขียนก็ถูกปรับเปลี่ยนสถานะเป็นเพียงผู้จัดรายการอิสระชั่วคราว
(จะอ้างว่าหมดสัญญาจ้างก็ตามที) แต่ถูกว่าจ้างจาก ศอบต.ให้ทำรายการเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ ซึ่งเป็นการวางแผนและพูดคุยกันมาตั้งแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนแล้ว

ดังนั้นจะเห็นว่า ตลอดการทำงานของผู้เขียน ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดสมัยใด จะเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองไปอย่างไร แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันอยู่บนหลักการที่ถูกต้องของวิชาชีพไม่เคยเป็นเครื่องทางการเมือง หรือรับใช้การเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด พยายามอย่างเต็มที่ (แม้จะเจ็บปวดกับความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม) ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม การให้โอกาส และที่สำคัญคือสิทธิเสรีภาพของคนสื่อ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับผู้เขียน ในฐานะที่เป็นคนข่าวคนหนึ่ง และในฐานะประชาชนคนหนึ่งด้วย อยากจะเรียกร้องให้ สมาคมวิชาชีพสื่อ เป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง เป็นองค์กรวิชาชีพที่ไม่เลือกข้าง ไม่ตัดสินใจแทนประชาชน กับความเห็นต่างทางการเมือง จนถูกมองว่า สมาคมวิชาชีพสื่ออคติกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง และขอให้สมาคมวิชาชีพสื่อ ยืนหยัดอยู่บนหลักการแห่งความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชนไว้ให้ได้อย่างมั่นคง

ไม่เฉพาะกับผู้เขียน แต่สำหรับประชาชนทั้งประเทศ ต่างก็รอความหวังว่า เมื่อไหร่ ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน หรือองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ซึ่งได้รับเกียรติจากสังคมมาโดยตลอด จะได้ทำหน้าที่แก้วิกฤตของชาติ สร้างความปรองดอง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นภายในชาติของเราเสียที

Thursday, September 17, 2009

ส.ส.พรรคเพื่อไทยเสนอรัฐบาลยุบสภา

ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียดที่นี่

รัฐสภา 17 ก.ย. - การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่ออภิปรายแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเวลา 24.15 น.ที่ผ่านมา โดยวันนี้จะเปิดการประชุมในเวลา 09.00 น.

การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ในช่วงค่ำที่ผ่านมา (16 ก.ย.) ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังคงเสนอให้รัฐบาลเริ่มต้นกระบวนการสมานฉันท์ด้วยการยุบสภา โดยนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่สามารถบริหารงานได้อย่างราบรื่นแล้ว ดังนั้นขอยืนยันว่า คนเสื้อแดงต้องการให้ยุบสภา

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ใช้สิทธิพาดพิง โดยย้อนว่า ในเมื่อนายวิเชียรยอมรับเองว่าเป็นคนที่พาเสื้อแดงออกมา แสดงว่ากระบวนการขัดขวางการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส.ที่พามา ถ้าพวกท่านไม่พาคนออกมาก็ไม่ต้องใช้ตำรวจทหารมากมายขนาดนี้ ดังนั้น ถ้าจะเริ่มต้นสมานฉันท์ เหตุใดจึงไม่เริ่มจากจุดนี้

ส่วน พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ ส.ว.สรรหา อภิปรายเรื่องที่มาของ ส.ว. ที่รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ถ้าไม่มี ส.ว. ก็ไม่ต้องมีเลย แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้ง จะไม่มีความเป็นกลาง ขณะเดียวกันตนก็ไม่ชอบการสรหา และอึดอัดพอสมควร เห็นว่า ส.ว.ควรมาจากการสรรหาอีกรูปแบบหนึ่ง อาจให้ประชาชนเป็นผู้สรรหามา. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-17 01:06:52

3 ปีวงจรอุบาทว์

ที่มา เดลินิวส์

19 ก.ย. 2552 เสาร์นี้ ครบรอบ 3 ปี ที่คณะทหารในนาม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ลากรถถังออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ ฉีก รธน. ฉบับประชาชนทิ้ง สร้าง “วงจรอุบาทว์” ให้การเมืองไทยอีกครั้ง

ปฏิวัติของ คมช.ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะประชาธิปไตย 77 ปี มีการปฏิวัติยึดอำนาจ นับรวมแล้ว 11 ครั้ง ฉีก รธน. ทิ้งแล้ว 18 ฉบับ เฉลี่ยวงจรอุบาทว์เกิด 6-7 ปี ต่อครั้ง แล้วอย่างนี้ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ยังไง

มีแต่ถอยหลังลงนรก..... ไม่ว่า

ประชาธิปไตยของไทยล่าสุดดีกว่า เพื่อนบ้านที่ปกครองโดยจอมเผด็จการทหารของพม่าแค่อันดับเดียว และอีกไม่นานคง ไปต่อท้าย ก็ขนาด รธน.พม่า ยังลากตั้ง ส.ว.แค่ 25% แต่ รธน.ปิศาจฉบับนี้ลากตั้งส.ว.ถึง 50%

เพราะดูถูกคนไทยว่า โง่เง่า เลือกเองไม่ได้ เลยให้คน 60 ล้าน เลือก ส.ว.ได้ 76 คน แต่คน 7 คน ลากตั้ง ส.ว.ได้ 74 คน ล่าสุด เห็นชมรม ส.ส.ร. อะไรไม่รู้ รู้แต่เป็นหนึ่งในขบวนการต้านที่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอ

รธน.ข้าใครอย่าแตะ....

ก็ไม่น่าแปลกหรอก พวกนี้ปูทางให้ทหารเข้ามาฉีกรธน. แล้วแต่ละคนก็ได้ดิบได้ดี เสวยสุขเป็น สนช. กินเงินเดือนเป็นแสน ๆ ตอนนี้ยังได้โผล่ทีวีรัฐ รับค่าจัดอีกบานตะไท จะแหกปากต้านทุกครั้งก็ธรรมดา

นอกจากประชาธิปไตยที่ถอยหลังลงนรก ข้ออ้างอื่นที่เป็นเหตุยึดอำนาจไล่แม้วพ้นเวที ไม่มีข้อไหนดีขึ้นเลย เรื่องความสมานฉันท์ ตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 ให้พม่า ก็ พ.ศ.นี้แหละ ที่คนไทยแตกแยกลึกถึงรากถึงแก่นขนาดนี้

นอกจาก เหลือง แดง ยังมี สีน้ำเงิน เพิ่มมาอีก 19 ก.ย. ที่เสื้อแดงจะชุมนุม รมต. สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เลยไอเดียบรรเจิด ปลุกม็อบน้ำเงินชนม็อบแดง ทั้งที่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงกำราบอยู่แล้ว แต่ยังอุจจาระขึ้นสมอง

นี่มั้งวิธีสร้างความสมานฉันท์ของรัฐบาล เทพประทาน

ล่าสุด ที่ประจานความเสื่อมทรุดทุกด้าน ก็คือ เอกสารแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบตรวจราชการ พ.ศ. 2552-2556 ของทำเนียบฯ เอง ทำให้รู้ว่า ปี 50 ความสงบสุขของชาติอยู่ที่ 105 พอปี 51 อยู่ที่ 118 โน่น (จาก 140 ชาติ)

เกือบต่ำสุดในโลก พอกับอันดับประชา ธิปไตยไทยเลย

เหนืออื่นใด หลักนิติธรรม ที่ไทยเคยได้รับการยกย่องมากก็น่าห่วง มีการใช้กฎหมายย้อนหลังเพื่อกำจัดศัตรูการเมือง โดยไม่แคร์สายตาชาวโลก เวิลด์แบงก์ ให้คะแนนไทยต่ำลงเรื่อย ๆ จาก 7 คะแนนปี 45 เหลือ 6.29 ในปี 50

กฎหมายตีความได้ทั้งอย่างกว้าง และ อย่างแคบ

เป็นฟรีแลนซ์ทำอาหารโชว์ทางทีวี ถูกตัดสินเป็นลูกจ้างเอกชน ต้องหลุดเก้าอี้นายกฯ แต่ ตุลาการภิวัฒน์ บางคน รับค่าสอนมหาวิทยาลัยเอกชนหน่วยกิตแพงหูฉี่ ตีความอย่างกว้าง เป็นวิทยาทาน ไม่ใช่ ลูกจ้าง

มาตรฐานอยู่ตรงไหน ตรองดูเถอะ !!!

ทั้งหมดพิสูจน์ชัด ปฏิวัติแล้ว บ้านเมืองมีแต่เลวร้ายลง แต่แทนที่คนเหล่านี้ จะสำนึกรับผิดชอบ กลับบอก เพราะรัฐบาล “ขิงแก่” ที่บริหารห่วยแตกเชียว ทำให้ปฏิวัติล้มเหลว หากทำซ้ำ จะไม่เอาใครเสวยอำนาจแทน

จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง

ไม่ได้เชียร์ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ที่ไม่รู้บ้าจี้หรือเมาค้าง ลุกขึ้นยุให้ทหารปฏิวัติอีก (แล้ว) แต่หากจะทำก็กล้า ๆ หน่อย อย่าเป็น “อีแอบ” อย่าปฏิวัติบนจอตู้ อย่าปฏิวัติซ่อนรูป ออกมาตรง ๆ อย่างที่ว่านั่นล่ะ

มาร์คม.7 (ที่แอบหนุนปฏิวัติครั้ง ที่แล้ว) ก็ไม่อยู่ ไปสหรัฐพอดีเอาเลย โปรดอย่าช้า ?!?.

ดาวประกายพรึก